God Presentiment Online ภาค สงครามเทียมเทพ

ตอนที่ 84 : บทที่ 19 สายลมแห่งการผันแปร : ชายผู้ขายตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 721
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 เม.ย. 57

บทที่ 19 สายลมแห่งการผันแปร
ช่วงที่สี่ ชายผู้ขายตัวเอง

หายนะ..

ภาพที่เขาเห็นอยู่ในตอนนี้เรียกได้ว่าหายนะโดยสมบูรณ์แบบ กระท่อมของมุกอันดายังคงอยู่ดีมีสุขไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ทว่าสภาพรอบด้านของมันนั้นมีแต่หลุมบ่อรอยไหม้และเละเทะจนหาเค้าเดิมของมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และที่หนักไปกว่านั้นคือสภาพของอามอนที่ถูกรุมยำตีนอยู่โดยที่ตอบโต้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ริวหรี่ตาลงมองกระต่ายสีขาวตัวเล็กๆเหมือนปุยนุ่นที่กำลังกัดแทะร่างกายของอามอนอย่างมูมมามจนขนขาวๆของพวกมันกลายเป็นสีแดงฉาน จอมพลอเวจีทำได้เพียงปัดป้องการโจมตีจากไนท์สโนว์ดรอปโดยไม่มีโอกาสได้สะบัดกระต่ายพวกนั้นออกไปเลยแม้แต่น้อย

และนั่นคือความคิดที่ผิดมหันต์เมื่อกระต่ายมหาประลัยทั้งหลายที่เกาะอยู่ตามตัวกัดกินพลังชีวิตของอามอนไปได้มากถึงจุดหนึ่งมันก็ค่อยๆขยายตัวกลายเป็นกระต่ายสีแดงที่ระเบิดออกสร้างความเสียหายถึงหลักหมื่น แม้จะน้อยในสายตาของจอมปิศาจทว่าจำนวนของมันนั้นมีไม่ต่ำกว่าสิบ

การลงมือพวกนี้เป็นการลงมือของตาอย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าเขากลับเห็นตัวเพียงแค่ไนท์สโนว์ดรอปและซากุระยาชิกิเท่านั้น มิหนำซ้ำตัวนางฟ้าวิปลาสเองก็ไม่ได้ลงมือโจมตีแต่อย่างใด แต่แล้วเมื่อเขาสังเกตที่ดาบในมือของแวมไพร์สาวดีๆแล้วล่ะก็ แสงสีม่วงเรืองรองที่ดาบทั้งเล่มนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้จากเอกสิทธิ์โลกันตร์ที่รันสั่งห้ามใช้

แม้เขาจะไม่เห็นบาดแผลบนร่างกายของทิวลิป เขาก็ไม่ได้สงสัยเท้าความอะไรสืบเนื่องต่อไปเนื่องจากการกลับมาครั้งนี้เสียเที่ยว กระต่ายสาวที่ผุดออกมาจากอากาศด้านหลังของอามอนเงื้อกรรไกรตัดขั้วขึ้นสูงและจ้วงเข้าไปกลางหลัง ตัดขั้วหัวใจอย่างรวดเร็ว

“จบละ.. ง่ายไปนะ”ริวว่าหน่ายๆกับฝีมือของอามอนที่กระจอกเกินจนไม่สามารถเป็นคู่มือให้กับตาได้ แต่แล้วเขากลับต้องคิดในทางกลับกัน ตาต่างหากที่แข็งแกร่งเกินไป เขาสัมผัสไม่ได้ถึงอาณาเขตบอส แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้บูสเตอร์จากทวีปเกียร์แต่อย่างใด

นั่นต่างหากที่ทำให้เขาเครียด

ระดับ 80 ที่ได้มาจากการโกงด้วยไอเท็มทวีปเกียร์ไม่สมควรจะทำให้เก่งกาจได้ขนาดนี้ ความสามารถของเด็กสาวคนนี้มีมากถึงขนาดไหนเขาเองก็ไม่ทราบ ถ้าจะพูดให้ถูก ตาเหมือนมือสังหารที่คอยหาจังหวะจบการต่อสู้โดยมีอัศวินแวมไพร์ผู้เก่งกาจคอยถ่วงเวลาให้

“ก็สมควรล่ะนะ เอาชนะโอเซ่ได้ก็ต้องเอาอามอนอยู่..”

“ริว อามอนยังไม่ตายหรอกนะ”คนทรงหนุ่มหันไปมองดวงใจข้างกายเล็กน้อยแล้วจึงหันกลับไปยังการต่อสู้ อามอนยังไม่ล้มลงไปแม้จะมีโลหิตทะลักออกจากปาก แต่กลับกัน เปลวไฟสีแดงสดพลันลุกโชนขึ้นภายในตาของมันราวกับว่ามันกำลังจะใช้ทักษะบางอย่าง

ราชาจิ้งจอกไม่รอช้า คว้าเอาธนูที่พาดหลังขึ้นมาน้าวสาย

ธนูไม่ใช่อาวุธหลักของเขา แต่ทว่าตะเกียงจ้าวพายุในตอนนี้ที่มีร่างกายของเลรายเป็นผนึกดันกลับกลายเป็นธนูเสียได้ ด้วยชื่อใหม่อย่าง คันศรทะลวงจันทร์ ..ชื่อของมันยามที่เขาเอ่ยออกมาครั้งแรกทำให้สึคุโยมิสะดุ้งน้อยๆพร้อมด้วยสีหน้าที่แดงจัด เขาไม่เพียงไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยังโยนมันเข้าไปในหน้าต่างสัมภาระโดยไม่สนใจมันอีกจนถึงตอนนี้

หลังจากตรวจดูคุณสมบัติที่เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วเขาจึงถอนหายใจออกมา จริงอยู่ว่าเขายังสามารถใช้เพลิงมาร เพลิงเทวะและเพลิงอมตะได้อยู่ ทว่าความรุนแรงของมันจะลดลงไปมากโขเพราะความรุนแรงของการโจมตีเวทมนตร์ไม่ได้ถูกเพิ่มขึ้นเหมือนแต่ก่อนแล้ว

จิ้งจอกหนุ่มรวบรวมพลังเวทมนตร์ในร่างกายไปที่ปลายนิ้วที่รั้งสายธนู ลูกศรสรขาวสว่างพลันปรากฏขึ้นมาพร้อมทั้งขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆและเปลี่ยนเป็นสีทองช้าๆด้วยเพลิงอมตะที่ประจุเข้าไป ทว่าเท่านั้นเหมือนจะยังไม่พอใจต่อบาร์บาทอสที่อยู่ข้างๆเขาเท่าไหร่นัก เพลิงสีม่วงของบาร์บาทอสจึงเริ่มที่จะห่อหุ้มที่หัวลูกศรโดยไม่ถามความเห็นจากคนที่ง้างรออยู่เลยแม้แต่น้อย

ริวได้แต่อมยิ้มและหรี่ตาลง ปล่อยให้ศรเวทหลุดออกจากการควบคุม

เปรี้ยง!!

