มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 14 : บทที่ 8/2 เพื่อนคนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ย. 55

ร่างของมุกดาไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าซึ่งต้องการใครสักคนมาปกป้อง หลังจากวาริทพาหญิงสาวมาส่งยังห้องพัก ชายหนุ่มก็ยังคงปักหลักอยู่บนโซฟารับแขก ไม่ยอมไปไหน เขารอจนกระทั่งมุกดาเดินกลับออกมาจากห้องนอนในสภาพเสื้อยืดและกางเกงยีนขาสั้นตัวใหญ่ ใบหน้าหวานแลดูมีสีสันขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ หากชายหนุ่มก็ยังคงไม่วางใจ เดินตรงมาจับมือจูงเธอมานั่งด้วยกันบนโซฟา

“ที่ห้องคุณมีกล่องยารึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มนุ่มถามขณะไล้นิ้วไปตามรอยฝ่ามือแดงเป็นจ้ำบนข้อมือทั้งสอง
“อยู่ข้างทีวีค่ะ”
ร่างสูงตรงไปหยิบกล่องพลาสติกสีขาวข้างโทรทัศน์กลับมาเปิดค้นหายาทาแก้ฟกช้ำ นิ้วเรียวสวยของเขาบรรจงแตะลงบนข้อมือเธอ ทะนุถนอม แผ่วเบา
“คุณวาริทหาฉันเจอได้ยังไงคะ” เมื่อสติเริ่มกลับมาสู่ตัว คำถามมากมายพร้อมกับความแปลกใจก็แล่นผ่านเข้ามาในสมองของหญิงสาว

คนกำลังก้มหน้าก้มตาทายาให้เธออยู่เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มอ่อนๆให้
“เราคงมีเรื่องต้องคุยกันยาว แต่ก่อนอื่นผมว่าคุณโทร.กลับไปหาเพื่อนคุณก่อนดีกว่า คุณตาเป็นห่วงคุณไม่น้อยไปกว่าผม” มือหนาส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาให้เธอ
มุกดาตัดสินใจทำตามคำพูดของอีกฝ่าย เธอกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนรัก เพียงไม่นานน้ำเสียงสะอื้นไห้ของคนปลายสายก็ดังลอดผ่านมา

“คุณริทคะ ยายมูนยังไม่โทร.กลับมาเลย ฉันจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ยายมูนหายไปไหน” เสียงคร่ำครวญของเพื่อนรักจุดทั้งความปลื้มใจและรอยขำขึ้นบนดวงหน้าหวาน
“แก นี่ฉันเอง ไม่ใช่คุณริท” มุกดาเพิ่งหาช่องว่างพูดแทรกอีกฝ่ายกลับไปได้
ปลายสายอึ้งไปเล็กน้อย ตามติดมาด้วยเสียงโวยลั่น

“ไอ้มูน! แกหายไปไหนมา รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วง โทร.ไปก็ไม่ติด นี่มันเกิดอะไรขึ้น แกไปทำอะไร ที่ไหน กับใคร รู้บ้างไหมว่าฉันโทร.หาแกตั้งแต่บ่ายแล้ว” เสียงบ่นพร้อมกับคำถามร่ายยาวมาเป็นชุด ดังทะลุหูโทรศัพท์มาจนคนไม่ได้ตั้งใจฟังเผลอยิ้มขันกับความเป็นห่วงของคณิตา
“ใจเย็นแก ถามเยอะขนาดนั้นฉันจะตอบอะไรก่อนดี”
“นี่แกอยู่ไหน อยู่กับคุณริทใช่ไหม” คณิตาเปลี่ยนคำถามใหม่
“อืม ฉันกลับมาคอนโดแล้ว นั่งรถคุณริทกลับมา”

