God Presentiment Online ภาค สงครามเทียมเทพ

ตอนที่ 119 : บทที่ 7 ลานสังหารยามค่ำคืน : วิญญาณที่ถูกล่ามโซ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 ส.ค. 57

บทที่ 7 ลานสังหารยามค่ำคืน
ช่วงแรก วิญญาณที่ถูกล่ามโซ่

เคร้ง!

คุไนสีดำกับดาบคาตานะสีเขียวปะทะกันอย่างรุนแรงและเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟตกกระจายไปทั่ว ความเร็วในการวาดดาบของเดียร์ไม่ใช่ธรรมดาและดรีมเองก็ไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนักเนื่องด้วยการต่อสู้กับผู้เล่นหรือสัตว์อสูรรูปแบบมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องถนัด จริงอยู่ว่าเธอสามารถจัดการผู้เล่นได้ในการลงมือครั้งเดียวแต่นั้นคือการลอบสังหาร ไม่ใช่การต่อสู้แบบนี้

คำถามคือทำไมเธอถึงไม่กรีดเลือดแล้วกระจายเลือดตัวเองให้กลายเป็นละอองบังคับให้เดียร์สูดหายเข้าไป แต่เรื่องนั้นเธอลองแล้วและมันไม่เป็นผล สาเหตุก็คือเดียร์ที่อยู่ตรงหน้าของเธอนี้สามารถหลบการโจมตีทางกายภาพได้ราวกับผีสาง

และที่สำคัญ..

เดียร์ไม่หายใจ

ถึงจะประหลาดแต่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอนี้อาจจะไม่ใช่เดียร์เต็มร้อย แต่มันก็แค่อาจจะ มันยังมีความเป็นไปได้ว่าเดียร์จะใช้เวลาหลายร้อยปีที่ห่างจากรันทำการฝึกฝนตัวเองหรือเพิ่มความสามารถในการใช้พลังวิญญาณมากขึ้นจนสามารถทำแบบนี้ได้

คุไนเล่มหนึ่งที่ถูกซัดออกไปทะลุร่างกายของศัตรูไปราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอคือภูตผีจริงๆ นั่นคือข้อยืนยันที่เธอมั่นใจแล้วว่าเดียร์ที่อยู่ตรงหน้าของเธอนี้ไม่สามารถล้มลงได้ด้วยการโจมตีทางกายภาพหรือการใช้เลือด สิ่งที่จะมอบชัยชนะให้กับดรีมได้นั้นมีเพียงพลังพิเศษที่สามารถรบกวนกระแสของพลังวิญญาณได้อย่างพลังลมปราณเท่านั้น

แต่วิชาลมปราณเดียวที่พอจะสร้างความเสียหายได้คือวิชาสำหรับฆ่าที่เธอไม่อยากใช้ ดรีมกัดฟันขวางคุไนสองเล่มขึ้นรับดาบของอีกฝ่ายแล้วสบถออกมาเงียบๆคนเดียว เดียร์คือเป้าหมายในการมายังโลกอสูรของรันและเพื่อใช้สร้างความสงบให้กับทวีปเกียร์

ดังนั้นหากเธอเผลอพลั้งมือฆ่าเดียร์ไปรันจะเกลียดเธอเอามากๆ

บางทีอาจถึงขั้นไม่ยอมคุยด้วยเลยด้วยซ้ำ

มิมิคสาวเม้มริมฝีปากแน่นและใช้พลังจิตที่ตนไม่ถนัดเทเลพอร์ทตัวเองด้วยวิธีของรันสร้างระยะห่างระหว่างตนเองกับอีกฝ่ายเท่าที่ทำได้ ลมหายใจของดรีมสั้นและกระชั้นแสดงออกถึงแรงที่ใช้ออกไปในการปะทะกับเดียร์ในช่วงเวลาสั้นๆ เธอเหนื่อยราวกับวิ่งเต็มฝีเท้ามาสิบกิโลฯแต่อีกฝ่ายนั้นไม่มีแม้แต่เหงื่อสักเม็ด แบบนี้จะว่าเธออ่อนแอหรือว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไปดีล่ะ

ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังกัดกินดรีมอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าพลังด้านลบในร่างกายจะช่วยยังไงก็ไม่สามารถขจัดได้ทั้งหมด เดียร์สะบัดดาบครั้งหนึ่งและวาดขึ้นมาเบื้องหน้าย่างเท้าตรงเข้ามาหาเธอด้วยฝีเท้าสั้นๆแต่เสมอต้นเสมอปลาย

