ผ ม เ ป็ น ข อ ง พี่ ค น เ ดี ย ว - Trapped in love

ตอนที่ 24 : 19 - แฟน or คนคุย? 1/2 อัพครบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,408
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    9 ก.ค. 63

 

 

07.30 น.

“ตัวเล็ก ตื่นแล้วทำไมไม่ลงไปกินข้าว”

“ก็วันนี้วันเสาร์ ไม่ต้องออกไปไหนนี่” ฉันขานตอบปลาวาฬที่เปิดประตูโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

“ทำไมไม่หันมามองพี่ หลบตาทำไม”

“เปล่า ไม่ได้หลบ” ตอบกลับไปโดยไม่หันไปมอง ฉันเล่นเกมLine Bubble2 อยู่ต่างหาก มันละสายตาไปจากจอมือถือไม่ได้

“แน่ใจหรอว่าไม่ใช่เพราะเรื่องเมื่อคืน”

“...” นั่นไง คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าวาฬต้องเข้ามาพูดเรื่องนี้ “จะพูดอะไรก็พูด ไม่เห็นจะต้องแกล้งชวนกินข้าวเลย” หันกลับไปจ้องพี่ชายตัวเองที่ตอนนี้ใบหน้ามีแต่เครื่องหมายคำถาม

เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากที่เมื่อคืนฉันเห็นว่ามีเลือดติดอยู่บนหน้าตัวเอง ฉันก็เป็นลมล้มพับไปเลย ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้ตัวอีกทีก็นอนแผ่หราอยู่บนโซฟาห้องรับแขก โดยมีปลาวาฬนั่งเฝ้าอยู่ ส่วนเด็กนั่นก็หายไปแล้ว และฉันก็ไม่ได้ถามวาฬด้วยว่าเขาไปไหน พอตื่นก็วิ่งเข้ามาเช็คสภาพตัวเองในห้องทันที คราบเลือดก็หายไปหมดแล้ว

“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหลับไปแบบนั้น พี่ปลุกตั้งนานกว่าจะตื่น” ปลาวาฬนั่งลงที่ปลายเตียงแล้วเอ่ยปากถาม

“เป็นลม”

“เป็นลม?”

“อืม เค้าเห็นเลือดเลยตกใจ” ตอบไปตามตรงไม่หมกเม็ด

“เลือดใคร ตัวเล็กไปทำอะไรมา” พุ่งตัวเข้ามาหาก่อนจะจับแขนฉันพลิกไปพลิกมา

“เปล่าวาฬ ไม่ใช่เค้า... เด็กนั่นต่างหาก” ผ่อนเสียงลงในช่วงท้าย

“หมายถึงนาทีใช่ไหม” เอ๊ะ นี่ไปรู้จักชื่อกันตั้งแต่ตอนไหน

“รู้จักกันได้ไง”

“ก็เมื่อคืนนั่งคุยกันนิดหน่อย”

“คุยอะไรบ้าง” มุ่นคิ้วถามอย่างสงสัย

“ก็มีถามไถ่นิดหน่อย” ยังไง อะไรคือถามไถ่กันนิดหน่อย พูดเหมือนรู้จักมักจี่กันงั้นแหละ เท่าที่จำได้วาฬก็แค่เห็นเขาผ่านหน้าปกนิตยสารเท่านั้นเอง “ไหนตัวเล็กบอกไม่ได้สนิทกันแล้วไง ทำไมเขาถึงมาอยู่ในบ้านเราได้” ปลาวาฬถามขึ้นต่อ

“ก็ไม่ได้สนิท เค้ากลับไปเอาต้นไม้ที่คอนโดแล้วบังเอิญเจอเด็กนั่นพอดี เด็กนั่นเลยอาสาถือต้นไม้นั่งรถมากับเค้า” ฉันอธิบายเป็นฉากๆ แต่ไม่ได้บอกความจริงไปทั้งหมด ว่าฉันนี่แหละที่เป็นคนส่งโลเคชั่นให้เขามาหา

“จริงหรอ”

“ก็จริงสิวาฬ” ถลึงตามองคนตรงหน้า ยังจะไม่เชื่ออีก

“งี้นี่เอง” พยักหน้าเข้าใจแต่สายตาก็ยังไม่วายมองฉันอย่างเคลือบแคลง

“ไม่คุยด้วยละ ไปแปรงฟันดีกว่า เค้าหิวแล้ว” ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเลี่ยงบทสนทนา

“เอ้อ พี่ลืมบอกตัวเล็กไปเลย” ปลาวาฬเดินตามฉันเข้ามาในห้องน้ำแล้วพูดขึ้น น้องจะไปแปรงฟันก็ยังตามไม่เลิก“พี่ให้นาทีขับรถตัวเล็กกลับบ้านนะ เพราะเมื่อคืนไม่มีรถวิ่งผ่านเลย”

“อ้อ” หันกลับไปมองวาฬแว๊บนึงก่อนจะพยักหน้าขึ้นลง นี่พี่ชายฉันกลายเป็นคนใจดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นาทีไปพูดอะไรถูกหูปลาวาฬเข้าหรือเปล่า ถึงได้ใจดีผิดหูผิดตาแบบนี้

 

08.00 น.

