[INFINITE] [GYUWOO] แอบรับ... Behide you

ตอนที่ 1 : เด็กเส้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 205
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 ก.ย. 59







ร้านมอกซัม

ร้านเนื้อย่างขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในตัวกรุงโซลนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หมูสามชั้นที่แต่ละโต๊ะสั่งมานั้นสีแดงช่ำปนสีขาวของไขมันที่เรียงชั้นกันอย่างสวย เสียงไขมันหมูที่ดังกร้าวเมื่อโดนความร้อนนั้นยิ่งเพิ่มความน่ากินของมันเป็นเท่าตัว แต่ร้านมอกซัมร้านนี้นอกจากจะมีหมูคุณภาพดีแล้วยังมีลูกเจ้าของร้านที่เป็นถึงเน็ตไอดอลทำให้ร้านนั้นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะคนละแวกบ้านหรือต่างถิ่นต่างอยากมาลิ้มลอง

“ตะยอนเอาหมูไปเสิร์ฟโต๊ 7 หน่อยลูก”

“แม่อย่าเรียกผมว่าตะยอนนะ  อูฮยอนฮ่ะ อูฮยอน” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทักท้วงทันทีเมื่อแม่เรียกชื่อน่ารักแต่ไม่ดูหน้าตาลูกเลยว่าหล่อเหล่ากระชากใจสาวขนาดไหน แต่ทำไมนะทั้งร้านกับมีลูกค้าผู้ชายมากกว่าผู้หญิงซะงั้น เอาเป็นว่าตะยอนหรืออูฮยอนนั้นเป็นที่ยอมรับของทั้งชายและหญิงว่ามีใบหน้าที่น่ารัก ไม่ว่าจะดวงตากลมใสที่ไม่ใช่โตและเล็ก พวงแก้มที่ย้วยจนจะถึงคาง จมูกเรียวคนสูงดังภูผา รูปปากที่ดูแถบไม่ออกว่าแลบยิ้มหรือยิ้มอยู่ ทุกอย่างมันดูลงตัวจนเกือบจะหาที่ติไม่ได้

“เอาน่า ชื่อนี้มันก็เหมาะกับลูกออก เอาไปได้แล้วแม่หนัก จะให้ยกอีกนานไหมค่ะคุณหนูฮยอนนี่ ” คนเป็นแม่ยื่นถาดเนื้อให้ลูกชายแต่ลูกชายตัวดีก็ลีลาไม่ยอมรับไปสักที จึงยัดถาดหมูใส่มือลูกชายมีสีหน้าไม่พอใจกับสิ่งที่แม่ทำ ก่อนหน้าก็เรียกตะยอนตอนนี้อะไรกันอีกคุณหนูฮยอนนี่แต่ละชื่อนี่ไม่น่าให้อภัยเลย  คุณนายคิมนั้นมองตามลูกชายที่เดินไปทั่วร้านก็ได้แต่หวังว่าสักวันลูกจะยอมหางานสักทีจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้เพราะตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่ยอมไปหางานการทำเอาแต่อยู่ช่วยงานที่บ้านทั้งที่บอกว่าความฝันของตนนั้นคือวิศวกรที่มากความสามารถก็ตาม

“ตะยอน เมื่อไรลูกจะหางานทำสักที”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับแม่ แม่ยุ่งขนาดนี้จะให้ทิ้งแม่ทำงานคนเดียวแล้วไปทำงานที่อื่นได้ยังไง ” อูฮยอนโน้มตัวลงนอนตักของคนเป็นแม่แล้วนอนเล่นเกมส์โดยไม่ได้สนใจฟังกับสิ่งที่แม่กำลังพูดอยู่ เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะช่วยงานแม่จนกว่าจะหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยงานแม่ได้

“แม่จ้างคนเพิ่มได้ไม่ต้องห่วงทางร้าน หลังเลิกงานจะมาช่วยที่ร้านก็ยังได้ไม่ใช่เหรอลูก”

“ผมมองหาคนที่จะมาช่วยงานแม่ที่ร้านอยู่ รออีกนิดหนึ่งนะครับ อีกไม่นานก็คงจะได้แล้ว” อูฮยอนนั้นติดต่อไปหารุ่นน้องที่เคยเรียนที่โรงเรียนมัธยมด้วยกันแต่เด็กนั้นยังไม่ว่างที่จะเข้ามาช่วยช่วยงานที่ร้านระหว่างรอหาพนักงานประจำที่ไว้ใจได้ แต่อีกไม่เกิน 2 อาทิตย์ซองจงก็จะเริ่มงานที่ร้าน

 

“นายจะทำหรือไม่ทำ” อูฮยอนนั่งลงต่อหน้าซองจงที่กำลังกินกาแฟอย่างเพลิดเพลินในร้านที่เต็มไปด้วยดอกไม้และผีเสื้อบินอยู่รอบกาย แต่ดูเหมือนซองจงจะหูทวนลมกับสิ่งที่อูฮยอนพูด “นายไม่ฟังฉันเลยรึไง อี ซอง จง” ชายที่ได้ฉายาว่าจอมเผด็จการนั้นเริ่มขู่เข็นรุ่นน้องอย่างเอาเรื่อง

