God Presentiment Online ภาค สงครามเทียมเทพ

ตอนที่ 73 : บทที่ 17 จอมเทพและจอมมาร : ลูกเสือในถ้ำพญาเสือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 814
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    3 เม.ย. 57

บทที่ 17 จอมเทพและจอมมาร
ช่วงแรก ลูกเสือในถ้ำพญาเสือ

เพียงกระพริบตาภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปจากห้องนั่งเล่นสไตล์ญี่ปุ่นเรียบๆกลายเป็นความมืดมิดสุกลูกหูลูกตา แต่ทว่าแม้มันจะเป็นความมืดมิดที่ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แต่การที่เขายังคงมองเห็นตัวเองอยู่ในบ่งบอกเขาได้ทันทีว่าความคิดเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เมื่อครู่นั้นผิดถนัด มันไม่ใช่ความมืดมิดที่มองไม่เห็นอะไร แต่ว่าเป็นความมืดมิดที่บ่งชี้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยต่างหาก

และเพราะเหตุใดกันมันจึงต้องเป็นสถานที่แห่งนี้?

ภารกิจเปลี่ยนอาชีพขั้นที่สองนั้นอัลเทียมอบหมายให้เขามาช่วยเด็กสองคนและเอาชนะคนๆหนึ่งให้ได้ไม่ใช่หรือ แล้วเด็กที่ไหนกันจะมาอยู่ในสถานที่อันมืดมิดและน่าหดหู่แบบนี้กัน เมื่อสายตามองไปรอบด้านรับรู้เพียงความมืดเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปกับมันอีก

รันกระตุ้นพลังวัตรในร่างกายก่อนจะแผ่ออกตามหลักการของลมปราณสางสุรีย์เคล็ดเพลิงตะวันที่ทำได้อย่างตะกุกตะกักและติดขัด จากนั้นก็ดึงดูดพลังวัตรที่แผ่ออกไปน้อยนิดเมื่อครู่เขาสู่ดวงตาทั้งสองข้าง ผนึกลมปราณไว้และมองออกไปรอบด้าน สาเหตุที่เขาต้องคายพลังวัตรออกไปก่อนนั่นก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีพลังวัตรอยู่เลย แม้กระทั่งอนุภาคเวทมนตร์ ยิ่งด้วยไม่มีวิ่งมีชีวิตแล้ว พลังจิตนี่ยิ่งไม่ต้องถามถึง

ทว่าการกระทำนั้นกลับเปล่าประโยชน์เมื่อมันไม่มีอะไรอยู่ในสถานที่แห่งนี้เลยจริงๆ

“ตกลงว่าที่นี่มันที่ไหนกันแน่นะ?”คำถามที่ไม่อาจได้รับคำตอบหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มเบ้ออกแสดงให้เห็นถึงความเบื่อหน่ายและความรำคาญ รันพ่นลมหายใจออกทางจมูกก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปเบื้องหน้าด้วยจิตลำนำล่มฟ้าที่ผนึกเอาไว้ที่ฝ่าเท้าเป็นจำนวนเล็กน้อยเพื่อที่การเดินในพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งไม่มีแม้กระทั่งพื้นจะได้ไม่เป็นปัญหากับเขาทั้งในตอนนี้และในภายภาคหน้าหากว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

ในเมื่อสถานที่แห่งนี้นั้นเงียบเหงา ทำไมเขาถึงต้องเงียบตามด้วยล่ะ?

“นัวร์ ได้ยินรึเปล่า?”ชายหนุ่มยกมือขึ้นไปสัมผัสที่ต่างหูสีแดงที่หูของตนก่อนจะร้องถามถึงตัวตนที่เป็นแก่นแท้ของตนเอง ไม่นานนักเสียงทุ้มแหบแห้งที่ฟังดูเหมือนกับเสียงของเขาไม่มีผิดเพี้ยนก็ดังขึ้นมาในหัวเป็นคำทักทายสวัสดีสั้นๆพอเป็นพิธี

“ว่าไงล่ะพ่อคุณ คราวนี้เอาปัญหาอะไรมาประเคนให้อีกล่ะ?”เสียงของนัวร์นั้นไม่ได้ฟังดูเหนื่อยหน่ายหรือหงุดหงิด ขัดสวนกับคำพูดที่ดังออกมาในทำนองที่ตรงกันข้ามกับน้ำเสียง รันถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปด้วยความคิด การจะให้เขาพูดคนเดียวในที่แบบนี้มันก็ดูจะเกินไปนิด ถ้าหากมีใครดูอยู่คงได้หาว่าเขาบ้าจริงๆก็คราวนี้แหละ

“เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยง่ายซักเท่าไหร่ ฉันกำลังทำภารกิจเลื่อนอาชีพขึ้นเป็นคลาสสองอยู่น่ะ”รันแบ่งแยกสมาธิออกมาคุยกับนัวร์ในหัวและในขณะเดียวกันเขาก็ควบคุมพลังจิตไม่ให้รั่วไหลออกไปโดยเสียเปล่า พลังจิตไม่เหมือนกับเวทมนตร์ก็ตรงที่ว่าพลังจิตเกิดขึ้นเองภายในตัวของคนเรา หรือจะพูดให้ถูกก็คือเกิดขึ้นจากคลื่นความคิดของเรา ในขณะเดียวกันเวทมนตร์กลับเป็นอนุภาคที่มีอยู่ในทุกๆสิ่งรวมทั้งร่างกายของคนเรา แต่การจะใช้เวทมนตร์ที่กำเนิดจากภายในร่างกายนั้นจำเป็นต้องมีสื่อ ดังนั้นเขาที่ไม่เชี่ยวชาญจึงได้แต่ใช้เวทมนตร์จากภายนอก ส่วนลมปราณที่เกิดขึ้นจากร่างกายของคนเราและร่างกายของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งทุกๆสิ่งที่เป็นรูปธรรม คล้ายคลึงกับเวทมนตร์

ในสถานที่แบบนี้เขาไม่สามารถหาความช่วยเหลือจากใครหรืออะไรได้เลย มันเป็นสถานที่ปิดซึ่งไม่มีสิ่งใดๆอยู่ภายในนอกจากตัวเขาในตอนนี้ พลังที่พอจะพึ่งได้ในการเอาตัวรอดก็คงจะเป็นลมปราณและพลังจิตเท่านั้น นั่นก้เท่ากับว่าเขาไม่สามารถใช้เวทมนตร์เพิ่มความเร็วหรือโจมตีแบบสายฟ้าแล่บได้

“โอ้? ตกลงว่าจะได้ใช้ทักษะที่มันโกงๆกว่านี้แล้วใช่ไหม? ฮ่าๆ อย่างงั้นก็เจ๋งสิ”

“แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าฉันหาเป้าหมายของภารกิจไม่เจอน่ะสิ”ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนจะส่ายหน้าปลงตก ถ้าไม่ติดว่าทักษะอาชีพถูกผนึกไว้ไม่ให้ใช้เพราะว่าเป็นการทดสอบล่ะก็ เขาจะเพิ่มค่าสถานะของตัวเองและแผ่ลมปราณออกไปตรวจหาเป้าหมายของภารกิจแล้ว

นั่นคือถ้าเขาใช้เคล็ดเพลิงตะวันได้ล่ะก็นะ แต่ต่อให้ใช้ได้พลังวัตรก็มีจำกัด ใช้ออกหมดเร็วไปแบบนั้นมีหวังได้แห้งตายเป็นผีไร้ญาติอย่างแน่นอน

“ใครว่าทำไมได้?”

