ผ ม เ ป็ น ข อ ง พี่ ค น เ ดี ย ว - Trapped in love

ตอนที่ 21 : 16 - เป็นห่วงเป็นใย 100% อัพครบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

 

 

12.05 น.

หลังจากเรียนคาบเช้าเสร็จแล้ว ฉัน ไอ้เป้ง อิกุน อิพีทก็มานั่งกองกันอยู่ที่โรงอาหาร ไอ้เป้งใช้เวลาพักเที่ยงของมันตีบอส เข้ามุมเล่นเกมตามประสาผู้ชายติดเกม ส่วนอีพีท เห็นบอกว่าจะไปซื้อลอดช่องสิงคโปร์ตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว ตอนนี้ยังไม่กลับมา อิกุนก็นั่งแชทกับใครไม่รู้จนไม่สนใจเพื่อน

ฉันยังเซ็งความฝันเมื่อรุ่งสางไม่หาย พอไปนั่งเรียนแม่งก็ติดอยู่ในหัวฉันจนไม่เป็นอันเรียน ยิ่งช่วงนี้ใกล้สอบมิดเทอมแล้วด้วย น่าโมโหเป็นบ้า

“ใครเหยียบหางมึงอิปลา กูเห็นมึงทำหน้าแบบนี้มาตั้งแต่เช้าละ” อิกุนเงยหน้าขึ้นถาม ก่อนจะก้มลงไปเล่นโทรศัพท์ต่อ

“เปล่า กูแค่เซ็ง” เท้าคางจ้องหน้ามันกลับไป แต่มันก็ไม่หันมาสนใจฉันสักที “อีกุน เมื่อไหร่มึงจะเลิกกดโทรศัพท์เนี่ย”

“มึงจะพูดไรก็พูดมาสิ กูคุยธุระอยู่” ไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้ ปกติมาโรงอาหารทีไร หูตาต้องมองหาเด็กคนนั้นทีคนโน้นที วันนี้มาแปลก ตอนอยากให้สนใจอะทำเป็นเมิน ทีบางเรื่องที่ฉันไม่อยากให้รู้นี่ก็ซักจัง นึกว่าเป็นลูกอีเครื่องซักผ้า

“กูถามไรหน่อยสิ”

“...” เงียบ

“อีกุน! ” ฉันโพล่งขึ้นด้วยใบหน้าหงิกงอ พลางถอยมานั่งหลังตรง จะว่าฉันพาลเพื่อนก็ได้ แต่ทำยังไงฉันก็สลัดเรื่องนั้นออกจากหัวไม่ได้

“เออ! อยู่ใกล้แค่นี้มึงจะตะโกนทำไม” มันวางโทรศัพท์ลงแล้วเงยหน้าขึ้นมาด่าฉัน ไอ้เป้งก็มองมาราวกับมันจะถามว่า‘มึงเป็นบ้าอะไร’

“มึงตอบกูมาก่อน... ว่าถ้าเราฝันถึงใครคนนึงที่เราเกลียดมากๆมันแปลว่าอะไร” ตัดสินใจถามออกไปอย่างไม่กั๊ก

“ก็แปลว่ามึงเกลียดเขามากจนเก็บไปฝัน หรือไม่ก็ไม่ได้เกลียดเขาเหมือนที่ปากมึงพูด” มันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ทฤษฎีที่มันพูดจะเชื่อได้แค่ไหนกันเชียว

“กูว่าคงเป็นอย่างแรก คือเกลียดมาก” พึมพำกับตัวเอง

“มึงฝันถึงใคร” มันหรี่ตามอง

“เรื่องไรกูต้องบอก” ในเมื่อตอนแรกเมินฉันนัก ตอนนี้ก็ไม่ต้องรู้

“อ้าวอีนี่ มาทำให้กูอยากรู้แล้วทิ้งดิ่งกูแบบนี้ได้ไง”

