ผ ม เ ป็ น ข อ ง พี่ ค น เ ดี ย ว - Trapped in love

ตอนที่ 22 : 17 - ระหว่างเราคืออะไร 1/2 อัพครบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

 

 

3 วันต่อมา

@ สนามกีฬามหาลัย

“นี่ขนาดยังไม่ปลดระเบียบกันยังกร้าวใจพี่ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าชายเสื้อนั่นออกมานอกกางเกงเมื่อไหร่ จะเท่บาดใจขนาดไหน” อิพีทที่ตอนนี้นั่งเท้าคางมองเด็กบริหารปี1 อยู่บนแสตนเชียร์พูดขึ้นอย่างเคลิ้มฝัน

“เออ เปลี่ยนสแล็คเป็นยีนส์ด้วย” ส่วนนี่อิกุน

“เช็ดน้ำลายหน่อยพวกมึงอะ” โยนทิชชู่ที่ล้วงออกมาจากกระเป๋าใส่หน้าพวกมัน ก่อนจะนั่งลงข้างๆไอ้เป้งที่นั่งสูงกว่าอิพีทอิกุนขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น ฉันแวะไปเข้าห้องน้ำเลยมาเป็นคนสุดท้ายในกลุ่ม ส่วนพวกนี้มารอได้สักพักแล้ว

วันนี้เป็นวันปลดระเบียบที่ใครหลายๆคนต่างเฝ้ารอ หลังจากนี้ชุดถูกระเบียบกับรองเท้าคัชชูหนังสีดำคงไม่มีให้เห็นในกลุ่มนักศึกษาปี1 สีผมแต่ละคนก็คงจะเปลี่ยนไป ผิดจากฉันที่ปกติทำสีแสบๆมาเรียน แต่ตอนนี้กลับมาย้อมเป็นสีน้ำตาลธรรมชาติแล้ว เคยได้ยินไหมว่าพอแก่ตัวไปความคิดเราก็จะเปลี่ยน ฉันเองก็คนนึงแหละ

“นั่นกลุ่มน้องนนท์ปะ” อิพีทชี้ไปที่สนาม พอหันไปมองตามมันก็เห็นว่าเป็นกลุ่มเด็กพวกนั้นจริงๆ มากันครบแก๊งค์ หน้าตาโดดเด่นเป็นจุดสนใจของคนทั้งสนาม โดยเฉพาะคนที่เดินตามมาหลังสุดที่ตัวสูงกว่าใคร ดูมีออร่ามาแต่ไกล... ขาคงไม่เป็นไรแล้วมั้ง เดินคล่องซะขนาดนั้น หึ

ขวับ

เชี่ย พึมพำอยู่ในใจพลางหันหน้าไปอีกทางจนคอแทบเคล็ด อยู่ๆเด็กนั่นก็หันมาทางนี้ โดยที่สายตาสบเข้ากับฉันพอดี ดวงตาคมกริบจ้องมาทางนี้โดยไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา ส่วนฉันที่ถูกจับได้ว่าแอบมองก็รีบหันรีหันขวางแกล้งมองทางอื่นแทน

“เมื่อกี้กูเห็นนะมึงมองใคร” แรงสะกิดจากอิกุนที่นั่งอยู่ข้างล่างทำให้ฉันหันกลับมา

“ก็มองไปเรื่อย” ตอบกลับไปพลางยักไหล่ ก็ไม่ได้มองใครเป็นพิเศษซะหน่อย

“มึงจ้องเด็กมัน” เอาอะไรมาพูดวะ

“กูไม่ได้จ้อง”

“กูก็ยังไม่ได้ระบุเลยว่ามึงจ้องเด็กคนไหน ร้อนตัวป้ะ?” มันเอียงคอถามพลางอมยิ้มมุมปาก

“กูกลับดีกว่า ร้อน” ทำท่าจะลงจากแสตนเชียร์แต่มีเสียงนึงพูดขัดขึ้นซะก่อน

“ช่วงนี้แปลกๆนะ” เป็นเสียงของไอ้เป้ง

“มึงว่ากู?” นั่งลงที่เดิมพลางหันไปถาม

“วันนั้นก็ทีนึงแล้ว ไปเองแต่กลับเองไม่ได้ ต้องให้กูไปรับที่ห้องพยาบาล แขนขาก็ไม่ได้ง่อย” มันมองฉันอย่างจับผิด ก็แค่ให้ไปรับเองปะวะ ให้เดินกลับมาเป็นเพื่อนอะ แปลกหรอ

