God Presentiment Online ภาค สงครามเทียมเทพ

ตอนที่ 118 : บทที่ 6 ความอยากของสงคราม : เมืองท่าที่ลุกเป็นไฟ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ส.ค. 57

บทที่ 6 ความอยากของสงคราม
ช่วงสุดท้าย เมืองท่าที่ลุกเป็นไฟ

ระยะทางระหว่างเมืองหลวงเรลทินและเมืองท่าอัลโกนั้นไม่ไกลมากเท่าไหร่นักและด้วยฝีเท้าของยักษ์อัสนีในร่างต้นตระกูล การเดินทางจึงรวดเร็วและราบรื่น คราวนี้ดรีมที่มีประสบการณ์แนะนำให้โป๊คเกอร์เฟซพยายามข่มตาหลับและนอนราบลงไปกับที่นั่งเล็กๆบนหลังของมังกรยักษ์สีดำที่เต็มไปด้วยหมอน ฟูกและตุ๊กตาที่ชิกิลจัดหามาให้จากไหนไม่ทราบ คืนนี้เขาไม่ต้องการจะหยอกหรือลองใจดรีมเขาจึงจงใจวิ่งให้นิ่งที่สุดโดยการเหยียบอากาศไม่ยอมแตะพื้น

เขาห่วงเธอมากเกินกว่าที่จะทนเห็นดรีมทรมานเพราะอาการปวดหัวอีกแล้ว

แม้จะอยู่ในร่างมังกรแต่เขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินดรีมละเมอชื่อเขาออกมา แม้เวลาจะน้อยมากเท่าที่ใช้ร่วมกันมาแต่ดรีมดูจะติดเขาเร็วยิ่งกว่าใครถ้าเขาไม่นับแอกเนสและมาโก้หรือวอล์ค ทว่าในเวลาเดียวกันขณะที่ดรีมและชิกิลเลือกที่จะหลับเอาแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โป๊คเกอร์เฟซกลับเมินคำแนะนำของดรีมและคอยอยู่เป็นเพื่อนเขาไม่ยอมให้เหงาอยู่คนเดียว

“รันจะเข้าไปคนเดียวจริงๆเหรอ?”

//อืม ฉันให้ชิกิลมาด้วยก็เพื่อให้ดูแลพวกเธอโดยเฉพาะเลย ไม่ต้องขัดนะ ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ เธอไม่อยากอยู่เฉยๆแล้วไม่ทำอะไร แต่ครั้งนี้มันอันตรายเกินไป// รันเปลี่ยนจากวิ่งเต็มฝีเท้าเป็นวิ่งเหยาะๆและหยุดเท้าลงเมื่อเห็นซากโบราณสถานและซากปรักหักพังเบื้องหน้าเป็นปราการจากประวัติศาสตร์ที่รายรอบเมืองท่าอันรุ่งเรืองที่บัดนี้ทรุดโทรมด้วยความขัดแย้ง

“ถ้ามันอันตรายรันก็ยิ่งไปคนเดียวไม่ได้ใหญ่เลย”

//ฉันเอาตัวรอดได้น่า//

“ถ้าอย่างนั้นชั้นเองก็เอาตัวรอดได้เหมือนกัน ดังนั้นชั้นจะไปด้วย”รันเงียบไปในทันทีที่ได้ฟังคำโต้แย้งจากโป๊คเกอร์เฟซ เขาอยากจะสวนกลับไปว่าทำงานคนเดียวสะดวกกว่าแต่ความสามารถของโป๊คเกอร์เฟซนั้นดีเยี่ยมเกินกว่าที่เหตุผลนั้นจะได้ผล เดิมทีในตอนแรกเขาก็พาเธอมาเพื่อให้ช่วยระวังหลังด้วยแต่นั่นคือตอนที่เขาไม่รู้ว่าศัตรูคือลิเวียธาน.. และเผลอๆเบื้องหลังของการโจมตีเมืองอัลโกอาจจะเป็นแผนการอะไรบางอย่างของไอริสอีกด้วย

//แต่..//

“ก็อย่างที่เฟซพูดเอาไว้นั่นแหละ พวกเราดูแลตัวเองได้ ลองคิดดูสิว่าใครเสียท่าปล่อยให้ดรีมตามมาโลกอสูรได้แบบนี้น่ะ หืม?”เมื่อถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำพูดของดรีมที่ตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่ทราบเข้าไปอีกเขาก็ต้องคำรามออกมาในลำคออย่างขัดใจ

//แต่ชิกิล..//

“ข้าไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะเจ้าคะเจ้านาย”

