มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 16 : บทที่ 9 พัฒนาการของความสัมพันธ์ (ครึ่งหลัง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.ย. 55

ร้านอาหารที่วาริทขับรถพาหญิงสาวมารับประทานอาหารมื้อค่ำตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศของช่วงหัวค่ำในวันนี้ค่อนข้างแน่นขนัดด้วยผู้คนเนื่องจากเป็นคืนวันเสาร์ แต่เพราะการวางแผนของชายหนุ่มซึ่งตัดสินใจโทรศัพท์มาจองล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง ทำให้เขากับมุกดามีที่นั่งติดริมแม่น้ำได้
“คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า” ชายหนุ่มถามขึ้นทันทีเมื่อบริกรนำเมนูอาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร
มุกดาหยิบขึ้นมาเปิดดูได้สักพักแล้วจึงส่ายหน้าให้อีกฝ่าย
“คุณริทสั่งเถอะค่ะ มูนทานอะไรก็ได้”

“พูดแบบนี้ผมก็แย่สิ เลยอดรู้เลยว่ามูนชอบทานอะไร” แม้น้ำเสียงทุ้มจะนิ่งสนิท แต่แววตาคมกล้าที่จ้องมาตรงๆก็เรียกรอยระเรื่อขึ้นมาบนพวงแก้มได้ในทันที
หญิงสาวเลยจำต้องเสหยิบเมนูขึ้นมามองอีกครั้ง
“มูนอยากทานไก่ทอดสมุนไพรค่ะ ดูสิคะ ท่าทางน่าอร่อย” มุกดาตั้งใจจะดึงความสนใจของอีกฝ่ายให้พ้นจากดวงหน้าตัวเอง ปลายนิ้วเรียวจิ้มลงบนรูปถ่ายในเมนูอาหาร

ร่างสูงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น นัยน์ตาคมหลุบต่ำลงมองตามนิ้วเธอได้เพียงพักเดียวก็วกกลับขึ้นมาหาดวงหน้าหวานตามเดิม
“ชอบทานไก่ทอดเหรอ” ชายหนุ่มตั้งคำถาม
“ค่ะ ของโปรดเลย แถวคอนโดมูนเองก็มีร้านไก่ทอดเจ้าประจำอยู่ กลับถึงบ้านตอนเย็นทีไรต้องซื้อขึ้นมาทานเป็นประจำ”

“อ้อ เหมือนผมจะเคยเห็นอยู่เหมือนกัน” ชายหนุ่มนึกตามคำพูดของหญิงสาว ก่อนเริ่มฉุกใจสงสัยอะไรบางอย่าง “ว่าแต่อยู่ที่คอนโดคุณทำกับข้าวทานเองบ้างไหม” วาริทถามเมื่อนึกได้ถึงสภาพตู้เย็นว่างเปล่าภายในห้องพักที่เขาเคยถือวิสาสะเปิดดู ภายในตู้เย็นของมุกดาส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยอาหารกล่องแช่แข็งเสียมากกว่าจะเป็นของสด
ดวงหน้ารูปไข่ของคนถูกถามส่งยิ้มแหยๆกลับมาให้ขณะอ้อมแอ้มตอบ
“ไม่ค่อยได้ทำหรอกค่ะ อันที่จริงมูนทำอาหารแทบไม่เป็นเลย ขนาดไข่เจียว มูนเคยเจียวให้น้องสาวทาน ยายมีนยังบอกว่าไปซื้ออาหารกล่องในที่เซเว่นมาทานยังอร่อยเสียกว่า”
พอเอ่ยจบ คนสารภาพก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้เสน่ห์ปลายจวักโดยสิ้นเชิง มุกดานึกค่อนตัวเองในใจที่ไม่ยอมหัดทำกับข้าวตั้งแต่เล็ก

