มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 10 : บทที่ 6/1 คำร้องขอของผี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ก.ย. 55

บทที่ 6 คำร้องขอของผี
มุกดาเริ่มตั้งสติได้ก็ตอนวาริทขับรถเข้ามาจอดยังบริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียม เสียงเห่าหอนของหมาจรจัดหรือเจ้าตูบที่เธอมักเก็บกระดูกกลับมาให้มันทานเป็นประจำดังลั่นไปทั้งซอย บ่งบอกชัดเจนว่า ‘อะไร’ ที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้ยังไม่จากไปไหน หญิงสาวตัดสินใจจะถอดแหวนตัวเองออกจากนิ้ว ไม่อยากรับรู้ถึงการมีอยู่ของใครหรือสิ่งใดอีก ทว่า ความหวาดกลัวก็กลับแล่นเข้ามาสู่หัวใจเธออีกครั้ง เมื่อแหวนมูนสโตนบนนิ้วนางกลับไม่สามารถดึงหลุดออกมาได้

“ทำไมถึงถอดไม่ได้” หญิงสาวถามตัวเองด้วยความหวาดหวั่น
หลายวันมานี้เธอแทบไม่ได้ถอดแหวนออกจากนิ้วเลย แต่เมื่อช่วงแรกๆที่ลองใส่แหวนมูนสโตนใหม่ๆ เธอเคยถอดเข้าออกบ้างบางครั้ง แม้แหวนจะคับ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่เธอไม่สามารถดึงมันออกจากนิ้วมาได้ เหมือนเช่นวันนี้

“ผมไปส่งคุณที่ห้องดีกว่า” วาริทเดินอ้อมมาเปิดประตูข้างคนขับให้
มุกดาหันไปส่งยิ้มอ่อนๆให้คนตรงหน้า ยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่าเธอหวาดกลัวเกินกว่าจะเดินกลับขึ้นห้องไปเพียงลำพัง ดังนั้นเธอจึงไม่ปฏิเสธสักนิดยามมืออุ่นเลื่อนมาโอบไหล่มน พาเดินขึ้นห้องโดยหญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้น ไม่อยากรับรู้ถึงเสียงร้องไห้และเสียงเห่าหอนที่ยังดังมาเป็นระยะๆ

ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้ามา เจ้าของร่างสูงก็จูงเธอมานั่งลงยังโซฟาภายในส่วนของห้องรับแขก
“คุณโอเครึเปล่า” วาริทถามด้วยความเป็นห่วง อยากจะถามเหลือเกินว่าเธอกำลังหวาดกลัวอะไร ใช่สิ่งที่เขาเห็นเลือนรางเมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า หากชายหนุ่มก็ยังไม่กล้าเอ่ยปาก ด้วยเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวมากขึ้น

“คะ...ค่ะ ฉันไม่เป็นไร”
คำพูดของมุกดาขัดกับท่าทีสั่นผวาและฝ่ามือเย็นเฉียบที่เขาสัมผัสได้เหลือเกิน วาริทถอนหายใจ ตบมือบางในอุ้งมือเขาเบาๆ
“นั่งอยู่นี่ก่อน เดี๋ยวผมหาอะไรให้ดื่ม มีอะไรในครัวรึเปล่า” เขาหันมาถามเจ้าของห้อง
“มีกาแฟกับโกโก้ค่ะ” เธอบุ้ยใบ้ไปยังบริเวณส่วนด้านในของห้องพักซึ่งถูกกั้นไว้เป็นห้องครัวขนาดย่อม
“งั้นโกโก้แล้วกัน ทานกาแฟเดี๋ยวยิ่งนอนไม่หลับ”