“ก็ใครบอกให้มึงเมินกูก่อน” ยักไหล่พลางเสมองไปทางอื่น ก่อนจะเห็นอิพีทที่วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าแตกตื่น“เป็นไรพีท” ฉันถามออกไป

“แฮ่ก แฮ่ก มึง” มันหอบหายใจพลางยกมือขึ้นมากุมอกราวกับมีเรื่องด่วนเรื่องร้อนจะบอก

“ค่อยๆเล่า แล้วนี่ไปวิ่งไล่ควายที่ไหนมา” ไอ้เป้งละสายตาจากโทรศัพท์แล้วเอ่ยถาม

“กูมีเรื่องด่วนจะบอก”

“เออ มึงกินน้ำให้หายเหนื่อยแล้วค่อยเล่า พวกกูไม่รีบ” เปิดฝาน้ำส่งให้มัน มีอะไรด่วนนักหรือไง ถึงได้วิ่งกระหืดกระหอบมาแบบนี้

“ไม่รีบไม่ได้ ตรงนั้นเกิดเรื่องใหญ่” แต่มันยังคงพยายามเล่าออกมาโดยไม่รับน้ำไปจากมือฉัน เห็นดังนั้นฉันจึงวางขวดน้ำลงแล้วเอื้อมมือไปลูบหลังมันให้หายเหนื่อย

“อะ ทีนี้เล่าได้ยัง” พอเห็นอาการมันดีขึ้นจึงถามออกไป

“เออ น้องทีของมึงตกนั่งร้าน ตอนนี้เลือกโชกเต็มขาเลย”

“อะไรนะ มึงพูดใหม่อีกที”

“น้องนาทีได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้กำลังหาคนมาช่วยทำแผลอยู่” มันย้ำให้ฉันฟังอีกหน ใจฉันกระตุกวูบตั้งแต่ครั้งแรกที่มันเอ่ยชื่อนั้นออกมา พลันภาพเมื่อคืนก็แว๊บเข้ามาในหัว หรือนั่นจะเป็นลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ๆถึงเกิดเรื่องขึ้นกับเขาพอดี

“เด็กนั่นอยู่ไหน พากูไปหน่อย” ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้พลางลากแขนอิพีทให้เดินมาด้วยกัน ของเขิงอะไรก็ทิ้งไว้ที่นั่นก่อน ฉันต้องไปให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้ว่าเรื่องที่ฉันฝันกับเรื่องที่อิพีทบอกมันจะเหมือนกันไหม เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เด็กนั่นคงเจ็บมากน่าดู

หวังว่ามันจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นมากไปกว่าความฝันฉันเลย

“มึงรีบอะไรนักหนาอิปลา กูตามไม่ทันแล้ว” อีพีทตะโกนไล่หลังมาแต่ว่าขาฉันไม่ยอมฟังเสียงอะไรทั้งนั้น ก้าวเดินมาฉับๆอย่างไม่รอใครทันทีที่รู้พิกัดของเด็กนั่น จากคำบอกเล่าของอิพีทระหว่างทางที่เดินมา

จุดที่คนกำลังมุงดูอยู่คงเป็นจุดที่เกิดเหตุ ฉันทั้งแหวกทั้งแทรกตัวผ่านผู้คนที่ไม่รู้จะมารวมตัวอะไรกันนักหนา จนกระทั่งเบียดออกมาโผล่ข้างหน้าได้ ร่างสูงที่อิพีทบอกว่าตกนั่งร้านจนได้รับบาดเจ็บกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ขากางเกงข้างนึงถูกพับขึ้นจนเห็นเข่า หน้าแข้งเต็มไปด้วยสีแดงฉานลามลงไปถึงข้อเท้า บนพื้นเปรอะไปด้วยหยดเลือดเต็มไปหมด

ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป คนที่นั่งอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันพอดี

“พี่ปลา” เอ่ยเรียกชื่อฉันขึ้นก่อนจะส่งยิ้มมาให้ ยิ้มอะไร เจ็บขนาดนั้นแล้วยังไม่เจียมอีก

