ผ ม เ ป็ น ข อ ง พี่ ค น เ ดี ย ว - Trapped in love

ตอนที่ 34 : 28 - อย่าเอาตัวไปใกล้ใคร... นอกจากผม 2/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,218
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    8 ก.ย. 63

 

 

“อิปลา มึงก็ออกไปคุยกับน้องหน่อย ค่อยกลับมากินก็ได้ ไม่ต้องกลัวมันหมดหรอก เดี๋ยวกูสั่งใหม่ให้อีกสิบถาดเลย” มึงก็ไม่ดูสถานการณ์เลยนะอิพีท กูไม่ได้อยากขนาดนั้น แต่กูแค่งอนเด็กมันโว้ย

มีที่ไหน โทรหาเกือบสิบสายไม่รับ ข้อความส่งไปก็ไม่ตอบ ฉันรู้ว่าเขาเห็นเบอร์ฉันแต่จงใจเมิน ถ้าเขาส่งโลเคชั่นให้นนท์ได้ ก็แสดงว่าเขาเห็นข้อความจากฉันแล้วเหมือนกัน แบบนี้จะไม่ให้ฉันโกรธหรอ

ใครจะว่าฉันงี่เง่าก็ช่าง แต่วันนี้ฉันเป็นอะไรไม่รู้ แค่ได้ยินชื่อของนาทีฉันก็โมโหแล้ว

“ลุกไป” พอเห็นฉันเงียบไม่พูดอะไร ไอ้เป้งก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเปิดทางให้ฉัน แปลว่าถ้าฉันไม่ลุกออกไปมันก็จะยืนอยู่อย่างนั้นถูกต้องไหม 

“เออ ไล่กูกูไปก็ได้” หันไปจ้องไอ้เป้งตาเขียวปั้ด ไอ้พวกเพื่อนเวร ทีเพื่อนตัวเองไม่เข้าข้าง ดันไปเข้าข้างใครก็ไม่รู้ เมื่อเช้าฉันก็เล่าให้พวกมันฟังไปแล้วรอบนึง แต่พวกมันก็ขุดหาเหตุผลต่างๆนานามาแก้ตัวให้นาทีอยู่ได้ หาว่าน้องหลับลึกบ้างล่ะ ไม่สบายมารับฉันไม่ไหวบ้างล่ะ แล้วนี่อะไร ก็เห็นๆอยู่ปะว่าแข็งแรงดีถึงถ่อมานี่ได้

“คุยกันได้รึยังครับ” พอออกมานอกร้าน ฉันก็ตรงมานั่งที่เก้าอี้ที่อยู่เยื้องกับหน้าร้านพอดี 

“เอากุญแจรถมาคืนใช่ไหม เอามาสิ” เงยหน้ามองคนที่ยืนค้ำหัวพลางแบมือไปตรงหน้า

“เปล่าครับ มารับพี่กลับด้วยกัน” 

“ใครบอกว่าฉันจะไปด้วย” เบือนหน้าหนีไปอีกทางเพราะไม่อยากมองเด็กเหลวไหล

“โกรธอะไรผมครับ หื้ม” น้ำเสียงนั้นดังใกล้เข้ามา พร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามีคนมานั่งลงข้างๆ “โกรธที่เมื่อเช้าผมไม่ได้ไปรับหรอ” 

“...” ไม่ได้โกรธโว้ย แต่งอน 

“ผมขอโทษ คราวหน้าจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

“...” 

“ยกโทษให้ผมนะ” มือหนายื่นมาตรงหน้า โดยที่ทุกนิ้วถูหุบเอาไว้ ยกเว้นก็แค่... นิ้วก้อย

ฉันไม่ใช่คนที่ให้อภัยใครง่ายๆเพราะคำขอโทษ แต่สิ่งที่ฉันอยากรู้คือเหตุผล เหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่รับสายแล้วปล่อยให้ฉันเป็นห่วง ปล่อยให้ฉันคิดไปต่างๆนานาว่าเขาจะเป็นอะไรรึเปล่า รวมถึงเรื่องไร้สาระต่างๆที่ฉันคิดไปเองอีกเป็นร้อย

ฉันพึ่งเคยรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก... รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ยังไงยังงั้น

“แล้วบอกได้ไหม ทำไมวันนี้ถึงไม่ไปเรียน” ผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะหันไปมองหน้าเด็กมันตรงๆ

“ตื่นไม่ไหวครับ” คำตอบเหมือนที่นนท์บอกเลย ไม่รู้เตี๊ยมกันมาหรือเปล่า

“แล้วอะไรคือสาเหตุที่ตื่นไม่ไหว... ฉันถามได้ไหม” ตบท้ายด้วยประโยคคำถาม หรืออาจจะเป็นประโยคกึ่งๆขออนุญาติ กลัวว่าเขาจะหาว่าฉันลุกล้ำเรื่องส่วนตัวเขามากเกินไป แต่มันอดไม่ได้จริงๆ 