//แต่..//

“ไม่มีแต่แล้วนะรัน ดรีมรู้ว่าต่อให้รันห่วงพวกเรายังไงรันก็ไม่อยากห่างจากพวกเราถ้าไม่จำเป็น ทั้งดรีม เฟซ แล้วก็ชิกิลต่างก็ดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว และต่อให้พวกเราพลาดรันก็พร้อมจะช่วยเสมออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”พูดอีกก็ถูกอีก ดรีมรู้จักเขาดียิ่งกว่าตัวเขาเองอีก เผลอๆอาจจะมากกว่าเงาของเขาอย่างโป๊คเกอร์เฟซและลาสโลว์ด้วยซ้ำ

“แล้วอีกอย่าง การที่รันไม่ยอมให้พวกเราช่วยก็หมายความว่ารันไม่ไว้ใจพวกเราอย่างนั้นสิ?”

ประโยคนี้ของมิมิคสาวทำเอามังกรดำสะอึก

//ฉัน..//

“รันเถียงแพ้แล้วก็ยอมรับเถอะน่า เชื่อมือกันหน่อย พวกเราก็ใช่ว่าจะกระจอกๆนะ”มังกรดำถอนหายใจออกมาและหมอบลงกับพื้นทรายปล่อยให้ผู้โดยสารทั้งสามลงจากหลัง เมื่อแน่ใจว่าทั้งสามลงเหยียบพื้นทรายแล้วรันจึงกลายร่างกลับเป็นร่างมนุษย์เหมือนเดิมและส่งฟริกไนท์จำนวนมากที่เหลือกลับเข้าไปในไอเท็มรีดเดอร์เมื่อหมดหน้าที่ของมัน

“ก็ได้ๆ เอาเรื่องเชื่อใจไม่เชื่อใจมาเล่นแบบนี้มันจี้กันที่จุดอ่อนชัดๆ”สีหน้าหม่นหมองของชายหนุ่มหนึ่งเดียวในคณะทำให้อีกสองสาวที่มีสถานะเท่าเทียมกันได้แต่อมยิ้ม ขณะที่ทั้งสามกำลังใช้ความเงียบในการสนทนาผ่านความรู้สึกนั้นเองชิกิลก็เริ่มทำตามหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายมาทันที

“อัญเชิญ หอดูดาวสีขาวแห่งความจริง”

ไม่เหมือนกับชื่อทักษะที่กล่าวออกมาจากปากของชิกิล สิ่งที่ปรากฏออกมารอบด้านนั้นไม่ใช่กอดูดาวหรือแผนที่ดวงดาวเกี่ยวโยงกับชื่อของสิ่งที่อัญเชิญออกมา แต่มันกลับเป็นแผนที่อย่างละเอียดของเมืองท่าอัลโกที่สร้างขึ้นมาจากประกายแสงระยิบระยับคล้ายกลุ่มดาวบนท้องฟ้า รันมองดูจุดแสงสีแดงจำนวนมากที่อยู่ภายในเมืองและจุดแสงสีฟ้าอ่อนๆที่กระจัดกระจายไปรอบๆเมืองและกระจุกกันอยู่ในปราสาทกลางเมืองเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นที่สุดขอบแผนที่ยังมีจุดแสงสีเขียวอีกสี่จุดบ่งบอกตำแหน่งปัจจุบันของพวกเขา

“จุดสีแดงคือศัตรูส่วนจุดสีฟ้าอ่อนคือมิตร และสุดท้ายจุดสีเขียวคือพวกเราเจ้าค่ะ”รันกวาดตามองแผนผังระบุตำแหน่งของประชากรและศัตรูตรงหน้าก่อนจะหันไปหาเด็กสาวทั้งสองคนที่พร้อมจะช่วยเขาในทุกๆทาง ความสามารถของโป๊คเกอร์เฟซเน้นไปในทางด้านการต่อสู้แบบเปิดเผยมากกว่าการลอบโจมตี ในทางกลับกันการลอบโจมตีและการแฝงตัวคือสิ่งที่ดรีมถนัดที่สุด..