“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้อยากได้แม่บ้าน ที่บ้านผมมีแม่ครัวประจำอยู่แล้ว”
มุกดาแทบจะสำลักน้ำที่ตัวเองกำลังยกขึ้นดื่มกับน้ำเสียงเรียบๆหากเล่นเอาหัวใจเธอกระตุกอย่างแรง
“คะ?” เสียงหวานอุทานออกมา ไม่อยากคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไร ให้ตายเถอะ...ทำไมหัวใจเธอถึงได้เต้นแรงขนาดนี้
“ผมหมายความว่า มูนไม่ต้องมาเป็นแม่บ้านให้ผมไง ต่อไปถึงมูนทำอาหารไม่เป็น ผมก็มีคนทำให้คุณ ให้ลูกของเราทานได้”

คราวนี้มันไม่ใช่แค่หัวใจเต้นแรงเสียแล้ว หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกระหน่ำรัวอยู่ในอก ทั้งสายตาและมือบางพยายามหันมาสนใจแก้วน้ำ ทว่าอาจเป็นเพราะความตื่นเต้นที่มีมากจนเกินไป มือของเธอเลยดันเผลอปัดแก้วน้ำของตัวเองหก
“อุ๊ย!” ร่างโปร่งระหงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อน้ำเย็นหกรดลงบนต้นขาตัวเอง
หากยังไม่ทันได้ขยับหนี คนตัวโตฝั่งตรงข้ามก็เขยิบกายเข้ามานั่งยองๆข้างเธอ พร้อมกับผ้าเช็ดปากผืนหนาบนโต๊ะอาหาร

“เปียกมากไหม” เสียงทุ้มนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่หรอกค่ะ แค่น้ำเปล่า” มุกดาตอบ แต่ก็อดบ่นคนข้างกายไม่ได้ “เพราะคุณนั่นแหละ พูดจาแปลกๆ”
“แปลกตรงไหนกัน” คนตัวโตกว่าเงยหน้าขึ้นถาม ก่อนเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นสีหน้าระเรื่อของอีกฝ่าย “ก็มูนบอกว่าทำอาหารไม่เป็น ผมก็เลยบอกว่ามีแม่ครัวทำให้ไง” วาริทพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก
“ไม่ใช่ตรงนั้นสักหน่อย” เสียงหวานบ่นอุบ หากพวงแก้มก็ยังคงไม่หายจากอาการเห่อร้อนเมื่อหวนคิดถึงประโยคสนทนาเมื่อสักครู่

ชายหนุ่มนิ่งคิดไปไม่นาน รอยยิ้มกว้างก็ประดับขึ้นบนใบหน้าคมคาย ร่างสูงผุดลุกขึ้นเมื่อเห็นว่ากางเกงของเธอคงไม่แห้งมากไปกว่านี้ มุกดาคิดว่าอีกฝ่ายคงเดินกลับไปนั่งยังฝั่งตรงข้ามดังเดิม หากวินาทีต่อมาเธอถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิดเมื่อดวงหน้าเข้มของคนตัวโตกว่าโน้มลงมาจนแก้มสากๆสัมผัสลงบนพวงแก้มซึ่งยังคงเห่อร้อน

“หรือว่าเขินเรื่องที่ผมพูดถึงลูก ไม่เห็นมีอะไรน่าเขินเลย อีกหน่อยพอมูนเป็นแฟน เป็นภรรยาผม คุณก็ต้องมีลูกให้ผมอยู่ดีนั่นแหละ” เสียงกระซิบของวาริทมีทั้งแววขำขันและเย้ายวนอยู่ในที เลยยิ่งส่งให้หัวใจของคนกำลังสงบจิตสงบใจตัวเองรัวกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้ง
“บ้า เรายังไม่ได้เป็นแฟนกันสักหน่อย พูดอะไรก็ไม่รู้” หญิงสาวบ่นงึมงำพลางขยับตัวถอยห่าง

วาริทไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ชายหนุ่มตรงกลับมายังเก้าอี้นั่งฝั่งตรงข้ามของตัวเอง หากตลอดระยะเวลาการรับประทานอาหารในค่ำคืนนี้ มุกดากลับรู้สึกหัวใจตัวเองไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างไรชอบกล เมื่อสายตาคมๆของชายหนุ่มคอยแต่วนเวียนจ้องมองเธอ จนกระทั่งอาหารค่ำจบลง วาริทจึงพาเธอกลับมาส่งยังคอนโดมิเนียม


หลังจากไขกุญแจห้องพักเสร็จ ร่างบางก็ทำท่าจะเดินผ่านชายหนุ่มเข้าห้องไป
“เดี๋ยวสิมูน ขอผมเข้าไปดื่มกาแฟข้างในก่อนได้ไหม” มือหนาของวาริทคว้าเข้าที่ข้อมือบาง ก่อนมุกดาจะทันก้าวข้ามบานประตู
“คุณริทยังไม่อิ่มอีกเหรอคะ แล้วนี่ก็ดึกแล้ว จะทานกาแฟเหรอ”
ใบหน้ารูปไข่เอียงคอมองชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย นัยน์ตาสีน้ำตาลล้อมกรอบด้วยแพขนตาหนามองมาทางชายหนุ่มเต็มตา จุดความรู้สึกมากมายขึ้นในหัวใจของคนถูกมองยิ่งนัก
“ไม่ได้อยากทานหรอก แต่มีเรื่องจะคุยกับมูนมากกว่า”

“คุยอะไรคะ” เสียงหวานถาม มีร่องรอยของความสงสัยแกมหวั่นใจ
หากวาริทกลับทำเพียงแค่ยิ้ม มือหนาซึ่งกำอยู่รอบข้อมือบางค่อยๆเคลื่อนมาเกาะกุมมือน้อยไว้ จับจูงพาเธอเดินเข้ามานั่งบริเวณด้านในซึ่งมีโซฟารับแขกตั้งเด่นอยู่ หลังจากล็อกประตูห้องเสร็จ ชายหนุ่มก็เหลียวมองไปรอบๆห้อง
“มีใครอยู่ในห้องนี้อีกรึเปล่า” วาริทไม่ลืมถามถึงสิ่งที่เขามองไม่เห็น
มุกดากวาดตามองไปรอบๆห้อง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่อยู่หรอกค่ะ สงสัยจะออกไปเล่นข้างนอกกันหมด”
จบคำพูดของหญิงสาว ชายหนุ่มก็เดินมาทรุดกายนั่งลงบนโซฟาขนาบข้างเธอ

“ถ้างั้นก็ทางสะดวก” รอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนดวงหน้าเข้ม ยิ่งสร้างความอยากรู้แกมหวั่นใจให้คนมองไม่น้อย
“ทางสะดวกอะไรกันคะ คุณริทมีอะไรรึเปล่า ทำท่าทางอย่างกับมีลับลมคมในจัง” เธอถามด้วยน้ำเสียงคาใจ
อีกครั้ง ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้กับเธอโดยไม่ยอมตอบคำถาม ฝ่ามือหนาอุ่นเลื่อนมายึดมือเธอไปกุมไว้แนบสนิททั้งสองข้าง พร้อมกับดึงไปวางไว้บนตักของตัวเอง
“ผมมีเรื่องจะสารภาพ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มกับแววตาคมที่จ้องมองมายังเธอไม่กะพริบ เรียกความประหม่าให้กับคนถูกจ้องมองไม่น้อย

“คะ?”
“เรามาเป็นแฟนกันได้ไหม” ง่ายๆสั้นๆกับคำขออย่างไม่เป็นทางการของวาริท
 แรกทีเดียวมุกดาคิดว่าตัวเองหูฝาด หากแรงกระชับบริเวณฝ่ามือทั้งสองก็ช่วยตอกย้ำว่ายามนี้เธอเองไม่ได้หูฝาด นัยน์ตาหวานเบิกกว้างขึ้นทันที เมื่อเริ่มรับรู้ถึงความหมายในถ้อยคำถามของชายหนุ่ม
“แฟนเหรอคะ ก็คุณริทบอกว่าเราเป็น...เอ่อ...เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” เสียงหวานเลิกลั่กถามขึ้น
ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง และเมื่อคนตัวเล็กกว่าเผลอ มือบางทั้งสองข้างก็ถูกยกขึ้นจรดกึ่งจมูกกึ่งริมฝีปากของตน