“เฮ้ดช็อท ชั้นจะดีใจกว่านี้ถ้ามันเป็นไรเฟิลแบบที่เลรายถือแทนที่จะเป็นธนูนี่”ใหม่กว่าย่อมดีกว่า ริวลดคันธนูในมือลงขณะรับฟังการรายงานถึงค่าประสบการณ์ที่ได้จากการสังหารอามอนและเบ้หน้ากับจิตสังหารของตาที่ส่งมาทางเขาอย่างรุนแรง

“คุณกระต่ายไม่ชอบใจที่แย่งเหยื่อนะ”

“กระต่ายที่ไหนเขาล่าปิศาจกันหือ?”จิ้งจอกหนุ่มถอนหายใจกับคำพูดหยอกล้อของบาร์บาทอส ริวดีดนิ้วเรียกจิ้งจอกกระบอกออกมาและสั่งให้มันไปเก็บของที่กองอยู่ท่ามกลางเปลวไฟสีทองแทนที่คนอื่นๆที่เข้าไปเก็บไม่ได้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้หันไปคุยกับบาร์บาทอสต่อการติดต่อจากคนที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเบื้องหน้าของเขา

“รุ้ง?”นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงพลัน

//ฮัลโหลๆ ริว? สบายดีไหมเอ่ย?//

“สบายดีกับผีสิ ตายไปตั้งหลายรอบ ให้ตายเถอะ นี่พวกเธอรวมหัวกันทำอะไรอีกล่ะถึงได้มีพวกมันมาเยอะถึงขนาดนี้น่ะ รู้เห็นเรื่องที่วนาพงไพรได้รับความช่วยเหลือจากต่างทวีปรึเปล่า?”ปลายสายที่ไม่ยอมให้เห็นหน้าหัวเราะแห้งๆกลับมาเป็นคำตอบ เธอรู้เรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ริวถอนหายใจแล้วจึงว่าต่อ

“ต่อให้เธอรู้เรื่องพวกนี้แต่ชั้นมั่นใจว่าเธอไม่รู้เรื่องโซโลมอนแน่นอน ใช่ไหม?”

//โซโลมอน? ราชาโซโลมอนน่ะเหรอ? ตัวอันตรายอย่างนั้น..//

“ใช่ แค่ลูกน้องยังอันตรายมาก ถ้าหากคู่มือไม่ใช่พวกชั้นแต่เป็นผู้เล่นทั่วไปล่ะก็ พรุ่งนี้เช้าแอดมินฯทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตแน่ ดูแลลูกน้องเธอให้ดีด้วย โดยเฉพาะราห์เวีย ต่อให้มันคืนชีพได้เรื่อยๆแต่กับศัตรูแบบนี้ มันเอาชนะไม่ได้แน่.. อย่าให้มันเอาอาวุธไปทิ้งเปล่าดีกว่า”

//อ่า.. อื้ม! ริว.. ถามไรหน่อยได้ไหม?//

“เรื่อง..?”ชายหนุ่มกอดอกรอเสียงหวานจากปลายสายอย่างใจเย็น

//เรื่องพี่รัดเกล้าน่ะ//

เมื่อชื่อของรัดเกล้าอนาวิลผู้เป็นญาติของมัทนะพาธาหลุดออกมาจากปากของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วงุนงง ร้อยวันพันปีไม่เคยถามถึง แล้วทำไมอยู่ๆถึงได้เอ่ยชื่อของนักประดิษฐ์กวนประสาทคนนั้นขึ้นมาเอาง่ายๆแบบนี้?

“รัดเกล้ามันทำไมล่ะ? ถามถึงสวัสดิภาพ? เป็นญาติกันแต่งงานกันไม่ได้หรอกน้า..”

//ตาบ้า! หัดอยู่กับความจริงบ้างซี่! ฉันแค่จะถามว่าพี่รัดเกล้าเป็นยังไงบ้าง พวกอารมณ์ความรู้สึกอะไรอย่างนี้น่ะ พี่เขาดูซึมๆหรือเครียดๆบ้างไหมช่วงนี้?// ริวพยักหน้าหงึกกับคำพูดของอีกฝ่าย แม้ส่วนที่บอกให้อยู่กับความจริงบ้างนั่นจะทำให้เขาเผลอมองไปยังหญิงสาวข้างกายแต่เขาก็ไม่เก็บเอามาใส่ใจ

“ก็อยู่ดีมีสุข ขยันสรรหาของแปลกๆมาใช้เสมอ”

//งั้นเหรอ? อ่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะนะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ แค่นี้ก่อนนะ..//

“เดี๋ยวๆ รุ้ง..เดี๋ยวก่อน”

//หื้ม? จะถามถึงความลับทางธุรกิจนี่บอกไม่ได้หรอกนะตาบื้อ มีอะไรอีกล่ะ?//

คราวนี้ริวกลับแทบจะตบปากตัวเองที่รั้งอีกฝ่ายเอาไว้ไม่เข้าท่า แม้เขาจะสงสัยเรื่องของรัดเกล้าอยู่บ้างแต่หากมันเป็นเรื่องของครอบครัวเขาเองก็ไม่อาจจะยุ่งเกี่ยวได้ในเมื่อเป็นคนนอก แต่เรื่องนั้นพักเอาไว้ก่อน.. ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกว่าเริงรุ้งรู้สึกอย่างไรกับเขา การคงอยู่ของบาร์บาทอสทำให้เขาอยากจะร้องบอกและกล่าวขอโทษอีกฝ่ายมากเข้าไปอีกที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกได้

แต่ความกล้าที่เคยมีตอนทำงาน.. มันหายไปไหนหมด?

“เอ่อ ป..เปล่าๆ ไม่มีอะไรๆ”

//ฮื่อ.. แปลกคน เอาเถอะ ถ้าศัตรูเก่งจริงๆระวังอย่าตายระดับลดลงไปจนสู้ฉันไม่ได้ก็แล้วกัน ระวังนะ ฉันจะบี้นายให้เละในสงคราม กว่าจะถึงวันนั้น.. ดูแลตัวเองด้วยล่ะตาบื้อ// ว่าแล้วก็ตัดฉับ ริวได้แต่จ้องมองหน้าต่างระบบที่บอกถึงการสิ้นสุดของบทสนทนาด้วยสายตาว่างเปล่า

“ให้ตายสิ มาพูดถึงรัดเกล้าแบบนี้ชั้นชักสงสัยแล้วนะเนี่ย.. ว่าแต่วอล์คไปไหนหว่า?”

บาร์บาทอสที่ได้แต่มองดูเขาพูดคุยกับใครอีกคนผ่านหน้าต่างระบบเพียงถอนหายใจออกมาสั้นๆและเบาจนไม่ให้เขาได้ยิน อยู่กับความจริงเสียบ้าง.. ปลายสายเขาว่ามาอย่างนั้น ริวเป็นผู้เล่นหรืออย่างที่เธอเรียกติดปากว่านักเดินทาง เขาไม่ใช่คนของโลกนี้..

สำหรับเขาแล้วเธอคือของปลอม ความฝัน ไม่ใช่ความจริง

เธอรู้ดีกว่าปลายสายที่บอกให้เขาดูแลตัวเองนั้นรู้สึกกับริวเช่นไร เธอรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือความจริงสำหรับเขา ความจริงที่ไม่ใช่ตัวเธอ

นักปราชญ์ผู้หยั่งรู้ปิดปากเงียบกริบและยกมือขึ้นกุมที่อก

มันเจ็บแปลบ

ราวกับว่าความในใจพยายามที่จะพังทลายหัวใจออกมาให้เขาทราบก็ไม่ปาน..

