มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 13 : บทที่ 8/1 เพื่อนคนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ก.ย. 55

บทที่ 8 เพื่อนคนพิเศษ
โทรศัพท์ของมุกดาถูกปิดมาตลอดช่วงเย็น สร้างความร้อนใจให้คนขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนรักและชายหนุ่มอีกคนผู้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหญิงสาว เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่วาริทรู้สึกถึงหัวใจของเขาเต้นรัวผิดปรกติ แม้มุกดาจะขาดการติดต่อกับคณิตาไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆแผ้วพานมา แต่กระนั้นคนเคยผ่านเรื่องโหดร้ายในชีวิตมาก็อดจินตนาการเลยเถิดไปไกลไม่ได้

“พี่จะไปหาคุณมูนที่คอนโด อรอยู่บ้านนะ ถ้าได้ข่าวจากคุณตาหรือคุณมูนติดต่อกลับมาโทร.บอกพี่ด้วย”
ท้ายสุดของความอดทน ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปคว้ากุญแจรถยนต์เตรียมตัวออกจากบ้าน โดยมีอรสุมเดินตามมาส่งด้วยสีหน้าไม่ใคร่สู้ดีนัก
“มันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้นี่คะ คุณมูนอาจแค่ไปทำธุระแล้วเผอิญโทรศัพท์แบตหมดก็เป็นได้” หญิงสาวพยายามมองโลกในแง่ดี แม้ความรู้สึกในใจเธอตอนนี้อดพะวงเรื่องเดียวกันกับวาริทไม่ได้ก็ตาม
“พี่ก็หวังให้เป็นแบบนั้น หวังว่าพี่คงประสาทเสียไปเองคนเดียว” ชายหนุ่มบอกขณะเตรียมเดินลงจากบันไดหน้าประตูบ้าน หากน้องสาวกลับเป็นฝ่ายรั้งไว้เสียก่อน

“พี่ริทคะ คุณมูนเธอไม่ใช่แค่เจ้าของร้านขายอุปกรณ์แต่งงานของอรเท่านั้นใช่ไหมคะ”
คำถามของอรสุมส่งให้ปลายเท้าชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย หญิงสาวอยากจะยิ้มขำออกมาเหลือเกินถ้าอยู่ในสถานการณ์เอื้ออำนวยกว่านี้ แม้ไม่ต้องมีคำตอบ อรสุมก็เดาความรู้สึกทั้งหมดได้จากสีหน้าพี่ชาย
“อย่างที่อรคิดนั่นแหละ พี่...อาจตกหลุมรักขึ้นมาจริงๆแล้วก็เป็นได้”

คำตอบของพี่ชายแจ่มชัดเสียจนอรสุมอดยิ้มออกมาไม่ได้ เธอได้แต่มองตามร่างสูงของคนเป็นพี่ชายขับรถออกไป
“อ้าว ตาริทออกไปไหนเหรอ เพิ่งกลับมาแท้ๆ” คุณกมลาเดินออกมาจากด้านในบ้านถามบุตรสาว
“ไปตามหาว่าที่สะใภ้คนใหม่ให้แม่ค่ะ”
“หือ พูดจริงหรือยายอร พี่ชายเรามีแฟนตั้งแต่เมื่อไร” สีหน้าของผู้เป็นมารดาตกใจไม่น้อย
“ยังไม่มีค่ะ แต่กำลังจะมี หวังว่าทุกอย่างคงเป็นไปด้วยดีนะคะ บ้านเราคงไม่มีเรื่องร้ายๆเข้ามาอีกใช่ไหม” อรสุมอดเป็นห่วงไม่ได้ ภาวนาเหลือเกินว่าทั้งหมดเป็นแค่เพียงอาการกระต่ายตื่นตูมของพวกเธอสองพี่น้อง

ฝ่าเท้าที่แตะลงบนคันเร่งค่อยๆเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นตามแรงอารมณ์และความเป็นห่วง ซึ่งอัดแน่นอยู่เต็มอกของชายหนุ่ม ไม่นานวาริทก็ขับรถมาถึงคอนโดมิเนียมของมุกดา ชายหนุ่มตรงดิ่งขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักของหญิงสาว แต่หลังจากเคาะประตูอยู่นาน เขาก็ยังไม่ได้เสียงตอบรับจากคนด้านใน สุดท้ายวาริทก็เริ่มถอดใจ เดินกลับลงมายังชั้นล่างด้วยความว้าวุ่นใจมากขึ้น

