มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 18 : บทที่ 10 วิญญาณแปลกหน้า (ครึ่งหลัง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ย. 55

ดูเหมือนวาริทจะเป็นคนมีความสามารถพิเศษในการเดาใจ เพราะหลังจากเดินลงมาถึงลานจอดรถ ชายหนุ่มก็ให้เธอขับรถตามไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง ห่างออกไปไม่ไกลจากตึกของชายหนุ่มนัก ร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่เป็นอาคารชั้นเดียว มีป้ายไฟโฆษณาแผ่นใหญ่เป็นรูปครกตั้งเด่นอยู่หน้าตัวร้าน
“ร้านนี้ส้มตำไก่ทอดอร่อย มูนคงชอบ”

มุกดาแทบอยากจะส่งค้อนให้กับคนตรงหน้า อ๊าย! เธอไม่ได้บ้าไก่ทอดขนาดนั้นนะ...หญิงสาวนึกบ่นอุบในใจ หากก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านในตัวร้านโดยไม่เกี่ยงงอน บรรยากาศในร้านอาหารไทยอีสานแห่งนี้ไม่ใช่ร้านส้มตำข้างทางอย่างที่เธอและคณิตาชอบทานเป็นประจำ เพราะด้วยการตกแต่งร้านและผู้คนเข้ามาใช้บริการ ทำให้มุกดาอยากจะเรียกมันว่าเป็น ‘ร้านส้มตำไฮโซ’ เสียมากกว่า
“มูนไม่นึกว่าคุณริทจะชอบทานส้มตำ” หญิงสาวเปรยขึ้นทันทีเมื่อชายหนุ่มทำหน้าที่สั่งอาหารให้เธอและเขาเสร็จ

“ทานได้ครับ ตอนอยู่เมืองนอกยังเคยตำส้มตำกับเพื่อนทานเลย”
“แล้วรสชาติเป็นไงคะ” เธอถามด้วยความใคร่รู้
คนฟังตรงข้ามหันมาส่งยิ้มให้อีกครั้งด้วยท่าทีเขินเล็กน้อย
“ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกินหน่อยนึง” วาริทสารภาพ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากหญิงสาวทันที “ผมไม่ถนัดอาหารไทยนี่นา” ชายหนุ่มรีบแก้ตัวทันที

“แต่มูนชอบทานอาหารไทยนี่คะ” เพราะเห็นท่าทีเขิน เอามือลูบท้ายทอยของคนตรงหน้า มุกดาเลยได้ทีแกล้งแหย่อีกฝ่าย
หากการณ์กลับเป็นว่า คนเขินเมื่อสักครู่นี้กลับส่งยิ้มกว้างมาให้ หนำซ้ำมือหนายังถือวิสาสะเอื้อมมากุมมือเธอ
“ไม่เป็นไร ถ้ามูนชอบ เดี๋ยวผมจะหัดไว้”

โดนเข้าไม้นี้ คนปากเก่งก็เริ่มไปต่อไม่ถูก หญิงสาวเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง หันมาสนใจอาหารตรงหน้าแทน ไม่นานนัก หลังจากสองหนุ่มสาวเริ่มรับประทานอาหารไปได้พักหนึ่ง ในขณะทั้งสองกำลังคุยเรื่องชีวิตวัยรุ่นสมัยเรียนปริญญาโทของวาริทอยู่นั้น สายตาของมุกดาก็เหลือบไปเห็นร่างระหงในชุดเดรสสีดำแขนกุดเดินตรงดิ่งมายังโต๊ะอาหารของเธอ
“ไม่นึกว่าจะเจอคุณริทที่นี่ ดีใจจังเลยค่ะ” ปิยาอรเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักชายหนุ่มโดยไม่คิดเหลียวมองมายังผู้ร่วมโต๊ะอีกคนเลยแม้แต่น้อย

