ร้ายมา รั ก ก ลั บ ไม่โกง : Fleet of love

ตอนที่ 6 : ร้ายมารักกลับครั้งที่ 5 : อดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    9 พ.ย. 63

 

 

08.30 น.

ครืด ครืด ครืด 

มือควานหาวัตถุที่กำลังสั่นรัวๆจนปลุกฉันจากการนอน แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายต้องปรือตาขึ้นมาดูว่ามันอยู่ไหนกันแน่

ไปอยู่ทำไมปลายตีนวะ

“โหล” กดรับสายพลางพูดออกไปเสียงห้วนแล้วล้มตัวลงนอนคลุมโปงท่าเดิม

[ทำไมไม่มาเรียนคะอีดอก] เสียงแจ๋นของ ‘กุญแจซอล’ หรืออีกุน เพื่อนสนิทที่มหาลัยฉันดังขึ้น

“ไปไม่ไหว” 

[อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนแอบไปแดกเหล้ามา] แสนรู้จังวะ

“เออ” 

[กับใคร] มันถามต่อ

“พวกจูน” 

[เพื่อนสมัยมัธยมมึงอะนะ] 

“เออ” 

[แล้วไป กูก็นึกว่าไปกับผู้ชาย] หึ แล้วฉันได้บอกไหมว่าไม่มีผู้ชายไปด้วย แอบลอบยิ้มใต้ผ้าห่มในความเด๋อของมันก่อนจะพลิกตัวหันหน้าไปอีกทาง วันที่ได้นอนตื่นสายนี่มันดีจริงๆเลยโว้ย

“จดการบ้านมาเผื่อกูด้วยนะ” ออกคำสั่งออกไปด้วยดวงตาที่ปิดสนิท 

[ไม่ต้องบอกหรอก ไอ้เป้งผัวสาธารณะมึงทำให้แล้ว] หึ คิดไว้อยู่ละ ให้มันได้อย่างนี้สิ เพื่อนเป้งนี่ดีกับเพื่อนพีทตลอดเลย จบไปต้องให้รางวัล

“อ่า งั้นฝากขอบใจมันด้วย” 

[เออ กองไว้ตรงนั้นแหละ แค่นี้นะ กูจะไปเรียนคาบต่อไป] 

“อือๆ” พูดจบมันก็ตัดสายทิ้งทันที อีคนไร้มารยาท 

 

ครืดดด ครืดดด

ใครโทรมาอีกวะ คนจะหลับจะนอน

[อีพีท] ยังไม่ทันได้กรอกเสียงลงไป ปลายสายก็แหกปากขึ้นซะก่อน

“อะไรอีมุก” ลากเสียงยาวๆตรงคำว่าอี แหกปากแต่เช้าเลย อะไรของมัน

[กูโทรหาทั้งคืน เช้านี้กูก็โทรเป็นร้อยสาย ทำไมมึงไม่รับ] 

“กูหลับค่ะเพื่อนนน” ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงงัวเงีย “มีอะไร”

[เมื่อคืนอยู่ๆมึงก็หายไปแบบนั้น รู้ไหม กู อีจูน น้องคณินต้องวุ่นตามหามึงแค่ไหน] 

“กูส่งข้อความไปบอกพวกมึงในกลุ่มแล้วนี่” พูดจบก็ปรือตามาเปิดดูหลักฐานเมื่อคืน ว่าฉันส่งไปบอกพวกมันแล้วจริงๆ แต่... “อ้าว สงสัยกูลืมเปิดเน็ต ข้อความมันเลยไม่ไป” 

[นั่นไง อิผี! ทำไมมึงไม่เช็คก่อน ทำคนเขาเดือดร้อนกันหมด]

“ก็กูรีบ กูง่วง” 

[สัส เหตุผลมึงเนี่ยนะ นี่ถ้ากูไม่บอกให้คณินไปเช็คกับนิติคอนโดมึง คงได้รอกันอยู่ที่บาร์ทั้งคืน] 

“คณินมาหรอ” 

