ผ ม เ ป็ น ข อ ง พี่ ค น เ ดี ย ว - Trapped in love

ตอนที่ 23 : 18 - ระหว่างเราคืออะไร 2/2 อัพครบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,208
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 110 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

 

 

“มันชื่ออะไรครับ” ฉันพานาทีเดินทะลุตัวบ้านเข้ามาจนถึงหลังบ้าน ทันทีที่เขาเห็นมันเขาก็ถามขึ้น

“ยังไม่มีชื่อ”

“อ้าว แล้วปกติพี่เรียกมันว่าไง” หันมาถามด้วยสีหน้างุนงง

“เรียกเจ้าน้องเฉยๆ คิดชื่อไม่ออก”

“เจ้าน้อง?... น่ารักดีนะครับชื่อนี้” ระบายยิ้มออกมาก่อนจะหันไปจ้องเจ้าตัวเล็กที่นอนหลับอยู่ในกรง ดูท่าแล้วคงกินจุถึงได้หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวขนาดนี้ ปกติฉันจะเตรียมอาหารเม็ดใส่ถาดวางไว้ให้ จากที่ดูๆแล้วก็พร่องไปเกือบหมด สงสัยจะกินจุจริงๆ

“นายมีชื่ออื่นไหมล่ะ”

“ครับ?”

“ฉันคิดชื่อไม่ออก”

“จะให้ผมตั้งชื่อให้หรอ” เขามีสีหน้างุนงงมากกว่าเดิม ฉันก็ลืมไปเลยว่าไม่ควรให้เขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตอีกไม่ว่าจะทางไหน แต่เมื่อกี้กลับเผลอหลุดปากออกไป

“ไม่ต้องหรอก ฉันจะเรียกมันแบบนี้แหละ... เข้าบ้านเถอะ ปล่อยให้มันนอน” พูดจบก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันทีเพราะรู้ตัวว่าเผลอทำสิ่งที่ไม่ควรลงไป

เดินนำนาทีเข้ามาในบ้าน โดยบอกให้เขานั่งรอที่โซฟา ส่วนฉันเดินตรงมาหยิบน้ำในห้องครัว เดี๋ยวเขาคงเรียกแท็กซี่กลับเองนั่นแหละ

“ไม่เห็นเคยบอกเลยว่ามีพี่น้อง” อยู่ๆก็พูดขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะที่ฉันเดินกลับเข้ามา พอหันไปดูก็เห็นว่านาทีกำลังยืนมองกรอบรูปใบใหญ่ที่มีรูปของเราสามคนพี่น้อง ปลาวาฬ ฉัน แล้วก็ขวามือสุดคือฉลาม รูปนี้ถ่ายราวๆสามปีก่อน ในวันจบการศึกษาระดับชั้น ม.6 ของฉัน

“อืม นั่นพี่กับน้องชายฉัน” ตอบกลับไปก่อนที่ร่างสูงจะรู้ตัวว่าฉันเดินมาด้านหลัง

“คนนี้น้องพี่หรอครับ” เขาชี้มือไปที่ฉลาม

“อืม ชื่อฉลาม ตอนนี้เรียนอยู่ ม.6”

“เด็กกว่าผมปีนึงสินะครับ” เบนตากลับไปมองยังกรอบรูปอีกครั้ง

“น่าจะใช่” ตอบพลางเดินมานั่งที่โซฟา

“แล้วคนนี้ใช่คนที่ผมเจอวันก่อนไหม” มือเปลี่ยนจุดหมายชี้ไปที่รูปของปลาวาฬ

“อืม ชื่อปลาวาฬ” ฉันพยักหน้า

“ทีแรกผมนึกว่าเป็นแฟนพี่ซะอีก”

กึก

มือที่กำลังจะรินน้ำชะงักไป แฟนงั้นหรอ ดูยังไงว่าเป็นแฟน หน้าฉันก็มีส่วนคล้ายวาฬอยู่นะ

“ทำไมถึงคิดงั้น” วางแก้วลงที่เดิมแล้วเงยหน้าขึ้นถาม

“ไม่รู้สิ ผมแค่เดา ก็พี่ดู... ใกล้ชิด แล้วก็ สายตาพี่มันบอกว่ารักคนๆนี้มากๆ”

“นายเคยเจอฉันกับวาฬอยู่ด้วยกันหรอ” จำได้ว่าวันนั้นเขาแค่เห็นวาฬแบบผ่านๆที่หน้าบ้านเองนี่ รู้ถึงขนาดนั้นได้ยังไง

“เคยครั้งนึงครับ ตอนที่เขาเอาหมาไปให้พี่ที่มหาลัย” อา ตอนนั้นเองสินะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่ามีคนมอง แถมเมื่อกี้ยังทำเป็นไม่รู้ว่าฉันเลี้ยงหมาอีก

“ก็เลยคิดไปเองว่าฉันคบกับวาฬ?”