“อุ๊ย!” คนไม่ทันตั้งตัวอุทานด้วยน้ำเสียงตกใจ พยายามดึงมือตัวเองกลับคืนมา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้ตนทำเช่นนั้น วาริทยังคงเกาะกุมมือบางไว้ หนำซ้ำยังถือโอกาสดึงไปแนบไว้กับอก
“ตอนนี้ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนแทน”
อีกครั้งที่หัวใจดวงน้อยจำต้องกระตุกอย่างแรงกับคำพูดง่ายแสนง่ายราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ มุกดาแทบไม่กล้าสบนัยน์ตาสีดำเข้มของอีกฝ่าย ภายในดวงตาเจิดจรัสคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายจนหญิงสาวเองไม่มั่นใจนักว่าเธอจะทานทนไหว นัยน์ตาหวานจ้องมองมือตัวเองซึ่งยังถูกอีกฝ่ายเกาะกุมไว้ แล้วอดหวนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนไม่ได้

แฟน...คำคำนี้ให้ความรู้สึกมากมาย ทั้งความผูกพันและโซ่ตรวนแห่งความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน และเพราะคำว่าแฟนนี้เองที่เคยผูกมัดหัวใจเธอไว้กับใครคนหนึ่ง จนทำให้เธอชอกช้ำแสนสาหัส มุกดาจึงไม่มั่นใจนักว่าเธอเองจะสามารถยอมรับข้อผูกมัดของคำว่าแฟนได้มากน้อยเพียงใด เธอหวั่นใจตัวเองเหลือเกิน ความรู้สึกมากมายของหัวใจที่มีต่อวาริทเด่นชัดอยู่ในทุกอณูแห่งความรู้สึก ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ หญิงสาวกลับอดหวาดหวั่นต่อสถานะใหม่ที่วาริทร้องขอไม่ได้

“มัน...เอ่อ...ไม่เร็วไปหน่อยเหรอคะ” เสียงหวานอ้อมแอ้มถาม ต่างจากความรู้สึกในหัวใจตัวเองโดยสิ้นเชิง
วูบหนึ่งใบหน้าคมฉายแววผิดหวังอย่างสิ้นเชิง หากวินาทีต่อมา นัยน์ตาคมก็กลับมาอ่อนแสงลง จดจ้องมายังเธอด้วยแววคำถาม
“ไม่เร็วไปหรอก เรารู้จักกันมาพักหนึ่งแล้วนะมูน แล้วผมก็พอมองออกด้วยว่าคุณเองก็มีใจให้ผมไม่น้อยไปกว่ากัน จริงไหม” เสียงทุ้มนุ่มทอดถาม
หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความรู้สึกยากตัดสินใจ บทเรียนชีวิตครั้งใหญ่ยังคงตอกย้ำให้เธอไม่กล้าผลุนผลันตัดสินใจ

มือหนาของคนที่กุมมือเธออยู่เอื้อมมาเชยคางมนขึ้น แววตาล้ำลึกของชายหนุ่มจ้องลงไปในแววตาสีน้ำตาลหวานขณะเอ่ยถาม
“คุณมีอะไรในใจรึเปล่า บอกผมได้เสมอ...รู้ไหม”
เพราะน้ำเสียงนุ่ม ปลอบโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่ม ช่วยให้หัวใจของคนขลาดกล้าเริ่มเล่าเหตุการณ์ในอดีตอันฝังใจ
“มูนเคยมีแฟนมาแล้วคนหนึ่งค่ะ” เสียงหวานเริ่มเรื่องอย่างเรียบๆ
“ครับ” วาริทรับคำเพียงสั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรกับแฟนเก่าของอีกฝ่าย เพราะด้วยอายุของมุกดาหากจะบอกว่าเธอเคยมีแฟนมาแล้วสักสองสามคนก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

ใช่ ไม่แปลกเลย ก็แค่แฟนเก่า รับรองว่าเขาจะไม่ให้ใครมามีผลต่อปัจจุบันและอนาคตของเธอเด็ดขาด...

