ตาม(ใ)บัญชา

ตอนที่ 3 : Chapter 2 : คืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 มิ.ย. 61

Chapter 2 : คืน 


            “ชา มึงจะกลับกับกูป่าว” หมอกหันมาถามผมหลังจากที่เดินกลับมาที่คณะตัวเองแล้ว

            “มึงกลับไปก่อนเลย กูว่าจะแวะไปซื้อของที่ร้านพี่แจ๊สสะหน่อย” ร้านพี่แจ๊ส คือร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์ตัดโม เรียกว่าครบครัน อยู่ใกล้กับโรงอาหารถาปัตย์

            “อ่อๆ เคๆ งั้นกูกลับก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้” หมอกพูดพร้อมกับขี่มอเตอร์ไซค์คันโปรดผ่านหน้าผมไป

               

            ผมเดินไปยังร้านพี่แจ๊สเพื่อที่จะซื้อกระดาษร่างเพื่อนำมาทำโปรเจ็กที่อาจารย์ได้แจกให้วันนี้ ถึงแม้ว่าเพิ่งจะเปิดเทอม แต่วันแรกก็ได้รับงานมาแล้ว ผมก็ต้องขยันหน่อย เพราะนี่โปรเจ็กแรกผมอยากทำออกมาให้ดี

            “พี่แจ๊สครับ ผมเอากระดาษร่าง 5 แผ่นครับ”

            “25 บาทจ่ะ” พี่แอนคิดเงินอย่างว่องไว พร้อมยื่นกระดาษม้วนใหญ่มาให้ผม

 

          ผมล้วงหยิบเอากระเป๋าสตางค์ที่ผมใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง แต่ล้วงเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เห้ย หายไปไหนวะ ผมเปิดกระเป๋าสะพายที่ตัวเองเอามาด้วย เผื่อตอนกินข้าวผมเอาไปเก็บไว้ในนั้น

            แต่ความหวังก็ริบรี่ เพราะหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เห้ย หายไปไหน ผมไปลืมไปไว้ที่ไหนอีกเนี่ย โอ้ย เพิ่งเปิดเทอม ก็มีเรื่องแล้ว

            “เอ่อ พี่แจ๊สครับ พอดีกระเป๋าสตางค์ผมหาย เดี๋ยววันหลังค่อยมาซื้อแล้วกันครับ ขอโทษที” ผมบอกพี่แจ๊ส

            “ไม่เป็นไรๆ ค่อยเอามาจ่าย เอาไปก่อนๆ” พี่แจ๊สบอกพลางยื่นกระดาษร่างมาให้เหมือนเดิม

            “โอ๊ะ ขอบคุณมากเลยครับ เดี๋ยวผมมาจ่ายวันหลังนะครับ” ผมยกมือไหว้แล้วเดินออกมาจากร้าน


               จนตอนนี้ผมก็ยังสงสัยว่ากระเป๋าผมหายที่ไหน ตอนอยู่ที่โรงวิศวะยังอยู่เลย ใช่ ! ต้องเป็นตอนไปซื้อน้ำ เพราะหลังจากที่ผมซื้อน้ำ ผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับกระเป๋าสตางค์อีกเลย ไม่รอช้า ผมรีบวิ่งไปยังโรงอาหารวิศวะอย่างรวดเร็ว

 

            “ขอโทษนะครับ พอดีเมื่อกลางวันผมมาซื้อน้ำร้านพี่ ผมได้ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่นี่มั้ยครับ” ผมถามเจ้าของร้านน้ำคนเดียวกับเมื่อตอนกลางวัน

            “อ๋อ ใช่ๆ พี่ฝากเพื่อนเราไปคืนแล้วหนิ ยังไม่ได้อีกหรอ ?”

            “เพื่อน ? เพื่อนคนไหนครับ” ผมถามอย่างรีบร้อน

            “ก็คนตัวสูงๆ หล่อ ๆ ไง พี่เห็นใส่เสื้อช็อป คนที่คุยกับน้องตรงร้านก๋วยเตี๋ยวน่ะ” สูงๆ หล่อๆ ใส่เสื่อช็อป หรือว่า....จะเป็นไอ้โทรศัพท์ดันนั่น

            “อ๋อ ครับ ขอบคุณนะครับพี่” ผมเอ่ย พร้อมหันไปมองรอบๆ โรงอาหาร แต่ก็ไม่พบคนที่ผมต้องการตัว โอ้ยยย ชื่ออะไรก็ไม่รู้ รู้แค่อยู่วิศวะ แล้วผมจะไปเอาคืนมาได้ยังไงเนี่ย โว้ยยยย แล้วเย็นนี้จะกินอะไรเนี่ย ตังค์ก็ไม่มี 



               ผมเดินออกจากโรงอาหาร เพื่อที่จะกลับหอ เฮ้อ ไม่น่าบอกให้ไอ้หมอกกลับก่อนเลย ตังค์ก็ไม่มี ผมต้องเดินกลับหอจริงๆหรอเนี่ย จริงๆ ระยะทางจากคณะกับหอผมไม่ได้ไกลกันมากเท่าไหร่ แต่แดดตอนบ่ายๆ ของเมืองไทยนี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะครับ เอาไงดี โทรหาไอ้หมอกให้มันมารับดีมั้ยนะ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์โทรหาไอ้หมอกทันที


            “ฮัลโหล มึง มารับกูหน่อยดิ” หลังจากปลายสายรับ ผมก็บอกความต้องการของผมทันที

            “เอ้า มึงก็นั่งวินกลับมาดิ กูเล่นเกมส์อยู่”