“ตัวไม่ป่วยแต่ใจป่วยอ๊ะเปล่า” อิพีทก็หันมาร่วมแจมด้วย เออ ยำกูเข้าไป

“ยังไงวะ” ไอ้เป้งตอบรับด้วยใบหน้างง

“ก็ใจมีปัญหาไง แขนขาเลยพาลไม่มีแรง” อิพีทเสริม

“พูดอะไรของพวกมึง ไร้สาระ” เบือนหน้าหนีมาอีกทางราวกับคนมีชนักติดหลัง พลันเหตุการณ์ในวันนั้นก็วนกลับเข้ามาในหัว

พอคิดแล้วใบหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาทันที เป็นบ้าอะไรของฉันวะ ก็แค่ปากแตะปาก ไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งหรืออะไรสักหน่อย

 

ฉันทนนั่งอยู่กับพวกมันจนเวลาดำเนินมาถึงช่วงท้ายกิจกรรม คนก็ทะยอยลงจากแสตนเชียร์กันบ้างแล้ว รวมถึงพวกฉันที่มานั่งดูพอเป็นพิธี อิพีทอิกุนที่ลงไปก่อนยืนรออยู่ด้านล่าง ส่วนฉันก็ตามมาพร้อมกับไอ้เป้ง แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะถึงพื้นซีเมนต์ ขาฉันก็หยุดชะงักทันทีที่เห็นว่าใครกำลังเดินตรงมาทางนี้

“อ้าวน้องเฟิร์สน้องที” เด็กปี1 สองคนในชุดนักศึกษาถูกระเบียบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ฉันเดินตามไอ้เป้งลงมาโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นว่าอิพีทมันเอ่ยทักใคร “จะไปไหนกันคะเนี่ย” อิพีทถามต่อ

“มาหาพวกพี่นั่นแหละครับ ไอ้ทีมันให้ผมมาเป็นเพื่อน” เด็กที่ชื่อเฟิร์สตอบ

“มาหาพวกพี่? หมายถึงคนนั้นหรือเปล่า” อีพีทเบนตามองมายังฉัน เกี่ยวไรกับกูวะ

“เปล่าครับ ผมพาไอ้ทีมันมาหาพี่กุญแจซอล”

เออ บอกแล้วว่าไม่เกี่ยว... แต่เดี๋ยวนะ ว่าแต่นาทีมาหาอิกุนทำไม

“หาพี่?” อิกุนทำหน้างง สงสัยคงไม่ใช่แค่ฉันแล้วล่ะที่งง ปกติสองคนนี้เจอกันแค่ผ่านๆ ทำไมวันนี้ดูท่าทางเหมือนมีเรื่องอยากคุยกัน

“ครับ ผมมาหาพี่ เราไปคุยกันทางนั้นแป๊บนึงได้ไหมครับ” คราวนี้เป็นเจ้าตัวเอ่ยปากพูดออกมาเอง

“พี่นึกว่ามาหาอีกคนซะอีก... เอาสิ เดี๋ยวกูมานะพวกมึง” อิกุนมองมาที่ฉันแว๊บนึงก่อนจะเดินนำเด็กนั่นไป ส่วนนาทีก็เดินตามอิกุนไปโดยไม่แคร์ว่าจะมีอีกกี่สายตาที่มองอยู่

“น้องเฟิร์สรู้ไหมว่าน้องทีพาตัวอิกุนไปทำไม” คงไม่ได้มีแค่ฉันแล้วล่ะที่อยากรู้

“ไม่รู้เหมือนกันครับพี่พีท เห็นรบเร้าให้ผมพามาตั้งนานแล้ว พอใกล้เลิกกิจกรรมผมเลยพามันมานี่แหละ” เฟิร์สตอบ

“มึงรู้ปะอิปลา”

“กูจะรู้ได้ไง... ไปไอ้เป้ง มึงจะให้กูไปส่งซื้อของไม่ใช่หรอวันนี้” ตอบอิพีทกลับไปก่อนจะหันไปกอดแขนไอ้เป้งเดินออกมาจากตรงนั้นทันที ให้อิพีทมันรออิกุนไปเหอะ ฉันยังมีธุระต้องไปทำ ไม่จำเป็นต้องมาสนใจว่าเด็กคนนั้นจะทำอะไรหรือมีเรื่องอะไรกับเพื่อนฉัน

ไม่จำเป็นเลยสักนิด

 

18.30 น.