“ฮัลโหล คุณตาเหรอครับ ผมมาหามูนที่คอนโด เธอยังไม่กลับมาเลย”
เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร วาริทจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคณิตาเพื่อระบายความทุกข์
“ฉันโทร.เข้าเบอร์ห้องพักของมูนแล้วค่ะ ไม่มีคนรับสาย โทร.ไปบ้านย่าของยายมูนก็บอกว่ามูนไม่ได้เข้าไป นี่ฉันเริ่มจนปัญญาแล้วนะคะ ไม่รู้ยายมูนหายตัวไปไหน” คณิตาบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล บ่งชัดว่าเธอเริ่มจะเกิดอาการวิตกขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรัก

“ใจเย็นครับคุณตา ผมจะรอมูนอยู่ที่คอนโดอีกสักพัก บางทีเธออาจจะออกไปทำธุระแล้วกำลังกลับมาก็เป็นได้” ชายหนุ่มพยายามปลอบคนปลายสายและตัวเอง
วาริทเก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าด้วยความว้าวุ่นใจ เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าคอนโดมิเนียมของหญิงสาวอย่างคนอับจนหนทาง ท้องฟ้ายามนี้มืดลงเนื่องด้วยเวลาพลบค่ำ จันทร์เพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กลางผืนกำมะหยี่สีดำ ต่ำลงมายังบริเวณลานจอดรถด้านหน้าคอนโดมิเนียม มีรถยนต์จอดอยู่อยู่เพียงไม่กี่คัน เลยออกไปคือป้อมยามด้านหน้าประตูรั้ว พนักงานรักษาความปลอดภัยรูปร่างท้วมคนหนึ่งเมียงมองมาทางเขาเป็นระยะๆ หากก็ไม่ได้ก้าวเดินเข้ามาใกล้เพื่อไต่ถามสิ่งใด บรรยากาศโดยรอบของยามพลบค่ำจึงเงียบสงบ วาริทตัดสินใจทรุดกายนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นลีลาวดี ถัดไปจากบริเวณที่เขาจอดรถไม่ไกลนัก เพราะตำแหน่งนี้ช่วยให้เขามองเห็นคนเดินเข้าออกคอนโดมิเนียมได้อย่างชัดเจน
กลิ่นหอมของต้นลีลาวดีลอยอ้อยอิ่งมาตามสายลมอ่อนๆยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบในช่วงพลบค่ำแบบนี้ จู่ๆวาริทก็เหมือนได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งกำลังร้องเรียกเขา

“...พี่ชาย...”

แรกทีเดียวชายหนุ่มคิดว่าเป็นเสียงลมพัด จนเมื่อเขาพยายามเงี่ยหูฟังให้ถนัดอีกครั้ง เสียงเล็กๆจึงดังกระซิบอยู่ริมใบหู
“พี่ชายได้ยินหนูไหม”
“ใครกัน หนูเป็นใคร” คราวนี้เสียงนั้นชัดเจนเสียจนเขาไม่อาจปฏิเสธการมีอยู่ของเสียงลึกลับได้
“หนูมาขอความช่วยเหลือ พี่ชายกำลังตามหาพี่สาวอยู่ใช่ไหม ช่วยพี่สาวด้วย”
วาริทสะดุ้งสุดตัวกับคำพูดของเสียงปริศนา ความกลัวแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจคนฟังจนรู้สึกได้ถึงมือเท้าอันเย็นเยียบ

“พี่สาวที่หนูพูดถึงคือมูนใช่ไหม เธออยู่ที่ไหน เป็นอะไร”
“พี่สาวถูกคนจับตัวไป ช่วยด้วย...ช่วยเธอด้วย...”
ชายหนุ่มแทบกระโจนกลับขึ้นไปยังรถยนต์ของตัวเอง เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าเสียงกระซิบนั้นเป็นใคร มาจากไหน สิ่งเดียวในหัวใจของเขาร่ำร้องในตอนนี้ก็คือความหวังจะตามหาตัวหญิงสาวให้พบ