“นี่ตกลงแกทำได้แม้กระทั่งอ่านความคิดของฉันงั้นเหรอ? อืม.. ไหนบอกมาซิว่าต้องทำยังไงถึงจะตามหาตัวเป้าหมายภารกิจได้ง่ายๆ?”เสียงหัวเราะแหบแห้งของนัวร์ดังขึ้นมาเบาๆก่อนจะค่อยๆเพิ่มความดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข็มนาฬิกาขยับผ่านไปช้าๆ รันเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปอีกครั้ง

“แกเป็นอะไรเนี่ย? เมากัญชาเรอะ?”

“ไม่ ฉันแค่ขำแกน่ะ นี่ตกลงว่าแกไม่รู้จริงๆเรอะว่าจะทำแบบนั้นยังไง? ลมปราณสางสุรีย์เคล็ดรอนฤดูไงล่ะ อวิชชามหาวัตรที่จะเพิ่มพูนพลังวัตรของผู้ใช้ให้มากมายเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้”เสียงหัวเราะร่าของนัวร์กวนประสาทของเขาได้ไม่ใช่น้อย คำตอบของปัญหาคืออวิชชามหาวัตรจริงๆ แต่เขาที่ใช้เคล็ดเปลวหิมะได้พออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ กับเคล็ดเพลิงตะวันที่ใช้ได้ตัดๆขัดๆ แล้วจะทำยังไงเขาถึงจะใช้เคล็ดรอนฤดูได้กัน

หรือว่า..

“แกคงไม่ได้คิดจะ..”

“ในเมื่อฉันออกไปข้างนอกไม่ได้เพราะว่าแกใช้โฟร์ออฟอะไคนด์ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่แกจะต้องทำก็คือ แบ่งร่างกายของแกให้กับฉันครึ่งหนึ่งเหมือนกับตอนที่เมืองอลาสไทร์ คิดว่าไง?”แผนการของนัวร์ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไร แต่การใช้อวิชชาโดยคนสองคนในร่างเดียวกันก็ใช่ว่าจะไม่น่าสนใจ เผลอๆอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้เลยก็เป็นได้

“ตกลง ไม่ลองก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ?”รันคิดกับนัวร์ก่อนจะปล่อยร่างกายให้สบายและทำจิตใจให้โล่ง และไม่นานเขาก็รู้สึกได้ถึงการรุกคืบจากภายในและร่างกายซีกซ้ายที่เริ่มชาด้าน นัวร์เริ่มที่จะเข้าควบคุมร่างกายซีกซ้ายของเขาแล้ว ไม่นานนักหลังจากที่เสียงของนัวร์ในหัวของเขาเงียบไป ความรู้สึกในส่วนของร่างกายซีกซ้ายก็กลับมาอีกครั้ง

“รู้สึกดีเหมือนเดิมเลยแฮะ ร่างกายของแกเนี่ย”นัยน์ตาของซ้ายที่กลายเป็นสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะกลอกมองไปรอบด้านด้วยประกายตาวาวโรจน์ผิดกับนัยน์ตาข้างขวาที่เป็นสีทองซึ่งมองตรงไปยังเบื้องหน้าด้วยสายตาเบื่อหน่าย เขายังต้องใช้เวลาปรับตัวกับภาพที่ส่งเข้ามาในสมองอีกเล็กน้อยเมื่อตาทั้งสองข้างของเขาตอนนี้สามารถขยับเคลื่อนไหวแยกกันได้อย่างเป็นเอกเทศ

แม้จะดีในการต่อสู้ที่เขาสามารถโฟกัสสองจุดได้พร้อมๆกัน แต่ทว่ามันกลับไม่ดีกับระบบประสาทเขาซักนิดเมื่อการมองเห็นของเขาตอนนี้นั้นทำให้เขาเริ่มปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ

“เอาล่ะๆ ตั้งใจหน่อย รีบๆทำภารกิจนี้ให้จบแล้วรอดูว่าทักษะที่จะได้มาใหม่มันจะคุ้มกับทักษะที่จะถูกลบไปรึเปล่า”รันถอนหายใจเล็กน้อย ทว่าที่มุมปากอีกด้านของเขากลับยกยิ้มแสยะออกมาเย้ยหยันต่อรอบด้าน แม้ไม่ได้รับคำตอบจากนัวร์แต่จากความรู้สึกแล้วเขามั่นใจได้เลยว่าแก่นแท้ของเขาเองก็ต้องการจะทดสอบอวิชชามหาวัตรนี้อยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

รันเริ่มชักนำพลังวัตรภายในร่างกายให้ไหลไปตามเส้นเอ็นทั่วทั้งร่างก่อนจะดึงดูดพลังวัตรของตนที่นัวร์คายออกจากร่างกายผ่านทางเส้นเลือด แม้เขาทั้งสองคนจะไม่สามารถควบคุมร่างกายในส่วนที่อีกฝ่ายควบคุมอยู่ได้ แต่เพียงแค่การชักนำพลังวัตรในร่างกายให้เคลื่อนไหวนั้นมันไม่มีข้อจำกัดเลยแม้แต่น้อย รันและนัวร์โคจรลมปราณสางสุรีย์ในร่างกายไปมาก่อนจะต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อทั้งคู่เริ่มสัมผัสได้ถึงลมปราณกรแสร้อนและเย็นได้ในเวลาเดียวกัน

แม้จะขัดต่อหลักการของลมปราณแต่ทว่านี่เป็นลมปราณของโลกอสูร ความผิดปกตินี้จึงคือว่าเป็นเรื่องปกติ

ความคิดของทั้งสองสดประสานกันอย่างช้าๆ จิตใจในส่วนของรันที่เคยราบนิ่งดุจทะเลสาบกระจกเงาที่สะท้อนแสงจันทร์ภายในค่ำคืนที่หนาวเย็นเริ่มที่จะปั่นป่วน ผิวทะเลสาบเรียบนิ่งดุจกระจกค่อยๆสั่นไหวด้วยหยดน้ำหยดเล็กๆที่หยดลงมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสภาพจิตใจของนัวร์ที่เป็นประหนึ่งทะเลทรายร้อนระอุที่รองรับความโกรธเกรี้ยวของแสงอาทิตย์ร้อนแรงเอาไว้ แอ่งน้ำน้อยๆเริ่มที่จะก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆทำจิตใจอันปั่นป่วนบ้าคลั่งของนัวร์ให้สงบลง ปรับสมดุลของจิตใจทั้งสองให้ใกล้เคียงกันเหมือนกับเคล็ดลมปราณทั้งสองที่ค่อยๆไหลเวียนกันอย่างสมดุลและมั่นคง

และในไม่ช้าขอบเขตของการโคจรลมปราณภายนอกร่างกายก็เริ่มที่จะแผ่ขยายออกไปอย่างช้าๆ นัยน์ตาสองสีของยักษ์อัสนีเริ่มหรี่ลงช้าๆและปิดสนิทในที่สุด สีหน้าซีกซ้ายและขวาสงบนิ่งราวกับผู้ที่ควบคุมร่างกายนี้อยู่มีเพียงผู้เดียว สัมผัสที่พลังวัตรนำพาเข้าสู่ร่างกายนั้นนั้นค่อยๆตอบคำถามของรันและนัวร์อย่างช้าๆ