“บาร์บาทอส? จะไปด้วยกันหรือว่าจะพักที่นี่ครับ?”หญิงสาวผิวซีดสะดุ้งเฮือกกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยื่นเข้ามาใกล้พร้อมกับคำพูดคำจาที่เสียงอ่อนเสียงหวานขึ้นมากะทันหัน เรียกรอยยิ้มขึ้นมาได้แบบที่เธอไม่อาจคาดคิด

บาร์บาทอสส่ายศีรษะก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือเขาเอาไว้

“ไปด้วยกัน ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่รู้อนาคตนี่ ใช่ไหม? คุณจิ้งจอก คิกๆ”

 

 

“ให้ดิ้นตายเหอะแม่คุณเอ๊ย..”

นัยน์ตาคมกริบที่แฝงเอาไว้ด้วยความขี้เล่นบัดนี้สูญเสียแสงแห่งความหวังไปเสียแล้ว นักประดิษฐ์หนุ่มเจ้าของชื่อรัดเกล้าอนาวิลหรี่ตามองหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ใจหนึ่งร่ำร้องเหมือนถูกหวยทว่าอีกใจหนึ่งกลับกรีดร้องราวกับพบฝันร้าย

เบื้องหน้าของเขาคือโอเซ่ ปิศาจในอาณัติของโซโลมอนที่มีความสามารถในการควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหกของเป้าหมายได้ดั่งใจนึก แถมยังสามารถดึงเอาความทรงจำของเป้าหมายมาเล่นสนุกและใช้เล่นงานเป้าหมายได้อย่างอิสระ เขาไม่เคยเจอกับปิศาจตนนี้แบบเนื้อๆมาก่อน แต่ข้อมูลจากฟูลคอร์สนั้นได้บอกเขาทุกอย่างเกี่ยวกับมัน

หากเขาปะทะกับผู้หญิงคนนี้ก็มีแต่เสียกับเสีย ด้วยความสามารถในการหลอกลวงและสร้างภาพหลอนทำให้มันสามารถถ่วงเวลาเขาได้จนกระทั่งเวลาของฟูลคอร์สหมดลงและทำให้เขาถูกริมไลท์ยึดร่าง ลอเรนเดอร์ที่มีความรู้มากมายยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมกันนั้นย่อมไม่น่าหวาดหวั่นเท่าความซวยที่โอเซ่จะนำมาสู่เขา

รัดเกล้ากัดฟันครางฮือในลำคอพลางครุ่นคิด

เขาหันไปมองเม็ง เหวินซื่อและฟีเดลม่าครู่หนึ่งก่อนจะห่อไหล่

เหวินซื่อกับฟีเดลม่าน่ะไม่มีปัญหา แต่เม็งต่างหากที่ถ้าหากเธอรู้อะไรเกี่ยวกับเขาจากความสามารถของโอเซ่ไปมากกว่านี้ล่ะก็มันจะแย่เอา และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องที่เม็งจะรู้นั้นมันอาจจะเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง

มันมีหลายเรื่องที่โอเซ่สามารถนำมาเล่นได้..

เขาก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เลือกได้แม่นขนาดนั้น

“ทำไมไม่ตามพวกรันไป?”เขาพูดขึ้นมาโดยไม่ได้หันกลับไปมองยังคู่สนทนา รัดเกล้าไม่เพียงไม่รอฟังคำตอบ เขายังดีดนิ้วเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาตรงหน้าและเลือกสร้างปืนคู่มือที่สามารถต่อกรกับปิศาจตรงหน้าได้โดยไม่ต้องพึ่งความสามารถที่แท้จริงของฟูลคอร์ส

“ถ้าพี่รัดเกล้าจะสู้ล่ะก็ให้เม็งช่วยดีกว่านะจ๊ะ”

ด้วยเสียงของเม็งในตอนนี้มันมีฤทธิ์มากเพียงพอที่จะทำให้เขาคว้าตัวเธอเข้ามากอด ทว่าชายหนุ่มนักประดิษฐ์กลับกลั้นใจสร้างแอสตรัลรีเจคชันออกมาเตรียมพร้อมในสองมือ เขาเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับภาพลวงตาแล้วและมั่นใจเต็มร้อยว่าโอเซ่ได้เริ่มลงมือแล้ว

รัดเกล้าผนึกเหวินซื่อและฟีเดลม่าเข้าสู่ไอเท็มผนึกผู้ติดตามและโยนมันใส่หน้าต่างสัมภาระโดยไม่คิดไตร่ตรองเป็นครั้งที่สอง สู้คนเดียวมันย่อมสะดวกมือสะดวกเท้ามากกว่าต้องคอยปกป้องใคร ทั้งเขา ริว และรัน ต่างก็รู้เรื่องนี้ดีเป็นที่สุด

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจเหวินซื่อและฟีเดลม่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในฝีมือของเม็ง แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้เขาไม่อยากจะต้องคอยระวังว่าพวกพ้องของตนจะมีใครเงื้อดาบแทงข้างหลังเขา

“พี่รัดเกล้า..?”

“เม็ง ศัตรูของเราในตอนนี้คือโอเซ่ ปิศาจของโซโลมอนที่สามารถสร้างภาพลวงตาเพื่อหลอกเป้าหมายได้ ถ้าหากเห็นอะไรก็ตามที่แปลกไปจากที่เป็นอยู่ล่ะก็ อย่าเชื่อตาตัวเอง.. ใช้จิตและลมปราณคอยสัมผัสหาพี่ตลอดเวลา เข้าใจไหม?”เมื่อเห็นว่าท่าทีของพี่ชายผู้เป็นที่รักได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เม็งจึงไม่คิดที่จะขัดคำสั่งเนื่องด้วยความหวาดกลัวและความไม่รู้

เธอไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้..

หรือบางทีเขาอาจจะเห็นเธอสำคัญแล้วก็เป็นได้กระมัง?

เม็งเสตามองรัดเกล้าเล็กน้อยก่อนจะเบือนไปมองยังสาเหตุที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งในชุดรัดรูปเว้าแหว่งเปิดเผยร่างกายเจ้าของนามโอเซ่ เธอน่ะหรือคือปิศาจที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ ทว่าจากที่เธอสัมผัสพลังได้ยังอ่อนแอกว่าลิเวียธานเสียอีก..

เม็งร่นคิ้วก่อนจะสบถด่าตัวเอง

เพราะความประมาทที่มีให้กับลิเวียธาน เราถึงได้แผลที่ลิ้นนี่มานี่ไงเม็งกัดฟันส่ายศีรษะ ยังดีที่รัดเกล้าไม่ได้ทิ้งแผลที่ลิ้นของเธอเอาไว้เปล่าๆให้ดูน่าเกลียด เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างเครื่องประดับที่มีคุณสมบัติพิเศษขึ้นมาและนำมันไปอุดรูที่ลิ้นของเธอ

มันช่วยเตือนใจให้เธอได้ดี แถมคุณสมบัติของมันก็ถือว่าเยี่ยมยอด

มีขีดจำกัดค่าความเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวมันก็ดีกว่าไม่มีไม่ใช่หรือ?

เม็งหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะชะงักกึกเมื่อภาพตรงหน้าที่เธอเห็นนั้นต่างไปจากเดิม เด็กสาวกวาดตามองไปโดยรอบสำรวจสถานที่ใหม่นี้อย่างรวดเร็วและใช้จิตจับสัมผัสของรัดเกล้าอนาวิลอย่างรวดเร็ว เขายังอยู่ใกล้ๆเธอและกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่กับหน้าต่างระบบตรงหน้าที่เธอไม่รู้ว่าคืออะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าของเธอในยามนี้กลับสำคัญกว่า

“เม็ง! เม็ง.. อย่าเป็นอะไรไปนะ เม็ง..!”

เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังส่งผลให้เจ้าของชื่อหันขวับไปด้วยความตื่นตระหนก ภาพที่เธอให้ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่ชายของเธอ.. รัดเกล้าอยู่ตรงนั้น เดินกึ่งวิ่งอยู่ด้านข้างเตียงที่ถูกเข็นมาด้วยนางพยาบาลและนายแพทย์หลายคน สีหน้าวิตกกังวลทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและสงสัยในเวลาเดียวกัน แต่แล้วเมื่อเธอเห็นว่าใครอยู่บนเตียงนั้นความสงสัยก็กระจ่าง..

คนป่วยคือตัวเธอเอง..

เม็งก้มลงมองตัวเองเล็กน้อยแล้วพบว่าเธอในตอนนี้นั้นมีร่างกายที่โปร่งใสมองทะลุได้ ราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ เป็นเพียงผู้ชมของเหตุการณ์นี้เท่านั้น เด็กสาวนิ่วหน้ามองรัดเกล้าในโลกภายนอกที่กำลังร้องเรียกชื่อของเด็กสาวที่นอนนิ่งไม่ได้สติซึ่งกำลังถูกประคองชีวิตเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

ใช้เวลานึกอยู่ไม่นานเธอก็เริ่มที่จะจำได้ เด็กสาวเลื่อนมือขึ้นแตะที่กลางอกของตนเองโดยสัญชาติญาณ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากจุดที่เธอสัมผัสอีกครั้ง ผ่อนคลายความตึงเครียดในอกของเธอให้ลดลงและกระตุ้นให้เธอตามพวกเขาไปในทันที

เตียงที่เข็นเธอมานั้นหายลับเข้าไปในห้องฉุกเฉินเหลือเพียงนายแพทย์คนหนึ่งกับรัดเกล้าเท่านั้น และตอนนั้นเองที่เม็งสังเกตเห็นถึงบางสิ่งที่ผิดปกติระหว่างบทสนทนาของชายหนุ่มทั้งสอง หนึ่งนิ่วหน้าขมวดคิ้วมุ่นพร้อมด้วยนัยน์ตาสีสุกใสไปด้วยน้ำตา ส่วนอีกหนึ่งนั้นกลับดูเรียบนิ่งและไร้อารมณ์ เธอจำหน้าของนายแพทย์คนนี้ได้ดิบดี..

และเธอก็ไม่เคยพลาดในเรื่องแบบนี้..

สากล

“อาการของน้องแกไม่หนักอะไรหรอกนะ อนาวิล แต่..”

“แต่อะไรวะไอ้กล ถ้าอาการของเม็งไม่หนักจริงๆแล้วทำไมน้องฉันถึงไม่หายขาด!?”ชายหนุ่มตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าของคนที่ใกล้สิ้นหวัง ทว่าด้วยฟางเพียงเส้นเดียวที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาท่ามกลางมรสุมชีวิตอันโหดร้ายนี้ทำให้รัดเกล้าต้องร้องถามอย่างลืมตัว

“อาการของน้องแกไม่หนักก็จริงอยู่ แต่มันมีปัญหาตรงที่ร่างกายของน้องแกเข้าไม่ได้กับอวัยวะเทียมที่ทางเรามีเลยแม้แต่ชิ้นเดียว..”คำพูดของสากลไม่เพียงเป็นน้ำเย็นจัดที่สาดใส่รัดเกล้าเท่านั้น มันยังทำให้เธอที่ดูอยู่ห่างๆต้องตัวชาวูบ..

“แกจะบอกว่าน้องฉันต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ..”

“ถูก และปัญหาคือในตอนนี้เราไม่มีผู้บริจาคหัวใจเลยแม้แต่รายเดียว แน่นอนว่าอวัยวะเทียมเข้ากับน้องสาวแกไม่ได้ แต่มันยังพอยืดชีวิตน้องแกได้”สากลขมวดคิ้วและนำมือล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อกาวน์ของตนเอง รอเวลาเพื่อให้อีกฝ่ายได้คิดตริตรองในคำพูดของเขา

“ฉันต้องทำยังไงถึงจะช่วยเม็งได้”

“อนาวิล ข้อเสนอที่ฉันจะเสนอให้แกตอนนี้ฉันให้แกตัดสินใจได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ฉันจะผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเทียมให้น้องสาวแกก่อน แต่อย่างเก่งน้องแกคงรอดได้ไม่เกินเช้า..”รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเย็นชาของสากล ศัลยแพทย์หนุ่มล้วงมือข้างหนึ่งออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับแผ่นกระดาษเล็กๆที่มีข้อความสั้นๆซึ่งเธออ่านไม่ทันว่ามันเขียนว่าอะไร

“...”รัดเกล้าไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากพยักหน้า

และสิ่งที่ตอบกลับมาหาใช่รอยยิ้ม แต่เป็นสายตาที่แสดงถึงความเคารพในการตัดสินใจ สากลค้อมศีรษะลงอย่างที่ไม่ควรทำ มันไม่สมกับบุคลิกของศัลยแพทย์คนนี้ที่เธอรู้จัก การที่สากลจะก้มหัวให้ใครนั้นหากไม่ใช่เคารพจากใจจริงเธอก็ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็น

เม็งมองไล่หลังสากลที่หายเข้าไปในห้องฉุกเฉินแล้วจึงเบนสายตามามองรัดเกล้าอีกครั้ง สีหน้าคร่ำเคร่งของเขาแบบนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอเพ่งมองเข้าไปในแววตาของเขาอย่างแน่วแน่ ถลำลึกลงไปในห้วงความคิด ทีละนิด ทีละนิด..

จนในที่สุด เธอก็จมลึกลงไปกับมัน กับภาพลวงตาที่เหมือนความจริงนี้..

รัดเกล้าหลุบตาลงต่ำก่อนจะหลับลงไปในที่สุด เขาค่อยๆถอยตัวไปพิงกำแพงและไถลลงครูดไปกับผนังราวกับหมดเรี่ยวแรง รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขานั้นขัดกับสถานการณ์นี้เป็นอย่างมาก นั่นยิ่งทำให้เด็กสาวที่เฝ้ามองอยู่สงสัยเข้าไปอีก

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมันต้องใช้เงินเยอะมากไม่ใช่หรือ? แต่พี่ชายคนนี้ของเธอก็รวยจนไม่ต้องทำงานเอาแต่กินดอกเบี้ยไปวันๆไม่ใช่หรือ? แบบนั้นเขาก็ต้องไม่สมควรที่จะต้องคิดหนักกับเรื่องนี้สิ แค่หัวใจจากผู้บริจาค ให้เขาติดต่อยื่นเรื่องร้องขอทำอะไรสารพัด ด้วยอำนาจเงินตราที่มากขนาดนั้นเดี๋ยวมันก็มาถึงแล้วไม่ใช่หรือ..?