“มูน...ตื่นเถอะ” น้ำเสียงอบอุ่น เต็มไปด้วยความรักและอาทร ปลุกคนกำลังอยู่ในภวังค์ในพยายามฝืนความง่วงเพื่อลืมตาตื่นขึ้น
“คุณย่า นั่นคุณย่ารึเปล่าคะ” เสียงหวานถามออกไปภายในความมืดมน
“ได้เวลาตื่นแล้ว อันตรายคืบคลานมาหาเจ้าแล้ว ระวังตัวด้วย” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยดังเข้ามาในภวังค์
มุกดาพยายามฝืนตัวเองลืมตาตื่นขึ้น มันคือความมึนงงอย่างสุดแสนจะทรมานเมื่อสามารถเผยอเปลือกตาลืมขึ้นได้ รอบกายเธอคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นัก มุกดาพยายามขยับกายลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจโดยรอบ หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบอย่างแรงด้วยความหวาดกลัวเมื่อรับรู้ถึงความผิดปรกติรอบกาย

ตายแล้วยายมูน นี่เธอมาอยู่ในห้องนอนของคนอื่นหรือเนี่ย...หญิงสาวถามตัวเองด้วยความตกตะลึง นัยน์ตาหวานก้มลงสำรวจสภาพร่างกายตัวเองทันที เสื้อผ้าที่ยังคงสวมอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ต่างจากเดิมทำให้เธอเบาใจได้เปลาะหนึ่ง
“พี่สาว...”
ขณะกำลังกวาดตามองไปรอบห้องอย่างคนกำลังต้องการหาทางหนี มุกดาก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าต่างบริเวณด้านหน้า เธอจึงตัดสินใจเปิดม่านออก เบื้องหลังลูกกรงเหล็กดัดกางกั้นเธอจากอิสรภาพเบื้องนอกคือร่างโปร่งแสงของกะทิและมณีศร ลอยอยู่นอกหน้าต่างด้านหน้ากำลังตะโกนเรียกเธออยู่ด้วยความเป็นห่วง

“กะทิ ป้ามณี นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับมูนกันแน่” เธอถามด้วยความมึนงงขณะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ป้าขอโทษ ป้าไม่ควรให้คุณตามเจ้าพวกเลวนี่มาเลยจริงๆ” น้ำเสียงของมณีศรมีแววเศร้าสร้อยและสำนึกผิดอย่างมาก
“แต่ตอนนี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว กะทิกับป้าต้องช่วยพามูนออกไปจากที่นี่นะคะ” หญิงสาวอ้อนวอน
“เราก็อยากช่วย แต่เราเข้าไปในบ้านหลังนี้ไม่ได้ เจ้าของเขาไม่อนุญาต พี่สาวอดทนหน่อย ตางศุ์กำลังไปตามคนมาช่วยพี่สาวอยู่”

“ใครจะมาช่วยพี่ได้ ตางศุ์จะคุยกับมนุษย์คนไหนรู้เรื่อง” มุกดาบอกด้วยน้ำเสียงหมดหวัง
“ไม่แน่หรอกพี่สาว ขึ้นสิบห้าค่ำแล้ว คืนนี้คืนเพ็ญ อำนาจของพวกเราแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ก็คงพอทำอะไรได้บ้าง พี่สาวตั้งสติให้ดีนะ แล้วทำตามที่เราบอก” กะทิบอกขณะเงยหน้าขึ้นมองจันทราสีเหลืองนวลสุกสว่างใสกลางฟ้ากว้าง
มุกดาไม่มั่นใจนักว่าคำแนะนำของกะทิจะใช้ได้ผลเพียงไร แต่มันก็คงดีที่สุดแล้วสำหรับยามนี้ เมื่อเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แม้เหล่าเพื่อนผู้อยู่เคียงข้างกายเธอจะไม่ได้มีรูปกายเฉกเช่นมนุษย์ก็ตาม
เสียงบานประตูห้องถูกเปิดสร้างความสั่นผวาให้กับหัวใจของคนในห้องเป็นอย่างมาก ร่างของชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามาห้องพร้อมกับเสียงผิวปากหวือ สายตาของคนทั้งสองโลมเลียไปทั่วร่างโปร่งบาง

