[SF] Good memory [ChanBaek,HunBaek]

ตอนที่ 6 : Run Couple [ ChanBaek ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 347
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    7 ส.ค. 61

Run Couple

 

                        “แบค วันนี้วิ่งพอแค่นี้แหละ เดี๋ยวจะตายสะก่อน” เสียงเพื่อนสนิททำให้ผมต้องหยุดวิ่งกลางคัน

                        “อะไรกันคยองซู เพิ่งวิ่งได้ชั่วโมงเดียวเองนะ” ผมหันไปบอก เพราะปกติ ผมวิ่งวันละ สองชั่วโมงด้วยซ้ำ วันนี้เหงื่อยังไม่ทันออกเลย

                        “แต่เราเหนื่อยแล้วอ่า”

                        “อ่ะๆ ก็ได้ๆ แต่พรุ่งนี้ต้องมาวิ่งอีกนะ” ผมบอก ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ ก็มีเด็กคนนึงวิ่งมาทางนี้



                         “พี่ครับๆ มีคนฝากเอาน้ำมาให้” เด็กตัวน้อยยื่นขวดน้ำส่งให้คยองซู

                        “ใครเหรอ” เพื่อนข้างๆ ถามกลับไป

 

                        “พี่คนนู้นครับ” เด็กชายชี้ไปที่ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้

                        “ผมไปก่อนนะครับ” หลังจากนั้นเด็กน้อยก็วิ่งจากไป

 

                        “เดี๋ยวก่อนสิ” คยองซูรั้งไว้ไม่ทัน เด็กคนนั้น และผู้ชายใต้ต้นไม้คนนั้นก็หายไปแล้ว

 

                        “ใครน่ะ ฝากเอาน้ำมาให้คยองด้วย”

                        “ไม่รู้เหมือนกัน”

                        “นี่ เค้าเขียนโน้ตไว้ที่ข้างขวดด้วยแน่ะ ลองอ่านสิคยอง”

 

                        เห็นวิ่งมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำจะได้ชื่นใจนะ

คนที่แอบมองเธออยู่ตรงนี้



                         “โห เสี่ยวว่ะ คยอง 5555555555555” ผมฮาลั่นทันทีที่อ่านข้อความของคยองจบ

                        “มีเสน่ห์ไม่เบาเลยนะนายน่ะ” ผมแซว

                        “แหม ตัวเองก็ใช่ย่อยนะแบคฮยอน”

 

                        ผมกับคยองกลับห้องมาอย่างรวดเร็วเพราะด้วยความเหนื่อยของเพื่อนสนิท คยองซูไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ ทำให้เหนื่อยง่ายเป็นพิเศษ เราสองคนเป็นรูมเมทกัน จริงๆ ก็สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมแล้ว พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ดันสอบติดที่เดียวกันอีก เลยนอนด้วยกันสะเลย

 

                        “นี่ นายไม่ได้กินน้ำที่คนนั้นให้มาหรอ”

                        “อื้อ ยังอ่ะ นายกินได้นะ น้ำในตู้เย็นหมดพอดีเลยหนิ” อีกคนบอกทั้งที่กำลังอยู่ในห้องน้ำ

                        “ฉันไม่กล้ากินหรอก” ผมบอก

                        “กินไปเถอะ ฉันไม่ถือ”

                        “ขอบใจนะ” จะว่าเกรงใจก็ใช่ เพราะน้ำขวดนี้ อีกคนตั้งใจจะเอามาให้คยองซู แต่เสียดายที่วันนี้น้ำในห้องบังเอิญมาหมดพอดี ผมก็ดันหิวน้ำพอดี ผมหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มอย่างไม่คิดอะไร

 


                         “คยองซู ฉันว่าผู้ชายคนนั้นเค้ามองนายนะ” ระหว่างที่เรากินข้าวกลางวันกันที่โรงอาหาร ผมก็หันไปเห็นผู้ชายตัวสูงคนนึงที่กำลังกินข้าวอยู่ถัดจากเราไปอีกสองถึงสามโต๊ะ ทุกครั้งที่ผมเงยหน้าขึ้นมา ก็จะเห็นเค้าเงยหน้ามาอยู่ก่อนแล้ว

                        “ใช่เหรอ”

                        “ใช่สิ ฉันเห็นเค้ามองมาที่นี่ทุกครั้งเลย” ผมยืนยัน

                        “เค้ามองนายหรือเปล่าแบคฮยอน”

                        “ไม่หรอก จะว่าไป เค้าก็เหมือนผู้ชายที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้วันนั้นมากเลยนะ เค้าอาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้” ผมบอก

                        “ว่างั้นเหรอ” คยองซูถาม


                        “นั่น แล้วนายจะไปไหน คยองซู” อยู่ๆ คนข้างตัวก็ลุกขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

                        “เดี๋ยวมา” ผมมองตามร่างของเพื่อนสนิท จนกระทั่งไปหยุดที่ร้านน้ำ


                         “แบคฮยอน” ผมหันไปมองตามเสียงเรียก

                        “ซื้อน้ำมาทำไม เรามีน้ำกันอยู่แล้วนะ”