สภาพภูมิประเทศของสถานที่แห่งนี้ค่อยๆถูกถ่ายทอดเข้ามาในหัวของพวกเขาอย่างช้าๆเมื่อลมปราณของเขาค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ แผ่ขยายออกไปเพิ่มระยะของวงโคจรปกติของเคล็ดเปลวหิมะและเคล็ดเพลิงตะวันให้ไกลมากขึ้นเรื่อยๆอย่างน่ากลัว

ไม่นานนักเสียงจากระบบก็ดังขึ้นบอกรันและนัวร์ว่าในตอนนี้พวกเขาสำเร็จลมปราณรอนฤดูแล้ว นั่นคือหลังจากที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงธารกระแสของพลังวัตรแปลกประหลาด รันกลับครุ่นคิดสงสัยทว่านัวร์กลับตอบคำถามของเพื่อนได้อย่างง่ายดาย

“มันคือลมปราณธรรมชาติ ที่พวกเราสัมผัสได้มันเรียกว่าชีพจรฤดู”

“ชีพจรฤดู.. เคล็ดรอนฤดู อย่างนี้นี่เอง พลังวัตรที่แผ่ออกไปด้านนอกใช้ชีพจรฤดูในการโคจรแทนชีพจรลมปราณปกติในร่างกายสินะ มิน่าล่ะ เคล็ดรอนฤดูถึงได้มีคำอธิบายไว้ว่าจะเพิ่มความสามารถของลมปราณตามเวลาและฤดูกาล เพราะว่าใช้ชีพจรลมปราณของธรรมชาตินี่เอง”เสียงหัวเราะเบาๆของนัวร์ดังออกมาน้อยๆก่อนที่เปลือกตาทั้งสองจะเปิดขึ้น เผยนัยน์ตาสีแดงสดและสีทองกระจ่างให้มองรอบด้านอีกครั้ง

รอบด้านที่เต็มไปด้วยความมืดมิดบัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยกระแสลมปราณสีเขียวอ่อนคล้ายควันที่ดูสบายตา ลมปราณสางสุรีย์เคล็ดรอนฤดูเป็นลมปราณที่ผสานเข้าเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ ดังนั้นแล้วทำไม่อวิชชามหาวัตรถึงถูกจัดเป็นอวิชชาสายมารแทนที่จะเป็นอวิชชาสายเต๋ากัน?

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ยังไม่มีเสียงประกาศว่าเราสำเร็จอวิชชามหาวัตรด้วยสิ”

“แต่ตอนนี้เราก็สัมผัสชีพจรฤดูได้แล้วนี่ ตรงจุดนั้นที่มีชีพจรฤดู.. อาจจะเป็นจุดที่เป้าหมายของเราอยู่ก็ได้”รันตั้งท่าจะก้าวขาออกทว่านัวร์กลับร้องห้ามขึ้นมาเสียก่อน

“รอก่อน ใจเย็นสิเพื่อน นอกจากชีพจรฤดูแล้วแกยังมองข้ามอะไรไปรึเปล่า?”นัวร์กล่าวออกมาก่อนจะเร่งความเร็วในการแผ่ขยายของกระแสลมปราณ เพิ่มขอบเขตการรับรู้ออกไปและผลักดันลมปราณให้ไปกระจุกอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับจุดที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงชีพจรฤดู

“นี่มัน พลังวัตรอ่อนแอขนาดนี้ แถมยังมีสองจุด”

“คนที่มีพลังวัตรอ่อนแอแบบนี้คงต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน ฉันว่าแทนที่เราจะสนใจชีพจรฤดู ทำไมไม่ค่อยๆยัดเยียดลมปราณของเราเข้าไปในร่างกายของทั้งสองคนนี่แล้วเยียวยาพลังวัตรของพวกมันซะ จากนั้นก็เข้าไปช่วย ..เป็นอันเสร็จ”คำแนะนำของนัวร์ทำให้เขายิ้มกว้างออกมา ร่างของยักษ์อัสนีที่อยู่ในโหมดกลายมารเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่ใช่การก้าวเท้าสั้นๆเหยียบลงไปบนกำแพงพลังจิต ในตอนนี้ร่างของยักษ์อัสนีกำลังแหวกว่ายไปท่ามกลางกระแสธารลมปราณสีเขียว เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับธารลมปราณเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

ลมปราณสางสุรีย์เคล็ดรอนฤดูนั้นเป็นลมปราณรักษาเยียวยาชนิดหนึ่งที่จะเพิ่มพูนพลังวัตรของผู้ใช้ขึ้นเรื่อยๆและจะบังคับให้แผ่ขยายขอบเขตการโคจรลมปราณไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีชีพจรฤดูอยู่ในระยะที่ขอบเขตการโคจรสัมผัสได้ ผู้ใช้เคล็ดรอนฤดูนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีพลังวัตรกึ่งอนันต์

ตราบใดที่โลกยังไม่ดับสูญ ลมปราณก็จะฟื้นฟูได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมด

ทว่าลมปราณนี้กลับอันตรายกว่าที่เห็น ธารลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างกายนั้นสามารถถูกปนเปื้อนได้ด้วยพิษจากพลังพิเศษจากภายนอก และทันทีที่มันถูกชักนำเข้าสู่ร่างกายนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากถูกพิษ การจะใช้เคล็ดรอนฤดูได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ฝึกจำเป็นต้องเรียนรู้เคล็ดสามตาที่ทำให้สามารถอ่านกระแสลมปราณและแยกแยะได้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่ แถมด้วยเคล็ดสามตานี้จะทำให้ผู้ฝึกสามารถสัมผัสกระแสลมปราณได้อย่างที่ไม่ควรจะเป็น

ทว่ารันและนัวร์ในตอนนี้ที่มีร่างกายของยักษ์อัสนีนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพิษเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของยักษ์นั้นมีความทนทานต่อพิษสูง และแน่นอนว่าระดับชั้นที่เทียบเท่ากับมหาราชานั้นไม่ใช่เพียงแค่ฐานะหลอกๆ มิหนำซ้ำเขายังมีเวทนภานิรนามที่สามารถทำให้อ่านและแยกแยะพลังพิเศษได้ ทำให้ไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องฝึกเคล็ดสามตาเพื่อตรวจสอบลมปราณ แถมด้วยจิตลำนำล่มฟ้าที่จะทำให้เขาสามารถสัมผัสกระแสลมปราณแปลกปลอมได้ราวกับว่ามันเป็นของตัวเองด้วยการใช้แรงดึงดูดชักนำ

หากฝึกใช้งานจนคล่องแคล่วแล้ว เคล็ดรอนฤดูของยักษ์อัสนีกลายมารตนนี้ก็ห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบเพียงแค่เส้นบางๆกั้นเอาไว้เพียงเท่านั้น

รันและนัวร์บังคับร่างกายแหวกว่ายผ่านกระแสลมปราณตรงเข้าหาจุดพลังวัตรอ่อนแอสองจุดที่ค่อยๆสูบกินพลังวัตรของเขาเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทว่าพลังวัตรของทั้งสองนั้นดูเหมือนจะไม่สามารถเยียวยาเป้าหมายทั้งสองให้กลับไปอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ได้

เสียงสะอึกสะอื้นเบาๆดังกระทบโสตประสาทของรันและนัวร์ ยักษ์อัสนีหยุดเคลื่อนไหวลงในทันทีก่อนจะเร่งลมปราณร้อนในร่างกายให้หนาแน่นขึ้น เพิ่มความสามารถของสัมผัสการรับฟังให้ดียิ่งกว่าเก่า เสียงร้องไห้นั้นเป็นของเด็กผู้หญิงไม่ผิดแน่นอน ทว่ายังมีเสียงปลอบโยนเบาๆดังออกมาเป็นช่วงๆ เขารู้เพียงว่าเจ้าของเสียงทั้งสองนี้ต้องเป็นผู้ที่กลืนกินพลังวัตรของเขาอยู่ไม่หยุดอย่างแน่นอน

“เด็กสองคนนี่คงจะเป็นเด็กที่แกต้องช่วยในภารกิจสินะ?”