“ตื่นเสียทีคนสวย เอาละ ได้เวลามาสนุกกันแล้ว” ชายหนึ่งในสองซึ่งมีกล้องวีดิโออยู่ในมือเอ่ยกับเธอ ขณะแพนกล้องมาจับภาพดวงหน้าหวานซึ่งไม่อาจปกปิดรอยตื่นตระหนกในดวงตาคู่งามได้
“พวกนายเป็นใคร มาจับฉันไว้ทำไม” หญิงสาวพยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่นขณะตะโกนถามออกไป
“แหม ถามดีนี่น้องสาว พวกพี่ก็แค่อยากมาหาความสำราญกับน้อง ทั้งสวยทั้งขาวขนาดนี้ ถ้านอนหลับเป็นท่อนไม้อยู่จะไปสนุกอะไร เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า เสียเวลามามากเกินพอแล้ว”
มุกดายังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำขณะชายหนุ่มในสองกระโจนเข้ามาหา เธอหวีดร้องสุดเสียง พยายามจะวิ่งหลบไปยังอีกมุมหนึ่งของห้อง แต่เพราะห้องแห่งนี้ไม่ได้กว้างมากนัก แถมยังถูกขวางด้วยเตียงนอนใหญ่ ไม่นานร่างบางก็ถูกอีกฝ่ายจับทุ่มลงบนเตียงอย่างไม่ยั้งมือ

“กรี๊ด-ด-ด ปล่อยฉันนะ ไอ้คนเลว ฉันจะให้ตำรวจมาลากคอพวกแกเข้าคุกให้หมด”
“ไม่มีทาง ไม่มีใครมาช่วยเธอได้หรอก” ชายผู้กำลังกดเธอจมมิดไปกับเตียงนอนหัวเราะเสียงก้อง
“ไอ้คนเลว แน่จริงแกก็ให้พวกเขาเข้ามาสิ”
“หึ จนป่านนี้แล้วยังหวังให้ใครหน้าไหนมาช่วยอีกเหรอ” ชายคนเดิมแค่นเสียงถามด้วยอาการสมเพช เนื่องจากมั่นใจเต็มร้อยว่าเหยื่อสาวรายนี้ไม่มีโอกาสติดต่อกับบุคคลภายนอกได้แน่ เพราะเขาจัดการริบทรัพย์สินทุกอย่างของเธอไปหมดแล้ว “เอาสิ ถ้าเข้ามาได้ก็เอา แต่ว่าก่อนถึงตอนนั้น พวกพี่คงได้ขึ้นสวรรค์ไปหลายรอบแล้ว”

หญิงสาวกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความแค้นจัดกับท่าทีกักขฬะของคนตรงหน้า ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะทันทำอะไร จู่ๆหลอดไฟนีออนดวงใหญ่บนเพดานห้องก็พลันดับวูบลง
“อะไรวะ ไฟดับได้ไง เสียอารมณ์ชะมัด” ชายซึ่งคร่อมอยู่บนตัวเธอสบถขึ้นอย่างหงุดหงิด
เขายังคงกดหญิงสาวไว้กับเตียงขณะที่อีกคนหนึ่งเดินถือกล้องวีดิโอไปเปิดผ้าม่านเพื่อมองบ้านฝั่งตรงข้าม
“ฟากนู้นมีไฟว่ะ ทำไมถึงดับเฉพาะบ้านเรา...” ขณะกำลังบ่นงึมงำ จู่ๆกล้องวีดิโอในมือของเขาก็พลันดับวูบลง “อะไรว่ะ แบตหมดแล้วเหรอ”

เจ้าของกล้องก้มลงสำรวจกล้องวีดิโอในมือ เขาทดลองปิดและเปิดเครื่องใหม่ กล้องกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ชายหนุ่มจึงยกกล้องตัวเดิมขึ้นกดอัดวีดิโอเพื่อทดสอบ ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอกลับทำให้ร่างของชายฉกรรจ์แข็งค้างไปด้วยความตกตะลึง เลยออกไปนอกหน้าต่างซึ่งถูกคั่นกลางไว้ด้วยเหล็กดัดสีขาว แสงจันทร์จากท้องฟ้าเบื้องบนส่องสว่างลงมาพอให้เห็นบรรยากาศยามค่ำคืนด้านนอก เงาขมุกขมัวที่เขาไม่ทันสังเกตในทีแรกค่อยๆปรากฏกายชัด กลายเป็นร่างโปร่งแสงของผู้หญิงคนหนึ่งลอยเด่นชัดเจนอยู่เบื้องหน้าเขา ผมของเธอยุ่งเหยิงหากยาวเหยียดลงมาจนปิดทับบริเวณอก หากนั่นไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือนัยน์ตาของมันไม่ใช่มนุษย์ และกำลังจดจ้องมายังเขาเขม็ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เคืองแค้น