“ความจริงผู้ชายทุกคนก็ใช่ว่าจะเหมือนพี่กร แต่...” เสียงของมุกดาขาดหายไปตามติดมาด้วยเสียงถอนหายใจอย่างคนไม่กล้าตัดสินใจ
“ผู้ชายคนนั้นทำอะไรคุณเหรอ” วาริทถามด้วยความใคร่รู้
“ไม่ได้ทำหรอกค่ะ เพียงแต่มูนอาจหวังมากเกินไป มูนหวังให้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักกัน มีความจริงใจให้กัน ซื่อสัตย์ต่อกัน”
เมื่อเริ่มต้นได้ เรื่องราวอัดอั้นในอดีตก็ถูกบอกเล่าผ่านริมฝีปากบางออกมา ความรัก...การทรยศหักหลังของคนได้ชื่อว่าเป็นคนรักคืออดีตอันฝังใจ ยั้งให้เธอไม่กล้าก้าวผ่านกำแพงหัวใจที่ตัวเองได้ก่อไว้

วาริทตั้งใจฟังเรื่องราวของอีกฝ่ายอย่างสงบ ตลอดระยะเวลาที่มุกดาเล่าถึงคนรักในอดีตให้ฟัง ชายหนุ่มแทบไม่ได้ออกความเห็นใดเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเสียงหวานเงียบลง มือหนาอุ่นจัดเลื่อนมาลูบลงบนศีรษะสวยได้รูปตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆประดับอยู่บนดวงหน้าเข้ม
“มูนเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมกับแฟนเก่าคุณคือคนละคนกัน คุณคิดจริงๆเหรอว่าผมจะทรยศต่อความไว้ใจของคุณ ผมดูเป็นคนเจ้าชู้ขนาดนั้นเลย”
“ไม่ค่ะ คุณริทไม่ได้เป็นผู้ชายแบบนั้น” หญิงสาวรีบปฏิเสธพัลวัน

“แล้วคุณกลัวอะไรล่ะ” คราวนี้เสียงทุ้มถามกลับด้วยท่าทีคาดคั้นมากขึ้น
“คือมูน...” หญิงสาวจนด้วยคำพูด
นั่นสิ เธอกลัวอะไร...มุกดาเองก็ตอบคำถามของชายหนุ่มไม่ได้เช่นกัน รู้สึกแต่เพียงความหวาดกลัวของการก้าวผ่านไปยังประตูบานใหม่ที่อีกฝ่ายเปิดรออยู่ ร่างบางจึงได้แต่นิ่งขึงไปอย่างคนไม่อาจตัดสินใจ
ปลายนิ้วเรียวแทรกผ่านเส้นผมเข้ามา ลูบไล้ ดึงเอาปอยผมหนึ่งขึ้นไปพันรอบนิ้วเล่น สายตาคมยังคงไม่ละไปจากดวงหน้ารูปไข่ หากเพียงอึดใจต่อมา คนเขยิบชิดข้างกายเธอก็ผละออกห่างพร้อมฝ่ามืออุ่นสัมผัสลงบนศีรษะทุย

