มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 12 : บทที่ 7 ตามหาคนแปลกหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ก.ย. 55

บทที่ 7 ตามหาคนแปลกหน้า
น้องสาวเธอหนีเที่ยว ส่วนพี่สาวเธอก็ไม่อยู่กรุงเทพฯ ครั้นพอคิดจะโทร. อีกฝ่ายก็กลับไม่ยอมเปิดเครื่อง แถมเธอในตอนนี้เองก็มัวแต่วุ่นอยู่กับการตามหาคนที่ไม่รู้จักแม้แต่หน้าตา โอ๊ย ชีวิตนี้จะมีเรื่องให้น่าปวดหัวกว่านี้อีกไหม...มุกดาถอนหายใจออกมาหลังจากกดวางโทรศัพท์ลงอีกครั้ง หญิงสาวได้รับโทรศัพท์จากมาริณเมื่อหลายวันก่อนว่าน้องสาวของเธอจะเดินทางไปพักกับเพื่อนที่จังหวัดนครราชศรีมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน เธอเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เนื่องจากรู้ดีว่าอีกฝ่ายโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว ส่วนเรื่องของมัชฌิตาก็ยังคงเงียบงันเช่นเดิม หลังจากเริ่มหายน้อยใจ มุกดาก็ตัดสินใจโทร.หาพี่สาว แต่อีกฝ่ายก็กลับปิดมือถือ ติดต่อไม่ได้ซะงั้น

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มุกดาเลยหันไปให้ความสนใจกับเรื่องงานและการตามหาบุตรชายของมณีศร หญิงสาวสิ้นเปลืองค่าโทรศัพท์ไปกับการโทร.ไปยังบ้านต่างๆเพื่อตามหาเด็กชายชื่อ โยธิน บุญอยู่ หลายครั้งเธอได้รับคำตอบว่า ‘ไม่มี’ แล้วก็มีอีกบ้างสองสามครั้งที่ฝ่ายนู้นบอกว่ารู้จักเด็กชายโยธิน มุกดาลงทุนขับรถไปไกลถึงบ้านของเจ้าของหมายเลข แต่ทุกครั้งก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อเด็กคนนั้นก็ยังคงไม่ใช่บุตรชายของมณีศร
“ไม่เป็นไร เรายังมีรายชื่อเหลืออีกเยอะ ผู้หญิงคนนี้ก็บอกว่ารู้จักเด็กที่ชื่อโยธิน” ปลายปากกาจิ้มลงไปบนรายชื่อหนึ่งในกระดาษ เธอคุยโทรศัพท์กับหญิงแปลกหน้าผู้นี้เมื่อสองวันก่อน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสขับรถไปหาเสียที

“แล้วพี่สาวจะไปหาเขาวันไหน” สิตางศุ์ถาม
“น่าจะวันศุกร์ละมั้ง ยังไม่แน่เลย พี่ต้องดูก่อนว่าจะเคลียร์งานได้เสร็จรึเปล่า” มุกดาแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากช่วงเช่นนี้ เธอมีงานจ่อคิวรออยู่ตลอด จากที่เคยรับจัดงานเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ก็เริ่มเขยิบมามีงานเข้าในช่วงวันธรรมดาด้วย
“ป้าบอกว่าเอาตามพี่สะดวกเถอะค่ะ ป้าเขาตามหาลูกชายมานานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ จะรออีกหน่อยคงไม่เป็นไร”
“วันนี้พี่ไม่ว่างจริงๆ ต้องออกไปซื้อของให้ลูกค้าสำหรับเตรียมจัดงานเดือนหน้า” มุกดาบอกขณะไล่สายตาดูรายการสิ่งของที่เธอต้องจัดเตรียม

ทุกครั้งเมื่อตกลงงานทั้งหมดกับลูกค้าแล้ว มุกดาก็ต้องไล่รายการสิ่งของทั้งหมดที่เธอจำเป็นต้องหาซื้อมาเพื่อจัดเตรียมงานให้ครบตามธีมที่ได้ตกลงไว้กับคู่บ่าวสาว เนื่องจากมูนอายไม่ได้ให้เช่าเฉพาะเพียงแค่แบ็กดรอปถ่ายภาพหน้างานเท่านั้น แต่เธอยังรับตกแต่งในส่วนต่างๆด้านหน้าทางเข้างาน ทั้งโต๊ะลงทะเบียน ทางเดิน รวมไปถึงบนเวทีภายในห้องจัดเลี้ยงด้วย
“พี่สาวให้หนูกับกะทิไปด้วยนะ”
“อะไรกัน พี่ออกไปทำงานนะ” มุกดาเริ่มเสียงเขียวขึ้นมา นึกถึงความยุ่งยากที่อาจตามมาทันที”

“รับรองว่าหนูจะไม่ดื้อไม่ซน”
“เชื่อตายละ” เธอค่อนให้
เพราะทุกครั้งเมื่อสิตางศุ์พูดว่าจะเชื่อฟังเธอ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ นั่นหมายถึง...เธอเล็งได้เลยว่าความเดือดร้อนจะตามมาในไม่ช้า
“นะคะพี่สาว” เด็กหญิงใช้วิธีออดอ้อนเธอเช่นครั้งก่อน
 “พี่ไปซื้อของ ไปทำงาน ตางศุ์กับกะทิจะไปทำอะไร”
“ก็ไปเดินเล่นไง นะๆ” สิตางศุ์ยังคงใช้ลูกไม้ตายอ้อนเธอต่อ แล้วพักหนึ่งเธอก็หันไปคุยอะไรบางอย่างกับวิญญาณดวงข้างๆ “ป้ามณีบอกว่าจะไปด้วย เดี๋ยวป้าจะคอยดูพวกหนูเอง รับรองว่าไม่ทำให้พี่สาวเดือดร้อน” สิตางศุ์ถ่ายทอดคำพูดของมณีศรให้เธอฟัง
ให้ตายเถอะ แล้วทำไมเธอต้องใจอ่อนกับเด็กทุกทีด้วยนะ...