ฉันเองก็อยากหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมถึงงี่เง่าแบบนี้

“เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อยครับ” ริมฝีปากหยักขยับขึ้นพูด คำตอบมันดูไม่เคลียร์เอาซะเลย

 “ไม่ใช่เพราะว่าเที่ยวต่อกันจนเช้าหรอ ถึงมารับไม่ไหว” ลึกๆแล้ว นี่คือสิ่งที่ฉันสงสัยมาตั้งแต่แรก ถ้าจะไปฉันไม่ห้ามอยู่แล้ว จะอยู่ถึงกี่โมงก็ได้ แต่ขอให้บอกกันหน่อย อย่างน้อยมารับไม่ไหวก็ควรจะบอกฉัน ไม่ใช่อยู่ๆก็ให้นนท์มารับ เห็นฉันเป็นตัวอะไร

“ไม่ใช่ครับ” 

“แล้วอะไร ไหนบอกเหตุผลของนายมา” ยกมือขึ้นกอดอกพลางจ้องคนตรงหน้าเขม็ง

“เพื่อนผมมีเรื่องครับ” 

“มีเรื่อง? นาย? ” เมื่อคืนเขาบอกว่าจะไปรับเด็กนั่นนี่

“ไม่ใช่ครับ... ปอนด์” 

“มีเพื่อนชื่อนี้ด้วยหรอ” หรี่ตามองอย่างสงสัย

“มีครับ เพื่อนที่โรงเรียนเก่าน่ะ... คนที่ผมให้ไปถามพี่ว่าสบายดีไหม ตอนเจอกันวันแรกที่มหาลัย” ให้มาถามฉันงั้นหรอ ปอนด์... ใครวะ หรือว่าจะเป็น

“เด็กแว่นคนนั้นหรอ” ฉันโพล่งออกไป

“อ่า ใช่ครับ คนนั้นแหละ” 

“แล้ว... ” ผ่อนเสียงลงพลางรอให้คนตรงหน้าพูดต่อ

“ปอนด์มันโดนคนที่ผับหาเรื่องเมื่อคืน ไอ้นายมันเลยตามให้ผมไปช่วย ผมเห็นว่าปอนด์มันเคยช่วยผมหลายครั้ง คราวนี้ผมเลยอยากช่วยมันบ้าง” 

“ก็เลยไปมีเรื่องกับคนพวกนั้น ถูกต้องไหม” ฉันว่าฉันพอจะเดาสถานการณ์ออกบ้างแล้วล่ะ 

“ครับ” คนตรงหน้ารีบพยักหน้ารับ จึงทำให้ผ้าผิดปากที่เขาใส่ร่นลงมา เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ข้างหมวกนั่นอะไร รอยอะไรสีแดงๆม่วงๆ

“ได้แผลมาหรอ” ยกมือขึ้นไปเชยคางคนที่หมวกบังหน้าบังตาขึ้นดูให้ถนัด พอมองใกล้ๆแล้วฉันพึ่งเห็นว่าตรงนั้นมันมีแผล แต่เขาใช้หมวกกับแมสบังไว้ไม่ให้ใครเห็น ถึงว่า วันนี้ทำไมแต่งตัวแปลกๆ

“นิดหน่อยครับ” 

“แล้วมีตรงไหนอีกไหม” ถามออกไปพลางกวาดตามองไปทั่วใบหน้า

“...” นอกจากไม่ตอบแล้วยังเลี่ยงที่จะมองหน้าฉันตรงๆอีก ทีก่อนถูกจับได้ไม่เห็นเป็นงี้ จ้องเอาจ้องเอา

“นาที ถามว่ามีตรงไหนอีก” 

“... ปากครับ” ตั้งนานกว่าจะเค้นเสียงออกมาได้

“เพราะงี้ถึงปิดแมส? ” 

“...” ไม่ตอบแต่พยักหน้า แววตาหม่นลงเล็กน้อยเหมือนคนรู้สึกผิด

“กลัวใครเห็น” 

“...” ไม่ตอบแต่ชี้มือมาที่ฉันก่อนจะก้มหน้างุดลงตามเดิม

“ก็เลยไม่มารับ” 

หงึก หงึก

พยักหน้าอีกหน 

แล้วปล่อยให้เข้าใจผิดอยู่ได้ทั้งวัน เรื่องที่เขาไปมีเรื่องคิดว่าฉันจะดุงั้นหรอ เขาไปช่วยเพื่อนก็ดีแล้ว เจ็บตัวแต่เพื่อนปลอดภัยมันก็คุ้ม ฉันจะไปว่าเขาได้ไง ทำไมทำอะไรไม่คิด แถมยังมาปิดบังกันอีก