“คุณยามีอะไรรึเปล่า” น้ำเสียงของวาริทแข็งขึ้นเล็กน้อย
“ยาอยากคุยเรื่องงานกับคุณค่ะ รบกวนคุณริทสักครู่ได้ไหมคะ”
ท่าทีของชายหนุ่มนิ่งขึงไปนิดหนึ่ง โดยที่คนมาใหม่ไม่ทันได้สังเกต หากมุกดาซึ่งกำลังนั่งมองปฏิกิริยาของวาริทอยู่อดนึกเป็นกังวลไม่ได้
“ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัวของผม ถ้ามีอะไรไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้” คราวนี้เสียงของวาริทแข็งขึ้นอย่างชัดเจน จนปิยาอรเริ่มหน้าเสีย

“ขอโทษค่ะ ยาแค่คิดว่าโครงการนี้กำลังเร่งมือทำก็เลยอยากให้คุณริทช่วย...”
ปิยาอรยังไม่ทันเอ่ยปากจบด้วยซ้ำ เสียงดุๆชนิดมุกดาไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงลักษณะนี้ก็ดังขึ้น
“พรุ่งนี้เช้าครับ ถ้าคุณจะมาให้ทันเข้าประชุม งานที่ฝ่ายคุณรับผิดชอบอยู่ก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร” จบคำพูด ชายหนุ่มก็แทบไม่ได้หันไปสนใจคนข้างตัวอีกเลย
ปิยาอรไม่มั่นใจนักว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไร เธอรู้แต่เพียงว่าใบหน้าซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างดีเกิดอาการเห่อร้อนขึ้นมากะทันหัน หญิงสาวพึมพำขอตัวสาวเท้าเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารของตัวเองทันที

“เป็นยังไงหล่อน หน้าบึ้งมาขนาดนี้ ท่าทางคุณริทคงไม่เล่นด้วยสิท่า” เพื่อนสาวอีกคนซึ่งนั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกันถาม
“ฉันไม่ยอมแพ้หรอก” เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปมีทั้งความเจ็บใจและเคืองแค้น
หากอีกฝ่ายกลับส่ายหน้าด้วยอาการค่อนข้างปลงกับความคิดของคนเป็นเพื่อน จนอดเอ่ยปากเตือนไม่ได้
“ถึงจะเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมา แต่คุณริทไม่ใช่คุณเมฆนะยา เรื่องของเธอกับเขาจบลงไปแล้ว และฉันก็ไม่คิดว่าผู้ชายอย่างคุณริทจะเจ้าชู้เหมือนพี่ชายด้วยสิ” อีกฝ่ายพยักพเยิดให้เพื่อนหันกลับไปมองโต๊ะด้านหลังซึ่งเดินจากมา

เมื่อเหลียวหลังกลับไปมอง ปิยาอรก็ตาวาวกับภาพที่เห็น สองหนุ่มสาวในโต๊ะอาหารริมกระจกกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ราวกับโลกใบนี้มีเพียงเขาและเธอ นาทีหนึ่งของบรรยากาศหวานชื่น ปิยาอรเห็นวาริทกำลังตักอาหารในจานกลางยื่นให้คนตรงหน้า แล้วเธอก็แทบอยากจะกรีดร้องออกมา เมื่อปลายช้อนของวาริทไม่ได้วางลงบนจานของหญิงสาวอย่างเข้าใจในตอนแรก แต่กลับยื่นไปเสียชิดริมฝีปากบาง คนฝั่งตรงข้ามมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมอ้าปากทานอาหารจากช้อนของชายหนุ่ม
“หึ ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้” น้ำเสียงของปิยาอรยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น อยากเอาชนะ

“เดี๋ยวผมรอมูนอยู่หน้าร้านนะ” มือหนาดันแผ่นหลังหญิงสาวให้เดินไปทางด้านหลังของร้านอาหาร
มุกดาพยักหน้าให้กับคนข้างตัวเล็กน้อย สาวเท้าตรงไปตามทางเดินปูด้วยหินตัดผ่านสนามหญ้าไปยังห้องน้ำ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ หญิงสาวก็เดินออกมาล้างมือยังบริเวณด้านหน้าห้องน้ำ หางตาของเธอเหลือบเห็นชายกระโปรงสีดำครึ่งน่อง แรกทีเดียวมุกดาแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับคนมาใหม่ทางด้านหลังเลย จนกระทั่งร่างระหงของผู้มาใหม่หยุดยืนเกือบจะซ้อนหลังเธอ