@ Coffee Shop ห้างM

“ชาเนี่ย จะกินไม่กิน เย็นหมดแล้ว” เสียงเรียกปลุกให้ฉันหลุดจากภวังค์

“ชามันก็ต้องเย็นดิ” ตอบกลับไปด้วยใบหน้าตาย

“แต่นี่มันชาร้อน เดี๋ยวเย็นแล้วมันไม่อร่อย เหม่ออะไรนักหนา” ไอ้เป้งถามพลางดันแก้วมาตรงหน้าให้ฉันรับไปดื่ม

“เปล่า กูแค่กำลังคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี”

“มึงกินชาบูกับกูไปแล้ว สมองเอ๋อหรอ” เออว่ะ ลืมสนิทเลย

“มีเรื่องอะไรในใจ ไหนเล่ามา” มันถามพลางยกมือกอดอกจ้องหน้าฉันอย่างรอคำตอบ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกวนใจฉันอยู่

หลายวันมานี้ฉันคิดหาเหตุผลที่เด็กนั่นกลับเข้ามาในชีวิตฉัน คิดยังไงก็คิดไม่ตกว่าสาเหตุมันคืออะไร จริงอยู่ที่เราเคยคบกัน พอกลับมาเจอกันก็เหมือนกับถ่านไฟเก่าที่พร้อมจะคุ แต่มันขัดแย้งกับการที่เด็กนั่นหายไปถึง 2ปี แล้วอยู่ๆดันกลับเข้ามาในชีวิตฉัน มาบอกฉันว่าจะจีบ บอกว่าจะเริ่มต้นใหม่กับฉัน

แถมวันนั้นยัง จูบ ฉัน แต่วันนี้กลับทำหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะไม่ให้ฉันคาใจมันได้หรอ

“เอาตรงๆเลยได้ไหม” ฉันตัดสินใจว่าจะปรึกษาไอ้เป้ง ที่มันพอจะรู้ปัญหาของฉันมากกว่าคนอื่น

“พูดมา” มันตั้งท่ารอฟัง

“ก็เรื่องไอ้เด็กนาทีนั่นแหละ”

“อืม มีอะไร”

“คือวันก่อน วันที่กูให้มึงไปรับที่ห้องพยาบาลอะ... กูจูบกับเด็กนั่น” ฉันเล่าสิ่งที่คาใจตัวเองออกไป จากที่คาดคะเนว่าไอ้เป้งมันจะตกใจแล้วถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันกลับนิ่ง นิ่งซะจนฉันนึกสงสัย “มึงไม่ตกใจหรอ”

“กูคิดอยู่แล้วว่ามันต้องมีอะไร”

“เออ นั่นแหละ กูไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ไง” พูดออกมาอย่างปลงตก

“แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน”

“ตอนที่จูบ กูไม่ได้ผลักเด็กนั่นออก ทั้งๆที่กูก็สามารถทำได้” นั่นแหละคือเรื่องที่ฉันคิดมาตลอดสามวัน กว่าจะรู้ตัวก็จูบกันนานเกือบนาทีแล้ว พึ่งมาผลักออกเอาตอนท้าย

“มึงจำได้ไหมตอนเข้าค่ายที่กูถามมึงว่ามึงยังไม่เลิกเกลียดน้องมันอีกหรอ” อยู่ๆมันก็เปลี่ยนเรื่องพูด

“จำได้”

“แล้วมึงตอบกูว่าไง”

“ไม่มีวัน”

“แล้วตอนนี้ล่ะ คำตอบมึงยังเหมือนเดิมอยู่ไหม” ฉันชะงัก

“กูไม่รู้” ฉันหาคำตอบข้อนี้ให้ตัวเองไม่ได้ เหตุการณ์เมื่อวันก่อนมันทำให้ฉันรู้ว่า ฉันอาจไม่ได้เกลียดเด็กมันเหมือนที่ปากคอยย้ำมาตลอด ไม่งั้นวันก่อนฉันคงไม่ช่วยทำแผลให้ ไม่รีบร้อนเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“การที่มึงตอบไม่ได้ นั่นแหละคือคำตอบ มึงไม่ได้รู้สึกกับเด็กนั่นเหมือนเดิมแล้ว” มันพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

หรอวะ

แล้วคำพูดไอ้เป้งจะเชื่อได้แค่ไหนกัน

 

@คอนโดRoof

ฉันเก็บเอาคำพูดไอ้เป้งมาคิดตลอดช่วงเย็น จนกระทั่งแท็กซี่จอดลงที่หน้าคอนโด ฉันกลับมาที่นี่เพื่อเก็บต้นไม้ที่ยังไม่ได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ บวกกับรถที่จอดทิ้งไว้มาหลายวันแล้ว คอนโดนี้ฉันจะปิดมันไว้ก่อน ไม่ขายหรือปล่อยเช่าเพราะเผื่อวันไหนที่ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว ฉันจะกลับมา

กดลิฟท์ขึ้นมายังชั้น 20 ขณะที่มือกำลังควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋าเพื่อเปิดประตูห้อง แรงสั่นจากโทรศัพท์ก็ทำให้ฉันเปลี่ยนเป้าหมายหยิบมันขึ้นมาแทน