ยักษ์หนุ่มยิ้มออกมาและระบุจำนวนที่แน่นอนของประชากรเมืองที่อยู่นอกพื้นที่ปราสาท จำนวนมีไม่ต่ำไปกว่าสิบจุดและแต่ละจุดนั้นกระจุกอยู่รวมกันมากกว่าหนึ่ง เขาหันไปหาโป๊คเกอร์เฟซและชิกิลก่อนจะเอ่ยปากขอในสิ่งที่ตนต้องการ

“เฟซ เข้าไปในเมืองและจัดการหาที่ปลอดภัยให้กับชาวเมืองที่ไม่ได้ถูกจับ พยายามอย่าให้ถูกจับได้ ฆ่าได้แต่ขอให้จัดการศพดีๆ ห้ามถูกเห็น หลังจากจัดการเสร็จแล้วให้กลับออกมา เธอยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่าง”เด็กสาวผมสั้นในชุดดีลเลอร์โชว์เนื้อหนังมังสาขยับยิ้มกริ่มและพยักหน้ารับหน้าที่

“ส่วนดรีม หน้าที่เดียวกัน ทำงานให้สอดคล้องกับเฟซ แต่เสร็จจากนั้นแล้วให้ลอบเข้าไปในปราสาท ซ่อนตัวให้ดีรอสัญญาณ หลังจากนั้นจะฆ่าใครก็ตามสบาย”นินจาสาวปรบมือเบาๆสองสามครั้งอย่างถูกใจเมื่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นหนึ่งในงานถนัดของตน

“ชิกิล ขอให้ปักหลักอยู่นอกเมือง ถ้าสถานการณ์แย่ยังไงเธอจะเป็นทางรอดของพวกเรา หลังจากสัญญาณแล้วให้อัญเชิญเทพที่ตัวใหญ่และมีความสามารถในการก่อกวนออกมาอาละวาดในเขตเมือง ระวังเรื่องอาคารต่างๆด้วยนะ”คิคิโมร่าสาวแม้จะประหลาดใจกับหน้าที่ของตนแต่ก็รับคำและค้อมศีรษะลงเคารพในการตัดสินใจวางแผนของเจ้านายของตน

“ส่วนสัญญาณ.. เดี๋ยวพวกเธอก็จะได้เห็นเอง วางแผนกันให้เรียบร้อยล่ะ ถ้าจะเริ่มแล้วก็ไปได้เลยทั้งสองคน”รอยยิ้มแสยะของยักษ์หนุ่มพร้อมกับดาบเล่มโตที่ถูกนำออกมาปักลงท่ามกลางพื้นทรายนั้นได้แต่ทำให้ทั้งสามคนที่เหลือต้องการที่จะรู้ว่าสัญญาณนั้นเป็นยังไงยิ่งเข้าไปอีก โป๊คเกอร์เฟซกับดรีมคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนจะตกลงหยุดอยู่ที่ระบบสื่อสารของนาฬิกาที่ได้รับมาจากรัน

ทั้งสองหันกลับไปมองที่รันอีกครั้งก่อนจะเป็นดรีมที่ตรงเข้ามาหาเขาก่อน

ด้วยความสงสัยกับการกระทำของอีกฝ่ายรันจึงออกปากถาม

ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ออกเสียงริมฝีปากของเขาก็ถูกปิดแน่นด้วยริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ยึดศีรษะของเขาเอาไว้แน่นพร้อมกับค่อยๆดึงลงมาเพื่อที่จะไม่ต้องเขย่งตัว จูบครั้งนี้สำหรับรันดูเหมือนว่าจะเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยแต่ในวินาทีถัดมาที่อีกฝ่ายยัดเยียดลิ้นของตนเข้ามารุกล้ำความเป็นส่วนตัวเขาจึงเริ่มที่จะรู้สึกว่าตัวเองคิดผิด ปริมาณพลังชีวิตของเขาค่อยๆถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับพลังพิเศษ

ไม่นานนักเขาก็ต้องเข่าอ่อนและยกมือขึ้นมาจับแขนทั้งสองข้างของดรีมเอาไว้เพื่อพยุงตัว จนแล้วจนรอดดรีมเหลือพลังชีวิตติดเอาไว้ให้เขาเอาตัวรอดเพียงน้อยนิดก่อนจะถอยออกไปแลบลิ้นเลียริมฝีปากพร้อมทั้งขบเขี้ยวของตนที่ริมฝีปากล่างอย่างเย้ายวน

โดยไม่ปล่อยให้เขาตั้งคำถามการจู่โจมระลอกถัดไปก็เข้ามาอีกครั้ง

ไม่ใช่ดรีม แต่เป็นโป๊คเกอร์เฟซ

ระลอกที่สองดูจะรุนแรงกว่ารอบแรก เขารับประกันด้วยประสบการณ์ตรงว่าโป๊คเกอร์เฟซคือเงาของเขาจริงๆ เทคนิคต่างๆนานาที่เจ้าหล่อนประเคนมามันคือวิธีการที่เขาเอาไว้ใช้กับคนอื่นทั้งนั้น มันทำให้เขาได้แต่สนใจกับจูบโดยไม่ได้รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าพลังวัตรที่ฟื้นฟูกลับขึ้นมาเกือบเต็มเกจพลังนั้นถูกสูบออกไปอีกแล้วพร้อมๆกับพลังชีวิต

“พวกเธอ.. ทำอะไร..ฮ่า ให้ตายเถอะ!

เสียงหัวเราะคิกคักคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่พวกหล่อนจะกระโจนจากไปตรงไปยังเมืองอัลโก ทิ้งให้เขามองตามไปด้วยความงุนงงอยู่กับชิกิลที่ยิ้มขำ รันเบ้ริมฝีปากนิดๆและหันไปหาสาเหตุของเสียงหัวเราะเบาๆที่ยังคงอยู่นี่ คิคิโมร่าสาวชะงักกึกไปในทันทีและเบนหน้าหนีสายตาแข็งๆจากเจ้านายตน

“ไม่ได้พบกันนานมีนายหญิงเพิ่มขึ้นหลายคนเลยนะเจ้าคะ”

“จ้าๆ หลายคนๆ ถ้าตั้งใจนับจริงๆเกินสิบแล้วล่ะมั้ง?”

ชิกิลเพียงหัวเราะกลับมาและร่ายเวทมนตร์ฟื้นฟูอย่างง่ายช่วยให้เขากลับมายืนเต็มเท้าได้อีกครั้ง รันยืดอกขึ้นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยออกมายาวเหยียด ลมหายใจที่ลอยออกมาจากริมฝีปากนั้นสลายกลายเป็นไอควันด้วยความเย็นของอากาศรอบด้านจางไปกับสายลมอันหนาวเหน็บ ยักษ์หนุ่มปลดผ้าคลุมของตนไปให้กับชิกิลและพยักหน้าให้สวม

“เมืองท่าที่ลุกไหม้ด้วยไฟของสงคราม ฉันจะดับมันให้กลายเป็นสุสานอันหนาวเหน็บของผู้วายชนม์ หึๆ”มือขวาเหยียดขึ้นชี้ฝ่ามือสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพราวพร่าง คืนเดือนดับที่เต็มไปด้วยแสงดาวค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเป็นยามราตรีที่ปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆสีดำสนิทผิดธรรมชาติ ฟ้าร้องดังสนั่นส่องแสงสีเขียวสว่างแทรกปุยเมฆออกมาราวท้องฟ้าในนรกอเวจี

ภาพเบื้องหน้าของตนทำให้คิคิโมร่าสาวถึงกับต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ชั่วเวลาร้อยกว่าปีมานี้เจ้านายของเธอเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเธอไม่มีทางรู้ จากยักษ์อัสนีที่วิ่งเข้าใส่มิธริลไทรบ์อย่างไม่ปราณีกลับกลายมาเป็นองค์ชายยักษ์ที่เพียงแค่วาดมือก็เรียกมรสุมอันโหดร้ายมารวมตัวกันได้ดั่งเทพเจ้า

อากาศที่เย็นตัวลงอย่างกะทันหันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทะเลทรายมรสุมที่แปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด เม็ดทรายที่เย็นตัวลงถูกรองเท้าหนังกวาดเกลี่ยไปมาเมื่อองค์ชายยักษ์ก้าวเดิน ราตรีครวญคลั่งส่งเสียงกรีดร้องด้วยพลังงานจำนวนมากที่ไหลหลากเข้าสู่ตัวโลหะของใบดาบทั้งสอง ไอควันที่มาจากทั้งความร้อนและความเย็นลอยโขมงเป็นภาพที่ดูมีมนตร์ขลัง

ดาบยักษ์ถูกคว้าขึ้นมาควงไปมาประหนึ่งไร้น้ำหนักและปักลงกับพื้นอีกครั้งเมื่อเจ้าของมันพาเดินออกห่างจากสาวใช้นักอัญเชิญไปได้ไกลพอสมควร ไอเย็นสีเขียวคล้ายหมอกควันพิษลอยอ้อยอิ่งแทรกเม็ดทรายขึ้นมารวมตัวกันเหนือพื้นค่อยๆไหลไปรวมตัวกันยังดาบเล่มนั้นอย่างช้าๆแต่แน่นอน