“เด็กโง่” ปล่อยมือจากคางก่อนจะหลุดคำด่าออกไป

“อยากเห็นแผลไหม” เอื้อมมือมาดึงมือฉันไปกุมแล้วพูดออกมา

“ไม่” 

“แต่มันช้ำมากเลยนะ” ตามด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ

“ทีวันนี้ทั้งวันไม่เห็นอยากให้ดู ตอนนี้จะโชว์หรอ” เอียงคอมองหน้าอย่างตำหนิ

“ก็เปล่า แต่อยากให้ทำแผลให้ หน้านี่เละไปหมด” ทำตาโตแถมยังพูดซะโอเวอร์ ถ้าเละคงไม่มาคุยกับฉันฉอดๆๆแบบนี้ได้หรอก

“ไม่ต้องเปิด ค่อยกลับไปดูที่บ้าน” 

“แสดงว่าจะยอมกลับไปด้วยแล้วใช่ปะ” พูดพลางเอามือฉันไปแนบแก้ม

“ก็จะทำแผลให้ จะทำไม่ทำ” 

“ทำครับๆ” พยักหน้ารัว

“เออ งั้นกลับ เดี๋ยวไลน์ไปบอกเพื่อนก่อน”

“รับทราบครับ” ทีงี้ล่ะเชื่องเป็นเจ้าน้องเลย

ดึงมือตัวเองกลับมาแล้วล้วงโทรศัพท์กดส่งข้อความหาพวกนั้น เดี๋ยวพวกมันคงได้ล้อฉันอีกแน่ ไม่ก็หาว่าพอแฟนมาง้อแล้วทิ้งเพื่อนทิ้งฝูงอีก เชื่อสิ ถ้าไม่จริงให้เอาเท้ามาเหยียบหน้าเลย

 

19.00 น.

@ บนรถ

หลังจากออกมาจากห้างแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก นาทีขับรถ ส่วนฉันนั่งเล่นโทรศัพท์โดยไม่คิดจะเปิดแอปพลิเคชั่นสีน้ำเงินขึ้นมา ป่านนี้พวกนั้นคงนินทาฉันกันสนุกปากแล้ว

จุดหมายของพวกเราตอนนี้คือบ้านของฉัน โดยรถที่นั่งมาก็คือรถฉันที่ให้เขายืมไปเมื่อวันก่อน ส่วนรถเขาก็คงจะอยู่ที่อู่ซ่อม ไม่ก็ส่งเข้าศูนย์ไปแล้ว 

เหลือบมองคนที่นั่งอยู่เบาะข้างเป็นพักๆ รอยช้ำบนหน้าและมุมปากช่างขัดใจฉันเหลือเกิน ตอนแรกที่เขาถอดแมสออกฉันนี่แทบจะพุ่งตัวไปร้านขายยา ไปทำอีท่าไหนมันถึงช้ำได้ขนาดนั้น อีกเป็นอาทิตย์เลยมั้งกว่ารอยนั่นจะจาง ไม่ก็คงปาไปสองถึงสามอาทิตย์ ตรงหน้าผากก็ด้วย มันน่าเอานิ้วจิ้มลงไปให้เจ็บกว่าเดิม โทษฐานที่หลบกำปั้นไม่เก่ง

“พรุ่งนี้ผมมีแข่งบาส” อยู่ๆคนข้างกายก็พูดขึ้น

“อืม” พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มลงมองโทรศัพท์เลื่อนดูอะไรเรื่อยเปื่อย

“พรุ่งนี้พี่มีเรียนไหม” 

“ไม่มี” 

“งั้นก็ไม่ได้มาดูผมแข่งสิ” พูดขึ้นเสียงแผ่ว น้ำเสียงมันเบาลงกว่าเดิมราวกับว่าฉันถูกเขาน้อยใจยังไงยังงั้น

“อยากให้ไปดูหรอ” หันไปมองด้วยความไม่รู้ ฉันเดาอารมณ์ใครไม่เก่งหรอกนะ

“เอาที่พี่สะดวกแล้วกันครับ” ตอบโดยไม่หันมามอง แบบนี้อยากให้ไปชัวร์

“ถ้าไม่ติดอะไร พรุ่งนี้ไปดูก็ได้” 