1 ข้อความใหม่

Nathee : ทำไรอยู่ครับ

คิ้วขมวดเข้าหากันทันทีที่เห็นว่าใครส่งมา เด็กนั่นไปเอาไลน์ฉันมาจากไหน แถมยังเป็นแอคเคาท์ที่เพิ่มเพื่อนเข้ามาจากหมายเลขโทรศัพท์อีกต่างหาก

แสดงว่าเด็กนั่นต้องมีเบอร์ใหม่ฉัน ซึ่งน้อยคนนักที่จะมี

อ่านข้อความซ้ำอีกรอบ ก่อนที่มือจะเลื่อนไปยังเมนูด้านบนสุด ‘เพิ่มเพื่อน’ หรือ‘บล็อก’  ฉันคงไม่ต้องลังเลว่าจะเลือกอย่างไหน

ขณะที่นิ้วกำลังจะจิ้มลงไป ข้อความที่ฉันเปิดทิ้งไว้ก็เด้งขึ้นมาอีกหนึ่งข้อความ

Nathee : ตอบผมหน่อยครับ

ใจฉันเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง นี่มันประโยคบ้าอะไรกัน ราวกับถูกขอร้องให้ตอบยังไงยังงั้น มือที่กำลังจะกดชะงักค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไป

Pla Too: มีอะไร

Nathee : กินข้าวหรือยังครับ

ราวกับว่าเขาเปิดแชททิ้งไว้แล้วรอให้ฉันตอบ เพราะทันทีที่ฉันกดส่ง ข้อความก็ขึ้นว่า Read แถมยังตอบคำถามฉันด้วยคำถามอีกต่างหาก 

ฉันตัดสินใจอ่านแต่ไม่ตอบ เก็บโทรศัพท์ลงที่เดิมก่อนจะล้วงหาคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูเข้ามาในห้อง ฉันว่าเรื่องนี้มันต้องเกี่ยวกับการที่เด็กมันมาหาอิกุนเมื่อช่วงเย็นแน่ๆถ้าให้เดา มันนั่นแหละที่ให้เบอร์ฉันไป

แสบนักนะกุญแจซอล

แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวเก็บของเสร็จค่อยจัดการมัน กลับมาโฟกัสกับของที่ต้องย้ายไปวันนี้ก่อน ฉันเดินออกมานอกระเบียง มองดูกระถางต้นไม้ที่ความสูงกว่าร้อยเซนติเมตรตรงหน้า ไม่รู้จะแบกลงไปที่รถเองไหวหรือเปล่า รู้งี้ชวนวาฬมาด้วยซะก็ดี ไม่น่าเกรงอกเกรงใจเลย

ครืด ครืด ครืด

แรงสั่นรัวๆจากกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะเรียกให้ฉันหันไปมอง ปัดมือเพื่อสลัดเศษดินตอนจับกระถางออก ก่อนจะเดินกลับเข้ามาข้างใน

สายเรียกเข้า 096-08162xx

เป็นเบอร์แปลกที่ฉันไม่ได้เม็มเอาไว้

“สวัสดีค่ะ” กดรับสายแล้วพูดขึ้น แต่ทว่าไม่มีใครตอบกลับมา สักพักก็ได้ยินเสียงราวกับมีคนขยับตัว “ฮัลโหล ถ้าไม่มีใครพูดขอวางสายนะคะ”

(เดี๋ยวครับ) ปลายสายโพล่งขึ้นทันที ผู้ชายหรอ?

“คะ? ” ตอบกลับไปเพียงสั้นๆเพื่อรอฟังว่าปลายสายจะพูดอะไร

(ผมเอง) ผมไหนวะ

“ถ้าไม่บอกชื่อคงไม่รู้ว่าใครนะคะเพราะไม่ได้เม็มเบอร์ไว้” พูดออกไปตามตรง โทรมาอ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้ ฉันยังมีงานอีกหลายอย่างต้องจัดการก่อนจะมืดนะ

(ทีเอง)

“...” เงียบเสียงลงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ฉันไม่คิดเลยว่าจะเป็นเบอร์เด็กนั่น แถมในสายเขายังพูดน้อยซะจนฉันจำเสียงไม่ได้“โทรมาทำไม” พูดออกไปเสียงแข็ง อุตส่าห์ไม่ตอบไลน์แล้วยังจะโทรมาตื้ออีก

ดี จะได้บล็อกทั้งเบอร์บล็อกทั้งไลน์ไปเลยทีเดียว

(ตอบไลน์ผมหน่อย) เขาพูดสิ่งที่ต้องการออกมา

“ไม่ตอบ ไม่ว่าง มีอะไรก็รีบพูด”

(ตอนนี้พี่อยู่ไหน) มีสิทธิอะไรมาถามวะ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย”

(...) ปลายสายเงียบไป ฉันพูดแรงไปหรือเปล่า เพราะถ้าไม่แรงฉันจะพูดยิ่งกว่านี้อีก

“งั้นแค่นี้...”