“ไม่เป็นไร ผมไม่เร่งเอาคำตอบจากมูนก็ได้ เพราะยังไงความสัมพันธ์ของเราคงไม่ก้าวถอยหลังไปกว่าตอนนี้...จริงไหม” แววตาจริงจัง คมปลาบ ยังจับจ้องมายังเธอไม่ถอยห่าง
“เอ่อ...ค่ะ” หญิงสาวหลบตาวูบ รู้สึกเลือดในกายตัวเองกำลังสูบฉีดอย่างแรง เมื่อเหลือบเห็นแววตาลึกล้ำของชายหนุ่ม
วาริทมีสีหน้าพอใจไม่น้อยกับคำตอบรับอย่างเขินอายของหญิงสาวตรงหน้า เขาขยับกายออกห่างพร้อมกับฉุดร่างบางให้ลุกขึ้นยืนตาม
“ดึกมากแล้ว ผมกลับก่อนดีกว่า”

มุกดาแทบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอเดินตามแรงจูงของอีกฝ่ายไปหยุดลงหน้าประตูห้องพัก หากในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะก้าวพ้นบานประตูออกไป จู่ๆร่างของหญิงสาวก็ถูกคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปปะทะแผงอกแกร่ง สองแขนกำยำเลื่อนลงมาโอบรอบเอวบาง นาทีนั้น มุกดาไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น มันรวดเร็วเสียจนเธอตั้งตัวไม่ทัน มารู้ตัวอีกทีเธอก็สัมผัสได้ถึงรอยอุ่นหนักๆประทับลงบนหน้าผากก่อนลากไล้มายังสองข้างแก้มพร้อมเสียงกระซิบบอก แล้ววินาทีต่อมาความอบอุ่นทั้งหลายก็เลือนหายไปพร้อมกับเสียงบานประตูปิดลง

หญิงสาวยกสองมือตัวเองขึ้นเกาะกุมใบหน้าที่เห่อร้อนขึ้นมา เสียงกระซิบอบอุ่นยังดังก้องอยู่ในหูแม้คนพูดจะกลับออกไปนานหลายนาทีแล้ว
‘ราตรีสวัสดิ์...คนดีของผม’

 

“รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน คดข้าวใส่จาน พานเอาคนข้างหลังไว้ให้ดี!”
ทันทีที่จบเพลง แขนทั้งสี่ข้างของเด็กชายหญิงคู่หนึ่งก็ตวัดลงมาล้อมรอบร่างของสิตางศุ์ไว้ เด็กหญิงหน้ามุ่ยทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องถูกกันออกจากกลุ่ม ท่ามกลางเสียงหัวเราะของบรรดาวิญญาณดวงอื่นๆ
“ตางศุ์แพ้อีกแล้ว”
“เออๆไม่ต้องย้ำก็ได้” สิตางศุ์บอกด้วยน้ำเสียงงอนๆยอมลอยตัวออกจากกลุ่มมานั่งอยู่ริมฟุตปาธ นั่งมองบรรดาวิญญาณเด็กดวงอื่นๆเล่นกันต่อ

ไม่นานนักร่างเล็กก็เกิดอาการเบื่อหน่าย จึงหันหลังให้เพื่อนๆลอยออกมาจากท้ายซอยที่ตัวเองและเพื่อนจับกลุ่มเล่นกันอยู่ในเกือบทุกคืน แสงไฟจากบริเวณสองข้างทางส่องผ่านความเงียบสงัดลงมา ร่างของสิตางศุ์ลอยเลยจากบริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียมออกมาเรื่อยๆถึงบริเวณปากซอยริมถนน
ขอเที่ยวอีกหน่อยเถอะ ตอนนี้เธอยังไม่อยากกลับไปนอนบนห้อง...