“แล้วแกหายไปไหนมา ตกลงไอ้คนที่แกคุยโทรศัพท์ด้วยเมื่อตอนบ่ายมันทำอะไรแกรึเปล่า”
มุกดาชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามและน้ำเสียงห่วงใยของเพื่อนรัก นัยน์ตาสีน้ำตาลหวานเหลือบมองมายังร่างสูงซึ่งยืนก้มๆเงยๆอยู่ในครัว
“มือถือฉันแบตหมด ไม่มีอะไรหรอกตา ตอนนี้ฉันถึงคอนโดแล้ว ไว้พรุ่งนี้ไปหาแกที่บ้านแล้วจะเล่าให้ฟัง”
เพราะน้ำเสียงปรกติของเพื่อน คณิตาจึงเริ่มเบาใจพอจะกระเซ้าอีกฝ่ายกลับไป

“ไม่อยากคุยกับฉันแล้วสิ เข้าใจๆมีหนุ่มหล่อไปนั่งห่วงแกถึงคอนโด แบบนี้มันก็น่าทิ้งเพื่อนอยู่”
“ไอ้ตา! ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย” เสียงหวานโวยใส่โทรศัพท์เรียกเสียงหัวเราะคิกคักกลับมาจากคนปลายสาย
“ไว้ค่อยเล่าให้ฉันฟังพรุ่งนี้ก็ได้ รวมถึงเรื่องหนุ่มข้างแกตอนนี้ด้วยนะ ท่าทางจะเป็นมากกว่าลูกค้าแล้วละมั้ง” คณิตาหัวเราะด้วยความชอบใจ
กระเซ้าเพื่อนรักต่ออีกคำสองคำ ปลายสายก็วางไป ปล่อยให้คนถูกล้อหน้าแดงอยู่กับโทรศัพท์ที่ถูกตัดสาย

“คุยเสร็จแล้วเหรอ” วาริทเลิกคิ้วถามเมื่อเดินกลับมาพร้อมกับโกโก้ร้อนในมือยื่นให้หญิงสาว
“ค่ะ เสร็จแล้ว”
“คุณตาจะมาหาคุณรึเปล่า” เขาถาม รู้สึกไม่อยากให้มุกดาต้องอยู่ตามลำพังในคืนนี้เท่าไรนัก
หากหญิงสาวกลับส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้บอกตาค่ะ คิดว่าค่อยเล่าให้ฟังพรุ่งนี้ดีกว่า”
“อ้าว แล้วคืนนี้คุณจะอยู่คนเดียวเหรอ” วาริทอดเป็นห่วงร่างบอบบางตรงหน้าไม่ได้
“ฉันไม่ได้เป็นไรนี่คะ แค่ตกใจมากไปหน่อยเท่านั้น พวกมันไม่ได้ทำอะไรฉันด้วยซ้ำ”

วาริทมีสีหน้าไม่ใคร่พอใจกับคำตอบของมุกดาเท่าไรนัก ร่างสูงทรุดกายนั่งลงข้างหญิงสาว นัยน์ตาคมจ้องตรงมายังดวงหน้ารูปไข่เต็มตา จนคนตัวเล็กกว่าจำต้องเสหลบนัยน์ตาดุดัน
“แต่ทั้งผมและคุณตาห่วงคุณมากรู้ไหม ถ้าคุณไม่อยากให้คุณตามาที่นี่ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณจนกว่าคุณจะเข้านอนแล้วกัน”
มุกดาอึ้งไปเล็กน้อยกับคำประกาศชัดของคนข้างกาย คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของเธอ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเหล่านั้น หัวใจดวงน้อยเริ่มคาดหวังถึงอะไรบางอย่างที่เธอย้ำตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ควรคิดฝันไปไกล

“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะ” เสียงหวานอ้อมแอ้มตอบ
“มูน...” จู่ๆวาริทก็เรียกเธอด้วยชื่อเล่นโดยไม่มีคุณนำหน้า
น้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทอดยาวจากริมฝีปากหยักโค้งก่อความรู้สึกมากมายขึ้นในหัวใจผู้เป็นเจ้าของชื่อยิ่งนัก
“คะ?” ดวงหน้าหวานเงยขึ้นมองคนเรียกชื่อเธอด้วยท่าทีพลั้งเผลอ