                        “ไม่ใช่ของพวกเรา แต่ของคนนั้นตังหาก” คยองซูชี้ไปที่ชายคนเดิมที่ยังนั่งอยู่ตรงนั้น

                        “หืมมมมม หมายความว่าไง”

                        “ก็หมายความว่า ฉันฝากนายเอาน้ำไปให้หมอนั่นหน่อยสิ” ผมแอบเห็นแก้มแดงๆ ของเพื่อน

                        “อา เป็นอย่างนี้นี่เอง ได้เลย เดี๋ยวแบคฮยอนจัดการให้” ว่าแล้วก็รับน้ำจากอีกคนมา ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะของร่างสูง

 



                         “นี่ๆ เพื่อนเราฝากมาให้” ชายร่างสูงรับน้ำจากมือผมไป

                        “เพื่อนนายเหรอ”

                        “อืม ใช่น่ะสิ” ผมตอบ

                        “ขอบใจนะ” ชายคนนั้นยิ้มให้

                        “อืม ว่าแต่ นายชื่ออะไรหรอ” ผมถาม

                        “ชานยอล ปาร์คชานยอล จำฉันไว้ให้ดีนะ” เค้าตอบ ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะไป ปล่อยให้ผมยืนงงกับประโยคเมื่อครู่

                        จำ จำทำไม อ้อ ต้องจำเพราะเค้าเป็นคนที่ชอบคยองซูสินะ  ผมเดินกลับมาที่โต๊ะที่มีเพื่อนตัวกลมนั่งอยู่

 


                         “เป็นไง”

                        “ก็ไม่ไง”

                        “แล้วคุยอะไรกัน ฉันเห็นหมอนั่นมองนายตาไม่กระพริบเลยนะแบคฮยอน”

                        “ไม่มีอะไรหรอก เค้าแค่ขอบใจที่ซื้อน้ำมาให้”

                        “เออ ฉันถามชื่อหมอนั่นมาให้นายแล้วนะ”

                        “ว่าไง ชื่ออะไร” เพื่อนสนิทดูมีท่าทีตื่นเต้นกับเรื่องของผู้ชายคนนั้น

                        “ชานยอล ปาร์คชานยอล”

                        “ชานยอลงั้นเหรอ”

                        “อืม”

                        “ชื่อเท่ห์ชะมัด”

                        “นี่คยองซู เพิ่งจะรู้จักเค้า อย่าเพิ่งใจง่ายเส่ะ” ผมบอก ทั้งที่เห็นว่าอีกคน เขินจนตัวแทบบิด

                        “อะไร เปล่าสะหน่อย”

                        “ไปๆ ลุกได้แล้ว จะเรียนแล้ว”

                        “ลุกก็ได้”



                         “คยอง เดี๋ยวเอาของไปเก็บที่ห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปวิ่งกันนะ” ผมบอกอีกคนทันทีที่อาจารย์ปล่อย

                        “อา แบคฮยอน วันนี้ฉันไม่ไปได้มั้ยอ่ะ”

                        “ทำไม”

                        “ฉันง่วง เมื่อคืนก็นอนเล่นเกมส์จนดึกเลยนี่นา” เค้าว่า ก่อนทำท่าหาว

                        “อ่ะๆ ก็ได้ๆ งั้นฉันไปวิ่งคนเดียวก็ได้”

                        “ไม่งอนน้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเป็นเพื่อน”

                        “เออๆ ไม่ต้องมาทำอ้อน ไปๆ รีบกลับๆ”

 

 

                        “คยอง ฉันไปก่อนนะ” ผมตะโกนบอกคยองซูที่ยังอยู่ในห้องน้ำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

                       

                        ปกติผมมักจะหาเวลามาวิ่งที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัยเป็นประจำ แต่ช่วงหลังๆไม่ค่อยได้วิ่ง เพราะงานเยอะ จนทำให้ไม่สามารถหาเวลามาวิ่งได้เท่าที่ควร แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่งานยังไม่ค่อยจะมี เลยมาวิ่งสะหน่อย ก่อนที่จะไม่ได้วิ่ง




                         “ไง” ผมวิ่งได้ไม่ถึงไหน ก็ต้องหันไปตามเสียงเรียกจากด้านข้าง

                        “อ้าว หวัดดี ชานยอลหรอ” ผมหันไปคุยกับร่างสูงในชุดกีฬา ที่เต็มไปด้วยเหงื่อ

                        “อืม มาวิ่งเหรอ”

                        “ใช่ แต่วันนี้คยองซูไม่มาหรอกนะ” ผมบอกอีกคน เพราะคิดว่า เค้ามาที่นี่เพราะคิดว่าอาจจะได้เจอกับเพื่อนของผม

                        “หืม คยองซู ?” แต่แปลก เค้ามีสีหน้างงๆ อย่างบอกไม่ถูก

                        “คยองซูไง คนที่ฝากน้ำให้นายอ่ะ” ผมบอก

                        “อ้อ คยองซู”

                        “อืม นั่นแหละ วันนี้ฉันมาวิ่งคนเดียว”

                        “ดีแล้ว” ผมได้ยินอีกคนพูด แต่ไม่ชัด จนต้องถามอีกรอบ

                        “เมื่อกี้นายพูดว่าไงนะ”