“ผมไม่ทำ จะทำไปทำไม แค่ผมอยู่เฉย ๆ ก็มีเงินใช้ตลอดชีวิตแล้ว พี่นี่ปัญญาอ่อนป่าวเนี่ย ดูสิร้านผมก็ใหญ่โต บรรยากาศภายในร้านก็ต่างกับร้านพี่ราวฟ้ากับดิน ไม่สินรกน่าจะดีกว่า ผมมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปช่วยงานพี่ที่ร้านบอกมาสิ” ก็จริงเหมือนที่ซองจงพูดบ้านรวยขนาดนั้นทำไมต้องไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านเล็ก ๆ ของตัวเองด้วย แต่ช่วยไม่ได้เพราะนัมอูฮยอนคนนี้คิดไม่ออกว่าจะไปหาคนที่ไว้ใจได้มาจากไหนในเวลานี้ ทุกวันนี้แม่ก็เอาแต่บ่นว่าไม่ไปทำงานที่ตัวเองเรียนจบมาอยู่แทบทุกวัน

“เออ นั่นสิ ทำไมนายต้องทำด้วย”

“พี่คิดได้แล้วเหรอ”

“อีซองจงนายหลอกด่าฉันเหรอ” สิ่งที่ตามมาจากประโยคนั้นคือซองจงกำลังโดนจิกหัว “กล้าดียังไงมาด่าฉันอีซองจง” ปากก็ขบเม้มจนเสียงด่าน้องอันเป็นที่รักลอดออกมาตามไรฟัน สุดท้ายอีซองจงก็ไม่สามารถต้านทานความเอาแต่ใจซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าไปสนิทด้วยตอนไหนอย่างนัมอูฮยอน

 

ความเผด็จการนี่ยังแผ่อิทธิผลไปถึงเพื่อนร่วมชั้นที่หลงผิดมาคบอย่างอีซองยอล “ซองยอลว่าไงนายสืบได้ยังว่าพี่เขาทำงานที่ไหน” สายตาที่เปลี่ยนเป้าหมายอย่างรวดเร็วนั้นทำเอาซองยอลสะดุ้งเฮือกใหญ่ ก็สิ่งที่นัมอูฮยอนให้ทำนะสิใครจะไปหาให้ได้ “ทำหน้าแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้เริ่มสืบใช่ไหม” ไม่ใช่แค่เสียงที่เอ่ยถามอุ้งมือหมีปานแง่งขิงของนัมอูฮยอนนั้นวางมันลงที่แขนเล็กจนทำให้ซองยอลถึงกับพูดไม่ออกว่ายังไม่ได้เริ่มสืบเหมือนที่เจ้าตัวพูด แต่พอคิดได้ก็เหมือนจะเคยเห็นชายคนนั้นที่บริษัท

“นายเนี่ยนิสัยเสียแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร เฮ้อ...ชอบข่มขู่คนไปทั่ว” ไม่น่าถามนะอีซองยอลทั้งที่ก็รู้ว่ามันนิสัยเสียแบบนี้มาแต่เด็ก “รู้แล้ว แต่ไม่แน่ใจนะ เห็นที่บริษัท 2 3 ครั้ง พี่เขาอาจจะทำงานที่บริษัทเดียวกับฉันก็ได้”

“เฮ้ยจริงดิ” อูฮยอนนั้นตาโตอย่างออกนอกหน้ามากที่รับรู้ว่าคนที่กำลังเป็นที่สนใจของตนนั้นทำงานที่เดียวกันกับเพื่อน จนอีซองจงได้แต่ส่ายหัวไปมา

“พี่นี่เก็บอาการหน่อย เขาที่จมูกจะขึ้นแล้ว” เป็นไงหล่ะโดนน้องเอาคืนก็ดูท่าทางกระดี๊กระด๊าอย่างกับปลากระดี่ได้น้ำของพี่คนนั้นสิเห็นแล้วคิดคำอะไรไม่ออกเลยนอกจากตัวนั้น

“อี ซอง จง” อูฮยอนหันไปเหล่สายตาพิฆาตใส่น้องสุดที่รักทันทีไม่นานมือก็บีบเข้าที่ต้นคอขาว “ฉันเป็นพี่นายนะ” คนเป็นพี่ย้ำเตือนสถานะว่าตนนั้นเป็นพี่ แต่สิ่งที่ทำอยู่นั้นอยู่ยังไงก็น่าจะเป็นอีซองจงที่ดูโตกว่าด้วยนิสัย

 

ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วเป็นอาทิตย์ตั้งแต่ที่อูฮยอนนั้นบีบคอบังคับให้อีซองจงยอมมาทำงานที่ร้าน อูฮยอนจึงเริ่มหางานโดยที่มีบริษัทอีซองยอลเป็นจุดมุ่งหมาย แต่ติดปัญหาที่บริษัทนี้กับไม่มีเปิดรับสมัครพนักงานใหม่เลย ร่างเล็กนั้นนอนดิ้นไปมาอยู่ที่เตียงอย่างน้อยใจโชคชะตา “ทั้งที่รู้ว่าทำงานที่ไหนแล้ว แต่การจะได้ทำงานที่เดียวกันทำไมมันยากเย็นจังเลย หงุดหงิดจังเว้ย”

 