            “กระเป๋าตังกูหาย มึงมารับหน่อยกูไม่มีตัง” ผมทำเสียงเว้าวอน เผื่อมันจะเห็นใจ

            “ขอ 10 นาที ขอจบตานี้ก่อน ไปรอตรงหน้าสตูไป” ไอ้ห่าหมอก ร้อนจะตายอยู่แล้วยังจะขออีก 10 นาที แต่ก็บ่นออกไปไม่ได้ เพราะผมไม่มีตังจริงๆ แถมแดดก็ร้อนเกินกว่าที่ผมจะเดินกลับหอ

            “เออๆ รีบมา กูร้อน” ผมบอกแล้วเดินหันหลังกลับไปยังหน้าสตูปี 1 เพื่อนั่งรอไอ้เพื่อนหมอกมารับ





20 นาทีผ่านไป

            “มาแล้วววว” เสียงไอ้หมอกทำให้ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์

            “ไหนบอก 10 นาที นี่ปาไป 20 นาทีแล้วไอ้เพื่อนเวร ร้อนก็ร้อน”

            “เออน่า อย่าบ่น นี่อุตส่ามารับ เออ แล้วมึงไปทำกระเป๋าหายตอนไหน” มันถาม

            “ตอนกลางวันอะดิ กูลืมไว้หน้าร้านน้ำ แต่ไปเอามาแล้ว เค้าบอกว่าฝากไอ้คนสูงๆ หล่อๆ มาให้กู” ผมอธิบาย

            “ใครว่ะ สูงๆ หล่อๆ” หมอกเดินมานั่งข้างๆ 

            “คือเมื่อกลางวันอะ ตอนกูซื้อก๋วยเตี๋ยว คนที่ต่อหลังกูอ่ะ มันเล่นโทรศัพท์เพลินจนโทรศัพท์มันดันหลังกู กูหันหลังไปบอก 2 รอบ กว่าจะหยุด ไอ้คนนั้นแหละ สูงๆ หล่อ ๆ พี่ร้านน้ำเค้าเห็นว่ากูยืนคุยกับมัน เค้าก็นึกว่ามันเป็นเพื่อนกู เค้าก็เลยฝากกระเป๋ากูไปกับมัน แต่กูไม่รู้ว่ามันไปไหนแล้ว ตอนกูกลับไปมันก็ไม่อยู่แล้ว แถมชื่อกูก็ไม่รู้อีก รู้แค่มันเรียนวิศวะเนี่ยแหละ” ผมอธิบายยาวเป็นหางว่าว

       “เอ้า แล้วกูจะรู้มั้ยเนี่ยว่าไอ้สูงๆ หล่อๆ ของมึงเนี่ยเป็นใคร ยากแล้วว่ะมึง วิศวะก็ไม่ใช่น้อยๆ” ไอ้หมอกพูดพลางตบบ่าผม

            “กูว่า มึงไประงับบัตรเหอะวะ มึงอาจจะไม่ได้คืนแล้วก็ได้” หมอกว่า

            แต่ผมอยากได้กระเป๋าใบนั้นคืน ของในกระเป๋าใบนั้นสำคัญต่อผม ผมไม่อยากให้มันหายไป...


            “มึง แต่กูอยากได้คืนอ่ะ ทำไงดี”

            “เอางี้ ลองลงประกาศตามหาในกลุ่มเฟสบุ๊คของมหาวิทยาลัยดิ กูเคยเห็นเค้าลงของหาย ตามหาของหายกันเต็มเลย” หมอกเสนอ

            “เห้ยจริงด้วย กูลืมไปเลย”

            “แล้วมึงเคยถ่ายรูปกระเป๋ามึงบ้างมั้ย”

            “เหมือนจะเคยถ่ายอยู่นะ ขอกูดูแปป” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าที่ดูรูป จำไม่ผิดตอนที่ผมซื้อกระเป๋าใบนี้มาใหม่ ๆ เคยถ่ายส่งให้แม่ดูว่าเดือนนี้ใช้เงินเยอะเพราะซื้อกระเป๋าตัง

            “นี่ไง เคยถ่ายไว้ เดี๋ยวกูไปเอาไปลงในกลุ่มก่อน” ผมเข้ากลุ่มเฟสบุ๊คของมหาวิทยาลัยเพื่อที่ตามหากระเป๋าของผม


            ทันทีที่เข้ามาในกลุ่ม โพสต์ล่าสุดของกลุ่ม กลับกลายเป็นว่า มีคนถ่ายรูปตามหาเจ้าของกระเป๋า ซึ่งกระเป๋าใบนั้นจะไม่อะไรเลยถ้ามันไม่ใช่ กระเป๋าของผม

            โดยเจ้าของโพสต์ ได้ระบุ ทั้งชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ อีกทั้งยังบอกถึงชื่อหอพักที่ของเค้าไว้อีกด้วย แต่เดี๋ยวก่อน พี่เจ้าของร้านบอกไว้หนิว่า เค้าฝากกระเป๋าใบนั้นไว้ที่ไอ้หล่อนั่นนี่ แสดงว่า เจ้าของโพสนี้จะต้องเป็นของไอ้หล่อนั่นแน่นอน

 

          “เห้ยมึง มีคนเค้าลงประกาศตามหากระเป๋ากูพอดีเลยว่ะ” ผมบอก พลางอ่านรายละเอียดทั้งหมดที่เจ้าของโพสต์ได้ระบุเอาไว้



                    PPayu  PipaTHwiTHaya

          พายุ......พายุงั้นเหรอ ผมคลิกเข้าไปที่โปรไฟล์เฟสบุ๊คของไอ้หล่อนั่นอย่างว่องไวและพิมพ์ข้อความทิ้งไว้เพราะเห็นว่า เจ้าตัวยังไม่ได้ออนไลน์


                    สวัสดีครับ พอดีผมเห็นโพสต์ของคุณในกลุ่ม ผมคือเจ้าของกระเป๋าใบนั้น ไม่ทราบว่า คุณสะดวกตอนไหนครับ

            ผมพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ก่อน เผื่อนายพายุนั่นจะตอบ 