(เดี๋ยวครับ... ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน)

“แต่ฉันไม่มี”

(แต่ผมมีครับ) เอ๊ะ!

“ก็พูดมาสิ จะได้รีบวาง”

(ผมไม่สะดวกคุยผ่านโทรศัพท์ พี่พอจะมีเวลาออกมาเจอผมไหม) ให้คุยแล้วยังจะเรื่องมากอีก

“วันนี้ฉันไม่ว่าง ไม่มีเวลาออกไปเจอ” พูดออกไปตามตรง ไม่ใช่ว่าฉันจงใจหลบหน้า ฉันเองก็อยากเคลียกับเขาให้รู้เรื่องเหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับฉันสักที

(งั้นพี่อยู่ไหน เดี๋ยวผมไปหา ผมขอคุยด้วยแค่ 5นาที)

อันที่จริงฉันก็พอมีเวลาเหลือ ถ้าให้เด็กมันมาเจอฉันที่นี่คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเรื่องคอนโดฉันไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นความลับอีกแล้ว เพราะไหนๆก็จะย้ายออกแล้ว อีกอย่าง ถ้าเขาจะสืบเรื่องฉัน เขาก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องแอบตามฉันหรอก

ไม่เจอวันนี้วันอื่นก็ต้องเจออยู่ดี

“เดี๋ยวส่งโลเคชั่นไปให้” พูดจบก็กดตัดสายทันที

 

ฉันใช้เวลาไม่ถึง 20นาที ก็สามารถแบกกระถางต้นไม้ลงมาได้ ตอนนี้ลงมานั่งรอเด็กนั่นที่ล็อบบี้ ป่านนี้แล้วยังไม่ถึงอีก จะให้ฉันรอจนมืดจนค่ำเลยหรือไง

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นไปพลางๆ กดเข้าแชทอิกุนผู้ก่อปัญหา ก่อนจะรัวนิ้วพิมพ์ลงไป

Pla Too: มึงใช่ไหม

ถ้าหากว่าเป็นฝีมือมันจริงๆ ถามแค่นี้ก็คงจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร

KJ Sol: อีปลาเพื่อนร้ากกกกก

ตอบกลับมาทันควัน เดาไว้แล้วไม่มีผิด มาแนวนี้คงไม่ต้องสืบต่อหรอกว่าใครเป็นคนทำ

Pla Too: สารภาพมา ก่อนที่กูจะบุกไปถามถึงที่

KJ Sol: กูขอโทดดดดด กูแค่เห็นว่าน้องมันอยากคุยกับมึงจริงๆ

Pla Too: แล้วมึงก็ให้โดยไม่ถามกูสักคำ?

KJ Sol: กูซอรี่ กูผิดไปแน้ววว

ผิดไปแน้วพ่อมมม ดูคำพูดคำจามัน สำนึกซะที่ไหน อย่าให้เจอตัวนะ กล้าดียังไงไปสงสารเด็กนั่น สงสารเพื่อนตัวเองดีกว่าไหม

“รอนานไหมครับ” เสียงทุ้มอยู่ๆก็ดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาโทรศัพท์ฉันแทบร่วงลงจากมือ พอนึกถึงก็โผล่มาเลยนะ ตายยากชะมัด

“อืม นาน” ยืดตัวขึ้นมานั่งท่าตรงก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพาย

ร่างสูงที่ยังคงสวมชุดนักศึกษาถูกระเบียบเดินมานั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม มือหนาประสานเข้าหากันราวกับว่าเรื่องที่พูดมันเป็นเรื่องที่จริงจังนักหนา

“จะไปไหนครับ ให้ผมไปส่งไหม” หืม นี่น่ะหรอเรื่องจริงจังที่ว่า

“ไหนบอกมีเรื่องจะคุย” ขมวดคิ้วจ้องฝ่ายตรงข้าม คิดจะล้อเล่นอะไรกับฉันอีก

“ถ้าพี่รีบเราค่อยคุยกันบนรถก็ได้ ต้นไม้นี่จะเอาไปไหนครับ” เบนตาหันไปมองกระถางต้นไม้ที่เด่นหราอยู่ข้างโซฟา ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของคอนโด กระถางมันลวดลายไม่เข้ากับล็อบบี้เลยแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องการให้ช่วย ฉันขับรถไปเองได้”