“อืม” เปล่งเสียงในลำคอพลางเบนตามองที่ขาเขาอีกครั้ง จนป่านนี้แล้วยังไม่มีใครเอาอุปกรณ์ทำแผลมาให้เลยหรอ ถ้าคนมันเจ็บจนใกล้ตายก็คงตายไปแล้ว ปี 2 ทำอะไรกันอยู่ ทำไมชักช้าแบบนี้

“มาแล้วก็เข้าไปดูน้องสิ” อิพีทกระซิบขึ้นด้านหลัง

ชั่งใจอยู่ครู่นึงก่อนจะก้าวเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเจ็บ

 

[นาที บรรยาย]

“ไปเอาอุปกรณ์ถึงไหนแล้วคะ ปี2 มัวทำอะไรอยู่ มายืนมองกันเฉยๆทำไม” ร่างเล็กที่ยืนค้ำหัวผมอยู่ใช้น้ำเสียงที่แสดงความหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด พลางกวาดตามองไปโดยรอบ

“กำลังไปหาอยู่ค่ะพี่ปลา รอแป๊บนึงนะคะ ใช้ทิชชู่ซับเลือดให้น้องทีก่อนได้ไหม” พี่ปี2 ผู้หญิงคนนึงเอ่ยขึ้น คนที่มุงอยู่ค่อยๆหายไปทีละคนลงเมื่อเห็นพี่ปลาพูดออกไปแบบนั้น

“อืม ขอทิชชู่กับน้ำสะอาดให้พี่หน่อย เดี๋ยวพี่ทำเอง” พูดจบคนตรงหน้าก็รับม้วนทิชชู่มาถือไว้ในมือ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้น ดวงตากลมจ้องไปที่แผลสด ม้วนทิชชู่เข้ากับมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมครู่นึงแล้วก้มลงไปใหม่

“เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ พี่กลัวเลือดนี่”

“ไม่ต้อง นั่งอยู่เฉยๆ” หันมามองผมด้วยแววตาแกมดุ ก่อนจะกดทิชชู่ลงไปที่แผล อันที่จริงแผลมันไม่ได้ลึกมากหรอก ผมแค่ถูกเหล็กบาดนิดหน่อย แต่พอทิ้งไว้นานๆเลือดมันเลยไหลออกมาอย่างที่เห็น พอซับออกจนหมดแล้วคงจะเหลือแค่รอยครูดเท่านั้น

“น้ำค่ะพี่ปลา”

“อืม” รับน้ำมาพลางก้มหน้าก้มตาล้างแผลให้ผมด้วยท่าทางจริงจัง จนผมแอบงงว่าทำไมพี่ปลาถึงได้มีท่าทางซีเรียสมากขนาดนั้น แต่ไม่กล้าถามออกไป “ก็ไม่ลึกมากนี่” เธอพึมพำกับตัวเอง“แล้วตรงอื่นล่ะ มีแผลที่ไหนอีกไหม” เธอเงยหน้าขึ้นถาม ผมแอบเห็นว่ามือเล็กนั่นมีอาการสั่นเทาเล็กน้อยตอนที่เธอเช็ดเลือดให้ผม

“น่าจะไม่มีแล้วครับ” ตอบเธอกลับไป

“แน่ใจหรอ” แต่คนตรงหน้ามีแววตาราวกับไม่เชื่อ เธอยืนขึ้นพลางกวาดตามองร่างกายผมตั้งแต่หัวจรดเท้า บอกตามตรงว่ามันทำให้ผมทำตัวไม่ถูก เล่นจ้องกันซะขนาดนั้น

ใครสั่งใครสอนให้ใช้สายตาแบบนั้นมองผู้ชาย ถ้าเป็นแฟนผมแล้วไปมองคนอื่นแบบนั้น บอกเลยว่าผมจะจับตีก้นให้