ราตรีครวญคลั่งเป็นดาบสีดำสนิทสองใบดาบขนาดยักษ์ที่ออกแบบมาให้อยู่ในลักษณะของส้อมเสียง คุณสมบัติของมันคือสร้างคลื่นกระแทกในยามปะทะเพื่อสร้างความได้เปรียบในระหว่างสู้รบเมื่อศัตรูมือชาและไม่สามารกำดาบได้แน่นถนัด ทว่าการใช้งานของเจ้าของมันกลับแตกต่างไปจากที่ออกแบบมาโดยราชานักประดิษฐ์ราวฟ้ากับเหว เป็นรางสำหรับเรลกันบ้างล่ะ ฟาดกับพื้นเพื่อสร้างแรงกระแทกโจมตีระยะไกลบ้างล่ะ แต่นั่นก็เพราะว่าโครงสร้างของมันแข็งแกร่งจากฟริกไนท์ โอริคัลคุมและมิธริล

และด้วยเหตุนั้นเองทำให้มันสามารถรับพลังเข้าไปอัดแน่นภายในได้มหาศาล

นัยน์ตาสีเขียวมรกตขององค์ชายยักษ์กวาดมองไปยังสาวใช้ของตนอีกครั้งเพื่อให้สัญญาณ ชิกิลที่ยืนนิ่งอยู่เมื่อได้รับสายตานั่นแล้วก็จึงโบกมือขยายขนาดของหอดูดาวสีขาวแห่งความจริงให้ครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้เจ้านายตนเห็นว่าภายในเมืองเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

จุดสีเขียวสองจุดเคลื่อนไหวรวดเร็วรวบรวมจุดสีขาวให้อยู่รวมกันเป็นกระจุกตามที่ได้รับมอบหมาย และดูเหมือนว่าทั้งสองจะรู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรจึงชี้ทางผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ถูกขังเอาไว้ให้ไปซ่อนตัวยังอีกฝ่ายของเมืองที่ติดทะเลซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับเขา

ดูเหมือนว่าจูบเมื่อครู่สองจูบนั้นจะไม่ใช่แค่สูบพลังจากเขาไปเท่านั้นเสียแล้ว

“สองคนนั่นเนี่ยน้า”

รันมองแผนที่ของเมืองอัลโกแบบเรียลไทม์เบื้องหน้าแล้วจึงส่ายศีรษะ ดรีมเข้าไปในปราสาทของเจ้าเมืองเรียบร้อยแล้วและจุดสีเขียวก็หยุดนิ่งไป ส่วนโป๊คเกอร์เฟซก็กำลังออกจากเมืองตรงมาหาเขา ภาพของจุดสีแดงที่ค่อยๆเพิ่มจำนวนออกมาเรื่อยๆนี่แหละคือภาพที่เขาต้องการ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเพียงสิบนาทีกว่าๆและที่เหลือเขาก็เพียงรอเวลาให้ทุกอย่างเข้าที่เขาทางเรียบร้อยเท่านั้น

“ชาวเมืองกำลังอพยพเข้าสู่ที่ปลอดภัย อาจจะนานสักหน่อยเพราะใช้เส้นทางลับใต้เมือง แต่ปลอดภัยหายห่วง ไม่ถูกศัตรูเห็นแน่นอน แต่รัน..”คนถูกเรียกหันไปตามเสียงเล็กน้อยเพื่อพบกับสีหน้าลำบากใจของโป๊คเกอร์เฟซ สีหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่ามันจะปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเด็กสาวคนนี้ด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเขา เพียงแค่นี้ก็ทำให้เขาประหลาดใจและเริ่มเป็นกังวลได้แล้ว

“อะไรเหรอ?”

“ชาวเมืองที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามน่ะ มีเผ่าแปลกๆนอกจากเผ่ายักษ์รวมอยู่ด้วยน่ะสิ”คราวนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาถูกดึงไปหาโป๊คเกอร์เฟซจนหมด รันหันไปมองเงาของตนแล้วจึงเลิกคิ้วขึ้นถามว่าเผ่าแปลกๆที่ว่านั่นมันคืออะไร

“แดมพีล”

“แดมพีล? แดมพีลๆ.. แดมพีล? ที่เป็นลูกของแวมไพร์กับอินคิวบัสน่ะเหรอ?”

เด็กสาวพยักหน้าแล้วพูดต่อ

“ไบคอร์นด้วย ..แต่ดูคล้ายๆเซนทอร์มากกว่า”

“นี่มีมากกว่าหนึ่ง?”

