ร้ายมา รั ก ก ลั บ ไม่โกง : Fleet of love

ตอนที่ 3 : ร้ายมารักกลับครั้งที่ 2 : โจทก์เก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    4 ธ.ค. 63

 

สามชั่วโมงก่อนเกิดเรื่อง

หลังจากเลิกเรียน ฉันตรงปรี่มาที่คอนโดของตัวเองเพื่ออาบน้ำแต่งตัวออกไปหามุกกับจูนตามนัด ขณะที่ก้าวลงจากรถ จู่ๆสายตาก็สบเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ทางเข้าหลักของคอนโด ฉันจำได้ดีว่าใบหน้าคมได้รูปนั่นคือใคร ถึงแม้ว่าส่วนสูง สีผิว และการแต่งตัวของหมอนั่นจะเปลี่ยนไปก็ตาม

หมอนั่นมาทำอะไรที่นี่ 

“จะเดินผ่านกันไปแบบนี้จริงๆหรอพีท” เสียงทุ้มเอ่ยทักขึ้นขณะที่ฉันกำลังจะเดินผ่าน มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็ช่าง ที่ทำให้คนที่ฉันไม่เจอหน้าถึงสามปีมายืนอยู่ตรงนี้ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องหยุดเพื่อตอบคำถามมัน

“...” 

“ไม่คิดถึง ศร หรอ” 

กึก

“มึงจะไปไหนก็ไปศร” หันขวับกลับมาพ่นถ้อยคำหยาบคายทันทีที่ได้ยินวาจาขัดหู

“ว้า นึกว่าจะคิดถึงกันซะอีก ผิดหวังนะเนี่ย” รอยยิ้มมุมปากฉายชัดบนใบหน้ากวน

“มึงจะเล่นอะไรศร” มองมันกลับไปอย่างไม่เข้าใจ อยู่ๆมาพูดแบบนี้ทำไม เพราะตั้งแต่ที่มันเลิกกับฉันไป เราก็ไม่เคยคุยกันเลย

“ไม่ได้เล่น ตั้งใจมาหา” ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน สรุปนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะ 

ฉันไม่แปลกใจเลยที่ศรมันจะหาที่อยู่ฉันเจอ มันเป็นคนกว้างขวาง รู้จักคนเยอะ ไม่ยากหรอกถ้ามันต้องการจะสืบหาใครสักคน

“แล้วมาทำไม มีธุระอะไร” สูดหายใจเข้าลึกๆพลางพยายามสงบสติอารมณ์ บางทีมันอาจจะมาดี อย่าพึ่งวู่วาม ที่ผ่านมาแกทำดีแล้วพีท อย่าให้ผู้ชายคนนี้กลับมาเปลี่ยนแกอีก

“คิดถึง เลยมาหา” ตอบออกมาหน้าด้านๆ

“กูไม่เข้าใจศร มึงเนี่ยนะคิดถึงกู” ฉันไม่ขยับตัวหนีไปไหนขณะที่มันโน้มหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนได้กลิ่นน้ำหอมบนตัว

“...” ไม่มีถ้อยคำใดๆเปล่งออกมา แถมมันยังโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนฉัน ฉันจึงต้องยอมถอยหลังมาในที่สุด

“มึงมีจุดประสงค์อะไรก็ว่ามา” มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นอย่างควบคุมสติ

“กลับมาคบกันไหม” พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ออกว่าเล่นหรือจริง

“ทำไม เบื่อ อีฝน แล้วรึไง” เหยียดยิ้มพลางนึงถึงบุคคลที่เป็นสาเหตุให้ฉันเลิกกับมันเมื่อหลายปีก่อน

“ไม่เคยเบื่อ” ตอบออกมาชัดถ้อยชัดคำ เออ ไม่เบื่อก็ดีแล้วนี่ แล้วมาหาฉันอีกทำไมวะ

“...” ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงขณะที่ประสานสายตากับคนตรงหน้า จะกลับมาตอกย้ำฉันรึไง หรือว่าสามปีที่ผ่านมามันยังไม่พอ

“เพราะไม่ได้ชอบตั้งแต่แรก” 

“...” 

“ไม่เคยชอบฝน และไม่เคยชอบใครนอกจากเธอ” นิ้วชี้จิ้มลงมาตรงตำแหน่งเหนืออกซ้ายจนตัวฉันเซไปด้านหลัง นี่มันอะไรกัน “เธอเองไม่ใช่หรอ ที่ผลักไสเราให้ไปคบกับผู้หญิงคนนั้น ก็ทำให้แล้วไง” ริมฝีปากหยักขยับขึ้นพูด ฉันแม่งเกลียดมันว่ะ

เกลียดสรรพนามที่เราเคยใช้ด้วยกัน 

เกลียดคำพูดหลอกลวงที่มันคอยตามหลอกหลอนฉันมาตลอดหลายปี 

และเกลียด ที่มันไม่ยอมรับความผิดของตัวเองแม้กระทั่งตอนนี้

“มึงไม่ได้ทำเพราะกูศร มึงทำเพราะมันเป็นสันดานมักมากของมึง” ผลักคนตรงหน้าด้วยมือทั้งสองข้างจนร่างมันเซไปด้านหลัง