“เธอเป็นอะไรกับคุณริท” น้ำเสียงแข็งๆและคำถามอย่างตรงไปตรงมา ดึงความสนใจจากคนกำลังล้างมืออยู่ให้เงยหน้าขึ้น
ภาพสะท้อนจากกระจกเงาส่องให้เห็นใบหน้าของคนด้านหลังชัดเจน เพียงแวบเดียวมุกดาก็จดจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“คุณมีธุระอะไรกับดิฉัน”
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดีนัก แต่ด้วยความไม่อยากมีเรื่อง เธอจึงยังถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอเป็นอะไรกับคุณริท”
“ดิฉันไม่จำเป็นต้องตอบคุณ” ตอบกลับไปเสร็จ มุกดาก็ตั้งใจจะเดินกลับออกจากห้องน้ำ
หากแขนเรียวของอีกฝ่ายกลับรั้งเธอไว้เสียก่อน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาไม่ใคร่พอใจนัก ก่อนนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงรอยของเล็บยาวบนท้องแขนเธอ

“อันที่จริงฉันก็ไม่จำเป็นต้องสนหรอกนะว่าเธอเป็นอะไรกับคุณริท แต่แค่อยากมาเตือนด้วยความหวังดี ผู้ชายที่เธอควงไม่ใช่คนไม่มีเจ้าของ แล้วคนมาทีหลังอย่างเธอคิดว่าจะรั้งเขาไว้ได้นานเท่าไร”
มือบางของมุกดาพยายามจะสลัดมือของอีกฝ่ายออกจากแขนตัวเอง หญิงสาวก้าวถอยหลังเล็กน้อย หันกลับไปจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ

“ไม่ทราบสิคะ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้คุณริทก็ดูไม่มีใคร...นอกจากดิฉัน มันก็พูดยากนะคะ สังคมสมัยนี้คนหลงตัวเองเยอะเหลือเกิน แถมบางคนก็มองไม่ออกว่าผู้ชายเขายอมให้จับจอง เป็นเจ้าของจริงๆหรือแค่โมเมไปฝ่ายเดียว”
นัยน์ตาหวานแม้จะนิ่งสงบ แต่การมองกลับมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก็ทำให้คนถูกมองแทบจะเลือดขึ้นหน้าได้ทันที ปิยาอรเกือบจะปราดตรงเข้าไปหาคนตัวเล็กกว่าอยู่แล้ว ถ้าไม่เพราะบริเวณทางเดินด้านหน้าห้องน้ำมีกลุ่มสาววัยทำงานกลุ่มใหญ่กำลังเดินตรงมา

ฟากมุกดาเอง หลังจากได้ต่อปากต่อคำพอให้หายแค้นใจ หญิงสาวก็ไม่คิดจะรอผลลัพธ์ ตัดสินใจหันหลังกลับเดินออกไปยังบริเวณหน้าร้านทันที
“มูน” เสียงของคนที่ยืนรอเธออยู่ร้องเรียก พร้อมกับฝ่ามือหนาคว้าข้อมือน้อยไว้ทันก่อนหญิงสาวจะเดินเลยผ่านหน้าเขาไป “เป็นอะไรไป จะรีบไปไหนเหรอ”

“เปล่านี่คะ โทษที มูนไม่ทันเห็นว่าคุณริทยืนรออยู่ตรงนี้” เธอหันมาส่งยิ้มหวานให้
“งั้นเหรอครับ” นัยน์ตาคมหรี่มองคนตรงหน้าด้วยแววแคลงใจ
สีหน้าและแววตาของมุกดาไม่ใช่เรื่องอ่านยากสำหรับวาริท เพียงแค่มองปราดเดียว ชายหนุ่มก็เริ่มนึกสงสัยว่าเธอเจอเหตุการณ์อะไรในห้องน้ำมารึเปล่า ถึงได้เดินออกมาด้วยสีหน้าตื่นๆเช่นนี้
“กลับกันเถอะค่ะ” เสียงหวานเร่ง