“วันนี้ผมจะเลี้ยงขอบคุณทุกคนที่ทำงานหนัก อีกทั้งคุณภาพของชิ้นงานก็ดีขึ้นจนตอนนี้ปริมาณของเสียต่ำกว่า 3000 ppm แล้วครับ” เมเนเจอร์อายุยังเด็กของแผนกนั้นได้กล่าวชมเหล่าบรรดาวิศวกรในความดูแลของตัวเอง (ppm คือ หนึ่งส่วนในล้านส่วน) การควบคุมคุณภาพของกระบวนการที่ดีจนสามารถลดปริมาณของเสียได้จำนวนมากนั้นทำให้คิมซองกยูวัย 30 ปีคนนี้ถูกชมอย่างต่อเนื่องจากประธานบริษัทจนกลายเป็นลูกรักที่ใคร ๆ ต่างอิจฉา

“เฮ้ย...เจอร์จะเลี้ยงข้าวเย็นเว้ยพวกเรา” ลูกน้องต่างพากันดีใจที่มื้อนี้ได้ต่ออายุเงินในกระเป๋าออกไปได้อีกหนึ่งวัน

“เย้...” เสียงดีใจของเหล่าชายชาตรี 5 ดังขึ้นด้วยความดีใจ

“เจอร์เหมือนรู้ใจ วันนี้ถ้าผมกลับห้องไปคงไม่พ้นรามยอน” คิมมยองซูกอดขาคิมซองกยูแล้วก็แกล้งทำเป็นปาดน้ำตา

“แล้วพวกนายอยากไปร้านไหนกัน” เมื่อเปิดหัวข้อแสดงความคิดเห็นทุกคอนต่างเถียงกันไปมาบ้างก็อยากกินต๊อกบกกี้ บ้างก็อยากกินราเม็ง ส่วนคิมมยองซูนั่นก็อยากกินอาหารญี่ปุ่นที่ชั้นดาดฟ้าที่โรงแรม S สร้างความวุ่นวายให้แผนกอย่างหาข้อสรุปไม่ได้ “ถ้ายังไม่ได้ฉันจะเสนอนะ หมูย่างเป็นไง”

“หมู ย่าง” ทุกคนตาโตคำว่าหมูย่างนั้นทำให้นึกถึงอยู่ไม่กี่ที่ ซึ่งร้านที่คิดถึงเป็นอันดับแรกต่างพาชายหนุ่มนั้นยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “ร้านมอกซัม” ลูกน้องทั้ง 5 นั้นร่วมประสานเสียงกันอย่างมิได้นัดหมาย

“มอกซัม ที่ไหน?” ซองกยูดูงงที่ทุกคนต่างก็รู้จักร้านนี้แต่ทำไมตนไม่คุ้นชื่อร้านบ้างเลย หรือเด็กพวกนี้จะนี้ไปกินกันแค่ 5 คนแล้วไม่ได้ชวน เมื่อมอยงซูบอกว่าอยู่แถวบ้านตัวเองก็ยิ่งสงสัยเพราะปกติซอยนั่นตนต้องเดินผ่านประจำทุกเช้าเย็นอยู่แล้วแต่กับไม่เคยสะดุดตาเลยเป็นได้ไง ทั้ง 6 มาถึงร้านโดยใช้เวลาไม่นานจากที่ทำงานมยองซูเลือกที่นั่งอย่างคุ้นเคยว่าที่ไหนทำเลดี

“นายแน่ใจนะว่าที่นี่ทำเลดี” คิมมินซอกถามย้ำความมั่นใจของเพื่อนร่วมแผนก

“กลางร้านแบบนี้ไม่เดินผ่านให้มันรู้ไปสิมินซอก” คำว่า เดินผ่าน ทำเอาเมเนเจอร์ถึงกับผูกคิ้วเป็นปม การมาครั้งนี้เหมือนมีจุดประสงค์อื่นมากกว่ามากินข้าวเย็น “แต่ตอนนี้ยังไม่ลงมาอ่ะ ต้องรอประมาณทุ่มหนึ่ง” มยองซูผู้ล่วงรู้ถึงเวลาการปรากฏตัวของจุดมุ่งหมายในคืนนี้

“พวกนายเหมือนรออะไรกันเลยนะ สั่งแค่พอกินก็พอนะไม่ต้องกะจะห่อกลับบ้าน” ซองกยุกล่าวเตือนลูกน้องว่าไม่ควรจะสั่งมามากเกินกินไม่หมดมาก็ลำบากหิ้วกลับบ้าน ในระหว่างที่ทุกคนเริ่มสั่งอาหารคงเป็นช่วงเวลาที่เงียบที่สุดแล้ว “ฉันว่าจะรับคนเพิ่ม” ประโยคดังกล่าวนั้นสะกิดต่อมเฝือกของมยองซูทันที

“เจอร์ ผมมีคนรู้จักนะจบจากมาลัยชั้นนำ เกรดเฉลี่ยนี่ถึงกับได้เหรียญทอง ตอนนี้ยังว่างงานอยู่เจอร์สนใจไหม” ชายหนุ่มนั้นโปรโมทคนรู้จักบวกจนซองกยูถึงกับแปลกใจ คนที่เรียนเก่งแต่ยังว่างงานอยู่มีด้วยเหรอตอนที่เขาจบมาบริษัทมากมายต่างยื่นขอเสนอที่ดีให้ หรือว่าเด็กคนนี้จะมีความผิดปกติอะไรถึงยังไม่ได้งาน “เหรียญทองแต่ยังว่างงานไม่แปลกไหน่อยเหรอ” มยองซูนั้นก็พยายามเข้า SNS เพื่อหาข้อมูลมายืนยันกับซองกยู แต่ในระหว่างนั้นมินซอกก็เอ่ยขึ้นขัดจังหวะ