                        “หืม เปล่านี้ แบคฮยอน ฉันขอวิ่งด้วยคนนะ”

                        “อืมได้สิ ไม่มีใครว่าสะหน่อย แต่เดี๋ยวนะ” ทำไม ทำไมเค้ารู้ชื่อผมล่ะ

                        “ชานยอล”

                        “ทำไมนายรู้ชื่อฉันได้ล่ะ” ผมถาม อีกคนมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

                        “นายน่ะ”

                        “ดังจะตาย ทำไมจะไม่รู้จัก”

                        “เอ๊ ? ฉันเนี่ยนะดัง” ผมถามอีกคนอย่างแปลกใจ ผมเนี่ยนะ ? ผมเนี่ยนะดัง บ้าแล้ว

                        “ใช่น่ะสิ คณะของฉันน่ะ นายดังมากเลยนะ” อีกคนบอก คณะของเค้า ? ผมดัง ?

                        “นายเรียนคณะอะไรหรอ ?”

                        “วิศวะน่ะ” อีกคนตอบ

                        “อ้า วิศวะ ปีอะไรล่ะ”

                        “ปี 3 แล้ว แต่แบคฮยอนเพิ่งปี2 เองนี่นา”

                        “อ้าว อย่างนี้ ก็ต้องเรียกพี่ชานยอลน่ะสิ” อ้าว คุยกันมาตั้งนาน เพิ่งมารู้ว่าอีกคนอายุมากกว่า

                        “ไม่เป็นไรหรอก เรียกอะไรก็ได้ เอาที่แบคสบายใจเถอะ แต่ถ้าเอาที่พี่สบายใจ ก็เรียกที่รักก็ได้นะ” เอ๊ะ ผมว่ารูปประโยคเมื่อกี้มันแปลกๆ นะ

                        “เดี๋ยวนะ 555555555”

                        “อะไร ขำอะไรหรอ” อีกคนว่า

                        “ก็ประโยคเมื่อกี้ไง เสี่ยวมาก 555555555”

                        “ก็จีบอยู่ไง ไม่รู้หรอ” ห้ะ อะไรนะ

                        “ห้ะ เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะ”

                        “จีบอ่ะ จีบ”

                        “เข้าใจยัง” ชัดเลยครับ


                         “อ้าว พี่ไม่ได้ชอบคยองซูเหรอ” ผมถามอีกคนไป เพราะตั้งแต่ตอนนั้นผมกับคยองซูก็เข้าใจมาตลอดว่า พี่ชานยอลชอบคยองซู ไหงหวยมาออกที่ผมละเนี่ย

                        “คยองซูคนที่วิ่งกับเราวันก่อนน่ะเหรอ”

                        “ใช่ๆ คนนั้นแหละ”           

                        “เปล่า พี่ไม่ได้ชอบเค้า พี่ชอบเรานั่นแหละ”

                        อา ผมควรจะรู้สึกยังไงเนี่ย ควรจะดีใจมั้ยที่มีคนมาบอกชอบ แต่ไหงมันกลับกลายเป็นความอึดอัดแบบนี้นะ ไม่ใช่อีกคนไม่ดีนะ แต่แบบ เราก็เข้าใจมาตลอดว่าชอบเพื่อนเรา ทำไงดีละเนี่ย

                        “แล้วน้ำละ วันนั้นพี่ก็ฝากน้ำมาให้คยองซู” เพื่อความแน่ใจ ผมจึงถามอีกคนไปอีก

                        “น้ำ ? อ้อ น้ำที่พี่ฝากเด็กมาให้หรอ”

                        “ใช่ๆ วันนั้นแหละ”

                        “พี่ฝากมาให้แบคฮยอน”

                        “อ้าว”

                        “แล้วทำไมเด็กถึงยื่นให้คยองซูล่ะ”

                        “เอ้า เด็กนั่นเอาน้ำให้เพื่อนเราเหรอ พี่ยืนดูไม่จบ ผิดคนเหรอเนี่ย”

                        อีกคนดูมีท่าทีหัวเสียเล็กน้อย คงจะหงุดหงิดที่อะไรๆ มันผิดไปหมด ผมก็เช่นกัน อีกคนก็น่าสนใจดี แต่จะกลับไปบอกคยองซูยังไง ในเมื่อผมเห็นอาการของมันแล้ว ก็รู้เลยว่า คยองซูก็เริ่มมีใจให้ร่างสูงคนนี้แล้วเหมือนกัน



                         “แต่ไม่เป็นไร พี่ก็มาบอกกับเราแล้วนี่ไง”

                        “พี่ชานยอลแต่ว่า”

                        “แต่อะไรครับ”

                        “คือ เพื่อนผม คยองซูน่ะ มันคิดว่าพี่ชอบมันไปแล้ว”

                        “แล้วทีนี้ มันก็เหมือน...จะมีใจให้พี่ด้วยเหมือนกัน” ผมบอกอีกคนไปตรงๆ เพราะไม่อยากปิดบัง กลัวจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอีก

                        “ทำยังไงดีละครับ”