“เฮ้ย! ผะ...ผี...” เสียงของชายผู้ถือกล้องตะโกนก้องด้วยความตกใจ ทิ้งกล้องวีดิโอลง สองเท้าของเขาผงะก้าวถอยหลังกลับมาหาเพื่อน
“อะไรของมึง ผีเผอที่ไหนกัน” ชายผู้ยังคร่อมอยู่เหนือร่างของหญิงสาวสบถขึ้นอีกครั้ง
เขาหันไปตามทิศทางของเพื่อน แสงสว่างอ่อนๆจากภายนอกห้องช่วยส่องให้เขามองเห็นเงาวูบไหวของอะไรบางอย่างภายในความมืดมิด วูบหนึ่งฝ่ามือใหญ่ข้างที่ยังคงกดทับฝ่ามือบางไว้เกิดความรู้สึกเย็นวาบขึ้นมากะทันหัน พลันสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อถือตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปีบนโลกมนุษย์ก็บังเกิดขึ้นตรงหน้า

“คิกๆ...คิกๆ...พี่ชายไม่มาเล่นกับพวกหนูเหรอ”
มันไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะ หากรอบกายเขายามนี้กลับเต็มไปด้วยร่างโปร่งแสงของดวงวิญญาณเด็กมากมาย ทั้งชายและหญิง พวกเขาลอยวนอยู่รอบกายชายหนุ่มไม่ห่างพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก ฟังดูชวนหวาดผวาในความรู้สึกของคนไม่เคยพานพบเรื่องเหนือธรรมชาติ
“เฮ้ย! ออกไป อย่า! อย่ามายุ่งกับกู” ร่างของชายฉกรรจ์ผละออกห่างจากมุกดาทันที สองมือของเขาพยายามปัดป้องตัวเองจากการรุมเร้าของเหล่าวิญญาณดวงน้อย

“คิกๆ...คิกๆ...”
แม้ภาพของเหล่าดวงวิญญาณจะไม่ได้ชัดเจนเหมือนตอนแรก แต่แรงวูบไหวพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักดังกระซิบอยู่ข้างหู ก็ทำเอาผู้ชายตัวโตๆเกิดอาการประสาทหลอนขึ้นมาได้ไม่ยาก
“ปล่อยกู อย่ามายุ่ง ออกไป!” สองมือหนาพัลวันปัดป้องตัวเอง แต่เขาก็คว้าได้เพียงแค่อากาศธาตุ
ท้ายที่สุดชายผู้กำลังเป็นของเล่นใหม่ของเหล่าวิญญาณดวงน้อยก็ตรงดิ่งไปกระชากประตูห้องนอนออก เผ่นหนีหายออกไปจากห้อง
“เฮ้ย รอด้วยสิ” ชายอีกคนแทบจะตามติดออกไปพร้อมๆกัน ถึงจะมองไม่เห็นอะไรชัดเจน แต่บรรยากาศวังเวงน่าขนลุกผสานกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาก็ทำเอาคนไม่เคยหวาดกลัวอะไรขนคอลุกชัน

ไม่นานห้องนอนแห่งนี้ก็เหลืออยู่เพียงแค่มุกดากับเหล่าดวงวิญญาณทั้งหลาย
“พี่สาวไม่เป็นไรนะ” กะทิเป็นฝ่ายเอ่ยถามเธอขึ้น
“อืม ไม่เป็นไร แล้วพวกหนูมาที่นี่ได้ยังไง” มุกดาถามพลางกวาดสายตามองไปยังวิญญาณเด็กชายหญิงทั้งหลาย ซึ่งเคยแวะเวียนไปเล่นกับสิตางศุ์ในห้องพักของเธอเป็นครั้งคราว
“ตางศุ์ไปบอกว่าพี่สาวตกอยู่ในอันตราย พวกหนูเลยมาช่วย” หนึ่งในเด็กชายหญิงเหล่านั้นตอบ
“ขอบใจจ้ะ พี่ไม่เป็นไรแล้วละ เราออกไปจากที่นี่กันดีกว่า” มุกดาหันไปยิ้มให้กับบรรดาเด็กๆทั้งหลาย ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งสิ่งที่เธอควรหวาดกลัวกลับไม่ใช่เหล่าดวงวิญญาณ แต่กลับกลายเป็นมนุษย์ด้วยกันเอง