[ก็เออดิ] 

“มึงบอกที่อยู่เด็กมันทำไมอิมุก” 

[ก็มันจำเป็น] 

“มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบให้ใครตาม” 

[แล้วน้องคณินมึงเป็นคนแบบนั้นหรอ มึงก็เห็นอยู่ว่านิสัยเด็กมันเป็นยังไง]

“อือ กูรู้ แต่กูแค่ไม่ชอบ” 

[เออๆ เอาเป็นว่าเรื่องนี้กูกับมึงผิดกันคนละครึ่ง] เนี่ย เกลียดมันเพราะแบบนี้แหละ

“มีไรอีกปะ ไม่มีจะได้วาง” 

[เออ มีๆๆๆ]

“มีไรรีบว่ามา” 

[เมื่อเช้ากูเจอไอ้ศร] 

พรึบ

หูฉันผึ่งและรีบลุกขึ้นมานั่งบนเตียงทันที

“มึงเจอมันที่ไหน” 

[ที่มอกูเนี่ยแหละ กูไปสืบมาแล้วด้วย พึ่งรู้ว่ามันเทียบเกรดเข้ามาเรียนที่เดียวกันกับพวกกู]

“...” ฉันเงียบแล้วครุ่นคิด ทำไมหมอนั่นถึงมาย้ายมหาลัยเอาตอนนี้นะ

[แล้วกูก็รู้มาอีกว่า ตอนนี้มันเลิกกับอินุ่นแล้ว แถมยังทิ้งอีตอแหลนั่นไว้ที่เชียงใหม่แล้วแอบหนีมาที่นี่คนเดียว] เลิกกันแล้วงั้นหรอ ฉันรู้แค่ว่าตั้งแต่ฉันเลิกกับคันศร ผู้ชายที่เป็นรักแรกและรักเดียวตลอดสามปี มันกับเพื่อนเก่าคนนั้นของฉันก็คบกันออกหน้าออกตา ไม่แคร์สายตาว่าคนอื่นจะมองยังไง รวมถึงไม่แคร์แฟนเก่าอย่างฉันด้วย 

พอเรียนจบ ม.6 พวกเราก็แยกย้ายกันไป ฉันแยกตัวมาเรียนคนเดียว มุกกับจูนเรียนที่เดียวกัน ส่วนรายนั้น คันศร... หมอนั่นย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่กับแฟนของมัน

หากจะให้เริ่มเล่าเรื่องระหว่างฉันกับไอ้แฟนเก่าเฮงซวยนั่นให้ทุกคนฟัง มุกมันคงต้องถือสายรอฉันนานหน่อย... เผื่อว่าใครอยากจะรู้ความเลวของแฟนเก่าที่สุดแสนประเสริฐของฉันคนนี้ ฉันพอจะนึกขึ้นมาได้อยู่เหตุการณ์นึง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในวันที่ฉันกับมัน... เลิกกัน

 

(พาร์ทอดีต คันศร-พีท)

“พีท เมื่อไหร่จะเลิกหว่านสเน่ห์ใส่ผู้ชายสักทีวะ”

“อะไร ก็นั่งอยู่เฉยๆปะ” ฉันกรอกตาพลางหันไปมองหน้าไอ้คนข้างๆ

“แต่เมื่อกี้เราเห็นนะว่าเธอมองมัน” หนึ่งในความน่ารำคาญของคันศรก็คือ ตัวเองมองได้ แต่คนอื่นมองไม่ได้ นึกว่าฉันไม่รู้หรอ ว่ามันพึ่งละสายตาจากเด็กผู้หญิงกระโปรงสั้นคนนั้นมาหมาดๆ

“แล้วแต่จะคิดแล้วกันศร... คาบต่อไปเราไม่เข้าเรียนฟิสิกส์นะ ศรไปเรียนกับเพื่อนเหอะ”

“ได้ไง ถ้าเธอโดด เราก็จะโดด”

“ทำไมต้องทำตามด้วยอะศร เดี๋ยวแม่เธอก็มาว่าเราอีก”