“ฮยอนผมขอสั่งอาหารเพิ่มหน่อยครับ” คิมซองกยูถึงกระตาโตถึงแม้จะพยายามแค่ไหนความตาโตก็ไม่เกิน 2 เซนติเมตรนั้นดูตกใจกับสิ่งที่มินซอกพูดเพราะก่อนหน้านี้ก็สั่งกันไปเยอะแล้วนี่ยังสั่งเพิ่มอีก ถ้ากินกันไม่หมดนะจะหยัดใส่ปากทีละคนจนกว่าจะหมดเลยคอยดู

“อูฮยอนครับ ไม่ใช่ฮยอน” เสียงใส่โต้กลับมาพร้อมรอยยิ้มที่ชวนให้โลกทั้งใบนั้นเป็นสีชมพู “รับอะไรเพิ่มดีครับ” อูฮยอนนั้นยังคงก้มหน้าและไม่ได้สบตากับลูกค้า

“หัวใจได้ไหมครับ” เสียงที่ดังขึ้นจากมยองซูนั้นทำให้มินซอกนั้นเหยียบลงเท้าเข้าเต็มแรง “โอ้ย...” การกระทำนั้นอยู่ภายใต้สายตาของเมเนเจอร์คิม อย่าบอกนะว่าที่มาร้านนี้เพราะพนักงานหน้าหวานคนนี้ ก็ดูงั้น ๆ ไม่เห็นจะดูน่าสนใจอะไรเลย ซองกยูนั้นพิจารณาอูฮยอนอยู่ในใจแต่สายตานั้นก็ยังไม่ได้ละออกตั้งแต่ร่างบางมาที่โต๊ะ

“ถ้าจะรับหัวใจก็ต้องสั่งชุดพิเศษนะครับ ผมจะแถมหัวใจหมูให้” ดังขวานผ่าลงกลางอกคำพูดปฏิเสธอันมีสเน่ห์ของอูฮยอนนั้นยิ่งเพิ่มความหลงไหลให้กับมินซอกและมยองซู “ถ้าไม่สั่งผมจะไปแล้วนะครับ” อูฮยอนไม่มีเวลาว่างมาต่อปากต่อคำกับลูกค้าที่คิดจะมาก่อกวนหรอกนะ สายตาที่กลมใสนั้นมองมินซอกและมยองซูที่นั่งติดกันอย่างไม่พอใจ

“งั้นก็เอาชุดนั้นหล่ะครับ จะดีมากถ้าแถมหัวใจพนักงานเสิร์ฟด้วย” ซองกยูที่เงียบอยู่นานได้สร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างน่าหมั่นไส้ “ผมคิมซองกยูนะครับ ฮยอน” ใช่รึป่าวชื่อนี้ไหม ซองกยูนั้นฉุดคิดเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจและก็ไม่เข้าใจทำไมต้องไปแซวเด็กนั้นเหมือนมยองซูกับมินซอกด้วย

“เจอร์แม่งไม่ธรรดาว่ะมยองซู เล่นเราทีเผลอแบบนี้ได้ไงว่ะเนี่ย” มินซอกนั้นกระซิบเข้าที่ข้างหูเพื่อนรุ่นน้องที่ต่างให้ความสนใจในตัวนัมอูฮยอนเหมือนกันแต่ไม่คิดว่าจะมีมือที่สามมาชวงชิงด้วย

“ดูสายตาดิ อย่างเจ้าชู้อ่ะ” มยองซูกระซิบกลับสายตาก็ไม่ละจากเจ้านายตัวดีที่ส่งสายตาหาฮยอนนี่ของตน

“หมดแล้วครับไม่ขาย” พูดเสร็จอูฮยอนก็เดินหนีไปทิ้งให้ทั้งโต๊ะอึ้งที่เมเนเจอร์ผู้มากความสามารถในการทำงานโดนหักหน้าอย่างไม่ปราณีจากฮยอนนี่

“คนนี้แหละครับคนที่ผมบอกว่าเหรียญทองแต่ไม่ยอมทำงาน” มยองซูยื่นโทรศัพท์ที่มีเนื้อหาของกระทู้เน็ตไอดอลที่มีประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับคนที่เป็นหัวข้อในมื้อค่ำนี้ “นัมอูฮยอนลูกชายเจ้าของร้านมอกซัมครับ” ซองกยูรับโทรศัพท์ของมยองซูและอ่านหัวข้อกระทู้มากมายที่เกี่ยวข้องกับนัมอูฮยอนอย่างคร่าว ๆ เพราะเดี่ยวกลับห้องไปจะไปอ่านต่อ (?)