“จริงหรอ” ทีงี้รีบหันขวับเลยนะ

“ขับรถไป” ยื่นมือไปดันแก้มคนตรงหน้าให้กลับไปมองถนน เดี๋ยวรถก็ชนหรอก

ครืด ครืด ครืด

แรงสั่นดังขึ้นพร้อมกับเสียง พอก้มลงมองโทรศัพท์ในมือก็พบว่าไม่ใช่ของฉัน น่าจะเป็นของนาที

“รับสายให้หน่อยครับ โทรศัพท์อยู่ในเก๊ะ” คนข้างกายหันมาบอก ฉันจึงเปิดเก๊ะแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่เขาจะให้ฉันเป็นคนรับสายหรอ

“เปิดลำโพงไหม นายจะได้คุย” หันจอโทรศัพท์ไปให้เขาดู หน้าจอปรากฏชื่อ ‘ป๊า’ ถ้าฉันรับคงไม่ดีมั้ง ถึงฉันจะคบกับนาที แต่ยังไม่เคยไปเจอคนในครอบครัวเขา มันอาจจะดูเสียมารยาทเกินไปในมุมมองของผู้ใหญ่

“ไม่ต้องครับ รับเลย” 

“ไม่กล้ารับ” ก้มหน้าลงมองที่จออีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“รับเถอะครับ เคยบอกแล้วไง ป๊าผมใจดี” 

“จะดีหรอ” เอ่ยถามออกไปอย่างลังเล แต่ถ้าจะให้เขารับเองอาจจะไปทำลายสมาธิตอนขับรถ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นล่ะ ฉันควรคิดให้รอบคอบหน่อย

“ทำไมจะไม่ดีล่ะครับ รับเลย” คนข้างๆคะยั้นคะยอ จนท้ายที่สุดฉันก็ตัดสินใจกดรับ “สวัสดีค่ะ นาทีขับรถอยู่นะคะ ไม่สะดวกรับสายตอนนี้” พูดออกไปอย่างรวดเร็วจนไม่เว้นจังหวะให้หายใจ ใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมา 

[อ้าว หนูปรางเองหรอลูก] หืม ปรางหรอ

“ไม่ใช่ปรางค่ะ” ตอบปฏิเสธกลับไป แสดงว่าพ่อของเขาก็รู้จักกับน้องปรางสินะ จริงสิ พวกเขาอยู่บ้านใกล้กันนี่ ก็ต้องรู้จักกันเป็นธรรมดา

[อ้าว ป๊าก็นึกว่าหนูปราง เสียงเหมือนหนูปรางเลย]

“หนูชื่อปลาค่ะ ปลาทู” เอ่ยแนะนำตัวเองออกไป มือไม้เริ่มมีเหงื่อชื้นขึ้นมา

[ปลาทู... ชื่อหนูดูคุ้นจังเลย ขอโทษทีนะ เมื่อกี้ป๊าเข้าใจผิด]

“ไม่เป็นไรค่ะ” 

[คือป๊ามีเรื่องจะรบกวนเจ้าทีมันหน่อย ป๊าพอจะฝากหนูไปบอกเจ้าทีหน่อยได้ไหม]

“ได้ค่ะ แต่หนูว่าเดี๋ยวหนูเปิดลำโพงให้ก็ได้นะคะ เอ่อ... ถ้าคุณลุงสะดวก” 

[คุณลุงอะไรกันล่ะ หนูเรียกป๊าเหมือนที่เจ้าทีมันเรียกก็ได้]

“เอ่อ... ค่ะ หนูเปิดลำโพงแล้วค่ะ ป๊าพูดได้เลย” คำพูดที่ท่านสั่งให้ฉันเรียกทำเอาลิ้นฉันแข็งไปหมด แถมคนข้างๆยังอมยิ้มราวกับชอบใจอีก น่าอายเป็นบ้า ไม่น่ายอมรับสายให้เขาตั้งแต่แรกเลย

[เจ้าที อยู่หรือเปล่า] เสียงเรียกดังออกมาผ่านลำโพง นาทีจึงละสายตาจากถนนแล้วหันมาตอบ

“อยู่ครับป๊า คุยกับแฟนผมเป็นไงบ้าง” 

[นั่นแฟนแกหรอ ทำไมไม่พามาให้ป๊ารู้จัก]

“รอก่อนครับป๊า อีกไม่นานเดี๋ยวพาไป” อมยิ้มกรุ้มกริ่มพลางเบนสายตามายังฉันแว๊บนึง ก่อนจะหันไปมองถนน

[ให้มันแน่ อย่าให้ป๊ารอเก้อเหมือนเมื่อสองปีที่แล้วล่ะ]

“พูดอะไรน่ะป๊า อย่าพึ่งพูด” คนที่หน้ายิ้มแป้นแล้นเมื่อครู่รีบหันรีหันขวางจนเกือบจะหยุดรถ