เป็นเหมือนนรกอเวจีที่คืบคลานเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ

นาฬิกาตลับพกในอกเสื้อถูกดึงออกมาติดต่อไปหาผู้ที่มอบมันมาให้เธอในทันที ต่อให้รู้ว่ามันจะเป็นการรบกวนเขาแต่ว่าในตอนนี้มันไม่มีเรื่องอะไรใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าหากเธอไม่บอกเรื่องที่เดียร์อยู่ที่นี่กับรันแล้วล่ะก็อะไรๆมันอาจจะผิดพลาดไปทั้งหมด รวมทั้งความผิดพลาดที่ว่าเธอจะผิดคำพูดที่บอกกับรันเอาไว้ว่าเธอจะอยู่กับเขาและไม่ยอมตายลงไป

“..รัน? ขอโทษนะที่ติดต่อมาตอนนี้แต่มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ”

ปลายสายไม่ได้ตอบกลับมาแต่สายตาที่มองมายังหน้าต่างสนทนาแบบเห็นภาพนั้นตอบสนองความต้องการของเธอได้ทั้งหมด แม้เขาจะเบิกตากว้างขึ้นมาเมื่อเห็นสภาพอันเหนื่อยหอบและเปลวเพลิงสีเขียวที่หลุดออกมาทุกลมหายใจของเธอแต่ก็ไม่ได้พูดและรอคอยให้เธอบอกความต้องการของตน

“เดียร์อยู่ที่นี่ แต่ดูไม่เหมือนเดียร์เท่าไหร่ ดรีมคุยต่อไม่ได้แล้วล่ะ จะเปิดหน้าต่างสื่อสารทิ้งเอาไว้บนหัวนะ ดรีมอธิบายอะไรไม่ค่อยเก่ง แต่เห็นภาพตรงๆเลยน่าจะดีกว่า”เด็กสาวเป่าปากตั้งสติและวาดนิ้วส่งหน้าต่างสื่อสารขึ้นไปบนศีรษะพร้อมปรับหมุนให้เป็นแบบเดียวกับในสิ่งที่เธอเห็น เมื่อไม่มีหน้าจอสีดำมาบดบังทัศนะวิสัยแล้วดรีมจึงค่อยๆโคจรลมปราณ ลมหายใจที่ติดขัดค่อยๆปรับระดับลงอย่างช้าๆจนอยู่ในเกณฑ์ปกติในที่สุด

//ท่านดรีมเจ้าคะ ลงมือได้เต็มที่เลยเจ้าค่ะ แต่ถ้าหากสังหารท่านเดียร์ได้แล้วขอให้แย่งชิงอะไรก็ตามที่เหลืออยู่จากร่างกายเอาไว้ให้ได้เร็วที่สุด// ดรีมชะงักไปกับสิ่งที่ชิกิลว่า เดียร์คือเป้าหมายของรันในการมาที่โลกอสูร ถ้าหากเธอลงมือฆ่าเดียร์ไปแล้วรันจะไม่โกรธเธอหรอกหรือ?

//หมายความว่ายังไง?//

//ท่านเดียร์ที่ท่านดรีมกำลังเผชิญหน้าอยู่เป็นร่างแยกวิญญาณที่ถูกควบคุมเจ้าค่ะ การจะใช้ร่างแยกวิญญาณโดยไม่สนใจเจตจำนงของเจ้าของได้นั้นจะต้องใช้อวัยวะของเจ้าของมาเป็นแกนของวิญญาณ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าอวัยวะที่ว่านั่นคืออะไรในกรณีของร่างแยกที่อยู่ต่อหน้าท่านดรีม แต่นั่นไม่ใช่ท่านเดียร์เจ้าค่ะ ลงมือเต็มที่ได้เลย!// ดรีมมองเดียร์ที่อยู่ตรงหน้าของตนอีกครั้ง สิ่งที่ชิกิลพูดออกมามันฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายชนิดไหนอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ ดังนั้นนี่จึงเป็นร่างแยกจากพลังวิญญาณไม่ผิดแน่นอน

แต่ต่อให้รู้ว่าลงมือได้เต็มที่มันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเธอจะชนะได้นี่?