                        “แล้วเราละ มีใจให้พี่ด้วยมั้ย” คำถามชวนใจเต้นที่อีกคนยิงมา ทำให้ผมไปไม่เป็น อยู่ๆก็ถามอะไรแบบนี้ จะให้ผมตอบยังไงดีล่ะ

                        “คือเราก็เพิ่งรู้จักกัน ผมยังไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นหรอกครับ” ผมตอบ นั่นคือความจริง แต่ก็มีแอบหวั่นไหวอยู่บ้าง เพราะด้วยรูปลักษณ์ของอีกคนนั่นแหละ ที่เป็นสิ่งประทับใจแรกในวันที่เราสบตากันที่โรงอาหาร ความจริง ผมก็รู้สึกได้ว่าเค้ามองผมนะ แต่อีกใจ ก็คิดว่าเค้าคงมองคยองซูมากกว่า

                        “ไม่เป็นไร เราค่อยมาทำความรู้จักกันแล้วกันนะ” อีกคนยิ้มน้อยๆ แต่ยิ้มน้อยๆ ของอีกคน แสดงให้เห็นถึงลักยิ้มของแก้มที่บุ๋มลงไป ทำให้อีกคนดูน่ารักขึ้นมา ขัดกับร่างสูงโปร่งของเค้าอย่างมาก

                        “คะครับ”

                        “หน้าแดงไปหมดแล้ว” อีกคนพูด ผมยกมือจับที่แก้มตัวเอง ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ว่ากับคนแปลกหน้าคนนี้ ทำให้ใจเต้นแรงได้ขนาดนี้เชียวหรือ

 

                        “อะไรๆ วิ่งไปเลย” ด้วยความที่เถียงยังไงก็คงแพ้ ผมเลยบอกให้อีกคนรีบวิ่งตามผมมา เพราะผมชิงวิ่งออกตัวมาก่อนแล้ว”

                        “แบคฮยอน รอด้วยสิครับ” เค้าก็วิ่งตามมา ไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวผมอย่างไว


                        “แบคฮยอน น้ำครับ” ร่างสูงยื่นน้ำเปล่ามาให้ตรงหน้า

                        “ขอบคุณครับ”

                        “พรุ่งนี้แบคจะมาวิ่งอีกมั้ย” อีกคนนั่งลงตรงข้างผม

                        “ถ้าไม่มีงานก็คงมาครับ”

                        “แต่...”

                        “แต่ ?”

                        “อาจจะมากับคยองซู”

                        “อืม เหรอ” อีกคนพยักหน้าเข้าใจ

                        “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่จะบอกคยองซูเอง แบคไม่ต้องห่วงนะ” เค้าเอื้อมมือมากุบมือของผม ทำให้รู้ว่า เค้านั้นจริงใจ กับผม ความรู้สึกอบอุ่นที่ผมรู้สึกได้จากอีกคน มันทำให้ผมรู้สึกเชื่อใจเค้ามากขึ้น ความรู้สึกของผมมันบอก ให้ผม ทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ อยากรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น

                        “ครับ”

 


                         หลังจากคุยกันเสร็จ พี่ชานยอลก็มาส่งที่หน้าหอ ทั้งที่ผมบอกอีกคนแล้วว่าไม่ต้อง แต่ร่างสูงก็ไม่ยอม จะมาส่งท่าเดียว ผมเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

                        “คยองซู ฉันกลับมาแล้ว” ผมตะโกนบอกอีกคน ไม่รู้ว่าจะนอนหรือยัง เพราะเห็นว่าง่วงอาจจะนอนไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วก็ได้

                        “มาแล้วเหรอ นี่ๆ เรามีอะไรให้ดู” คยองซูทำหน้าตื่นเต้นก่อนจะชูอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ให้ผมดู

                        “อะไรเหรอ”

                        “นี่ไง ฉันได้ไลน์ของพี่ชานยอลมาแล้วนะ เพื่อนในห้องส่งมาให้” สิ่งที่อีกคนชูให้ผมดู ถึงกับทำให้ผมตาค้าง ผมไม่รู้จักบอกกับคยองยังไง มันทำให้ผมรู้สึกลำบากใจไปหมด

                        “งะงั้นเหรอ ดีใจด้วยนะ” ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ปากของผมก็บอกกับเพื่อนว่าดีใจด้วย แต่ใจของผมกลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดออกมาเลยสักนิด

                        “แล้วลองทักไปรึยังล่ะ” ผมลองถามอีกคนไป

                        “ยังเลย ไม่กล้าอ่ะ แต่ว่าเดี๋ยวรออีกนิดนึง เดี๋ยวจะลองทักไปดู” อีกคนบอก

                        “งั้นเหรอ อืม” ผมได้แต่ตอบรับไปเท่านั้น เพราะยังไม่กล้าพูดอะไรออกไป กลัวอีกคนจะไม่เชื่อ เพราะคยองเองก็เริ่มจะมีใจให้พี่ชานแล้วเหมือนกัน....ผมจะทำยังไงดี กับความรู้สึกของผมเอง ในตอนนี้

 


ติ๊ง

 

                        PCY_ : พี่ถึงห้องแล้วนะครับ

 