“เธอเห็นเราเป็นคนแบบนั้นจริงๆหรอพีท” แววตาคนตรงหน้าไหววูบ ดูเจ็บปวดจนฉันเกือบคิดว่าเป็นเรื่องจริง 

“เออ มึงมันเหี้ย” แต่ขอโทษนะ อีพีทคนเดิมมันตายไปแล้ว มันไม่ได้อยู่ให้มึงหลอกอีกต่อไป

“แล้วมึงล่ะ ตั้งแต่เลิกกับกูไปคบผู้ชายมากี่คนแล้ว” ร่างหนาพุ่งเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างของฉันจนรู้สึกเจ็บ คนตรงหน้าเปลี่ยนท่าทีจนเรียกได้ว่า จากหน้ามือเป็นหลังตีน

“กูจะคบกับใครมันก็เรื่องของกู มึงไม่มีสิทธิ” พยายามสะบัดตัวออกแต่กลับไม่หลุด

“ทำไมกูจะไม่มีสิทธิ... สิทธิที่กูเป็นแฟนคนแรกที่มึงรักมากไง! ” เสียงตวาดดังไปทั่วบริเวณ

ผลัก

เพี๊ยะ

“ถ้างั้นก็รู้ไว้ซะ ว่าความรักของกูมันตายไปพร้อมกับกูเมื่อสามปีก่อนแล้ว” มือข้างที่ฟาดลงไปบนหน้าหลุดลงข้างลำตัวก่อนจะก้าวถอยออกมาจากมันให้ไกลที่สุด

“เลิกยุ่งกับผู้ชายพวกนั้นซะ” แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ฉันทำไปไม่ได้ดึงสติมันให้กลับมาเลย

“มึงว่าไงนะ” 

“ถ้าไม่เลิกยุ่งก็คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน” ดวงตาคมฉายแววน่ากลัวเหมือนเมื่อสามปีก่อนที่มันเคยหึงหวงฉันกับผู้ชายคนอื่นไม่มีผิด

“มึงเป็นบ้าอะไรศร” 

“จำคำที่บอกไว้” มันพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินผ่านตัวฉันไป

“กูไม่เลิกยุ่งกับใครทั้งนั้น กูจะไปเอาใครหรือคบกับใครมันก็เรื่องของกู! ” ฉันโพล่งออกไปอย่างคนที่โมโหแต่ทำอะไรไม่ได้ มันไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับฉัน และไม่มีสิทธิไปทำร้ายคนพวกนั้นด้วย คิดว่าฉันไม่รู้หรอว่าคนแบบมันจะทำอะไรได้บ้าง

“หึ... เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะพีท” มันหันกลับมาแสยะยิ้มก่อนจะโพล่งประโยคสุดท้ายที่ทำเอาฉันแทบทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น “มั่วแบบนี้ แถวบ้านเขาเรียกกะหรี่ รู้ตัวไว้ซะ”

กะ กะหรี่งั้นหรอ มันแรงไปไหม ผู้ชายคนนี้คิดแบบนี้จริงๆน่ะหรอ คำพูดใจร้ายต่างๆนานาจากปากคนอื่นไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อน แต่ประโยคเดียวจากคันศรมันกลับบาดลึกไปถึงหัวใจ

แล้วที่ฉันเป็นแบบนี้มันเพราะอะไรกันล่ะศร มันเพราะใครกันล่ะที่ทำให้ฉันมองความรักเป็นเรื่องตลก และกลายเป็นคนไม่มีหัวใจอย่างนี้

 

@ วันไนท์ Bar & Restaurant

หลังจากวนรถมาจอดหน้าร้านและเรียกพนักงานให้เอารถไปเก็บให้แล้ว ฉันจึงมุ่งหน้าไปยังทางเข้าเพื่อตรงไปยังโซน VIP หรือห้องประจำที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่ ห้องๆนั้นก็จะคอยฉันอยู่เสมอ เพราะมันคือห้องที่ ‘มุก’ หรือ ‘ประกายมุก’ เพื่อนของฉันได้จ่ายตังซื้อเอาไว้ ถ้าไม่ใช่กลุ่มของพวกเรา ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิเข้าไปใช้ห้องนั้น

ปึก

“อ๊ะ” เกือบจะถึงที่หมายอยู่แล้วแต่กลับมีบางอย่างพุ่งเข้ามาชนจนฉันเซ ดีที่ยังพอประคองร่างตัวเองเอาไว้ได้ รวมถึงร่างของคนที่ชนฉันอีก ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง “เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” เอ๊ะ เดี๋ยวนะ คนที่ต้องด่าควรจะเป็นฉันหรือเปล่า