สองปีที่แล้วงั้นหรอ คนที่เขาคบอยู่ด้วยตอนนั้นจะใช่ฉันหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็แปลว่าเขาเคยจะพาฉันไปพบพ่องั้นสิ

[ฮ่าๆ งั้นเข้าเรื่องเลยดีกว่า ป๊าว่าจะวานแกมารับหนูปรางพรุ่งนี้เช้า]

“ทำไมป๊า คราวนี้คนขับรถบ้านนั้นเป็นไรอีกล่ะ” 

[อย่าพูดแบบนั้นสิ เดี๋ยวลุงชาญมาได้ยินเข้า เขาจะหาว่าเราไม่เต็มใจ]

“เข้าประเด็นเลยป๊า” ได้ยินเสียงคนข้างๆลอบถอนหายใจ

[คนขับรถบ้านลุงชาญป่วย พรุ่งนี้เลยไม่มีใครไปส่งหนูปรางไปเรียน]

“ปรางยังไม่เลิกกลัวแท็กซี่อีกหรอป๊า” 

[เรื่องนี้ป๊าไม่รู้ แต่ลุงชาญเขาวานแก]

“ไปไม่ได้นะป๊า พรุ่งนี้ทีต้องไปเตรียมตัวแข่งบาสที่มหาลัยแต่เช้า คงแวะไปที่บ้านไม่ได้” 

[งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวป๊าโทรไปบอกลุงชาญให้เขาหาคนอื่นมารับหนูปรางแทน]

“ตามนี้ป๊า”

[พรุ่งนี้ส่งรูปตอนแข่งมาให้ป๊าดูด้วย] 

“โอเคป๊า หวัดดีครับ” 

[ฝากลาว่าที่ลูกสะใภ้ป๊าด้วย]

“พูดเลยป๊า เธอฟังอยู่” อะไรกัน ทำไมโยนมาให้ฉัน แค่นี้ก็เกร็งจะแย่อยู่แล้ว

[หนูปลาทู วันหลังมากินข้าวกับป๊าที่บ้านบ้างนะ ป๊าอยากเจอ]

“อะ เอ่อ... ค่ะ” ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

[สัญญากับป๊าแล้วต้องมาให้ได้นะ]

“ไว้ผมพาไปน่ะป๊า แฟนผมเกร็งหมดแล้ว วางได้แล้ว” 

[ฮ่าๆ ป๊าไปล่ะ] พูดจบก็กดตัดสายทันที ทิ้งให้ฉันนั่งแข็งค้างแถมยังมือชื้นไปด้วยเหงื่อ ไม่คิดว่าการคุยกับผู้ใหญ่ฝั่งแฟนตัวเองมันจะตื่นเต้นขนาดนี้ อารมณ์มันเป็นแบบนี้เองสินะ 

“คุยกับป๊าผมเป็นไงบ้างครับ ใจดีเหมือนที่ผมบอกหรือเปล่า” 

“อือ ใจดี” เก็บโทรศัพท์ไว้ให้เขาที่เดิมพลางตอบออกมา

“เมื่อกี้ที่ป๊าผมพูด พอจะเดาออกใช่ไหมครับว่าหมายถึงใคร” 

“อือ... ตอนนั้นทำไมไม่เห็นนายเคยบอก” 

“ก็กำลังจะบอกอยู่แล้ว แต่เช้านั้นพี่หนีไปซะก่อน” อา วันนั้นเองสินะ

“...” 

“ทีแรกก็กะว่าจะบอกความจริงเรื่องอายุ ถ้าพี่โอเค ก็กะจะพาไปไหว้ป๊าเลย แต่ดันมีเรื่องขึ้นมาซะก่อน” น้ำเสียงแผ่วลงในช่วงท้าย

“ช่างมันเถอะเนอะ” หันไปส่งยิ้มให้คนที่อยู่ๆก็หงอยไป

“ครับ มาเริ่มต้นกันใหม่” ผ่านไปครู่นึงกว่าคนข้างๆจะคลี่ยิ้มออกมา เขาผละมือข้างนึงจากพวงมาลัยแล้วแบมือมาตรงหน้า

“อืม เริ่มใหม่ก็ได้” ไม่ลังเลที่จะวางมือตัวเองลงไปบนฝ่ามือหนาพลางส่งยิ้มตอบกลับไป เรื่องอดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีต ตอนนี้ฉันรับปากจะให้โอกาสเขาแล้ว หลังจากนี้ก็จะมองแค่ปัจจุบันและอนาคตก็พอ “อ้อ แล้วเรื่องที่น้องปรางกลัวแท็กซี่มันหมายความว่าไงหรอ” พอนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามออกไป สงสัยตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ปรางเคยเกือบโดนแท็กซี่พาไปทำเรื่องไม่ดี ที่บ้านก็เลยไม่อยากให้นั่งแท็กซี่อีกเลย” 