“เกี่ยวไรกะแม่อะ” หึ พูดราวกับไม่รู้จักนิสัยแม่ตัวเองงั้นแหละ

“เราไปนะ” พูดจบฉันก็คว้าแขนจูนเพื่อนสนิทเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

“มึงเชื่อใจไอ้ศรได้แค่ไหนวะพีท” จูนพูดขึ้นหลังจากที่เราสองคนมาปักหลักนั่งกันที่ม้าหินอ่อนข้างสนามฟุตบอล คาบนี้เป็นคาบว่าง พวกเราเลยมีเวลาเหลือเฟือ

“กูก็ไม่ได้เชื่อมันเต็มร้อยหรอก ทุกวันนี้กูก็แค่เผื่อใจ” 

“คนเรามันเผื่อใจกันได้ด้วยหรอวะ” มันมองฉันด้วยสายตาไม่เข้าใจ อืม ก็มันไม่เคยคบใครมาก่อนนี่เนอะ

“ได้ดิ มึงแค่ต้องรักตัวเองให้มากกว่ารักมันแค่นั้น” ฉันทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ให้มันคิดเอง เดี๋ยววันนึงมีแฟนมันก็รู้เองแหละ

 

30 นาทีต่อมา

“แฮ่กๆ อีพีท” เสียงวิ่งบวกกับเสียงหอบเหนื่อยดังใกล้เข้ามาพร้อมกับการปรากฏตัวของมุกเพื่อนในกลุ่ม

“นี่มึงรีบไปไล่วัวไล่ควายที่ไหน” จูนหันไปถาม

“พวกมึงโดดฟิสิกส์หรอ กูตามหาตั้งนาน” มันพูดขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน

“เออ ไม่โดดมึงก็เห็นกูบนห้องแล้วไหมมุก” ฉันตอบ

“เออ มึงอย่าพึ่งกวนตีนกู กูมีเรื่องจะรายงาน”

“มีไรว่ามา” วางของทุกสิ่งที่อยู่ในมือลง ก่อนจะหันไปตั้งใจฟังเรื่องที่มันกำลังจะพูด

“มึงรู้ปะว่าไอ้ศรมันโดด” 

“เออ กูเดาไว้อยู่ละ กูไม่ขึ้นมันก็ไม่ขึ้นหรอก” ถ้ามันขึ้นนี่สิแปลก

“แล้วมึงรู้ไหมมันไปไหน”

“ไปไหนวะ”

“กูเห็นมันนั่งอยู่กับผู้หญิงที่ศาลาพักใจ” ศาลาพักใจคือศาลาไม้เก่าๆข้างตึกวิทย์ ปกติมักจะมีนักเรียนแวะเวียนไปนั่งกันตลอดเพราะมันค่อนข้างลับตาคน แถมยังมีพุ่มไม้บัง จะทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวใครเห็น

“สองคน? ” ฉันเอียงคอถาม

“เออ สองต่อสองนี่แหละ”

“งั้นอิจูน มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อย มุกมึงนั่งเฝ้าของอยู่นี่” พูดจบก็ลุกขึ้นทันที

“เอาดิ/ เออ มึงรีบไป” อิจูนตกปากรับคำโดยที่มุกมันอาสาเป็นคนอยู่เฝ้าของให้ ระหว่างที่เดินไปฉันก็ขบคิดมาตลอดทาง กล้านักนะศรถึงทำอะไรในที่โจ่งแจ้งแบบนี้ ปกติถึงมันจะชอบเหล่หญิง แต่มันก็ไม่เคยทำอะไรประเจิดประเจ้อหรือทำให้ฉันอับอาย แต่คราวนี้กลับไม่ มันทำให้คนเห็นคาตา ฉันจะต้องไปดูด้วยตาตัวเอง มันจะได้ดิ้นไม่หลุด

“จูน มึงว่ามันสองคนยังนั่งด้วยกันอยู่ไหมวะ”

“กูว่าอยู่”