“ครับ” พยักหน้ายอมรับพลางยกมือขึ้นเกาหัว

น่ารักเรี่ยราดอีกแล้ว

ไม่มีใครบอกหรอว่าท่าทางไร้เดียงสานั่นน่ะ มันไม่ได้ดูโง่ แต่มันดูน่ารักมากกว่า “เอ่อ... ผมขอใช้ห้องน้ำได้ไหม” คำพูดนั้นช่วยเรียกสติฉันที่หลุดลอยไปให้กลับมา

“ห้องน้ำข้างล่างยังทำไม่เสร็จ” ฉันบอกไปตามตรง ปลาวาฬบอกว่าถ้ามีเวลาถึงจะพาช่างมาทำต่อให้ ยังไม่อยากให้ช่างเข้ามาตอนนี้เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของฉัน อีกนัยหนึ่งคือไม่อยากให้ฉันอยู่บ้านกับช่างเพียงลำพังนั่นแหละ

ห้องน้ำที่พอจะใช้ได้ก็มีแค่ห้องน้ำในตัวห้องนอนของเราสามคน แต่ตอนนี้อีกสองห้องถูกปิดไว้เพราะเจ้าของห้องไม่อยู่ เลยเหลือแค่ห้องฉันห้องเดียว

“อ่อ งั้นไม่เป็นไรครับ” พยักหน้าเข้าใจพลางหันไปดูรอบๆบ้านต่อ อันที่จริงเด็กนี่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่ถ้าจะให้เขานั่งกลั้นฉี่อยู่แบบนี้ก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถ้าเขาจะทำอะไรคงไม่ปล่อยฉันไว้จนถึงตอนนี้หรอก

“นายไปเข้าห้องน้ำข้างบนก็ได้ แล้วเดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่ให้” ถือเป็นการไล่กลับทางอ้อมเลยแล้วกัน

“ผมขึ้นไปได้หรอ”

“อืม ขึ้นไปบันไดไป เลี้ยวขวา ห้องอยู่ริมสุด” พูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “รีบๆล่ะ เดี๋ยวรถรอ” โดยไม่หันกลับไปมองว่าคนฟังมีสีหน้ายังไง

หลังจากนาทีขึ้นไปข้างบนแล้ว ฉันก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างสุดเกร็ง ไม่คิดว่าการอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับเด็กนี่บรรยากาศมันจะน่าอึดอัดแบบนี้ ดึงคอเสื้อขึ้นลงอย่างถี่รัวเพื่อปล่อยให้ลมเย็นๆชะล้างความร้อนนอกผิวกาย ก่อนจะหันมาโฟกัสที่แอปพลิเคชั่นเรียกรถ

 

[นาที บรรยาย]

หลังจากเข้ามาล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำเสร็จ ขณะที่จะกลับออกไปจากห้อง สายตาผมก็สะดุดเข้ากับตู้หนังสือที่ตั้งไว้ริมหน้าต่าง นิตยสารเล่มหนึ่งดึงดูดให้ผมเดินเข้ามาดู

มันคือนิตยสารเล่มนั้น ที่หน้าปกมันออกจะเก่าลงเล็กน้อย แต่ผมจำได้ดีว่านี่มันคือนิตยสารที่ผมเคยมีความทรงจำร่วมกับมันมาก่อน เธอยังเก็บมันไว้อีกหรอ

ด้านในของหนังสือเต็มไปด้วยภาพของผมและเธอตอนที่ถ่ายแบบด้วยกันเมื่อสองปีก่อน ผมเองก็เคยซื้อมันมาเก็บไว้เล่มนึงตอนที่มันวางขาย แต่โดนแม่เจอเข้าซะก่อน ท่านเลยเอามันไปทิ้ง เพราะสาเหตุอะไรคงไม่ต้องถาม ตอนนั้นผมทั้งโกรธแม่มาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะท่านขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปกครองของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างผม

แม่ผมจำได้ในทันทีเลยว่า ผู้หญิงในภาพคือคนเดียวกับคนที่ท่านไล่ตะเพิดออกจากห้องไปเมื่อเช้าวันนั้น แถมยังกำชับผมว่าไม่ให้ยุ่งกับผู้หญิงคนนี้อีก แต่คิดว่าคนอย่างผมจะยอมให้แม่ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ไหม คำตอบคือไม่ ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ตอนนั้นผมไปดักรอพี่ปลาที่มหาลัยทุกวัน จนกระทั่งวันนึงที่ผมเกือบจะท้อ คนที่เดินเข้ามาคุยกับผมคือ พี่กุน

จริงอยู่ที่เธอรับคำสั่งมาจากพี่ปลาว่าขอให้ผมเลิกยุ่งกับเธอ แต่พี่กุนก็ไม่ได้ใจร้ายซะจนไล่ตะเพิดผมไป เธอบอกผมในตอนท้ายว่า ให้ผมกลับมาตอนที่พี่ปลาเย็นลงกว่านี้ และบอกผมว่าอย่าพึ่งท้อ ถ้าชอบพี่ปลาจริงๆก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ตอนนั้นแหละที่ผมกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง

ตอนเย็นของวันนั้นผมจึงตัดสินใจกลับมาคุยกับแม่ที่บ้าน อันที่จริงมันไม่ใช่การคุย แต่เป็นการ ต่อรอง ซะมากกว่า ผมต่อรองบางอย่างกับแม่ตัวเอง วันนี้ผมถึงได้กล้ากลับมาหาพี่ปลาอย่างสบายใจ และไม่ต้องกลัวว่าแม่จะทำอะไรผมได้อีก