                        เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของผม ทำให้ต้องลุกจากที่นอนไปหยิบขึ้นมาดู ก็พบข้อความของรุ่นพี่ตัวสูง ทำให้ผมต้องรีบหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปที่ห้องน้ำทันที

                        จริงๆ ผมก็ไม่อยากจะปิดบังคยองซูหรอกนะ แต่เพราะผมยังไม่กล้าบอกออกไปตอนนี้ กลัวอีกคนจะรู้สึกแย่

 

                        BaeKK : ครับ ขอบคุณนะครับที่มาส่ง

                        PCY_ : แบคจะนอนหรือยังครับ

                        BaeKK : ใกล้แล้วครับ

                        BaeKK : แล้วพี่ชานยอลล่ะครับ

                        PCY_ : เหมือนกันครับ

                        BaeKK : งั้น ฝันดีนะครับพี่ชานยอล

                        PCY_ : ครับ ฝันดีครับ ฝันถึงพี่ด้วยนะ

                        แม้จะเป็นประโยคที่คุยกันผ่านตัวหนังสือ อีกคนก็ยังสามารถทำใจผมเต้นได้ อะไรกันผู้ชายคนนี้ พลังทำลายล้างสูงมาก

                        “แบค เสร็จรึยัง เราปวดอึ” เสียงจากคนข้างนอก ทำให้ผมต้องรีบปิดแอพพลิเคชั่นในมือ ก่อนจะรีบจากห้องน้ำ ผมกดชักโครก ให้ดูเนียน ก่อนจะรีบเดินออกไป

                        “เสร็จแล้วๆ”

                        “ทำอะไร ขี้เหรอ ทำไมนาน”                 

                        “อืม พอดีท้องเสียนิดหน่อย” ผมยิ้มแห้ง

                        “เหรอๆ อือ หลบหน่อย ข้าศึกบุกแล้ว” อีกคนว่า พลางรีบเดินเข้าห้องน้ำ โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผม

 

 

 

                        วันนี้อาจารย์ปล่อยช้า ทำให้ปกติตอนนี้ผมต้องออกมาวิ่งแล้ว ได้แต่นั่งกร่อยอยู่ใต้ตึก รอเพื่อนตัวดีซื้อขนมอยู่

                        “คยองซู ทำไมซื้อมาเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวก็วิ่งไม่ไหวหรอก” ผมบอกทันทีที่ร่างของเพื่อนตัวกลมปรากฎตรงหน้า

                        “อ่าว ลืมไปเลยว่าต้องไปวิ่ง แบคฮยอนอา ไว้พรุ่งนี้แล้วกันนะ”

                        “ฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ ก็นายซื้อมาสะเต็มมือไปหมด” ผมบอกก่อนจะเดินนำอีกคนไป

 

 

                       

                        “คยองซู ฉันไปก่อนนะ” เหมือนเดิม ผมตะโกนบอกอีกคนที่ยังนั่งกินขนมอยู่หน้าทีวี

                        “บายยยยย”




                         “พี่ชานยอล” ผมตะโกนชื่อของอีกคนทันทีที่มาถึงสนาม เพราะใครอีกคนยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่ผมหันไปเห็นในคราแรก

                        “อ้าว ไหนบอกว่า คยองซูจะมาด้วยไง”

                        “วันนี้มันซื้อขนมมาเยอะอ่ะ เลยมาวิ่งไม่ไหว”

                        “งั้นเหรอ นี่พี่อุตส่าเตรียมใจมาพูดเลยนะเนี่ย”

                        “เว่อร์ไป”

                        “วอร์มร่างกายมาหรือยัง” อีกคนถาม

                        “ยังเลย เปลี่ยนชุดเสร็จก็รีบมานี่เลย กลัวพี่รอนาน” ผมบอก อา ใจเต้นแรงชะมัด

                        “งั้นเหรอ เดี๋ยวพี่ช่วย” ห้ะ ช่วยอะไร

 

                        อยู่ๆ อีกคนก็มาจับแขนผม แล้วดึงไปข้างหลังช้างๆ โห รู้สึกตึงไปหมดเลยแหะ

                        “เจ็บหรือเปล่า” คนด้านหลังเอ่ยถาม

                        “มะไม่ครับ แค่ตึงๆ”

                        “งั้น ถ้าเจ็บบอกพี่นะ” ทันทีที่พูดจับ ร่างสูงก็ดึงแขนของผมแรงขึ้น จนรู้สึกเจ็บ แต่ก็ยังพอทนได้

                        “เก่งเหมือนกันนะเรา”

                        “เรื่องแค่นี้” พูดออกไปอย่างนั้น แต่หน้านี่ร้อนไปหมดแล้ว หลังตึงไปหมด

                        “โอเค”

                        “ท่าต่อไปเลย”

 

 

                        เราวอร์มร่างกายจนได้ที่ และเริ่มวิ่งไปด้วยกัน วิ่งบ้าง เดินบ้าง สลับกันไป แต่ส่วนใหญ่ร่างสูงมักจะเดินอยู่ข้างๆ ผมเวลาที่ผมเหนื่อยหอบ ผมบอกให้อีกคนวิ่งนำไปได้เลยแต่ร่างสูงก็ไม่ยอม ผมเลยได้แต่ปล่อยให้อีกคนเดินอยู่ข้างๆ อย่างนั้น