“หรือกูไม่ไปดีวะ” ชะลอฝีเท้าให้ช้าลงพลางถามคนที่เดินตามมา

“ตามใจมึงสิ แต่กูขอถามมึงอย่างนึงนะ ถ้ามึงไม่ไป มึงจะกลับไปแกล้งโง่เหมือนที่ผ่านมาหรอวะ” เออ ตรงประเด็นดี

“กูไม่อยากเป็นแบบนั้นแล้วว่ะ”

“งั้นก็ลุยเลย” มันพยักหน้า

“อืม”

“เดี๋ยวพีท... มึงโอเคใช่ไหม” มือเล็กๆของมันพุ่งมาจับแขนฉันไว้ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินต่อ

“กูต้องโอเคสิ คนที่ไม่โอเคคือมันต่างหาก”

“งั้นไปกันเลย มีไรต้องกลัวล่ะ” มือข้างนั้นผละออกมาวางที่บ่า เหมือนเป็นการเติมพลังให้ฉัน เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

 

เคร้งงงง

เสียงกระจกกระทบกับเสาไม้จนมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ฉันเป็นคนล้วงมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วปาออกไปเอง ดีเท่าไหร่แล้วที่ฉันไม่เขวี้ยงใส่หน้าพวกมันสองตัว 

ภาพริมฝีปากของคนสองคนที่กำลังจะเคลื่อนเข้าหากันทำให้อารมณ์ฉันขาดผึง กะว่าจะมาชี้หน้าด่ามันเฉยๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ตัดเป็นตัด เลิกเป็นเลิก!

คนอย่างอิพีททนได้ทุกเรื่อง รับไม่ได้อยู่เรื่องเดียวคือ การนอกกาย มันจะไปชอบใครฉันไม่สน แต่การที่มันให้คนอื่นมาทับรอยฉัน ฉันไม่ทน!

“พีท ใจเย็น” จูนดึงแขนฉันไว้ไม่ให้ก้าวเข้าไปหาพวกมัน

“มึงยังจะให้กูเย็นอยู่อีกหรอวะจูน” สะบัดมือจูนที่จับแขนออก มือทั้งสองข้างกำหมัดเข้าหากันแน่นพลางจ้องหน้าไอ้ศรที่ไม่มีแววตาของคนที่กำลังรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

ฉันรู้ว่ามันต้องการประชดฉัน แต่ทำแบบนี้มันเกินไปปะวะ จูบเลยนะเว้ย แล้วถ้าฉันมาช้ากว่านี้อะ พวกมันไม่ลิ้นแลกลิ้นไปแล้วหรอ

ไอ้คันศร ไอ้ผู้ชายเฮงซวย

“มึงเลิกกับกูไหมศร จะได้จบๆ” ก้าวเข้าไปเผชิญหน้าพลางเท้าเอวถาม ไม่ได้ขึ้นมึงขึ้นกูกับมันมานาน วันนี้แตกเป็นแตก

“อือ เอาดิ มึงอยากเลิกกับกูมาตั้งนานแล้วนี่” พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดพลางมองมาด้วยแววตาเฉยเมย 

“ใจเย็นๆนะพีท ฉันกับศรไม่ได้มีอะไรกันเหมือนที่แกคิดเลย” น้ำฝน หรือ อิฝน เพื่อนเก่าฉันสมัยประถมพูดขึ้น ทั้งๆที่มันรู้ดีว่าฉันกับคันศรเป็นอะไรกัน แต่มันก็ยังหน้าด้านมายุ่งกับแฟนฉัน

“แล้วที่กูเห็นคืออะไร ไหนมึงแถมา”

“ฉันแค่มาให้ศรช่วยติววิชาคณิตศาสตร์ให้ ฉันไม่เข้าใจเรื่องอินเตอร์เซกชันแอนด์ยูเนียน” นอกจากจะแอ๊บแบ๊วแล้วยังแถจนสีข้างถลอก หึ กูคน ไม่ใช่ควาย ไม่ได้กินหญ้าอีเวร