“ก็คงอย่างนั้นแหละ แต่ทำไมพวกเราถึงสัมผัสถึงพลังวัตรจุดอื่นนอกเหนือจากสองจุดนี้ไม่ได้เลยกัน? ภารกิจนั่นไม่ใช่ว่าต้องช่วยเด็กสองคนนี่และเอาชนะใครอีกคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ?”นัวร์ตอบกลับมาเพียงเสียงครางฮือในลำคอ ยักษ์อัสนีเม้มริมฝีปากก่อนจะกระโจนตรงเข้าไปหาจุดพลังวัตรสองจุดที่เป็นต้นตอของเสียงร้องไห้คร่ำครวญทันที

ใช้เวลาไม่นานด้วยความช่วยเหลือจากการเสริมความเร็วจากเคล็ดเพลิงตะวันและการดึงดูดลมปราณเพื่อเพิ่มความเร็วในการโคจรของเคล็ดเปลวหิมะ ความเร็วของพวกเขาในตอนนี้จึงร่นระยะทางไกลกว่ากิโลเมตรมาได้ราวกับเป็นการก้าวเท้าเดินนวยนาดเพียงไม่กี่วา

ภาพตรงหน้าทำให้ยักษ์อัสนีต้องเลิกคิ้วขึ้น

“ฉันปล่อยให้แกคุยเองก็แล้วกัน ฉันไม่ค่อยถูกกับเด็กซักเท่าไหร่”เสียงของนัวร์ดังขึ้นในหัวพร้อมกับเขาที่เริ่มสัมผัสได้ถึงตัวตนของนัวร์ทางเริ่มจางลงราวกับว่ากลับลงไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาอีกครั้ง ทว่าเคล็ดรอนฤดูที่ยังโคจรได้อย่างไม่ติกจัดนี่บอกเขาได้ดีว่านัวร์ยังไม่ได้หนีหายไปไหน

แต่ตรงหน้าต่างหากที่เขาต้องปวดหัว

ใช่ว่าเขาจะถูกกับเด็กมากไปกว่านัวร์นี่นา รันถอนหายใจเบาๆก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิมองดูเด็กสาวตัวเล็กสองคนที่กำลังกอดกันแน่นปลอบประโลมกันและกันอย่างไม่สนใจรอบด้าน ร่างกายที่ผอมซูบของเด็กสาวทั้งสองนี้ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับเขาเท่าไหร่ ดูจากปริมาณพลังวัตรที่พวกเธอสูบไปแล้วแต่ก็ยังไม่ฟื้นฟูมากเสียเท่าไหร่ สภาพที่ย่ำแย่แบบนี้จึงยังอยู่ในขอบเขตของการคาดเดา

ยักษ์หนุ่มได้แต่เร่งโคจรลมปราณเพื่อเพิ่มปริมาณพลังวัตรป้อนให้กับเด็กสาวสองคนนี้เรื่อยๆอย่างไม่คิดอะไรมาก และในระหว่างนั้นที่เด็กสองคนนี้ไม่หันมารับรู้การมีตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาจึงฉวยโอกาสสำรวจสภาพของเด็กสาวสองคนนี้อย่างรวดเร็ว

ทั้งสองคนสวมเสื้อเกาะอกตัวเล็กเผยหน้าท้องและกระโปรงสั้นประมาณเข่า ทับด้วยเสื้อนอกที่ยาวกว่าช่วงอกลงมาเล็กน้อยสีดำสนิทปักลวดลายสีทองสวยงามคู่กับปีกสีดำคู่หนึ่งที่หุบเก็บจนเขาไม่อาจรู้ขนาดที่แท้จริงของมันได้ ที่ศีรษะของเธอทั้งสองคนประดับเอาไว้ด้วยหมวกทรงกระบอกเตี้ยๆที่ปีกหมวกมีลักษณะคล้ายจะงอยปากของนกทำจากโละสีทองเงาวาวดูเหมือนกับหมวกของบุรุษไปรษณีย์ในแถบยุโรป คนหนึ่งมีผมสีเทาเข้มยาวถึงสะโพกมัดรวบเอาไว้ง่ายๆ ส่วนอีกคนมีผมสีอ่อนกว่าเล็กน้อยจนดูคล้ายขี้เถ้า กำลังถูกปลอบประโลมด้วยเสียงร้องไห้ที่แฝงความเศร้าสร้อยเอาไว้ไม่แพ้กัน

เขาไม่ถูกกับน้ำตาของผู้หญิง ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่ร้องไห้จนเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่นี่ยิ่งแล้วใหญ่ รันส่งสัญญาณให้นัวร์เร่งโคจรลมปราณให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณพลังวัตรให้มากขึ้นอีก ส่วนเขาก็เริ่มรวบรวมธารพลังวัตรที่กระจัดกระจายออกไปกว้างไกลให้ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างกายของเด็กสาวทั้งสองด้วยความเร็วที่เหมาะสมสอดคล้องกับจังหวะที่พวกเธอกินพลังวัตรของเขา

รันหลับตาลงก่อนจะทุ่มเทสมาธิทั้งหมดเพื่อเร่งเพิ่มปริมาณพลังวัตรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้เคล็ดรอนฤดูจะทำให้เขามีพลังวัตรไม่จำกัด ทว่าร่างกายของเขาที่ว่าทนทานกว่าคนทั่วไปแล้วนั้นยังรู้สึกหนักอึ้งเหมือนใส่ชุดเกราะเหล็กหนักหลายตัน ถ้าหากผู้ที่ใช้เป็นมนุษย์ปกติไม่ตายสนิทไปตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสได้ถึงชีพจรฤดูแล้วหรอกหรือ?

แปะ..

รันลืมตาขึ้นเล็กน้อยและใช้นัยน์ตาสีทองส่วนที่ตนเองควบคุมมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า มือทั้งสองข้างของเขาถูกกอบกุมเอาไว้ด้วยมือเล็กๆของเด็กสาวทั้งสองที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างหลังจากผ่านไปนานพอสมควร สีหน้าที่ดูดีขึ้นของพวกเธอทำให้เขาต้องยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะกลับไปโคจรลมปราณต่อ

“พี่ชาย.. พี่ชายเป็นใครกัน ทำไมถึงได้มีพลังวัตรมากมายขนาดนี้?”รันไม่ตอบคำถาม เขากลับยิ่งเร่งความเร็วของการโคจรลมปราณเข้าไปอีกจนร่างกายเริ่มเย็นเฉียบและเหงื่อกาฬไหลพราก ยักษ์หนุ่มกัดฟันกรอดก่อนจะชะลอความเร็วของกระแสลมปราณลงและหน่วงมันเอาไว้ ก่อนจะถ่ายเทมันเข้าสู่ร่างกายของเด็กสาวทั้งสองเป็นระลอกๆ วิธีนี้ช่วยให้เขาสามารถแบ่งพลังวัตรมาฟื้นฟูร่างกายได้พอสมควร