“เดี๋ยวป้าจะออกไปดูลาดเลาข้างนอกให้ก่อน คุณอย่าเพิ่งออกไปเลย” มณีศรอาสา รู้สึกผิดปนโกรธแค้นต่อมนุษย์ทั้งสามไม่น้อยที่บังอาจมาทำร้ายมุกดา
“ขอบคุณป้ามากค่ะที่ช่วยมูน”
สีหน้าของมณีศรสลดลงเล็กน้อย ไม่ได้นึกภูมิใจต่อคำขอบคุณของเธอสักนิด
“อย่าขอบคุณเลย ป้าต่างหากนำความเดือดร้อนมาให้คุณ” มณีศรบอกด้วยความรู้สึกละอายใจ ก่อนร่างโปร่งแสงจะเลือนหายไป
ไม่ถึงหนึ่งนาทีถัดมา กะทิก็เป็นฝ่ายสะกิดมุกดา

“ทางสะดวกแล้วละพี่สาว เรารีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่า”
“ไปสิ พี่ก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” มุกดาบอกขณะค่อยๆคลำทางพาตัวเองเดินออกจากห้อง “ว่าแต่ใครเป็นคนดับไฟ” เธออดสงสัยเรื่องนี้ไม่ได้
“เราเองแหละ” กะทิเฉลย “พอนายคนเลวนั่นบอกให้พวกเราเข้ามาได้ เราก็เลยรีบไปตัดไฟของบ้านหลังนี้ลง เพราะในคืนเพ็ญแบบนี้ดวงวิญญาณอย่างพวกเราจะมีอำนาจสูงขึ้นกว่าปรกติ โดยเฉพาะในสถานที่มืด” วิญญาณเด็กน้อยอธิบาย
“ขอบคุณนะกะทิ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งพี่ไป”
“เราจะทิ้งพี่สาวได้ยังไง พี่สาวใจดี ดีกับพวกเราทุกอย่าง ไม่มีใครทิ้งพี่สาวลงหรอก”

ประตูเหล็กที่ถูกเปิดออกไม่ต่างจากการหวนคืนของอิสรภาพ มุกดาถอนหายใจออกมา คิดว่าตัวเองเกือบจะไม่มีโอกาสออกมายืนอยู่เบื้องนอกเสียแล้ว
“รีบหนีเถอะพี่สาว ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นได้ยินเสียงประตู กำลังวิ่งออกมาจากหลังบ้านแล้ว” กะทิเป็นฝ่ายเร่งเธอ
หญิงสาวเร่งฝีเท้าพาตัวเองตรงดิ่งออกสู่ปากซอยทันที เธอได้ยินเสียงตะโกนร้องดังมาจากทางด้านหลัง หากมุกดาไม่สนใจแม้จะเหลียวหันมอง เธอวิ่ง...วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตเท่าที่ขาบางๆสองข้างจะก้าวพาเธอไปได้
จังหวะหนึ่งขณะกำลังเลี้ยวออกจากซอย มุกดามองเห็นแสงไฟจากถนนใหญ่ตั้งอยู่ออกไปไม่ไกล พลันร่างบางก็ถูกมือหนาของใครคนหนึ่งคว้าเอวไว้ได้

“กรี๊ด!” มุกดากรีดเสียงร้องสุดใจ
มือหนาของบุรุษด้านหลังเอื้อมมาปิดปากเธอทันที พร้อมกับแรงกระชับรอบเอว กดตัวเธอตรึงติดไปทุกความกำยำของแผงอก
“ชู่ว์...มูน นี่ผมเอง” เสียงกระซิบปลอบคุ้นเคย แปรเปลี่ยนความหวาดกลัวให้กลายเป็นไออุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจอันหนาวเหน็บ
ทันทีที่หันหลังกลับมามอง ดวงหน้าคมคุ้นเคยจุดทั้งรอยรื้นรอบดวงตาและความอ่อนแอขึ้นในใจโดยพลัน
“คุณริท...” ร่างบางโถมเข้ากอดคนด้านหลังเต็มแรงจนร่างสูงถึงกับเซถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความไม่ทันตั้งตัว