“งั้นกูถามไรหน่อย ที่ครูสอนในห้อง มึงไม่ฟังหรอ ถึงต้องให้แฟนคนอื่นมาสอนในที่ลับตาคนแบบนี้”

“ฉัน ฉันขอโทษ” พูดขึ้นด้วยแววตาสั่นระริก

“ไม่ต้องสะเออะมาขอโทษ! มึงอยากติวอะไรกันก็ติวให้เต็มที่ พากันไปติวที่บ้านก็ได้กูไม่ถือ แม่ไอ้ศรมันชอบเด็กเรียนอยู่แล้ว”

“มันจะมากไปแล้วนะพีท” ศรมีท่าทางโกรธจัดพลางดันตัวอิฝนให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง คงกลัวว่าฉันจะเข้าไปตบมัน 

ยอมรับว่าฉันพาล แต่มันอดไม่ได้จริงๆ มาเจอแบบนี้เป็นใครๆก็คุมตัวเองไม่อยู่ทั้งนั้นแหละ ฉันไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใคร โดยเฉพาะคนที่เหี้ยกับฉันก่อน

“กูสุดจะทนกับมึงแล้วจริงๆว่ะศร ทุกวันนี้ที่กูไม่พูด ไม่ใช่ว่ากูไม่รู้ว่ามึงทำอะไรบ้าง แต่กูแค่เลี่ยงที่จะไม่พูดถึงมันเพราะไม่อยากทะเลาะกับมึง แต่สุดท้ายมึงก็ทำแบบเดิมซ้ำๆ” 

“... ขอโทษ” มันหลุบตามองพื้นแล้วเอ่ยออกมา ตั้งนานแล้วพึ่งรู้สึกหรอว่าตัวเองทำผิด

“ขอโทษงั้นหรอ ทีก่อนทำทำไมมึงไม่คิดอะ หรือสมองมึงไม่มี เอาไปสอนอีนี่หมดแล้วรึไง? ”

“...” มันเงียบ แววตาเกรี้ยวกราดเมื่อครู่อ่อนลงทันตาเห็น

“จำไว้นะศร คำว่าโอกาสกูไม่มีให้มึงอีกแล้ว หลังจากนี้มึงไม่ต้องยุ่งกับกูอีก ถือว่าเราจบกันตั้งแต่วันนี้” พูดจบฉันก็หมุนตัวออกมาจากตรงนั้นทันที แต่

หมับ

ฉันถูกคว้าข้อมือไว้จากทางด้านหลังแถมยังถูกหมุนตัวให้ไปเผชิญหน้ากับมันอีก

“ทุกวันนี้เคยรักกันบ้างปะวะ เธอก็รู้ว่าเราไม่ได้จริงจังกับใครนอกจากเธอคนเดียว เรารู้สึกกับเธอมากแค่ไหนเธอไม่รู้เลยหรอ”

“แล้วที่มึงพาคนโน้นคนนี้ซ้อนรถไปไหนมาไหนอะศร ที่กูโทรหามึงแล้วสายไม่ว่างตอนดึกๆบ่อยๆอะ มันแปลว่าอะไร มึงคิดว่ากูโง่มากนักหรอ” สะบัดข้อมือตัวเองออกสุดแรงแล้วโพล่งออกไป “เราพอแค่นี้เหอะ มึงอย่าถามเอาคำว่ารักจากกูเลย ขนาดตัวกูเองกูยังไม่รักเลย ถึงโง่มาคบกับคนอย่างมึงเนี่ย”

“...” คนตรงหน้าถึงกับพูดอะไรไม่ออก เมื่อได้ยินคำพูดใจร้ายที่ฉันพึ่งโพล่งออกไป แววตาแดงก่ำที่จ้องมองมามันไม่มีผลอะไรกับฉันอีกต่อไปแล้ว

“พอกันที ผีเน่าอย่างมึงก็อยู่กับโรงผุอะสมควรแล้ว” 