พลัน เธอก็ได้สบเขากับนัยน์ตาคมลึกล้ำซึ่งมองเธออยู่ก่อนหน้า มุกดาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแววตาของผู้ชายตรงหน้าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมาย อย่างที่ตัวเธอไม่คาดหวังจะพานพบ เพราะในแววตาคมฉายแววอบอุ่นและห่วงใย พาหัวใจเธอแทบจะโลดแล่นออกมาจากอก นิ้วเรียวแกร่งของวาริทเอื้อมมาเขี่ยปอยผมออกไปจากพวงแก้มนวล ทิ้งรอยอุ่นเล็กๆจากปลายนิ้วให้แผ่ลามเลียไปทั่วดวงหน้าหวาน
“ผมเป็นห่วงคุณรู้ไหม”

คำพูดสั้นๆหากกินลึกไปถึงเนื้อหัวใจคนฟัง พานให้มือบางเริ่มเกิดอาการอยู่ไม่สุข มุกดารู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางขึ้นมากะทันหัน เธอรู้สึกว่ามือตัวเองช่างเกะกะไปเสียหมด ร่างกายเธอก็ราวกำลังขยายใหญ่ขึ้นจนโซฟาตัวโตแลดูคับแคบขึ้นมาทันที
“ฉัน...เอ่อ...ฉัน...” เสียงหวานตะกุกตะกักอย่างคนไปต่อไม่ถูก

และเมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ร่างบางจึงตัดสินใจถอยหนี หากความคิดของเธอก็ยังคงช้ากว่าบุรุษตรงหน้า ทันทีที่วาริทรู้ว่าอีกฝ่ายเตรียมจะผละหนี มือหนาของเขาก็เลื่อนมาเกาะกุมสองมือบางซึ่งยังประคองถ้วยโกโก้ร้อนไว้มั่น สร้างความตกตะลึงให้กับคนถูกฉวยโอกาสไม่น้อย หากเธอก็ยังไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ไม่กล้าดึงมือตัวเองออกมาจากอุ้งมืออีกฝ่ายด้วยเกรงว่าโกโก้ร้อนในมือจะกระฉอกใส่
“ผมยังพูดไม่จบเลย จะรีบหนีไปไหนกัน” น้ำเสียงของชายหนุ่มมีแววกลั้วหัวเราะเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นใบหน้ารูปไข่ก้มหน้างุด ไม่ยอมเงยขึ้นสบตาเขา

วาริทค่อยๆดึงถ้วยโกโก้ในมือบางออกไปวางบนโต๊ะรับแขก แต่เขาก็ยังไม่คิดปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ สองมือหนายังคงเกาะกุมมือบางไว้อย่างหลวมๆพอให้อีกฝ่ายสามารถดึงออกไปได้ทุกเมื่อ
“คุณริทมีอะไรจะพูดกับฉันอีกเหรอคะ”
“ผมไม่ชอบให้คุณแทนตัวว่าฉันเลย มันฟังดูไม่สนิทสนม”
“แต่ว่าฉันก็พูดแบบนี้กับหลายๆคนนี่นา”
“ยกเว้นผมไว้อีกคนได้ไหม”

มุกดาคิดว่าตัวเองฝันไป นัยน์ตาหวานเงยขึ้นมองอีกฝ่าย สมองของเธอเริ่มประมวลผลช้าลงหรืออย่างไร เธอจึงต้องใช้เวลาอยู่เกือบนาที กว่าจะเข้าใจในถ้อยความหมายที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมา
ไม่หรอก เธอไม่เข้าใจ...ดวงหน้ารูปไข่ก้มงุดลงอีกครั้งเมื่อลางสังหรณ์ของเธอเริ่มตระหนักถึงความหมายที่แฝงมา
“ตะ...แต่ว่า คุณเป็นลูกค้าของฉันนี่คะ” เสียงหวานอ้อมแอ้มตอบกลับไป
“ลูกค้าเหรอ?” หางเสียงของคนพูดมีแววไม่พอใจเท่าไรนัก “ผมนึกว่าเราต่างเข้าใจตัวเองดีเสียอีก เราต้องการแค่คำนั้นจริงเหรอ”

หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงเร็วจนแทบจะหลุดออกมาจากอกกับคำพูดกึ่งสารภาพกึ่งบังคับของอีกฝ่าย ใช่ เธอน่ะเข้าใจตัวเองดี แต่เธอจะไปล่วงรู้ความในใจของเขาได้อย่างไรกัน ในเมื่อแม้แต่ฝันยังไม่กล้าเลย...
“มูนไม่รู้ ไม่เข้าใจหรอกค่ะ” เสียงหวานครางออกมาอย่างจนปัญญา
“ต้องให้ผมสารภาพว่างั้นเถอะ” ชายหนุ่มกระเซ้าถาม เรียกรอยแดงระเรื่อขึ้นบนสองข้างแก้ม
“เปล่าสักหน่อย มูนไม่ได้พูดแบบนั้นนะคะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธทันควัน
คราวนี้มือบางตั้งท่าจะชักหนี หากวาริทกลับเป็นฝ่ายไม่ยอม กระชับสองมือน้อยแน่น ดึงมาวางไว้บนตักของเขา

“ไม่เป็นไร ถึงไม่ได้พูดผมก็อยากจะสารภาพ มูน...เราสองคนเป็นมากกว่าคนรู้จัก เป็นมากกว่าลูกค้า เป็นคนสำคัญของกันและกันได้ไหม”
 “คุณริทคงไม่ได้หมายความถึง...ฟะ...แฟนหรอกนะคะ” มีทั้งความลังเลและคาดหวังปะปนมาในน้ำเสียงหวาน

มุกดาไม่รู้ตัวเลยว่าแทบกลั้นลมหายใจรอฟังคำตอบของอีกฝ่าย วาริทยิ้มให้กับคำถามของเธอ ฝ่ามือหนาเอื้อมมาลูบผมยุ่งๆของคนตรงหน้า เลยเรื่อยมาจนถึงพวงแก้มนุ่มซึ่งเขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเล่นด้วยความติดใจกับผิวสัมผัสนุ่มละมุน
“เปล่าครับ” หัวใจของคนฟังหล่นหายไปทันทีเมื่อถูกปฏิเสธ ดวงหน้าหวานก้มงุดลงทันที รู้สึกเหมือนอกตัวเองโหวงขึ้นมาทันใด ไม่ปรารถนาให้อีกฝ่ายเห็นแววผิดหวังในดวงตา

คนกำลังลอบมองท่าทีของมุกดาอยู่ยิ้มขัน และเมื่อเห็นคนตัวเล็กกว่าไม่ยอมเงยขึ้นสบตาเขา ร่างสูงจึงโน้มกายเข้ามาใกล้ จงใจกระซิบลงริมใบหูเธอ
“ผมยังไม่หวังให้เราไปไกลจนถึงขั้นนั้น แต่อยากให้เราได้เริ่มต้น เป็นเพื่อนคนสำคัญของกันและกัน เป็นใครคนหนึ่งที่เราต่างมอง เผื่อจะขยับฐานะไปเป็นแฟน...เป็นครอบครัวเดียวกัน คุณคิดยังไง”

ท้ายประโยคของเขาคือคำถาม หากหัวใจของคนฟังร่ำๆจะกระดอนออกจากอกอยู่แล้ว มุกดาไม่มีคำตอบให้กับคำถามหวามใจนั้น ไม่มี เพราะเธอไม่เคยคิดว่าหนุ่มในฝันที่เธอหลงเพ้อจะหล่นลงมาอยู่ตรงหน้าจริงๆ
“มูน...เอ่อ...มูน...” อีกครั้งหนึ่งในรอบคืนนี้ที่เธอรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนติดอ่าง
“ไม่ต้องตอบก็ได้ แค่พยักหน้าให้ผมชื่นใจหน่อย ได้ไหม”