“เธอเองไม่ใช่หรอ ที่เป็นคนเดินชนฉัน” ผละมือออกจากร่างผู้หญิงตรงหน้าทันที ไม่น่าช่วยคนแบบนี้เลย คนอุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆยังไม่สำนึก

“เธอต่างหากที่เดินไม่ดูทาง ไม่เห็นหรอว่าฉันเดินมา ทำไมไม่หลบ” คนตรงหน้าตะเบ็งเสียงจนคนที่อยู่รอบบริเวณเริ่มหันมาสนใจ

มีอย่างนึงที่ฉันไม่ชอบยิ่งกว่าการโกหก นั่นก็คือการถูกทำให้เป็นจุดสนใจ 

“ตกลงจะโทษฉันใช่ไหม? ” 

“เออ มึงนั่นแหละ” ตอบกลับมาด้วยถ้อยคำหยาบคายพลางไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ฉันไม่รู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้ และเธอเองก็คงมาที่นี่เป็นครั้งแรก รู้น้อยไปสินะว่าถ้าทำให้คนอย่างฉันโมโหขึ้นมา สภาพจะเป็นยังไง

วันนี้อยากระบายอารมณ์ซะด้วยสิ จัดการเลยดีไหม

“ปากก็สวยดีนี่ ไม่รู้หรอว่าการตะคอกคนอื่นมันทำให้เธอดูแย่” ก้าวเข้าไปข้างหน้าก่อนจะเชยคางคนตรงหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วผลักออกไป 

“มึง” คนปากเก่งจ้องมาที่ฉันจนตาแทบถลน นิ้วเรียวชี้มาตรงหน้าจนเล็บเกือบขูดหน้าฉัน ดูท่าว่าถ้ายังไม่มีใครเข้ามาห้ามภายในหนึ่งนาที ที่ตรงนี้คงจะมีสงครามย่อมๆเกิดขึ้นแน่ และไม่ใช่ฉันแน่นอนที่ต้องเจ็บตัว

ไม่รู้หรอว่าวันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี

“มึง เกิดไรขึ้น” บุคคลใหม่โผล่เข้ามาในฉาก ดูท่าแล้วคงจะเป็นเพื่อนกับอิป้านกหวีดนี่ 

“ก็อีนี่น่ะสิ ชนกูแล้วไม่ขอโทษ” หึ คิดไม่ผิดเลยว่ามันต้องโยนความผิดมาให้ฉัน ดูจากปากก็รู้ไปถึงสันดานแล้ว

“ช่างมันเถอะ เราเข้าไปข้างในก่อน คนมองกันใหญ่แล้ว” ดูเหมือนเพื่อนเธอคนนี้จะนิสัยต่างกัน เธอมีท่าทางเคอะเขินและเหนียมอายที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาคนหมู่มาก และไม่ได้กล่าวโทษฉันหรือฟังความข้างเดียวจากปากเพื่อนตัวเอง

“กูไม่ไป กูจะเอาเลือดหัวอีนี่ออกก่อน”  

“หึ... เราว่าเธอรีบพาเพื่อนเธอไปเถอะ ถ้าไม่ไปจากตรงนี้ภายในหนึ่งนาที เราไม่รับรองนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น” พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะเปรยตามองขึ้นไปยังประตูทางเข้าที่อยู่ไม่ไกล พวกการ์ดก็เริ่มมองมาทางนี้แล้วเหมือนกัน 

ทำไมต้องมามีเรื่องเอาตอนนี้ด้วยวะ ป่านนี้พวกนั้นคงนินทาฉันยับแล้ว ดีไม่ดีอาจจะโดนปรับให้เลี้ยงเหล้าโทษฐานที่มาเลทเกือบชั่วโมง

“มึงปากดีนักหรอ ไหนกูขอเอารองเท้าตบปากสักทีสองที... อย่าจับกู ปล่อยกู” พูดพลางทำท่าจะก้มลงไปถอดรองเท้าแต่ถูกเพื่อนเธอทั้งลากทั้งดึงออกไปจากตรงนี้โดยที่สายตาคู่นั้นยังคงมองมาที่ฉันอย่างเคียดแค้น ก่อนที่ริมฝีปากนั่นจะขยับขึ้นพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งฉันไม่ได้โง่จนอ่านไม่ออก 

ทีแรกก็กะว่าจะปล่อยไป แต่มาคิดดูดีๆแล้ว อิพีทคนเก่ามันไม่เคยให้ใครมาดูถูกแบบนี้นี่หว่า

หมับ

ฉันเดินตามผู้หญิงสองคนนั้นมา ก่อนจะตรงเข้าไปกระชากหัวอีผีบ้าที่มันทำความอดทนฉันขาดผึง เสียงหวีดร้องดังขึ้นอย่างเจ็บปวดเพราะฉันกระชากเส้นผมของมันอย่างสุดแรง เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับอิพีท

เพี๊ยะ

“เมื่อกี้มึงด่ากูว่าไงนะ” 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น