“ออ แบบนั้นเองสินะ” ฉันพยักหน้ารับรู้ จะว่าไปน้องปรางก็ดื้อเหมือนกันแฮะ วันนั้นที่ฉันจะให้วาฬไปส่ง น้องก็รั้นจะนั่งแท็กซี่กลับเอง เคยมีประสบการณ์ร้ายๆมาแล้วแท้ๆ ทำไมไม่รู้จักกลัว

“ไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับที่ข้างบ้านไหว้วานให้ปรางติดรถผมไปเรียนบ่อยๆ” คนข้างกายเอ่ยถาม ฉันจึงหันไปมองอย่างงงๆ 

“ทำไมต้องว่าด้วยล่ะ” มองคนที่กำลังขับรถอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ช่างเถอะ” พูดตัดบทก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อ ท่าทางที่อยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นเซ็งแบบนี้หมายความว่าไง

 

….

 

“นั่งนิ่งๆเป็นไหม” พอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ไปหยิบกล่องยามาที่ห้องนั่งเล่นเพื่อทำแผลให้นาทีเป็นอย่างแรก แต่นอกจากเขาจะไม่นั่งนิ่งๆให้ฉันทาให้แล้ว ยังงอแงจะนอนตักฉันอีก

“เป็นครับ แต่อยากหนุนตักแฟนมากกว่า” ตอบกลับมาตาใสแป๋ว ตัวก็หนักไม่ใช่เล่นๆ ไม่คิดถึงขาเล็กๆของฉันบ้าง

“งั้นก็นอนนิ่งๆ จะได้รีบทารีบกลับ” ฉันออกคำสั่ง

“ขยันไล่จัง” คนตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่น

“ถ้าไม่ไล่ เดี๋ยวพอดึกก็งอแงจะค้างที่นี่อีก” คิดว่าฉันไม่รู้จักนิสัยเขาหรือไง นี่ก็จะสองทุ่มอยู่รอมร่อแล้ว

“แล้วค้างไม่ได้หรอครับ” ยังจะมีหน้ามาถาม

“ไม่ได้! ” ตะเบ็งเสียงออกไปพลางจ้องเขาเป็นนัยๆว่าคราวนี้ฉันเอาจริง

“ไม่ค้างก็ได้” คว่ำปากลงก่อนจะพลิกตัวนอนคะแคงหันหน้าเข้าหาฉัน แบบนี้จะทาแผลได้ไงล่ะ

“นาที นอนหงายดีๆได้ไหม” ลอบถอนหายใจออกมาแล้วพูดขึ้น ทำไมเดี๋ยวนี้เด็กมันขี้งอแงจังวะ

“ไม่” ปากปฏิเสธออกมาแต่ทว่ามือกับกอดฉันเข้าหาตัว

“ไม่แล้วมันจะหายไหม” 

“ไม่หายก็ช่าง” ดูทำ

“งั้นไม่ทาก็ลุก จะไปอาบน้ำ” ดันตัวร่างหนาออกห่าง แต่ยิ่งผลักไสเขาก็ยิ่งรัดฉันแน่นขึ้น

“ไม่ให้ไป” หันหน้ากลับมาคุยโดยที่คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น

“เป็นแบบนี้ต้องการอะไร ไหนว่ามา” เอนหลังพิงกับโซฟาอย่างเหนื่อยใจพลางจ้องคนตรงหน้าอย่างรอคำตอบ

“ไม่ชอบให้เมิน” สุดท้ายก็ยอมพูดออกมา

หึ ใครเมินใครก่อนคิดให้ดี วันนี้ทั้งวันเขาแทบไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ พึ่งมาโผล่เอาตอนเย็น

“ฉันเมินนายตอนไหน” 

“ก็ตอนที่ติวให้ไอ้นนท์ได้ แต่ไม่ยอมรับสายกัน” นี่น่ะหรอเมินที่ว่า

“ก็ตั้งใจติวอยู่ไหม” กรอกตาแล้วพูดขึ้น

“อย่าทำหน้างี้ดิ ใจคอไม่ดี” แบบไหนวะ

“ถามหน่อย เป็นไร ทำไมวันนี้งอแงจังอะ” ทนไม่ไหวจนต้องถามออกไป เพราะเขาเอาแต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนฉันตามอารมณ์ไม่ทัน 

“ไม่ชอบให้พี่เอาตัวไปใกล้คนอื่น หวง” 

“หวง? คนอื่นที่ว่าหมายถึงใคร อย่าบอกว่านะว่าเพื่อนนาย” 