“แต่ถ้าวางต้นไม้ไว้เบาะหลังมันจะหักเอาได้นะครับ ต้องมีคนช่วยพยุง” เออ ทีแรกฉันก็คิดงั้น แต่ถ้าหาอะไรมาวางเบียดๆทับๆกัน คงพอประคองให้ต้นไม้ตั้งตรงได้โดยไม่ล้มลงมา แต่นั่นมันก็แค่ข้อสันนิษฐาน

มาพูดให้ฉันลังเลทำไมเนี่ย

“ทำไมชอบยุ่ง” ขมวดคิ้วจ้องคนตรงหน้าให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ

“ไม่ได้อยากยุ่งครับ ผมแค่อยากช่วย” พูดออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง

“เป็นใครมาช่วย” ตอกกลับไปด้วยใบหน้าตึง

“แล้วเป็นอะไรดีล่ะครับ พี่น้องกันธรรมดาคงไม่ได้แล้ว” เขาหมายถึงอะไร ฉันยังไม่เคยบอกเลยว่าจะให้เขานับฉันเป็นพี่เป็นน้อง คิดว่าการที่จับฉลากได้เป็นหลานเทคฉันจะมีอภิสิทธิ์นับฉันเป็นพี่หรอ แค่คนรู้จักยังไม่ให้เป็นเลย

“อย่ามาตีเนียน เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากมองหน้าไอ้เด็กนี่แล้ว

“แล้ววันนั้นมันคืออะไรครับ”

ขวับ

วันนั้น วันไหน

“หมายความว่าไง” เชิดหน้าถามออกไป

“ก็วันที่เราจูบ...”

พรึบ

ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรต่อ ฉันก็เด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา กระโจนเข้าไปใช้มือปิดปากคนตรงหน้าทันที ตรงนี้ไม่ได้นั่งอยู่แค่สองคนนะ ข้างๆยังมีคนอยู่อีกเพียบ พูดออกมาโต้งๆแบบนี้ได้ไง

“อย่าพูดนะ” ถลึงตาใส่คนตรงหน้าโดยที่ตัวเองยังปิดปากมอมนั่นไว้อยู่ ดวงยาวรีแปรเปลี่ยนเป็นโค้งคว่ำลง ราวกับว่าภายใต้ฝ่ามือฉัน ริมฝีปากเขากำลังยกยิ้มอยู่ “มองอะไร” ด่าออกไปอย่างคนพาล ก่อนจะชักมือตัวเองกลับ

และก็เป็นอย่างที่ฉันคิด เด็กนั่นกำลังยิ้มอยู่จริงๆ

“หน้าแดงหมดแล้วครับ” มือหนาข้างนึงยกขึ้นมาจับแก้มฉัน โดยที่อีกข้างยังคงจับอยู่ที่เอวตั้งแต่ที่ฉันพุ่งตัวเข้ามาหา

“มั่ว” ยกมือขึ้นปัดมือข้างนั้นทิ้ง แต่ตัวฉันนี่สิ ดันโดดเข้ามาทับเขาทั้งตัว จะลุกกลับขึ้นไปยังไง

“ก็เห็นๆอยู่” รอยยิ้มไม่หายไปจากใบหน้า แถมเขายังเอ่ยแซวฉันอีกต่างหาก เด็กนี่กำลังกวนฉันอยู่ชัดๆ

“ปล่อย” พูดพลางพยายามยันมือตัวเองกับพนักพิงโซฟาเพื่อลุกขึ้น ใบหน้าของคนกวนอยู่ใกล้ไม่ถึงคืบ แทนที่จะเอนตัวหลบกลับหันมามองหน้าฉันนิ่งๆ

ทันทีที่ลุกขึ้นมาได้ ฉันก็เห็นแววตาขบขันออกมาจากดวงตาคู่นั้น ไม่ช่วยแล้วยังจะทำตัวเกะกะน่ารำคาญอีก หมุนตัวออกมาจากตรงนั้นอย่างหงุดหงิด เดินจำอ้าวตรงมายังทางออกของคอนโดโดยไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ กวนประสาทกันชัดๆ อยู่ๆก็ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด ฉันอุตส่าห์พยายามลืมมันแล้วแท้ๆ

“ต้นไม้นี่ ถ้าไม่เอาผมขอนะ”

กึก

ฉันหยุดชะงักหลังจากได้ยินเสียงคนที่ตามมา บ้าจริง ฉันลืมยกต้นไม้กลับมาด้วย

“วางไว้ตรงนั้น” หันขวับกลับไปโดยไม่สบตา ชี้มือไปที่กระถางพลางมองมันตาขวาง เออ ฉันโกรธอีต้นไม้บ้านี่แหละ ถ้าไม่มีมันฉันคงหนีไอ้เด็กนี่พ้นแล้ว รถอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแท้ๆ