“พี่ชาย พอได้แล้ว ถ้าพี่ชายยังถ่ายเทพลังวัตรให้กับพวกเรามากไปกว่านี้ล่ะก็ จะเป็นพี่ชายซะเองนะที่จะตายน่ะ”เสียงของเด็กสาวอีกคนไม่ได้ทำให้เขาหยุด รันฉวยโอกาสนี้คว้ามือของเด็กสาวทั้งสองเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะผละออกห่างจากเขา รอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปากด้านซ้ายที่นัวร์ควบคุมอยู่พร้อมกับเสียงพูดของคนที่กล่าวอ้างว่าตนไม่ถูกกับเด็ก

“ไม่ต้องเป็นห่วงน่านกน้อย พวกฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

พลังวัตรระลอกสุดท้ายถูกส่งผ่านออกไปยังเด็กสาวทั้งสองก่อนที่รันและนัวร์จะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน เสียงสองเสียงที่ดังออกมาพร้อมๆกันทำให้เด็กสาวทั้งสองผงะถอยหลังไปได้เล็กน้อยแต่ก็ได้ไม่นานนักเมื่อทั้งสองคนรีบรุดตรงเข้ามาขนาบข้างของเขาเอาไว้ราวกับต้องการจะพยุงร่างที่อ่อนแรงนี้เอาไว้

“เหะ! ก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”รันแค่หัวเราะก่อนจะเปิดหน้าต่างสัมภาระและนำน้ำยาฟื้นฟูพลังกายสูตรพิเศษที่ได้มาจากรัดเกล้าอนาวิลมาดื่มทันที รสชาติที่เหมือนเครื่องดื่มเกลือแร่รสมินต์เย็นฉ่ำชุ่มคอเรียกคืนกำลังวังชาที่ถูกสูบออกไปกลับมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แต่แล้วเมื่อเขาหันไปมองยังหน้าต่างสัมภาระอีกครั้งก็พบว่าช่องเก็บของทุกอย่างนอกจากยาฟื้นพลังที่มีน้อยนิดนั้นกลายเป็นสีเทาไปทั้งหมด รอยยิ้มที่มีอยู่ก็เหือดแห้งไปในทันที

ทว่าความหวังของเขายังไม่เหือดหายไปเมื่อเขายังสามารถเรียกทิวาปรปักษ์หรือราตรีครวญคลั่งออกมาผ่านไอเท็มรีดเดอร์ได้อยู่ รันถอนหายใจโล่งอกก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเด็กสาวทั้งสองด้วยสีหน้าอิดโรย

“พี่ชายเป็นใครกัน?”คำถามแรกถูกส่งมากจากเด็กสาวผมยาว

“แล้วทำไมพี่ชายถึงมีพลังวัตรมากพอๆกับเทพเจ้าเลยล่ะ?”

ตามมาด้วยคำถามจากเด็กสาวผมสั้นที่ถามออกมาด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น

“อืม ยังไงดีล่ะ.. พี่ก็เป็นแค่คนที่ผ่านมาเฉยๆล่ะมั้ง? แล้วที่มีพลังวัตรมากมายแบบนั้นน่ะ พี่ควรจะต้องถามพวกเรามากกว่านะว่าทำไมต้องรับพลังวัตรมากขนาดนั้นถึงจะกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม? พวกเราเป็นใครกันแน่ หืม?”เป็นอีกครั้งที่นัยน์ตาสีแดงด้านซ้ายหลุบปิดลงเมื่อรันเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่นัวร์ไม่อาจทนฟังได้ถึงกับต้องหลบไปหัวเราะก๊ากลั่นในหัวของเขา

“ข้าชื่อฮูกินน์ ส่วนนี่มูนินน์.. พี่ชายล่ะ?”เด็กสาวผมยาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรแล้วจึงผายมือแนะนำเด็กสาวผมสั้นอีกคน รอยยิ้มกว้างที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเป็นเหมือนฟ้าหลังฝนอันสดใส รอยยิ้มของเด็กสาวทั้งสองทำให้เขาสบายใจขึ้นมาได้เล็กน้อย

“พี่ชื่อรัน.. ส่วนฉันชื่อนัวร์”การแนะนำตัวที่ดูจะคล้องจองกันนิดหน่อยของรันและนัวร์สร้างความประหลาดใจให้กับเด็กสาวทั้งสองได้เล็กน้อย ทว่าพวกเธอทั้งสองกลับไม่ใส่ใจมันและเริ่มดำเนินการยิงคำถามใส่เขาต่อทันทีโดยไม่ปล่อยให้เขาได้พูดอะไรอีก

“แล้วพี่ชายมาที่นี่ได้ยังไงกัน? ที่นี่คือคุกลับต่างมิติของท่านโอดินเชียวนะ แค่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เทพก็ไม่น่าที่จะเข้ามาในแอสการ์ดได้แล้ว แต่พี่ชายไม่ใช่ทั้งเทพหรือมนุษย์..”ฮูกินน์กล่าวออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ ทว่าสิ่งที่เธอเด็กสาวผมยาวพูดออกมานั้นทำให้ทั้งรันและนัวร์ต้องเบ้หน้า และนั่นก็ยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่มูนินน์กำลังจะพูดออกมา

“..แถมพี่ชายยังเรียกตัวเองว่าจอมมาร การจะเข้ามาในสวรรค์ได้พี่ชายคงไม่ได้เข้ามาด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาแน่นอน ที่นี่คือคุกที่แม้กระทั่งท่านธอร์หรือท่านโลกิยังไม่อาจเข้ามาได้เลยนะ พี่ชายเข้ามาที่นี่ได้ยังไงเหรอ?”เด็กสาวผมสั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัยไม่แพ้ฮูกินน์ รันยิ้มแห้งๆก่อนจะค่อยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เขานึกออกแล้วว่าเด็กสาวสองคนนี้เป็นใคร

“ฮูกินน์กับมูนินน์ อีกาส่งสารประจำตัวของโอดิน”นัวร์ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง แม้จะไม่เคยจะพบกันแต่มูนินน์นั้นรู้ว่าเขาเป็นใคร แถมข้อสงสัยที่ทั้งสองตั้งขึ้นมายิ่งทำให้เขาเริ่มที่จะสาปแช่งอัลเทียที่ให้ภารกิจบ้าๆนี่มาอย่างลืมตัว

ให้มาช่วยฮูกินน์กับมูนินน์ แล้วคนที่เขาจะต้องเอาชนะคงไม่ใช่โอดินหรอกใช่ไหม? และเขาก็นิ่งค้างไปได้ไม่นานจนกระทั่งฮูกินน์ยืดตัวขึ้นมาจรดริมฝีปากที่แก้มของเขาเบาๆ ยักษ์หนุ่มสะดุ้งโหยงหันไปมองเด็กสาวที่หอมแก้มเขาด้วยความตกใจ จนต้องถูกจู่โจมอีกครั้งด้วยมูนินน์ที่ทำแบบเดียวกัน

“อืม.. พี่ชายได้รับคำอวยพรจากเทพีแห่งโชคลาภ ที่พี่ชายเข้ามาในคุกนี่ได้ก็คงจะเป็นท่านอัลเทียช่วยสินะ นี่ๆ มูนินน์ เจ้าก็รู้เหมือนกันใช่ไหมว่าพี่ชายมาที่นี่เพราะอะไร?”ฮูกินน์เผยรอยยิ้มกว้างออกมาก่อนจะหันไปพูดกับคู่หูสาวที่ยิ้มกว้างออกมาไม่แพ้กัน มูนินน์ฉีกยิ้มยิงฟันก่อนจะสยายปีกออกกระพือบินโลดแล่นไปทั่วด้วยความยินดียิ่ง

“พี่ชายจะมาช่วยพวกเราไปจากท่านโอดิน!