“รัน.. ถ้าดรีมใช้อวิชชา รันจะคอยเตือนสติดรีมให้ได้ไหม?”ปลายสายเงียบไปในทันทีที่เธอพูดออกมา ในชีวิตการเล่นเกมของดรีมนั้นเธอรู้จักอวิชชาอยู่สองชนิด ก็คืออวิชชามารสืบสุราที่เป็นอวิชชาประจำเผ่าพันธุ์ และอวิชชาอีกชนิดที่เป็นอวิชชาของเผ่าพันธุ์เช่นกันแต่มันเป็นอวิชชาต้องห้าม แม้อวิชชาจะเป็นวิชาที่อันตรายและผิดหลักการอยู่แล้วแต่เธอก็ไม่นึกว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เห็นอวิชชาต้องห้ามมากกว่าหนึ่งชนิด

มันเป็นอวิชชาที่คล้ายกับอวิชชามหาวัตร

ทว่ามันตรงกันข้าม

//ฉันจะรีบไปหาให้เร็วที่สุด//

คำกล่าวของรันสร้างความเบาใจให้กับเธอได้มากโขอีกทั้งยังเป็นเหมือนทางออกสุดท้ายที่จะไม่มีวันปิดลงไม่ว่าเธอจะถลำลึกไปมากแค่ไหนก็ตามที อวิชชาต้องห้ามของเผ่าพันธุ์มิมิคเป็นอวิชชาอันตรายที่จะเล่นกับการคงอยู่ของผู้ใช้ นี่คือสาเหตุที่เผ่าพันธุ์นี้คือเผ่าพันธุ์อันตรายที่ถูกล่าจนสูญพันธุ์เพราะความหวาดกลัวเช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ยักษ์อัสนีผู้ควบคุมสภาพอากาศ

“เดียร์ ถ้ากลายเป็นผีอีกรอบก็อย่าว่ากันเลยนะ อโหสิฯๆ”

อวิชชาวจีมัจจุราช ห้องเชือดเดนตาย!



บรรยากาศโดยรอบพลันหนักอึ้งขึ้นมาจาก้าวที่แสนเบาบางของเดียร์หนักอึ้งจนพื้นหินแตกร้าวเป็นหลุมลึก ถ้าหากสิ่งที่ดรีมเข้าใจเกี่ยวกับโลกอสูรแห่งนี้ถูกต้องทั้งหมดนั้นเดียร์ในตอนนี้คงถูกลดระดับลงมากโข ด้วยร่างวิญญาณที่เริ่มปรากฏนอยซ์ขึ้นมาทำให้ดูเหมือนภาพฉายที่ติดขัดถูกคลื่นรบกวน

และคลื่นรบกวนที่ว่านั้นก็คือตัวตนของอวิชชาอันตรายนี้ที่ทำร้ายแม้กระทั่งเจ้าของ

ดรีมในตอนนี้มีสภาพไม่ต่างไปจากศพเดินได้ ผิวกายที่ขาวอยู่แล้วซีดลงจนไม่ต่างไปจากก้อนเนื้อสีชมพูที่ไร้สีเลือดและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าราวกำลังเน่าเปื่อยภายในเวลาไม่กี่วินาที อวิชชาวจีมัจจุราชเป็นเหมือนอวิชชาที่ใช้สำหรับฆ่าตัวตายของเผ่าพันธุ์มิมิค มันเป็นอวิชชานี้นี่เองที่เผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมโลกทั้งหลายต่างหวาดกลัว

ห้องเชือดเดนตายนั้นส่งผลไม่ต่างไปจากชื่อของมัน

การใช้อวิชชานี้จะส่งผลให้พลังวัตรภายในหลุดออกจากการควบคุมโดยสมบูรณ์แบบและไหลทะลักออกจากนอกร่างกายประหนึ่งมวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลทะลักออกจากเขื่อนขนาดเล็ก พร้อมๆไปกับเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งห้าโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เลือดของมิมิคนั้นมีความพิเศษไม่ต่างไปจากของเหลวอื่นๆในร่างกาย มันไม่ได้ทำเพียงส่งกลิ่นหอมแต่ยังมีคุณสมบัติเป็นเสมือนปราณกรดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเพิ่มความอันตรายให้กับสิ่งมีชีวิตใดๆโดยรอบ หนำซ้ำเลือดของดรีมนั้นพิเศษกว่ามิมิคทั่วไปเพราะมีส่วนผสมของมนตร์ดำอยู่ด้วย