ตึ๋ง


เสียงข้อความจากแชทดังขึ้น ผมรีบเปิดอ่านข้อความ โดยที่เป็นนายพายุนั่นแหละที่ตอบกลับมา

 

            อ๋อ สักประมาณตอนเย็นได้มั้ยครับ พอดีผมออกมาทำธุระข้างนอก ไว้ผมเสร็จแล้วจะโทรหา ขอเบอร์คุณเอาไว้ได้มั้ยครับ ส่วนเบอร์ผมก็ตามโพสในกลุ่มเลยครับ

               ผมอ่านข้อความของนายพายุก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป

            ได้สิครับ คุณเสร็จธุระแล้วโทรมานะ นี่เบอร์ผมครับ 0891005102 ขอบคุณมากๆ เลยครับ

          เพียงไม่นานนายพายุก็ตอบกลับมา

โอเคครับ 


“โอเคและมึง เดี๋ยวตอนเย็นเค้าเอามาคืนให้” ผมหันไปบอกไอ้หมอก ที่นั่งเล่นเกมส์อยู่ด้านข้าง

“เออดีล่ะ จะได้ไม่เป็นภาระกู 555555” ไอ้หมอกว่า แถมหัวเราะสะปากกว้างเชียว

“เอออ ทำมาเป็นพูด ไป กลับหอ ร้อน”

“แปปนึง เพิ่งเริ่มเกมส์” ไอ้หมอกยังคงนั่งเล่นเกมส์อยู่ตรงนั้น ส่วนผมลุกมายืนข้างมอเตอร์ไซค์ของมันเรียบร้อยแล้ว

“ค่อยไปเล่นต่อที่หอ ไอ้เวรนี่ ร้อน เร็วๆ กูอยากกลับห้องละเนี่ย” ผมตะโกน

“เออๆ ก็ได้วะ”  หมอกเก็บโทรศัพท์อย่างหัวเสีย ก่อนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันโปรด ก่อนจะพาเราทั้งคู่กลับหอ

 

จริงๆ ผมกับไอ้หมอกไม่ได้อยู่หอเดียวกัน เพียงแต่หอของผมกับมันอยู่ในซอยเดียวกัน หอของผมถึงก่อนหอของไอ้หมอก ห่างกันนิดเดียวเท่านั้น เวลาที่เริ่มเรียน หรือเลิกเรียน ผมมักจะไปและกลับกับมันเสมอ ยกเว้น ตอนที่ใครบางคนมีธุระ ผมถึงจะนั่งวินกลับเอง


“ขอบใจ เย็นนี้ไม่ต้องรอนะมึง เดี๋ยวกูไปเอากระเป๋าแล้วก็ต้มมาม่ากินบนห้องเลย” ผมบอกแล้วหันหลังขึ้นหอไป

 

เพราะปกติตอนเย็นพวกผม 5 คน มักจะไปกินข้าวเย็นด้วยกันตรงปากซอยหอ แต่วันนี้ไอ้ 3 คนนั้นมันไม่มา แถมวันนี้ก็เหนื่อย ร้อน คิดว่าหลังจากที่เอากระเป๋าเสร็จก็คงกลับขึ้นห้องเลยน่าจะดีกว่า

.

.

.

.

.

.

.


--ตาม(ใ)บัญชา—



Payu’s Part

 

          หลังจากที่ผมรับกระเป๋าจากพี่ร้านน้ำมาแล้ว ผมก็ตรงกลับหอเลย เพราะวันนี้วันเปิดเทอมไม่มีเรียนอะไรมาก กลับมาถึงหอ ก็ไม่รอช้า ผมเปิดกระเป๋าสตางค์ของคนตัวเล็กดูอย่างถือวิสาสะ อย่าว่างั้นงี้เลย เอาจริงๆ ผมก็อยากรู้ว่า นอกจากเงินแล้วในนั้นจะมีอะไรอยู่บ้าง

            ผมหยิบบัตรนักศึกษากับบัตรประชาชนออกมาดูก่อนเป็นอย่างแรก สิ่งแรกที่ผมเห็นในบัตรประชาชนก็คือ หนุ่มน้อยน่าตาน่ารัก ที่อมยิ้มเล็ก ๆ ตอนถ่ายรูป ผมที่ปรกหน้าลงมาเล็กน้อย ทำให้คนในรูปยิ่งดูน่ารักขึ้นไปอีก ผมหันไปมองบัตรอีกใบที่อยู่ในมือ ในรูปคนตัวเล็ก หวีผมสะดูเป็นระเบียบ แก้มอมชมพูที่ขึ้นสีระเรื่อ บ่งบอกถึงความเขินอายตอนถ่ายรูป แน่สิ ก็เวลาถ่ายรูปบัตรนักศึกษาน่ะ ก็มักจะถ่ายพร้อมๆ กัน คนอื่นๆ ที่รอคิวก็ต่อแถวกันอยู่ด้านหลัง คนตัวเล็กก็คงจะเขินที่ต้องถ่ายรูปต่อหน้าคนอื่น ๆ สินะ

            ผมดูรายละเอียดของบัตรนักศึกษาของคนตัวเล็ก บ่งบอกได้ว่า ตัวเล็กของเค้า อยู่ปี 2 แล้ว ผมเสียบบัตรนักศึกษากับบัตรประชาชนกลับเข้าที่เดิม แต่เสียบเท่าไหร่ก็ยัดไม่เข้า เหมือนติดอะไรสักอย่าง ผมถึงก็แหวกดูในซอกกระเป๋าก็พบกับรูปใบนึง........