“ไม่เชื่อก็ดูสิครับ” ก้มลงดึงขากางเกงอีกข้างนึงขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ให้คนตรงหน้าสำรวจแผล ชายเสื้อด้านหลังที่ไม่ได้ใส่เข้าไปข้างในให้เรียบร้อยก็เหมือนกับถูกดึงขึ้นไปจนสุด ลมเย็นเข้ามากระทบผิวหนังจนต้องเด้งตัวขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น“พี่เปิดเสื้อผมทำไม” โพล่งถามออกไปทันทีที่เห็นว่าตอนนี้ใครกำลังจับชายเสื้อผมอยู่

“ไม่มีแผลหรอ” เธอจ้องมาที่แผ่นหลังผมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เสียงฮือฮาดังไปทั่วบริเวณ ส่วนสาเหตุนั้นคงไม่ต้องถาม การที่พี่ปลาถึงเนื้อถึงตัวกับผมแบบนี้ แถมยังพยายามจะถอดเสื้อผมออกคงเป็นที่น่าตกใจสำหรับคนที่มุงอยู่รอบๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอทำแบบนั้นทำไม

“ไม่มีแล้วครับ ผมแค่สะดุดนั่งร้าน หลังไม่ได้ฟาด”

“สะดุด? ไม่ได้ตกลงมาหรอ” เธอหันกลับไปมองนั่งร้านความสูง 4ชั้นที่ตั้งไว้เพื่อขึ้นไปทาสีป้ายก่อนจะหันไปจ้องหน้าเพื่อนของเธอที่ตามมาด้วย “อีพีท เมื่อกี้มึงบอกกูว่าไงนะ”

“แหะๆ สงสัยกูจะเข้าใจผิดน่ะ” พี่พีททำหน้าแหยก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ เพื่อนเธอคงบอกอะไรผิดไปสินะ เธอถึงมีท่าทางแปลกๆ แถมยังเข้ามาถกเสื้อผมดูแบบนี้

“นึกว่าผมตกเจ้านี่หรอ” ชี้มือไปด้านหลัง

“อือ ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป” ปล่อยมือออกจากชายเสื้อก่อนจะก้าวถอยหลังออกไป หันไปมองค้อนเพื่อนเธออีกคราราวกับโกรธเคือง ผมอ่านริมฝีปากเธอได้ว่า ‘ฝากเอาไว้ก่อนอิพีท’ หรืออะไรทำนองนั้น

“ผมแค่สะดุดล้ม แล้วขาก็ไปครูดกับเหล็ก เลยมีแผลอย่างที่เห็นครับ” หันไปคุยกับพี่พีทก่อนจะแอบอมยิ้มมองคนข้างๆ ที่เธอยอมเข้าหาผมแบบนี้เพราะได้ยินจากคนอื่นว่าผมบาดเจ็บสินะ

ผมต้องดีใจไหม ที่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าเธอแอบเป็นห่วงผมอยู่บ้าง

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะน้องที น้องทีรู้ไหมว่าพอพี่บอกอีปลาไปแบบนั้น มันนี่รับลุกจากเก้าอี้บึ่งมาที่นี่เลยนะ” พี่พีทพูดบางสิ่งที่ทำให้เริ่มมีความหวังขึ้นมา

“อีพีท!” ร่างเล็กถลึงตาใส่เพื่อนตัวเองก่อนจะพยายามบิดมือเข้าที่แขน แต่พี่พีทกระโดดหลบได้ทันซะก่อน

“หรือมึงจะเถียง”

“เออ กูแค่รีบมาฉี่ แต่เห็นคนมุงเยอะแยะเลยแวะเข้ามาดู”

“นี่ปากมึงหรือหินกูขอดูหน่อย ทำไมมันแข็งแบบนี้”

“อื้ออ อีพีท ปล่อยกู”

ผมยืนมองผู้หญิงสองคนที่เถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ทว่ามันกลับทำให้ผมหุบยิ้มแทบไม่ได้ ผมว่าผมต้องทำคะแนนเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วล่ะ

“โอ๊ย”