หลังจากอาบน้ำทำอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันก็ลงมาข้างล่างด้วยชุดสบายๆ สายเดี่ยวสีครีมกับกางเกงผ้าลินินขาสั้นเหมือนที่ชอบใส่เป็นประจำ

“เอาข้าวให้เจ้าน้องหรือยังวาฬ... นะ นี่นาย มาอยู่ที่นี่ได้ไง” ตะโกนเอ่ยถามวาฬแต่กลับเจอคนที่ไม่อยากเจอที่โต๊ะอาหารแทน แล้ววาฬไปไหน ทำไมมีแค่นาทีที่นั่งอยู่

“พี่ปลาวาฬฝากผมบอกพี่ว่าคุณแม่เรียกตัวกลับบ้านด่วน เลยไม่ได้อยู่ทานข้าวกับเราด้วย”

“กับเรา?”

“ครับ พี่ปลาวาฬสั่งให้ผมอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนพี่ก่อน ทีแรกก็กะว่าจะเอารถมาคืนแล้วกลับ แต่พี่ปลาวาฬอุตส่าห์ชวน ผมเลยไม่กล้าขัด”

“ก็กลับไปสิ ฉันไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน” กระแทกเสียงใส่

“แต่ตอนนี้ผมชักจะหิวแล้วสิครับ ข้าวต้มกุ้งนี่มันหอมเกินไป” พูดออกมาพลางก้มหน้าลงมองถ้วยข้าวต้มที่กลิ่นหอมฟุ้งเหมือนที่เขาว่าจริงๆ ท้องฉันก็เริ่มประท้วงแล้วเหมือนกัน

วาฬนะวาฬ กล้าดียังไงถึงสั่งผู้ชายคนอื่นให้มากินข้าวกับน้องสาวตัวเองที่บ้านสองต่อสอง

“เพราะฉันหิวหรอกนะ เลยขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับนาย” ลากเก้าอี้ออกแล้วแทรกตัวลงไปนั่งอย่างจำใจ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะข้าวต้มกุ้งของโปรด ฉันไม่ยอมนั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกับเขาหรอก

ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่พอเห็นหน้าเด็กมันฉันก็เผลอไปนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องครัวเมื่อคืนน่ะสิ บ้าจริง

“กุ้งอีกไหม” ทานไปได้สักพัก คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้น ริมฝีปากอิ่มสีชมพูมีข้าวติดอยู่เม็ดนึง

“กินของตัวเองไปสิ ฉันใกล้อิ่มแล้ว” หลุบตาเคี้ยวข้าวต่อไปโดยไม่สนว่าเขาจะหาเรื่องอะไรมาคุยอีก

“ชอบกินกุ้งไม่ใช่หรอ”

“...”

“ถ้าชอบก็กินเยอะๆครับ” ยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับไป คนตรงหน้าก็ตักกุ้งมาวางไว้ในชามให้ฉันแล้ว ส่วนชามตัวเองเหลือแต่ข้าว เพราะเขาเอากุ้งมาให้ฉันหมด

“แบบนั้นมันจะเรียกว่าข้าวต้มกุ้งได้ไง เอาคืนไป” ตักกุ้งขึ้นมาเตรียมจะเอามันกลับไปไว้ที่เดิมแต่นาทีกลับยกชามหลบไม่ให้ฉันแตะต้อง

“ผมให้แล้วไม่รับคืนครับ” ตอบกลับมาพลางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากล่างที่มีเม็ดข้าวติดอยู่ รู้ตัวแล้วสินะ

เด็กมูมมาม

“ทำไมจะเอาคืนไม่ได้” ละสายตาจากริมฝีปากนั่นก่อนจะเชิดหน้าขึ้นพูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อะไรที่ผมเคยให้พี่ไป ผมไม่เอาคืนหรอกครับ” พูดพลางจ้องมาที่ฉันนิ่งราวกับต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างจากประโยคนี้

“งั้นก็ตามใจ” ฉันหลบตาก่อนจะก้มหน้าก้มตากินของตัวเองต่อ บอกตามตรงว่าตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืนฉันก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย แล้วไหนตื่นมายังต้องมาเจอตัวการที่ก่อเรื่องอีก

วาฬนะวาฬ ทำกับน้องแบบนี้ได้ยังไง

 