 




--ตาม(ใ)บัญชา—





               รูปเด็กชายสองคนที่ยืนกอดคอกัน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เต็มไปด้วยความสุข คนนึงตัวเล็กกว่าอีกคน คนตัวเล็กชูสองนิ้ว ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนอีกคน ตัวสูงหน้าตาหล่อเหลา ที่สวมแว่นยังไงความหล่อก็ทะลุออกมาให้เห็นได้ไม่ยาก เอามือพาดคอคนตัวเล็ก ส่วนแขนอีกข้าง ถือลูกบอลเอาไว้ ใบหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความสุข ดูก็รู้ว่าตอนนั้นมันมีความสุขกันมากแค่ไหน....


               ผมมองรูปในมือด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะยังเก็บรูปนี้ไว้ แถมยังเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์อีก นั่นหมายถึง.....รูปนี้ยังคงมีความสำคัญกับคนตัวเล็ก

               ผมเก็บรูปนี้ไว้ในกระเป๋าดังเดิม ผมคิดว่าคนตัวเล็กคงกำลังตามหากระเป๋าใบนี้อยู่แน่ ๆ ผมตัดสินใจโพสลงไปในกลุ่มเฟสบุ๊คของมหาวิทยาลัย โดยระบุทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และหอพักของผมเอาไว้ในโพสด้วย....


               ในระหว่างที่ผมกำลังเก็บห้อง เพราะเพิ่งย้ายกลับหอก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน ของก็ยังไม่ได้จัด ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์


ติ๊ง

     

               ผมเปิดดูแจ้งเตือนที่ถูกส่งมาในทันที และก็ต้องยิ้มกว้าง เมื่อรู้ว่า เจ้าของข้อความนั้นคือใคร


สวัสดีครับ พอดีผมเห็นโพสต์ของคุณในกลุ่ม ผมคือเจ้าของกระเป๋าใบนั้น ไม่ทราบว่า คุณสะดวกตอนไหนครับ


               ผมอ่านข้อความผ่านแจ้งเตือนเท่านั้น โดยที่ไม่ได้กดเข้าไปอ่านในหน้าแชท  ในตอนแรกผมคิดที่จะตามหาคนตัวเล็กและเอากระเป๋าสตางค์ไปคืนในทันที แต่ด้วยความที่ผมอยากใช้เรื่องนี้ในการเจออีกคน ผมจึงเลือกที่จะเก็บกระเป๋าใบนี้เอาไว้ก่อน ผมรอให้เวลาผ่านไปสักพัก ก่อนตัดสินใจ พิมพ์ตอบข้อความอีกคนไป


อ๋อ สักประมาณตอนเย็นได้มั้ยครับ พอดีผมออกทำธุระข้างนอก ไว้ผมเสร็จแล้วจะโทรหา ขอเบอร์คุณเอาไว้ได้มั้ยครับ ส่วนเบอร์ผมก็ตามโพสในกลุ่มเลยครับ


                            ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ออกไปทำธุระที่ไหนหรอกครับ ผมแค่รอเวลาเท่านั้น ถ้าเป็นตอนเย็น ผมก็หาข้ออ้างที่จะพาคนตัวเล็กไปกินข้าวด้วยได้ ผมจะไม่รอเวลาอีกแล้วล่ะครับ เมื่อคนตัวเล็กมายืนอยู่ตรงหน้า ผมก็พร้อมจะคว้าเอาไว้

                เสียงแจ้งเตือนข้อความแทบจะตอบกลับมาในทันที ผมก็เปิดดูแทบจะทันทีเช่นเดียวกัน


               ได้สิครับ คุณเสร็จธุระแล้วโทรมานะ นี่เบอร์ผมครับ 0891005102 ขอบคุณมากๆ เลยครับ


                              หลังจากได้เบอร์ของอีกคน ผมก็ตอบข้อความคนตัวเล็กแทบจะทันที


     โอเคครับ 


                   

 

          สิ้นสุดการสนทนาเพียงเท่านี้ หลังจากที่ผมเห็นอีกคนอ่านข้อความของผมแล้ว ที่เหลือก็รอเวลาเท่านั้น ที่เราสองคนจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้งนะ.....ใบชาของพี่พายุ

 

 

End Payu’s Part

 

 

 

 




 

--ตาม(ใ)บัญชา—

          







 

ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด    ปึก

                  

          เสียงนาฬิกาปลุกทำให้คนที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงมีอาการหงุดหงิดจนต้องทุบปุ่มเพื่อหยุดการส่งเสียงของนาฬิกา เจ้าตัวลุกขึ้นนั่งพลางมองเวลาด้วยตาที่ยังพร่ามัว ด้วยความที่ยังไม่ตื่นดี เจ้าตัวมองนาฬิกาแล้วก็ต้องตกใจ ตายละหว่า นี่มันหกโมงเย็นแล้ว ข้าวก็ยังไม่ได้กิน งานก็ยังไม่ได้ทำ ทำยังไงดี คนตัวเล็กรีบลุกออกจากเตียงก่อนไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา แล้วเดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นเช็คดูว่า ใครอีกคนโทรมาหรือยัง...

                 หลังจากเปิดดูแจ้งเตือนต่างๆแล้วก็พบความว่างเปล่า ไร้ซึ่ง miss call ที่หวัง อะไรกัน นี่ก็เย็นแล้ว ยังไม่เสร็จธุระอีกหรือ ต้องให้เค้ารอไปอีกเมื่อไหร่ ทำไมเปิดเทอมของเค้ามันถึงได้ซวยแบบนี้ คนตัวเล็กได้แต่โทษโชคชะตา


                 คนตัวเล็กมองไปที่โทรศัพท์อีกครั้ง ก่อนจะคิดได้ว่า เจ้าของโพสก็ระบุเบอร์โทรศัพท์เอาไว้นี่นา ลองโทรไปดูดีมั้ยนะ เอ๊ะหรือว่าจะเป็นการรบกวนหรือเปล่า เพราะเค้าก็บอกอีกคนไปว่าถ้าเสร็จธุระแล้วให้โทรมา เอายังไงดี แต่นี่ก็เย็นมากแล้ว เริ่มไม่อยากกินมาม่าบนห้องแล้วด้วย โทรไปแล้วกัน

 

                 ผมเปิดไปที่หน้าเฟสบุ๊คแล้วกดเบอร์โทรศัพท์ตามที่อีกคนระบุไว้ทันที รอเสียงสัญญาณสักพัก ก็เหมือนอีกคนจะรับแล้ว...