จากปากซอยมุ่งสู่ถนนใหญ่ ดวงวิญญาณของเด็กหญิงยังคงล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง เธอลอยผ่านแสงไฟจากบริเวณปั๊มน้ำมัน เห็นป้ายโฆษณาประดับไฟแผ่นใหญ่ตั้งเด่นอยู่เหนือขึ้นไปท่ามกลางท้องฟ้าสีดำทะมึน ร่างที่กำลังเคลื่อนผ่านไปข้างหน้าชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นไปสนใจรูปถ่ายโฆษณาบนบิลบอร์ด ภาพชายหญิงคู่หนึ่งกำลังก้มหน้าส่งยิ้มให้กับเด็กหญิงวัยไม่เกินสิบขวบสะดุดใจสิตางศุ์อย่างแรง รอยยิ้มและแววตาเต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยนของชายหญิงบนแผ่นป้ายโฆษณาสะท้านวูบขึ้นมาในอกของสิตางศุ์
เป็นครั้งแรกที่เธอรับรู้ถึงความปรารถนาในส่วนลึกของหัวใจ เมื่อความทรงจำของอดีตชาติผุดพรายขึ้น
‘แม่ขา ทำไมคุณพ่อยังไม่กลับบ้านเสียที’ เสียงใสๆร้องถามขณะผู้เป็นมารดาคลี่ผ้าห่มคลุมร่างน้อยจนมิดถึงคอ

‘คุณพ่องานยุ่งจ้ะ นอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปเรียนรู้ไหม’
วูบหนึ่งของคำตอบ สิตางศุ์มั่นใจว่าเธอเห็นรอยโศกพาดผ่านมาในแววตาของมารดา เธอไม่รู้หรอกว่ามารดาของเธอกำลังเศร้าเรื่องอะไร
ไม่รู้เลยจนกระทั่งเธอตื่นนอนขึ้นมากลางดึกด้วยเสียงโครมคราม ดังมาจากชั้นล่างของตัวบ้าน
‘คนสารเลว นี่คุณไปนอนกับนังนั่นมาใช่ไหม ถึงได้กลับมาเกือบจะเช้าแบบนี้’ น้ำเสียงด่าทอ เกรี้ยวกราด ผิดไปจากเสียงอ่อนโยนอย่างที่เธอเคยได้ยินเสมอมา ทำให้สิตางศุ์เกิดความลังเลใจ
แต่ท้ายสุด ความอยากรู้ก็ผลักดันให้ร่างน้อยบิดลูกบิดประตูห้องนอนออกมา เสียงโหวกเหวกจากคนด้านล่างดังชัดเจนขึ้น จนขาน้อยๆทั้งสองข้างแทบไม่อยากก้าวเดินออกไป

‘เออ ยอมรับว่าผมมันเลว พอใจรึยัง’ น้ำเสียงนั้นมีวี่แววของความเหนื่อยหน่าย คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย ‘แล้วถ้ากลับมาบ้านตอนดึกไม่ได้ วันหลังจะได้ไม่กลับมา’ หางเสียงคนพูดบ่งชัดถึงร่องรอยประชดประชัน
‘กรี๊ด-ด-ด สารเลว ไปสิ ออกไปเลย ไปกกนังนั่นให้พอ ไม่ต้องโผล่หน้ากลับมาอีก’
สิตางศุ์ยกมือขึ้นปิดหูทันทีเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง ตามติดมาด้วยเสียงขว้างปาข้าวของ
นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น แม่มดใจร้ายตนใดเสกพ่อกับแม่แสนดีของเธอให้เป็นแบบนี้...
“ตางศุ์ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ กลับบ้านกันเถอะ” เสียงของกะทิฉุดความทรงจำครั้งเก่าให้หายลับไป
เด็กหญิงหันกลับมามองหน้าเพื่อน เห็นกะทิและวิญญาณเด็กดวงอื่นๆต่างลอยออกมาตามหาเธอ

“ชีวิตคนมันเศร้าเนอะกะทิ เป็นผีอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
“จำอะไรขึ้นมาได้เหรอ” กะทิถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีนักของเพื่อน
“ไม่สำคัญหรอก พวกเรากลับบ้านกันดีกว่า ป่านนี้พี่สาวคงคอยแย่แล้ว” สิตางศุ์บอก พร้อมกับชักชวนเพื่อนๆทั้งหลายลอยกลับมายังห้องพักของมุกดา

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น