หลังจากทานข้าวเสร็จ ฉันก็ปลีกตัวออกมาจากโต๊ะอาหารแล้วตรงปรี่มายังห้องครัว วางชามกับช้อนลงในอ่างก่อนจะล้างมือแล้วล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคนบางคน

[ว่าไงตัวเล็ก] รับสายด้วยน้ำเสียงปกติราวกับคนไม่มีความผิดติดตัว

“ทำไมให้เด็กนั่นเข้ามาในบ้านเรา” ฉันยิงคำถามออกไปทันที

[ก็พี่เห็นว่าเขาเอารถมาคืนแต่เช้า แถมยังไม่ได้กินข้าว พี่ก็เลยชวน]

“ตัวเองเป็นคนชวน แต่ให้เค้ารับหน้าแทนเนี่ยนะ! ” ทำอะไรไม่เคยจะปรึกษาน้องเลย ให้ตาย

[ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจมาหาตัวเล็กมากกว่านะ]

“จะมาหาเค้าทำไม อย่ามามั่วนะวาฬ”

[เอาล่ะๆ พี่ไม่เถียงละ ว่าแต่ตัวเล็กโทรมาแค่นี้หรอ พี่ขับรถใกล้ถึงบริษัทแล้ว]

“ยัง มีอีกคำถาม... ปกติหวงเค้านักหวงเค้าหนา ทำไมวันนี้ถึงปล่อยให้เค้าอยู่บ้านสองต่อสองกับผู้ชาย” นี่เป็นคำถามที่คาใจฉันมากที่สุด ปลาวาฬน่ะ ดูเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย หรือกลัวน้องตัวเองจะขายไม่ออกถ้าไม่รีบตอนนี้

[ก็ดูท่าทางแล้วน่าจะไว้ใจได้ เห็นเมื่อคืนเขาก็นั่งเฝ้าตัวเล็กทั้งคืน แถมยังจับมือไม่ยอมปล่อย พี่ไล่ให้กลับตั้งนาน กว่าจะยอมไป]

“ฝะ เฝ้าเค้าหรอ” ฉันนึกว่าเด็กมันทิ้งฉันไว้แล้วกลับซะอีก

[ก็ใช่น่ะสิ พี่ยืนมองตั้งนานกว่าจะแสดงตัวเข้าไปทัก เห็นหาผ้ามาเช็ดหน้าให้ตัวเล็กตั้งนานสองนาน] คำพูดของปลาวาฬทำให้ฉันสะอึก ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด

ฉันเป็นลมไปทั้งๆที่เรายังคลุมเครือกันอยู่ แต่มันก็ยังมีข้อดีที่อย่างน้อยฉันไม่ต้องอับอายที่เผลอจูบตอบเขาไปแบบนั้น พูดง่ายๆก็คือถือโอกาสนี้ลืมๆมันไปซะ ไม่มีเหตุผลจะมารื้อฟื้น

“ผมช่วยครับ”

“อ๊ะ” ฉันตกใจจนเผลอกดตัดสายปลาวาฬโดยอัตโนมัติ... นาที เด็กนี่เข้ามาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงอีกแล้ว!

“ตกใจอีกแล้วหรอครับ คราวนี้ผมเอ่ยทักพี่แล้วนะ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ตอบพลางเดินตรงเข้ามาหยิบชามของตัวเองไปล้าง

“ให้ผมช่วยไหม”

“ไม่ต้อง! เอ่อ... มือนายเจ็บอยู่นี่” เผลอตัวพูดจาไม่ดีก่อนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำเกินไป เหลือบตามองมือคนตรงหน้า ข้างที่พันพลาสเตอร์เอาไว้ เจ็บแล้วยังไม่เจียม

“งั้นผมเอาคว่ำตรงชั้นวางให้ก็ได้ พี่ล้างแล้วส่งมา” เดินตรงเข้ามาหาพลางก้มลงพับแขนเสื้อไปด้วย ไม่เห็นสีหน้าฉันหรือไง ดูก็รู้ว่าไม่เต็มใจ

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง” ผ่อนเสียงพูดให้เบาลงกว่าคราแรก

“อย่าดื้อครับ”

“นายว่าใครดื้อ” เงยหน้าขึ้นมองตาดุ

“ก็คุยกับใครอยู่ล่ะครับ” ตอบกลับมาอย่างกวนๆ

“นี่! ฉันแก่กว่านายนะ” จะดีอยู่แล้วเชียว มาทำให้ฉันหงุดหงิดอีกจนได้

“ใครบอกว่าแก่ พี่ยังไกลจากคำนั้นอีกเยอะ อายุเราห่างกันแค่ 3ปีเอง หน้าพี่ก็เด็ก แถมแก้มนี่.... ยังนิ่มอีกต่างหาก” ไม่พูดเปล่า นิ้วยาวยังยื่นเข้ามาบีบแก้มทั้งสองข้างของฉันพลางยืดมันออกราวกับนวดแป้ง

