AelZen ปริศนา มายาภูติ

ตอนที่ 10 : Chapter 8 : ซิลเวียร์(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 724
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    13 เม.ย. 55

 

 

เมืองกลูนเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่แถบทางเหนือของอาณาจักร พูดอีกทีก็คือเหนื่อสุดของเชอรันเดลใต้ เมื่อข้ามหุบเหวเนรอลฟิรัสไปแล้วจะเข้าสู่เขตเชอรันเดลเหนือ เชอรันเดลแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเหนือและใต้ เอลเซนนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ ค่อนไปทางตะวันตก ที่ตั้งของเมืองอยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่าบ้านนอก เป็นชายแดนฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เพราะถัดทั้งทางตะวันตกและทางใต้ถูกขนาบไปด้วยพื้นที่ป่าทั้งหมด ว่ากันว่าอีกฟากหนึ่งของป่าภูตินิมิตเป็นทะเล ทว่าไม่เคยมีใครยืนยันได้ว่าเป็นทะเลจริงหรือไม่ เมืองท่าของเชอรันเดลใต้จึงอยู่ทางใต้ลงไปอีก ซึ่งต้องอ้อมไปอีกทางหนึ่งเพื่อไปให้ถึงเมืองท่านั้น

 

ปัจจุบันเมืองกลูนเป็นเมืองที่ค่อนข้างไร้ผู้คนสนใจ แต่ในช่วงปลายเดือนทุกเดือนจะมีการตั้งตลาดของพ่อค้า ทั้งสัปดาห์นั้นเมืองจะคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนด้านการท่องเที่ยวก็พอมีบ้าง แม้จะได้รับความนิยมน้อยลงมากก็ตาม เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวของเมืองกลูนคือ หุบเหวเนรอลฟิรัสอันเป็นสถานที่ฆ่าตัวตายที่มีชื่อเสียงที่สุดในเชอรันเดล เมืองกลูนจึงมีเจ้าหน้าที่ตรวจตราพิเศษ คอยป้องกันไม่ให้คนมาฆ่าตัวตายหรือฆ่าคนอื่นตาย

 

วันนี้เป็นอีกวันที่คุณหมอฮัสจิน จิตแพทย์ประจำเมืองกลูนออกมาเดินเล่นที่เนรอลฟิรัส ฮัสจินไม่ใช่คนเมืองกลูน เขาถูกส่งมาประจำการที่สถานพยาบาลในเมืองได้สามปีกว่าแล้ว เขาเจอคนที่มาฆ่าตัวตายที่นี่ยี่สิบกว่าคน และหน้าที่ของเขาก็คือบำบัดจิตใจให้คนเหล่านั้น เมื่อสองวันก่อนคนล่าสุดเพิ่งลากลับบ้านไปด้วยใจที่พร้อมจะสู้ต่อ วันนี้ฮัสจินจึงว่างพอที่จะมาเดินพักผ่อนหย่อนใจที่นี่

 

ขณะที่ฮัสจินกำลังยืนรับลมโกรกอยู่ใกล้ๆ หุบเหว ท้องฟ้าก็เกิดความเคลื่อนไหว ห้วงบรรยากาศพลันบิดเบี้ยวก่อนที่คุณหมอหนุ่มจะเห็นวัตถุบางอย่างหล่นลงมาจากช่องนั้นและหายเข้าไปในหุบเหว

 

ไม่! ยังไม่ตก ฮัสจินหน้าตื่น รีบวิ่งตรงเข้าไปที่สะพานแขวนซึ่งกำลังแกว่งอย่างรุนแรง ตรงกลางสะพานมีมือหนึ่งกำลังเหนี่ยวเชือกไว้ ร่างของชายสองคนห้องอยู่กลางอากาศอย่างน่าหวาดเสียว

 

เฟอร์ริกเกร็งแขนแน่นจนข้อขาว กระเป๋าเดินทางถูกปล่อยตกลงสู่เบื้องล่าง มืออีกข้างหนึ่งดึงข้อมือของไวเวิร์นไว้ไม่ให้หล่น บนแผ่นหลังของไวเวิร์นมีดาบปักคาไว้อยู่ เลือดยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผล เฟอร์ริกไม่รู้ว่าดาบนี้แทงโดนหัวใจหรือไม่ แต่ชีพจรที่เขาสัมผัสได้ที่ข้อมือทำให้เขาใจชื้นขึ้น อย่างน้อยก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายยังไม่ตาย

 

ชายหนุ่มรู้ว่าเขามีแรงพอที่จะเหวี่ยงให้ไวเวิร์นขึ้นไปอยู่บนสะพานแขวนนี้ได้ ทว่าเขาไม่มั่นใจว่าถ้าไวเวิร์นกระแทกเข้ากับสะพานจะเหลือชีวิตรอดหรือไม่ เฟอร์ริกขบกรามแน่น ในสถานการณ์เช่นนี้เขาควรจะเลือกทางไหนดี

 

“คุณ! คุณเป็นอะไรหรือเปล่า พอไหวไหม” เฟอร์ริกเงยหน้า เห็นชายหนุ่มสวมแว่นกรอบเหลี่ยมชะโงกลงมาด้วยใบหน้าตระหนกสุดขีด

 

“อ่า... ถ้าจะให้ดีก็ช่วยดึงขึ้นไปหน่อยก็ดีครับ” ฮัสจินพยักหน้ารัวเร็ว เขายื่นมาจะมาดึงเฟอร์ริกขึ้นไปก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่มีแรงพอที่จะดึงผู้ชายสองคนได้แน่ๆ

 

เฟอร์ริกเข้าใจท่าทางลำบากใจเช่นนั้นดี เขาจึงเสนอขึ้นมา

 

“ผมจะส่งเขาขึ้นไปก่อน คุณช่วยรับหน่อยแล้วกันนะครับ” ว่าจบเฟอร์ริกก็เกร็งร่างทั้งร่าง ตัวของเขาแกว่งเล็กน้อยจนฮัสจินแทบไม่กล้ามอง กลัวทั้งคู่จะหล่นลงไป

 

เฟอร์ริกไม่กล้าขยับข้อมือที่จับไวเวิร์นอยู่ เขารู้ดีว่าการลื่น นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายขนาดไหน ได้แต่ยึดไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาแกว่งตัวเองอีกครั้งให้มีแรงส่งก่อนจะเหวี่ยงไวเวิร์นขึ้นไปข้างบนทันที!