“งั้นก็ได้ มูนฝากป้ากำราบเด็กๆด้วยนะคะ อย่าให้เจ้าพวกนี้ซนมากจนเดือดร้อนมาถึงมูนแล้วกัน” เธอฝากคำพูดผ่านไปในความว่างเปล่า ก่อนเดินออกจากห้องพักมา มุกดาทันได้เห็นใบหน้ามุ่ยของสิตางศุ์แกล้งทำปากยื่นปากยาว ไม่พอใจนักกับคำบ่นของเธอเท่าไรนัก
“ใจร้ายจัง หนูไม่ได้ซนขนาดนั้นเสียหน่อย” เสียงเล็กๆบ่นมาตามสายลม
 
การมาเดินซื้อของตามรายการทั้งหมดในสำเพ็งแม้จะช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนไปได้มาก แต่ก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับสองสาวไม่น้อย
“นี่แก ถ้าอีกหน่อยมูนอายของเราดัง ได้เปิดเป็นบริษัทใหญ่โตขึ้นมาเมื่อไร แกต้องจ้างเด็กมาซื้อของเลยนะ หน้าที่นี้ฉันขอบายเด็ดขาด” คนไม่ค่อยอยู่นอกห้องแอร์อย่างคณิตาบ่น
“เออๆรู้แล้วน่า ถ้าไม่ใช่เพราะจะจัดงานใหญ่ ฉันมาคนเดียวแน่ ไม่ลากแกมาด้วยหรอก บ่นตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอยแล้ว” มุกดาส่ายหน้า ขำกับพฤติกรรมของเพื่อน

โดยปรกติแล้ว หน้าที่จัดเตรียมหาของตกแต่งเพิ่มเติมส่วนใหญ่ล้วนตกเป็นงานของมุกดา หญิงสาวมักใช้เวลาหลายวันในหนึ่งเดือนออกมาเดินตามแหล่งขายส่งทั้งหลาย เพื่อหาอุปกรณ์และของตกแต่งไปใช้ประกอบฉากหลังที่คณิตาออกแบบ เพราะเธอเชื่อว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของเนื้องานจะช่วยให้มูนอายสามารถครองใจลูกค้าได้ แม้พวกเขาเหล่านั้นจะไม่คิดแต่งงานเป็นครั้งที่สอง แต่คำบอกเล่าจากปากต่อปากย่อมมีผลกระทบให้มูนอายของเธอเป็นที่รู้จักและเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับของคู่บ่าวสาวยามนึกถึงงานตกแต่งหน้างาน
“ก็มันร้อนนี่หว่า แกมาเดินได้ยังไงบ่อยๆ” คณิตาบ่นอย่างไม่ใคร่เข้าใจนัก

เพราะนอกจากความร้อนแล้ว สองมือของสองสาวตอนนี้ก็เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย
“เพราะงกมั้งแก ซื้อจากที่นี่มันถูกกว่าแกไปสั่งซื้อตามร้านค้าอื่นๆนะ เอาน่า เลิกบ่นได้แล้ว ไปซื้อริบบิ้นอีกอย่างเดียวก็ครบแล้ว” หญิงสาวบุ้ยใบ้ไปทางร้านค้าซึ่งตั้งอยู่ทางด้านขวามือ หางตาเหลือบไปเห็นสิตางศุ์ยังคงลอยหยุดอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์แฟนซี เด็กหญิงดูจะให้ความสนใจกับปีกนางฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่แขวนอยู่หน้าร้าน เจอเผลอเอื้อมมือไปจับ ทำท่าจะดึงลงมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น มุกดาเกือบจะตรงเข้าไปห้ามปรามอยู่แล้ว ถ้าไม่เพราะดวงหน้ารูปหัวใจมุ่ยลงเล็กน้อยราวถูกดุ
ก็ดีแฮะ มีผีผู้ใหญ่มาด้วยช่วยเธอเบาแรงไปเยอะ...

“เย็นนี้กลับไป ฉันจะไปนวด เมื่อยไปหมดทั้งตัวแล้ว” เธอหันกลับมาฟังคณิตาบ่นงึมงำกับตัวเอง
“เอาน่า เดี๋ยวเย็นนี้ฉันเลี้ยงเธอ” หญิงสาวดุนหลังเพื่อนให้เดินเข้าร้านไป
หากเอาเข้าจริง เย็นวันนั้นคณิตาก็ไม่ได้ทำอย่างที่หวัง หลังจากซื้อของเสร็จ เธอก็เห็นมุกดากำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าร้านขายริบบิ้น เพื่อนของเธอยกนาฬิกาข้อมือดูหลายครั้ง ท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด แล้วพอคณิตาเดินออกจากร้านมาหา มุกดาก็ยกโทรศัพท์ออกจากหู เอื้อมมือมาปิดส่วนของโทรศัพท์ด้านล่างขณะหันมาถามเธอ

“แกจะบ่นไหม ถ้าฉันให้เอาของไปเก็บที่บ้านคนเดียว”
“อ้าว แล้วแกจะไปไหน” คณิตาเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“มีธุระนิดหน่อย”
“ธุระอะไรของแก ฉันไปด้วยก็ได้”
“ไปได้ไง ของเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวฉันจะไปส่งแกขึ้นแท็กซี่ก่อนแล้วค่อยไป”
เพราะไม่ได้ขับรถมาในวันนี้ ทั้งสองเลยมีทางเลือกเหลืออยู่ไม่มากนัก และจากน้ำเสียงเร่งเอาคำตอบ บวกกับคณิตารู้ว่าคนปลายสายยังไม่วางหูจากเพื่อน ทำให้เธอจำต้องพยักหน้ารับ
“เออๆยังไงก็ได้ ตามใจแก”