“เอ๋? โอดินอย่างนั้นเหรอ?”รันพึมพำออกมาก่อนจะกลอกตามองฟ้า นี่อัลเทียจะให้เขาเอาชนะโอดินเนี่ยนะ? บ้าไปแล้วแน่ๆ เทพีแห่งโชคลาภคนนั้น นัวร์ยกมือซ้ายของเขาขึ้นกุมขมับอย่างรวดเร็วด้วยความวิตกจริตที่ไม่ได้น้อยไปกว่ารันเสียเท่าไหร่ ระดับของเขาแค่ 80 แล้วจะให้เอาชนะมหาเทพอย่างโอดินน่ะหรือ? เทพีแห่งโชคลาภคนนั้นบ้าไปแล้วจริงๆ อัลเทียนั่นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!

“ส.. สะๆๆ ..สงบสติอารมณ์เอาไว้หน่อยเพื่อนยาก เทพีนั่นคงไม่ได้ให้ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้กับแกหรอกน่า ใช่ๆๆ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ..”ทั้งๆที่กำลังบอกให้เขาใจเย็นและตั้งสติ นัวร์กลับออกอาการมากกว่าเขาเสียอีก รันถอนหายใจหนักๆก่อนจะใช้มือขวาปัดมือซ้ายที่นัวร์ควบคุมอยู่ออกไปจากตรงหน้าทันทีเพื่อที่จะพบกับฮูกินน์และมูนินน์ที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้าเขาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม.. แล้วท่านโอดินเนี่ย จับพวกเราเอาไว้ทำไมเหรอ?”สิ้นเสียงคำถามของเขา สีหน้าของทั้งสองก็หมองลงในทันใดโดยเฉพาะฮูกินน์ที่มีสีหน้าเศร้าหมองยิ่งกว่าคู่หู เด็กสาวผมยาวเม้มริมฝีปากเรียบแน่นและก้มหน้างุด ปล่อยให้มูนินน์เป็นฝ่ายตอบคำถามของเขา

“ท่านโอดินไม่กลัวว่าพวกเราจะหนีไปก็เลยจับพวกเรามาขังเอาไว้ที่นี่ ถ้านับดูแล้วก็นานหลายร้อยปีแล้วล่ะ ถึงท่านโอดินจะเข้ามาตรวจดูพวกข้าและคอยทำลายพลังวัตรของพวกข้าไม่ให้ฟื้นตัว.. เดี๋ยวสิ ช่วงเวลาที่ท่านโอดินจะเข้ามาที่นี่มันก็ตอนนี้แล้วนี่!?”คำพูดของมูนินน์ตบหน้าของเขาดังฉาด รันกัดฟันกรอดทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่โผล่ขึ้นมาเสียดื้อๆในสถานที่แห่งนี้ และขุมพลังน่ากลัวนั้นก็กำลังพุ่งตรงมาทางพวกเขาด้วยความรวดเร็ว

“ชิบหายแล้วเพื่อนยาก”

“ไม่ต้องบอกก็รู้เฟ้ย”รันลุกขึ้นพรวดจนอีกาสาวทั้งสองสะดุ้งเฮือก ยักษ์อัสนีกลายมารไม่รอเวลาตายให้มาถึงโดยไม่ทำอะไรเลย รันกดไอเท็มรีดเดอร์เรียกเอาทิวาปรปักษ์มาถือไว้ที่มือขวาและราตรีครวญคลั่งที่มือซ้าย เครื่องประดับเขาเองก็ถูกเรียกใช้ผ่านไอเท็มรีดเดอร์เช่นกัน มัจฉาคลั่งอัสนีถูกประกาศใช้ออกมาพร้อมกับสายฟ้าที่แล่นปลาบไปทั่วบริเวณ ในเมื่อศัตรูคือมหาเทพแถมเขายังถูกห้ามไม่ให้ใช้ไอเท็มอื่นๆนอกจากยาฟื้นพลัง เขาต้องใช้ทุกอย่างที่มีอย่างไม่มีการออมมือใดๆทั้งสิ้น

ปราณเย็นผนึกไว้ที่คาตานะยาวในมือขวา ปราณร้อนผนึกไว้ที่ดาบยักษ์ในมือซ้าย เคล็ดรอนฤดูถูกใช้เพื่อฟื้นฟูลังวัตรอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับยาฟื้นพลังกายที่ถูกใส่ไว้ในไอเท็มรีดเดอร์ เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นตรงหน้า ดาบยักษ์ในมือซ้ายของยักษ์อัสนีกลายมารลุกพรึบด้วยเปลวเพลิงสีแดงสดก่อนจะถูกวาดออกไปสุดแรงเกิดหมายจะใช้โอกาสที่อีกฝ่ายยังไม่รู้ความสามารถของเขาชิงโจมตีก่อน

อวิชชาทลายทัพ ดับเพลิงมังกร

ราตรีครวญคลั่งหวดลงกับพื้นอย่างรุนแรง ใบดาบทั้งสองที่มีลักษณะคล้ายส้อมเสียงกระจายคลื่นเสียงออกไปพร้อมกับเพลิงวัตรพุ่งไปยังทิศทางที่ขุมพลังมหาศาลนั่นพุ่งเข้ามา ยักษ์หนุ่มไม่รอเวลาเพื่อที่จะเห็นผล ทันทีที่คลื่นเพลิงปะทะกับเงาสีดำทิวาปรปักษ์ในมือขวาก็เงื้อไปด้านหลัง วาดสวนส่งคลื่นไอเย็นออกมา

อวิชชาทะเลเหนือ ป่วนกระแสมรสุม

เพลิงวัตรสีแดงสดที่ลุกไหม้ร่างสีดำนั้นอยู่ไม่ได้หยุดมันเอาไว้ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าคลื่นไอเย็นนั้นกลับทำให้เงาร่างนั้นชะงักได้ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีแดงฉานปรากฏขึ้นท่ามกลางกองไฟนั้นและส่องประกายวูบ

เพียงเท่านั้นการโจมตีด้วยอวิชชาของเขาก็เปล่าประโยชน์ในทันที

เงาร่างนั้นก้าวออกมาจากกองเพลิงราวกับเดินผ่านกองฟาง ร่างของชายหนุ่มสูงหุ่นล่ำสันในชุดเกราะเข้ารูปไม่ได้ทำให้เขาไหวติง นัยน์ตาสองสีของเขาและนัวร์ยังคงจับจ้องไปที่ร่างของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอสการ์ดด้วยประกายวาวโรจน์และความหยิ่งยโส ร่างของมหาเทพผู้องอาจแผ่ไอเวทมนตร์ออกมาจำนวนมาก นั่นไม่ใช่การกดดันที่ใช้ได้ผลสำหรับเขา นั่นยิ่งเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของโอดินเลยด้วยซ้ำ

-สัตว์อสูร มหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งแอสการ์ด โอดิน ชั้นเทพเจ้า ระดับ 680 ปรากฏ ผู้ที่ถูกสังหารเสียชีวิตจะถูกริบทรัพย์สินทั้งหมด ลดค่าสถานะพลังโจมตี พลังป้องกันและบารมีลงครึ่งหนึ่ง ลดระดับลง 40 ระดับ สูญเสียอาวุธยุทธภัณฑ์ 12 ชิ้น และเพิ่มเวลารอเกิดเป็น 190 วันค่ะ-