อวิชชานี้คือสาเหตุที่ทำให้เธอเริ่มฝึกควบคุมเลือดด้วยลมปราณแทนที่จะเป็นเวทมนตร์ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะเมินเวทมนตร์ไปเสียทั้งหมด มนตร์ดำที่ผสานเข้ากับเลือดของดรีมนั้นในวันแรกที่คุเรไนนำเรื่องนี้มาบอกเธอนั้นเธอก็รู้อยู่แล้วว่าต้องการมนตร์บทไหน เวทมนตร์ที่จะช่วยให้อวิชชานี้ไม่สามารถฆ่าเธอได้ไม่ว่าจะในกรณีไหนก็ตาม

พลังงานที่ล่องลอยอยู่ในอากาศหรือก็คืออณูพลังงานที่เพิ่มพลังให้กับสิ่งมีชีวิตบัดนี้ถูกพลังวัตรจากห้องเชือดเดนตายเผาไหม้ไปจนหมดแล้ว อวิชชานี้เป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของอวิชชามหาวัตรที่แท้จริง ไม่เหมือนของรันที่แผ่พลังวัตรที่มีฤทธิ์กร่อนทำลายออกมา อวิชชามหาวัตรที่แท้จริงจะมีคลื่นพลังวัตรที่ช่วยเยียวยาในระดับหนึ่งถ้าหากได้รับในปริมาณที่พอดี อวิชชาวจีมัจจุราชคือสิ่งที่อยู่ด้านตรงข้ามกับมัน

แม้พลังวัตรที่แผ่ออกมาจากร่างกายของดรีมจะมีส่วนผสมของพลังด้านลบเหมือนรันแต่เธอไม่ได้ควบคุมมัน ทำให้ผลของพลังวัตรนั้นอันตรายและรุนแรงยิ่งกว่า พร้อมทั้งทำการเผาไหม้อณูพลังงานในอากาศทั้งหมดอย่างไม่เลือกฝักฝ่าย เผ่าผลาญแม้กระทั่งตัวของมันเองและให้กำเนิดอณูพลังวัตรใหม่ที่มีฤทธิ์เป็นกรดบ่อนทำลายที่รุนแรงมากยิ่งกว่าเดิม

ร่างกายที่ไร้ชีวิตของดรีมในตอนนี้ไม่ต่างจากศพที่ยืนอยู่ได้ด้วยเจตจำนงล้วนๆ มันคือผลลัพธ์ของเวทมนตร์ในกระแสเลือดที่ทำงานเมื่อร่างกายของผู้ใช้เข้าใกล้ความตายจนห่างจากปรโลกไม่ถึงครึ่งก้าว มันคือมนตร์ดำที่ผนึกวิญญาณของผู้ใช้เข้ากับร่างกายและเปลี่ยนผู้ใช้มนตร์ดำนั้นให้กลายเป็นผีดิบชั่วขณะหรือจนกว่าร่างกายจะฟื้นฟู และเมื่ออยู่ในสภาพนี้ไม่ว่ายังไงก็ตามพลังชีวิตก็จะไม่มีทางลดลงไปต่ำกว่าหนึ่งได้เด็ดขาด

แม้เวทมนตร์ที่ล่ามโซ่วิญญาณเอาไว้กับร่างกายไม่ให้ตายตกไปด้วยการโจมตีใดๆก็ตามจะเหมือนว่ามีข้อดีบานตะไท แต่ข้อเสียของมันก็มีมากไม่ต่างกัน

ร่างกายที่ไม่ต่างไปจากศพทำให้ระบบประสาททำงานบกพร่องและไม่สามาระรับรู้ถึงความเจ็บปวด ไม่สามารถรับรู้ถึงสภาพรอบด้านได้ด้วยการรับรู้ทั่วไปของตา หู จมูกหรือผิวหนัง เมื่อไร้ซึ่งการควบคุมของระบบประสาทเรี่ยวแรงจึงเพิ่มมากขึ้นเหมือนขีดจำกัดของร่างกายถูกปลดออก สติยังมีทว่าการใช้เหตุผลนั้นเลือนหายไปจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่ช่วยให้เธอรู้ว่าต้องทำอะไรในตอนนี้คือความคิดและเจตจำนง

“ฆ่าเดียร์.. แย่งของดร็อป... ฆ่า!”