“อือ ก็คนมันหวง” ตอบออกมาชัดถ้อยชัดคำ เหมือนที่นนท์ว่าไว้ไม่มีผิด หวงแม้แต่กับเพื่อนตัวเอง

“อยู่ใกล้แล้วเอาไปได้ปะ ถ้าเอาไปได้ก็ว่าไปอย่าง” จะยอมให้หวงเลยงั้นอะ

“ไม่รู้แหละ คราวหน้าถ้าจะไปติวให้พวกมันต้องพาผมไปด้วย” 

“...” เป็นเอามาก

“เข้าใจไหมครับ” เน้นเสียงหนักพลางทำหน้าจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“เออ” 

“ไม่เออครับ ตอบมาก่อนว่าเข้าใจไหม” คว้ามือไปแนบแก้มก่อนจะมองมาด้วยสายตานุ่มลึก ราวกับกำลังขอร้องฉันผ่านทางสายตา มือฉันเริ่มสั่นเพราะดวงตาคู่นั้นมันชวนคิดได้หลายแบบ จะลึกซึ้งก็ได้ หรือให้อารมณ์วาบหวิวยังได้เลย

“เออ เข้าใจแล้ว” ดึงมือตัวเองกลับมาก่อนจะเบนตามองไปทางอื่น

“งั้นทายาได้ครับ” คว้ามือไปจับอีกหนก่อนจะหลับตาลงและอนุญาตให้ฉันทำแผล 

คิดว่าโลกหมุนตามตัวเองหรือยังไง ยิ่งมองเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากจิ้มลงไปให้ช้ำ คนอะไรทั้งขี้หวง ทั้งกวนประสาท อยู่ด้วยแล้วแทบจะปวดหัวรายชั่วโมง!

“อย่าเอาตัวไปใกล้ใครนอกจากผมอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นจะหาว่าผมไม่เตือน” คนที่หลับตาพริ้มสนิทที่คิดว่าจะสงบลงแล้วอยู่ๆก็พูดขึ้น น้ำเสียงเย็นเฉียบแต่นุ่มลึกทำเอาใบหน้าฉันชาวาบ ริมฝีปากที่เคยยิ้มให้ตอนนี้กลับกลายเป็นเส้นตรง เหมือนกับว่าเขากำลังเตือนฉันอยู่กลายๆ 

แล้วถ้าฉันไม่ฟังคำสั่งมันจะเกิดอะไรขึ้น เด็กนี่จะทำอะไรฉันหรอ คำถามผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดจนกระทั่งร่างกายฉันกระตุกวูบเมื่อคนที่หลับตาอยู่ๆก็ลืมตาขึ้นมา

“อะไร” โพล่งออกไปด้วยความรีบร้อนระคนตกใจ คิดจะลืมตาก็ลืม คิดจะพูดอะไรก็พูด ใจฉันจะวายอยู่แล้ว

“หิวครับ” ว่าไงนะ! “วันนี้ทั้งวันผมยังไม่ได้กินอะไรเลย” เขาพูดต่อ

“หิวแล้วทำไมเมื่อกี้ไม่กินที่ร้าน”

“อยากกลับมากินกับพี่ที่บ้าน ไม่อยากเห็นหน้าพวกมัน” พูดด้วยท่าทางเอาแต่ใจ พวกมันที่ว่าคงหมายถึงนนท์กับเฟิร์สสินะ ไอ้คนเอาแต่ใจเอ๊ย

“แล้วจะกินอะไร เดี๋ยวทำให้”

“กินอันนี้”

หมับ

คอฉันถูกคว้าลงไปโดยฝีมือของคนใต้ร่างจนระยะห่างระหว่างใบหน้ากลายเป็นศูนย์ ริมฝีปากอิ่มประกบเข้ากับริมฝีปากฉันอย่างจงใจ ก่อนที่ลิ้นชื้นจะแยกกลีบปากของฉันออกจากกัน คนฉวยโอกาสปิดเปลือกตาลงราวกับไม่รับรู้ถึงแรงจากฝ่ามือฉัน ขนาดที่ว่าฉันทั้งดึงเสื้อ ทั้งจิกลงไปที่ผิวเนื้อ แต่เขากลับไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

ผ่านไปครู่นึงกว่าคนตรงหน้าจะยอมคลายแรงจากฝ่ามือ ต้นคอฉันจึงได้รับอิสระ แต่ริมฝีปากนั่นก็ยังไม่ยอมผละออกไป ความหนึบชาเข้ามากัดกินทั่วทั้งริมฝีปาก ร่างกายเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง ก่อนที่มันจะถูกกดให้นอนลงในแนวราบของโซฟา