แกร๊ก

“ทำไรน่ะ” เสียงเล็กดังขึ้นด้านหลัง ผมจึงเก็บนิตยสารไว้ที่เดิมก่อนจะหันกลับมาหาเธอ

“กำลังจะลงไปพอดี พี่มีอะไรรึเปล่า” ผมโกหกเพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าผมมายุ่งกับของของเธอ

“เปล่า แค่จะบอกว่าไม่มีรถผ่านมาเลย ฉันลองเรียกตั้งหลายรอบแล้ว” ร่างเล็กเดินใกล้เข้ามาพลางชะเง้อมองไปด้านหลัง สงสัยสินะว่าผมมายืนทำอะไรตรงนี้

“งั้นเดี๋ยวผมค่อยเดินออกไปเรียกข้างนอกก็ได้” เธอลืมแล้วหรอว่าผมเป็นผู้ชาย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอก

“ไม่ได้ดิ” คนตรงหน้าโพล่งขึ้นพลางทำหน้าราวกับครุ่นคิด

“ครับ?”

“เห็นบ้านข้างๆบอกว่าดึกๆอย่าเดินออกจากซอยคนเดียว แถวนี้อันตราย” เธอพูดจ้อ

“พี่เป็นห่วงผมหรอ” ถามโดยที่รอยยิ้มผุดขึ้นมาตรงริมฝีปาก

“เปล่านะ ฉันมีสิทธิอะไรไปห่วงนาย” แต่คนตัวเล็กกลับเชิดหน้าขึ้นแล้วเถียงออกมา

“มีสิครับ” ตอบพลางก้าวไปด้านหน้า

“อ๊ะ ขยับเข้ามาทำไม” ทำท่าทางราวกับกระต่ายตื่นตูมก่อนจะก้าวถอยหนี แต่ผมไวกว่าจึงคว้าแขนเธอไว้ได้ทัน

“ผมแค่จะบอกว่าพี่มีสิทธินะ... มีมานานแล้วด้วย” ก้มลงไปกระซิบข้างหูเธอแล้วผละออกมา

“หมะ หมายความว่าไง”

เราไม่เคยเลิกกัน ทำไมพี่ถึงจะไม่มีสิทธิล่ะ”

[จบบทบรรยาย นาที]

 

เราไม่เคยเลิกกัน ทำไมพี่ถึงจะไม่มีสิทธิล่ะ” เสียงของคนตรงหน้าดังก้องอยู่ในหัวฉัน เอาอะไรมาพูดว่าเรายังไม่ได้เลิกกัน ไอ้คนกลับกลอก

“เป็นปลาทองหรอ ถึงจำไม่ได้ว่าเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว” เถียงออกไปขาดใจ ทำไมอยู่ๆถึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ฉันไม่น่าถามเรื่องสิทธิออกไปเลย

“ถึงพี่ไม่นับ แต่ผมนับ ผมไม่เคยเลิกกับพี่” พูดออกมาหน้าด้านๆ

“มาพูดตอนนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา ฉัน... ฉัน ไม่ได้คิดกับนายเหมือนเดิมแล้ว”

“เหมือนเดิมที่ว่า มันหมายความว่าไงครับ” เขาค่อยๆก้าวเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ ส่วนฉันก็ขยับถอยหลังหนีตาม

“ก็แปลว่าฉันไม่ได้ชอบนายแล้วไง”

“งั้นก็แปลว่าตอนนั้นพี่ชอบผมสินะครับ” เอียงคอถามด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ก่อนหน้านี้ยังเฉยกับฉันอยู่เลย ไหงพอเข้ามาอยู่ในห้องด้วยกันสองต่อสองเขาถึงมีท่าทีเปลี่ยนไปล่ะ

“แล้วไงล่ะ นายเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนทำมันพัง” ถอยหลังมาเรื่อยๆจนแผ่นหลังชิดกับประตู ฉันหนีไปไหนไม่ได้อีก นอกจากหมุนตัวแล้วเปิดประตูออกไป แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็เกรงว่าจะถูกมือหน้าคว้าตัวไว้จากทางด้านหลัง สายตานั่นกำลังบอกฉันว่าวันนี้ฉันไม่มีทางหนีเขาพ้น

“พี่ยังรู้สึก พี่ยังเป็นห่วงผม ผมดูออก แต่มันเหมือนพี่กำลังปิดกั้นผมอยู่... เพราะอะไรครับ” แววตาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ฉันเลี่ยงการตอบคำถามด้วยการเบือนหน้าหนี คำถามข้อนี้ฉันไม่อยากตอบ“เพราะเรื่องแม่ผมใช่ไหม” จิกเล็บเข้าหาอุ้งมือตัวเองแน่นเพราะถูกเด็กมันล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในใจเข้าให้แล้ว

มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะถ้าเราคบกับคนที่ครอบครัวเขาฉายแววรังเกียจ ฉันเคยหาข้ออ้างต่างๆนานาให้ตัวเองลืมเด็กคนนี้ เคยแม้กระทั่งหลอกตัวเองให้โกรธเขาเพียงเพราะว่าเขาคือเด็กอายุ17 แต่ลึกๆข้างในแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เรื่องนั้นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ฉันเดินจากไป