เม็งมองไปยังห้องฉุกเฉินเล็กน้อยก่อนจะเหลียวหลังกลับไปมองรัดเกล้าอีกครั้ง ต่อให้เธออยากรู้ว่าอาการของเธอในอดีตนั้นเป็นเช่นไรแต่ก็คงไม่สามารถรู้ได้ เพราะหากนี่คือฝีมือของโอเซ่จริง มันก็ต้องเป็นความทรงจำของรัดเกล้า และมันไม่มีทางเลยที่เธอจะรู้ได้ว่าข้างในห้องผ่าตัดเกิดอะไรขึ้น

แต่แม้ว่ามันอาจจะเป็นไปได้ เธอก็ไม่อาจจะทิ้งเขาไปได้อยู่ดี

เด็กสาวเม้มริมฝีปากเรียบนิ่งก่อนจะค่อยๆเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างเขาและทิ้งตัวลงนั่ง นัยน์ตากลมโตคู่สวยบัดนี้มีแต่ความเป็นห่วงที่ส่งไปยังชายหนุ่มคนข้างๆ เม็งหลับตาลงช้าๆและค่อยๆเอนตัวลงไปซบไหล่ของเขาราวกับต้องการปลอบโยน

เพียงแค่การคงอยู่ของใครบางคนก็ทำให้ใครอีกคนอุ่นใจได้ เธออยากให้มันเป็นเช่นนั้น แม้ว่าในสถานการณ์นี้เธอจะไม่มีตัวตน แต่เธอก็อยากจะลอง แม้ว่ามันจะสูญเปล่าก็ตามที

ฉับพลันสภาพรอบด้านก็เปลี่ยนไปกลายเป็นห้องพักคนไข้ที่มีอุปกรณ์ครบครัน เม็งลุกขึ้นจากพื้นก่อนจะหันไปมองรอบด้านแล้วจึงเห็นร่างของเธอเองนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ไหวติง พร้อมด้วยอุปกรณ์ประคองชีพทั้งหลายแหล่ที่เธอทั้งเคยและไม่เคยเห็น ผ้าพันแผลยังคงมีให้เห็นอยู่ตรงคอเสื้อที่หลวมจนเว้าลึก เป็นหลักฐานชั้นหนึ่งถึงที่มาของรอยแผลเป็นที่กลางอกของเธอ

เด็กสาวหันไปมองนาฬิกาก็พบว่ามันเพิ่งเป็นเวลาตีสี่กว่าๆเท่านั้น และในห้องนี้ก็ไม่มีใครอื่นอยู่นอกจากตัวเธอในอดีตที่กำลังพักฟื้นจากการผ่าตัด เธอเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ ร่างกายของเธอก็อ่อนแอและเป็นโรคเรื้อรังหลายชนิด

เธอต้องขอบคุณเขาล้วนๆที่ทำให้เธอมีทุกวันนี้ได้..

“???”

เสียงประตูเปิดออกทำให้เธอสะดุ้งโหยงจนแทบลืมหายใจ เม็งหันกลับไปมองก็พบกับสากลที่เดินนำเข้ามาก่อนกับกระดาษปึกหนึ่งในมือ พร้อมด้วยรัดเกล้าที่เดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าอิดโรยราวกับไม่ได้นอนมาทั้งคืน..

เขาเสตามองมายังเธอเล็กน้อย และจ้อง..

นิ่งนานจนเธอเริ่มประหลาดใจ

เขาเห็นเธออย่างนั้นหรือ?

รัดเกล้าค่อยๆสาวเท้าเดินตรงมาทางเธอและหยุดเท้าลงตรงหน้า เม็งช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความตระหนก ทว่านัยน์ตาที่ไร้ชีวิตชีวาของรัดเกล้าไม่ได้มองมาที่เธอ เม็งหันไปด้านหลัง ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่อีกฝ่ายเพียงมองเธอในอดีตเท่านั้น

“ฉันตกลง เอกสารล่ะ?”

รัดเกล้าเหลียวมองสากลที่ส่งปึกกระดาษมาให้ตนเล็กน้อยก่อนจะล้วงปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาเพียงมองเนื้อความในเอกสารผ่านๆและเปิดไปเรื่อยๆ จรดปากกาลงเซ็นชื่อของตัวเองลงไปในทุกจุดที่มีเครื่องหมายดอกจันทร์กาเอาไว้

เม็งมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยความฉงน

เพียงแค่หาหัวใจมาเปลี่ยนให้เธอมันต้องใช้เอกสารมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ปึกกระดาษในมือของรัดเกล้าถูกส่งกลับไปให้ศัลยแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้เธอโดยปราศจากลูกเล่นลีลา นัยน์ตาที่หม่นหมองอยู่แล้วของรัดเกล้ายิ่งดูมืดมนเข้าไปอีก ทว่าในอีกวินาทีถัดมารอยยิ้มกลับบังเกิดขึ้นบนใบหน้าอันเฉยชาของพี่ชายคนนี้

“ปอด ตับ ม้าม ไต ลำไส้ กระดูก.. ฉันให้แกทุกอย่าง ขอแค่หัวใจของฉันเท่านั้น ปลูกถ่ายหัวใจของฉันให้เม็ง ฉันขอแค่นั้น.. แล้วจะต้มยำทำแกงอะไรฉันก็ตามสบาย”คำพูดของเขาหลุดออกมาจากปากนั่นได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจากตาเธอได้อย่างไม่ขาดสาย เม็งอ้าปากค้างอึ้งกับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยิน เด็กสาวหัวเราะออกมาเบาๆและส่ายศีรษะไม่เชื่อเรื่องล้อเล่นนี้

“อย่ามาล้อกันเล่นสิ... บริจาคอวัยวะ? แล้วมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เนี่ยนะ!? นี่มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว พี่รัดเกล้าไม่มีทางทำแบบนี้หรอกน่า!”แม้เธอจะไม่ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริง ทว่าลึกๆในใจความสงสัยมันกลับเริ่มที่จะเอาชนะความเชื่อใจที่เธอมีให้เขา

ที่มาของเงินพวกนั้นล่ะ? เงินที่พี่รัดเกล้าฝากเอาไว้ในธนาคาร เงินที่คอยส่งมาให้เธอเป็นค่าศึกษาเล่าเรียนทุกๆเดือน เงินที่คอยส่งมาให้คุณตาคุณยายทุกๆเดือน ที่มาของเงินพวกนั้นคืออะไรล่ะ? แน่นอนว่าการขายอวัยวะให้เงินมากก็จริงอยู่ แต่ทว่ามันจะมากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?

“ฉันล่ะเชื่อแกจริงๆ ต่อให้ต้องขายเลือดให้กับฉันทุกอาทิตย์แกก็ยอม ขายร่างกายของตัวเอง ยอมแม้กระทั่งบริจาคไขกระดูก ทุกวิธีที่ร่างกายแกทำเงินได้ แกยอมหมด.. นับถือแกจริงๆสิพับผ่าเถอะ อนาวิล”ศัลยแพทย์หนุ่มขยับยิ้มเหยียดและหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน ทว่าก่อนที่จะก้าวออกจากห้องนี้ไปนั้นเขากลับหันกลับมายังรัดเกล้าอีกครั้ง

“อย่าลืมล่ะ ตามสัญญา.. แกจะต้องหาอวัยวะมาขายให้กับฉันอีก 10 ชิ้นต่อเดือนคืออย่างต่ำ จำไว้ด้วยล่ะ อนาวิล สามปีกับส่วนแบ่งครึ่งต่อครึ่ง หึหึหึ”ไร้จรรยาบรรณ แพทย์ที่ไร้สามัญสำนึกของคนเป็นแพทย์ นั่นคือคำเรียกที่รัดเกล้าใช้เรียกสากล บัดนี้เธอรู้แล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาเรียกสากลเช่นนั้น

“พี่รัดเกล้า..”

“เป็นไงบ้าง หืม? ดีขึ้นรึเปล่า?”