อื้อ นั่นก็ไม่ง่ายเลยนะ...หญิงสาวครางกับตัวเองในใจ ใช้เวลารวบรวมสติกระเจิดกระเจิงของตนให้กลับคืนมา ก่อนใบหน้าหวานจะพยักน้อยๆแล้วกลับไปก้มงุดๆต่อ
วาริทยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปีนี้ เขารู้ดีทีเดียวว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเขินอายอยู่ เธอเป็นอย่างนี้เสมอนับตั้งแต่วันแรกที่เขาเห็นเธอแอบมอง

น่ารัก...ไม่มีคำไหนจะเปรียบเปรยภาพประทับใจตรงหน้าได้ดีไปกว่านี้ ผู้หญิงที่วันหนึ่งคงได้เขยิบฐานะมาเป็นแฟนเขาเป็นคนสวยชนิดที่หนุ่มหลายคนต้องเหลียวมอง แต่สิ่งที่เขาประทับใจไม่ใช่ความสวยของดวงหน้าหวาน หากเป็นนัยน์ตากลมใสและท่าทีเขินอายของมุกดาทุกครั้งยามถูกจับได้ว่าแอบมอง นัยน์ตาหวานไม่ค่อยยอมสบตาเขาเกินสิบวินาทีเลยด้วยซ้ำ หากในยามห่วงใยนัยน์ตาของคนเคยเอาแต่หลบเขากลับจ้องเอาๆอย่างไม่คิดเกรงใจ ใช่ เพราะแววตาอาทรคู่นี้ติดตรึงใจเขามาตั้งแต่คืนที่เขาถูกโจรปล้น และวาริทก็เชื่อว่ามันคงจะตรึงอยู่เช่นนี้ไปอีกแสนนาน

เมื่อได้คำตอบอันน่าพอใจ ร่างสูงจึงยอมขยับออกห่างเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพักหายใจ ชายหนุ่มยอมคลายมือออกจากมือบางด้วยความเสียดาย ทันทีที่มือเธอถูกปล่อย ร่างบางก็ผุดลุกขึ้นราวโซฟาที่นั่งอยู่เป็นกองไฟร้อน ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำไปทั้งพวงแก้ม ลามเลยมาจนถึงลำคอก่อนหายลับไปตามแนวปกเสื้อคอกลม

“เอ่อ...คุณริทดื่มน้ำไหมคะ” เพราะไม่รู้จะหาทางเลี่ยงอีกฝ่ายอย่างไร เธอถึงได้ถามคำถามแปลกประหลาดออกไป
วาริทมองถ้วยสองใบบนโต๊ะรับแขก แล้วจึงพยักหน้าน้อยๆ
“ขอน้ำเปล่าก็ดีครับ” ชายหนุ่มยอมให้เวลาอีกฝ่ายได้ปรับตัว

นัยน์ตาคมมองแผ่นหลังบางซึ่งรีบตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ด้านในสุดของห้องแล้วอดยิ้มขันออกมาไม่ได้ แล้วนี่ถ้าเมื่อกี้เขาจูบเธอขึ้นมา ว่าที่แฟนของเขาจะยิ่งเขินอายอีกเท่าไรกันนะ...ชายหนุ่มขำกับความคิดตัวเอง ร่ำๆนึกอยากจะลองทดสอบสมมุติฐานนี้ดูเหลือเกิน

มุกดาต้องใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการตั้งสติตัวเอง แก้วน้ำสองใบถูกประคองใส่ถาดมาหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” วาริทบอกพร้อมกับเอื้อมมือไปรับแก้ว
ปลายนิ้วเรียวสัมผัสถูกหลังมือเธอ มุกดาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจงใจหรือไม่ หากรอยสัมผัสอุ่นก็ประทับอยู่เพียงแค่เสี้ยวนาทีเดียว ก่อนมันจะเลือนหายไปเมื่อวาริทดึงมือกลับ