“แกจะไปหาคนที่ไม่รู้จักแม้แต่หน้าเนี่ยนะ บ้ารึเปล่ายายมูน” คณิตาโวยวายทันทีเมื่อรับรู้ถึงความตั้งใจของมุกดา
“ไม่บ้าหรอก นัดเจอกันในที่สาธารณะ ไม่น่ามีอะไรหรอกน่า”
คณิตาแทบอยากจะเอามือเขกหัวเพื่อนสักทีกับการมองโลกในแง่ดีของอีกฝ่าย
“ผู้ชายหรือผู้หญิงที่คุยด้วยเมื่อกี้ แล้วแกไปยุ่งวุ่นวายเรื่องคนหายตั้งแต่เมื่อไร” เพื่อนรักเค้นเสียงถามอย่างไม่ชอบใจนัก ไม่เข้าใจว่าทำไมมุกดาถึงจะต้องตามหาตัวเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่รู้จัก
“คนที่คุยด้วยน่ะผู้หญิง แล้วก็นัดเจอกันที่สวนสาธารณะ ฉันไม่ได้เข้าไปในบ้านใครสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” มุกดาพยายามเฉไฉ ไม่ยอมตอบคำถามว่าเหตุใดเธอจึงเข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้
ก็จะให้เธอตอบได้อย่างไรล่ะว่ามีผีมาขอร้องให้เธอช่วย...

“แกเลื่อนวันนัดไม่ได้เหรอ อย่างน้อยฉันก็จะได้ไปเป็นเพื่อน” เพื่อนสาวถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ได้หรอก ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปหาวันศุกร์ แต่จู่ๆเขาก็โทร.มาบอกว่าจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเป็นเดือน ฉันกลัวว่าถ้าให้รอนานขนาดนั้นป้ามณีอาจรอไม่ไหว”
“ใครวะ ป้ามณี”
มุกดาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบกลบเกลื่อนพิรุธของตัวเอง
“ก็...คนที่กำลังตามหาลูกนั่นแหละ”
“แล้วทำไมป้าแกไม่ไปแจ้งความ ให้ตำรวจช่วยหาไม่ง่ายกว่ารึ แกเป็นใคร ตัวก็แค่เนี้ย ริอ่านทำตัวเป็นนักสืบ ระวังภัยจะมาหาตัวหรอก” คณิตาบ่น

“เอาน่า ฉันว่าไม่มีอะไรร้ายแรงขนาดนั้นหรอก” มุกดาบอกอย่างไม่มีทางเลือก เพราะถ้ามณีศรยังเป็นมนุษย์ เธอก็คงไม่คิดจะมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อสถานการณ์ออกมาเช่นนี้ ถ้าไปแจ้งความ ตำรวจอาจหาว่าเธอบ้าก็เป็นได้
คณิตาทำเสียงจิ๊กจั๊กในลำคออย่างไม่ชอบใจนัก เธอถามถึงสถานที่แน่ชัดจากมุกดาอีกครั้ง ก่อนยอมขึ้นรถแท็กซี่จากเพื่อนมา

คณิตากลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาประมาณบ่ายสามโมง เพราะข้าวของที่ซื้อมามีมากมายเหลือเกิน หญิงสาวเลยใช้เวลาในการจัดเก็บสิ่งของต่างๆอยู่นานเกือบสองชั่วโมงจนหลงลืมเรื่องของมุกดาไป เธอมารู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็ตอนเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ” เพราะเบอร์ไม่คุ้นเคย หญิงสาวจึงกรอกเสียงกลับไปอย่างสุภาพ
“เอ นี่เบอร์คุณตารึเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าใครโทร.มาคะ”

“อรค่ะ ที่จ้างคุณมูนกับคุณตาช่วยตกแต่งหน้างานแต่งงาน”
“อ้อ สวัสดีค่ะ คุณอรมีอะไรให้ตารับใช้รึเปล่า”
“พอดีอรจะโทร.มาปรึกษาคุณมูนนิดหน่อยเรื่องช่างแต่งหน้าค่ะ คุณมูนเคยแนะนำช่างคนหนึ่งให้ก็เลยว่าจะโทร.มาถามอีกครั้ง”
“ต้องเป็นพี่จุ่มแน่เลย” คณิตาคาดเดา เพราะส่วนใหญ่เรื่องราวของมุกดามีหรือเพื่อนรักอย่างเธอจะไม่รู้
“คนนี้แหละค่ะ พอดีอรอยากขอคอมเมนต์จากคุณมูนก่อนจะวางเงินมัดจำ คุณตารู้จักช่างคนนี้ด้วยเหรอคะ พี่เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
เพราะเห็นอีกฝ่ายมีทีท่ารู้จัก อรสุมจึงรีบเข้าเรื่องความสนใจของเธอทันที

“ต้องถามก่อนว่าคุณอรชอบแต่งหน้าสไตล์ไหน เพราะพี่จุ่มเขาไม่แต่งเปรี้ยวหรือแฟชั่นเท่าไร ส่วนใหญ่จะแต่งออกมาแนวธรรมชาติ เน้นดวงตาเป็นหลักค่ะ คือช่างแต่งหน้าบางครั้งการมองว่าแต่งออกมาสวยไม่สวย มันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคนด้วยนะคะ...”
คณิตาคุยกับว่าที่เจ้าสาวไปนานกว่าพักใหญ่ หญิงสาวหันมาเห็นนาฬิกาบนฝาผนังห้องอีกที ก็ตอนเสียงเล็กๆร้องบ่นขึ้น
“ตายละ คุยกับคุณตาจนเพลินเลย หกโมงกว่าแล้ว รบกวนเวลาคุณตาแย่”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีอะไรก็โทร.มาปรึกษาได้”

“ขอบคุณนะคะสำหรับคำแนะนำดีๆตอนบ่ายอรพยายามโทร.หาคุณมูนตั้งหลายครั้งแต่โทร.ไม่ติด เลยเพิ่งนึกได้ว่าอรก็มีเบอร์คุณตาอยู่ก็เลยลองโทร.มาดู คุณตาน่ารักไม่ผิดจากที่คุณมูนบอกเลย...”
อรสุมยังคงชมหญิงสาวต่ออีก แต่หูของคณิตากลับไม่ได้ยิน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนฝาผนังห้องแล้วอดรู้สึกเสียววาบในอกไม่ได้
“คุณอรโทร.หายายมูนไม่ติดเหรอคะ โทร.ไปหาตั้งแต่ตอนไหนคะ”
“ก็ก่อนโทร.หาคุณตาได้ไม่นานค่ะ ประมาณบ่ายสามได้มั้ง”