“นะ นี่ อย่ามาจับ” เบี่ยงตัวหลบโดยใช้มือปัดป่ายมือเขาไปด้วยทั้งๆที่ในมือยังถือชามอยู่

“ขอโทษครับ” ขอโทษแต่ทว่ามุมปากกลับยิ้ม

“อยากทำก็ทำไป ฉันไม่ทำแล้ว” วางชามลงในอ่างตามเดิมด้วยท่าทางหัวเสีย “อ๊ะ” ยังไม่ทันได้หมุนตัวก้าวออกไป มือฉันก็ถูกมือหนาคว้าเอาไว้ซะก่อน

“เรื่องเมื่อคืน... พี่ยังไม่ได้ให้คำตอบผมเลย”

“ฉันว่าฉันตอบนายชัดแล้ว... นะ” พูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างฉันก็ถูกดึงจนปลิวไปปะทะกับแผงอกล่ำ

“ชัดอะไรครับ ชัดที่พี่กับผมหมายถึงมันจะความหมายเดียวกันหรือเปล่า เพราะถ้าถามผม การที่เราจูบกันถึงสองครั้งสองครามันเรียกว่า‘แฟน’ครับ หรือไม่ก็‘คนคุย’พี่จะให้ผมเป็นแบบไหน” ฉันเบิกตาโพลงกับสิ่งที่ได้ยิน แถมคนตรงหน้ายังก้มลงมาจนรู้สึกถึงลมหายใจอีกต่างหาก

“...” เด็กคนนี้มันเหลือเกินจริงๆ

“ไปแต่งตัวรอนะครับ ผมจะพาไปที่ที่นึง” ไม่รอคำตอบจากฉันเขาก็พูดขึ้นต่อ“ผมขอล้างจานก่อน แล้วจะตามขึ้นไปข้างบน”

ฟอดดดด

บางสิ่งเกิดขึ้นโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว เขาผละออกไปก่อนจะหันไปล้างจานหน้าตาเฉย โดยทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ฉัน... ที่แก้มข้างซ้าย

แล้วทำไมเมื่อกี้ฉันถึงไม่ต่อว่า ทุบตี หรือทำอะไรเขาเลย ฉันถูกสะกดจิตอยู่หรือไง รู้ตัวอีกทีเด็กมันก็เมินฉันหันไปล้างจานแล้ว ส่วนฉันก็เดินออกมาจากครัวอย่างงงๆ ยกมือขึ้นสัมผัสแก้มตัวเอง ใบหน้าและเนื้อตัวชาวูบวาบไปหมด

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่เนี่ย

 

09.30 น.

สุดท้ายฉันก็ถูกลากออกมาจากบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือเรียกสั้นๆง่ายๆว่าถูกบังคับนั่นแหละ กะว่าวันนี้จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนเจ้าน้องอยู่แล้วแท้ๆ กลับโดนคนที่ไม่เต็มใจให้ลาก ลากออกมาจากบ้านจนได้ อย่าว่าแต่ใส่เสื้อผ้าดีๆเลย หน้าฉันยังไม่มีเวลาแต่งด้วยซ้ำ ทีแรกก็กะว่าจะขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาซะก็สิ้นเรื่อง แต่ทนเสียงเคาะประตูที่ดังต่อเนื่องเกือบห้านาทีไม่ไหว สุดท้ายฉันก็ยอมออกมา 

ตอนนี้รถแล่นบนถนนเกือบสิบนาทีแล้ว ฉันก็ยังเงียบไม่ยอมปริปากคุยกับคนข้างๆ ทั้งๆที่เขาพยายามชวนฉันคุยต่างๆนานา

อันที่จริงฉันก็ไม่ได้โกรธหรือเคืองอะไรเด็กมันหรอก ก็แค่ทำตัวไม่ถูก เลยแกล้งหงุดหงิดเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องเมื่อเช้า

“รู้ไหมครับว่าวันนี้ผมจะพาพี่ไปไหน” คำถามถัดไปถูกถามขึ้นจากคนข้างกาย

“ฉันจะรู้ได้ไง”

“เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง วันนี้พี่ต้องช่วยผมเยอะเลย” หันมายิ้มให้ก่อนจะเบนตามองไปที่ถนนเบื้องหน้า

“ช่วยอะไร” สุดท้ายก็ถามออกไปเพราะทนความอยากรู้ไม่ไหว

“รอถึงก่อนดีกว่า แล้วผมจะบอก” พูดขึ้นโดยไม่หันมามอง ลอบมองเสี้ยวหน้าของคนขับที่มีสันกรามเด่นชัด แก้มขาวสะอาดเนียนใส พึ่งรู้ว่าคนแบบเขาไม่ว่าจะขับรถยี่ห้อไหนก็ดูดีไปซะหมด ไม่ใช่แค่มาเซราติราคาเกือบสิบล้านคันนั้น

ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้เด็กนี่กำลังจับพวงมาลัยรถฉันขับไปตามถนน ราวกับเป็นรถตัวเอง

“ไหนบอกแค่เอารถมาคืนไง ทำไมต้องลากฉันออกมาด้วย”

“ไว้เดี๋ยวทำธุระเสร็จ พี่ค่อยไปส่งผมเอารถไงครับ มันจอดอยู่คอนโดพี่”

“ยุ่งยากชะมัด” แอบบ่นให้เขาได้ยินก่อนจะเบนสายตาหลบออกไปมองนอกหน้าต่าง

“ถึงแล้วครับ” รถจอดลงแถวๆลานกว้างหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ฉันเคยขับผ่านที่นี่อยู่บ่อยครั้งเพราะมันเป็นทางผ่านที่จะไปมหาวิทยาลัย

“พามาที่นี่ทำไม” หันไปถามอย่างไม่เข้าใจ

“ลงไปเดี๋ยวก็รู้เองครับ มีคนรอพวกเราอยู่” ตอบกลับมาสั้นๆโดยไร้ซึ่งคำตอบที่ฉันต้องการแล้วเปิดประตูลงจากรถไป ฉันตัดสินใจอยู่ครู่นึงก่อนจะกระชับกระเป๋าสะพายตัวเองแน่นแล้วเปิดประตูลงจากรถ

เอาเถอะ อย่างน้อยฉันก็พกสเปรย์พริกไทยติดตัวมาด้วย ถ้าคิดจะเล่นไม่ซื่อกับฉันแม้แต่น้อย แม่จะฉีดเข้าตาให้บอดเลยคอยดู

 

@ ห้อง1821

ตอนนี้ฉันมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องๆนึงของชั้น18 โดยที่มือข้างซ้ายมีมืออีกข้างกุมไว้อยู่ อันที่จริงฉันพยายามสลัดมันหลุดตั้งแต่เดินเข้าคอนโดมาแล้ว แต่คิดว่าคนฉวยโอกาสจะยอมไหม พอมันหลุด เขาก็คว้ามันไปจับอีกจนได้นั่นแหละ

“อ้าว มากันแล้วหรอ” คนที่เปิดประตูและโผล่หน้าออกมาก็คือนาย เพื่อนในกลุ่มของนาที

“อืม มีไรกินบ้าง” นี่คือประโยคแรกที่คนข้างกายฉันเอ่ยทักทายเพื่อนตัวเอง ได้ข่าวว่าเมื่อชั่วโมงก่อนเขาพึ่งกินข้าวต้มไปไม่ใช่หรือไง คงเพราะฉันเอากุ้งเขาไปกินจนหมดสินะ เลยไม่มีโปรตีนตกถึงท้อง ควรอยู่ที่เด็กมันจะหิว

“พาพี่ปลาเข้ามาข้างในก่อน จะยืนคุยอยู่ตรงนี้หรอสัส” นายเอ่ยพูด เด็กนี่ดูไม่แปลกใจสักนิดที่ฉันปรากฏตัวพร้อมกับนาที สงสัยพวกเขาคงคุยกันมาแล้ว

มือฉันถูกกระตุกให้ตามเข้ามาด้านใน พึ่งเห็นว่านอกจากนายแล้ว ห้องนี้ยังมีเฟิร์สและนนท์อยู่ด้วย

“หวัดดีครับพี่ปลา” เฟิร์สเอ่ยทัก ตามด้วยนนท์ที่พยักหน้าเป็นเชิงทักทายพลางส่งยิ้มมาให้

“เอ่อ... นายพาฉันมาที่นี่ทำไมหรอ” หันไปถามนาทีที่จนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่บอกถึงสาเหตุที่พาฉันมาด้วย

“พวกนี้มันมีเรื่องให้ช่วย เลยบอกผมให้พาพี่มาด้วย” นาทีตอบ ก่อนจะจูงมือฉันมานั่งที่โซฟาตัวยาวด้วยกัน พอรู้ตัวว่ามีสายตาหลายคู่กำลังมอง ฉันก็ชักมือตัวเองกลับทันที

“ใช่ครับพี่ปลา ผมไม่เข้าใจคลาสนี้เลย อาทิตย์หน้ามีสอบแล้วด้วย” นายเดินเข้ามาหาพลางวางหนังสือลงที่โต๊ะกระจกใสตรงหน้าฉัน มันคือหนังสือที่หน้าปกเขียนว่า ธุรกิจระหว่างประเทศ