                        ใจผมเต้นแรงเสมอเวลาหันไปมองคนข้างๆ ที่หันไปทีไร ก็จะเห็นตากลมโตของอีกคนจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็เป็นผม ที่หลบสายตานั่นก่อนสะทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมไม่สามารถต้านทานสายตาของอีกคนได้เลย

 


                        "วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน”

                        “แฮ่กๆ”

                        “วันนี้เก่งมาก วิ่งได้เยอะกว่าเมื่อวานอีก” ไม่มีเสียงตอบรับจากผม ผมเพียงแหงนหน้ามองอีกคนเท่านั้น เพราะผมเหนื่อยเกินกว่าจะโต้ตอบกลับไป

                        “ฮ่าๆ เหนื่อยมากสินะ มาๆ พี่เช็ดเหงื่อให้”

                        อีกคนเขยิบเข้ามาใกล้ ใช้ผ้าของเค้าเอง ค่อยๆเช็ดเหงื่อที่ไหลเต็มหน้าของผมเบาๆ ทำให้ตาของเราสบกันโดยบังเอิญ ผมรู้สึกเหมือนคนตรงหน้า ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ จนจมูกของเราสัมผัสกัน ใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จน...



                         “ทำอะไรกันน่ะ” เสียงของใครบางคนดังขึ้น จนทำให้รู้ทั้งคู่ผละออกจากกัน นั่นทำให้ผมเห็น เพื่อนตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านหน้าของผมกับพี่ชานยอล ผมถึงกับตกใจ ที่อยู่ๆ อีกคนก็มา

                        “แบคฮยอน!

                        “นายกำลังทำอะไร”  เพื่อนตัวเล็กค่อยๆ ก้าวมาหาผมช้าๆ

                        “เอ่อ คือ”

                        “เรื่องนี้มันอธิบายได้นะ”

                        “อธิบาย ? อธิบายอะไร นายก็พูดมา”

                        “คือ”

                        “คือ”

                        พอเอาเข้าจริง ผมกลับพูดไม่ออก ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะยุ่งเหยิงแบบนี้ ไม่คิดว่าอีกคนจะมารู้ความจริงในสภาพแบบนี้

                        “คืออะไร นายก็พูดมาสิ!” อีกคนเริ่มทีท่าโกรธมากขึ้น เพราะผมไม่ยอมพูดออกไปสะที

                        “นายกำลังทำอะไร นายก็รู้นี่ ว่าฉันชอบพี่เค้า” เพื่อนตัวเล็กบอกพร้อมกับเบนสายตาไปยังร่างสูงที่ยืนตกใจไม่ต่างจากผมนัก

                        “คือว่า”

                       

                        “พี่ชอบแบคฮยอน” ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยสิ่งใด คนตัวสูงก็พูดตัดไปสะก่อน

                        “ว่าไงนะ”

                        “พี่ชอบแบคฮยอน ชอบมาสักพักแล้ว”

                        “แล้ววันนั้น ?”

                        “เรื่องเข้าใจผิดน่ะ”

                        “ว่าไงนะ เข้าใจผิดงั้นเหรอ ?” คยองซูมีท่าทีที่เบาลงกว่าเมื่อครู่อยู่บ้าง

                        “ใช่”

                        “หมายความว่ายังไง”

                        “หมายความว่า วันนั้นพี่ตั้งใจจะเอาน้ำมาให้แบคฮยอน แต่สงสัยเด็กคนนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเป็นนาย เลยเอาให้ผิดคน” พี่ชานยอลบอกไปแล้ว บอกความจริงไปแล้ว

                        “แล้ววันนั้นที่โรงอาหารล่ะ” คยองซูถาม

                        “พี่มองแบคฮยอน”

                        “ขะขะเข้าใจแล้ว” เพื่อนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นสบตากับผม ด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด ผมไม่รู้ว่าเค้าชอบพี่ชานยอลมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมก็ชอบพี่ชานยอลเหมือนกัน แต่ผมก็ทนเห็นเพื่อนเจ็บแบบนี้ไม่ได้

                        “คยองซู”

                        “ขอโทษนะ แบคฮยอน ฉันผิดเอง ขอตัวก่อน” ยังไม่ทันที่ผมจะได้คุยอะไรกับอีกคน คยองซูก็วิ่งร้องไห้ออกไปจากสนาม ผมได้แต่มองตามร่างเล็กจนลับตา น้ำตาที่เอ่อล้นเบ้าตาใส ทำให้ใจของผมเจ็บไปหมด ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ แค่เพียงเวลาไม่กี่วัน มันทำให้คนเกิดความรู้สึกมากมายขนาดนั้นได้เชียวหรือ....จะว่าไป กับผมก็ไม่ต่างกัน

           


                         “ไม่เป็นไร มันจะไม่เป็นไร” ร่างสูงเดินเข้ามากอดผมช้าๆ ผมรู้สึกเหมือนคนหมดแรง เหมือนรู้สึกเสียเพื่อนดีๆ คนนึงไปด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้