วาริทยอมเดินตามอีกฝ่ายมาส่งยังรถยนต์สีชมพูตัดขาว ชายหนุ่มส่งถุงพลาสติกที่หิ้วมาจากโต๊ะอาหารให้อีกฝ่าย พอมือบางเอื้อมออกมารับถุงพลาสติก เขาก็คว้าข้อมือเธอไว้อีกครั้งพร้อมกับพลิกแขนเธอขึ้นมาดู
ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือร้าย แสงไฟจากบริเวณลานจอดรถค่อนข้างสว่าง ประกอบกับหญิงสาวตรงหน้ามีผิวค่อนข้างขาว จึงปรากฏรอยแดงบริเวณท้องแขนอย่างชัดเจน จนคนมองขมวดคิ้ว
“นี่รอยอะไร” ชายหนุ่มถาม นึกสงสัยตั้งแต่เห็นเธอก้มหน้าสำรวจแขนตัวเองตอนเดินเลยผ่านหน้าเข้าไปแล้ว
“ไม่มีอะไรสักหน่อย” คนตัวเล็กกว่าบ่นอุบเมื่อถูกจับได้

“บอกผมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะทุ้มนุ่ม แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยอำนาจและการคาดคั้นในที
มุกดามองเห็นชัดถึงแววกรุ่นโกรธในดวงตาคม รู้ดีทีเดียวว่าถ้าเล่าเรื่องเมื่อสักครู่ให้ฟัง อีกฝ่ายคงไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ เธอจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้
“แค่หมาบ้าตัวหนึ่ง คุณริทไม่จำเป็นต้องสนใจหรอกค่ะ”

คราวนี้คนห่วงใยเลยยิ้มขันออกมากับคำเปรียบเปรยของมุกดา
“แน่ใจนะครับว่าไม่อยากให้ผมช่วยอะไร” เขาถามด้วยความเป็นห่วง
“ค่ะ ไม่มีอะไรหรอก เรากลับกันดีกว่า” หญิงสาวตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญนัก
ท้ายสุด วาริทก็ต้องปล่อยให้หญิงสาวเดินกลับขึ้นรถของตัวเองไปโดยไม่คาดคั้นต่อ แม้ว่าลึกๆในใจจะพอเดาที่มาที่ไปของรอยเล็บบนท้องแขนนวลได้

เธอบอกอีกฝ่ายว่าไม่จำเป็นต้องสนใจ เธอทำท่าทีและสีหน้าเข้มแข็ง แต่ในส่วนลึกของความเป็นหญิง มุกดาก็ยังคงอดนึกถึงถ้อยคำเคืองแค้นของคนที่อาฆาตเธอไว้ไม่ได้
‘ผู้ชายที่เธอควงไม่ใช่คนไม่มีเจ้าของ แล้วคนมาทีหลังอย่างเธอคิดว่าจะรั้งเขาไว้ได้นานเท่าไร’
 คำพูดประชดประชัน เต็มไปด้วยอารมณ์แค้นยังก้องอยู่เต็มสองหูของหญิงสาว มุกดาถอนหายใจออกมา บ่นกับเจ้าสี่ขาตรงหน้า

“ฉันคงจะบ้าไปแล้วถ้าจะเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนั้นมากกว่าคุณริท”
สุนัขจรจัดที่กำลังก้มลงกินกระดูกเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาว ราวกับมันเข้าใจในถ้อยคำของเธอ
“โฮ่ง” มันเห่าตอบเธอครั้งหนึ่ง ก่อนก้มหน้าก้มตากินกระดูกตรงหน้าที่หญิงสาวอุตส่าห์หยิบติดมือกลับมาจากร้านอาหาร
“ฉลาดนี่ ฟังฉันรู้เรื่องด้วยเหรอ” มุกดายิ้มขันกับอาการตอบรับของมัน
คราวนี้มันไม่เห่าแล้ว แต่กลับหันหลังกลับไปส่งเสียงหอนดังลั่นไปทั้งซอยราวกับรับรู้ถึงการมาเยือนของ ‘ใครบางคน’