 

ผลั่ก! ฮัสจินรับร่างของไวเวิร์นที่กระแทกเข้ามาเต็มๆ เขาดึงตัวอีกฝ่ายให้มาอยู่ตรงกลางสะพาน เมื่อวางร่างของไวเวิร์นลงกับพื้น เขาก็พบว่าเสื้อของเขาเต็มไปด้วยเลือด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเลือดทั้งหมดมาจากตัวชายคนนั้น

 

ถึงแม้จะเป็นจิตแพทย์ แต่ฮัสจินย่อมมีความรู้พื้นฐานในฐานะหมอมาก่อน เขาทำการปฐมพยาบาล ฮัสจินไม่ได้ดึงดาบนั่นออกมาจากอกด้วยกลัวว่าเลือดจะยิ่งไหลทะลักมากขึ้น อย่างแรกที่ทำคือห้ามเลือดก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียเลือดตายไปเสียก่อน ว่า จากนั้นเขาจึงหันกลับไปจะดึงเฟอร์ริกขึ้นมา ทว่าภาพที่เห็นคือเฟอร์ริกกำลังปีนขึ้นมาด้วยตนเอง

 

“คุณเป็นหมอเหรอ? เขาถูกแทง ผมไม่รู้ว่าโดนหัวใจหรือเปล่า... แต่ชีพจรเข้ายังเต้นอยู่” เฟอร์ริกรีบบอกอย่างร้อนรน

 

“ไม่โดนหัวใจ” ฮัสจินมองปราดเดียวก็บอกได้ แถมถ้าโดนหัวใจป่านนี้ชีพจรคงหยุดเดินไปนานแล้ว “สถานพยาบาลอยู่ไม่ไกล แต่ผมกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหว”

 

“พาไปที่สถานพยาบาลดีกว่าใช่ไหมครับ งั้นก็ไปกันเถอะ” เฟอร์ริกจัดการกระตุ้นแก่นพลังเวทให้กระแสพลังในร่างของไวเวิร์นหล่อเลี้ยงการทำงานของร่างกายชั่วคราว เขาดึงดาบออกจากร่างของไวเวิร์น เลือดทะลักออกมาจากบาดแผลอย่างน่ากลัว

 

“คุณทำอะไรของคุณน่ะ!!”ฮัสจินตวาดแหวใส่ “ดึงดาบออกแบบนั้นมีแต่จะทำให้เสียเลือดมากขึ้น...” แถมจะตายเร็วขึ้นด้วย

 

“เขาจะยังไม่ตายหรอก” เฟอร์ริกบอก “สถานพยาบาลอยู่ที่ไหน ผมจะพาเขาไป”

 

ฮัสจินเม้มปาก นึกสงสัยในตัวผู้ชายตรงหน้าเสียเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ก็ดูห่วงดี แต่หลังจากที่เขาบอกว่าไม่โดนหัวใจ ก็กลับทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ประหนึ่งอีกฝ่ายจะตายก็ช่างขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

“มันเกะกะเวลาแบกน่ะครับ อีกอย่าง ไปถึงให้เร็วที่สุดก็น่าจะดีกว่า” เฟอร์ริกบอกต่อเมื่อเห็นสีหน้าของฮัสจิน เขาลืมไปเสียสนิทว่าร่างกายคนทั่วไปทำอย่างนี้ไม่ได้

 

ปัจจุบันจำนวนผู้มีเวทมนตร์ลดน้อยลงมาก เรื่องความเร้นลับของร่างกายผู้มีเวทมนตร์จึงไม่ค่อยเป็นที่เปิดเผยนัก  แต่เพราะในร่างของผู้มีเวทมนตร์จะมีแก่นพลังเวทเป็นแกนกลางซึ่งสำคัญพอๆ กับหัวใจอยู่ หากกระตุ้นมันได้ถูกจุดมันจะยับยั้งการทำงานของร่างกายในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็คือเป็นการตายชั่วคราว ทุกอย่างในร่างกายจะหยุดลง แม้เลือดจะยังไม่หยุดไหล แต่ถ้าให้เลือดทันก่อนที่ร่างกายจะกลับมาทำงานอีกครั้งก็พอแล้ว

 

 “ตามผมมาก็แล้วกัน” ฮัสจินเห็นเฟอร์ริกแบกไวเวิร์นขึ้นหลัง ก็ออกเดินนำไปยังสถานพยาบาลประจำเมือง เฟอร์ริกก้าวเท้ายาวๆ ตามไป พยายามไม่ให้กระทบกระเทือนคนบนหลังมากที่สุด

 

แล้วชายหนุ่มก็ฉวยโอกาสตอนที่ฮัสจินเร่งฝีเท้านำแอบกระตุ้นแก่นพลังเวทในร่างของไวเวิร์น









 

หลังจากส่งไวเวิร์นถึงมือหมอแล้ว เฟอร์ริกก็ออกไปหาที่พัก เพราะในอดีตเมืองกลูนเป็นเมืองท่องเที่ยวมาก่อน จึงมีที่พักอยู่เยอะพอควร

 

หาที่พักได้แล้วค่อยไปซื้อเสื้อผ้าต่อก็แล้วกัน เขาวางแผนไว้ในใจ โชคยังดีที่เขาเก็บกระเป๋าสตางค์เอาไว้กับตัว ไม่อย่างนั้นก็คงต้องไปอยู่ในป่าเหมือนสมัยเดินทางกับซิลไคลด์และไวเวิร์น ซึ่งเฟอร์ริกไม่ค่อยอยากจะจำมันเท่าไรนัก

 

ชายหนุ่มคิดไปสะระตะ เขาเดินสุ่มไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้คิดหาหนทางให้มากมาย เพราะฉะนั้นกว่าที่เขาจะรู้ตัวว่าเดินเข้ามาในซอยตันก็ตอนที่พบว่ามันตันนั่นแหละ

 

“พี่ชายหลงทางเหรอฮะ” เขาหันกลับไปมองตามเสียง ที่หน้าตรอกมีเด็กผู้ชายอายุประมาณแปดขวบยืนตาใสอยู่ตรงนั้น เฟอร์ริกยิ้มเอ็นดู นึกชมว่าเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง แต่ก็ไม่วายอดไม่ได้ที่จะสอนสั่ง

 

“ไม่ควรทักคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ หนุ่มน้อย” ถ้าเกิดเข้าเป็นฆาตกรโรคจิตขึ้นมา เด็กน้อยมิโดนฆ่าตายไปแล้วหรอกหรือ ทว่าแทนที่เด็กน้อยจะสลด กลับเอียงคอทำหน้างงเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเสียงใส

 

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ” เสียงนั้นใสราวระฆังแก้ว “ไม่มีใครเข้าใจผมได้หรอก แม้แต่แม่ยังเข้าใกล้ผมไม่ได้เลย”

 

“ซิลเวียร์! เสียงแหลมสูงแว่วมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ “ลูกอย่าไปไหนมาไหนตามใจสิ”

 

“ขอโทษฮะ” ซิลเวียร์วิ่งเข้าไปหาหญิงสาวผู้มาใหม่ เด็กน้อยดึงชายเสื้อแม่ไว้ จากนั้นจึงหันกลับมาหาเฟอร์ริก “พี่ชายคนแปลกหน้าเหมือนกำลังหลงทางฮะ”

 

“พี่ไม่ได้หลงหรอก...” เฟอร์ริกเงียบไปเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดๆ “รุ่นพี่แคนดิส...”

 

“อ๊ะ เฟอร์ริก?”