คุไนทั้งสองในมือของผู้พูดถูกปล่อยทิ้งด้วยมือทั้งสองข้างที่ร่วงทิ้งลงด้านข้างลำตัว การโจมตีต่อมาของดรีมนั้นไม่มีลูกเล่น ไม่มีการพลิกแพลง แต่กลับอัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลที่ส่งผ่านฝ่ามือเข้าปะทะกับคมของคาตานะสีเขียวจนเลือดสาดกระเซ็น แลกมาด้วยควันเหม็นฉุนกึกของโลหะประหลาดที่ถูกกัดกร่อนจนหักครึ่งลงคาที่ท่ามกลางสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ของคนทั้งสอง

หนึ่งคือศพที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความคิด อีกหนึ่งคือวิญญาณที่ถูกชักใย

ฝ่ามืออีกข้างที่ไม่บาดเจ็บถูกเหวี่ยงซัดเข้าไปที่กกหูของร่างวิญญาณจนเกิดอาการนอยซ์ขึ้นมาอีกครั้ง การโจมตีแต่ละครั้งของดรีมในตอนนี้แฝงเอาไว้ด้วยลมปราณมหาศาลที่ส่งออกมาจากร่างกายตลอดเวลาเหมือนไม่มีวันหมด ตราบใดที่เธอยังไม่ตายลงลมปราณภายในก็จะก่อกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ และตราบใดที่มนตร์ดำในเลือดของเธอไม่ถูกชำระล้างด้วยน้ำมนตร์หรือธาตุศักดิ์สิทธิ์เธอก็จะไม่มีวันตาย

เธอคำนวณออกมาแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่เลือกว่าอยากได้มนตร์บทไหนมาใช้เพื่อฝึกศาสตร์แห่งการควบคุมโลหิตตอนที่รู้ว่าตนคือมิมิค มันคือการคำนวณที่คำนึงถึงทุกปัจจัย หนึ่งในการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่จะฟังคำสั่งเพียงครั้งเดียวและจะไม่หยุดจนกว่าจะทำสำเร็จ

ร่างแยกวิญญาณที่ถูกควบคุมของเดียร์ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดหรือรำคาญใจกับการโจมตีที่บ่อนทำลายเสถียรภาพของการคงรูปวิญญาณของดรีมแม้แต่เพียงน้อย กลับกันการโจมตีโดยใช้ดาบคาตานะที่หักครึ่งต่างมีดสั้นนั้นกลับยังอันตรายไม่ต่างไปจากการโจมตีของดรีมเสียด้วย

การแทงครั้งหนึ่งหมายถึงพลังวัตรที่หายไปจากร่างกายพร้อมๆกับร่างกายที่สูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูที่จะค่อยบุบสลายอย่างไร้ทางเยียวยา แผลแล้วแผลเล่าที่ฝากฝังเอาไว้โดยเดียร์บนตัวของดรีม พลังวัตรที่สูญเสียไปค่อยๆฟื้นฟูกลับมาและทำลายความเสถียรของวิญญาณของศัตรู

การต่อสู้ของทั้งสองไม่มีทางจบลงได้จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแตกดับ

ระหว่างร่างกายของดรีมหรือความเสถียรในวิญญาณของเดียร์ สิ่งไหนจะแตกสลายก่อนกันท่ามกลางบรรยากาศที่ไร้อากาศและปราศจากอณูพลังงาน สภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิจะต้องตายตกลงในทันทีนี้จะทำลายใครก่อนกันระหว่างดรีมหรือเดียร์!

เด็กสาวทั้งสองแลกการโจมตีกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เสียงของการปะทะดังลั่นไปทั่วทั้งทางเดินเรียกความสนใจของผู้ที่หลบอยู่ที่นี้ได้ไม่น้อย แต่การที่ไม่มีใครออกมาดูหรือออกมาให้เห็นนั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าไม่มีใครโง่ถึงขนาดที่จะไม่รู้ว่าอาณาเขตหลายสิบเมตรของโถงทางเดินนี้ไม่ต่างไปจากห้องเชือดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ย่างก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่สนใจชีวิตตน

ร่างกายของดรีมที่ซีดเขียวช้ำเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ ผิวหนังที่ถลอกปอกเปิกจนเห็นเนื้อเห็นกระดูก ทว่ากลับไม่มีเลือดไหลทะลักออกมาจากบาดแผล เป็นภาพที่แปลกตาและหดหู่ใจได้ในเวลาเดียวกัน แต่แล้วสภาพของเดียร์เองก็ดูจะย่ำแย่ไม่ต่างไปจากดรีมมากเท่าไหร่นัก แม้ร่างวิญญาณจะไม่สามารถได้รับบาดเจ็บทางกายภาพได้แต่ร่างที่เคยแค่โปร่งแสงบัดนี้จางลงจนต้องเปลี่ยนคำเรียกใหม่เป็นโปร่งใส