 

หัวใจหนอหัวใจ ใยเจ้าดึงเต้นหนักหน่วง

จนเจ้านั้นสั่งกายข้าให้เย็นชาแต่เต้นรัว

 

ถึงแม้จะรอโอกาสมานานแสนนานแต่เพียงแค่พบเจอกลับทำให้อูฮยอนนั่นเงียบและนิ่งเฉยเพื่อแสร้งว่าตนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ภายในหัวใจก็เต้นรัว แต่อูฮยอนจะไม่ยอมให้เขารับรู้ว่านัมอูฮยอนคนนี่แอบชอบคิมซองกยูมานานแค่ไหนแล้ว

“ทำไมไม่ยิ้ม ทำไมไม่ทัก นัมอูฮยอน นายทำไรลงไป” อูฮยอนนั้นหลบมาที่ห้องนอนของตัวเองแล้วก็พร่ำบ่นตัวเองที่ทำสวนทางกลับความรู้สึก ทั้งที่ชอบทำไมไม่แสดงออกมันเป็นเพราะอะไร...หรือว่าความกลัวนั้นมันครอบง่ำจิตใจจนไม่กล้าที่จะแสดงความรู้สึกนั้นกับใครอีกแล้ว... “แล้วทำไมต้องเงียบแล้วตีหน้านิ่งแบบนั้นใส่เขาด้วย ฮืออออออ จะมีโอกาสอีกรึป่าวยังไม่รู้เลย” แต่วันนี้ได้เปลี่ยนเส้นทางที่วกไปวนมาของอูฮยอนเป็นทางตรงที่เดินเหินง่ายอย่างไม่รู้ตัว วันที่จะเปลี่ยนชีวิตนัมอูฮยอนตลอดไป

“นัม อู ฮา ยอน งั้นเหรอ” หลังจากที่กลับมาถึงห้องคิมซองกยูก็ไล่อ่านบทความต่างเกี่ยวกับอูฮยอนก็เพิ่งรู้ว่าร้านนี้ได้ตั้งมาก่อนที่ตนจะย้ายมาอยู่แถวนี้ด้วยซ้ำ แต่ทำไมเจ้าตัวไม่เข้าไปที่ร้านสักครั้งถึงแม้จะอยากรู้จักว่าเป็นคนนั้นเป็นใครก็ตามเพราะการที่จะไปนั่งกินหมูย่างคนเดียวคงดูตลอดไม่น้อยก็เลยหาข้ออ้างชวนน้องที่แผนกมากินด้วยแต่ไม่น่าพลาดเอ่ยปากว่าจะเลี้ยงเลยเล่นขนหน้าแข็งหลุดไปหลายเส้นเลย “อย่างน้อยวันนี้ก็เกิดคลาดนะ นอกจากชื่อแล้วยังรู้ประวัติเพราะเจ้าตัวเป็นเน็ตไอดอลอีก” พูดจบซองกยูก็เริ่มติมตามทั้ง อินตราแกรม ทวิตเตอร์ “เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่รู้ก็แค่เบอร์” ซองกยูนั้นมีพฤติกรรมไม่ต่างจากพวกซาแซง

 

 

 

 

สายที่ไม่ได้รับ 2 สาย

“เบอร์แปลก ใครโทรมา” โดยปกติแล้วอูฮยอนจะไม่รับ แม้มันกำลังดังอีกรอบก็ยังไม่เป็นที่สนใจแก่นัมอูฮยอน ตายเรียวนั้นมองเบอร์ที่โทรหากัน 3 สายติด ทั้งที่ไม่รับก็ยังโทรมา “ถ้าโทรมาอีกครั้งจะรับแล้วกัน” อูฮยอนวางโทรศัพท์ลงที่เดินแต่ยังไม่ทันจะได้ชักมือออกเบอร์เดิมก็โทรมาอีกครั้ง

“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณนัมอูฮยอนด้วยค่ะ ดิฉันฝ่ายบุคคลจากบริษัทอุลลิมเนชั่นนอลจำกัดค่ะ” ชื่อของบริษัทนั้นเพิ่มความน่าสนใจในการพูดคุยเป็นอย่างมากเพราะเป็นบริษัทที่ตนนั้นอย่างร่วมงานด้วยมากที่สุด

“ผมนัมอูฮยอนพุดสายครับ”

“ค่ะ ที่คุณสมัครตำแหน่งวิศวกรรกระบวนการไว้ยังสนใจอยู่ไหมค่ะ ทางเราอยากจะขอนัดสัมภาษณ์งานในวันพรุ่งนี้ไม่ทราบว่าว่างไหมค่ะ”

“พรุ่งนี้เหรอครับ เร็วจังเลยนะครับ” แค่คิดว่าอยากทำงานที่นี่ก็ได้สัมภาษณ์งานเลยแบบนี้ก็ดีเลยสิ แต่ปัญหาคือพรุ่งนี้ยังไม่ได้เตรียมตัวเลย อูฮยอนนั้นคิดไม่ตกเพราะกลัวจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ถ้าจะขอเลื่อนก็กลัวจะพลาดงานไปแบบไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ “ตกลงครับ”

“ค่ะ พรุ่งนี้ตอนแปดโมงรบกวนมารายงานตัวก่อนเข้าสัมภาษณ์ด้วยนะค่ะ”

“ครับ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในตัวผมครับ”

ตู้ด ตู๊ด ตู้ด.....