“วันนั้นพี่คุยอะไรกับแม่ผม” คนตรงหน้าหยุดฝีเท้าลงแค่นั้นก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“...” ฉันไม่มีคำตอบจะให้ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

“ผมกำลังถามพี่อยู่นะ” เชยคางฉันให้หันกลับมาแล้วเค้นเสียงถาม ฉันดูออกว่าเขากำลังพยายามควบคุมอารมณ์อยู่

“... แม่นายแค่สั่งให้ฉันเลิกยุ่งกับนาย” หันไปสบตาเขานิ่งแล้วตอบออกไป

“แค่นั้นหรอ” แต่คนตรงหน้าเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด

“อืม”

“พี่ปลา” น้ำเสียงเย็นเฉียบดังขึ้นพร้อมกับสายตาแกมดุที่มองมายังฉัน มือนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยที่คางฉันไปมาราวกับกำลังกล่อมให้ฉันพูดอยู่กลายๆ “ถ้าพี่ไม่บอก ผมก็ไม่รู้เหตุผลหรอกนะว่าทำไมพี่ถึงเอาแต่หนีผมอยู่ตลอด และถ้าผมไม่รู้ผมก็จะตามตอแยพี่อยู่แบบนี้แหละ อยากให้เป็นแบบนั้นหรอ” นี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือคำขู่ชัดๆ เขาทำจริงแน่หากว่าฉันไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดออกมา

“แม่นาย...” ปริปากพูดออกไปก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วพูดขึ้นต่อ “ขู่ว่าจะเอาเรื่องนั้นไปบอกครอบครัวฉัน และอาจจะแจ้งความดำเนินคดีด้วยถ้าฉันยังไม่เลิกยุ่งกับนาย” คนตรงหน้ามีแววตาเปลี่ยนไปทันที ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ก่อนที่มันจะฉายแววหม่นลงยามที่จ้องมาที่ฉัน

“นั่นเป็นสาเหตุที่พี่หนีผมไปหรอ” แววตาเจ็บปวดแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด มือเขาที่จับอยู่ที่คางฉันสั่นไหวเล็กน้อยแต่ทว่าฉันกลับรู้สึกได้ จนท้ายที่สุดเขาก็ผละมือออกไปก่อนจะก้าวถอยห่างจากฉัน“ผมคิดมาตลอดเลยว่าพี่รังเกียจที่ผมเป็นแค่เด็กม.5” คิดมาตลอดเลยงั้นหรอ

มองจากมุมของนาที เขาอาจจะเสียใจกับเรื่องที่เขาพึ่งรู้ ว่าแท้จริงแล้วแม่เขาคือสาเหตุหลักที่ทำให้ฉันทิ้งเขาไป หรืออาจจะโกรธที่ฉันไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้เขารู้ แล้วเดินออกมาเฉยๆ

แต่ถึงเขารู้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ในเมื่อเราก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ” ฉันตัดสินใจหันหลังเตรียมออกจากห้องเพื่อหนีจากสถานการณ์อันน่าอัดอัดนี่

หมับ

“ให้โอกาสผมอีกสักครั้งได้ไหม” อยู่ๆร่างสูงก็คว้าตัวฉันไปกอดจากทางด้านหลัง

“...” พอฉันเงียบ คางแหลมก็วางลงมาตรงลาดไหล่ ลมหายใจร้อนรินรดต้นคอราวกับว่าเขาพยายามจะง้อฉันอยู่

ทำแบบนี้ให้ได้อะไรขึ้นมา

“ตอนนี้นายก็รู้แล้วนี่ ว่าปัญหามันไม่อยู่แค่ที่ฉันกับนาย” พูดออกไปโดยไม่ผลักไสหรือขยับตัวหนี

“พี่คงไม่รู้สินะว่าตลอด 2ปีที่ผ่านมา ผมหายไปไหน” ฉันจะรู้ได้ไง ในเมื่อเขาเองก็หายไปตั้งแต่วันที่ฉันสั่งให้อิกุนไล่ไปให้พ้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีกเลย

บอกว่าชอบ แต่มาง้อแค่หลังจากเกิดเรื่องไม่กี่วัน แบบนี้มันเรียกว่าชอบได้หรอ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุนึงที่พอเวลาผ่านไปมันเลยทำให้ฉันรู้สึกเกลียดเขาขึ้นมา คำถามที่ฉันพร่ำถามกับตัวเองว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง จะรู้สึกแย่เหมือนอย่างที่ฉันรู้สึกไหม มันดังอยู่ในหัวตลอด

“เลิกคุยเรื่องนี้สักทีเถอะฉันขอร้อง นายก็รู้ว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้” เอื้อมมือไปสัมผัสที่มือหนาที่กำลังกอดรอบเอวฉันอยู่ มันคือการขอร้องและอ้อนวอนจากใจจริงเพื่อให้เขายอมปล่อยฉันไป

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อแม่ผมเป็นคนอนุญาตให้ผมกลับมาหาพี่ได้แล้ว” อะไรนะ