 

“แม่รู้จักกับพี่ชายแปลกหน้าเหรอฮะ” ซิลเวียร์กระตุกชายเสื้อเรียกร้องความสนใจจากแม่ แต่ดวงตากลมใสแจ๋วนั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่เฟอร์ริก ทว่าตอนนี้เฟอร์ริกกลับมองแคนดิสด้วยแววตาวูบไหว

 

“ลูกชายของรุ่นพี่หรือครับ”

 

“ใช่ เอ่อ... ฉันแต่งงานทันทีหลังเรียนจบน่ะ” แคนดิสบอกแบบลำบากใจอยู่บ้าง นอกจากเพื่อนสนิทแล้วเธอไม่ได้บอกให้ใครรู้เลยว่าเธอจะแต่งงานหลังเรียนจบ การที่อยู่ๆ ก็มาพบกับรุ่นน้องที่ค่อนข้างสนิทกันพร้อมกับลูกชายที่ดูแปลกประหลาดกว่าคนอื่นค่อนข้างทำให้เธอทำตัวไม่ถูก “เด็กคนนี้ชื่อซิลเวียร์”

 

“ซิลเวียร์” เฟอร์ริกทวนคำ รู้สึกเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง ทว่าเขากลับนึกไม่ออก เหมือนมีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ในหัวของเขา สุดท้ายเฟอร์ริกเลยตัดใจไม่ถึงนึกมัน

 

“แล้วนี่เฟอร์มาเที่ยวเหรอ มีที่พักหรือยังล่ะ มาพักที่บ้านก็ได้นะ” พอตั้งตัวติด แคนดิสก็เอ่ยปากชวนอย่างมีน้ำใจ

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คงไม่เหมาะ” เฟอร์ริกปฏิเสธ

 

ซิลเวียร์เลื่อนมือลงมากำกระโปรงแม่แน่น เด็กชายไม่ได้พูดอะไร แต่แคนดิสก็เข้าใจ

 

“ดูเหมือนซิลเวียร์ก็อยากให้เธอมา มาเถอะ”

 

“ไม่ดีกว่าครับ” เฟอร์ริกยืนยัน “เอาเป็นว่าผมจะไปเยี่ยมบ้านรุ่นพี่แทนก็แล้วกัน แต่คงพักด้วยไม่ได้ ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

 

“ทำให้ฉันรู้สึกผิดอีกแล้วนะ เฟอร์ริก” แคนดิสหัวเราะ “ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ เอาเถอะ อย่าลืมมาหาล่ะ” เธอหยิบปากกามาจดที่อยู่ของเธอลงบนกระดาษก่อนจะส่งให้ “เย็นนี้เจอกัน”

 

“ครับ รุ่นพี่”

 

“เอาล่ะ ซิลเวียร์ กลับบ้านกันเถอะ” เธอเรียกลูกชายให้เดินตามมา แต่ซิลเวียร์ส่ายหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง

 

“ผม.... ขออยู่กับพี่ชายได้ไหมฮะ” เด็กชายร้องขอ “นะฮะ”

 

“เดี๋ยวผมดูแลซิลเวียร์ให้เองครับ แล้วเย็นนี้จะพาไปส่ง” เฟอร์ริกรับปากทันทีที่สองแม่ลูกมองมา แคนดิสรู้ว่าเฟอร์ริกไว้ใจได้ เพราะฉะนั้นคงไม่เป็นไรหากจะปล่อยให้ซิลเวียร์อยู่กับเฟอร์ริก

 

“ก็ได้ ฝากด้วยนะ” เธอบอก

 

หญิงสาวปล่อยให้ซิลเวียร์เดินเข้าไปหารุ่นน้องโดยไม่ได้พูดอะไรกับลูกชายเลยแม้แต่คำเดียว ทว่าเธอกลับพูดทิ้งท้ายเอาไว้กับเฟอร์ริก

 

“ระวังด้วยนะ อย่าจับตัวซิลเวียร์ เฟอร์ริก เขาอันตราย”

 

แคนดิสกลับไปแล้ว ทิ้งให้เฟอร์ริกยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ประโยคทิ้งท้ายของแคนดิสทำให้เฟอร์ริกเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นในใจ

 

ผิดหวัง... ใช่ เขาผิดหวังมากๆ เขาอันตราย นั้นไม่ควรจะเป็นสิ่งที่แม่พูดถึงลูกเลยแม้แต่น้อย เขามองเด็กชายที่กัดริมฝีปาก น้ำตาจะหยดมิหยดแหล่อย่างน่าสงสาร

 

เฟอร์ริกเดินเข้าไปหา เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กชายเบาๆ กระแสไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบเข้าใส่จนชนไปทั้งแขน แต่เขาก็ไม่ได้ชัดแขนกลับ เขารวบตัวเด็กน้อยเข้ามากอด ตัวของซิลเวียร์ร้อนจัดจนแทบจะเผาผิวของเขาได้ ดูเหมือนซิลเวียร์จะไม่รู้สึกถึงความร้อนของตัวเองเลย

 

เฟอร์ริกผละออกไป เพียงแค่นั้นเด็กน้อยก็น้ำตาร่วง ชายหนุ่มรีบถอดเสื้อนอกของตนมาคลุมตัวเด็กชายไว้และสวมกอดแน่นโดยไม่ยี่หระต่อความร้อนที่ยังคงแผ่ออกมา

 

เขานั่งลงพิงกำแพง ดึงเด็กชายให้นั่งลงมาบนตัก สองมือยังคงกอดเด็กชายไว้ ซิลเวียร์สะอื้นไห้ ใช้เสื้อนอกของเฟอร์ริกเช็ดน้ำตา

 

“พี่ชาย... ฮึก ไม่เจ็บเหรอฮะ” ซิลเวียร์ถามปนสะอื้น

 

“เจ็บสิ... แต่ไม่เป็นอะไรหรอก” เฟอร์ริกลูบหัวเด็กน้อนช้าๆ “เพราะซิลเวียร์เจ็บกว่าใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้น... เลิกร้องไห้ได้แล้วนะครับ เจ้าหนูขี้แย”

 

“ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย ผมไม่ได้ขี้แยสักหน่อย!

 

“จ้าๆ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “แต่ว่านะ ซิลเวียร์ ผิวพี่จะไหม้แล้วล่ะ”

 

“อ๊ะ ขอโทษฮะ” เด็กน้อยทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ เฟอร์ริกรีบลูบหลังปลอบ

 

“ผ้าธรรมดาคงเอาไม่อยู่ ไปที่นั่นดีกว่า” เขาอุ้มซิลเวียร์ขึ้นแล้วเดินออกไปจากตรอก

 

“พี่ชายจะไปไหนเหรอฮะ”

 

เฟอร์ริกได้ยินคำถามก็ยิ้ม ตอบไปอย่างไม่ปิดบัง

 

“ตลาดมืด”















 

หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กเข้าไปในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง แน่นอนว่าพวกเขาตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในร้าน ซิลเวียร์มองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ เขาไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อน

 

เอาเข้าจริงๆ ร้านเหล้าก็เป็นที่ๆ เด็กไม่ควรจะมาอยู่แล้ว ซิลเวียร์เลยแอบกลัวนิดหน่อย