 

เช้าของวันถัดมา

อูฮยอนมาถึงที่บริษัทก่อนเวลานัดหมายแต่ไม่เจอผู้คนที่จะมาสัมภาษณ์ในวันนี้เลยสักคน ยิ่งใกล้เวลาก็ใช่ว่าจะมีคนเพิ่มขึ้น “อย่าบอกนะว่ามีแค่ฉันคนเดียว...” ตากลมนั้นไม่สามารถหยุดรอบรอบข้างได้เลยเพราะความกังวลที่ตีตื้นขึ้นมาที่อก “ไม่มีใครจรองเหรอ” อูฮยอนกอดเอกสารแนบตัวและนั่งรออย่างสงสัย บริษัทใหญ่โตขนาดนี้ก็น่าจะเรียกคนมาสัมภาษณ์เพื่อเลือกมามากกว่านี้ไม่ใช่เหรอนั้นคือสิ่งที่อูฮยอนนั้นสงสัย แต่อูฮยอนแตกต่างจากคนอื่นการเรียกมาในครั้งนี้จริงแล้วคือเรียกมารับทราบและเซ็นต์สัญญาอูฮยอนนั้นเป็นคนดังในโลกโซเซียลทำให้ข้อมูลนั้นถูกรับรู้ได้เพียงแค่เข้าตามกระทู้ต่าง ๆ นี่คือข้อได้เปรียบของอูฮยอนถ้าเทียบกับคนอื่น

“ได้งานแล้วเหรอลูกทำไมเร็วจังวันก่อนยังบอกว่ายังไม่เริ่มหาไม่ใช่เหรอตะยอน”

“วันนี้ปิดร้านไปฉลองกันนะครับแม่” การเปลี่ยนทางเดินหลังจากได้หยุดพักมา 1 เดือนหลังจากเรียนจบปริญญาโทที่ออสเตรียของอูฮยอนนั้นกำลังจะเปลี่ยนเด็กที่อยู่ในวัยเรียนเป็นนัมอูฮยอนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถและความมุ่งมานะตลอดอายุการทำงาน

 

“วันนี้ไปกินเนื้อย่างดีไหม ไป ไม่ ไป” แต่สุพดท้ายร่างสูงก็ได้มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านมอกซัม ป้ายที่แขวนที่หน้าร้านว่า หยุด 1วันนั้นสร้างความผิดหวังให้แก่ซองกยูมากกว่าจะตัดสินใจบังคับขาตัวเองเดินมาถึงร้านไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ทำไมโชคชะตาไม่เข้าข้างการที่จะเจออูฮยอนแต่ละครั้งเหมือนจะต้องมีเรียนให้คาดกันตลอด

 

ร่างสูงเดินไปทำงานอย่างเช่นทุกวันแต่วันนี้กับมีสิ่งที่ทำให้ตัวเองนั้นเหมือนคนเดินตามมาตลอดทาง ซองกยูจึงหันหลังไปมองก็พบกับลูกชายร้านมอกซัมที่เดินถือกระเป๋าใบใหญ่ตามหลังมาแต่เมื่อตนหยุดเดินเตรียมตัวจะยกมือขึ้นทักท้ายอูฮยอนกลับเดินผ่านไปทำเอาซองกยูหน้าหน้าไปเลยกับการเมินใส่

“อันยอง...”ซองกยูกล่าวตามหลังแล้วรีบเก็บมือลง แต่สิ่งที่น่าสงสัยมากขึ้นทำไหมเส้นทางที่อูฮยอนเดินกับเป็นเส้นทางที่ซองกยูใช้ไปทำงาน

“ยอล ยอล วันนี้ฉันเดินผ่านพี่กายูด้วยอ่ะ แต่รู้ไหมฉันทำยังไง”

“ยังไง เล่ามา ๆ อย่าบอกนะนายทำเป็นไม่รู้จักเข้า”

“เฮ้ยนายรู้ได้ไง แต่หลังพี่เขาหล่อมากเลยอ่ะ ฉันนี่แทบจะกลั้นยิ้มไม่ได้เลยตอนเจอหน้ากันอ่ะ ทำไงดี ๆ ถ้าเจอกันที่บริษัทฉันพลาดแน่” อูฮยอนนั้นได้แต่กรี๊ดในใจเมื่อเห็นซองกยูเดินผ่านร้าน อันที่จริงอูฮยอนก็รอนานเหมือนกันกว่าซองกยูจะเดินผ่านร้านแต่เพื่อการอ่อยที่เนียนดุงแก้มก้มเด็กนั้นอูฮยอนสามารถรอได้ “ฉันรอมาทำงานพร้อมเขาด้วย อิอิ พูดแล้วก็เขินวะยอล” ซองยอลนั้นได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเอือมละอา

“เป็นการอ่อยผู้ชายแบบขั้นเทพมากเพื่อน นู้นผู้ชายแกมาแล้ว” สิ้นเสียงอูฮยอนก็ตีใบหน้านิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่ ทั้งที่จริงก็พร่ามเรื่องของคนที่กำลังจะเดินผ่าน “แล้วทำไมต้องหน้านิ่งขนาดนั้นด้วยว่ะ” ซองกยูที่เดินผ่านตัดสินใจจะเข้าไปทักซองยอลแล้วเนียนทักอูฮยอนแต่กลับกลายไปว่าอูฮยอนนั้นเดินหนีหายไปแล้ว

“เมื่อกี้พนักงานใหม่เหรอ” ซองกยูนั้นไม่ได้มีความสนิทสนมหรือแทบเรียกว่าปกติไม่ได้คุยกันเลยคงจะถูกมากกว่าแต่เพื่อไขข้อข้องใจซองกยูคนนี้ยอมหน้าด้านเข้าไปถามอย่างไม่ละอา แต่เมื่อซองยอลมองกลับมาอย่างสงสัยว่าจะอยากรู้ไปทำไม ซองกยูก็รีบโบกมือปฏิเสธความคิดออกมาทันที “ไม่ได้รู้จักอะไรมากหรอกแค่เคยเจอหน้า เลยสงสัยว่าทำงานที่นี่รึเปล่าเท่านั้นเอง”