หากอ้อมแขนของวาริทก็ยังคงกระชับแน่นอยู่รอบเอวบาง มือหนาอีกข้างผละออกจากริมฝีปากเลื่อนมาลูบลงบนเส้นผมสีดำขลับเป็นลอนด้วยความเป็นห่วง
“คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” แววตาอาทรเต็มไปด้วยความห่วงหวงฉายชัดขึ้นบนดวงตาสีนิล
ศีรษะทุยบนอกกว้างส่ายหน้า มุกดามีเรื่องราวมากมายอยากเอ่ยให้อีกฝ่ายได้ฟัง แต่ด้วยสถานการณ์ตรงหน้ายังคงอันตราย เธอจึงตัดสินใจเร่งชายหนุ่ม
“มูนไม่เป็นไรค่ะ รีบไปกันดีกว่า เดี๋ยวพวกนั้นจะตามมา”
วาริทไม่แน่ใจนักหรอกว่าพวกนั้นที่มุกดาพูดถึงคือใคร แต่สถานการณ์ไม่สู้ดีตรงหน้าก็ทำให้เขาตัดสินใจไม่ไต่ถาม

“ผมจอดรถไว้หน้าปากซอย คุณไหวรึเปล่า”
“ไหวสิคะ” รอยยิ้มอ่อนๆพร้อมกับคำยืนยันหนักแน่นกระตุกหัวใจคนมองอย่างแรง
รอยอุ่นชื้นประทับลงมาบนหน้าผากแล้วผละออกไปด้วยความรวดเร็วจนมุกดาแทบไม่ทันรู้สึกตัว หญิงสาวปล่อยให้มือตัวเองถูกอีกฝ่ายเกาะกุมไว้ ร่างบางถูกชายหนุ่มกึ่งจูงกึ่งวิ่งตรงออกมายังรถยนต์คันใหญ่ริมฟุตปาธ ไม่นานเธอก็กลับขึ้นมานั่งในรถของวาริท ทะยานออกสู่ท้องถนน
“พี่สาวไม่เป็นไรแล้วนะ พี่สาวปลอดภัยแล้ว”
 “ตางศุ์...” เสียงหวานครางออกมาเมื่อหันหลังกลับมามองเบาะด้านหลัง เห็นสิตางศุ์นั่งยิ้มให้เธอ
ถัดจากความโล่งอก ความหวาดกลัวที่ฝังแน่นอยู่ในใจยามร่างกักขฬะทาบทับอยู่บนร่างกายเธอ มุกดาเกิดอาการตัวสั่นขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่ หยาดน้ำตาซึ่งกักเก็บไว้ไหลออกมาราวทำนบแตก
“พี่สาวร้องไห้ทำไม” สิตางศุ์ถามด้วยน้ำเสียงตกใจ

เป็นเหตุให้คนกำลังขับรถอยู่หันมามองด้วยสีหน้าตื่นตกใจไม่แพ้กัน ชายหนุ่มตัดสินใจเลี้ยวรถเข้ามาจอดยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ทันทีที่รถจอดสนิท เขาก็หันมาคว้าร่างบางเข้ามาสู่อ้อมกอดทันที
“คุณเป็นอะไร พวกมันทำอะไรคุณรึเปล่า” น้ำเสียงของวาริทเต็มไปด้วยความร้อนรน เป็นห่วง
หากมุกดาก็ยังคงใช้เวลาอยู่นานกว่าจะคลายสะอื้นได้ ดวงหน้ารูปไข่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ร่างบอบบางในอ้อมกอดสั่นน้อยๆจนคนตัวโตจำต้องโอบแขน ดันทั้งตัวและใบหน้านวลเข้ามาซุกในอ้อมกอด มือหนาข้างหนึ่งลูบลงบนแผ่นหลังด้วยท่าทีปลอบประโลม

“ยะ...ยังไม่ได้ทำค่ะ แต่พวกมันจะ...ข่มขืนมูน...” หญิงสาวพยายามจะเล่าต่อ หากหางเสียงของเธอกลับขาดหายไปเสียเฉยๆยามนึกถึงแววตาหยาบโลนของคนร้าย พละกำลังมหาศาลตรึงเธอติดอยู่บนเตียงนอนจนไม่อาจขยับกายไปไหนได้ยังตามมาหลอกหลอนเธอ

“มันผ่านไปแล้วมูน ตอนนี้คุณอยู่ตรงนี้ อยู่กับผม พวกมันทำร้ายคุณไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มปลอบ แม้ในใจจะกรุ่นโกรธไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับมุกดาไม่น้อย แต่ยามนี้ ร่างบางซึ่งกำลังสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดตอกย้ำชัดเจนว่าเขาได้เธอกลับคืนมาแล้ว และนั่นคือสิ่งดีที่สุดที่เขาเฝ้าภาวนามาตลอดหลายชั่วโมง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น