 

เฟอร์ริกเดินดุ่มๆ เข้าไปหาบาร์เทนเดอร์ เขาวางซิลเวียร์ลงกับพื้น หนุ่มน้อยมองไปรอบๆ อย่างหวาดๆ ดึงชายเสื้อเฟอร์ริกไว้แน่น ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าสตางค์ ดึงบัตรสีดำออกมาส่งให้บาร์เทนเดอร์  อีกฝ่ายรับบัตรไป หยิบบัตรสีแดงออกมาแตะกัน บัตรสีแดงใบนั้นปรากฏอักขระขึ้น บาร์เทนเดอร์พยักหน้า ส่งบัตรสีดำคืนและผายมือเชิญเข้าไปข้างใน

 

เฟอร์ริกจูงข้อมือซิลเวียร์ให้เดินตาม เสื้อแขนยาวของหนุ่มน้อยมีเนื้อผ้าหนามาก

 

“ใส่แบบนี้ทั้งปีเลยเหรอ” เขาชวนคุย ซิลเวียร์พยักหน้าหงึกหงัก “ไม่ร้อนเหรอ”

 

“ไม่ฮะ ผมชินแล้ว”

 

“เรียกว่าร้อนจนชิน ท่าทางจะถูกกว่านะ” เฟอร์ริกแกล้งเย้าเล่น

 

บาร์เทนเดอร์ผลักประตูให้เปิดออกเป็นบานที่สาม ความจริงแล้วถ้าดูจากภายนอกร้านเหล้าร้านนี้ก็ควรจะมีเพียงห้องเล็กๆ ด้านหลังห้องเดียว ส่วนห้องที่เหลือดูเหมือนว่าจะเป็นข่นมิติซ้อนที่ทางสมาคมพ่อค้าตลาดมืดสร้างขึ้นมา

 

เฟอร์ริกและซิลเวียร์เดินไปตามทางเดินยาวที่มีประตูอยู่เต็มไปหมด พวกเขาเห็นประตูพวกนั้นเปิดออกเป็นระยะๆ พร้อมกับคนลักษณะแปลกๆ ทั้งหลายที่ตอนนี้กำลังเดินไปตามทางเดียวกัน

 

ซิลเวียร์ถึงกับอึ้งค้างเมื่อพวกเขามาถึงประตูใหญ่ของทางเชื่อมนี้ เบื้องหน้าของเด็กชายคือซุ้มประตูที่ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้ราวกับซุ้มงานวิวาห์ ป้ายสีชมพูขนาดใหญ่ส่องแสงได้ติดอยู่เหนือซุ้มนั้น เพชรพลอยเม็ดโตเรียงอยู่บนป้ายเป็นอักษรคำว่าตลาดมืด ภาพตลาดมืดที่วาดฝันไว้ถูกพังทลายลงในบัดดล

 

“อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ” เฟอร์ริกหันกลับมาถามเมื่อหนุ่มน้อยไม่ยอมเดินตามเข้าไป

 

“พะ พี่ชายไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอฮะ”

 

“ไม่นี่”

 

“...” ซิลเวียร์จนใจจะพูด “ไม่มีอะไรหรอกฮะ”

 

“อ๋อ ฮ่าๆ พี่ชินแล้วล่ะ”

 

เฟอร์ริกคุกเข่า นั่งในอยู่ในระดับเดียวกับซิลเวียร์ เขายิ้มอ่อนๆ ขยี้หัวหนุ่มน้อยเบาๆ

 

“มีอะไรก็บอกพี่ชายได้นะครับ” เขาพูดดักไว้เผื่ออนาคต ส่วนตอนนี้ แม้ว่ามือจะชา.. แต่เฟอร์ริกก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปให้เด็กชายผู้สึกผิด “แล้วก็... พอเข้าไปแล้ว ต้องอยู่ใกล้ๆ พี่ชายไว้นะครับ”

 

“ฮะ” เมื่อหนุ่มน้อยรับคำอย่างว่าง่าย เฟอร์ริกกับซิลเวียร์จึงได้พากันเดินผ่านซุ้มประตูนั้นไป

 

“วะ ว้าว~” เด็กชายตะลึงตาค้างอีกรอบ

 

ราวกับหลุดออกมาสู่อีกโลกหนึ่ง รอบข้างของพวกเขามีเสียงจอกแจกจอแจอยู่ทั่วทุกสารทิศ ร้านค้าใหญ่ๆ ตั้งเป็นกระโจมอยู่เรียงรายในฝั่งขวา ส่วนร้านค้าเล็กๆ ตั้งเป็นแผงอยู่กับพื้นในฝั่งซ้าย คนท่าทางแปลกๆ เดินกันขวักไขว่สวนกันไปมาให้วุ่น คนส่วนใหญ่สวมผ้าคลุมปิดใบหน้าไว้

 

เฟอร์ริกจับซิลเวียร์ไว้แน่น กลัวหนุ่มน้อยหลงล่ะหนึ่งประการ แต่ที่สำคัญคือกลัวจะไปถูกตาต้องใจพวกพ่อค้าทาสเข้าแล้วจะโดนเอาตัวไป

 

คิดยังไม่ทันจบประโยคดี... สิ่งที่เขากลัวก็โผล่มาตรงหน้า

 

“เด็กน่ารักดีนี่ไอ้หนู สนใจจะขายไหม ราคางามน่าดู”

 

“ขอบคุณ แต่ไม่ล่ะ” เฟอร์ริกปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย ซิลเวียร์หลบไปอยู่ข้างหลังเฟอร์ริกแบบไม่ต้องให้บอก

 

“คิดใหม่ได้นะไอ้หนู” ชายหน้าโฉดย่างสามสุมเข้าหา

 

“กรุณาถอยออกไปด้วยครับ” เฟอร์ริกบอกเสียงเรียบ เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายโดยไม่หลบสายตา สองขายืนอย่างมั่นคง สองมือยังคงทิ้งนิ่งอยู่ข้างตัว ไม่ได้ยกขึ้นมาหมายจะป้องกันแต่อย่างใด

 

“เฮ้ย!” เสียงเรียกดังจากด้านหลัง ชายหน้าโฉดหันไปมองตามเสียง แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเรียวขางามที่ตวัดขึ้นมากระแทกเต็มๆ หน้า

 

เฟอร์ริกมองคนที่มาใหม่ เรียวขางามนั่นตามไปกระทืบซ้ำตรงกลางหลังคู่กรณีที่ล้มลงไปแล้ว เรียกเสียงโอดครวญจากคนโดนและเสียงซี๊ดซ๊าดอย่างหวาดเสียวของคนมุง

 

“เจ้าพวกหน้าใหม่นี่มันจริงๆ เลย” หญิงสาวคลี่ยิ้ม เรียวปากสีแดงสดของเธอดูน่ากลัวพอดูสำหรับซิลเวียร์ เธอหันมากล่าวกับเฟอร์ริกเสียงหวาน “ขอโทษด้วยนะจ๊ะ เฟอร์ริก ช่วงนี้มานี้เจ้าพวกค้าทาสชักจะเหิมเกริมกันใหญ่ ปรามกันไม่หวาดไม่ไหว เป็นแค่พวกชั้นต่ำแท้ๆ”