คณิตารู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมากะทันหัน เธอนึกด่าตัวเองอยู่ในใจว่าเธอไม่น่าหลงลืมเพื่อน น่าจะโทรศัพท์ไปเช็กอีกฝ่ายเป็นระยะๆมากกว่า ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบวางสายจากอรสุม นิ้วมือของเธอสั่นน้อยๆยามกดโทรศัพท์หาเพื่อนรัก
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่อาจติดต่อได้ในขณะนี้...”
หัวใจของคนฟังวาบลึกลงในอก สมองของคณิตาเริ่มจินตนาการเลยเถิดไปไกลถึงเรื่องร้ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับเพื่อนได้

“อะไรกัน อยู่ๆก็วางสาย” อรสุมบ่นกับโทรศัพท์ของตัวเองอย่างไม่ใคร่เข้าใจนัก
เธอกำลังคุยสนุกอยู่กับคณิตา แล้วจู่ๆอีกฝ่ายก็ทำเหมือนรีบเร่ง วางสายไปในทันทีเมื่อเธอพูดว่าไม่สามารถติดต่อกับมุกดาได้
“ทำหน้านิ่วแบบนั้น ระวังหน้าผากจะเป็นรอยก่อนวันงานหรอก” เสียงทุ้มของวาริทดังเข้ามาในห้องรับแขก พร้อมกับร่างสูงตรงดิ่งเข้ามาเอื้อมมือลงขยี้ผมยาวปะบ่าของน้องสาว
“โอ๊ย พี่ริท ผมอรเสียทรงหมด” อรสุมบ่น หากก็พยายามผลักฝ่ามือหนาของคนจงใจแกล้งเธอ
“มีอะไร หน้ามุ่ยเชียว” วาริทถามไม่จริงจังนัก เกือบจะเรียกว่าเป็นคำทักทายอย่างไม่ต้องการคำตอบมากกว่า
ร่างสูงทรุดกายลงนั่งข้างน้องสาว ฝ่ามือหนาเอื้อมมาหยิบรีโมตโทรทัศน์ขึ้นมากดเปลี่ยนช่อง

“ก็คุณตาน่ะสิคะ คุยอยู่กับอรดีๆก็รีบวางสายไปเลย”
“สงสัยเขาไม่อยากคุยกับอร”
“พี่ริทอะ” อรสุมเสียงสูงขึ้นทันตา “คุณตาเขายุ่งต่างหาก แต่อันที่จริงอรฟังแล้วรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ ตอนแรกก็คุยกันดีๆเป็นชั่วโมงเลย แต่อยู่ๆก็เขาดูรีบร้อนเป็นห่วงคุณมูนขึ้นมากะทันหัน ส่วนคุณมูนก็แปลก ปรกติไม่เคยติดต่อไม่ได้นี่นา” หญิงสาวได้ทีก็เลยบ่นให้พี่ชายฟัง
คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงเล็กน้อยกับคำพูดน้องสาว นัยน์ตาคมซึ่งจดจ้องโทรทัศน์อยู่หันกลับมายังอรสุมทันที
“ติดต่อมูนไม่ได้เหรอ ตั้งแต่เมื่อไรกัน”
นั่นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นความสงสัยระคนแปลกใจ วาริทหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดเบอร์มุกดาทันที ขณะฟังน้องสาวเล่า สัญญาณจากปลายที่เข้าสู่ระบบรับฝากข้อความทำให้คิ้วของชายหนุ่มขมวดมุ่ย วาริทไม่ยอมให้ความกังวลของเขาคงอยู่นาน ชายหนุ่มตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคณิตาในนาทีต่อมา

“คุณตาครับ ผมวาริท ไม่ทราบว่าติดต่อมูนได้รึยัง”
“ยังเลยค่ะ คุณวาริทมีธุระอะไรรึเปล่าคะ ฝากไว้ที่ฉันก็ได้” น้ำเสียงของคณิตาพยายามสงบนิ่งเนื่องด้วยอีกฝ่ายเป็นลูกค้า หากวาริทก็ยังจับได้ถึงกระแสบางอย่างแฝงมาในน้ำเสียงของหญิงสาว กระแสของความร้อนรน เป็นกังวล
“ไม่มีธุระอะไร เพียงแต่ผมแค่เป็นห่วงมูน อรบอกว่าน้ำเสียงคุณฟังดูแปลกๆมีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า”
เพราะน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ฟังดูเป็นมิตรของอีกฝ่าย คนกำลังเคว้งคว้างก็เลยละล่ำละลักบอกในสิ่งที่กังวลอยู่ในใจออกไปหมด

“ก็ยายมูนน่ะสิคะ ดันไปนัดเจอกับคนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ จู่ๆก็รีบออกไปตั้งแต่บ่าย แล้วมือถือก็กลับติดต่อไม่ได้เสียเฉยๆฉันรู้สึกใจคอไม่ดียังไงไม่รู้” คณิตารู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้กังวล แต่เธอก็อดบ่นในสิ่งค้างคาใจออกไปไม่ได้ เมื่อยามนี้ความกังวลของเธอเพิ่มสูงขึ้นจนเริ่มจะเปลี่ยนเป็นความวิตก
“มูนออกไปไหน ไปพบใคร คุณตาช่วยเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ผมที” น้ำเสียงของวาริทแม้จะยังนิ่งสนิท แต่ก็เต็มไปด้วยความอยากรู้ระคนเป็นห่วง จนอรสุมที่นั่งฟังอยู่ข้างๆหันมามองด้วยความสนใจ
เพราะอีกฝ่ายคือพี่ชายที่อยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต อรสุมจึงรับรู้ได้ถึงความผิดปรกติในน้ำเสียงนิ่งๆผิดหูไปจากเดิม พี่ริทเป็นห่วงคุณมูนใช่ไหมเนี่ย...