“เอ่อ...คุณริทไม่กลับบ้านเหรอคะ” ไม่ใช่อยากจะไล่หรอกนะ แต่เธอขอเวลาส่วนตัวอีกสักหน่อยได้ไหม
 “ผมจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าคุณจะเข้านอน”
มุกดาแทบอยากครางออกมากับคำตอบของชายหนุ่ม นี่เขาคิดว่าเธอยังไม่อายพออีกหรือไง...
“มูนจะนอนแล้วค่ะ” เสียงหวานรีบตอบโดยพลัน
“โกหก ผมรู้ว่าคุณยังไม่รีบนอนหรอก มานั่งนี่ดีกว่า เรายังมีอะไรต้องคุยกันอีกมากไม่ใช่หรือ” มือหนาตบลงบนโซฟาข้างกาย

หญิงสาวเกิดอาการลังเลอย่างเห็นได้ชัด เธอตั้งท่าจะปฏิเสธหากพอได้สบกับนัยน์ตาคมล้ำลึก เธอก็จำต้องเสหลบตา ยอมทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง
“คุณมีอะไรจะคุยกับมูนเหรอคะ”
“ไม่อยากรู้แล้วเหรอว่าทำไมผมตามหาคุณเจอ” ชายหนุ่มเท้าความไปถึงคำถามแรกที่เธอเคยถามเขาไว้
มุกดาแทบจะลืมคำถามตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ อันที่จริงเธอเกือบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อได้สบกับนัยน์ตาคมทรงอำนาจ

“นั่นสิคะ คุณหามูนเจอได้ยังไง” ความสงสัยกลับมาพาดผ่านนัยน์ตาสีน้ำตาล
“ถ้าผมจะบอกว่ามีใครมาขอให้ผมไปช่วยคุณล่ะ”
หญิงสาวชะงักไปทันทีกับคำพูดของชายหนุ่ม
“ใคร?” เสียงหวานเต็มไปด้วยแววคำถาม

“ครับ ใคร...ไม่ใช่คน” หัวใจเธอกระตุกทันทีเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของวาริท “มูน คุณเลี้ยงผีไว้เหรอ”
“คุณเห็นพวกเขาเหรอคะ” คราวนี้มุกดายิ่งเริ่มสงสัยปนหวาดหวั่นว่าอีกฝ่ายอาจกำลังหลอกล่อเธออยู่รึเปล่า
เธอเหลียวซ้ายแลขวาไปรอบห้อง ยามนี้ห้องเธอไม่ปรากฏวี่แววของเหล่าดวงวิญญาณสักดวง ราวกับพวกเขาจงใจหลบหน้า
“มองหาใครอยู่ครับ พวกเขาอยู่ในนี้ใช่ไหม”

“ไม่อยู่หรอกค่ะ หายไปไหนกันหมดแล้วก็ไม่รู้ คุณมองไม่เห็นพวกเขาเหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“ไม่เห็นหรอกครับ แต่ว่าได้ยินเสียง มี...เสียงของเด็กคนหนึ่งมากระซิบบอกผมว่าคุณตกอยู่ในอันตราย ผมคุยกับเธอ ตอนแรกก็สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องนัก มันเหมือนมีเสียงมากระซิบข้างหู แต่บางทีมันก็เบามากจนผมไม่เข้าใจ กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องจนขับรถไปหาคุณได้ก็กินเวลานานอยู่” วาริทเริ่มเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเผชิญมา นับตั้งแต่เขาโทรศัพท์ไปหาคณิตาแล้วพบว่าไม่อาจติดต่อหญิงสาวได้
ถ้าไม่เพราะเจอมากับตัว เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าตัวเองจะทำใจให้เชื่อกับเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