 

“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ คุณมิลเลี่ยน”

 

“แหม~ คุณเคิณอะไรกัน คนกันเองแท้ๆ” เธอสะบัดผม กรีดนิ้ววางบนไหล่ของเฟอร์ริกอย่างยั่วยวน ขยับกายแนบชิด “เรียกพี่สาวสิจ๊ะ”

 

คนมุงขนลุกชัน ทุกคนต่างรู้ดีว่าถึงมิลเลี่ยนจะดูสาวดูสวยขนาดไหน แต่แท้จริงแล้วเธอก็คือนางมารป้าแก่อายุสี่สิบที่หน้าอ่อนกว่าวัยมากๆ

 

ในตลาดมืดนี้มิลเลี่ยนนับว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง เธอมักจะแต่งหน้าจัด ทาปากด้วยสีแดงสด แถมเล็บมืดยังได้รับการตัดแต่งจนคมเฉียบและทาด้วยสีดำ เธอมักจะแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแบบโจรสลัด กางเกงยีนส์ขาสั้น และรองเท้าส้นแหลม

 

มิลเลี่ยนคือชื่อฉายา จนบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงของเธอคือใคร มีข่าวลือแว่วมาว่าความจริงแล้วเธอเป็นท่านหญิงสูงศักดิ์ แต่มันก็ยังคงเป็นเพียงแค่ข่าวลือ

 

เฟอร์ริกยิ้ม ไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ ซิลเวียร์เกาะเฟอร์ริกแน่น แต่ก็ยังแอบเหลือบมองมิลเลี่ยนด้วยความสนใจ หญิงสาวจึงเบนสายตามามองเด็กน้อย

 

“หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักจัง ชื่ออะไรครับ” มิลเลี่ยนปราดเข้าไปจับแก้มเด็กชายอย่างรวดเร็ว มือของเธอแตะแก้มนุ่มโดยที่เฟอร์ริกไม่ทันจะห้าม แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสโดนผิวของซิลเวียร์ เธอก็ดึงมือออกจากแก้มของหนุ่มน้อยทันที

 

“ตัวร้อนจริงๆ เป็นเด็กธาตุไฟหรือจ๊ะ” มิลเลี่ยนจับบ่าซิลเวียร์แทน แต่ก็ยังร้อนอยู่ดี

 

“ผมเกิดตรงกับธาตุดินฮะ” ซิลเวียร์ตอบอย่างว่าง่ายเมื่อเฟอร์ริกกระตุ้นบอกให้เขาตอบ

 

“แล้วบ้านเกิดอยู่ที่ไหนจ๊ะ” มิลเลี่ยนซักถาม

 

“เนรอลฟิรัสฮะ”

 

“เนรอลฟิรัสอากาศหนาว ล้อมด้วยหุบเขา สภาพแวดล้อมก็ไม่มีปัญหานี่นา จะว่าเป็นเด็กธาตุแปรผันก็ไม่ใช่”

 

เด็กธาตุแปรผันส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เกิดมาแล้วธาตุไม่ตรง คือในแต่ละช่วงของปีจะแบ่งช่วงเวลาออกเป็นสี่ช่วง ในฤดูร้อนจะเป็นธาตุไฟ ฤดูหนาวธาตุน้ำ ฤดูใบไม้ผลิธาตุดินและฤดูใบไม้ร่วงธาตุลม และยังมีธาตุพิเศษอีกสองธาตุคือ วันที่เกิดสุริยุปราคาจะนับเป็นธาตุแสง ส่วนวันที่เกิดจันทรุปราคาจะเป็นธาตุมืด

 

เด็กธาตุแปรผันนั้นจะเกิดจากการที่ธาตุของเด็กไม่ตรงกับช่วงฤดูเกิดหรือไม่ก็มาจากที่ที่อยู่อาศัยมีธาตุตรงกันข้ามกับธาตุของเด็กเยอะเกินไป  คือในแต่ละสถานที่จะมีธาตุประจำพื้นที่นั้นๆ อยู่ ชาวบ้านในแต่ละถิ่นจะรู้กันดีว่าฤดูไหนหมู่บ้านของตนไม่ควรจะมีเด็ก เพราะเด็กธาตุแปรผันอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ได้รับการเสริมธาตุจากฤดูกาลและถิ่นที่อยู่มากเกินไป

 

ในสมัยก่อนนั้นเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดธาตุแปรผันนั้นเป็นสัญญาณว่าเทพเจ้ากำลังพิโรธ รวมถึงเด็กที่เกิดธาตุมืดจะถือว่าเป็นตัวกาลกินี ต้องฆ่าทิ้งให้หมด แต่ในปัจจุบันความเชื่อทั้งหลายนี้ถูกลบล้างไปหมดแล้วด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์เกี่ยวกับเวทมนตร์

 

ดูเหมือนว่าซิลเวียร์จะไม่เข้าข่ายไหนเลย

 

“ผมเลยว่าจะมาหาผลึกสะกดธาตุไฟดูน่ะครับ”

 

“มันก็อาจจะได้ผลนะ อาการของหนุ่มน้อยเหมือนพวกธาตุไฟล้นเลย” มิลเลี่ยนพยักหน้า “งั้นไปที่ร้านแม่มดผลึกธาตุละกัน”

 

ร้านแม่มดผลึกธาตุเป็นร้านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในตลาดมืดมาตั้งแต่ยุคแรกๆ หากเป็นคนที่รู้จักลู่ทางในตลาดมืดหน่อยก็จะผูกมิตรกับแม่มดเอาไว้ทั้งนั้น ใครๆ ก็กล่าวว่าอยู่ที่นี่จะเป็นศัตรูกับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่แม่มดแห่งผลึกธาตุ

 

เฟอร์ริกเคยเจอแม่มดอยู่ครั้งหนึ่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำนัก...

 

“มีร้านอื่นไหมครับ” เฟอร์ริกถามมิลเลี่ยนพลางยิ้มแหยๆ “ผมไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่”

 

“จะบ้าเหรอ พูดถึงผลึกก็ต้องของแม่มดเท่านั้นแหละ พวกร้านแผงลอยเล็กๆ ทั้งหลายนั่นเชื่อถือไม่ค่อยจะได้หรอก อย่างน้อยคุณภาพก็ต้องด้อยกว่ากันเยอะ” มิลเลี่ยนยืนยันหนักแน่นว่าต้องเป็นร้านแม่มดผลึกธาตุเท่านั้น

 

“แต่ผลึกสะกดธาตุไฟไม่ใช่ผลึกที่หายากอะไรนี่ครับ”

 

“อย่าเรื่องมากนักเลยน่า ไปกันเถอะหนุ่มน้อย เดี๋ยวพี่สาวจะพาไปเอง” มิลเลี่ยนบอกปัดรำคาญ เธอก้มไปยิ้มให้หนุ่มน้อย

 