 “ครับ ว่าแต่พี่จะอยากรู้ไปทำไมเหรอครับสนใจเพื่อนผมเป็นพิเศษก็บอกมาจะติดต่อให้” ซองยอลนั้นยื่นโอกาสที่ซองกยูไม่คาดคิดแต่คิมซองกยูเป็นถึงเมเนเจอร์เลยนะถ้าตอบตกลงทั้งที่ใจอยากก็ทำไม่ได้เพราะต้องรักษาภาพพจน์ที่น่าเคารพไว้ หากรับไปแล้วไปลือกันให้เสียหายว่าเป็นเมเนเจอร์หน้าหม้อคงหมดความศรัทธาของลูกน้องกันพอดี คิมซองกยูนั้นได้แต่คิดช่างใจอยู่นานว่าควรตอบเช่นไร

“ก็ไม่” เพียงประโยคสั้น ๆ ที่ได้พูดออกไปแต่เมื่อผ่านซองยอลมา “ก็ไม่...อยากปฏิเสธหรอกนะ รอโอกาสทำความรู้จักเหมือนกัน” นั้นคือสิ่งที่ซองกยูต้องการพูดออกไป ทั้งที่กำลังจะไปขอให้ฝ่ายบุคคลเรียกอูฮยอนมาสัมภาษณ์ที่แผนกตัวเองแต่วันนี้กลับเจอเด็กนั้นที่บริษัทใครกันที่ตัดหน้าไปแบบนี้ เมื่อเข้ามายังที่ห้องทำงานก็ได้ยินเรื่องอูฮยอนอีกจะตามหลอกหลอนไปถึงเมื่อไรกันนะ

“ฉันได้ยินมาว่านัมอูฮยอนมาทำงานที่แผนกประกอบด้วยว่ะ มีคนบอกว่าตะยอนของฉันเป็นเด็กเส้นเข้ามาแล้วได้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกเลยนะ เขายังบอกอีกว่าเด็กที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานเลยแต่ได้ตำแหน่งนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ทำงานมานานด้วย” คิมมินซอกนั้นจับกลุ่มเปิดเรื่องของตะยอนนั้นเป็นหัวข้อการสนทนาวันเวลานี้

“ตะยอนหายไปเมืองนอกตั้งสองปีอาจจะไปเรียนต่อก็ได้ใครจะไปรู้ อย่ามาใส่ร้ายตะตอนของฉันนะคิมมินซอก” มยองซูนั้นพร้อมที่จะปกป้องตะยอนทุกครั้งที่มีโอกาศถึงแม่ว่าตะยอนของตนจะชอบโพสต์รูปตามสถานที่ต่าง ๆ เวลาไปเที่ยวไม่ซ้ำกันแต่ละวันก็ตาม

“ไม่ได้ใส่ร้ายเว้ยเเค่เล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้ฟัง ฉันว่าตะยอนของฉันตั้งมีอะไรดีสิถึงได้ คนพวกนั้นมันก็แค่พวกขี้อิจฉา” มินซอกกล่าวเสริมว่าตนนั้นเชื่อในตัวของอูฮยอนไม่ต่างจากมยองซู “ฉันควรไปทักเขาดีไหมมยองซู อ่า พูดแล้วเขิน” พูดแล้วมินซอกก็เขินบิดตัวไปมาจนเหลือบเห็นเมเนเจอร์นั่งเอียงหูมายังกลุ่มที่เม้ามอยกัน แล้วก็ตีเนียนรีบกลับไปทำงาน

 

สิ่งที่ได้ยินมานั้นก็ยิ่งเพิ่มทัศนคติไม่ดีต่ออูฮยอนมากขึ้น เด็กเส้นงั้นเหรอคงมีอยู่ไม่กี่อย่างที่ทำให้ได้งานตำแหน่งสูงขนาดนี้ได้แค่คิดซองกยูก็ขำอ่อนออกมา ทั้งที่ตนนั้นก็ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยเมเนเจอร์หลังจากทำงานได้ 2 ปีเท่านั้น แต่ต่างกันที่ซฮงกยูได้ตำแหน่งเป็นดูเฉลียวฉลาดสมกับเป็นหัวกะทิของประเทศส่วนอูฮยอนนั้นได้ตำแหน่งจากวุฒิที่เรียนจบมา ปริญญาทองเกียรตินิยมที่ไม่ได้หาง่ายในเกาหลีอีกทั้งยังจบจากมหาลัยชื่อดังระดับโลกอีกด้วย อูฮยอนนั้นได้ปิดบังประวัติของตนในส่วนนี้เพราะไม่ต้องการเป็นขี้ปากให้พวกขี้อิจฉาเอามาพร่ามหาเรื่องตน แต่ตอนี้ซองกยูได้คิดไปแล้วว่านัมอูฮยอนเป็นเพียงเด็กเส้นที่ใช้หน้าตาหรืออาจจะเป็นร่างกายเพื่อตำแหน่ง ผู้ช่วยเมเนเจอร์

หลังเลิกงานอูฮยอนก็เก็บข้าวของเพื่อจะกลับบ้านวันนี้ซองยอลอยู่โอทีถึงแม้จะยังไม่อยากกลับแต่ก็ไม่มีเพื่อนไปด้วย อูฮยอนเลยจำใจต้องกลับบ้านเพียงลำพัง ร่างบางนั้นเดินออกมาจากสถานีรถไปฟ้าใต้ดินแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านมอกซัมแต่ในระหว่างที่เดินทางก็มีเสียงแหบต่ำเอ่ยขึ้นเหมือนพูดคุยกับตน “เดินกลับบ้านคนเดียวเหรอ” ซองกยูเดินเร็วเพื่อให้ทันมาเดินข้างร่างเล็กแต่ดวงตาเรียวก็ไม่ได้หันกลับไปมอง