คนที่สองหนุ่มสาวกำลังเป็นห่วงอยู่นั้นหาได้รู้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยของวาริทและเพื่อนรักเลย หลังจากมุกดาแยกย้ายกับคณิตา หญิงสาวก็เริ่มเกิดอาการลังเลขึ้นมาทันที มุกดาแทบอยากจะเขกหัวตัวเองกับการตัดสินใจหุนหันพลันแล่น แต่มาคิดดูอีกทีหนึ่ง เธอก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะตอนฝ่ายโน้นโทรศัพท์มาหา ผู้หญิงคนนั้นดูจะเร่งเอาคำตอบจากเธอเสียเหลือเกิน
‘นี่คุณจะมาหาฉันเพื่อคุยเรื่องหลานรึเปล่า’ ฝ่ายนู้นเป็นคนเปิดฉากการเจรจาทันทีที่มุกดารับโทรศัพท์
แม้หญิงสาวจะงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตอบรับกลับไป

‘ไปค่ะ คือฉันตั้งใจว่าจะโทร.ไปนัดคุณวันพรุ่งนี้ ฉันอยากทราบเรื่องของน้องโยธินค่ะ’
‘พรุ่งนี้ไม่ทันหรอกคุณ ฉันจะไปต่างจังหวังกับสามีคืนนี้แล้ว ถ้าจะมาก็ต้องมาตอนนี้’
‘อ้าว เหรอคะ ทำไงดีล่ะ ฉันอยู่ข้างนอกด้วยสิ ถ้างั้นเราคุยกันทางโทรศัพท์ได้ไหม’
‘โอ๊ย ไม่เอาหรอก คุยนานเปลืองค่าโทรศัพท์’ มุกดาตั้งท่าจะตอบกลับไปอยู่แล้วว่าเธอยอมเป็นฝ่ายโทร.กลับไปหาก็ได้ แต่อีกฝ่ายก็กลับขัดคอขึ้นเสียก่อน ‘คุณมาหาฉันนั่นแหละดีแล้ว เรานัดเจอกันที่สวนสาธารณะแถวบ้านฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันเอารูปหลานไปให้ดูด้วย จะได้รู้ไงว่าใช่เด็กที่คุณตามหารึเปล่า’
มุกดาไม่แน่ใจนักว่านี่เป็นการชักแม่น้ำทั้งห้ารึเปล่า หากความอยากรู้ในตัวก็ส่งให้เธอตัดสินใจทำอะไรบ้าระห่ำออกไป เธอหันไปตกลงกับคณิตาอยู่เพียงครู่เดียว แล้วจึงรับปากอีกฝ่ายออกไป

‘ก็ได้ งั้นอีกเดี๋ยวฉันจะออกไป’
หลังจากนัดแนะเรื่องสถานที่เสร็จ มุกดารวมทั้งดวงวิญญาณทั้งสามก็ได้ออกเดินทางมายังจุดนัดพบในทันที หญิงสาวมาถึงจุดนัดพบในสวนสาธารณะตอนประมาณบ่ายสามโมงเย็น แล้วจึงโทรศัพท์ไปหาอีกฝ่ายทันที
“ฉันมาถึงแล้วนะคะ คุณอยู่ไหน”
“อ้าวเหรอ เร็วจัง ฉันออกมาทำธุระข้างนอก คุณรออยู่ก่อนได้ไหม” ฝ่ายนู้นพูดด้วยอาการรีบเร่งราวกำลังติดธุระบางอย่างอยู่
มุกดาจึงเป็นฝ่ายตัดสินใจหาที่นั่งพักรอการมาของบุคคลที่เธอนัด แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหญิงสาวก็ชักเริ่มหงุดหงิดแกมไม่พอใจ
“อะไรกัน ไหนบอกให้รีบมาหา แล้วนี่ปล่อยให้รอตั้งเป็นชั่วโมง ไม่ไหวเลย” หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ร่ำๆอยากจะลุกกลับบ้านไปเสียหลายครั้ง หากสิตางศุ์ก็กลับเป็นฝ่ายรั้งไว้
“พี่สาวใจเย็นๆน้า ป้ามณีเขาขอร้อง ขอให้พี่สาวช่วยเหลือเขาสักครั้ง”

มณีศรไม่รู้หรอกว่าบุคคลที่มุกดาคุยโทรศัพท์ด้วยจะเป็นความหวังพาเธอไปพบกับบุตรชายหรือไม่ หากในหัวใจของคนเป็นแม่ ต่อให้ความหวังแสนริบหรี่อย่างไร เธอก็อยากจะไขว่คว้ามันไว้
“เฮ้อ ก็เพราะเห็นแก่ป้ามณีนั่นแหละ มูนถึงยังอยู่ตรงนี้” หญิงสาวหันไปบอกกับสายลม
“แล้วพี่สาวไม่ลองโทร.ตามฟากนู้นดูล่ะ เผื่อเขาลืม” เด็กหญิงออกความเห็น
“โทร.ได้ก็ดีสิ แบตหมดแล้ว” มุกดาหยิบมือถือในกระเป๋าตัวเองขึ้นมาดูอย่างเซ็งๆ
ก็ตอนคุยโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายนั่นแหละ เธอได้ยินเสียงติ๊ดๆดังมาจากโทรศัพท์ของตัวเองอยู่หลายครั้ง หลังจากวางสายไปได้ไม่ทันไร หน้าจอมือถือของเธอก็เกิดดับขึ้นมาซะงั้น

วันนี้ดวงดีเสียจริงจริ๊ง มานั่งรอคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักแม้หน้าตา มือถือก็ดันแบตหมด แถมนี่ก็เริ่มเย็นแล้ว เธอมาทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้นะ...หลังความหงุดหงิดอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ ร่างบางตัดสินใจผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้านั่ง ตรงดิ่งจะเดินกลับออกจากสวนทันที
“อ้าว พี่สาว ไม่รอแล้วเหรอ” สิตางศุ์ลอยตามติดมาถามดวงหน้าเหรอหรา
“ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ ปล่อยให้รอนานขนาดนี้คงไม่มาแล้วละ” หญิงสาวบอกอย่างคนอารมณ์เสีย
เด็กหญิงเลยได้แต่หันไปขอความเห็นจากดวงวิญญาณทั้งสองข้างกาย
“กลับบ้านเถอะ พวกเราก็รอมานานแล้วจริงๆ” มณีศรบอกอย่างตัดใจ ความหวังอยากพบหน้าลูกชายเลือนรางหายไปอีกครั้ง

หากในขณะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวออกจากบริเวณม้านั่งในสวน เธอก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งรั้งไว้เสียก่อน
“คุณใช่คนที่โทร.หาฉันรึเปล่า” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายเธอ
“คุณนวลเพ็ญเหรอคะ”
“ใช่ ขอโทษที พอดีติดธุระสำคัญ มารอนานแล้วสิ”
มุกดานึกอยากจะบ่นอีกฝ่ายออกไปเหลือเกิน หากเธอก็ไม่ใช่คนที่จะต่อว่าใครตั้งแต่แรกพบ
“กำลังจะกลับค่ะ ฉันนึกว่าคุณไม่มาเสียแล้ว” เสียงหวานบ่น ก่อนเริ่มเข้าเรื่อง “ฉันอยากถามคุณเรื่องเด็กผู้ชายชื่อโยธิน บุญอยู่ค่ะ เขาเป็นหลานชายคุณเหรอ” มุกดาเท้าความถึงเรื่องที่เธอได้ยินทางโทรศัพท์

สองวันก่อนมุกดาโทรศัพท์ไปยังเบอร์บ้านในรายชื่อหนึ่งของคนนามสกุล ‘บุญอยู่’ ที่เธอมีในมือ หญิงสาวเกือบไม่ได้หวังอะไรเมื่อคนปลายสายพูดจาวกวน ฟังดูแล้วไม่น่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเด็กชายโยธิน บุญอยู่ จนกระทั่งสายโทรศัพท์ถูกส่งให้กับคนที่ชื่อ ‘นวลเพ็ญ บุญอยู่’ ความหวังอับริบหรี่ก็จุดประกายขึ้นทันที
“อ้อ ใช่ ตาโยธินเป็นหลานฉันเอง แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่หรอกนะ พ่อเขาเพิ่งมารับตัวกลับต่างจังหวัดไปเมื่ออาทิตย์ก่อน” หญิงวัยกลางคนบอกกับเธอ พร้อมกับหันซ้ายมองขวาราวคนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“พ่อเหรอ! ปล่อยให้ตาหนูอยู่กับผู้ชายพรรค์นั้นไม่ได้นะ” มณีศรโวยวายขึ้นทันที

แม้จะเกือบจำอดีตก่อนตัวเองเสียชีวิตไม่ได้มากนัก แต่มณีศรก็ยังจดจำได้ดีถึงความทุกข์ทรมานยามถูกผู้เป็นสามีระดมทุบตีเธออย่างไม่ไว้หน้า ซ้ำร้ายบางครั้งยังลามเลยไปถึงเด็กชายผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ
“ป้าคะ ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวหนูบอกพี่สาวเอง” สิตางศุ์ต้องเป็นฝ่ายช่วยสงบสติอารมณ์มณีศร เธอส่งผ่านข้อความของมณีศรมาถึงมุกดา
หญิงสาวนิ่วหน้าเล็กน้อย รู้สึกไม่สบายใจนักกับสิ่งที่ได้ยินจากสิตางศุ์และนวลเพ็ญ
“แล้วคุณเอารูปของหลานมาให้ฉันดูรึเปล่า” มุกดายังคงต้องการความมั่นใจว่าเธอไม่ได้ตามหาผิดตัว
อีกฝ่ายหนึ่งหรี่ตาลงเล็กน้อยราวประเมินคนตรงหน้า
“ไม่ได้เอามาหรอก ตอนออกมาจากบ้านฉันรีบ ถ้าจะดูก็ต้องตามไปดูที่บ้าน” นวลเพ็ญบอกพร้อมกับก้าวเดินออกไป สองขาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อหันมาเห็นร่างบางไม่ได้ก้าวตามมา “อ้าว ยืนรออะไรอยู่ล่ะ ไม่มารึไง บ้านฉันอยู่หลังสวนสาธารณะไม่ไกลจากนี้หรอก มาดูรูปแล้วจะได้รู้ไงว่าใช่เด็กที่คุณตามหารึเปล่า”

“คุณช่วยป้าเถอะนะ ขอให้ป้าได้รู้เถอะว่าตาหนูอยู่ที่ไหน”
ถ้อยคำของมณีศรผ่านการบอกเล่าของสิตางศุ์ฉุดขาทั้งสองข้างของมุกดาให้ก้าวตามไปแม้ในใจจะยังลังเล และความลังเลของหญิงสาวก็มีเพิ่มขึ้นทุกขณะ เมื่อเลยออกมาจากบริเวณด้านหลังสวนสาธารณะไม่ไกลคือซอยไม่ใหญ่นัก ขนาบข้างด้วยตึกแถว ตั้งเรียงลึกเข้าไปในซอยเปลี่ยว
“พี่ว่าเราไม่ควรเข้ามาเลย” มุกดาหันไปเปรยกับสิตางศุ์ รู้สึกเริ่มไม่ไว้ใจกับสถานการณ์รอบกายเท่าไรนัก
“ป้ามณีเขาอยากรู้ค่ะว่าผู้หญิงคนนี้รู้จักลูกชายของเขาจริงๆรึเปล่า” สิตางศุ์หันมาบอกเสียงอ่อย “พี่สาวอย่าห่วงเลย พวกหนูจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ตลอดนะ”
คำปลอบของเด็กหญิงไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาสักนิด แหงล่ะ ถึงจะมีผีมาอยู่เป็นเพื่อนเธออีกสามตัว แต่จะมีใครช่วยเธอได้บ้างไหมยามมีภัย...หญิงสาวเริ่มนึกท้อใจ โทษความใจอ่อนของตัวเอง
เดินตามหลังมาได้พักหนึ่ง ทั้งสองก็มาหยุดลงหน้าประตูบ้านรั้วเหล็กของตึกแถวบานหนึ่ง