            ซิลเวียร์ส่ายหน้ารัวๆ แล้ววิ่งไปหลบหลังเฟอร์ริก

 

            มิลเลี่ยนมุมปากกระตุกเล็กน้อย หันมาค้อนใส่เฟอร์ริกที่ไร้ความผิดใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มแอบขำอยู่ในใจกับการโดนเหวี่ยงใส่ สำหรับเขามันดูเป็นเรื่องน่าตลกดี

 

            หรือในอีกแง่ก็คือ... เขาเคยชินกับมันจนเห็นมันกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว

 

 
























 

 

 

            ร้านของแม่มดผลึกธาตุนั้นเป็นกระโจมใหญ่ๆ ที่ดูเผินๆ ก็เหมือนร้านกระโจมใหญ่ทั่วไป ป้ายหน้าร้านทำจากเศษไม้เก่าๆ แต่ถ้าหากเข้าไปข้างใน ไม่ว่าใครก็ตองสายตาพร่าเลือน แสงวิบวับของผลึกธาตุต่างๆ ต้องแสงไฟสะท้อนมาจากทั่วทุกทิศในกระโจม

 

            ในมุมๆ หนึ่งของร้าน มีโต๊ะไม้เก่าๆ ที่คลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสด กรงนกขนาดใหญ่แขวนอยู่บนไม้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ นกกาสีดำสนิทหลับตายืนนิ่งอยู่ในกรง

 

            หญิงชราผู้ถูกขนาดนามว่าแม่มดผลึกธาตุอยู่ในชุดคลุมประหนึ่งแม่มดตามตำนาน เธอนั่งนิ่งราวกับหุ่น นอกกระโจมนั้นมีแต่เสียงจอกแจกจอแจ น่าแปลกที่ว่าหญิงชรากลับทำให้บรรยากาศในกระโจมนิ่งสงบได้

 

            แม่มดลืมตาขึ้นเมื่อประตูกระโจมถูกแหวกออก มิลเลี่ยนเดินเข้ามาข้างในพร้อมกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่เคยเห็นหน้า แม่มดรู้สึกได้ว่าผลึกชิ้นใดชิ้นหนึ่งในกระโจมของนางกำลังตอบรับอยู่

 

            “สวัสดีตอนบ่ายจ้า แม่มด ดูสิว่าฉันพาใครมาด้วย”

 

            แม่มดมองไปที่เด็กชายอย่างแปลกใจ มิลเลี่ยนเห็นสายตาของแม่มดก็งุนงง ปฏิกิริยาตอบรับไม่น่าจะใช่แบบนี้นี่นา เธอถึงขนาดพาเฟอร์ริกมาที่นี่ได้เชียวนะ! มิลเลี่ยนหันไปมองด้านหลังตน ทว่าก็พบเพียงความว่างเปล่า...

 

            “เฟอร์ริก!” มิลเลี่ยนปราดไปดูที่หน้าร้าน เฟอร์ริกกำลังยืนปะปนอยู่กับฝูงชนห่างออกไปประมาณห้าหลัง แน่นอนว่าเขาไม่อาจรอดพ้นสายตาของมิลเลี่ยนไปได้

 

            สุดท้ายแล้วเฟอร์ริกก็ต้องเดินตามเข้าไปในร้านแม่มดผลึกธาตุอย่างจำยอม

 

            “เฟอร์ริก!” แม่มดอุทาน เธอผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนเก้าอี้ล้มไปข้างหลัง เธอเบิกตากว้าง เคลื่อนตัวเข้าไปหาเฟอร์ริกรวดเร็วราวภูติผี ชายหนุ่มถึงกับผงะเผลอก้าวถอยหลัง

 

            มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นยึดแขนเฟอร์ริกไว้แน่น อีกข้างหนึ่งวางแปะบนหน้าอกพลางลูบไปมาเหมือนกำลังลวนลาม

 

คนถูกลวนลามหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

 

ถ้าเป็นสาวๆ สวยๆ ก็ว่าไปอย่าง

 

            “เป็นเสียงที่น่าหลงใหลเหลือเกิน” เธอแนบหูฟัง ดูเผินๆ เหมือนหญิงชรากำลังซบอยู่บนอกเขา

 

            นี่คือสาเหตุที่เฟอร์ริกไม่อยากมาที่นี่

 

            ผู้ชายทุกคน หากรู้ว่าต้องมาเจอหญิงแก่ลวนลาม ไม่ว่าใครก็ไม่อยากมา เฟอร์ริกก็เช่นกัน เดิมทีเขาคิดว่าจะมาหาผลึกสะกดธาตุดีๆ จากร้านถูกๆ สักร้าน ไม่ได้นึกฝันว่าจะโดนลากมาที่ร้านแม่มดนี่อีก

 

            แต่เพราะมิลเลี่ยนเป็นผู้มีพระคุณของเขา เขาจึงไม่อยากขัดใจเธอ

 

            ชื่อเสียงเลื่องลือเกี่ยวกับแม่มดผลึกธาตุในตลาดมืดคือการที่เธอสามารถได้ยินเสียงของผลึกได้ ให้เจาะจงหน่อยก็คือเธอสัมผัสได้ถึงแก่นพลังเวทที่อยู่ในร่างกายคน(ซึ่งถือว่าเป็นผลึกชนิดหนึ่ง) เธอจะรู้ได้ทันทีว่าใครมีสภาพเป็นอย่างไรจากแก่นพลังเวทของคนๆ นั้น ธาตุล้น ธาตุหาย เป็นแค่คนธรรมดา หรือเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ เธอรู้ได้ทั้งหมดจากการสัมผัสถึงมัน

 

            ความประทับใจที่เฟอร์ริกมีต่อแม่มดคือการถูกประมาณว่าเป็นร่างผีดิบที่ถูกผู้ใช้เวทศาสตร์มืดปลุกขึ้นมา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ความมั่นใจของเฟอร์ริกหดหายลงไปครึ่งหนึ่ง

 

            ถึงผมจะไม่มีแก่นพลังเวทแล้ว... แต่ผมก็ยังเป็นมนุษย์นะ

 

            เฟอร์ริกฟุ้งซ่านอยู่ครึ่งค่อนวันจนไวเวิร์นอดรนทนไม่ไหว เขาแอบบ่นกับลูจนมันไปเข้าหูซิลไคลด์(อย่างจงใจ) เวลาอีกครึ่งค่อนวันที่เหลือของเฟอร์ริกจึงเป็นนั่งฟังซิลไคลด์บ่นก่นด่าใส่

 

            หลังจากนั้นพอจบเรื่องแล้ว ไวเวิร์นก็โดนแก้แค้นคืน... ส่วนวิธีการนั้นปล่อยให้เป็นความลับต่อไปจะดีกว่า

 

            ส่วนทางด้านแม่มด หลังจากที่เข้าใจแล้วว่าเฟอร์ริกไม่ใช่ผีดิบแต่อย่างใด เธอก็เริ่มสนใจผลึก ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนการทำงานของแก่นพลังเวทในร่างกายของเฟอร์ริก ถึงจะไม่ได้ชดเชยเรื่องพลังเวทด้วย แต่มันก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม การทำงานของผลึกชิ้นนั้นราวกับกำลังเตรียมการรองรับอะไรบางอย่างอยู่