ดวงตาที่กลอกกลับจนเหลือเพียงตาขาวนั้นสองแสงสีเขียวสว่างจางๆพร้อมกับมือทั้งสองข้างที่ยกขึ้นขยับศีรษะที่บิดผิดรูปจนลงมาห้อยแนบไปกับบ่ากลับเข้าที่พร้อมเสียงกระดูกลั่นกราว แม้จะไร้ความสามารถในการฟื้นฟูโดยธรรมชาติทว่าพลังงานด้านลบกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคุณสมบัติทางธรรมชาติของมัน

ความต้องการและความเป็นห่วงของเจ้าของพลังนี้กำลังเยียวยาเธอ

แต่หากในเวลานี้ดรีมยังมีสติเหลืออยู่เต็มร้อยและสามารถมองเห็นด้วยตาได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการสัมผัสเป้าหมายด้วยลมปราณแล้วล่ะก็เธอจะเห็นได้เลยว่าอะไรคืออวัยวะที่ชิกิลบอกว่าจำเป็นต้องใช้เพื่อสร้างร่างแยกวิญญาณโดยไม่จำเป็นต้องการความสมัครใจของเจ้าของร่าง มันคือดวงตาข้างขวาที่เด่นชัดเจนเหมือนเป็นลูกตากลมๆที่ลอยอยู่กลางอากาศเลยก็ไม่ปาน

หากเธอสามารถควบคุมตัวเองได้ล่ะก็สิ่งที่ควรจะทำในวินาทีนี้มีเพียงสลายพลังลมปราณหายร่างกายของเธอสามารถทะลุผ่านอีกฝ่ายได้และเอื้อมมือไปคว้าดวงตานั่นเท่านั้น

แต่ไม่.. เธอทำไม่ได้ในตอนนี้

เป้าหมายของเธอในตอนนี้คือกำจัด ฆ่า และแย่งชิงเท่านั้น

ไม่ว่าต่อให้สถานการณ์เบื้องหน้าจะเป็นต่อและทำให้การต่อสู้ง่ายขึ้นเพียงใดทางเลือกของดรีมก็ถูกเลือกไปแล้วและจะไม่มีวันเปลี่ยนไปจนกว่าที่ร่างแยกวิญญาณของเดียร์จะสูญสลายไปจนหมด นั่นก็เหลือเพียงอีกปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่จะทำให้ชัยชนะของดรีมแน่นอน

เวลา

อวิชชาวจีมัจจุราชทำให้อาณาเขตรอบตัวผู้ใช้ปราศจากอณูพลังงานพิเศษไม่ว่าจะเป็นปราณ จิต หรือแม้แต่เวทมนตร์และทันทีที่มีอนุภาคใดๆที่ระบุได้ว่าเป็นพลังงานข้างต้นรุกล้ำเข้ามา พลังปราณที่มีฤทธิ์เป็นกรดบ่อนทำลายพลังงานด้วยกันก็จะทำลายมันในไปพร้อมๆกับตัวเองในทันที และพลังงานที่ถูกทำลายไปนั้นก็จะก่อเกิดขึ้นมาใหม่ภายในร่างกายของผู้ใช้โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นสองเท่าและถูกขับออกมาในเวลาติดๆกัน

พลังวัตรของดรีมในตอนนี้เปรียบเสมือนสิ่งที่ก่อให้เกิดห้องเชือด เสมือนต้นเพลิงให้เตาหลอมที่จะเผาซากศพของศัตรูมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับตนเอง เพิ่มแรงให้ไฟนั้นกระจายออกไปได้ทั่วและแผดเผา เชือดเฉือนศัตรูที่เข้ามาใกล้ให้ตายตกไปโดยไม่มีโอกาสใดๆจะได้โจมตีหรือแตะตัว

มันคือวิชาของมิมิคเพื่อที่จะใช้เอาตัวรอดในยามที่ทุกๆอย่างเลวร้ายสุดๆแล้วจริงๆ เมื่อใช้วิชานี้มิมิคจะถูกทำให้กลับไปอยู่ในร่างของหีบสมบัติ แผ่ไอพลังวัตรอันตรายออกมารอบตัว จะมีน้อยตนนักที่สามารถคงรูปร่างมนุษย์ของตนเองเอาไว้ได้ แต่ว่าถ้าหากเตรียมพร้อมและรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ดี สิ่งที่ต้องทำในการสังหารมิมิคคือถ่วงเวลาพวกที่คงร่างได้ให้ตายไปเอง และใช้ธนูหรืออาวุธโจมตีระยะไกลทำลายหีบเสีย