“นี่แหละ ถึงบ้านฉันแล้ว” นวลเพ็ญบอกขณะไขประตูรั้ว เตรียมตัวจะก้าวเดินเข้าไป
“ฉันไม่เข้าไปเด็ดขาด คุณเอารูปหลานชายออกมาให้ฉันดูสิ” มุกดาสั่งเสียงเฉียบขาด เธอยอมมามากแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเดินเข้าไปในบ้านของคนแปลกหน้าเด็ดขาด
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงเฉียบขาดของอีกฝ่าย นวลเพ็ญหันกลับมามองมุกดาด้วยแววประหลาดเล็กน้อย
“ก็ได้ งั้นขอเข้าไปหาของก่อน แต่อาจนานหน่อย ถ้าไม่เมื่อยจะยืนรออยู่ตรงนี้ก็ตามใจ” นวลเพ็ญยักไหล่ หายตัวเข้าไปในบ้าน โดยปล่อยมุกดาให้ยืนคอยอยู่หน้ารั้วตามลำพัง
“เหอะ เพราะเห็นแก่ป้ามณีหรอก ถึงยอมตามมา ผู้หญิงอะไรนิสัยเสียชะมัด” เธอบ่นงึมงำอย่างไม่ใคร่ชอบพฤติกรรมของอีกฝ่ายมากนัก ถ้าไม่เพราะคาดว่านวลเพ็ญอาจมีเบาะแสเกี่ยวกับบุตรชายของมณีศร เธอก็แทบไม่คิดอยากพูดคุยกับคนแบบนี้

“พี่สาว ป้ามณีฝากบอกว่าขอบคุณพี่สาวมากที่ช่วยเหลือ ขอแค่ป้าเขารู้ว่าลูกชายยังสุขสบายดี ป้ามณีคงจะไปเกิดใหม่ได้อย่างหมดห่วง” สิตางศุ์บอกเสียงอ่อน
คนฟังเลยได้แต่ถอนใจ หันไปบอกกับวิญญาณดวงน้อย
“พี่รู้ว่าป้ามีห่วงเรื่องลูกชายจนไม่ยอมไปเกิด เอาเป็นว่าพี่จะช่วยให้ถึงที่สุดแล้วกัน” อีกครั้งที่มุกดารู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนใจอ่อนเหลือเกิน

หญิงสาวยืนรอการเดินกลับมาของนวลเพ็ญอยู่หน้าบ้าน โดยอาศัยสิตางศุ์เป็นเพื่อนคุย เธอไม่ทันได้เหลียวหลังกลับไปมองบรรยากาศโดยรอบ เลยไม่ทันได้สังเกตถึงความผิดปรกติจนกระทั่งเด็กหญิงเป็นฝ่ายทักขึ้น
“พี่สาว กะทิบอกว่าผู้ชายสองคนนั้นยืนมองพี่สาวแปลกๆล่ะ” สิตางศุ์เป็นฝ่ายสะกิดเธอตามคำเตือนของกะทิ
ร่างบางเหลียวหันกลับไปมองทันที แล้วเธอก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นในอกเมื่อสบเข้ากับแววตาประหลาดของชายกำยำสองคน ยืนจังก้าห่างออกไปยังอีกฟากหนึ่งของซอย มุกดารีบหันมองรอบกาย รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล รอบกายของหญิงสาวยามนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีส้มปนฟ้า บรรยากาศขมุกขมัวเริ่มคืบคลานเข้ามา ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ มุกดามองไม่เห็นใครเลยสักคนในระยะห่างออกไปเกือบร้อยเมตรรอบกาย ยามนี้รอบกายเธอมีเพียงชายฉกรรจ์สองคนยืนจดจ้องมายังเธอด้วยแววตาชวนให้หนาวไปถึงสันหลัง
“ท่าทางไม่ดีเลย เราว่าพักเรื่องลูกชายป้าไว้ก่อนดีไหม ชีวิตพี่สาวก็สำคัญเหมือนกันนะ” กะทิเป็นฝ่ายเตือนสิตางศุ์ซึ่งมีท่าทางสับสน ลังเล กับมณีศรซึ่งหัวใจของคนเป็นแม่กลับห่วงแต่บุตรชายจนหลงลืมเรื่องอื่น

“แต่ว่า...” มณีศรแทบไม่อยากให้มุกดาเดินพ้นจากประตูบ้านหลังนี้ ด้วยกลัวว่าความหวังของตนจะหลุดลอยไป
“ถึงลูกชายป้าจะสำคัญ แต่ความปลอดภัยของพี่สาวก็ต้องมาก่อน ป้าคงไม่อยากทำบาปให้ชีวิตของคนคนหนึ่งที่หวังดีกับป้าต้องมีอันตรายหรอกใช่ไหม” ผีตัวเล็กหากแลดูมีสติและวุฒิภาวะกว่าใครเอ่ยเตือน
“กลับก่อนก็ได้ แล้วคราวหน้าพวกเราค่อยมาใหม่” มณีศรบอกอย่างตัดใจ
ร้อนถึงสิตางศุ์ต้องเป็นฝ่ายสะกิดเตือนมุกดา
“พี่สาว หนูว่าพวกเรากลับบ้านเถอะ ท่าทางไม่ค่อยดีเลย พวกเราเป็นห่วงพี่สาว”
“พี่ก็ว่างั้นเหมือนกัน” มุกดาพึมพำบอกเด็กหญิง สายตายังเหลือบไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสองเป็นระยะๆ
มือบางกระชับกระเป๋าสะพายข้างตัวมั่น ขณะก้าวเดินไปยังทิศทางสู่บริเวณปากซอย ทว่า ทันทีที่ก้าวออกห่างจากประตูรั้ว ร่างของชายฉกรรจ์ทั้งสองก็ขยับตามเธอในทันที หัวใจของมุกดาแทบร่วงไปกองอยู่แทบเท้า เธอรีบสาวเท้าเพิ่มความเร็วมากขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง หนทางออกสู่ปากซอยยังอีกยาวไกล ในขณะความเหนื่อยหอบเริ่มเกาะกินหัวใจดวงน้อย หูของมุกดาได้ยินเสียงฝีเท้าตรงดิ่งเข้ามาใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น