“พี่สาว มาอยู่นี่เอง กลับขึ้นห้องกันเถอะ หนูอยากดูการ์ตูน” เสียงใสๆของสิตางศุ์เร่งเร้าเธอ พร้อมกับร่างโปร่งแสงเด่นชัดขึ้นตรงหน้า
“อาไร้ จะดูการ์ตูนอีกแล้ว รู้ไหมว่าค่าไฟเดือนนี้ขึ้นไปเท่าไรแล้ว” หญิงสาวต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก แต่ก็ทำให้ดวงหน้าใสๆหงอง้ำลง
“ก็หนูไม่รู้จะทำอะไรนี่นา น่านะ พี่สาวคนสวย ขนาดหมาจรจัด พี่สาวยังเก็บกระดูกมาให้มันกินเลย สงสารผีตาดำๆอย่างพวกหนูเถอะ”

“การ์ตูนกับของกินมันเหมือนกันที่ไหน” มุกดาส่ายหน้ากับอาการ ‘แถไปเรื่อย’ ของเด็กหญิง “ไป กลับห้องกันเถอะ เดี๋ยวเปิดทีวีให้” เธอบอกออกไปท่ามกลางแสงไฟสลัว หมุนกายเดินกลับขึ้นคอนโดมิเนียมมาโดยมี ‘ใครบางคน’ ลอยตามติดมาไม่ห่าง
หลังจากเปิดโทรทัศน์ให้บรรดาวิญญาณเด็กทั้งหลายแล้ว มุกดาก็ก้าวเท้าตรงกลับห้องนอนตัวเอง
“พี่จะไปอาบน้ำนะตางศุ์ ป้ามณีคะ ฝากกำราบยายตัวยุ่งพวกนี้ด้วยนะคะ”

เพราะคืนนี้ยังพอมีแสงจันทร์ส่องสว่าง แม้ไม่เต็มดวงแต่ก็ทำให้เธอมองเห็นบรรดาดวงวิญญาณทั้งหลายซึ่งเกือบจะอาศัยห้องพักของเธอเป็นที่สิงสถิตไปเสียแล้ว
“ไปเถอะคุณ เดี๋ยวป้าดูแลเด็กๆเอง”
เธอพึมพำขอบคุณมณีศร ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออก
“พี่สาวอะ หนูไม่ได้ซนขนาดนั้นสักหน่อย” สิตางศุ์บ่นอุบเมื่อมุกดายังคงเห็นเธอเป็นยายจอมซนไม่เปลี่ยน แม้ว่าช่วงหลังๆมานี้เด็กหญิงจะพยายามทำตัวดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้มุกดาก็ตาม

สิตางศุ์ตั้งท่าจะหันไปต่อว่ามุกดาอีกครั้ง หากเธอก็จำต้องชะงักงันไปเมื่อเห็นอะไรบางอย่างไหววูบอยู่เบื้องหลังหญิงสาว
“พี่สาว!” เด็กหญิงร้องเรียกอีกฝ่ายไว้
“มีอะไรเหรอตางศุ์” คนถูกเรียกหันกลับมามองด้วยสีหน้าสงสัย
แต่คราวนี้กลับเป็นสิตางศุ์เองที่งุนงงไป

“แหะๆไม่มีอะไรค่ะ พี่สาวไปอาบน้ำเถอะ”
“อะไรของตางศุ์ เรียกเสียพี่ตกใจเลย” มุกดาบ่นก่อนปิดประตูห้องลง
เมื่ออีกฝ่ายหายเข้าห้องนอนไปแล้ว สิตางศุ์ก็ลอยตรงมาด้านหน้าบานประตูที่ปิดสนิท เธอสำรวจไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปรกติใดๆ
“ตางศุ์เป็นอะไร หาอะไรอยู่เหรอ” กะทิลอยตามมายืนข้างเพื่อน

“เปล่าๆไม่มีอะไรหรอก ไปดูทีวีกันดีกว่า” เด็กหญิงรีบส่ายหน้า คิดว่าตัวเองคงตาฝาดไปเสียมากกว่า
ก็แหม เธอจะมาเห็นผีแปลกหน้าในห้องพักของมุกดาได้อย่างไรกัน ถ้าพี่สาวไม่ได้เอ่ยปากอนุญาต จะมีผีตัวไหนเข้ามาในห้องพักแห่งนี้ได้อีก...