โป๊คเกอร์เฟซพยักหน้าอีกครั้ง

“ดอปเปลแกงเกอร์เอย ดาร์ควาลคีรี่เอย เยอะแยะไปหมดเลย ดูเหมือนว่าเมืองท่าอัลโกจะไม่ใช่เมืองท่าที่ติดต่อซื้อขายกับต่างเผ่าพันธุ์แบบที่คิดแล้วล่ะ จำนวนของประชากรยักษ์ภายนอกมีอยู่มากถ้าเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่นๆก็จริง”ถึงเขาอยากจะชื่นชมว่าพวกเธอทำงานได้เร็วเกินกว่าที่คาดเอาไว้แต่ข่าวใหม่นี้เริ่มทำให้เขาเข้าใจสีหน้าของราชาเทพและราชามารตอนที่อยู่ในสภาอสูร

“ต้องการกำจัดเผ่าพันธุ์ที่ไม่ฟังคำสั่งสินะ แดมพีล ไบคอร์น ดอปเปลแกงเกอร์ ดาร์ควาลคีรี่ พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ดูไม่น่าจะฟังคำสั่งของเผ่าเทพและเผ่ามารสักเท่าไหร่ การจะหนีมาพึ่งใบบุญของเผ่ายักษ์ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี.. แต่ดันมีลิเวียธานมาขัดในแผนการก็เลยปล่อยเลยตามเลยให้เป็นปัญหาของเผ่ายักษ์ไป ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว จัดการเสี้ยนหนาม เล่นงานเผ่ายักษ์.. ใช้ได้”

ชายหนุ่มกอดอกมองจุดสีแดงในแผนที่แสงด้วยรอยยิ้มคึกคะนอง

“แล้วศัตรูของเราเผ่าอะไรล่ะ?”

โป๊คเกอร์เฟซมีสีหน้าลำบากใจนิดๆก่อนจะตอบ

“เหมือนจะเป็นสไลม์ที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ตัวสร้างขึ้นจากน้ำ ดูเหมือนจะเป็นน้ำทะเล มีแกนกลางเป็นลูกแก้วใสๆอยู่ในตัว ลองโจมตีดูแล้วนะ แกนกลางของพวกมันเคลื่อนที่ไปมาได้ กว่าจะจัดการได้ก็นานพอดูแต่ก็ไม่นานมากนักถ้ารู้ว่าต้องทำยังไง”เงาที่ปกคลุมดวงตาของโป๊คเกอร์เฟซทำให้เขาหนาวสันหลังขึ้นมาพลัน เขาชักเริ่มไม่อยากรู้แล้วว่าเธอใช้วิธีไหนจัดการสไลม์น้ำพวกนั้น

“ถ้าเป็นสไลม์น้ำ.. แสดงว่าโครเซลล์ก็น่าจะอยู่ที่นี่ด้วยสินะ? พี่รัดเกล้าจัดการมันไปแล้วไม่ใช่รึไงกัน? ถึงจะเป็นแค่ร่างแยกแต่ก็น่าจะเสียพลังไปเยอะ ไม่น่าจะออกมาแผลงฤทธิ์ได้เร็วขนาดนี้นี่? รึว่าจะประมาทเพราะเห็นว่าเป็นโลกอสูรกัน?”

“จะยังไงก็เถอะ รัน.. จะเริ่มรึยัง? ศัตรูเราจะออกมาเยอะเกินไปแล้วนะ?”

องค์ชายยักษ์หันกลับไปมองแผนที่แสงสว่างเบื้อหน้าของตนแล้วไหวไหล่

“ได้เวลาออกแรงแล้วสิ”

ยักษ์อัสนีเอื้อมมือขึ้นฟ้าหมายจะคว้าเมฆสีดำทะมึนนั่นเอาไว้และกำแน่น เสียงฟ้าผ่าดังลั่นออกมาครั้งหนึ่งพร้อมด้วยแสงสีเขียวสว่างวาบท่ามกลางหมู่เมฆที่ดูไม่ต่างไปจากเถ้าภูเขาไฟ เป็นสัญญาณแรกและสัญญาณสุดท้ายจากชายผู้อยู่เหนือธรรมชาติในเวลานี้แก่ชีวิตน้อยๆที่ต้องตายตกไปท่ามกลางมรสุมอันโหดร้าย เมื่อวินาทีที่แล้วสายลมยังคงสงบทว่าบัดนี้มันโหมกระหน่ำดุจพายุเข้า

สายฝนสาดเทตามกระแสลมปะทะกับสิ่งก่อสร้างดุจห่าฝนธนู ผิดเพียงที่ว่าเม็ดฝนเหล่านี้ไม่ใช่หยดน้ำแต่เป็นเปลวเพลิงเล็กๆสีเขียวคล้ายเพลิงชีวิตที่หลุดจากร่างไร้วิญญาณ ฝนเพลิงที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้านั้นยังไม่ร้ายแรงเท่าสายฟ้าที่ผ่าลงมาไม่หยุดหย่อนราวกับกำลังสร้างจังหวะเพลง