“ยายตางศุ์ค่ะ” วาริทหายใจสะดุดกับชื่อเรียกของดวงวิญญาณไม่น้อย หากเขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ยอมฟังหญิงสาวเล่าต่อ “เธอชื่อสิตางศุ์ ตามมูนมาจากในวัด แล้วก็มาอาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่...เอ่อ...ห้องนี้ไม่ได้มีแต่ตางศุ์หรอกค่ะ พวกเด็กๆกับป้ามณีก็แวะเวียนมาที่นี่บ่อยๆ”
วาริทแปลกใจไม่น้อยกับเรื่องราวทั้งหลายที่เธอเล่าให้ฟัง มันออกจะเหลือเชื่อหากเขาก็พยายามทำใจให้เชื่อ มุกดาเริ่มต้นเล่าตั้งแต่เรื่องที่เธอได้รับแหวนมูนสโตนจากย่าอมินตา การพบกันครั้งแรกของเธอกับสิตางศุ์ เลยมาจนถึงเรื่องวิญญาณดวงอื่นๆ

เป็นครั้งแรกที่มุกดายอมเล่าเรื่องราวเหนือธรรมชาติให้คนอื่นฟัง หญิงสาวรู้สึกสบายใจไม่น้อยเมื่อได้ระบายความลับและสิ่งอัดอั้นในใจออกไป หากสุดท้ายเธอก็ยังคงไม่วายถาม
“คุณริทเชื่อเรื่องที่มูนเล่าให้ฟังไหมคะ” มีทั้งแววคาดหวังปนสับสนแฝงมาในถ้อยคำถาม
รอยยิ้มอุ่นถูกส่งต่อมาให้เป็นอย่างแรก พร้อมกับมือหนาแตะลงบนหลังมือน้อย
“เชื่อสิ ไม่งั้นผมก็คงบ้า คุยกับตัวเองเป็นตุเป็นตะจนขับรถไปตามหาคุณจนพบ คุณว่าผมมีความสามารถขนาดนั้นเหรอ” ชายหนุ่มกระเซ้าถาม เธอเลยอดยิ้มตามไม่ได้

“ขอบคุณที่เชื่อกันนะคะ”
“นั่นควรเป็นจุดเริ่มต้นแรกของการเป็นเพื่อนคนสำคัญไม่ใช่เหรอ” วาริทถามซึ่งมุกดาเองก็เห็นด้วยไม่ใช่น้อย “ว่าแต่ผมชักอยากเห็นเพื่อนๆของคุณแล้วสิ โดยเฉพาะเด็กที่ชื่อสิตางศุ์”
ความคาใจในอะไรบางอย่างทำให้ชายหนุ่มถามออกไป

“พวกแกไม่อยู่ห้องค่ะ ไม่รู้หายไปไหนกัน” มุกดาบอกขณะกวาดสายตาไปรอบห้องแล้วยังไม่พบใคร
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความเสียดาย
“งั้นไว้คราวหน้าก็ได้ครับ ผมอยากรู้เหลือเกินว่าถ้าผมได้ลองใส่แหวนมูนสโตนแล้วผมจะมองเห็นพวกเด็กๆไหม” มีแววคาดหวังปะปนมาในน้ำเสียงของคนพูด หากมุกดาก็เข้าใจเพียงว่าอีกฝ่ายคงสนใจในเรื่องดวงวิญญาณเสียจนอยากลงมือพิสูจน์ให้เห็นกันตา