                        “พี่ชาน มันจะไม่เป็นไรแน่เหรอ” ผมถามอีกคน

                        “มันจะไม่เป็นไร คยองซูจะไม่เป็นไร เชื่อพี่สิ”

                        “ผมไม่น่าทำแบบนี้เลย”

                        “แบคฮยอนไม่ผิด แบคไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ทุกอย่างมันเป็นเพราะความเข้าใจผิดทั้งหมด อย่าโทษตัวเองเลย เดี๋ยวถ้าคยองซูทำใจได้ ก็กลับมาเองแหละ” อีกคนว่า

                        “ครับ”

 


                         3 วันแล้ว ที่คยองซูออกจากห้องไป โดยที่ไม่ได้ติดต่อผมเลย ความจริง ทั้งผม และเพื่อนอีก สองสามคนในคลาส ก็พยายามติดต่อคยองซูแล้ว แต่อีกคนไม่รับสาย แถมยังให้พี่ชายข้างบ้าน มาลาป่วยแทนให้อีก ผมไปถาม ก็ได้แต่คำตอบที่ว่า ไม่สบายของเพื่อนตัวเล็กเท่านั้น

                        เป็น 3 วันที่ผมไม่สบายใจเลยสักนิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอเวลา แต่ใน 3 วันนี้ ก็ยังมีร่างสูงอย่างพี่ชานยอลมาอยู่ข้างๆ เสมอ เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะมันยังเร็วไป ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะชอบผมมาสักพักแล้วก็ตาม แต่กับผม ผมต้องการเวลามากกว่านี้ และอยากให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน

                        แต่ก็ยอมรับว่า ความรู้สึกของผมที่มีให้กกับรุ่นพี่ตัวสูงนั้นมีอยู่มากทีเดียว แต่ผมก็กลัวว่ามันจะเป็นเพียงความหลงใหลภายนอกเท่านั้น เราตกลงที่จะคุยกันไปเรื่อยๆจนกว่าผมจะมั่นใจมากกว่านี้

                        ผมและพี่ชานยอลเราคุยกันทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องของคยองซู ที่ยังทำให้ใจของผมว้าวุ่น เพราะติดต่ออีกคนไม่ได้เลย

                        วันนี้ย่างเข้าวันที่ 4 แล้วที่ผมนอนคนเดียวในห้องที่มันเคยอยู่กันสองคน ผมรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะมีพี่ชานยอลออกไปวิ่งด้วยเหมือนทุกๆวัน แต่ใจมันกลับห่อเหี่ยว เหมือนดอกไม้ที่ขาดการรดน้ำ



                         “ยังไม่เลิกคิดมากอีกหรอ”

                        “ครับ”

                        วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เราสองคนนัดกันมาวิ่ง ที่นี่ เป็นที่ที่ร่างสูงบอกกับผมว่า เค้าพบกับผมเป็นครั้งแรกเมื่อเทอมที่แล้ว เค้าบอกว่า เห็นผมมาวิ่งเป็นประจำ แต่ช่วงปลายเทอมเค้าไม่ค่อยได้เจอผม เพราะช่วงนั้นผมงานเยอะ

                        แต่แปลก เหมือนผมไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างละมั้ง ทำให้ผมไม่เคยเจอรุ่นพี่ตัวสูงคนนมาก่อน

                        “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น เชื่อพี่นะ เดี๋ยวคยองซูก็กลับมา” อีกคนยังคงให้กำลังใจผมเสมอ

                        “ครับ ขอบคุณนะ”

 

                        เรายังคงวิ่งไปด้วยกัน จนเวลาล่วงเลยไปถึงหัวค่ำ ร่างสูงก็อาสามาส่งที่ห้อง

                        “ขอบคุณที่มาส่งนะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

                        “ครับ อย่าคิดมากนะ พี่ไปก่อนนะตัวเล็ก” ผมมองอีกคนเดินออกไปจนลับตา

 


 

                         ผมเปิดประตูห้องมาก็เจอกับเสื้อผ้ากองโตที่กระจัดกระจายอยู่เต็มห้อง

 

                        “เฮ้ แบคฮยอน ฉันไม่อยู่แค่ไม่กี่วันทำไมมันรกอย่างนี้” เสียงคุ้นหูที่ดังมาจากบริเวณตู้เสื้อผ้าดังขึ้น ทำให้ผมรีบวิ่งไปดู

                        “คยองซู!!

                       

                        “อะไร จะตะโกนทำไม” อีกคนว่า พลางทำหน้าหงุดหงิด

                        “นายกลับมาแล้ว กลับมาแล้วเหรอ”

                        “ก็ใช่น่ะสิ”

                        “นายไม่โกรธฉันแล้วเหรอ” ผมถาม

                        “จะไปโกรธได้ยังไง นายเป็นเพื่อนฉันนะ”

                        “แต่วันนั้น...”