แต่หากรอดและสามารถเข้าใกล้ศัตรูและอยู่ใกล้ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

ชัยชนะนั้นแน่นอน ศัตรูจะตายไปเองด้วยพลังวัตรที่ทำร้ายร่างกายตัวเอง

เธอไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง พลังวัตรจะระเหิดไปทั้งๆที่ยังอยู่ในร่างและทิ้งให้แห้งกรอบหรือว่าถูกเผาไหม้ไปและทำร้ายร่างกายของศัตรู เธอไม่เคยใช้มันมาเลยในก่อนหน้านี้เพราะว่ากลัวความเจ็บปวดที่มันจะก่อให้เกิดขึ้น แต่ในตอนนี้เธอมีพลังด้านลบของรันคอยช่วยเหลือดังนั้นเธอถึงเลือกที่จะเสี่ยงล้มเดียร์ให้ได้ก่อนที่พลังที่สูบมาจากรันจะหมดไปเสียก่อน

ทว่าสิ่งที่ดรีมต้องการให้เป็นนั้นไม่ง่ายแบบนั้น

เดียร์ที่อยู่ตรงหน้าของดรีมนั้นคือร่างแยกก็จริง ทว่าสิ่งที่ดูเหมือนวิญญาณของเดียร์อีกคนที่พยายามที่จะแยกตัวเองออกมาจากร่างแยกนั้นแปลกยิ่งกว่าสีหน้าของร่างแยกที่เริ่มแสดงออกถึงความเจ็บปวดเสียอีก ดรีมที่รับรู้ถึงเหตุการณ์เบื้องหน้าของตนนั้นจึงชะงัก พลังวัตรที่เธอใช้สามารถสัมผัสได้ว่าดวงพลังงานของร่างที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นกำลังแตกออกเป็นสอง

หนึ่งในเดียร์ทั้งสองที่พยายามดันตัวเองออกจากหลังของอีกฝ่ายนั้นถูกมัดล่ามเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนสีเขียวที่มีไฟสีเดียวกันลุกท่วม มือข้างหนึ่งดันที่ศีรษะของอีกคนส่วนมืออีกข้างนั้นถือเคียวสีเงินด้ามเล็กเอาไว้ซึ่งดูเหมือนกับเคียวขนาดใหญ่ที่ถูกย่อส่วน

เคียวด้ามนั้นสามารถตัดโซ่ที่เชื่อมต่อระหว่างวิญญาณทั้งสองได้

ดรีมที่ชะงักนิ่งอยู่กับที่ตะลึงงันไปกับสิ่งที่ตนเองเห็นก็เผลอปล่อยให้พลังด้านลบของรันหลุดออกจากขอบเขตที่อยู่ในการควบคุม ส่งผลให้เปลวเพลิงที่หลุดออกมาพร้อมกับลมหายใจเพิ่มจำนวนขึ้นและแทรกซึมออกมาจากผิวหนังและยกเลิกอวิชชาลงไปท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ใช้ที่กลับมามีสติเต็มร้อยอีกครั้ง และภาพที่เห็นด้วยสองตาบวกกับสิ่งที่ลมปราณของเธอบอกยืนยันอย่างแน่ชัดแล้วว่าในตอนนี้เธอควรจะทำอะไร

มิมิคสาวสะกิดเท้าเพิ่มความเร็วตัวเองด้วยการผนึกปราณลงไปที่เท้าโดยไม่รอให้ร่างกายฟื้นฟู เลือดทุกหยดที่ระเหยอยู่ในอากาศถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างกายทันทีที่วิ่งผ่าน แม้จะไร้เรี่ยวแรงและปวดไปทั้งตัวแต่ถ้าหากพลาดโอกาสนี้ที่เป้าหมายหยุดนิ่ง การจะฉวยโอกาสคว้าดวงตาข้างนั้นออกมาจะไม่มีมาง่ายๆอีกแล้ว

น่าเสียดาย อีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นดวงตาที่เป็นตัวกลางของร่างแยกวิญญาณก็จะอยู่ภายในเอื้อมแขนแล้วแท้ๆหากไม่ใช่ว่าโซตรวนวิญญาณสีเขียวที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างกะทันหันและดึงตัวเดียร์ที่พยายามหลบหนีออกจากร่างแยกไปเสียก่อน