“มันหนักครับ รถอยู่ไหน เดี๋ยวยกไปให้” นอกจากพูดไม่ฟังแล้วยังไม่ยอมปล่อยต้นไม้ฉันลงอีก

“บอกว่าไม่ต้อง” กระทืบเท้าเดินเข้าไป ทำท่าจะแย่งมันกลับมา

พรึบ

‘หนัก’ คือความรู้สึกแรกที่ฉันสัมผัสได้ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ยกมันแบบนี้นี่หว่า ก็แค่ลากมาที่ลิฟท์ จากนั้นก็มีพี่ รปภ. ช่วยแบกไปที่ล็อบบี้ให้ พอได้มายกเองแล้ว บอกได้คำเดียวเลยว่า

หลังแทบหัก!

“เป็นไงครับ เบาเหมือนที่คิดไว้ไหม” หึ ยังจะมาล้ออีก

กึก

วางมันลงที่เดิมอย่างจำใจ ถ้าขืนฉันฝืนอุ้มมันต่อไป หลังฉันคงได้หักแน่

“ฝากด้วย” สุดท้ายฉันก็ต้องมาเสียหน้าให้เด็กนี่ เม้มริมฝีปากล่างเข้าหากันอย่างเจ็บใจก่อนจะเดินนำไปที่รถ เอาวะ เสียหนาครั้งเดียวไม่ถึงตาย ดีกว่าหลังมาหักตายเอาตอนนี้

“เรียบร้อยครับ” ยื่นมือออกมาปัดเศษดินนอกตัวรถหลังจากเขาย้ายต้นไม้ขึ้นวางบนแค็ปหลังเสร็จ แล้วหันมาคุย

“อืม ก็ลงไปสิ” เอ่ยไล่ทันทีที่หมดประโยชน์ แต่คนที่เข้าไปนั่งด้านในกลับเมินฉัน ยื่นมือไปจับกระถางพลางจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้า คิดจะตีมึนไปส่งฉันเหมือนที่บอกไว้สินะ “ตามใจ งั้นก็อย่าหาว่าไม่เตือน” พูดไม่ฟังดีนักก็จะให้รู้ว่าอีปลาคนนี้ขับรถได้ส้นตี_ มากแค่ไหน ทำเอาคนอ้วกมาหลายคนแล้ว ยิ่งโดยเฉพาะคนที่นั่งเบาะหลังที่ไม่ได้รัดเข็มขัดอย่างเขาแล้วด้วย

คอยดูว่าจะทนได้สักกี่น้ำ

 

สิบนาทีต่อมา

“ช้าลงหน่อยไม่ได้หรอ”

“...”

“จะรีบไปไหนครับ อึก”

“นี่ก็ช้าแล้วนะ จะให้เร็วกว่านี้อีกหรอ” ฉันเมินคำพูดคนที่นั่งอยู่เบาะหลังแล้วกวนกลับ ฉันไม่ได้เก่งแต่ปาก บอกแล้วว่าทำจริง ความเร็วรถถูกเหยียบเพิ่มขึ้นมาจนถึงระยะที่กฎหมายกำหนดโดยไม่สนใจว่าคนที่นั่งอยู่แค็ปหลังมีสีหน้าพะอืดพะอมแค่ไหน

เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับปลาทูคนนี้ หึ

เสียดายที่ระยะทางระหว่างคอนโดฉันกับบ้านใหม่ไม่ไกลกันมาก ไม่ถึง 15นาทีรถก็เลี้ยวเข้าซอยบ้าน กดรีโมทเปิดประตูรั้วขับเข้ามาในโรงจอด มองคนบางคนผ่านทางกระจกมองหลังอย่างสะใจ ใบหน้าเนียนใสที่ตอนนี้ดูไม่จืดราวกับจะมีของเหลวพุ่งออกมามันช่างสาแก่ใจฉันยิ่งนัก แบบนี้สิ มันถึงจะกลบเกลื่อนเรื่องที่ฉันเสียหน้ายอมให้เขาแบกต้นไม้มาให้

ดูท่าแล้วคงจะเข็ดไปอีกนาน

“ผมวางต้นไม้ไว้ตรงนั้นนะ” ทันทีที่ลงจากรถมาได้ ร่างสูงก็เดินมาหยุดตรงหน้าฉันด้วยใบหน้าอมทุกข์ราวกับจะร้องไห้ ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ฉันคงไม่ได้แกล้งเขาเกินไปใช่ไหม... แต่เกินไปมากต่างหาก