“ฮัลโหล” เสียงทุ้มที่ดังลอดโทรศัพท์ทำให้ใจผมสั่นแปลกๆ

“ฮัลโหล เอ่อ นั่นใช่คุณพายุมั้ยครับ”

“ใช่ครับ นั่นเจ้าของกระเป๋าเหรอครับ”

“อ้อ ใช่ครับ พอดีผมเห็นว่าเย็นแล้ว เลยลองโทรมาถามดูว่าเสร็จธุระหรือยัง ถ้ายังก็ไม่เป็นไรครับ” ผมเอ่ยหลังจากที่อีกคนดูเหมือนอาจจะไม่ว่าง


“เสร็จพอดีเลยครับ ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดี แต่คุณโทรมาสะก่อน ขอโทษทีนะครับ” น้ำเสียงของอีกคนเปลี่ยนไปหลังจากที่รู้ว่าผมรอเค้าอยู่

“ไม่เป็นไรครับ เอ่อ เราจะเจอกันที่ไหนดีครับ”

“อืมมมม สนามกีฬาได้มั้ยครับ พอดีตอนนี้ผมอยู่ที่นี่”

“อ้อ ได้เลยครับ จะให้ผมออกไปตอนนี้เลยมั้ย”

“ครับ มาตอนนี้เลย ถึงแล้วโทรหาผมนะครับ”

“ครับ โอเคครับ” ผมวางสายจากอีกคน ลุกขึ้นไปแต่งตัวเพื่อที่จะออกไปเอากระเป๋าตังคืน  ตายละ ลืมไปว่า ไม่มีเงินติดตัวเลยเอาไงดี ผมเดินไปที่ลิ้นชัก เผื่อจะมีเศษเหรียญบ้าง เพราะต้องจ่ายค่าวินมอเตอร์ไซค์ตอนนั่งไป ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะมีเศษเหรียญที่ผมเคยโยนมาไว้ในนี้พอดี

 


                  ผมมาถึงสนามกีฬาภายในไม่กี่นาที เพราะตัวสนามกีฬา ไม่ได้อยู่ใกล้จากหอผมเท่าไหร่นัก จริงๆอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าออกของมหาวิทยาลัย

                  ผมกดโทรศัพท์โทรหาอีกคนเพื่อบอกว่าผมมาถึงแล้ว


“ฮัลโหล เอ่อ ผมมาถึงแล้วนะครับ ตอนนี้คุณอยู่ตรงไหนเหรอครับ” ผมถามอีกคน ตอนนี้ผมยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าสนามกีฬาเลย

“ถึงแล้วหรอครับ เอ่อผมอยู่ตรงลู่วิ่งด้านหน้าอัฒจรรย์น่ะครับ ผมใส่เสื้อกล้ามสีดำ รองเท้าสีดำครับ”

“อ่อ เดี๋ยวผมเดินไปครับ” ผมวางสายอีกคน แล้วเดินเข้าไปด้านใน มองหาคนตัวสูงใส่เสื้อกล้ามสีดำ จริงๆ ผมพอจะจำหน้าตาของอีกคนได้ ก็เมื่อตอนกลางวัน ผมหันไปมองหน้าเค้าตั้ง 2 รอบ มันก็ต้องคุ้นๆ บ้างละหน่า นั่นไง ใช่คนนั้นหรือเปล่า ผมรีบเดินตรงไปยังคนที่กำลังดื่มน้ำอยู่ข้างสนาม

 

“ขอโทษนะครับ พายุใช่มั้ยครับ” ผมค่อยๆ เอ่ยประโยคคำถามกับคนตรงหน้า


“ใช่ครับ เอ๊ะ นี่ คนเมื่อกลางวันนี่นา เจอกันอีกแล้วนะครับ” อีกคนพูดพร้อมกับส่งยิ้มตาหยีมาให้ผม

“อ่า ใช่แล้วครับ แหะๆ เอ่อ ผมขอกระเป๋าผมด้วยครับ” ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอตอนนี้เลยเนี่ยแหละครับ จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้

“นี่ครับ” อีกคนยื่นกระเป๋ามาตรงหน้า ผมรับมันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดดูของข้างในว่ายังอยู่ดีมั้ย

“ขอบคุณมากเลยนะครับ ไม่ได้พายุเราต้องแย่แน่ๆ” ผมกล่าวขอบคุณอีกคนหลังจากตรวจดูแล้ว ของข้างในยังอยู่ดี

       “ครับ ว่าแต่เราชื่ออะไรหรอ” อีกคนถามผม พร้อมกับกระดกน้ำลงคอไปด้วย ผมเพิ่งสังเกตเค้าชัดๆก็ตอนนี้แหละครับ เหงื่อเต็มตัวไปหมดเลย เหงื่อที่ใหลจากหน้าลงมาที่คอ แถมน้ำที่เค้ากลืนลงไป มันทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายตามเค้าไปด้วย

            “นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงของเค้าทำให้ผมหลุดจากภวังค์

            “ห้ะ อะไรนะครับ”

            “เมื่อกี้ผมถามว่า ชื่ออะไร” อีกคนบอก

            “อ้อ ชื่อใบชา”

            “พายุนะ วิศวะปี 3” โอ๊ะ ปี 3 พายุ วิศวะปี3 งั้นหรอ.....