มุกดาไม่อยากบอกว่า อย่างไรคืนนี้เธอก็คงนอนไม่หลับเสียแล้ว ก็ในเมื่อเสียงร้องไห้คร่ำครวญยังคงดังแว่วผ่านเข้ามาในห้องเป็นระยะ มือบางจัดแจงยกรีโมตขึ้นกดเพื่อเปิดโทรทัศน์ มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับละครภาคค่ำกำลังฉายออกอากาศ หากคืนนี้ หญิงสาวแทบไม่มีกะจิตกะใจสนใจพระเอกในละครที่เธอชื่นชอบเท่าไรนัก
“พี่สาวไม่ต้องกลัวหรอก ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาในห้องนี้ไม่ได้” สิตางศุ์บอกเมื่อเห็นมุกดายกขาขึ้นมากอดบนโซฟา ก่อนซบหน้าบนหัวเข่าตัวเอง สภาพไม่ต่างจากลูกบอลกลมๆเคลื่อนไหวโยกเยกไปมาอยู่บนโซฟา

“เขาเข้ามาไม่ได้แน่นะตางศุ์” เธอหันมาถามเด็กหญิงเพื่อความมั่นใจ
“ไม่ได้ ห้องนี้พี่สาวเป็นเจ้าของ ถ้าไม่อนุญาต ผีตัวไหนก็เข้ามาไม่ได้ อีกอย่าง ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เพื่อนหนูด้วย” สิตางศุ์บอกด้วยท่าทีสยดสยอง
แหงล่ะ เธอก็กลัวผีเป็นเหมือนกันนี่นา...
“แล้วเขาเป็นอะไร ทำไมถึงมาร้องไห้อยู่แถวนี้”
พอเริ่มมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่สามารถเข้ามาในห้องเธอได้ มุกดาก็เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของดวงวิญญาณดวงนั้น

“เขาคงมีเรื่องร้อนมาขอให้พี่ช่วย” กะทิออกความเห็น
“เรื่องอะไรกัน?”
เด็กหญิงส่ายหน้าทันทีกับคำถามของเธอ “ไม่รู้หรอก ต้องลองถามดู ถ้าพี่อยากรู้เดี๋ยวเราออกไปถามให้”
“ไม่ต้องหรอกกะทิ พี่ไม่อยากรู้” มุกดารีบเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อนเด็กหญิงจะหายแวบจากไป
อันที่จริงไม่ใช่ไม่อยากรู้ แต่หญิงสาวไม่คิดอย่างเอาตัวเองเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องต่างๆของดวงวิญญาณมากกว่า

“ตามใจพี่สาวแล้วกัน แต่ท่าทางเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร น่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนมาให้พี่ช่วยมากกว่า” กะทิยักไหล่ ชีวิตหลังความตายเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เธอเห็นความทุกข์ ความแค้น และความเศร้าของเหล่าดวงวิญญาณทั้งหลายมากเสียจนแทบจะเลิกใส่ใจกับเรื่องราวของวิญญาณดวงอื่นๆ
“พี่คงช่วยอะไรใครไม่ได้หรอก เราต่างคนต่างอยู่เถอะนะ อย่ามาจองเวรจองกรรมกันเลย” มุกดาพนมมือไหว้อากาศ
อากัปกิริยาของหญิงสาวสะดุดใจคนกำลังก้าวเท้าเดินกลับมายังโซฟาเป็นอย่างมาก วาริทได้ยินเสียงพึมพำของมุกดาดังลอดผ่านมายังบริเวณเคาน์เตอร์ครัวตั้งแต่เมื่อสักครู่แล้ว แต่เพราะเสียงจากจอโทรทัศน์ดังกลบมา ทำให้เขาไม่สามารถจับข้อความในประโยคสนทนาได้ ชายหนุ่มเลยเข้าใจว่าเธออาจกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใครสักคน

แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้า ร่างบางกำลังนั่งกอดขา ซบหน้าแก้มซีกซ้ายของตัวเองลงบนหัวเข่ากำลังพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ สายตาหวานไม่ได้จ้องไปยังจอโทรทัศน์ แต่กลับมองตรงไปยังโซฟาด้านข้างอันว่างเปล่า
มุกดากำลังคุยอยู่กับใครกันแน่...วูบหนึ่งลางสังหรณ์บางอย่างก็ลอยวนเข้ามาในความคิดเขา ลางสังหรณ์เกี่ยวกับสิ่งเร้นลับที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า
“มูน...” วาริทเรียกชื่อเธอ พร้อมกับเดินเข้ามาทรุดกายนั่งลงข้างๆ

มือหนายื่นโกโก้ร้อนในมือแก้วหนึ่งให้อีกฝ่าย แล้วตัวเองจึงประคองแก้วในมือขึ้นจรดริมฝีปาก สายตาคมยังคงไม่ยอมละไปจากดวงหน้าหวานซึ่งเหม่อมองกลุ่มควันลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากปากแก้ว
“เมื่อตอนอยู่ในซอยคุณมองเห็นอะไร” ชายหนุ่มตัดสินใจถามในสิ่งค้างคาใจ
ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยกับคำถามของเขา หากมุกดาก็ยังคงมีสติมากพอจะไม่แสดงพิรุธออกไป
“ไม่ได้เห็นอะไรนี่คะ” แม้จะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาคมดุ เธอก็จำต้องเสหลบตาอย่างคนไม่ชินกับการโกหก
“แต่คุณบอกให้ผมระวัง พูดอย่างกับคุณเห็นอะไรขวางอยู่หน้ารถ” วาริทหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีจับผิด

“มะ...แมวค่ะ ฉันเห็นแมววิ่งตัดหน้ารถไปก็เลยบอกให้คุณระวัง”
“แล้วคุณกลัวอะไร” ชายหนุ่มยังคงไม่ยอมแพ้
“เปล่าสักหน่อย” คราวนี้เสียงหวานเริ่มอ่อยลงอย่างจนแต้ม “เผอิญฉันนึกถึงเรื่องแย่ๆขึ้นมาได้ คุณอย่าเอ่ยถึงมันอีกเลยนะ”
ไม่ใช่เพราะคำแก้ตัวของมุกดา แต่เพราะนัยน์ตากลมหวานคู่สวย แฝงไว้ด้วยแววเว้าวอนคู่นั้นต่างหาก วาริทถึงได้ยอมยุติการสอบปากคำจำเลยลง ร่างสูงเขยิบกายเข้ามาใกล้ ใบหน้าคมลดต่ำลงมาจนห่างจากดวงหน้าที่เงยช้อนขึ้นมองเขาเพียงคืบเดียว

“ผมไม่ถามแล้วก็ได้” มุกดาแทบอยากถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอเกือบจะเอ่ยปากขอบคุณเขาอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินประโยคต่อมา “แต่รู้อะไรไหม คุณเป็นคนโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย แค่มองตาก็รู้แล้วว่าทุกอย่างที่คุณพูดมาคือเรื่องไม่จริง แต่ผมจะไม่คาดคั้นคุณ เอาไว้คุณพร้อมจะเล่าเมื่อไรค่อยบอกแล้วกัน”
มือหนาข้างที่ไม่ได้จับแก้วกาแฟถือวิสาสะวางลงบนศีรษะทุยๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ลงมา ช่วยให้หัวใจซึ่งเต้นโครมครามจากเหตุการณ์ระทึกนอกคอนโดมิเนียมค่อยๆกลับสู่จังหวะปรกติ

สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย มุกดาหันกลับไปให้ความสนใจกับหน้าจอโทรทัศน์เบื้องหน้า โดยมีร่างสูงของชายหนุ่มนั่งอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งละครจบ วาริทจึงขอตัวกลับออกจากห้องพักไป
“ทำไมพี่สาวไม่บอกพี่ชายไปเลยล่ะว่าพี่สาวเห็นอะไร” สิตางศุ์เอ่ยปากถามทันทีเมื่อร่างสูงเดินออกจากห้องไป เด็กหญิงไม่เข้าใจความคิดของเธอนัก
“ไม่ละ พี่กลัวเขาจะหาว่าพี่บ้าน่ะสิ พูดออกไปใครจะเชื่อถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง”
“มันก็ใช่ แต่พี่ชายคนนั้นก็ดูเป็นห่วงพี่สาวมากนะ” กะทิออกความเห็น

มุกดาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของเด็กหญิงไม่น้อย มือบางม้วนปอยผมลอนหยักศกของตัวเองเล่นด้วยความเผลอไผล หวนนึกไปถึงตอนฝ่ามืออุ่นลูบลงมากลางศีรษะเธอ แม้จะแผ่วเบา แต่ความอบอุ่นนั้นกลับแผ่ซ่าน อุ่นลึกลงไปถึงหัวใจ
“พี่สาว! เหม่อแล้ว แอบคิดถึงพี่ชายละสิ” น้ำเสียงล้อเลียนตามติดมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กทั้งสองดึงมุกดากลับสู่โลกความเป็นจริง
“เปล่าสักหน่อย ใครจะไปคิดถึง พี่นั่งดูทีวีอยู่ต่างหาก” หญิงสาวเฉไฉ หยิบรีโมตบนโต๊ะรับแขกขึ้นมากดแก้เขิน

“จริงอะ หนูไม่เชื่อหรอก พี่สาวคิดถึงพี่ชาย พี่สาวแอบหลงรักพี่ชายต่างหาก คิกๆแอบหลงรักพี่ชาย” เสียงของสิตางศุ์ตะโกนก้องไปทั่ว ชนิดที่เรียกได้ว่าถ้าเธอเป็นคน ป่านนี้ห้องข้างๆของมุกดาคงล่วงรู้ความลับนี้กันหมด
“เงียบไปเลยนะตางศุ์” เสียงหวานดุ ก้มหน้าลงพยายามจะถอดแหวนในมือเนื่องจากรำคาญเสียงเล็กๆเต็มที
แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังถอดแหวนมูนสโตนออกจากนิ้วไม่ได้ ราวกับนิ้วเธอกับแหวนได้เชื่อมกันเป็นเนื้อเดียว
“บ้าจัง” มุกดาบ่นอุบ ยิ่งนึกเคืองเมื่อได้ยินเสียงคิกคักราวได้ของเล่นถูกใจของสิตางศุ์ “ถ้ายังไม่หยุดหัวเราะพี่อีกจะไล่ออกจากห้องให้ดู” มุกดาบ่น ทั้งโกรธทั้งอายต่อคำล้อเลียนของวิญญาณดวงน้อย
มือบางเลยคว้าเอาหมองอิงบนโซฟาเขวี้ยงเข้าใส่ร่างของผู้ที่กำลังลอยละลิ่วอยู่ตรงหน้าเธอ แน่นอน มันไม่ถูกสิตางศุ์หรอก หมอนอิงใบนั้นลอยทะลุผ่านร่างโปร่งแสงไปกระแทกกับตุ๊กตาเซรามิกบนโต๊ะรับแขก ตกลงมาแตก

เพล้ง!

“หนูไม่ได้ทำนะ” ผีที่กำลังร้อนตัวรีบบอกทันควัน
เฮ้อ ให้ตายเถอะ ชีวิตต่อจากนี้ของเธอจะสงบสุขบ้างไหมหนอ...

“ไหนออกไปแค่ส่งสาว ทำไมกลับดึกจัง” ดวงหน้ากระจ่างใส ของอรสุมชะโงกหน้าลงมาถามจากระเบียงบันไดชั้นบน ทันทีเมื่อเห็นร่างของคนเป็นพี่ชายเดินกลับเข้าบ้านมา
“ยุ่งจริง ทำไมยังไม่นอนอีก” เสียงดุๆบ่น รู้ดีทีเดียวว่าแม่จอมยุ่งของเขาคงไม่ยอมเข้านอนแน่ ถ้ายังไม่สามารถซักไซ้ล้วงความลับจากเขาได้
“รอพี่ริทกลับมาก่อนค่อยนอน อรอยากรู้ว่าคุณมูนเนี่ยตัวจริงรึเปล่า” หน้าทะเล้นของน้องสาวชะโงกหน้าเข้ามาถามพร้อมกับรอยยิ้มหวาน