“พีท” แววตาปวดร้าวฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด อย่าถามหาความเห็นใจจากคนอย่างฉันเลย สำหรับฉัน วันไหนที่ฉันได้รัก ฉันก็จะรักให้ถึงที่สุด แต่ถ้าวันไหนฉันได้เกลียดใครแล้ว อย่าว่าแต่ไม่มองหน้าเลย แค่เสียงฉันยังไม่อยากได้ยิน

ผลัก

“ไปตายที่ไหนก็ไป” ถือว่านี่เป็นคำด่าและคำลาครั้งสุดท้ายจากฉันแล้วกัน

(จบพาร์ทอดีต คันศร-พีท)

 

[อิพีท มึงฟังกูอยู่ปะ]

“เออ” ใจฉันลอยไปไหนวะ ไม่ได้ฟังที่มุกมันพล่ามเลย

[ที่มึงเงียบเนี่ย เพราะคิดถึงเรื่องนั้นอยู่ใช่ไหม] มันถาม เมื่อวานฉันเล่าเรื่องที่ไอ้ศรมันกลับมาขอคืนดีให้มันฟังหมดแล้ว ระหว่างฉันกับมันไม่เคยมีความลับต่อกัน

“กูไม่อยากเจอมันอีกแล้วว่ะมุก” เอ่ยปากบอกเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดมาตั้งแต่เมื่อวาน จนต้องดื่มเหล้าให้เมาแล้วรีบกลับมานอน

[แต่มึงจะหนีมันไปตลอดไม่ได้ คนอย่างไอ้ศร ถ้ามันคิดจะทำอะไรแล้ว กูว่ามันเอาจริง]

“แล้วกูต้องทำยังไงวะ ที่ผ่านมามันยังทำร้ายกูไม่พอหรอ” พูดพลางเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น คันศร ผู้ชายคนนี้คือความเจ็บปวดเดียวในชีวิตฉัน

[มึงยังไม่ลืมมันใช่ไหมพีท ตอบกูมาตามตรง]

“เปล่า กูแค่ไม่ชอบให้มันเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตกู” รีบตอบกลับไปทันควัน

[งั้นมึงก็ทำอะไรสักอย่างสิ... ทำให้มันรู้ว่ามึงจะไม่มีวันกลับเข้าไปในชีวิตมันอีก]

“กูไม่เข้าใจ” 

[โอ๊ย ทีเรื่องแบบนี้ล่ะโง่ ตอนสับรางผู้ชายไม่เห็นโง่แบบนี้] 

“อีมุก จะพูดอะไรมึงก็พูดมา” ทำไมต้องพูดอะไรให้มันยากด้วยวะ อธิบายมาทีเดียวไม่ได้หรอ

[มึงก็เปิดตัวว่าคบกับใครสักคนสิวะ ไม่ใช่ควงคนโน้นทีคนนี้ที ไม่มีตัวตน]

“มึงก็รู้ว่ากูไม่อยากจริงจังกับใคร กูไม่อยากมีความสัมพันธ์” เรื่องนี้คือเรื่องต้องห้ามสำหรับฉัน คบได้ เต๊าะได้ แต่ถ้าให้คบใครจริงจังฉันไม่เอา

[งั้นไหนมึงบอกกูซิว่ามึงมีหนทางที่ดีกว่านี้อีกไหมอิพีท]

“ไว้กูจัดการเรื่องนี้เอง วิธีที่มึงบอก กูจะเก็บไว้เป็นตัวเลือกสุดท้าย” ฉันพูดตัดบทเพราะคิดไปก็เหนื่อยเปล่า ตอนนี้เรื่องมันยังไม่เกิด บางทีคันศรมันอาจจะแกล้งฉันยั่วฉันเล่นก็ได้ ดูจากคำพูดที่มันใช้ดูถูกฉันแล้ว มันคงไม่คิดที่จะกลับมา

[เออ งั้นกูจะรอดู]

 

….

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #3 JeaEiEi10009 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 05:43
    รอๆๆๆๆค๊ะ
    #3
    1
  2. #2 punneeranee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 11:32

    รอจร้าาาา
    #2
    1