            “เป็นอะไร” อีกคนถามผม สงสัยผมคงจะคิดมากเกินไป

            “เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไร เอ่อ สถาปัตย์ ปี 2 ครับ ผมคงต้องเรียกคุณว่าพี่แล้วล่ะ” ผมยิ้มตอบอีกคนไป

            “แล้วแต่เราเลยครับ จะเรียกว่าพี่ หรือว่า...ที่รัก ก็ได้ครับ” ไม่พูดเปล่า อีกคนยังยื่นหน้ามาใกล้ๆ ผม ด้วยความไม่ชิน ผมหดคอหนีด้วยความตกใจ

            “เอ๊ เอ่อ เมื่อกี้พี่ว่าอะไรนะครับ ผมได้ยินไม่ชัด” จริงๆ ผมได้ยินนั่นแหละ แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินไป

            “ไม่มีอะไรครับ ว่าแต่ จะกลับหอเลยหรือเปล่าครับ” พี่พายุถอยออกไปแล้ว ค่อยโล่งอก

            “กลับเลยครับ” 


            “กลับยังไง ให้พี่ไปส่งมั้ย”

            “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ พี่เก็บกระเป๋าผมได้แล้วยังจะไปส่งอีก ไม่เป็นไรครับ”

            “ไหนๆ พี่ก็เก็บกระเป๋าตังค์ได้แล้ว งั้นพี่ขออะไรเราหน่อยได้มั้ย” ว่าแล้วเชียว จะต้องมีการทวงบุญคุณกันแน่ๆเลย คนสมัยนี้...

            “เอ่อ อะไรครับ”

            “ไปกินข้าวกับพี่หน่อยสิ” คนตรงหน้าพูด พร้อมกับเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าสะพาย

            “เอ่อ แค่นี้เหรอครับ” ผมถาม

            “แค่นี้สิ หรือ.....จะเอามากกว่านี้ล่ะ” ไม่น่าเลย ไม่น่าถามเลยกู อีกคนอยู่เฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว ไปจี้ให้เค้าพูดอีกทำไม คนตัวสูงไม่พูดเฉยๆ มองผมที่ยืนนิ่งเหมือนจะเอาคำตอบให้ได้...

            “ว่าไงครับ แค่นี้ หรือ จะ เอา มากกว่านี้” อีกคนไม่หยุดแค่นั้น ยังเขยิบหน้าเข้ามาหาผม จนผมต้องถอยหนี อีกแล้วนะ อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย คนแมนๆ ใจเต้นรัวไปหมด

            “อะอะ เอ่อ แค่นี้แค่นี้ครับ” ผมตอบ อีกคนก็เลยหยุดเขยิบเข้าหาผม โอย พอเถอะ วันนี้หัวใจผมทำงานหนักไปแล้วนะ

       “ถ้างั้น...ก็ไปกันครับ” คนตัวสูงหยิบกระเป๋าแล้วเดินนำหน้าผมไป

            “ไปไหนครับ” ผมถามพร้อมเดินตามหลังอีกคนไปติดๆ

            “ขึ้นรถครับ จะพาไปกินข้าว” 







                              เราทั้งคู่เดินมาที่รถสีขาวคันหนึ่งที่จอดอยู่ตรงข้างตึก

            “ขึ้นรถสิครับ หรือว่า...ต้องให้พี่ไปเปิดประตูให้” อีกคนบอกพร้อมทั้งยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ไม่ต้องครับ ผมเปิดเองได้” ผมยิ้มแห้งเลยครับทีนี้ ไม่รู้จะรับมือกับคนๆนี้ยังไงแล้ว โอย

 

                              บรรยากาศบนรถดูอึดอัดแปลกๆ เราทั้งคู่เงียบกันตลอดทาง ไม่มีใครชวนอีกคนคุย จนผมต้องเอ่ยปากถามอีกคนไป...

             “เอ่อ เปิดเพลงได้มั้ย” ผมหันหน้าไปถามอีกคนที่มองถนนตรงหน้าอยู่

            “ได้สิครับ โทษที พอดี พี่สายตาไม่ค่อยดี นี่ก็มืดมากแล้ว ขับรถตอนกลางคืนไม่ค่อยถนัดน่ะเลยต้องมีสมาธิหน่อย” อีกคนอธิบาย มิน่าล่ะ ถึงได้เพ่งสะ เอ๊ะ สายตาไม่ดี ? งั้นเหรอ... อีกแล้วนะ มันจะเหมือนกันเกินไปหรือเปล่า ไม่หรอก ไม่ใช่.....ผมได้แต่ภาวนา

 

            “อ้อ แล้วทำไมพี่ไม่ใส่แว่นล่ะครับ”

            “ตั้งแต่ขึ้นมหาลัย พี่ก็ไม่ค่อยใส่แว่นแล้วครับ พี่ใส่แต่คอนแทคเลนส์” อ้อ มิน่าละ

            “แล้ววันนี้ไม่ได้ใส่คอนแทคมาหรอครับ”

            “เวลาเล่นกีฬาพี่ไม่ค่อยชอบใส่ เหงื่อชอบใหลเข้าตา พี่กลัวขยี้แล้วมันหลุดน่ะครับ เลยไม่ใส่สะเลย” ผมถึงกับร้องอ้อ แบบนี้สินะ อีกคนถึงได้เขยิบหน้าเข้ามาใกล้ สงสัยมองเค้าไม่ค่อยชัดแหงๆ 


 

       “ถึงแล้วครับ” อีกคนบอกพร้อมกับดับเครื่องยนต์

       “โอ๊ะ ถึงแล้วเหรอครับ” ผมปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนมองไปรอบๆ ที่แท้เค้าก็พามากินราเม็งแถวๆมหาลัยนี่เอง