ผลเลยโดนอีกฝ่ายใช้นิ้วชี้จิ้มลงกลางหน้าผาก
“ไม่ตอบ” บอกเสร็จ ร่างสูงก็เดินหนีขึ้นบันไดไป
“อ้าว ได้ไง ตอบมาซะดีๆเลยนะพี่ริท ตกลงคนนี้ใช่ว่าที่พี่สะใภ้อรรึเปล่า ให้อรลงทุนแคนเซิลงานกับออร์แกไนเซอร์ขนาดนี้ บอกมาซะดีๆ” อรสุมตะโกนถามตามหลังมา
หากสิ่งที่ได้ก็ยังคงเป็นเพียงอาการปิดปากเงียบของคนเป็นพี่ชาย สร้างความหงุดหงิดให้กับคนอยู่รอฟังคำตอบไม่น้อย

“โห อะไรกัน ท่ามากจริงพี่เรา” หญิงสาวบ่น แต่ก็อดลอบยิ้มออกไม่ได้
นับตั้งแต่เกิดมา แม้อรสุมจะตอบไม่ได้แน่ชัดว่ารู้จักพี่ชายคนรองของเธอดีขนาดไหน แต่ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยเห็นพี่ชายใส่ใจเรื่องจุกจิกใดเป็นพิเศษเท่ากับงานแต่งงานเธอเลย แรกทีเดียวหญิงสาวออกจะประทับใจและปลื้มใจกับความเอาใจใส่ของคนเป็นพี่ แล้วความปลื้มใจก็เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นความสงสัย เมื่อเธอได้มารู้ว่าเจ้าของร้านเช่าอุปกรณ์ตกแต่งงานแต่งงานรายใหม่เป็นหญิงสาว แถมวาริทยังลงทุนจัดการปัญหาของเธอด้วยตัวเอง แทนจะใช้ให้เลขาฯทำเหมือนเรื่องอื่นๆ
“แบบนี้ต้องมีซัมติงรองแน่ๆ” ว่าที่เจ้าสาวคิดด้วยความมั่นใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับความผิดปรกติเล็กๆของพี่ชาย ซึ่งอาจนำพามาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัววราธารักษ์

หลังจากเก็บกวาดเศษเซรามิกที่หล่นลงมาแตก มุกดาก็เลิกบ้าตามแรงยุและคำล้อเลียนของสิตางศุ์ หันมานั่งดูโทรทัศน์ต่อ โดยตัดสินใจทำหูทวนลมกับคำล้อเลียนของเด็กตัวแสบ หากความจริงการกวนประสาทของสิตางศุ์ก็มีข้อดีอยู่อย่างตรงช่วยให้เธอหลงลืมความกลัวต่างๆไปได้ มุกดาอาศัยเสียงจากโทรทัศน์และเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆเป็นเพื่อน เธอตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ก่อนกลับออกมาปักหลังอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกจนกระทั่งเผลอหลับไป

“ฮือๆ...ฮือๆ...ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันที”
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด เสียงร้องคร่ำครวญของวิญญาณบางดวงก็กลับเข้ามาดังกระทบหูหญิงสาวอีกครั้ง มุกดาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลางดึก โทรทัศน์ที่เธอตั้งระบบปิดอัตโนมัติไว้มืดสนิท หนำซ้ำข้างกายเธอก็ปราศจากดวงวิญญาณของเด็กชายหญิงทั้งหลาย
“ตางศุ์! สิตางศุ์! หายไปไหนของเขานะ” มุกดาตะโกนเรียกไปทั่วห้อง เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าการมีผีเด็กอยู่เป็นเพื่อนไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเลย

“หนูอยู่นี่ พี่สาวมีอะไรเหรอ”
ไม่นานร่างโปร่งแสงของสิตางศุ์ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกะทิ
“หายไปไหนกันมา”
“เพื่อนชวนออกไปเล่นนอกห้อง” เด็กหญิงบอกพร้อมกับทรุดกายนั่งลงตรงหน้าเธอ แวบหนึ่งสิตางศุ์หันไปมองหน้าเพื่อนรัก ท่าทางของทั้งสองราวกับกำลังเกี่ยงกันทำอะไรบางอย่างอยู่
“มีอะไรกัน” เธอถามเมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของทั้งสอง
“คืองี้ เมื่อกี้หนูกับกะทิออกไปเล่นกับเพื่อนมาใช่ม้า...” เด็กหญิงเริ่มเรื่องพร้อมกับเล่าถึงเกมการละเล่นที่เธอและผองเพื่อนออกไปวิ่งซนมา

“เอาเนื้อๆได้ไหม มีอะไรกันแน่” เสียงหวานเริ่มแข็งขึ้น จ้องไปยังฝ่ายตรงข้ามเขม็ง รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“คือกะทิทนฟังเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนนั้นไม่ไหว ก็เลยชวนหนูไปหาเธอมา”
นัยน์ตาหวานเบิกโตขึ้นทันที เหลียวหันไปรอบกายด้วยความตกใจ
“อย่าบอกนะว่าพวกเธอพาผีตัวนั้นเข้ามาในห้องพี่”
“ยังๆ” สิตางศุ์รีบโบกมือพัลวัน “หนูรู้ว่าพี่สาวยังไม่อนุญาต ไม่ทำอะไรโดยพลการหรอก”
คำพูดของสิตางศุ์ทำให้คนนั่งตัวเกร็งกลับมาหายใจได้คล่องขึ้น
“ไหนตอนแรกบอกกลัว แล้วทำไมอยู่ๆถึงออกไปหาล่ะ”

“ก็กะทิน่ะสิลากหนูไป” สิตางศุ์บุ้ยใบ้ไปยังเพื่อนรัก ก่อนสำทับต่อว่า “แต่วิญญาณดวงนั้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้สักนิด”
“แล้วไปเจอเธอมาเป็นยังไงบ้าง” แม้จะกลัว แต่มุกดาก็เริ่มชักอยากจะรู้ว่าสิ่งใดกันทำให้วิญญาณดวงนั้นโศกเศร้าได้ถึงเพียงนี้
“เธอน่าสงสารค่ะ เธอกำลังตามหาลูกชาย ตามหามานานแล้ว แต่ก็ยังไม่พบ” กะทิเป็นฝ่ายอธิบายให้มุกดาฟัง
“อ้าว ทำไมถึงตามหาไม่พบล่ะ”
“เพราะเธอจดจำชีวิตก่อนความตายได้ไม่มากนัก จำได้แค่ว่าเธอมีลูกก็เลยออกตามหา อยากรู้ว่าลูกเป็นอย่างไร อยู่สุขสบายดีไหม ก็เลยยังเป็นห่วง ไม่ยอมไปไหน” กะทิเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของวิญญาณนอกห้องพักให้มุกดาฟัง

มณีศรคือชื่อของวิญญาณผู้หญิงดวงนั้น ชีวิตก่อนความตายของเธอขาดหายไปจากความทรงจำอย่างไม่ปะติดปะต่อนัก เธอจำได้เพียงความทุกข์ทรมานยามถูกผู้เป็นสามีตบตี รอยช้ำเป็นจ้ำๆตามเนื้อตัว บ่งชัดว่ายามเสียชีวิต รอยช้ำเหล่านั้นยังไม่จางหายไป จึงปรากฏให้เห็นแม้ในยามเหลือเพียงดวงวิญญาณไร้ร่างกาย แต่กระนั้นมณีศรก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายอย่างไร หากมันไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญเดียวในชีวิตที่เธอเคยมีและชีวิตหลังความตายก็คือลูก...เพียงลูกเท่านั้น เธอปรารถนาจะให้เขามีความสุข ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนเช่นที่เธอเคยเป็น