“นายหมายความว่าไง” ยืนตัวแข็งทื่อแล้วถามออกไป ฉันได้ยินอะไรผิดหรือเปล่า

“เมื่อ 2ปีก่อน ผมกับแม่มีปากเสียงกัน ไม่ว่าจะพูดยังไงแม่ไม่ยอมให้ผมคบกับพี่ จนในที่สุดผมยื่นข้อเสนอกับแม่เพื่อให้ผมได้กลับมาหาพี่อีกครั้ง” ฉันตั้งใจฟังเรื่องที่เขาพูด ถึงแม้ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือไม่ก็ตาม“ผมตกลงไปอยู่กับแม่ที่ต่างประเทศ ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโตเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย ผมไม่เคยคิดจะไปอยู่กับแม่ เพราะตอนที่ผมอยู่กับพ่อ ผมมีความสุขมากกว่า... แต่เรื่องของพี่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ”

“พ่อกับแม่นาย... ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอ” กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากแล้วถามออกไปพลางนึกถึงประโยคที่เขาเคยบอกฉันเมื่อ 2ปีก่อน

‘ไปอยู่กับฉัน เงินฉันเยอะ เดี๋ยวขอป๊าให้เลี้ยงดูเธออีกคน ขนหน้าแข้งป๊าฉันไม่ร่วงหรอก’

ตลอดเวลาที่เราคบกัน ฉันไม่เคยเอะใจเลยว่าทำไมเขาพูดถึงแต่พ่อ ไม่เคยพูดถึงแม่ แต่แล้วอยู่ๆ แม่เขากลับโผล่เข้าห้องมาในเช้าวันนั้น

“ป๊ากับแม่เลิกกัน แม่พยายามพาผมไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาโน้มน้าวผม ท่านก็ทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งแม่ยกเรื่องของเรามาต่อรองกับผม” ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันคิดเอาไว้มันผิดคาดไปหมด เด็กม.5 ที่ฉันเคยหาว่าเขาเป็นคนหลอกลวง เชื่อถือไม่ได้ เขากลับต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจตัวเองเพื่อแลกกับการที่แม่เขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก

เขาเก็บงำความลับเรื่องที่เขาจำเป็นต้องหายไปถึงสองปีไม่ให้ใครรู้ ส่วนฉันก็ไม่ปริปากบอกใครเรื่องที่แม่เขาขู่ฉันเอาไว้ ไม่คิดเลยว่า การที่เราไม่ยอมคุยกันมันจะส่งผลให้เกิดการเข้าใจผิดมากมายขนาดนี้

“ทำไมนายต้องทำถึงขนาดนั้น”

“เพราะอะไรพี่ยังต้องถามผมอีกหรอ... ผมชอบพี่มาก ชอบมาตลอด” ตอบกลับมาก่อนจะจับไหล่ฉันให้หันหน้าเข้าหา ร่างสูงคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้า ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนจากเมื่อครู่ มันเหมือนลูกหมาตัวน้อยที่กำลังร้องขออาหารจากเจ้านาย

“กลับมาเป็นเหมือนเดิมนะครับ”

“...” ฉันเงียบเพราะมัวแต่อึ้งกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา

“ให้โอกาสผมนะ” คว้ามือฉันไปจับแล้วพูดขึ้น “นะครับ... นะครับพี่ปลา” ริมฝีปากสีอ่อนขยับขึ้นพูด คราวนี้เขาเม้มริมฝีปากล่างเข้าไปด้านในราวกับว่าถ้าออกแรงเพิ่มอีกนิดริมฝีปากสวยๆนั่นคงได้ช้ำเลือดแน่

“ถ้าฉันบอกว่าไม่...”

“ไม่ได้ครับ” โพล่งขึ้นก่อนที่ฉันจะทันพูดจบซะอีก

“ทำไม”

เพราะวันก่อนพี่จูบกับผมแล้ว

“วะ ว่าไงนะ” ท่าทางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเขามันทำให้ฉันสับสนจนหัวหมุน “แล้วมันเกี่ยวอะไร”

“คนไม่มีสถานะจะจูบกันได้ไง เราจูบกันแล้ว แสดงว่าเราสองคนเป็นมากกว่าพี่น้อง ผมพูดผิดหรอ” กระพริบตาสองสามทีพลางทำหน้าให้ดูน่าสงสาร ก่อนที่มือฉันจะถูกมือหนาบีบเบาๆเป็นเชิงขอร้อง “พี่จะไม่รับผิดชอบผมหรอ”

นี่มันอะไรกัน ฉันกำลังถูกคนตรงหน้าขอให้รับผิดชอบ ทั้งๆที่เขาเป็นคนดึงฉันเข้าไปจูบเองแท้ๆ

“ฉันไม่ได้เป็นคนจูบนายก่อน ลืมไปแล้วหรอ” ดึงมือตัวเองกลับมาจนมันหลุดออกจากมือหนา

“งั้นผมยอมรับผิดชอบพี่ก็ได้ ให้โอกาสผมนะ” คว้ามือฉันไปจับอีกหน “นะครับ นะครับพี่ปลา” บอกตามตรงว่าฉันไปไม่เป็น ฉันทำอะไรไม่ถูกเลย ฉันไม่ชอบให้ใครมาอ้อน

เป็นนาทีคนเก่ายังต่อกรง่ายกว่าอีก

70%

22.00 น.

ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ที่เราผละออกจากกัน ฉันหนีมานั่งที่โต๊ะทำงานข้างหน้าต่าง โดยหันหน้าไปทางประตู ส่วนนาทีนั่งอยู่บนเตียงฉัน เข้าจ้องมาที่ฉันเป็นพักๆสลับกับกดโทรศัพท์ นี่คิดจะนั่งเล่นเกมเฝ้ารอเอาคำตอบกันเลยหรือไง

เขาบอกว่าถ้ายังไม่ได้คำตอบจากฉัน ก็จะไม่ยอมกลับไป

ซึ่งฉันได้ให้คำตอบเขาไปตั้งแต่แรกแล้วว่า‘ไม่’ ไม่ก็คือไม่ แต่คนรั้นก็ดึงดันจะรอฟังคำตอบที่ตรงกันข้ามกับที่ฉันตอบ เขาบอกว่าถ้าฉันไม่ตกลงเขาก็จะนั่งอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหน เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอใครที่หน้ามึนเท่านี้มาก่อนเลย

ฉันควรจะโทรตามวาฬให้กลับมานอนที่บ้านดีไหมนะ ป่านนี้จะเสร็จงานที่บริษัทแล้วหรือยัง

“มองอะไรครับ จะตอบได้ยัง” อยู่ๆคนที่นั่งกดโทรศัพท์ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันแล้วพูดขึ้น

“เปล่า ไม่ได้มอง ฉันมองประตูนู่นต่างหาก” ชี้ไปที่ประตู ฉันภาวนาให้เขายอมแพ้แล้วออกจากห้องไปโดยเร็ว

“ผมไม่ไปไหนหรอกครับถ้ายังไม่ได้คำตอบ ไม่ต้องคอยให้เสียเวลา” ดูมัน อ่านใจฉันออกหรือไง

“แต่นี่ไม่ใช่บ้านนาย กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวถ้าวาฬกลับมาเจอนาย ฉันไม่รับรองความปลอดภัยนะ” ฉันขู่ โดยที่ในใจภาวนาให้วาฬเกิดนึกอยากกลับบ้านขึ้นมาจริงๆ และที่ฉันไม่โทรไปฟ้องเพราะคิดว่าตัวเองคงจะจัดการกับปัญหานี้ได้

แต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดผิด

“ดีเลยครับ ผมจะได้แนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการกับพี่... เขย”

“นี่! พี่คงพี่เขยอะไรกัน อย่ามามั่วนะ” ทำตาเขียวปั๊ดด้วยคิ้วที่ขมวดกันแน่น

“ว่าที่พี่ของแฟนก็ได้ครับ” ตอบออกมาด้วยรอยยิ้มที่แทบจะฉีกถึงใบหู

“ใครแฟนนายไม่ทราบ! ”

“แล้วใครกันล่ะครับที่ทำตัวงอนเป็นแฟนกันไปได้” ไหน ใคร ฉันทำแบบนั้นที่ไหน

“ฉันไม่อยากคุยกับคนคุยไม่รู้เรื่องอย่างนายแล้ว ออกจากห้องไปเลยนะ”

“ไหงงั้นล่ะครับ เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะใจอ่อนอยู่เลย แถมยังจับมือผมตรงนี้ด้วย” ชูหลังมือตัวเองขึ้นมาพลางมองฉันตาค้อน ฉันไปจับมือเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ฉันว่านายเลอะเลือนแล้ว รีบออกจากห้องฉันเดี๋ยวนี้” ลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางเดินตรงเข้าไปหาคนหน้าด้านหน้าทน แต่ยิ่งฉันเดินใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ นาทีก็ยิ่งเขยิบตัวถอยหลังไปมากเท่านั้น จนท้ายที่สุดหลังเขาก็ชนกับหัวเตียง

ทำไมเล่นเป็นเด็กๆเลยวะ

“ไม่ไปไหนทั้งนั้น” ยกมือขึ้นกอดอกพลางเบือนหน้าหนี

“โตเป็นควายแล้ว อย่ามางอแงกับฉันนะ ลงมา” ออกคำสั่งพลางยืนกอดอกมองคนที่โตแต่ตัว

คนที่เคยเรียกฉันตอนเจอกันครั้งแรกว่า‘เธอๆ’ แถมยังเก๊กทำตัวเป็นผู้ใหญ่มันหายไปไหนแล้ววะ หรือสองปีที่ผ่านมามันโดนวิญญานเด็กขโมยร่าง

“บอกแล้วไง ว่าจะไม่ไปไหนถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจ” เอ่ยวาจาที่แสนจะเอาแต่ใจออกมา

“นายเพี้ยนหรอนาที” อดไม่ได้ที่จะพูดประโยคนี้ออกมา อารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนฉันตามไม่ทันแล้ว

“เพี้ยนก็เพราะใครล่ะ ใจร้าย” ทิ้งตัวลงนอนก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นไปคลุมมิดทั้งตัว ดูท่าแล้วแบบนี้ไล่ยังไงก็คงไม่ไป

“อยากอยู่ก็อยู่ไปคนเดียวเลยละกัน! ” พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งโมโห พูดดีก็แล้ว ด่าก็แล้ว เด็กนั่นก็ยังไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ฉันเดินกระทืบเท้าปึงปังออกมาจากห้องเพื่อมาสงบสติอารมณ์ เอาไว้หาวิธีได้ค่อยกลับไปคุยกับเขา ดื้อด้านชะมัดเลยให้ตาย