“ให้มูนลองเรียกแกดูไหมคะ เพื่อตางศุ์กับกะทิจะอยู่แถวนี้”
หญิงสาวตั้งใจจะเอ่ยปากเรียกชื่อวิญญาณเด็กหญิง หากนิ้วชี้ของอีกฝ่ายกลับแตะลงบนริมฝีปากของเธอเสียก่อน
“ไม่ต้องเรียกหรอก ผมอยากอยู่กับมูนมากกว่า เรื่องของพวกเด็กๆไว้ค่อยพิสูจน์วันหลังก็ได้”
คำตอบของชายหนุ่มพาหัวใจคนฟังเต้นถี่แรงขึ้น มุกดาแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตลอดสามชั่วโมงต่อจากนั้นเธอทำอะไรบ้าง ความเลวร้ายที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้ากลายเป็นเพียงอดีตไม่คิดจดจำ ทุกอย่างในความคิดของเธอมีเพียงบุรุษร่างสูงข้างกายและนัยน์ตาคมแกร่งกล้าตรึงติดอยู่ในทุกห้องหัวใจ

ค่ำคืนนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ให้หัวใจดวงน้อยได้เรียนรู้ คำว่าเพื่อนคนสำคัญนั้นแทบกระตุกหัวใจเธอได้ทุกนาทีจริงๆ

 

“ว่าไงนะไอ้มูน ไหนแกบอกไม่มีอะไรเกิดขึ้นไง” เสียงคณิตาวีนขึ้นทันที เมื่อฟังเรื่องราวระทึกขวัญของเพื่อนรักจบลง
“ใจเย็นๆตา ยังไงฉันก็กลับมาครบสามสิบสอง มีแค่รอยช้ำที่ข้อมือนิดเดียวเอง ไม่ได้เป็นอะไรเลยเห็นไหม” สองมือบางยื่นออกไปตรงหน้าให้เพื่อนพิสูจน์
คณิตาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างคนไม่สบอารมณ์นัก

“มันนิดหน่อยก็เพราะคุณริทไปช่วยแกถึงที่ไม่ใช่รึ แล้วนี่แจ้งความรึยัง” เพื่อนรักถามด้วยความเป็นห่วง
“ก่อนมาหาแกนี่แหละ ฉันไปโรงพักกับคุณริทมา แล้วถึงเลยมาหาแกที่บ้าน”
คำตอบของมุกดาทำให้คณิตาแปลกใจไม่น้อย
“อ้าว แกไม่ได้เอารถมาหรอกเหรอ”
ตอนเพื่อนรักไขกุญแจเข้ามาในบ้าน เธอไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าไม่มีรถยนต์สีขาวตัดชมพูของเพื่อนจอดอยู่
“เปล่า รถเข้าอู่อยู่ แล้วก็เพิ่งมาจากโรงพัก”

“คุณริทจะมารับแกกลับไปส่งคอนโดว่างั้นเหอะ” เพื่อนสาวหรี่ตามองอีกฝ่าย ความอยากรู้ร่ำๆจะตีกันอยู่ในอก นัยน์ตาแพรวพราวขึ้นทันทีขณะถามต่อ “แกมีซัมติงรองกับคุณริทแล้วใช่ไหม บอกมานะว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน”
“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นสักหน่อย” เสียงหวานอ้อมแอ้มตอบ แต่เมื่อเห็นนัยน์ตาคาดคั้นของอีกฝ่ายแล้วก็เลยตัดสินใจเอ่ยต่อ “คุณริทเขาแค่บอกว่าฉันเป็น...เอ่อ...เป็นเพื่อนคนสำคัญของเขาน่ะ”
“แค่เนี้ย!” คณิตาถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหู

“อื้อ แค่นี้แหละ”
“ไม่จริงหรอก” เพื่อนสาวหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือ
เป็นผลให้แววตาหวานหลบตาวูบทันที นั่นยิ่งทำให้คณิตามั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เธอแทบอยากจะบีบคอเพื่อนรัก เค้นเอาความจริงออกมาให้ได้

โอ้ ตายๆเพื่อนเธอกับหนุ่มหล่อสุดแสนเพอร์เฟกต์อย่างคุณวาริท วราธารักษ์ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง...


-----------------------------
โปรดติดตามตอนต่อไป บทที่ 9 พัฒนาการของความสัมพันธ์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น