“เป็นไรหรือเปล่าน้องที... มึงนี่นะอิปลา อย่าพึ่งเล่น ไม่เห็นหรอว่าน้องเจ็บอยู่” พี่พีทเอ่ยตำหนิคนที่พยายามจะวิ่งไล่ตีตัวเอง

“ปวดแผลครับ ไม่รู้เมื่อไหร่กล่องพยาบาลจะมา” ก้มลงมองแผลตัวเองตามมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“เอางี้ มึงกับกูช่วยกันแบกน้องทีไปห้องพยาบาลคงไวกว่า” พี่พีทเสนอ

“ทำไมต้องมึงกับกู คนมุงอยู่เยอะแยะ” พูดพลางชี้ไปยังบริเวณโดยรอบ คนที่แอบมองอยู่ต่างพากันทำหน้าเลิ่กลั่กไปหมด

“ไหนๆก็ไหนแล้ว ช่วยแล้วก็ช่วยให้จบ มึงจะเกี่ยงทำไมวะ” จริงครับพี่พีท อันนี้จริงที่สุด

“เออ จะให้ช่วยยังไงว่ามา” หันมามองผมด้วยแววตาหงุดหงิด แต่ผมกลับมองว่ามันน่ารัก แก้มสีขาวขึ้นสีชมพูจางๆรับกับแดดที่ส่องมายามบ่าย ใบหน้าบึ้งตึง มองแล้วยังไงๆก็เหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ

“มึงจะอยู่ซ้ายหรือขวา”

“ฝั่งไหนก็ได้ ลุกสิ! ” ตอบพี่พีทก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้ามาหยุดตรงหน้าผม เห็นดังนั้นผมจึงยื่นแขนไปตรงหน้า มองเธอด้วยแววตาที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ให้เธอจับไม่ได้ว่าผม แกล้งเจ็บ

หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว ไม่อยากจะบอกเลยว่านี่แค่มดกัด ไหนๆก็มีโอกาสทำคะแนนแล้ว เรื่องอะไรผมจะปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปล่ะ

“โอ๊ย เจ็บครับ ค่อยๆครับพี่ปลา” หลังจากท่อนแขนพาดลงไปที่ไหล่เล็ก ผมก็เอ่ยพูดขึ้น

“เบาได้แค่นี้” เสียงเล็กที่ดูไม่สบอารมณ์ตอบกลับมา

“อีกข้างนึงพี่ช่วยนะน้องที” หลังจากนั้นพี่พีทก็เดินมาประคองผมอีกข้าง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมยืนอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงหน้าตาสะสวยสองคน คนนึงคือรุ่นพี่ อีกคนนึงคือ คนที่ชอบ

“ขอบคุณครับพี่พีท” ที่กล่าวขอบคุณออกไปไม่ใช่เพราะเรื่องที่ช่วยแบกผม แต่เป็นเรื่องที่เธอเอาข้อมูลไปบอกพี่ปลาผิดๆต่างหาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นเธอแตกตื่นรีบวิ่งมาแบบนี้

มันทำให้ผมเห็นอะไรบางอย่างจากแววตาเธอ เธอไม่ได้ลบผมออกไปจากชีวิตจนหมด และผมก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ได้ เกลียด ผมเหมือนที่ปากเธอพูด เธอออกจะเป็นห่วงเป็นใยผมด้วยซ้ำ

แค่นี้ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ

[จบบทบรรยาย นาที]

 

หนัก! หนักอย่างกะควาย คือคำที่อยู่ในหัวฉันตอนนี้ และที่มัน หนัก! แบบนี้ก็เพราะตอนนี้กลับกลายเป็นว่าฉันต้องแบกนาทีมาส่งที่ห้องพยาบาลคนเดียวน่ะสิ อีพีทก็เผ่นแน่บไปแล้ว สาเหตุก็เพราะอิกุนโทรตามให้มันรีบไปเรียน เพราะวิชานี้มันขาดลามาสายอีกไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะโดนตัดสิทธิสอบ

ทีแรกก็กะว่าจะทิ้งเด็กมันไว้กับใครสักคนแถวๆนี้ แต่มองๆดูแล้วก็ไม่เห็นคนรู้จักผ่านมาเลย สุดท้ายฉันก็ต้องรับหน้าที่พามันไปส่งที่ห้องพยาบาลคนเดียว

“เดินดีๆ” หันขวับไปมองโดยที่มือข้างนึงพยายามจะแกะฝ่ามือหนาที่จับอยู่ตรงช่วงเอวออก ทุกคนลองคิดภาพตาม เด็กนี่ยืนซ้อนตัวฉันด้านหลังคล้ายกับโอบฉันอยู่กลายๆ พาดแขนข้างนึงมาจับตรงหัวไหล่ ส่วนมืออีกข้างจับเข้าที่เอว

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินพี่นะ แต่กลัวล้ม” ไม่รู้จริงหรือสำออยกันแน่ ถ้าไม่ติดว่าเจ็บอยู่ฉันคงผลักมันลงข้างทางไปแล้ว โทษฐานที่จับโน่นจับนี่ฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต

กว่าจะเดินทะลุตึกนั้นตึกนี้มาได้ก็ทำเอาเหนื่อย ในที่สุดก็ถึงห้องพยาบาลที่อยู่ติดกับสนามฟุตบอล ประตูกระจกติดฟิล์มทึบถูกปิดเอาไว้ จึงไม่เห็นว่าด้านในมีคนเฝ้าอยู่หรือเปล่า

“ยืนรอตรงนี้แป๊บ” หันไปบอกคนข้างๆก่อนจะผละตัวออกมา ประตูไม่ได้ล็อค แต่ว่าข้างในเหมือนไม่มีใครอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงด้วย “มา เข้าไปนั่งรอด้านในก่อน” เดินกลับมาหาเด็กมันอีกครั้ง ก่อนจะช่วยพยุงแขนพาเข้ามาในห้อง

ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ได้ยินเสียงเพลงคลอเบาๆเหมือนถูกเปิดทิ้งไว้จากที่ไหนสักที่

ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว
เมฆหมอกไม่แคล้วครอบคลุมครึ้มไป
ฉันจะหลบ ได้ที่ ไหน
ตั้งแต่เธอนั้นเดินจากไป
เหมือนถูกบังคับให้เปียกตลอดมา
ต้องติดอยู่ในฤดู อกหัก
ตกอยู่ในห้วงความรักที่มันเลวร้าย~

เสียงเพลงทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป แต่กลับทำให้ฉันรู้สึกแปลกยามที่ฟัง ยิ่งอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับเด็กนี่แล้วด้วย นี่ไม่ใช่เวลาจะมาโรแมนติกนะ

“เหมือนจะไม่มีใครอยู่นะครับ”

“อืม นั่งตรงนี้รอก่อนก็ได้” พานาทีเดินมาที่เตียงคนป่วย ร่างสูงหย่อนก้นลงนั่งและพาดขาข้างนึงขึ้นไปวางบนเตียง อีกข้างหย่อนไว้ด้านล่าง ตัวก็ไม่ใช่น้อยๆ กว่าจะแบกมาถึงนี่ทำเอาเหนื่อยแทบตาย “ทนไหวไหม” ถามออกไปตอนที่เห็นว่าขาเขาเริ่มมีเลือดซึมออกมาเป็นทาง ถ้าให้รอพยาบาลคงไม่ไหว นานเกินไป

“ไหวครับ พี่กลับเลยก็ได้” คนตรงหน้าเอ่ยขึ้น ฉันยืนกอดอกมองดูแผลสักพักก่อนจะตัดสินใจทำบางอย่าง

“รอแป๊บ” เดินออกมาจากตรงนั้นพลางกวาดตามองหาตู้อุปกรณ์ทำแผล หยิบเอาสำลี แอลกอฮอล์ และเบตาดีนขวดใหญ่ติดมือมาด้วย ก่อนจะมุ่งหน้ากลับเข้าไปในห้อง