            “พี่ชอบกินราเม็งเหรอครับ” ผมไปยืนข้างๆ อีกคน

            “ก็ชอบนะ” คนตัวสูงว่า ก่อนจะคว้ามือของเค้าแล้วเดินเข้าร้าน

            “เอ่อ พี่ครับ ไม่ได้ต้องจับก็ได้มั้ง” ผมว่าพลางแกะมือของอีกคนออก

            “ขอโทษครับ พอดีลืมตัวน่ะ” พี่พายุยิ้ม พร้อมค่อยๆปล่อยมือของเค้าออกให้เป็นอิสระ แหม ก็หล่อหนิเนอะ คงจะมากับสาวๆ บ่อยละสิ

            “พี่รู้นะว่าเรากำลังคิดอะไร เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่เดี๋ยวนี้น่ะ ไม่ใช่แล้วนะครับ” พี่พายุว่าก่อนจะยิ้มตาหยีมาให้เค้าอีกครั้ง อะไร รู้ได้ไงว่าเค้าคิดยังไง

            “อะอะไรเล่า รู้ได้ไงว่าผมคิดอะไร”

            “ก็ดูเรามองพี่สิ” 

 

             “ไม่คุยด้วยแล้ว สั่งอาหารดีกว่า” ผมว่า หยิบเมนูขึ้นมาดู โดยเอาเมนูขึ้นมาบังหน้า

            “ผมเอาอันนี้ครับ” ผมชี้ไปที่รูปเพื่อบอกพนักงาน

            “ผมเอาเหมือนเค้าครับ” คนฝั่งตรงข้ามบอกพนักงานก่อนยิ้มน้อยๆแล้วหันมาถามผม

            “เราเอาไรเพิ่มมั้ยครับ”

            “ไม่ล่ะครับ” ผมบอก

            “งั้นเอาแค่นี้ครับ” เค้าหันไปบอกพนักงาน ก่อนจะจ้องมาที่ผม

            “มองผมทำไมครับ” ต่างคนต่างจ้องกัน และแน่นอน ผมเป็นฝ่ายหลบตาพี่เค้าก่อน ใครจะไปชนะเล่า เล่นจ้องกันสะขนาดนั้น...

            “ก็อยากมองครับ เลยมอง แล้วจะไม่ถามพี่หน่อยเหรอ ว่าทำไมพี่กินแบบเดียวกับเรา”

            “แล้วทำไมล่ะครับ” ผมยื่นหน้าไปใกล้อีกคน ทำสู้ไปงั้นแหละ

            “ก็.....พี่คิดว่าอะไรที่ใบชาสั่ง พี่ก็จะทำตาม อะไรที่ใบชาคิดว่าดี พี่ก็คิดว่าดีครับ” ไม่ตอบอย่างเดียว อีกคนก็ยื่นหน้ามาด้านหน้าด้วยเช่นกัน ทำให้หน้าเราทั้งคู่ตอนนี้ห่างกันไม่มากนัก เราสองคนจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใครอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งที่ผม...เป็นฝ่ายหลบตาก่อน แล้วขยับออกมา

            “เอ่อ พี่....ว่าอะไรนะครับ” ผมถามเสียงสั่น...จริงๆ ไม่ใช่แค่เสียง แต่ใจผมน่ะ สั่นไปหมดแล้ว อะไรกันผู้ชายคนนี้

       “ของดี มีให้ฟังครั้งเดียวนะครับตัวเล็ก” อีกคนยิ้มให้ผมด้วยแววตาที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าหมายถึงอะไร เป็นแววตาที่ผมรู้สึกคุ้นตายังไงบอกไม่ถูก

            “ไหนพี่บอกจะทำตามที่ผมบอกไง” อะไรกัน พลั้งปากพูดออกไปแล้ว ผมเอามือปิดปากทันทีหลังจากรู้ว่าพูดอะไรออกไป

            “ได้ยินหรอครับ แล้วถามพี่อีกรอบทำไมล่ะครับ” อีกคนทำหน้าตาล้อเลียนผมกลับมา เหมือนกับรู้ว่าผมเผลอพูดมันออกไป

            “อะไรครับ ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ ไม่คุยด้วยแล้ว” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแก้เขิน จอโทรศัพท์บ่งบอกเวลาตอนนี้ เกือบสองทุ่มแล้ว อะไรกันทำไมเวลาเดินไวอย่างนี้ งานยังไม่ได้ทำเลย ต้องรีบกินรีบกลับแล้ว


                         เมื่ออาหารถูกเสิร์ฟตรงหน้า ผมก็จัดการอาหารอย่างไม่รอใคร จนอีกคนต้องเอ่ยปากพูด

            “นี่ ค่อยๆกินสิ เดี๋ยวก็ติดคอเอาหรอก”

            “เอ่อ พอดีผมมีงานต้องกลับไปทำน่ะครับ” ผมบอกทั้งที่ปากก็ยังเคี้ยวอยู่

            “กินให้เสร็จแล้วค่อยพูด” คนตรงหน้าทำหน้าดุก่อนจะใช้ตะเกียบสะกิดตะเกียบของผม




อะไรกัน....ตอนที่เค้าทำหน้าดุผมเมื่อกี้ แล้วก็ ประโยคเมื่อกี้อีก

 

                      นี่ใบชา กินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพูด

เสียงดุของรุ่นพี่หลังจากที่เค้าเอาแต่พูดจนข้าวในปากกระเด็นลงบนโต๊ะอย่างน่าเกลียด ทำให้รุ่นพี่ที่กำลังกินข้าวต้องหันมาดุน้องน้อย

ภาพในวันวานของเด็กน้อยที่กำลังกินข้าวกับรุ่นพี่ในวัยเด็กฉายภาพในหัวโดยที่ตอนนั้นเค้าจำได้ดีกว่า เค้ามีความสุขแค่ไหนที่ได้อยู่กับอีกคน..