เด็กสาวหลับตาแน่นพร้อมยกมือขึ้นปิดหู ความรู้สึกในใจสับสนปนเปไปจนหมด เธอไม่อาจรับฟังบทสนทนาของรัดเกล้าและตัวเธอในอดีตได้อีกแล้ว เธอไม่สมควรจะรู้เรื่องนี้  เธอไม่สมควรจะมองหน้าเขาด้วยซ้ำไป เขาทำถึงขนาดนี้เพื่อเธอ เขาทำมากถึงขนาดนี้เพื่อรักษาเธอ..

“ทำไม...?”

“เพราะพี่รักเม็งไง”

เด็กสาวเจ้าของชื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพบกับรอยยิ้มแหยๆของพี่ชายคนดังกล่าว ชายหนุ่มที่มอบชีวิตที่สองให้กับเธอแลกด้วยทุกๆอย่างที่เขามี เม็งอ้าปากพะงาบหมายจะพูด ทว่ามันกลับไม่มีเสียงใดออกมานอกจากเสียงสะอื้นไห้

“ทำไมพี่ถึงทำขนาดนี้เพื่อเม็งล่ะ?”ไม่มีคำลงท้ายจ๊ะจ๋าให้ดูน่ารักสมวัย รัดเกล้าอนาวิลมองเม็งที่ได้รู้เบื้องหลังเกี่ยวกับแผลที่กลางหน้าอกของตนแล้วด้วยสายตาของผู้กระทำผิดที่ไม่อาจหาข้อแก้ตัวได้ เขาเคยเห็นเด็กสาวคนนี้เป็นแค่คนแปลกหน้า..

ทว่าเวลาที่ใช้ร่วมกันมันกลับทำให้เขาเริ่มผูกพันกับเม็งมากขึ้น

มากขึ้นจนไม่มีวันหันหลังกลับ

“โทษทีๆ ขอโทษทีนะที่ไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรกน่ะ แหะๆ”นักประดิษฐ์หนุ่มทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆและยิงปืนในมือเข้าใส่แท่งคริสตัลหลากหลายสีสันจำนวนมากที่โจมตีเข้ามา เป้าหมายคือพวกเขา ลงมือโดยปิศาจที่เห็นอดีตของผู้คนเป็นเรื่องสนุก

“รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ได้เปิดเผยความลับให้คนอื่นรู้น่ะ?”

“แย่สุดๆไปเลยล่ะ”รัดเกล้าหันกลับไปยังโอเซ่อีกครั้ง อีกฝ่ายไม่เพียงไร้ซึ่งรอยแผลแต่พลังที่เขาสัมผัสได้ยังค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิดๆอีกด้วย นักประดิษฐ์หนุ่มเปิดหน้าต่างสถานะของเม็งขึ้นมาดูอีกครั้งก็พบว่าเธอกำลังถูกโอเซ่สูบพลังงานไปทีละน้อย

“แต่ว่านะ ฉันน่ะนะ.. ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วหรอก ถึงได้ทำแบบนี้น่ะ”

ปืนไฟสีดำในมือขวายกขึ้นจ่อขมับและลั่นไก ละอองเวทมนตร์หลากหลายสีสันฟุ้งกระจายไปรอบด้านพร้อมกับเงาร่างของนักประดิษฐ์ที่เข้าประชิดปิศาจเบื้องหน้า

เดทวอลซ์(Death Waltz)!

ปัง!

มันเป็นหลักการแบบเดียวกับกระสุนปืนของบาร์บาทอส ทุกนัดจะบรรจุเวทมนตร์หลากหลายชนิดเอาไว้จนเรียกได้ว่าไม่ซ้ำกัน มากเท่าที่ฟูลคอร์สจะรู้ และมากเท่าที่เขาจะจำและเอามันมาใช้ได้จนหมด เดทวอลซ์คือเวทมนตร์ที่ใช้เพิ่มความเร็วและประสาทสัมผัสให้กับเป้าหมาย ทว่าแลกพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นมหาศาลมาด้วยพลังป้องกันพื้นฐานที่หายไปจนหมด

ปัง!

แม้กระสุนปกติของแอสตรัลรีเจคชันจะสามารถสลายพลังพิเศษไปได้จนหมด แอสตรัลรีเจคชันมีคูลดาวน์ในการยิงครั้งต่อไปนานถึงสองวินาที และแน่นอน เวลาเพียงสองวินาทีสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ในการต่อสู้ระดับนี้

ศาสตร์นอกรีตที่ถูกชัง นักปราชญ์จอมละโมบ!

เดทวอลซ์(Death Waltz)!

ฟูลคอร์สที่ถูกสวมอยู่ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์วินิจฉัยความสามารถของทักษะที่อีกฝ่าย รัดเกล้าหรี่ตาลงหลังจากอ่านข้อมูลทักษะจากฟูลคอร์สขณะก้าวเท้าหลบการโจมตีของอีกฝ่ายที่รวดเร็วพอๆกันด้วยทักษะเดทวอลซ์

นักปราชญ์จอมละโมบคือทักษะของโอเซ่ที่ทำให้สามารถเลียนแบบทักษะที่เห็นได้โดยไม่มีข้อแม้ นั่นคือคำอธิบายที่แสดงอยู่ เป็นคำอธิบายที่กำกวมและไม่สมกับเป็นฟูลคอร์ส และนั่นก็ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่าความสามารถของฟูลคอร์ส ที่มาของอาวุธชิ้นนี้นั้นได้มาจากคนๆหนึ่งที่เขาพบในห้องลับของดันเจี้ยนหุบเขากษัตริย์ เรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญที่นำปัญหามาให้ล้วนๆ

นอกจากจะไม่รู้ชื่อหรือเห็นหน้าคนๆนั้นแล้ว เขายังรู้เพียงแค่ว่าฟูลคอร์สนี้ถูกใช้อ่านหนังสือทุกเล่มในหอสมุดปริศนาที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก ความรู้ของฟูลคอร์สจำกัดอยู่ที่หนังสือทั้งหมดที่เจ้าของคนก่อนของมันอ่าน

ดังนั้นความสามารถของโอเซ่ที่เพิ่งปรากฏให้โลกรู้จึงไม่อาจมีข้อมูลในเชิงลึกที่จะบอกถึงจุดอ่อนของมันให้เขารู้ได้ รัดเกล้าอนาวิลเผยสีหน้าคร่ำเครียดก่อนจะยกมือขึ้นแตะฟูลคอร์สครั้งหนึ่ง หากจะเอาชนะโอเซ่ได้เขาจะต้องเสี่ยงปลดปล่อยลอเรนเดอร์ออกมาอีกครั้ง

“เอาก็เอาวะ ถือซะว่าเสี่ยงตายแต่ได้เลเวลฟรีๆ ไม่สิ.. เรายังปลดเงื่อนไขระดับแปดสิบไม่ได้เหมือนพวกนั้นนี่หว่า เซ็ง.. ให้เม็งฆ่าตอนจบละกัน”เมื่อคิดถึงเงื่อนไขในการปลดระดับเขาก็อดกังวลไม่ได้ เนื่องจากเขาครอบครองฟูลคอร์สอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้ และเงื่อนไขของการปลดระดับมันดันเป็นให้เขาใช้บรรลุแก่นแท้ของพลังพิเศษสายใดสายหนึ่ง แม้จะไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสายหลักแต่เขาก็ใช้ไม่ได้แม้กระทั่งสมาธิจิต แบบนี้เห็นทีเขาคงต้องติดแหง็กอยู่ที่ระดับนี้ไปอีกนาน..

รึเปล่านะ?