สะใจ

“อะ” แต่ก็ไม่ได้ใจจืดใจดำซะทีเดียว ยื่นแก้วน้ำเย็นๆที่หยิบออกมาจากในบ้านไปตรงหน้า จะตายแหล่มิตายแหล่อยู่แล้วยังมีกะจิตกะใจยกกระถางต้นไม้ไปเก็บให้ฉันอีก

จะสงสารหรือด่าว่าซื่อบื้อดี

ร่างสูงรับแก้วไปก่อนจะกระดกลงคอรวดเดียวจนหมด เกิดมาฉันยังไม่เคยแกล้งใครขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเผยทาสแท้ตัวเองออกมากับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว นาทีก็คงไม่เคยเห็นฉันในมุมนี้มาก่อน คราวนี้คงได้เห็นความร้ายกาจของฉันแล้วสินะ

สมัยก่อนตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันนี่ตัวแสบของบ้านเลยนะจะบอกให้ อย่าว่าแต่ฉลาม ปลาวาฬยังไม่กล้าหือกับฉันเลย

“ขอบคุณครับ” ส่งแก้วกลับคืนมาให้พร้อมทั้งเอ่ยขอบคุณ

“ขอบคุณที่แกล้งหรอ” กลั้นยิ้มแล้วพูดออกไป ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าแกล้ง

“แสบนักนะครับ” มองมาด้วยแววตาตัดพ้อแล้วพูดขึ้นต่อ“ผมคงโบกรถกลับตอนนี้ไม่ได้ ขออยู่ต่อสักพักได้ไหม”

“อืม” นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบไป ฉันคงไม่ใจร้ายเอ่ยไล่เขาให้กลับไปตอนนี้หรอก วันนี้พอแค่นี้ก่อน แค่นี้ก็เอาคืนจนสาแก่ใจแล้ว

“จะไม่ชวนผมเข้าบ้านหน่อยหรอ”

“ในบ้านไม่มีใครอยู่” ตอนนี้ทั้งบ้านมีแค่ฉันคนเดียว บวกกับเจ้าน้อง 1ตัวที่ตอนนี้ถูกจับใส่กรงไว้หลังบ้าน ฉันเรียกมันว่าเจ้าน้องจนติดปากไปแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คิดชื่อให้

“พี่อยู่บ้านนี้คนเดียวหรอ” คนตรงหน้าเอ่ยถามพลางกวาดตามองไปโดยรอบ

“อืม อยู่กับหมา” ตอบไปตามตรง หลักๆฉันก็อยู่คนเดียว นานๆทีวาฬถึงจะกลับมานอนที่นี่ ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะเข้ามาไหม

“เลี้ยงหมาด้วยหรอครับ” ทำหน้าราวกับแปลกใจ

“อืม”

“บ้านผมก็มีอยู่ตัวนึง ผมขอเข้าไปดูได้ไหม” อยากไปดูหมาหรืออยากเข้าบ้านฉันกันแน่ “ผมไม่ทำอะไรพี่หรอก” พูดราวกับรู้ความคิดฉัน อ่านใจฉันออกหรอ

“ใครบอกกลัว... จะเข้าก็เข้าสิ” เบี่ยงตัวหลบให้ เพราะถึงยังไงสภาพแบบนี้เขาก็ไม่มีทางทำอะไรฉันได้อยู่แล้ว อีกอย่าง ไม่ให้เข้าไปรอในบ้านก็กระไรอยู่ ข้างนอกยุงก็ชุม ถูกกัดจนเป็นไข้เลือดออกขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่ฉัน

ทางที่ดีต้องกันไว้ดีกว่าแก้ ฉันไม่ได้ใจดีผิดที่ผิดทางนะ ฉันแค่มีเหตุผล

....

พาเข้าบ้านแล้วจ้าาาา 55555

ช่วงนี้มาอัพให้รัวๆเพราะว่าง55555

ขอกำลังใจดวงน้อยๆให้ไรท์สักคนละดวง คนละเมนต์ได้ไหมน้าาา

กระพริบตาปริบๆ อย่างอ้อนๆ

 

ปล. ไรต์แอบเปลี่ยนหน้าปกนิยายนะ อย่าตกใจ นิยายไม่ได้หายไปไหนนน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น

  1. #66 firstzy93 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 14:37
    แกล้งน้อง
    #66
    0
  2. #65 firstzy93 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 23:09
    ไม่สนใจจริงๆ
    #65
    0
  3. #64 chonkanok (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 16:33
    มาหาไมอะ
    #64
    0
  4. #63 firstzy93 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 11:25
    ไม่สนใจจริงหรอ
    #63
    0