-ทักษะพิเศษ หอกสวรรค์วันพิพากษา ทักษะพิเศษของมหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งแอสการ์ด โอดิน ทำงาน ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในระยะสายตาของโอดินจะไม่สามารถหลบการโจมตีจากหอกเทพเจ้า กุงนีร์ พ้นค่ะ-

ทักษะอาณาเขตบอสที่คล้ายคลึงกับมัจฉาคลั่งอัสนีของเขาทำให้รันเลิกคิ้วขึ้นมาน้อยๆ แม้ระดับจะมีมากถึง 680 แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ถูกโจมตีมันก็เปล่าประโยชน์ ทว่าทักษะที่จะปัดทางหนีของเขานั้นไม่ได้ทำให้เขาสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหอกที่รวดเร็วและไม่มีวันพลาดเป้าอย่างกุงนีร์จะเร็วสักแค่ไหน

“เจ้าเป็นใคร.. ยักษ์สายฟ้าจากโยทันไฮลม์อย่างนั้นหรือ?”น้ำเสียงทุ้มห้าวแฝงไปด้วยอำนาจบารมีเรียกรอยยิ้มของราชาร้อยสมิงออกมา แม้ต่อหน้าเทพเจ้าเขาก็ยังยิ้มออก ผู้ที่ทำแบบนี้ได้มีอยู่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น คือหนึ่ง.. ผู้ที่เสียสติเมื่ออยู่ต่อหน้าเทพเจ้าที่มีพลังเหนือกว่าราวสวรรค์นรก หรืออีกหนึ่ง.. ผู้ที่มั่นใจในฝีมือของตัวเองว่าสามารถต้านทานเทพเจ้าระดับนี้เอาไว้ได้อย่างไม่มีปัญหา

พวกเธอ ฮูกินน์และมูนินน์หวังว่าเขาคนนี้จะอยู่ในกรณีหลัง

“หา? ข้าน่ะหรือยักษ์สายฟ้าจากโยมันไฮลม์? น่าขัน..”ยักษ์หนุ่มขยับยิ้มกริ่มเสแสร้งดัดแปลงคำพูดของตนเพื่อปิดบังว่าตนเป็นผู้เล่นเป็นการป้องกันตนเองชั้นที่สอง นัยน์ตาสองสีวาวระริกพร้อมกับประกายสายฟ้าที่แล่นวาบไปทั่วร่างกาย

“ไม่มีใครส่งข้ามาทั้งนั้น มหาเทพแห่งแอสการ์ด ข้าเป็นเพียงผู้ที่เดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อเสาะแสวงหาของมีค่าที่ต้องการข้ามาเป็นเจ้าของเท่านั้น..”ยักษ์หนุ่มขยับยิ้มเมื่อตนรู้สึกได้ถึงจี้ห้อยคอที่อกซึ่งร้อนฉ่าขึ้นมาชั่วครู่ เป็นโชคดีของเขาที่เขาไม่ได้ถอดราชกกุธภัณฑ์ฟ้าดินเก็บไว้ในหน้าต่างสัมภาระเหมือนกับราชกกุธภัณฑ์จ้าวชีวิต และมันก็เป็นเรื่องดีที่เขาเก็บฟริกไนท์จำนวนมากที่ได้มาจากการสังหารไบโอรอยด์ในโกดังเก็บของเอาไว้ในไอเท็มรีดเดอร์เช่นเดียวกัน

“และข้าก็เผอิญผ่านมาแถวนี้และได้ยินนกน้อยทั้งสองร้องขออยากติดตามข้าไปก็เท่านั้น ข้าเองก็ปฏิเสธอิสตรีไม่ได้เสียด้วยสิ ท่านโอดิน”น้ำเสียงช่วงท้ายเป็นเชิงหยอกล้อ ยั่วอารมณ์โกรธให้กับมหาเทพแห่งแอสการ์ดจนมากเกินพอดี พริบตาที่เทพแห่งสงครามเหยียดยิ้ม รันก็บังคับให้ฟริกไนท์พุ่งออกมาจากหน้าต่างไอเท็มรีดเดอร์และมาห่อหุ้มตัวของเขาเป็นเกราะแบบเดียวกับที่เคยใช้ตอนยังอยู่เหมืองมิธริล

สายฟ้าจำนวนมากแล่นปลาบเข้าสู่หอกเทพเจ้าที่พุ่งตรงเข้าหาเขาหมายจะเพิ่มรูหายใจให้สะดวกขึ้นอีกสักรู ผลของหอกสวรรค์วันพิพากษาและมัจฉาคลั่งอัสนีขัดกันเองจนกุงนีร์ต้องถูกดีดกลับไปหาเจ้าของผู้ขว้างมันออกมาด้วยความเร็วที่ไม่แพ้ความเร็วเดิมที่ถูกขว้างมา

สีหน้าตกตะลึงของมหาเทพสร้างความพึงพอใจให้กับเขาได้อย่างง่ายดาย เมื่อคนที่มั่นใจในการโจมตีของตนมากเห็นว่ามันใช้ไม่ได้ผลก็ย่อมต้องขวัญเสียเป็นธรรมดา แต่นี่คือหอกเทพเจ้าที่ไม่มีวันพลาดเป้า และผู้ที่ขว้างมันมาคือมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งตำนานนอร์ส เทพผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม โอดิน สิ่งที่เขาหวังไว้มีมากกว่าความตระหนก

มันคือความหวาดกลัว เคลือบแคลงใจ ไม่เชื่อมั่น และความแค้น

“ข้าได้บอกท่านรึเปล่าท่านโอดิน? สายฟ้าของข้าก็เหมือนหอกของท่าน ไม่มีผู้ได้หลบมันได้หรอกนะ”นัยน์ตาสีแดงและทองเรืองแสงสว่างด้วยพลังวัตรในกายที่เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ลวดลายบนเกราะด้านซ้ายเรืองแสงสีแดงและในขณะเดียวกันก็เรืองแสงสีน้ำเงินที่ด้านขวา และเกราะฟริกไนท์ที่ว่าแข็งแกร่งก็ปรากฏรอยแตกที่ตรงกลางให้แสงสีเหลืองส้มเล็ดรอดออกมา

ภาพลักษณ์ของยักษ์อัสนีกลายมารผู้ใช้นามราชาร้อยสมิงในตอนนี้นั้น..

น่าเกรงขามไม่แพ้มหาเทพเบื้องหน้าเลยสักนิด!

“โอ.. น่าสนุก น่าสนุกจริงๆ ข้าไม่ได้พบกับศัตรูที่ควรค่าแก่การเอาจริงแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่คราวก่อนที่ได้ประมือกับซูสและศิวะ น่าสนุกจริงๆ!”แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวมหาเทพทวีความรุนแรงขึ้น ทว่ายังอยู่ในระดับที่เขาคาดเอาไว้ ยักษ์หนุ่มซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ใต้หมวกเกราะ รันและนัวร์ต่างก็รู้กันดีว่าระดับ 80 ไม่มีทางเอาชนะระดับ 680 ได้ แต่ถ้าเขาสามารถต่อสู้จนสามารถทำให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้หรือล้มลงได้

เพียงเท่านั้นก็จะถือว่าเขาชนะและผ่านภารกิจ และต่อจากนั้นถ้าหากโอดินไม่ยอมให้เขาหนีล่ะก็ ทักษะของอาชีพขั้นสอง เขาจะได้ทดสอบกับมหาเทพแห่งแอสการ์ดนี้เป็นคนแรก!