“คิดว่าจะหนีพ้นหรือไง” น้ำเสียงแหบห้าว ชวนสั่นผวาดังอยู่ไม่ห่างจากด้านหลังของเธอเท่าไรนัก
มุกดาไม่ทันได้หันหลังกลับไปมองด้วยซ้ำยามมือหนาของคนด้านหลังเอื้อมมาล็อกคอเธอ พร้อมกับโปะอะไรบางอย่างลงมาบนปากและจมูก หญิงสาวพยายามดิ้นรนอย่างหนัก เธอทั้งเตะทั้งถีบคนด้านหลัง หากการกระทำนั้นก็ทำเอาเธอไม่อาจกลั้นหายใจอยู่ได้ ไม่นานสติของหญิงสาวก็เริ่มเลือนรางจากไป

“แย่แล้ว ทำไงดีล่ะกะทิ ป้ามณี” สิตางศุ์หวีดเสียงร้องขึ้นก่อนด้วยความตกใจ
ร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงตรงเข้าเพื่อหวังเล่นงานชายฉกรรจ์ทั้งสองทันทีด้วยความเป็นห่วงมุกดา หากการกระทำของเธอกลับไม่สร้างบาดแผลหรือแม้แต่ความรู้สึกอันใดขึ้นกับบุคคลทั้งสองเลย
“พวกมันจะพาพี่สาวไปไหน” กะทิถามด้วยความเป็นกังวล

ดวงวิญญาณทั้งสามลอยตามชายฉกรรจ์แปลกหน้าซึ่งอุ้มมุกดาตรงกลับมายังตึกแถวหลังเดิมที่เธอยืนรออยู่ หนึ่งในนั้นเดินตรงไปยังกริ่งหน้าประตู หากยังไม่ทันกด บานประตูเหล็กก็ถูกเปิดออกเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมนังนี่ถึงสลบไป”
จากคำถามของนวลเพ็ญทำให้ดวงวิญญาณทั้งสามตกใจไม่น้อย
“ตายละ สามคนนี้รู้จักกันด้วยเหรอ” สิตางศุ์บ่นขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก ขณะฟังบุคคลทั้งสามสนทนาต่อ
“ก็มันกำลังจะหนีก็เลยให้ไอ้ดำโปะยาสลบไป รีบๆเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวใครผ่านมาเห็นเข้าจะยุ่งพอดี” ชายที่แบกร่างมุกดาอยู่เอ่ยเตือนเสียงเครียด

เป็นผลให้นวลเพ็ญรีบขยับตัวถอยห่างจากประตูบ้าน
“เออๆเข้ามา วันนี้ลาภลอยชะมัด ไม่นึกว่าจะมีเหยื่อมาติดกับถึงที่ ไม่รู้แม่นี่ตามหาเด็กที่ไหนอยู่ แค่อ้างหน่อยเดียวว่ามีหลานชื่อเดียวกันก็ตามมาให้หลอกถึงที่” น้ำเสียงของนวลเพ็ญเต็มไปด้วยแววมาดร้ายเสียจนขนาดผียังนึกหวาดหวั่นไม่ได้
“แม่นี่สวยไม่ใช่เล่นเลย นอกจากทรัพย์สินในตัวแล้ว ขออย่างอื่นด้วยแล้วกัน” ชายหนึ่งในสองบอกขณะไล้ฝ่ามือไปตามแก้มนวลผ่องที่ยังคงหลับใหล
“จะทำอะไรก็รีบทำ แต่อย่าให้มันตายล่ะ เดี๋ยวจะพาซวยกันไปหมด” นวลเพ็ญบอกขณะไล่สองหนุ่มเดินเข้าไปในบ้าน

“ไม่นะ จะเอาพี่สาวไปไหน” สิตางศุ์ผวาลอยตามบุคคลทั้งสามไปทันที
หากร่างโปร่งแสงของเธอก็กลับลอยไปไม่พ้นบานประตู เบื้องหน้าของเด็กหญิงราวกับมีกำแพงล่องหนขวางกั้นอยู่ ไม่ว่าเธอจะพุ่งตัวเองเข้าไปแรงอย่างไร ร่างน้อยก็ไม่อาจตามติดมุกดาเข้าไปได้ มือน้อยทั้งทุบทั้งพยายามดันพาตัวเองให้ผ่านพ้นเข้าไปในเขตบ้าน แต่เธอก็ไม่อาจก้าวข้ามไปได้
“เข้าไปไม่ได้หรอก นี่มันบ้านคน ผีอย่างพวกเราเข้าไปไม่ได้ถ้าเจ้าของไม่อนุญาต” กะทิเตือนเพื่อน
“แต่พี่สาวกำลังตกอยู่ในอันตรายนะ กะทิ พวกเราจะทำยังไงดี” เด็กหญิงถามด้วยความร้อนใจ
“ทั้งหมดเป็นความผิดของป้าเอง ป้าไม่น่าดันทุรังให้เธอมาตามหาตาหนูเลย” มณีศรร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ รู้ดีทีเดียวว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเธอ

“ต้องมีทางแก้ไขสิน่า อย่างตามคนมาช่วยไง”
“เป็นไปไม่ได้หรอกตางศุ์ จะมีใครที่ไหนเห็นพวกเราเหมือนอย่างพี่สาวบ้างล่ะ” กะทิบอกด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วย
“ต้องมีสิ” สิตางศุ์คิดด้วยความว้าวุ่นใจ ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่ “หนูว่ามีอยู่คนหนึ่งที่หนูอาจสื่อไปถึง”

___________________________

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 8 เพื่อนคนพิเศษ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #13 brigitte-pat (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กันยายน 2555 / 14:45
    เด็ก ๆ รีบตามคุณวาริทมาเร็ว ๆ น้า
    #13
    0