“อิเล็กโทรนิกส์ ใช้ได้”

ยักษ์อัสนีผู้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผิดธรรมชาตินี้โคลงศรษะไปกับเสียงของสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องปะปนไปกับเสียงกรีดร้องครวญครางของสไลม์น้ำจำนวนมากที่ค่อยๆลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จุดสีแดงที่ค่อยๆหายไปจากแผนที่นั้นหายไปเร็วมากแต่ดูเหมือนว่าจะยังเร็วไม่พอในสายตาของรัน ดังนั้นราตรีครวญคลั่งจึงถูกหยิบขึ้นมาใช้งาน

พลังวัตรเย็นที่อัดแน่นอยู่ในใบดาบส่งผลให้พื้นที่รอบๆมีแผ่นน้ำแข็งเกาะตัวขึ้นมาบางๆฉาบพื้นทรายเอาไว้ดูน่าพิศวง มือขวาของรันคว้าจับด้ามของดาบยักษ์ขึ้นมาและสะบัดควงดุจกระบี่ขนาดเหมาะมือ กระแสลมหวีดหวิวจากการสะบัดดาบแต่ละครั้งนั้นเย็นวาบประหนึ่งทะลายทรายกลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง

รอยยิ้มที่ฉาบบนใบหน้าของชายถือดาบคือรอยยิ้มของมัจจุราช

“มาเข้าสู่ยุคน้ำแข็งกันเถอะ”

 

 

“ว้าว ถ้าผู้เล่นอันดับสองทำได้ขนาดนี้นี่ ..จันทร์เจ้ามาเห็นเข้านี่คงอาย”

ความคิดดังกล่าวส่งผลให้ผู้พูดต้องหัวเราะคิกคักเมื่อนึกถึงผู้เล่นอันดับหนึ่งที่แข็งแกร่งแต่กับสัตว์อสูร จันทร์เจ้าเก่งก็จริงอยู่แต่ทักษะแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ใช้ได้ผลดีกับสัตว์อสูรขนาดใหญ่ยักษ์เท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับรันในตอนนี้ที่สะบัดดาบสร้างความเสียหายเปลี่ยนเมืองท่าให้กลายเป็นเมืองร้างในทุ่งน้ำแข็งได้นี่จันทร์เจ้าถือว่ากระจอกไปไม่ต่างจากเอาไม่จิ้มฟันไปงัดกับซุง

รันก้าวพ้นขอบเขตของผู้เล่นธรรมดาไปแล้ว

ดรีมเท้าแขนเชยคางมองเงาร่างเล็กๆของรันที่อยู่ไกลออกไปร่วมหลายกิโลเมตรด้วยรอยยิ้ม พายุฝนฟ้าคะนองที่ฝนตกลงมาเป็นเปลวเพลิง สายฟ้าที่ผ่าลงมาไม่หยุดผิดธรรมชาติ แถมด้วยการสะบัดดาบที่ทำให้เกิดแท่งน้ำแข็งผุดขึ้นมาจากพื้นเป็นแนว เมืองท่าแห่งนี้ไม่เหลือเค้าเดิมของเมื่อครู่ก่อนที่พวกเธอจะเข้ามาอีกแล้ว ถ้ารันไม่ได้ให้พวกเธออพยพชาวเมืองเข้าสู่ที่ปลอดภัยเห็นทีว่าคงจะไม่มีใครรอดเป็นแน่แท้

ดรีมผละออกจากขอบหน้าต่างก่อนจะเสตามองไปด้านหลัง

สไลม์น้ำจำนวนหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากน้ำที่ซึมผ่านร่องอิฐเป็นร่างมนุษย์สูงใหญ่ถือสามง่าม หอกและอาวุธยาว มิมิคสาวส่ายศีรษะและสะบัดมือของตัวเองที่มีแผลมีดเฉือนที่กลางฝ่ามือส่งเลือดของตัวเองให้จางหายเข้าไปในร่างที่เป็นของเหลวของศัตรู

มือเล็กๆที่ชูค้างอยู่นั้นกำแน่นเป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของสไลม์น้ำแตกกระจายกลายเป็นละอองไอ หยดเลือดหยดเล็กๆลอยตัวขึ้นมาจากแอ่งน้ำนั้นตรงกลับเข้าสู่รอยแผลของเธออีกครั้ง สำหรับศัตรูที่ไม่มีร่างกายเป็นของแข็งการทำแบบนี้ถือว่าง่ายและไม่เสียเวลา