น้ำอุ่นๆจากฝักบัวไหลรดลงมาตามศีรษะจรดปลายเท้าให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี มุกดายังคงเพลิดเพลินกับการอาบน้ำด้วยท่าทีเป็นสุขตอนเสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือในห้องนอนดังขึ้น ริงโทนเฉพาะบอกให้รู้ว่าใครคือคนโทร.มาหาเธอ

“เออแฮะ ลืมโทร.ไปบอกว่าถึงห้องแล้ว” มุกดานึกขึ้นมาได้
หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ แรกทีเดียววาริทตั้งใจจะขับรถตามเธอมาถึงห้องพัก แต่เพราะเธอไม่เห็นความจำเป็นให้อีกฝ่ายต้องมาส่ง ชายหนุ่มจึงยอมแยกย้ายกลับบ้านไปโดยไม่วายกำชับให้เธอโทร.หาเขาเมื่อกลับถึงห้อง

เสียงเพลงจากโทรศัพท์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง เร่งเร้าให้คนมีความสุขอยู่กับการอาบน้ำจำต้องปิดก๊อกน้ำ ขณะกำลังหมุนสายน้ำให้ปิดลง จู่ๆมุกดาก็รู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งกาย ในอกวาบลึกราวหัวใจตัวเองกำลังถูกแช่แข็ง หญิงสาวเอื้อมมือไปจับผนังห้องน้ำไว้เพื่อทรงตัว เท่านั้น นัยน์ตาหวานก็เบิกโพลงขึ้น กรีดร้องออกมาเต็มเสียงเมื่อเห็นชัดว่ามือของเธอยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยอะไร

“กรี๊ด-ด-ด-ด” เสียงกรีดร้องของมุกดาดังออกมาถึงบริเวณหน้าห้องพัก
สิตางศุ์เป็นวิญญาณดวงแรกที่ลอยทะลุกำแพงตรงมาหาหญิงสาวในห้องน้ำทันที
“พี่สาวเป็นอะไร” เด็กหญิงมองร่างบางเปลือยเปล่าคุดคู้อยู่บนพื้นกระเบื้องด้วยความตกใจ
รอบกายของมุกดายามนี้มีเงาดำทะมึนซึ่งเธอไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใดครอบงำอยู่ วูบหนึ่งขณะสิตางศุ์กำลังตรงเข้าไปช่วยมุกดา ร่างโปร่งแสงของเธอก็โดนพลังงานมืดมิดนั้นผลักออกมาอย่างแรง ลอยกระเด็นไปไกลจนทะลุกำแพงเข้าไปในห้องนอน

“กรี๊ด-ด-ด” เสียงกรีดร้องของมุกดายังคงดังไม่หยุดด้วยความตกใจ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาเธอยามนี้คือคราบเลือด มันเปรอะเปื้อนไปทั่วทุกที่ที่สายน้ำไหลผ่าน เปรอะไปทั้งร่างกายเธอ ทั้งฝ่ามือ ทั้งลำตัว
“คุณ! ใจเย็นๆไม่มีอะไร” มณีศรเป็นวิญญาณอีกดวงหนึ่งที่ตรงเข้ามาหาเธอ

สายตาของผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิตหลังความตายมานานหลายปีพอจะเดาออกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตรงหน้า ร่างโปร่งแสงของหญิงวัยกลางคนตรงดิ่งมาหาเธอในทันที สองมือของมณีศรพยายามปัดเป่าเงาดำทะมึนรอบกายมุกดาออกไป และด้วยอำนาจที่มีเหนือกว่า ไม่นานนักเงาดำรอบกายก็ค่อยๆจางหายไป เหลือเพียงร่างคุดคู้ขดตัวสะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น
“มันไปแล้ว คุณปลอดภัยแล้ว ไม่มีอะไร” มณีศรกลับกลายเป็นฝ่ายปลอบหญิงสาว

“ป้าคะ เกิดอะไรขึ้นกับพี่สาว” สิตางศุ์ซึ่งเพิ่งลอยกลับมาถามอีกฝ่ายด้วยแววตาตระหนก
สีหน้าของมณีศรไม่ใคร่ดีนักขณะตอบคำถามเด็กหญิง
“มีผีตัวอื่นเข้ามาในห้องนี้ แล้วท่าทางผีตัวนี้คงมีความแค้นกับมนุษย์ไม่น้อย”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น