“สรุปคือที่ลากมาเนี่ยเพราะจะให้พี่ช่วยติวหนังสือให้?” เอียงคอถามพลางกวาดตามองทีละคน เนี่ยนะสาเหตุที่นาทีลากฉันออกจากบ้านในวันหยุด นึกว่าเรื่องอะไร บอกตั้งแต่แรกซะก็สิ้นเรื่อง

“ช่วยนนท์ด้วยนะครับพี่ปลา” นนท์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกระพริบตาปริบๆพลางมองมาที่ฉันอย่างมีความหวัง

“มึงอย่าอ่อยให้มากไอ้นนท์” คนข้างกายก็พูดขัดขึ้น แบบนั้นเรียกว่าอ่อยหรอ น้องเขาก็แค่ยิ้มอ้อนๆส่งมาเท่านั้นเอง

“ว้า รู้ทันซะละ” แต่เด็กหน้าหวานกลับยอมรับออกมาซะงั้น

“เห็นว่าพี่เรียนสาขานี้เลยจะให้พี่ช่วยติวถูกไหม” ฉันถามต่อ

“ถูกครับพี่ปลาคนสวย” เฟิร์สพูด ตอนนี้ฉันดูเหมือนเป็นเจ้าหญิงในหมู่บริวารเลย อยู่ๆก็รู้สึกเป็นที่ต้องการ

“งั้นเริ่มกันเลยไหม” ถามออกไปพลางหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดูคร่าวๆ เล่มนี้ฉันทั้งอ่านทั้งเรียนมาหมดทุกหน้าแล้ว ไหนๆฉันก็กะว่าวันหยุดจะหาเวลาอ่านทบทวนบทเรียนอยู่พอดี วันนี้ก็ถือโอกาสทบทวนไปในตัวเลยแล้วกัน

ดีซะอีก จะได้มีเพื่อนอ่าน

 

30 นาทีต่อมา

“ตรงนี้มันหมายความว่าไงครับพี่ปลา นนท์อ่านวนมาหลายรอบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ” นนท์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเปิดหนังสือพลางเอ่ยถามฉันด้วยสีหน้างุนงง

“มันเป็นกลยุทธ์ทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อปรับตัวให้เข้ากับองค์การค้าโลกน่ะ” ฉันอธิบายพลางโน้มตัวลงไปชี้หนังสือเล่มที่นนท์จับอยู่

“ยากจังครับ ปกติเรียนแต่ที่ดินและทรัพย์สิน” นนท์นิ่วหน้า บ่นออกมาไม่รู้รอบที่เท่าไหร่แล้ว เนื่องจากเด็กพวกนี้เรียนอสังหาฯ เป็นหลัก พอมาเจอธุรกิจระหว่างประเทศที่เป็นทฤษฎีเข้าหน่อยเลยทำให้มึน

“ตัวหนังสือมันเยอะน่ะ แต่ถ้าเราเข้าใจมันก็ไม่ยาก” มองคนตรงหน้าอย่างเอ็นดู เฟิร์สกับนายไม่เห็นงงเหมือนเด็กคนนี้เลย

ส่วนอีกคนไม่ต้องถามถึง แยกตัวไปนั่งเล่นเกมนู่น แถมยังกินขนมอย่างสบายใจเฉิบ

“ผมคงต้องให้พี่ปลาติวนอกรอบแล้วล่ะครับ” ประโยคนี้นนท์เพิ่มระดับเสียงขึ้นราวกับจงใจให้ใครได้ยิน นั่งอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง ทำไมต้องตะโกน

“ถ้ามีเวลาเหลือก็ดีสิ จะได้ให้เพื่อนพี่ช่วยติวให้อีกแรง” พูดพลางครุ่นคิด ถ้ามีอิกุนกับอิพีทคอยช่วยก็คงดี ยิ่งมีเด็กมารุมมาตุ้มแบบนี้พวกมันยิ่งมีกำลังใจสอน

“เอางี้ ผมยังพอมีเวลาเหลือ วันจันทร์ตอนเย็นพี่ปลาว่างไหมครับ”

“ฮึ่ม” น้ำเสียงกระแอมไอดังมาจากด้านหลัง

“อะไรติดคอมึงวะไอ้ที” นนท์ตะโกนถาม

“กระดูกหมา” ตอบกลับมาเสียงแข็ง ฉันไม่ได้หันกลับไปจึงไม่เห็นว่าเขากำลังมีสีหน้าแบบไหน แต่ฟังดูแล้วน้ำเสียงค่อนข้างดุเลยทีเดียว

“อ้อ พึ่งรู้ว่ามึงแดกหมาด้วย” นนท์สวนกลับไปพลางพยักหน้าขึ้นลง

“หึ... ไอ้นนท์ มึงไปซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านป้ามาดิ๊ กูหิวแล้ว” อยู่ๆก็พูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาซะเฉยๆ

“อ้าวไอ้นี่ ไม่เห็นหรอว่าพวกกูติวอยู่ มึงว่างทำไมมึงไม่ไป” นนท์โวย

“กูเมื่อยขา ขี้เกียจไป” นั่นน่ะหรอเหตุผลของเขา เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย

“งั้นก็ไม่ต้องแดก” นนท์กระแทกเสียงพลางก้มหน้าดูหนังสือกับฉันต่อ

“แต่กูหิวแล้ว เร็วๆสิเพื่อนนนท์ ไปซื้อให้กูหน่อย ความลับมึงกูมีเยอะนะบอกไว้ก่อน” อย่าบอกนะว่านี่กำลังขู่เพื่อนตัวเอง

“ความลับเหี้ยไร” นนท์ละสายตาจากกองหนังสือตรงหน้าอีกครั้งแล้วตอบกลับไป

“เดี๋ยวกูจะไปบอกแม่มึงเรื่องที่...”

“ไม่ต้องไอ้สัส ไปก็ไป” พูดสวนกลับขึ้นทันควัน“พี่ปลาครับ เดี๋ยวนนท์กลับมานะ ตอนนี้พักทานข้าวกันก่อน ค่อยติวต่อตอนทานข้าวเสร็จ” สุดท้ายนนท์ก็ทำตามที่นาทีสั่ง อยากรู้นักว่าเขาเอาเรื่องอะไรมาขู่ นนท์ถึงได้ยอมแบบนี้

แต่ก็ช่างเหอะ เรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่ดี แค่เรื่องนาทีฉันก็ปวดตัวจะตายอยู่แล้ว

 

“ให้กูไปซื้อไม่พอ กูยังต้องแกะให้มึงแดกอีกหรอครับไอ้คุณชาย” นนท์บ่นคนที่ตอนนี้ย้ายตูดมานั่งที่โต๊ะอาหารแล้ว แถมยังนั่งตรงกันข้ามกับฉัน

“หน้าที่มึง” คนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นตอบอย่างกวนๆพลางมองไปที่นนท์ที่นั่งอยู่ขวามือฉัน สวนนายนั่งข้างนาที และเฟิร์สลากเก้าอี้มาเสริมตรงหัวโต๊ะระหว่างนนท์กับนาย

“เออ นี่เส้นเล็กของมึง... ส่วนของพี่ปลา ผมลืมถามว่าชอบกินเส้นอะไร เลยสั่งเหมือนกันกับผมให้ ทานได้ใช่ไหมครับ” ตอบนาทีเสร็จ นนท์ก็หันมาคุยกับฉัน

“ทานได้ ปกติพี่ก็ชอบทานบะหมี่อยู่แล้ว” ตอบกลับไปตามตรง ถือว่าฟลุ๊คที่เราชอบทานเส้นเหมือนกันพอดี

“หรอครับ งั้นก็แสดงว่าผมรู้ใจพี่ปลานะเนี่ย” พูดออกมาทีเล่นทีจริง

“ลูกชิ้นไม่แดกใช่ปะ กูขอ” ตะเกียบถูกยื่นมาคีบลูกชิ้นในชามนนท์ไปต่อหน้าต่อตาเจ้าของโดยฝีมือของไอ้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉัน แบบนี้เรียกว่าไม่มีมารยาทนะ เจ้าของเขายังไม่อนุญาตเลย

“เฮ้ย ได้ไง เอาคืนมา” นนท์ทำท่าจะพุ่งตัวเข้าไปแย่งคืน

“ไอ้สัส แค่ลูกชิ้น แย่งกันเป็นเด็กๆไปได้ เอาของกูไหม” เฟิร์สพูดแทรกขึ้น เออ เด็กคนนี้มีน้ำใจเหมือนกันแฮะ ไม่เหมือนคนขี้ขโมยบางคนที่ตอนนี้ถือชามหลบซ้ายทีขวาที แกล้งกันเป็นเด็กๆ

“มึงจะแดกก็แดกไปเลย เดี๋ยวกูแดกของไอ้เฟิร์สก็ได้” นนท์งอนไปแล้ว หันกลับมาคีบลูกชิ้นในชามของเฟิร์สแล้วยัดเข้าปากด้วยใบหน้าหงิกงอ พึ่งเห็นมุมน่ารักของเด็กพวกนี้ก็วันนี้เอง

น่ารักทุกคน ยกเว้นนาที ไอ้คนกะล่อน!