คนที่นั่งอยู่บนเตียงมีแววตาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นฉันปรากฏตัวพร้อมกับของพวกนี้

“พี่จะทำแผลให้ผมหรอ”

“ในห้องนี้มีใครนอกจากนายอีกล่ะ” กรอกตามองอย่างรำคาญ อยู่ๆก็มีภาระเพิ่มเข้ามาเฉยเลย ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ดีนะที่กินขนมปังรองท้องมาบ้างแล้ว

“ขอบคุณครับ” ยังไม่ทันได้จัดการกับแผล คนตรงหน้าก็พูดขอบคุณเอาไว้แล้ว ละสายตาจากเด็กมันกวาดตามองดูแผล ค่อยๆจับขาข้างที่เจ็บมาวางบนรถเข็นทำแผล ขยับตัวเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างขาทั้งสองข้างเพื่อที่จะได้ทำแผลให้ถนัด

“เจ็บหน่อยนะ” ค่อยๆใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทำความสะอาดรอบๆแผลก่อนเป็นอย่างแรก ก่อนจะเปลี่ยนสำลีใหม่แล้วเช็ดลงไปเบาๆบนแผล

“...” เด็กมันนิ่งโดยไม่มีปริปากบ่นหรือแสดงท่าทีเจ็บปวด ซึ่งมันก็ดีแล้วเพราะนั่นจะเป็นการทำลายสมาธิฉัน ตั้งเกิดมายังไม่เคยทำแผลให้ใครเลย นี่เป็นครั้งแรก

“เจ็บไหม” ถามออกไปพลางเปลี่ยนมาใช้สำลีก้านชุบเบตาดีนทาลงไปที่แผล แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดๆตอบกลับมา “ถามว่าเจ็บไหม อ๊ะ” พอหันกลับไปถามก็ต้องตกใจที่เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบ เขยิบเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“ขอโทษครับ” ริมฝีปากชมพูขยับขึ้นพูด สายตาเขาไม่ได้อยู่ที่แผล แต่กลับจ้องอยู่ที่ใบหน้าฉัน เหมือนกับว่าเขามองมันมาหลายนาทีแล้ว

“จะไปเอาผ้าก๊อซมาปิดแผลให้” โพล่งขึ้นทำลายความอึดอัด แต่ยังไม่ทันได้ผละออกไป แขนก็ถูกคว้าไว้ซะก่อน

เกิดเดทแอร์ขึ้นระหว่างเรา ร่างฉันเซเข้าไปหานาทีเล็กน้อยเพราะเขาคว้าแขนฉันไว้โดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าเราอยู่ห่างกันไม่มาก แต่ว่าฉันรู้สึกถึงกลิ่นกายเขาชัดเจนเลย... กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ กลิ่นเดิมที่เขาใช้

แก้มข้างนึงถูกฝ่ามือหนาแนบลงมา ฉันไม่รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร สถานการณ์มันทำให้ฉันคิดอะไรไม่ออก ขาหยุดแน่นิ่ง ทำได้แค่เพียงสบตาคนตรงหน้าอย่างหาตำตอบ ว่าเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่

เพียงแค่ไม่กี่วินาทีให้ฉันได้คิด สัมผัสอุ่นนิ่มก็เข้ามาแนบที่ริมฝีปาก ฉันก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ แต่ทว่าแผ่นหลังกลับถูกมือหนาดันตัวกลับมา ต้นคอถูกล็อคเอาไว้จากด้านหลัง ริมฝีปากถูกขบเม้มเบาๆก่อนที่ร่างกายฉันจะอ่อนยวบยาบเพราะเรื่องไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น

นาทีดึงร่างฉันเข้าหาตัวจนทั้งร่างขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียง ไม่สิ มันไม่ใช่เตียง มันไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป มันคือต้นขาเขาต่างหาก ไม่คิดว่าเด็กมันจะกล้าถึงเพียงนี้