เฮือก

เบิกตาขึ้นโพลงในตอนที่รับรู้ถึงสัมผัสบางอย่างข้างในสาบเสื้อ มือดันไปที่หน้าอกคนตรงหน้าอย่างอัตโนมัติเพราะมันเริ่มจะเลยเถิดจนควบคุมไม่อยู่แล้ว

ฉันไม่ใช่ขนมหวานที่พอหิวแล้วจะกินแทนข้าวนะ คนที่ไม่ได้ทานข้าวมาทั้งวันอย่างเขาก็ควรไปหาอย่างอื่นกินสิ ไม่ใช่มาลงที่ฉัน

“พอแค่นี้ก่อนก็ได้ครับ” คนตรงหน้าสบตาฉันนิ่งก่อนจะพูดประโยคนี้ออกมาด้วยแววตาตัดพ้อ

มาถึงขนาดนี้ละ จะหยุดเขากลางคันแบบนี้ก็ดูจะเกินไปหน่อย และฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันดีแค่ไหน มันไม่ใช่จูบที่ห่วยแตก มันดีซะด้วยซ้ำ

“แค่จูบก็ได้ ถ้านายสัญญาว่าจะไม่... ” เปล่งคำพูดออกจากลำคอก่อนที่จะหลุบตามองที่ริมฝีปากคนตรงหน้า 

ถ้าเราไปต่อ มันจะจบที่การจูบไหมนะ

“อา เอาไงดีครับ” คนตรงหน้าเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นอย่างครุ่นคิด มือข้างนึงประคองกรอบหน้าฉัน ก่อนจะแนบหน้าผากลงมา “อยากจูบต่อ... แต่ถ้าไม่หยุดตอนนี้ พี่จะไม่มีโอกาสหยุดผมอีกแล้ว” นิ้วหัวแม่มือของคนตรงหน้าถูกยกขึ้นมาจรดตรงริมฝีปาก สายตาเขาในตอนนี้เหมือนอยากจะไปต่อ แต่ก็ลังเล

“Calm Down” ยกขึ้นมาลูบบนกรอบหน้าเนียน ฉันบอกให้เขาใจเย็น เพราะแววตาคู่นั้นดูอยากจะทำตามใจตัวเองซะเหลือเกิน “ใจเย็นๆ” หยุดมือลงที่ผิวแก้มพลางเกลี่ยนิ้วไปมาราวกับปลอบปะโลม

“ครับ” ตอบกลับมาก่อนที่สายตาจะหันไปโฟกัสที่อย่างอื่น มันคือสายบราฉันที่โผล่พ้นเสื้อออกมา กระดุมเสื้อที่ถูกปลดออกเผยให้เห็นเนินเนื้อนูนเล็กน้อย จนฉันต้องรีบดึงมันขึ้นแล้วกำมันไว้อย่างนั้น “วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ครับ” พูดจบก็ลุกออกไปจากตัวฉัน ใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ยังไม่ทันจะพูดอะไร อยู่ๆเขาก็ลุกพรวดออกไปเลย 

“แล้วไม่ทายาแล้วหรอ... งะ งั้นเดี๋ยวฉันหาอะไรให้ทาน” ตะโกนตามหลังไป ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วตรงแหน่วไปที่ห้องครัว ต้องทิ้งระยะห่างกันสักพักเพื่อให้ทั้งเขาและฉันได้ปรับอารมณ์ การจะยับยั้งชั่งใจตัวเองกับเรื่องแบบนี้มันไม่ง่ายเลย

ให้ตาย

 

100%

ไรต์มาแล้ววว
มาพร้อมกับสาดความหวานให้เต็มๆ
เดี๋ยวจะมีหวานกว่านี้อีก อดใจรอไว้ก่อน
อิอิอิอิอิ

เจิมกันต่อค๊าบบบ
ใครยังอยู่กับไรต์บ้างเอ่ยยย <3

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น

  1. #159 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 21:05
    เกือบไปแล้ว
    #159
    0
  2. #158 yeenyyn (@yeenyyn) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 20:30
    เจิมมมมม
    #158
    0
  3. #157 Toey21Bawornrat (@Toey21Bawornrat) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 18:10
    เขินอ่าาาา
    #157
    0
  4. #156 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 22:12
    น้องอยากให้หึง
    #156
    0
  5. #155 Toey21Bawornrat (@Toey21Bawornrat) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 17:24
    ไม่หึงเลยอ่าาาา
    #155
    0
  6. #154 Toey21Bawornrat (@Toey21Bawornrat) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 19:23
    น้องงงงงง
    #154
    0
  7. #153 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 22:46
    ใจอ่อนแล้ว
    #153
    0