ฉันหันกลับมาเพื่อเริ่มทานในส่วนของตัวเองบ้าง แต่สายตากลับสบเข้ากับไอ้คนนิสัยไม่ดีซะก่อน

“มองไร” ถามออกไป

“เอาลูกชิ้นไหม” อะไร อยู่ๆมาถามฉัน ทีเมื่อกี้ยังขโมยของเพื่อนตัวเองเลย นนท์กับเด็กๆพวกนั้นก็หันมามองด้วย คงงงไม่ต่างกัน

“ไม่เอา มีแล้ว” ฉันตอบ

“ชอบไม่ใช่หรอ”

“ชอบ แต่ไม่ชอบแย่งของคนอื่น” ตอบกลับไปโดยแอบเหน็บแนมเขาเล็กน้อย ได้ยินดังนั้นคนอื่นๆที่นั่งอยู่ก็พากันหลุดขำออกมา ตามมาด้วยสายตาดุๆของนาทีที่หันขวับไปมองเพื่อน

“แต่ผมพอใจจะให้” คีบลูกชิ้นจากในชามตัวเองมาไว้ในชามฉัน เหตุการณ์เดจาวูคล้ายกับเมื่อเช้าที่เขาเอากุ้งมากองให้ฉันยังไงยังงั้น “ทานให้หมดนะ” ภายในชั่วพริบตา ลูกชิ้นเนื้อเด้งๆทั้งหมดในชามเขาก็ย้ายมาอยู่ในชามฉัน รวมทั้งหมดเจ็ดลูก รวมกับที่เขาขโมยของนนท์มาอีกหนึ่ง

“พี่ปลาชอบกินลูกชิ้นหรอครับ” กำลังจะบ่นคนตรงหน้าแต่นนท์พูดขัดขึ้นซะก่อน

“ก็ชอบ แต่นี่มันเยอะไป” ประโยคหลังฉันหันไปมองนาทีตาขวาง

“ไม่เยอะหรอกครับ เดี๋ยวพี่ก็กินหมด... พวกมึงรู้ปะ มากกว่านี้อีกสามเท่าพี่ปลาก็กินได้” หันไปพูดให้เด็กพวกนั้นฟังราวกับเปิดโปงฉันออกสู่สาธารณะ เขารู้ได้ไงว่าฉันกินเยอะ ฉันไม่ใช่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อนนะ เดี๋ยวนี้ฉันคุมอาหาร ใครจะกินสองชามสามชามกัน ไม่มี๊!

“จริงหรอครับ งั้นนนท์ให้พี่ด้วย” พูดจบลูกชิ้นในชามของนนท์ก็จรลีมาอยู่ในชามฉัน ตามมาด้วยนายที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ก็เอากับเขาด้วย ส่วนเฟิร์ส รายนั้นไม่ต้องพูดถึง มีน้ำใจกว่าใครเพื่อนอยู่แล้ว คงไม่วายตักให้ฉันอีกนั่นแหละ

ชามล้น ล้นจนมองไม่เห็นเส้นแล้วแม่

“พวกนายจะทำแบบนี้กับฉันจริงๆหรอ” ฉันเบ้หน้าพลางมองชามตัวเองอย่างหดหู่

“ถือว่าเป็นของตอบแทนเล็กๆน้อยที่ช่วยติวให้พวกผมแล้วกันนะครับ” นนท์พูดพลางฉีกยิ้มยิงฟันมาให้ ฉันหันมองหน้าใครก็ไม่มีใครสงสารหรือเห็นใจฉันเลย กลับมองมาที่ฉันอย่างขำๆแทน

“อย่าให้เพื่อนผมต้องเสียน้ำใจเลยนะ ขนาดไอ้นนท์มันหวงลูกชิ้นจะตาย มันยังเสียสละให้พี่ ใช่ไหมไอ้นนท์” ตัวการที่ทำเรื่องยุ่งหันไปถามนนท์ ฝ่ายนั้นก็พยักหน้ารัว สงสัยจะลืมไปแล้วว่าเมื่อกี้ตัวเองกำลังงอนนาทีอยู่

พวกเด็กบ๊องเอ๊ย!

100%

แสบมาก! 555555555

ชอบเคมีเด็กแสบคนไหนเม้นบอกกันได้นะค้าบบ
ไรต์จะรับไปพิจารณา 5555

นาที / นนท์ / นาย / เฟิร์ส


ทางนี้เหงามาก รีดเดอร์อยู่ไหมเอ่ยยยยยยย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น

  1. #79 firstzy93 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:19
    น่ารักกรุบๆ
    #79
    0
  2. #77 PoyTikamporn (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 22:50
    รอค้าบบบ
    #77
    0
  3. #75 firstzy93 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 21:16
    พามาเจอใครเนี่ย
    #75
    2
    • #75-1 mybearpp(จากตอนที่ 24)
      17 มิถุนายน 2563 / 18:25
      พามาเจอใครน้าาา // ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์และกำลังใจนะคะ ช่วงนี้เงียบเหงามาก จะอัพให้อ่านเรื่อยๆน้าา
      #75-1
  4. #74 firstzy93 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 14:49
    พี่วาฬเปิดทางละ
    #74
    0