ผลัก

รวมรวมเรี่ยวแรงที่เหลือผลักหน้าอกคนตรงหน้าจนริมฝีปากเราแยกออกจากกัน สายตาพร่าเบลอเมื่อครู่กลับมาเห็นชัดเป็นปกติ แต่ปากกลับพะงาบๆราวกับจะด่าใครสักคนแต่คิดคำพูดไม่ออก

“ขอโทษครับที่ยั้งใจไว้ไม่ทัน” นี่คือคำขอโทษงั้นหรอ ยั้งใจไม่ทันงั้นหรอ

“ไอ้ ไอ้... ” กระโดดลงจากเตียง กำลังจะกร่นด่าออกไป แต่ถูกพูดขัดขึ้นซะก่อน

“พี่ดีกับผมซะจนผมเผลอตัวไป” อะไรนะ! ดีงั้นหรอ มันหมายความว่าไงกัน “ขอโทษอีกครั้งครับ ว่าจะไม่ทำอะไรแบบนี้ แต่เมื่อกี้ที่พี่ทำ มันน่ารักมากจริงๆ” ยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองพลางมองฉันด้วยแววตาสำนึกผิด

บ้าหรอ คิดว่าแค่คำขอโทษง่ายๆมันจะลบล้างสิ่งที่ทำกับฉันได้หรือไง แถมยังพูดเหมือนฉันเป็นต้นเหตุอีกต่างหาก

ทั้งๆที่เขาเป็นคนทำแท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกแย่เหมือนเป็นคนรุกเขาซะเอง ทำไมความรู้สึกมันกลับตาลปัตรแบบนี้ล่ะ

“นายมัน...” ชี้หน้าคนตรงหน้าพลางจ้องเขาเขม็ง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป บุคคลที่เข้ามาใหม่ก็ส่งเสียงขึ้นซะก่อน

“อ้าว น้องเป็นอะไรมาคะ” เป็นพี่พยาบาลที่เดินเข้ามา

“...”

“ขาไปโดนอะไรมา ทำแผลไปบ้างแล้วใช่ไหม”

“อะ เอ่อ... ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบก็วิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที ใจเต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมา โกรธก็โกรธ แค้นก็แค้น แต่มันรู้สึกอย่างอื่นมากกว่า อายหรอ หรืออะไร ทำไมในท้องมันยุบยับแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน

ไหนบอกว่าเกลียดเด็กมันไง ทำไมเมื่อกี้ตอนที่เขาล่วงเกินถึงไม่ฟาดหน้าแรงๆให้สักที ทำไมยืนนิ่งอยู่ได้

พอออกมาข้างนอกแล้ว ขามันก็หมดแรงทันที ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างห้องพยาบาล ยกมือขึ้นกุมอกตัวเองแน่นก่อนจะตั้งสติแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาใครบางคน

เป้ง: ไอ้เป้ง! มารับกูหน่อย ห้องพยาบาล!

....

พิมพ์โหดเหมือนโกรธใครมา 5555555
โถ่ ลูกสาววว ถึงกับเดินกลับเองไม่ได้เลยหรอ ต้องให้เพื่อนมารับกลับ 55555
ไหน ใครบอกว่าจะจีบเบาไม่จีบหนัก ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ทันไรก็จูบกันแล้ว แบบนี้มันใช้ได้หรอ!

Credit : ฤดูอกหัก - แคลอรี่ บลา บลา

เป้งโว้ยย รีบมารับเพื่อนโว้ย 555555555

 

CHARACTER

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น

  1. #78 09122547 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:16
    นาที๊ เบาได้เบ๊าาาา
    #78
    0
  2. #62 firstzy93 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 01:19
    โถถถถถถ ขาอ่อนแรง
    #62
    0
  3. #61 chonkanok (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 22:46
    ชั้นรักเค้า
    #61
    0
  4. #60 firstzy93 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 22:02
    ปากแข็งมาก
    #60
    0
  5. #59 chonkanok (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 12:24
    น่ารักกด
    #59
    0
  6. #58 firstzy93 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 11:30
    ห่วงมาก
    #58
    0