“น่าสงสารจัง” มุกดาครางออกมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องเล่าจากปากของกะทิ
“พี่สาวช่วยเธอได้ไหม”
หญิงสาวตาโตทันทีกับคำขอร้องของสิตางศุ์
“พี่เนี่ยนะ พี่จะไปทำอะไร จะไปช่วยใครได้”
“ก็ช่วยตามหาเด็กผู้ชายคนนั้นไง พี่สาวเป็นมนุษย์ น่าจะช่วยตามหามนุษย์ด้วยกันได้ง่ายกว่า”

คำพูดของสิตางศุ์ไม่ได้ไร้เหตุผลนัก หากเพียงแค่เรื่องเล่าแสนเศร้าที่ได้ฟัง ไม่อาจช่วยให้มุกดาคลายความหวาดกลัวที่มีต่อวิญญาณของมณีศรลงได้ในทันที หญิงสาวจึงเกิดอาการลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“เถอะนะพี่สาว ถือว่าทำบุญให้กับวิญญาณอย่างพวกเราสักครั้ง”
มุกดามองหน้าเด็กทั้งสองสลับกันไปมา สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว...

“แล้วจะให้พี่ช่วยตามหายังไง”
“ยังไม่รู้เลย พี่สาวคุยกับเธอหน่อยได้ไหม”
หญิงสาวเสียววาบขึ้นมาในอกทันทีกับคำขอร้องของสิตางศุ์ ต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน กว่าดวงหน้าหวานจะยอมพยักหน้าน้อยๆ
“อย่ามาหลอกพี่ล่ะ ตางศุ์ก็รู้ว่าพี่กลัวผี” คนกลัวผีแต่ต้องมาอยู่และนั่งคุยกับผีบอก
สิตางศุ์พยักหน้ายอมรับ เด็กทั้งสองหายวับจากเธอไปเพียงไม่นาน พวกเธอก็กลับมาใหม่พร้อมกับร่างโปร่งแสงของวิญญาณอีกดวง แม้มุกดาจะพยายามตั้งสติให้มั่น ทำใจไม่ให้กลัว แต่เธอก็อดสะดุ้งไม่ได้ยามนัยน์ตาแดงก่ำของวิญญาณดวงนั้นตวัดมาทางเธอ

รูปร่างหน้าตาของวิญญาณดวงนี้ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างในภาพยนตร์สยองขวัญทั้งหลายที่เคยหลอกหลอนเธอสมัยเด็กๆ มณีศรยังคงมีสภาพและรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ นอกจากร่องรอยบอบช้ำตามเนื้อตัวแล้ว โดยรวมมณีศรไม่ได้มีบาดแผลเหวอะหวะชวนให้สยดสยองแต่อย่างใด ทว่าด้วยอะไรบางอย่าง อาจมาจากความเศร้า ทุกข์ทนทรมาน ก่อบรรยากาศรอบกายและความรู้สึกในหัวใจเธอให้เศร้าสร้อยระคนหวาดหวั่นขึ้นมาได้
“พี่สาวบอกว่าจะช่วยป้าแล้วนะ” สิตางศุ์เป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศทะมึนลง
“คุณจะช่วยป้าตามหาตาหนูจริงๆใช่ไหม” น้ำเสียงสลดเศร้าระคนความหวังเอ่ยถามขึ้นทันที

*************
โปรดติดตามต่ออาทิตย์หน้านะคะ

 


ปล.2 ตอนนี้มีเกมเล่นลุ้นของรางวัลเล่นกันในเพจมนตราอัญมณี อย่าลืมเข้าไปร่วมเล่นนะคะ www.facebook.com/mystery.gem ค่า

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น