Fool Course’s -Doppelganger-

รัดเกล้าผ่อนลมหายใจลงและเลือกใช้รูปโฉมของรันครั้นเมื่อตอนเป็นผู้หญิงอย่างไม่รอช้า หน้าปัดนาฬิกาปรากฏขึ้นเหนือฟูลคอร์สที่ตาซ้ายบ่งบอกเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่เขาจะถูกลอเรนเดอร์ยึดครองร่าง ปืนไฟทั้งสองในมือถูกยกขึ้นมาจ่อขมับทั้งสองด้านพร้อมลั่นไก

ไอควันเวทมนตร์สีสันสดใสเป่ากระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงโหยหวนของภูตพรายสัมภเวสี รอยยิ้มของเด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีทองไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของรัดเกล้าในสายตาของโอเซ่ดูดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

ปิศาจลำดับที่ 57 รู้ว่าเวทมนตร์ที่กระสุนของแอสตรัลรีเจคเตอร์จุดระเบิดคือเวทมนตร์บทไหน แต่ทว่าเธอกลับไม่คิดที่จะลอกเลียนแบบมัน

“ฉันเคยขายตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง.. ทำไมจะทำอีกครั้งไม่ได้ หืม?”

สัญญาขายวิญญาณแด่จอมอสูร!

เขารู้จักเวทมนตร์บทนี้มานานแต่ไม่เคยมีความกล้าพอที่จะใช้มัน ผลของเวทมนตร์บทนี้จะทำให้ผู้ที่ใช้ได้รับพลังสายพิเศษที่เรียกว่า วิญญาณ มา แต่จะต้องแลกด้วยอะไรนั้นไม่เคยมีบันทึกใดจดรายละเอียดที่เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ แต่ในตอนนี้ที่สถานการณ์จวนตัวจริงๆเขาก็ไม่มีอะไรจะเสียอีก จริงอยู่ว่าเขาสามารถสังหารโอเซ่ลงได้ด้วยอวิชชาและพลังของรัน

ทว่าการที่โอเซ่กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งนั่นต่างหากที่ทำให้เขาสงสัย

จากคำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆที่แลกเปลี่ยนกันบนเรือเหาะ ไนท์สโนว์ดรอปได้ทำการสังหารโอเซ่ไปแล้วด้วยพลังของนิกซ์อวตาร ความมืดอันเป็นจุดสิ้นสุดย่อมย่อยสลายทุกสิ่งไม่เว้นกระทั่งวิญญาณ หากจะคืนชีพจากผนึกตามข้อมูลที่เขาได้มาจากโครเซลล์

กรณีของโอเซ่จะต้องใช้เวลาอย่างต่ำเป็นพันๆปีในการรวบรวมตัวตนกลับมาใหม่

แต่อะไรทำให้มันกลับมาปรากฏตัวได้แบบนี้อีกครั้งกันล่ะ?

นอกจากจะเป็นการลงมือของผู้ที่มีพลังมากกว่ามัน

และนั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโซโลมอน

-ผู้เล่น รัดเกล้าอนาวิล บรรลุเงื่อนไขพิเศษ ได้รับสายพลังลับ วิญญาณ เนื่องจากได้รับมาด้วยมหาเวทแห่งสัญญาบทที่ 32 สัญญาขายวิญญาณแด่จอมอสูร กรุณาเลือกชื่อของจอมอสูรที่ต้องการขาบวิญญาณให้ด้วยค่ะ-

รัดเกล้านิ่งไปกับหน้าต่างระบบขนาดใหญ่ประมาณกระดานดำของห้องเรียนมัธยมขนาดมาตรฐานแล้วจึงเสตามองไปยังโอเซ่อีกครั้ง ปิศาจจอมหลอกลวงไม่ได้เผยสีหน้าอะไร การถ่วงเวลาไม่ได้สร้างผลเสียให้ แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เธอสามารถสร้างภาพลวงตามาหลอกเขาได้มากเข้าไปอีก

ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะใส่ใจอีกฝ่ายและเบนความสนใจของตนเองไปยังรายชื่อทั้งหมด

นักประดิษฐ์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มแหยเมื่อชื่อแรกดันเป็นชื่อของคนใกล้ตัว..

“โคลอี้เป็นจอมอสูรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..”แต่ทว่าความประหลาดใจของเขาไม่ได้จบลงที่ตรงนั้นเมื่อเขาเหลือบลงมองชื่อต่อๆมา มีทั้งชื่อของโซโลมอนที่เขาไม่รู้จะขายวิญญาณให้เพื่ออะไร และยังมีชื่อของจอมปิศาจยุคบรรพกาลอย่างพวกคทูลูอีกด้วย แต่ชื่อที่ทำให้เขาหมดคำพูดนั้นกำลังเรืองแสงจางๆหมายเชื้อเชิญให้เขาเลือก

รัดเกล้าส่ายหน้ากับความคิดนั้นเล็กน้อยแล้วจึงปรบมือลั่น

ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีอะไรต้องเสีย!

“ฉันขอเลือก.. ลอเรนเดอร์แห่งภพเทพ ริมไลท์!

ฟูลคอร์สที่ตาซ้ายของเขานั้นค่อยๆปริร้าวและแตกกระจายออกจนเละไม่เหลือชิ้นดี แม้เขาจะคาดเรื่องแบบนี้เอาไว้บ้างแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะถึงขั้นนี้ ชายหนุ่มไม่มีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อสุดยอดอาวุธที่นำพาเรื่องราวชวนปวดหัวมาให้เขา หนำซ้ำยังดีใจเสียอีกที่มันหายไป เขาจะได้เล่นเกมอย่างสงบสุขเสียทีด้วยทุกอย่างที่เรียนรู้มาจากมัน

ทว่าเหมือนลอเรนเดอร์ผู้รับซื้อวิญญาณของนักประดิษฐ์ผู้ไร้จิตใจจะไม่เห็นเป็นเช่นนั้น

-ผู้เล่น รัดเกล้าอนาวิล สูญเสียอาวุธระดับเหนือกฎเกณฑ์ ฟูลคอร์ส และสูญเสียทักษะรวมทั้งไอเท็มทุกชิ้นที่มีในครอบครองและสร้างโดยฟูลคอร์สทั้งหมด เนื่องจากผู้เล่นทำสัญญากับลอเรนเดอร์ที่ผนึกเอาไว้ภายในทำให้ไม่ถูกลอเรนเดอร์ควบคุมร่างค่ะ-

-ด้วยข้อแลกเปลี่ยนของการขายวิญญาณ ผู้เล่น รัดเกล้าอนาวิล ได้รับความรู้ทั้งหมดของ ลอเรนเดอร์แห่งภพเทพ ริมไลท์ ค่ะ ทักษะทั้งหมดที่สูญเสียไปจะแทนที่มาด้วยทักษะที่มีค่าเท่าเทียมกัน ไอเท็มทุกชิ้นที่สูญเสียไปจะถูกหลอมรวมกันเป็นไอเท็มชิ้นใหม่ที่มีค่าเท่าเทียมกันค่ะ-

“สุดท้ายแล้วเจ้าก็ไม่ยอมบอกข้าจนวินาทีสุดท้ายสินะ ว่าสาเหตุที่แววตาของเจ้าไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่นั่นเป็นเพราะเหตุใด การที่ทำให้ผู้หญิงต้องคิดมากมันไม่ดีนะรู้ไหม?”เสียงหวานของอิสตรีอันคุ้นหูดังขึ้นภายในความคิด จะให้คุ้นหูมันก็ไม่แปลกเพราะว่ามันคือเสียงของผู้ที่มอบฟูลคอร์สให้กับเขา แต่ใครเล่าจะคิดว่าผู้หญิงที่มอบสุดยอดอาวุธให้กับเขานั้นจะเป็น..