“ครับ ว่าแต่คุณเป็นใคร” อูฮยอนแสร้งทำเป็นไม่รู้จักทั้งที่หัวใจนั้นเต้นผิดจังหวะไปไม่รู้เท่าไรตั้งแต่มีซองกยูมาเดินข้างกาย

“ฉันคิมซองกยูไง วันก่อนที่เคยแนะนำตัวที่ร้านนาย” แต่อูฮยอนก็ยังคงพยายามนึกแล้วก็แสร้งทำเป้นจำไม่ได้ยิ่งทำให้ซองกยูรู้สึกไม่พอใจที่จตนไม่ได้อยู่ในความสนใจของร่างเล็กข้างกาย “อ๊า... เพราะฉันไม่มีประโยชน์กับนายสินะ นายจึงไม่อยากจะจดจำฉัน ได้ข่าวว่าเป็น เด็กเส้น เหรอทำแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคิดถึงคนที่เข้ามีความสามารถและทำงานมานานหน่อยสิ” ซองกยูก็ไม่รรู้เหมือนกันทำไหมต้องรู้สึกโกรธขนาดนี้ที่อูฮยอนเป็นเด็กเส้นทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธนัมอูฮยอนด้วยซ้ำ มีสิทธิ์สิเพื่อความยุติธรรมเขาควรสั่งสอนเด็กที่ใช้ทางลัด

“ผมนะน่ะเด็กเส้น เข้าใจอะไรผิดไหมครับ อีกอย่างเราไม่ได้รู้จักกันดีขนาดที่คุณจะมายุ่งเรื่องส่วนตัวผมได้นะครับคุณคิมซองกยู” อะไรกันเดินมาคุยด้วยเพื่อจะว่าบอกว่าเป็นเด็กเส้นแล้วบอกว่าตนใช้ทางลัดในการทำงานงั้นเหรอจะไม่ตลกไปหน่อยเหรอนัมอูฮยอนเดินหนีซองกยูเพราะขืนอยู่คุยกันต่อนัมอูฮยอนคนนี้คงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เพียงแค่พูดคุยเล็กน้อยยังรู้สึกได้เลยว่า บุคคลนี้มีไว้แค่มองไม่ได้มีไว้ให้รู้จัก

 

“ใช้ร่างกายเข้าแลกรึป่าว” นั้นคือสิ่งที่ซองกยูสงสัยและจำเป็นต้องหาคำตอบเพื่อตอบสนองความอยากรู้ตัวเองให้ได้ ก็อย่างที่อูฮยอนบอกซองกยูจะทำไปเพื่ออะไรทั้งที่ตนก็ไม่ได้รู้จักอูฮยอนดีถึงขั้นต้องไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่เป็นนัมอูฮยอนมันคือสิ่งที่คิมซองกยูต้องการจะรู้มันไปแทบทุกอย่าง...

นัมอูฮยอนร้ายกาจไม่เบาเลย

 

 

 

 

 

 

 

#ตะยอนคนร้ายกาจ

Talks:

มาเล้วกลับเรื่องใหม่ เป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่มาก

นัมอูฮยอนเน็ตไอดอลลูกเจ้าของร้านมอกซัม

คิมซองกยูผู้จัดการแผนกวัย 30 ปีที่แก่แต่หล่อ (?)

การแอบชอบมันคงจะดีกว่าการให้เขารับรู้มัน

เพราะหากเขาไม่ได้มีหัวใจที่ตรงกัน

สิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเจ็บปวดและอกหัก....

อันที่จริงเรื่องนี่เปลี่ยนเนื้อเรื่องไปมาบ่อยมากค่ะ

จนไม่รู้ว่าจะถูกใจคนอ่านไหม เรื่องภาษาเขียนต้องเข้าใจเราด้วยเน้อ

พึ่งหัดเขียนมันอาจจะยังดูไม่เข้าที่เท่าไรแล้วภาษาก็ไม่ค่อยสวยหรูด้วย

ยังไงก็ฝากฟิคเรื่องนี้ด้วยนะค่ะ คงจะไม่เกิน 10 ตอนรึป่าว ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #6 Cheeetis (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 17:52
    เอ้า พี่กยูชอบเค้านิ ทำไมทำยังงี้ พูดดีๆกับน้องสิ หรือเป็นวิถีคนคูลหรอ 555555 ฮยอนน่ารักกกก
    #6
    0
  2. #5 pop Champathong (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 06:52
    ว้าววว พี่กยูพูดเเรงอ่าาาา แย่ๆๆๆน้องนัมอย่ายอมนะ
    #5
    0
  3. #4 Loveกยูอู (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 07:29
    เย้ๆๆๆตอนแรกคลอดแล้ว พี่กยูอย่าเข้าใจตะยอนผิดจิตะยอนอาจมีความสามารถพิเศษในการทำงานนี้ก็ได้ถึงได้งานและตำแหน่งที่ใหญ่หน่อย อย่าคิดว่าตะยอนเอาน่าตาและตัวเข้าแรกดิ สู้ๆนะคะไรท์
    #4
    0