“นี่ ใบชา เราเป็นอะไรหรือเปล่า พี่เห็นเราเหม่อหลายรอบแล้วนะวันนี้” อีกคนมีสีหน้าเป็นกังวล หลังจากที่เค้าถูกดุ แล้วผมก็เงียบไป

“เปล่าครับ ผมคิดอะไรเพลินๆน่ะ”

“ไม่ต้องรีบขนาดนั้น กินเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ไปส่งที่หอ”

“ไม่เป็นไรครับพี่ พี่พาผมมากินข้าวแล้ว เดี๋ยวผมกลับเองได้”

“การให้พี่ไปส่งที่หอ เป็นค่าตอบแทนที่พี่เก็บกระเป๋าเราได้ด้วย นอกจากจะมากินข้าวกับพี่แล้ว” อีกคนพูดหน้าตาเฉย โดยที่ไม่ได้สนใจเค้าที่นั่งหน้างอหน้าชามราเม็ง

“ก็ได้ครับ” ผมได้แต่ตอบรับอีกคนไป โดยที่ไม่โต้แย้งอะไรอีก ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้คงกลับลำบากแล้ว ให้พี่เค้าไปส่ง หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ผมได้แต่คิดแบบนั้น....


               เมื่อกินเสร็จ อีกคนก็จ่ายเงินให้ผมโดยที่ผมบอกเค้าแล้วว่า ผมจะขอจ่ายส่วนของผมเอง แต่อีกคนก็ยังใช้ข้ออ้างเดิมๆ ในการที่จะจ่ายให้ผม



“หอเราอยู่ตรงไหนครับ” อีกคนเอ่ยถามหลังจากที่ขับรถออกมาจากร้านได้สักพัก

“หอผมอยู่เลยสะพาน ซอยอยู่ใกล้ๆ เซเว่นน่ะครับ”

“ใกล้ๆ เซเว่นเหรอ” อีกคนว่า สงสัยจะนึกซอยหอของผมอยู่ละมั้งครับ

“ใช่ซอยที่มีหมาเยอะๆ หรือเปล่า”

“อ้อ ใช่แล้วครับ ซอยนั้นแหละ”

“โอเค เดี๋ยวใกล้ถึงละบอกพี่อีกทีนะ”

“แล้วหอพี่อยู่ไหนหรอครับ” มันจะแปลกมั้ยนะ ที่ผมเอ่ยถามที่อยู่ของอีกคนไปเหมือนกัน

“พี่อยู่คอนโด เลยปั้มน้ำมันไปน่ะ” ได้แต่ร้องอ๋อในใจ คอนโดคนรวยสินะ อืม ก็คิดไว้แล้วเชียวว่าอีกฝ่ายจะต้องมีฐานะที่ร่ำรวย เพราะดูจากการแต่งตัวในตอนกลางวัน ทั้งตัวเป็นแบรนด์เนมสะขนาดนั้น ไม่รวยก็ไม่รู้ว่ายังไงแล้ว



               ไม่นานรถคันหรูก็มาถึงหน้าซอยของผม

“พี่จอดหน้าซอยก็ได้ครับ นี่ดึกเริ่มดึกแล้ว เดี๋ยวผมเดินเข้าไปเองก็ได้”

“ไม่เป็นไร จะถึงอยู่แล้วเนี่ย พี่ไม่มีธุระทำอะไรแล้วล่ะ พี่ส่งหน้าหอน่ะดีแล้ว หมาเยอะไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็โดนกัดหรอก” ถ้าแค่ฟังโดยที่ไม่ได้มองหน้าอาจจะคิดว่าเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่จริงๆ มันคือประโยคคำสั่งชัด ๆ

“ครับๆ” ผมได้แต่ตอบรับไปแบบนั้น ผมปฏิเสธเค้าได้สักครั้งมั้ยล่ะ

 

 

“หอนี้ครับหอนี้” ผมชี้ไปที่หอทางด้านขวามือของผม อีกคนก็จอดตามที่บอก

“ขอบคุณมากนะครับสำหรับเรื่องกระเป๋า แล้วก็เรื่องอาหารเย็น แล้วก็ยังจะมาส่งผมอีก”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมกำลังปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว แต่ก็มีมือมาคว้ามือผมไว้สะก่อน

 

“ใบชาครับ” คนตัวสูงเรียก ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกคน

“คะคะครับ”

“เอ่อ เปล่าครับ ไม่มีอะไร ฝันดีนะครับ” คนตรงหน้าปล่อยมือออกจากแขนของผม

“ครับ ฝันดีเช่นกันครับ” ผมบอกก่อนจะลงจากรถของอีกคน ยืนมองจนรถคันนั้นขับพ้นสายตาไป แล้วจึงเดินขึ้นหอ ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้าจะพูดตอนที่เรียกผมบนรถนั้นเค้าจะพูดอะไร แต่แววตาตอนที่เราสบตากัน มันทำให้ผมรู้สึกว่า เค้าอยากบอกอะไรกับผม แต่เค้าก็เปลี่ยนใจ เฮ้อช่างมันแล้วกัน เดี๋ยวก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว... 


               วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกที่โคตรยาวนาน โคตรเหนื่อย เหมือนเวลาวันนี้มันมากกว่า 24 ชั่วโมงอย่างที่ควรจะมี วันนี้การที่ได้เจอกับคนที่ชื่อพายุ การที่ได้กินข้าวกับคนๆนั้น มันทำให้ผมรู้สึกแปลกไป ความคุ้นเคยที่ค่อยๆเกิดขึ้นในใจ....มันคืออะไรกันนะ ?








--ตาม(ใ)บัญชา—


ลงครบ 100 เปอร์ แล้วนะคะ เป็นยังไงกันบ้าง ฝากคอมเม้นกันด้วยน้า

ขอบคุณที่ติดตามจ้า :D

ติชมและพูดคุยกันได้นะ 

       ฝากด้วยนะคะ



       #ตามบัญชาใบชาพายุ

       #ใบชาพายุ

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

2 ความคิดเห็น