เมื่อก่อนไม่ได้ดื้อแบบนี้นี่

 

เดินลงมายังห้องครัวชั้นล่าง ครุ่นคิดเรื่องที่ฉันไม่ได้ตอบตกลงให้โอกาสนาที สาเหตุเป็นเพราะว่า ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจว่าระหว่างฉันกับเขา ความสัมพันธ์มันจะไปต่อได้ไหม นิสัยที่คาดเดาไม่ได้ของเขาคือสิ่งที่ทำให้ฉันลังเล แล้วอีกอย่าง ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาพูดมามันจะจริงแท้แค่ไหน แม่เขาที่เคยด่าฉันเสียๆหายๆเมื่อสองปีก่อนน่ะหรอจะยอมให้เขากลับมาหาฉันจริงๆ มันจะง่ายไปไหม

ส่วนเรื่องความรู้สึก อันนี้ฉันยอมรับว่าฉันไขว้เขว คำพูดที่เด็กมันพูดมาทั้งหมด ทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจแล้วก็นึกสงสารไปในคราวเดียวกัน ถ้าหากเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง ก็เท่ากับว่าเราทั้งคู่ถูกทำให้เลิกกันด้วยเหตุผลส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งมันไม่แฟร์ นาทีก็คงจะคิดแบบนั้น

ดังนั้น คราวนี้ฉันจึงจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกครั้งใหญ่ จะมาให้คำตอบเขาปุบปับคงไม่ได้ ฉันต้องการเวลาคิดทบทวน

นั่งคิดอะไรนานๆจนท้องเริ่มหิว เปิดตู้เย็นกวาดตาหาของที่พอจะทำทานง่ายๆในเวลานี้ได้ แต่แล้วความหวังก็พังทลายลง ในตู้เย็นเหลือแต่ไข่ ไม่มีแม้แต่ผักหรือเนื้อที่ทำกินได้เลย ฉันคงต้องจบที่ไข่เจียวสินะ เฮ้อ

หลังจากทานไข่เจียวเปล่าๆสองฟองจนอิ่มแปล้แล้วฉันก็ถือจานและกระทะมาล้างที่อ่าง จัดการบีบน้ำยาล้างจานลงไปเตรียมขัด แต่บางอย่างก็ทำให้ฉันตกใจจนเผลอทำจานหลุดมือแตก

เพล๊งงง ง ง

“พี่ปลา! ” เสียงจานที่ตกกระทบขอบอ่างดังไปทั่วบริเวณ กลบเสียงเรียกที่ตะโกนขึ้นด้านหลังจนสนิท ฉันก้มลงมองฝีมือตัวเองอย่างอึ้งๆก่อนจะถูกดึงตัวไปด้านหลังจนกระทบกับแผงอกล่ำของใครคนนึง “เป็นอะไรไหมครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” น้ำเสียงคนตรงหน้าพูดขึ้นอย่างร้อนรนตอนที่เขาหมุนตัวฉันให้หันหน้าเข้าหา

“ฉันไม่เป็นไร” พอเห็นว่าเป็นนาที ฉันก็ดันมือที่กำลังจับโน่นจับนี่เพื่อสำรวจร่างกายฉันอยู่ออกไปทันที

“ผมขอโทษครับที่เข้ามาเงียบๆ ไม่คิดว่าพี่จะตกใจขนาดนี้” ทำหน้าสลดอย่างรู้สึกผิด

“เออ คราวหลังก็อย่ามาแตะไหล่ใครจากด้านหลังโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้อีก” ฉันว่าพลางส่งสายตาแกมดุ

“จะไม่ทำแล้วครับ” ชูมือนิ้วก้อยขึ้นเป็นเชิงสัญญา

“อืม ออกไปก่อน เดี๋ยวฉันเก็บแล้วจะตามออกไป” เอ่ยไล่เขาก่อนที่เราทั้งคู่จะเหยียบเศษจานซะก่อน

“ไม่เป็นไรครับ พี่นั่นแหละออกไป เดี๋ยวผมเก็บให้เอง”

“ไม่ต้อง ฉันเก็บเอง”

“แต่ผมเป็นคนทำให้พี่ตกใจ ผมรับผิดชอบเอง” ทำไมดื้อด้านอย่างนี้นะ

“ก็บอกว่า...”

“เอางี้ ช่วยกันเก็บดีไหมครับ” เขาเสนอความเห็น

“เอางั้นก็ได้ โดนบาดแล้วอย่าหาว่าไม่เตือน” พูดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักขยะเพื่อเอามากวาดเศษแก้วไปทิ้ง ส่วนนาทีก็นั่งลงเก็บซากที่แตกใส่ถังขยะใบเล็กตามที่เขาอาสา

ทีแรกคิดว่าการเก็บเศษแก้วแค่นี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ทว่ามันกลับไม่ราบรื่นอย่างที่คิด สาเหตุก็เพราะ

“โอ๊ย ซี๊ด”

“เป็นไร โดนบาดหรอ” ฉันโยนไม้กวาดกับที่ตักขยะทิ้งก่อนจะย่อตัวลงนั่งตรงหน้านาที ดึงมือที่ถูกเศษแก้วบาดขึ้นมาดู แล้วสำรวจดูแผล