                        “วันนั้นที่ฉันร้องไห้น่ะเหรอ”

                        “อืม”

                        “ก็เสียใจแหละ แต่ก็ผิดด้วยกันทั้งหมด เป็นเพราะเข้าใจผิด คิดไปเองนี่นา จะไปโทษใครได้”

                        “เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วแบคฮยอน” คยองซูว่าพลางใช้มือหยิกเข้าที่แก้มของผม

                        “ย๊า คยองซู ปล่อยนะ”

                        “ฮ่าๆๆๆ หน้านายตอนนี้ตลกชะมัด”

                        “แล้วนายหายไปไหนมาตั้งหลายวัน” ทันทีที่อีกคนปล่อยมือออกจากแก้มของผมผมก็ถามอีกคนทันที

                        “ก็ไม่สบายไง”

                        “ไม่สบาย ? ไม่สบายจริงๆ น่ะเหรอ”

                        “ใช่ก็น่ะสิ วันนั้น ระหว่างที่ฉันจะเดินกลับหอ ฝนก็ตกลงมา ฉันเปียกไปหมด อยู่ ๆไข้ก็ขึ้น ก็เลยกลับบ้านแทนกลับหอ เพราะฉันไม่อยากให้นายติดไข้จากฉันไงเล่า เจ้าบื้อเอ้ย” คำตอบของอีกคนมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดกับเค้ามากขึ้นกว่าเดิม คยองซูอา ฉันรักนายมากๆ เลยนะ ฉันดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับนาย

 

                        “ฮึกๆ ขอโทษนะ ขอโทษนะ คยองซู” ผมกอดอีกคนแน่นจนอีกคนต้องตีเบาๆ ที่หลัง

                        “จะร้องไห้ทำไมเนี่ย ไม่ต้องร้อง ฉันไม่ได้โกรธอะไรนาย”

                        “ฮืออออออ”

                        “หยุดร้องได้แล้วเจ้าบ้า”



                         ผมร้องไห้จนหลับไป วันนี้ผมตื่นเช้ามาก็เจอกับเพื่อนตัวกลมที่อยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ที่ทุกอย่างคลี่คลายลง ผมรู้สึกดีใจที่อีกคนไม่คิดโกรธผมกับพี่ชานยอล ไม่อยากให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปมากกว่านี้ ผมดีใจที่ทุกอย่างดีขึ้นตามที่ร่างสูงบอกจริงๆ

 

                        “ว่าไง” วันนี้ผมกับคยองซูมาวิ่งด้วยกันเป็นครั้งแรก โดยที่มีพี่ชานยอลอยู่ด้วย

                        “พี่ชานยอล วันนั้นผมขอโทษจริงๆ ครับ”

                        “ไม่เป็นไร พี่ก็ต้องขอโทษคยองซูเหมือนกันนะ ที่ทำให้เข้าใจผิด”

                        “ครับ ไม่เป็นไรครับ”

 

                        “นี่ๆ เดี๋ยววิ่งกันไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำแปป” เสียงของคยองซูตะโกนไล่หลังมา

                        “เคๆ”



                         “แบคฮยอน” วิ่งอยู่ดีๆ เสียงจากคนข้างๆ ก็ทำให้ผมละความสนใจจากสนามเบื้องหน้า เป็นหน้าชายร่างสูงข้างๆ

                        “หลังจากนี้”

                        “พี่จะเดินหน้าเต็มกำลังแล้วนะ”

                        “พี่จะไม่ใช่แค่เดินแล้ว”

                        “พี่จะเข้าไปวิ่งในใจของเราให้ได้”

                        “พร้อมที่จะวิ่งไปกับพี่มั้ย แบคฮยอน”



                        “พร้อม พร้อมครับ”




                         ไม่รู้ว่ามันเร็วไปมั้ยที่ผมตอบไปแบบนั้น แต่ผมรู้สึกผมคิดไม่ผิดที่ได้วิ่ง หรือทำหน้าที่อยู่เคียงข้างผู้ชายคนนี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีอุปสรรคบางอย่างมาขวางกั้น แต่มันก็เป็นเพียง เศษเสี้ยวของอุปสรรค ที่มักจะเกิดขึ้นกับคนทุกคน

                        ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากเราวิ่งไปด้วยกัน ยังไงเราก็จะผ่านมันไปได้....





 

-------Run Couple--------

Talk : สวัสดีทุกคนค้า วันนี้มาอัพตอนใหม่ให้แล้วววว ช่วงนี้กำลังอินเรื่องการวิ่ง เลยเอาเรื่องนี้มาสอดแทรกในเนื้อเรื่อง เพราะคิดเนื้อเรื่องนี้ได้ตอนวิ่งพอดีเลย อยากให้ทุกคนได้ลองอ่าน

อยากบอกว่า ตอนนี้ไรท์เปิดเทอมแล้วนะคะ อาจจะมาอัพได้ไม่บ่อยเท่าที่ควร แต่ยังอยากให้ทุกคนติดตาม จะพยายามมาอัพให้ทุกคนได้อ่านกัน

ฝากคอมเม้น กดติดตาม และให้กำลังใจนิยายเรื่องนี้ด้วยน้า

ทุกกำลังใจเป็นแรงผลักดันให้สามารถเขียนเรื่องต่อๆไปได้นะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาโดยตลอด เจอกันเรื่องหน้าจ้า

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #5 ไอจัง เองนะ (@babe-buzzbuzz) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 01:34
    น่ารักก
    #5
    0