 

            แม่มดมีพรรคพวกในตลาดมืดมาก เธอถึงขนาดทำการอุกอาจให้พรรคพวกจับตัวเฟอร์ริกมา หมายจะชำแหละดูผลึก ชิ้นนั้น เดือดร้อนถึงซิลไคลด์ต้องออกโรงมาช่วยเหลือ ภูติประหลาดประกาศก้องว่า จะไม่ยอมให้ใครล่วงรู้ถึงเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเป็นอันขาด

 

            ดังนั้นแม่มดจึงไม่ได้สมหวัง ร่างของเฟอร์ริกถูกชิงกลับไปก่อนที่เธอจะเห็นมัน

 

          นั่นคือการตายครั้งแรกของเฟอร์ริก

 

            ตอนที่เขาฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง เฟอร์ริกพบว่าร่างกายของเขากลับไปเป็นเด็กอายุสิบสาม และต้องใช้เวลาถึงปีกว่าเพื่อที่จะกลับมาในร่างอายุสิบแปดเท่าเดิม ซิลไคลด์ตอบแบบปัดรำคาญว่ามันคือกลไกของเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต คนที่ดูปรีดิ์เปรมที่สุดคงไม่พ้นไวเวิร์นที่นั่งวิเคราะห์กลไกนี้อย่างใกล้ชิด

 

            ทว่าหลังจากที่เฟอร์ริกกลับสู่สภาพเดิมแล้ว แทนที่เรื่องทุกอย่างจะจบ เขากลับโดนตามล่า ดูเหมือนข่าวที่ว่าเขายังไม่ตายจะแว่วไปถึงหูแม่มดเข้า และเธอคิดว่าเธอกำลังถูกหยามหน้าที่ปล่อยให้ร่างทดลองหนีไปได้ เรื่องนี้เป็นที่โจษจันไปทั่วตลาดมืด

 

            ถึงแม้ว่าเฟอร์ริกจะคิดว่าการโดนตามล่าไม่ได้ลำบากอะไรอีกต่อไปเหมือนดังเช่นสมัยก่อน แต่มันก็ขุดความทรงจำที่ไม่ดีของเขาขึ้นมา แถมยังน่ารำคาญที่จะต้องโดนตามติดอีกต่างหาก เฟอร์ริกจึงติดต่อไปหาญาติผู้พี่อย่างจัสตินที่พักหลังค่อนข้างมีชื่อเสียงอยู่ในพวกชนชั้นสูงให้ช่วยหาเส้นสายจัดการเรื่องนี้ให้

 

            ซึ่งคนที่ออกมาช่วยไกล่เกลี่ยและยุติเรื่องราวทั้งหมดก็คือมิลเลี่ยนนั่นเอง

 

            “หยุดสักทีเถอะน่า แม่มด” มิลเลี่ยนขัดจังหวะ ดึงแม่มดให้ออกห่าง “ทีนี้ก็ช่วยหาผลึกที่เข้ากับเด็กคนนี้ให้ที”

 

            “ไม่มี” แม่มดตอบทันควัน ผละออกมาพิจารณาซิลเวียร์แทน “ลองผลึกสะกดธาตุไฟดูก็ได้ แต่ข้าคิดว่าไม่น่าจะได้ผล”

 

            “ปรับธาตุไม่ได้ไม่เป็นไร เอาแค่ให้เด็กใช้ชีวิตตามปกติได้เป็นใช้ได้” หญิงสาวว่าพลางเหล่ไปทางเฟอร์ริก “ใช่ไหม?”

 

            “ครับ” เฟอร์ริกพยักหน้าตอบ

 

            “ลองดูแล้วกัน ตามมาทางนี้สิ หนุ่มน้อย” แม่มดพามิลเลี่ยนและซิลเวียร์เดินไปทางมุมหนึ่งที่มีผลึกสีขาวขุ่นวางอยู่เรียงราย แม่มดคัดผลึกออกมาหลายชิ้นและส่งให้ซิลเวียร์ลองถือไว้

 

เฟอร์ริกลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามองซิลเวียร์ที่ดูตื่นเต้นมากๆ อย่างเอ็นดู และแม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่เฟอร์ริกก็รู้สึกสมเพชใจ สมเพชที่รุ่นพี่ที่ตนเคยเคารพ... รัก... และนับถือได้เปลี่ยนไป

 

รุ่นพี่แคนดิสที่เขาเคยรู้จักไม่มีอีกต่อไปแล้ว...

 

ชายหนุ่มเรียกสติกลับมา เขาเปลี่ยนเรื่องครุ่นคิดด้วยการมองไปรอบๆ ร้าน เขาคิดว่าเขาเห็นผลึกแปลกๆ ที่ไม่น่าจะมีอยู่บ้างประปราย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง

 

ระหว่างที่เดินจากทางเข้าตลาดมืดมาที่แห่งนี้ เขารู้สึกว่ากระแสพลังในร่างดูหมุนเวียนแปลกๆ เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเพราะความตื่นกลัวจากความทรงจำในอดีต แต่เวลานี้เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่

 

ผลึกสีนิลส่งประกายแวววาวปะปนอยู่กับผลึกอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หากเป็นคนอื่นๆ คงจะไม่มีใครแยกออก แต่เฟอร์ริกมองเพียงปราดเดียวก็รู้ เขาจำมันได้ดีทีเดียว

 

มันคือผลึกของซิลไคลด์

 

เฟอร์ริกหยิบมันขึ้นมา ผลึกชิ้นนี้มีขนาดใหญ่กว่าผลึกที่เคยอยู่ในร่างของเขา ถ้าหากตอนนี้มันยังอยู่เฟอร์ริกคงทรมานแทบตาย ไม่ต้องนึกเลยว่าเขาจะมีสภาพเป็นอย่างไร

 

“อย่าแตะต้องมัน!!แม่มดตวาดลั่น เสียงของเธอตื่นตระหนกอย่างไม่น่าเชื่อ เฟอร์ริกหันไปมองอีกฝ่าย เขายิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจ

 

“เท่าไหร่”

 

“ไม่ขาย วางมันลงซะ” แม่มดมีท่าทีโกรธจัดและดูราวหวาดกลัวอะไรบางอย่าง “ของนั่นมีคนฝากเอาไว้ อย่าแตะต้องมัน”

 

“ผมถามว่าเท่าไหร่” นัยน์ตาสีน้ำเงินนิ่งสนิท... และเย็นชาจนน่ากลัว

 

พลันผลึกสีดำก็ค่อยๆ กลายเป็นละอองดั่งหมอก หมอกนั้นลอยวนเวียนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเฟอร์ริก ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปในดวงตาของเขา

 

สายตาอีกสามคู่มองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงค้าง

 