“ถ้าท่านไม่บุก ข้าจะเข้าไปเองก็แล้วกัน!

สายฟ้าแล่นปลาบห้อหุ้มดาบทั้งสองเล่มเอาไว้เช่นเดียวกับลมปราณสางสุรีย์ และเมื่อมีอนุภาคเวทมนตร์จากร่างกายของโอดินด้วยแล้วดาบของเขาจึงเร็วขึ้นมากด้วยลมใต้ปีกจากเวทนภานิรนาม และแน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้จิตลำนำล่มฟ้าที่จะเพิ่มความเร็วในการโจมตีให้เขาจึงถูกใช้ออกมาอย่างไม่ต้องคิดซ้ำสอง

เปรี้ยง!

ทิวาปรปักษ์ปะทะเขากับกุงนีร์และยื้อยุดแข่งแรงกันอย่างน่าสะพรึงกลัว แรงของมหาเทพที่ผนึกเวทมนตร์เอาไว้ในแขนทั้งสองข้างกับยักษ์อัสนีที่มีทั้งลมปราณ พลังจิต และเวทมนตร์หนุ่นเสริม และมิหนำซ้ำยังมีสายฟ้าเพิ่มพลังการทำงานของกล้ามเนื้อ แรงของทั้งสองนั้นไม่มีใครยอมใคร ทว่าในเวลานี้รันไม่ได้อยู่คนเดียว

นัวร์ที่ควบคุมร่างกายด้านซ้ายแทงราตรีครวญคลั่งงัดขึ้น ใช้ช่องว่างตรงกลางระหว่างใบดาบหนาทั้งสองยึดกุงนีร์เอาไว้และบิดข้อมือทำให้หอกเทพเจ้าต้องล่าถอยจากการวัดความแข็งแกร่งกับทิวาปรปักษ์ด้วยความจำยอม

“สเลปนีร์!”เสียงทุ้มมากด้วยบารมีลั่นโองการอัญเชิญเทพอาชาแปดขาออกมา วงกลมไสยเวทสีดำปรากฏขึ้นที่ใต้เท่าของทั้งสองก่อนที่สายฟ้าสีดำจะหาดเปรี้ยงลงมากลางวงเวท

สเลปนีร์ส่งเสียงร้องลั่นก่อนจะกระทืบเท้าหน้าทั้งสี่ของมันลงกับพื้นส่งคลื่นกระแทกออกมาหมายจะซัดเขาให้กระเด็น ทว่ามันกลับไม่ง่ายแบบนั้นเมื่อทิวาปรปักษ์ตวัดวาดวูบ การโจมตีของเทพอาชาก็ถูกดูดกลืนหายเข้าไปไม่เหลือร่องรอยเอาไว้ให้ได้สืบหา และแล้วความสงสัยของทุกผู้ทุกคนก็ถูกคลี่คลายเมื่อลวดลายสีแดงบนเกราะทวีแสงเจิดจ้าขึ้นมาพร้อมกับการโจมตีแบบเดียวกันกับเมื่อครู่ถูกปล่อยออกมาเมื่อดาบยักษ์วาดลงกระแทกกับพื้นพลังจิตที่สร้างขึ้นมาเป็นที่หยั่งเท้า

ครืน!!

การโจมตีจะไม่ทำร้ายเจ้าของ ทว่านี่ไม่ใช่ แรงกระแทกที่เป็นพลังปราณเพียวๆของสเลปนีร์ถูกแฝงมาด้วยเพลิงวัตรของลมปราณแสงสุรีย์เคล็ดเพลิงตะวัน เทพอาชากระทืบเท้าอีกครั้งส่งการโจมตีแบบเดียวกันเข้าไปต้านทาน เปิดโอกาสให้กับเทพสงครามแห่งนอร์สได้พุ่งหอกอีกครั้ง

เส้นทางแห่งชัยชนะ หอกสังหารเทพ

แต่คราวนี้กุงนีร์ที่ถูกขว้างมานั้นแฝงทักษะการโจมตีเอาไว้ด้วย ทว่านัยน์ตาของผู้ฝึกยุทธ์ที่ชำนาญกระบวนท่าย่อมไม่ทรยศต่อเจ้าของ ทักษะสันทัดเพลงหมัดทำให้เขาอ่านทางการโจมตีของโอดินออกได้อย่างรวดเร็ว และทักษะญาณทิพย์ก็ทำให้เขาสามารถคาดการณ์เป้าหมายของการโจมตีได้

กุงนีร์

หอกเทพเจ้าทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง จนหอกเล่มหนึ่งที่สร้างขึ้นมาจากพลังพิเศษต้องแตกสลายและหอกอีกเล่มที่เป็นของจริงต้องถูกดีดกลับไปหาเจ้าของอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ และนั่นก็สร้างความประหลาดใจให้กับมหาเทพได้อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

โอดินไม่คิดจะสู้ในสถานะที่ตนไม่มีเปรียบ มหาเทพแห่งแอสการ์ดกระโดดขึ้นหลังสเลปนีร์

“เหะๆๆ ทางข้าก็เอาบ้างซี่!

 

 

 

 

คุยกับผู้อ่าน.. ที่สนใจส่วนนี้

อู้ว!! มันส์ไปนิสนุง.. การทดสอบบ้าอะไรฟะ? นี่ไม่กะให้ผ่านเลยใช่ไหมน่ะ? ทำไมยอดแฟนคลับมันถึงขึ้นเอาๆนะ แต่ยอดคอมเม้นท์ไม่กระดิกเลย อยากอ่านความคิดเห็นของทุกท่านครับ จะดีหรือไม่ดีก็แสดงความคิดเห็นมาเถอะครับ จะได้นำไปปรับปรุง บอกตามตรงครับว่าผมอ่านนิยายหลายเรื่องมาก แต่หนึ่งในจำนวนแรงบัลดาลใจสุดๆเลยก็คือ Touhou ครับ.. ที่มาของชื่อท่าทั้งหลายน่ะ แต่ช่วงนี้ภาษาไม่ค่อยสวยแหะ

มีคำถามครับ มีใครเคยคิดจะเลิกอ่านตอนที่มีดราม่าเยอะๆบ้างครับ? อุตส่าห์ “ฮาเร็ม” ตัวแดงๆไว้แล้วเชียวนะ ยังมีคนไม่ถูกมาม่าหลอกซะอีก

ป.ลิง สารภาพครับ.. แต่งอีกเรื่องอยู่เวลาที่มีมู้ด Love Route น่ะ มันเยอะกว่าที่คิดมากเลย ไม่น่าใส่ไปตั้งเก้ารูทเลยนะครัสแหม่ ฆ่าตัวตายจริงๆ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1,285 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #1187 BlueSkyZ12 (@0801334044) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 00:53
    Drama is bad for life Please low drama
    #1187
    0
  3. #896 ไร้รูปไร้เสียง (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2555 / 15:02
    ผมเกือบจะลืมแล้วนะเนี่ย แต่ก็สนุกเหมือนเดิมนะ ตัวละครแสดงความเป็นตัวเองออกมาพอตัวเลย
    #896
    0
  4. #895 Fateจัง (@kitti741) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2555 / 01:13
    งืมๆ เป็นอีกเรื่องเลยที่ลืมนะเนีย
    ก็นานมากเลยลืมอะ
    #895
    0