“ข้าจะคอยดูเจ้าอยู่ห่างๆ คราวนี้ผนึกที่ใช้ผนึกข้าจะไม่ใช่ผนึกที่กักขังแต่เป็นผนึกที่เป็นที่อยู่ ขอให้สนุกกับทุกสิ่งที่ข้ารู้.. ชายผู้ขายตัวเองให้กับปิศาจถึงสองครั้งสองครา รัดเกล้าอนาวิล”นัยน์ตาของนักประดิษฐ์หนุ่มพลันพร่ามัว ในหัวของเขาไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ รัดเกล้าพบตัวเองยืนอยู่ในโถงกว้างที่รายล้อมไปด้วยตู้หนังสือที่อัดแน่นไปด้วยตำราความรู้

“ขอให้สนุกกับเศษเสี้ยวหนึ่งจากพลังของข้านะ มนุษย์ตัวน้อย”

รอยยิ้มหวานจากหญิงสาวชุดขาวทำเอาเขาต้องขนลุกซู่ ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มแต่เป็นความรู้สึกกดดันจากผู้หญิงคนนั้นต่างหาก รัดเกล้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับร่างกายที่ขยับไปเองโดยที่เขาไม่ได้สั่งการ มือเรียวยาวคว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาใกล้ตัวพร้อมกับเสียงประกาศที่ดังขึ้นอีกครั้ง

-ผู้เล่น รัดเกล้าอนาวิล ได้รับอาวุธระดับเหนือกฎเกณฑ์ ฟูลคอร์ส+1 ผู้เล่นที่ครอบครองอาวุธชิ้นนี้จะไม่สามารถใช้พลังพิเศษใดๆได้ค่ะ-

นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยพร้อมด้วยเสียงหัวเราะพรืด รัดเกล้ามองมือของตัวเองที่ถือไม้เท้าค้ำยันที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นรูปสลักเงินเล็กๆของพญาราชสีห์ มือของเขาขาวซีดไร้สีเลือด นักประดิษฐ์หนุ่มรู้สึกได้ถึงพลังภายในร่างกาย

และในตอนนั้นเองที่ความรู้ของริมไลท์เริ่มส่งผล

พลังสายวิญญาณไม่ใช่พลังพิเศษ แต่มันเป็นเสมือนต้นกำเนิดของพลังทุกๆสาย เป็นพลังที่ไม่ใช่พลัง มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย รัดเกล้าลองเค้นมันออกมาที่ฝ่ามือก่อนที่เสียงระบบอันน่ารำคาญจะดังขึ้นอีกครั้ง

-ภารกิจปลดระดับสำเร็จลุล่วง ผู้เล่น รัดเกล้าอนาวิล พัฒนาสู่ระดับ 81 ค่ะ-

ง่ายๆสั้นเพียงเท่านั้น และไม่มีอะไรมากไปกว่านี้นอกจากการละเลงเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ รัดเกล้าวาดมือเปิดหน้าต่างสัมภาระขึ้นมองดูของไม่กี่อย่างที่เหลืออยู่ในนั้น ของทั้งหมดที่ได้มาจากฟูลคอร์สถูกนำไปหลอมรวมสร้างผนึกใหม่ให้กับริมไลท์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงโล่งจนเหลือไอเท็มอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น

และชิ้นนั้นคือสิ่งที่เขากำลังกดเลือกมันออกมา

แว่นตา EX-01’

“..ช่างเป็นชื่อที่ธรรมดาเสียจริง”

เขาใช้งานมันโดยไม่รีรอ รัดเกล้าคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจก่อนจะขยับเป็นยิ้มแสยะ

-สัตว์อสูร ราชานักประดิษฐ์ โรโดเดนดรอน ชั้นมหาราชา ระดับ 81 ปรากฏ ผู้ที่ถูกสังหารจะสูญเสียอาวุธยุทธภัณฑ์ 1 ชิ้น ลดระดับลง 10 ระดับและเพิ่มเวลารอเกิดเป็น 7 วันค่ะ-

-ทักษะพิเศษ บรรณารักษ์จอมขี้เกียจ ทักษะพิเศษของราชานักประดิษฐ์ โรโดเดนดรอน ทำงาน เมื่อทักษะถูกใช้งาน ผู้ที่อยู่ในอาณาเขตจะไม่สามารถเปิดหน้าต่างระบบได้อย่างเด็ดขาดค่ะ-

“ถึงทักษะจะไม่มีประโยชน์กับแก แต่แค่องค์ความรู้หนึ่งในร้อยที่ได้มาจากริมไลท์ก็มากพอที่จะจัดการกับแก โอเซ่.. หึหึ”ไม้เท้าในมือขวาถูกควงไปมาเล็กน้อยก่อนจะถูกใช้เพื่อดันแว่นกรอบเงินหรูหราที่อยู่บนใบหน้าของเขาให้เข้าที่

หมวดนวนิยาย แถวที่ 20 ชั้นที่ 3 : นวนิยายสืบสวนสอบสวน!

 

 

คุยกับผู้อ่านตอนท้าย

หืม!!!!!!!!? นี่มันทักษะอะไรกัน...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ONET จบลงไปแล้วกับการทิ้งดิ่งแบบไม่คิดชีวิต ฮ่าๆๆ แต่ก็เครียดเรื่องเรียนจนไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งเลยนะเนี่ย ภาษาช่วงนี้ห่วยๆ ไว้จบภาคนี้แล้วจะกลับไปตรวจทานอีกรอบพร้อมกับจัดตอนให้มันเข้าที่เข้าทางครับ!!

ปอลิง รัดเกล้าไม่ยอมใช้เวทมนตร์เพราะกลัวข้อแลกเปลี่ยนของมันซึ่งอาจจะทำให้อะไรต่อมิอะไรไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ แต่เมื่อมันจวนตัวจริงๆ อะไรอยู่ใกล้มือก็ต้องคว้ามาใช้..!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1,284 ความคิดเห็น

  1. #1064 เคลวินน้อย (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 3 มกราคม 2557 / 12:37
    ใช้เเล้ววอล์คของรันคนเดียวครับบบบ
    #1064
    0
  2. #1004 commentator-01 (@commentator-01) (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 17 กันยายน 2556 / 02:06
    ถั่วต้มแล้ว วอคของรัน
    #1004
    0
  3. #984 1Bishop1 (@vbfip6db2010) (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 4 กันยายน 2556 / 18:30
    ช่ายแล้ว วอร์คเป็นของรันเท่านั้น !! >.< 
    #984
    0
  4. #956 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 / 19:24
    อืม โรเมโอกับจูเลียตฉบับอสูร ฮ่าฮ่า
    #956
    0
  5. #954 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 22:53
    โอ้วเย่ อวยด้วยคน ก๊าก ซดมาม่าอร่อยเหอะมั่งน่ะเจ้าริว ให้รันมันซดมาหลายทีล่ะ
    #954
    0
  6. #953 [~ZanLighT~]! (@kitijung) (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 22:51
    ใครไม่รู้เต็มไปหมดเบย แล้วรันเมื่อไหร่จะฝึกพวกอวิชชาอันอื่นสำเร็จนะเนี่ย(หรือสำเร็จไปแล้ว?)
    #953
    0