“นิดนึงครับ”

“แสบไหม รอนี่ก่อน เดี๋ยวหาอะไรมาห้ามเลือด” พูดจบก็ลุกขึ้นพลางเดินออกจากห้องครัวมาหยิบกล่องอุปกรณ์ทำแผล ก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ครบมือ“ยื่นมือมา”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมทำเอง” เอามือตัวเองไปซ่อนไว้ด้านหลัง

“นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นนะนาที เอาแผลมาดู เดี๋ยวเป็นบาดทะยัก”

“ผมไม่เป็นหรอกครับ ฉีดวัคซีนไปเมื่อวันก่อนเอง” เขาท้วง คงจะไปฉีดมาตอนที่สะดุดนั่งร้านที่มหาลัยสินะ

“ยังไงก็ต้องทำแผล” ฉันทำหน้าดุเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าพูดไม่ยอมฟัง

“พี่ไม่กลัวเลือดแล้วหรอ” เด็กมันถาม

“ไม่กลัวแล้ว”

“แต่เมื่อก่อน...”

“นั่นมันเมื่อก่อน อย่าลืมว่ามันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว” ฉันเถียงออกไป อันที่จริงฉันก็ยังมีแอบกลัวๆอยู่บ้างนั่นแหละ แต่พอเห็นเด็กมันเจ็บฉันก็อยากช่วย และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ฉันเผลอลืมไปว่าตัวเองกลัวเลือดมาสองครั้งแล้ว

และทั้งสองครั้งก็เป็นตอนที่ฉันอยู่กับคนๆเดียวกัน

“ไม่ใช่ว่าห่วงผมจนลืมว่าตัวเองกลัวเลือดหรอครับ”

“ก็บอกว่าหายแล้วไง อ๊ะ” พอเงยหน้าขึ้นเตรียมจะวีนก็พบว่าคนตรงหน้าได้โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ดวงตาใสข้างในกลมโตดูไร้เดียงสา กำลังจ้องมองมาอย่างเปิดเผย ใบหน้าเนียนใสมีเหงื่อเล็กน้อยเนื่องด้วยอากาศในห้องครัวค่อนข้างร้อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือฉันเผลอสบตากับเด็กนี่อีกแล้ว ร่างกายเหมือนดูดดีดออกนอกวงโคจร ไร้แรงโน้มถ่วงจนตัวลอยเมื่อเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนมันแนบสนิท

... ฉันถูกเขาจูบอีกแล้ว

และคราวนี้มันไม่ใช่จูบที่ดุดันหรือเร่งรีบ มันเป็นจูบที่เริ่มต้นจากการสัมผัสแบบปากแตะปากที่เด็กมัธยมทำกันในหนัง ริมฝีปากของนาทีค่อยๆเม้มเข้ากับริมฝีปากล่างของฉัน มือหนาข้างนึงเท้าลงกับพื้น ส่วนอีกข้างถูกยกขึ้นมาประคองใบหน้าฉัน ฉันเผลออ่อนไหวไปกับสัมผัสของเด็กนี่อีกจนได้ ทั้งๆที่สาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในห้องพยาบาลอีก

อะไรกัน เราจะจูบกับเด็กนี่ทุกครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บมาไม่ได้นะ

ในขณะที่ลิ้นชื้นกำลังละเมียดละไมลุกล้ำเข้ามา สัมผัสเปียกแฉะบางอย่างก็สัมผัสเข้าที่ใบหน้าฉันตัดสินใจถอนริมฝีปากจากคนตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตัวเองน้ำอุ่นๆที่เปรอะอยู่บนใบหน้าไม่ใช่น้ำตาหรือเหงื่อ แต่มันคือเลือด! เลือดทั้งแดงทั้งข้นเลย แม่เจ้า!

พรึบ

“พี่ปลา! ”

100%

ตัดจบที่เป็นลมไปเลยจ้าาาาา555555 สงสารน้อลลล อุตส่าห์ได้จูบทั้งที
ไม่เป็นไรลูก วันหน้าฟ้าใหม่ยังมี ไรท์ไม่ใจร้ายบ่อยหรอกเนาะ 5555 เจิมรอไรท์ก๊าบบ เดี๋ยวมาลงง

 

Writer คนงาม talks :

เขาเคลียกันแว้วววว ต่อจากนี้จะมีแต่ความหวาน อิอิอิอิ ~~~

To be continue....

คนเขียนแต่งนิยายอยู่บ้านเหงาหงอยที่สุดเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 110 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

205 ความคิดเห็น

  1. #73 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 14:09
    โอ้ยยย เลือด
    #73
    0
  2. #72 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 00:27
    เอาไงอ่ะ
    #72
    0
  3. #71 16.1.13 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 00:02
    อิพี่ให้โอกาสน้องเถอะ
    #71
    0
  4. #70 thipa1595 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 23:54
    สู้ๆนะนาที
    #70
    0
  5. #69 หมูน้อยเหล็กดัด (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 18:11
    กรี๊ดก่อนนนนนน
    #69
    0
  6. #68 Suwimon97 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 01:56
    รอนะค้าาา
    #68
    0
  7. #67 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 21:47
    จะเป็นไงนะ
    #67
    0