ดวงตาข้างซ้ายของชายหนุ่มกลายเป็นสีดำ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ยะโฮ่~~ สุขสันต์วันสงกรานต์จ้าาาา สงกรานต์ปีนี้ขอให้สาดน้ำกันให้มันส์หยด ส่วนใครที่ไม่ได้ออกไปเล่นน้ำก็ขอให้อยู่บ้านอย่างสงบสุข =w=

ในที่สุดตอนนี้ก็เขียนจบจนได้ ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างเขียนง่าย หรือว่าเป็นเพราะตั้งใจปั่นจริงๆ หรือเปล่า (หัวเราะ)

ตอนที่แปดนี้ตั้งใจว่าจะให้เป็นเรื่องของซิลเวียร์โดยเฉพาะ ในฉบับก่อนซิลเวียร์โผล่มาแบบค่อนข้างไร้ที่มาที่ไป พอมารีไรท์ใหม่เลยใส่มันตั้งแต่ความเป็นมาเป็นไปเลยทีเดียว ว่าจะให้ซิลเวียร์เป็นเด็กที่น่ารักน่าหยิก แต่ถ้าเป็นแค่เด็กน่ารักธรรมดาๆ มันจะต่อเรื่องไปอีท่าไหนล่ะนี่ = = ก็เลยต้องหาเรื่องให้ซิลเวียร์กับเฟอร์ริกมาเกี่ยวพันกันนิดหน่อย ทีนี้เรื่องมันเลยยาว สังเกตว่ามีตัวละครโผล่มาเยอะแยะเชียว ปัญหาถัดมาคือจะทำให้ซิลเวียร์กลับมาเป็นหนูน้อยที่เอะอะก็เฟอร์เร่ๆ ได้อย่างไร(555)

ตัวละครตัวหนึ่งที่ทุกคนน่าจะมองข้ามไปเลยแน่ๆ ก็คือแคนดิส ตัวละครตัวนี้เป็นตัวที่เดิมทีจะให้มีความสัมพันธ์กับเฟอร์ริก เผื่อนิยายเราจะมีรสอื่นเพิ่มขึ้นมาบ้าง = = แต่ดูท่าทางจะไม่ไหว อยากจะพร่ำเพ้อพรรณาถึงความรู้สึกของเฟอร์ริกในส่วนนี้ให้สมกับอายุ 26 สักหน่อย แต่เรื่องมันจะออกทะเลไปเสียก่อน เลยต้องหยุดเอาไว้แค่นี้ ถ้ามีโอกาสอยากจะลองวัดฝีมือในเนื้อหาส่วนนี้สักหน่อย เพราะตั้งแต่เขียนนิยายมาไม่เคยเขียนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เลยสักนิด พอคิดจะเริ่มเขียนจริงๆ ก็รู้สึกว่ามันลึกซึ้งมาก เป็นอะไรที่เรายังเข้าไปไม่ถึง

อีกอย่างคือตอนนี้กำลังจะพยายามเร่งให้เนื้อหาเดินไปให้เร็วที่สุด เพราะถ้ายืดเยื้อไปกว่านี้มันจะไม่จบเอา ปิดเทอมนี้เลยว่าจะพยายามเขียนให้ได้เยอะที่สุด เพราะหลังจากหมดปิดเทอมใหญ่นี้จะทุ่มเทให้กับการเรียนติวสอบแบบเต็มๆ แล้ว 

ตอนหลังๆจากนี้ถ้าไม่เผลอยืดเรื่องก็จะค่อนข้างรวบรัดตัดตอน แต่จะพยายามเก็บรายละเอียดให้ดีที่สุดข้าน้อยจะพยายามไม่หายหัวไปไหน จะตามทวงตามจิกก็ตามกันได้ 
  ขออย่างเดียวคืออย่าเพิ่งทิ้งกันซะก่อนนะจ๊ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

656 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 กันยายน 2555 / 09:30
    ตื่นเต้นอ่ะ เล่นเอาซะเนื้อกายสั่นซะท้านเลยอ่ะ =0='
    #634
    0
  2. #627 Miss GT (@GuaiTeaw) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 13:52
    กรี้ดดดดดด
    สุขสันต์วันสงกรานต์ขอให้สาน้ำชื่นจายยยยยยยยยค่ะ!

    อัพมานิดหน่อย...แต่อดทนรอค่ะ T[]T


    เฟอร์เคยตายแล้วเร้ออออ =[]=!!



    #627
    0
  3. #626 koly (@-emptines-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 14:11
     ค้างมากมายอีกแล้ว TT TT รอมาต่่ออยู่นะคะ

    สู้ๆ ชอบเรื่องนี้มากมาย
    #626
    0
  4. #625 ~^Bosachi[OD]^~ (@ahkfar) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 13:06
    โว้ววววววค้าง
    #625
    0
  5. #624 ^ice^ (@ice13091) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2555 / 11:50
    =A=...
    ไม่แปลกใจแล้วที่เฟอร์ริกไม่อยากเจอแม่มด
    สยองขนาดนี้อ่ะนะ

    สงสารซิลเวียร์จังT^T
    #624
    0
  6. #623 koly (@-emptines-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 เมษายน 2555 / 02:17
    สนุกมากกกกกกกกกก

    รออ่านต่ออยู่นะคะ สู้ๆ 
    #623
    0
  7. #622 Miss GT (@GuaiTeaw) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 เมษายน 2555 / 20:51
    ซะ..ซิลเวียร์โมเอ้
    น่ารัก....*-*



    ขอบคุณที่มาอัพ สู้ๆนะคะ ><
    #622
    0
  8. #621 olukiao (@olukiao) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 เมษายน 2555 / 18:10
    เป็นกำลังใจให้นะคะสู้ๆ
    อยากรู้ว่าตอนเจอแม่มดเฟอร์ริกจะโดนอะไร=*=

    #621
    0
  9. #620 PRanG Thai Circle (@mapringgang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มีนาคม 2555 / 21:39
    แม่มดคนนั้นไปทำอะไรให้เฟอร์ริกกลัวกันนะ
    #620
    0
  10. #619 ningnong321 (@ningnong321) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มีนาคม 2555 / 22:47
    อัพไวๆนะคะ
    #619
    0
  11. #618 ^ice^ (@ice13091) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 18:27
    เฟอร์น่าร๊ากกกกกกกกกกก
    ซิลเวียร์น่าสงสารจังT^T...
    ว่าแต่ จะพาเด็กไปตลาดมืดเรอะ!!!
    #618
    0
  12. #617 Miss GT (@GuaiTeaw) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 17:54
    เฟอร์ริก...กับนิสัยดีเกินจน..จน...อยากลากมาไว้ที่บ้านนน TT
    ซิลเวียร์...น่าสงสารแฮะ
    #617
    0
  13. #616 ^ice^ (@ice13091) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:42
    สู้ๆค่ะ
    เดี๋ยวตอนจะแอดฯรับรองมันส์กว่านี้แน่ๆ....
    แล้วก็สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ~
    #616
    0
  14. #615 phim (@phipha) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:20
    เป็นกำลังใจให้ ขอให้ผ่านทุกๆอย่างไปได้ด้วยดี

     
    #615
    0