เมื่อเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ทันการแล้วอาวุธลับจึงถูกเรียกออกมาสู่มือด้วยทักษะอาชีพ ดรีมไม่สนใจเคียวสีเงินที่ปรากฏขึ้นในมือของร่างแยกวิญญาณแทนที่ดาบคาตานะที่หักไปและพลิกดาวกระจายกลับด้านก่อนจะพลิกข้อมือคว้างออกไปยังเป้าหมาย เจาะจงให้ด้านทื่อของดาวกระจายเป็นจุดที่สัมผัสกับดวงตาและดีดมันให้กระเด็นออกจากกลุ่มก้อนพลังงานที่รวมตัวกันเป็นเดียร์

แต่ทุกๆอย่างมันดูจะไม่ง่ายขนาดนั้นเมื่อในจังหวะเดียวกันกับที่ดาวกระจายสัมผัสดวงตาและกระแทกมันออกจากที่อยู่ของมัน เคียวในมือขวาของเดียร์พลันตวัดตัดลงที่แขนของดรีมจนขาดฉับ เรียบและไร้ซึ่งความเจ็บปวดให้ได้รู้สึก

มิมิคสาวกัดฟันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายมองข้ามแขนซ้ายของตนและเอื้อมแขนขวาออกไปซัดหนึ่งในอาวุธลับที่ไม่เคยคิดจะใช้ออกไป ตาข่ายที่เต็มไปด้วยยันต์สีเหลืองถูกส่งไปปกคลุมดวงตาของเดียร์ที่หลุดออกจากร่างแยกไปเพื่อไม่ให้ไอควันสีเขียวที่แผ่ออกมารวมตัวกันเป็นร่างแยกอีกร่าง ยันต์อาคมทำงานของมันได้ดีและผนึกการเคลื่อนไหวของพลังงานภายในลูกตานั้นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยรอยยิ้มดีใจนั้นเองที่เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญความโชคร้ายให้มาสู่ตัว

แขนขวาที่เอื้อมออกไปนั้นพบเจอชะตากรรมเดียวกับแขนข้างซ้าย ตวัดตัดเรียบเนียนเหมือนมีดร้อนๆที่วาดผ่านเนยอุณหภูมิห้องโดยไร้ซึ่งแรงต้านทาน และดูเหมือนว่าแขนทั้งสองข้างของดรีมที่ขาดไปนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ร่างแยกของเดียร์จะพอใจนักเมื่อมันสืบเท้าเข้าใกล้อีกนิดก่อนจะหมุนตัวเพิ่มแรงเหวี่ยงตวัดเคียวสีเงินนั้นไปยังตำแหน่งของคอที่ไร้การปกป้อง

คมเคียวสีเงินสะท้อนแววตาของผู้ที่เห็นวาระสุดท้ายของตนเองได้อย่างชัดเจนกระจ่างใส น้ำตาหยดเล็กๆก่อตัวขึ้นมาที่หางตาเมื่อนินจาสาวตัวน้อยรู้ว่าสัญญาที่เธอและรันต่างฝ่ายต่างให้เอาไว้แก่กันและกันนั้นจะต้องพังทลายลงเร็วถึงเพียงนี้

ขอโทษนะ รัน

ฉับ..

 

สังเกตไหมครับว่าตั้งแต่เปิดเรื่องมายังไม่เคยมีตัวละครที่เป็นพวกเดียวกับรันตัวไหนตายเลย? ทุกๆท่านจะได้รู้แล้วล่ะครับว่าความสุขของไรเตอร์หลายๆคนคือการทรมานตัวเอก หึ..หึๆๆๆ ไรเตอร์มาเอาตัวดรีมคืนไปแล้วครับ ตัวประกอบ...เท่านั้นที่ไรเตอร์ต้องการ!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1,284 ความคิดเห็น

  1. #1197 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 23:56
    เวร ไรต์เอามาม่ามาให้แด๊กอีกล่ะ งานนี้อิรันจิตด้านลบฟูลเลย สรุป1ในฮาเร็มกระเด็นไปล่ะ จบงานให้ไปกระทืบให้เผ่าทั้ง2กระจายทีน่ะ 
    #1197
    0
  2. #1196 GodUniverse (@bailove009) (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 23:36
    จบงานนี้ ไล่กระทืบสภาไปเลย ทั้งเทพ มารอ่ะ
    #1196
    0
  3. #1195 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2557 / 01:11
    สั้นไปแล้ว ยังไม่ทันจะหวดกันเล้ย
    #1195
    0