แต่ในขณะเดียวกันมันก็เสียงมากหากเลือดที่ดึงกลับเข้าสู่ร่างกายปนเปื้อน

มันก็ไม่ต่างไปจากการฆ่าตัวตาย

ดรีมกอดอกมองลูกแก้วสีแดงที่แตกเป็นเสี่ยงๆเบื้องหน้าด้วยสายตาสมเพช สิ่งมีชีวิตอย่างสไลม์ยังมีสมอง ถึงจะไม่ใช่ในรูปลักษณ์ทางกายภาพแต่ก็มีจิตวิญญาณมากพอที่จะรู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ การเผชิญหน้ากับศัตรูที่สามารถปลิดชีวิตตัวเองได้เพียงแค่สะบัดมือนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่สไลม์ปกติทั่วไปจะเลือก แต่สไลม์น้ำพวกนี้เหมือนกับว่าเป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกควบคุม ไม่มีจิตใจเป็นของตัวเองที่จะขัดคำสั่ง

เป็นแค่ตัวหมากของใครบางคน

เด็กสาวชั่งใจอยู่นานก่อนจะตกลงกับตัวเองและเลือกที่จะลงไปยังคุกใต้ดินเพื่อจัดการกับชาวเมืองที่ถูกขังอยู่ก่อน แต่ด้วยความสามรถของเธอนั้นมันไม่มีทางเลยที่เธอจะรู้ที่ทางในปราสาทใหญ่ขนาดนี้และแน่นอน เธอจะไม่ได้ว่าทางลับภายในปราสาทมันเป็นยังไงเพราะมันซับซ้อนกว่าทางลับใต้เมืองมาก ดรีมได้แต่กัดฟันและกระจายขอบเขตการรับรู้ด้วยลมปราณออกไปราวกับคนตาบอด

“เจอล่ะ”

ทางเข้าของคุกใต้ดินถูกซ่อนอยู่ในมุมอับของบันไดตรงโถงทางขึ้นชั้นสองและดูไม่เหมือนว่าจะเป็นคุกที่เป็นทางการ ราวกับว่าเป็นสถานที่ลับซึ่งปกปิดเอาไว้ไม่ให้ใครทราบตำแหน่งนี้ ดรีมผลักประตูไม้เก่าๆนั่นครั้งหนึ่งก่อนจะต้องสะบัดมือเรียกเอาคุไนออกมาสอดไประหว่างประตูกับล็อกและตัดสายโซ่ที่คล้องด้านในอยู่ออก คุกใต้ดินไม่ควรจะถูกล็อกจากภายใน..

ดรีมส่ายหน้าไล่ความประหลาดใจนี้ออกไปก่อนจะก้าวลงบันไดไป

เสียงดังโครมครามสนั่นยังคงได้ยินดังชัดแม้จะลงบันไดมาลึกมากแค่ไหนก็ตาม โครงสร้างของปราสาทแห่งนี้ลึกลับซับซ้อนมากไม่เหมือนปราสาททั่วไป มันราวกับว่าปราสาทแห่งนี้เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเจ้าเมือง

ดรีมหันรีหันขวางอยู่ตรงแยกเบื้องหน้าหลังจากลงบันไดมาจนสุดทาง ขอบเขตลมปราณนำทางเธอมาได้จนสุดเพียงเท่านี้และเธอก็ไม่รีรอที่จะแผ่ขยายอาณาเขตนั่นอีกครั้ง

นัยน์ตาสีอำพันของยักษ์อัสนีที่มิมิคสาวลอกเลียนแบบทอประกายในความมืดเมื่อสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในเงามืดของทั้งสองทางแยก ทว่าทั้งหมดนั้นกลับสะเปะสะปะและไม่ได้อยู่ในกรงขัง คนพวกนี้ไม่ได้ถูกขังแต่กลับลงมาหลบอยู่ในนี้เพื่อความปลอดภัย?

แปลก..

ดรีมขมวดคิ้วด้วยความกังวล เธอเปิดประตูทิ้งเอาไว้และแน่นอนว่าสไลม์น้ำพวกนั้นเริ่มออกมาป้วนเปี้ยนกันแล้วตั้งแต่รันเริ่มโจมตี และมันก็ไม่ดีแน่ถ้าหากมีพวกมันตัวไหนสักตัวมาเห็นประตูนี่เข้า คนที่ควบคุมพวกมันอยู่ก็จะต้องรู้และพวกที่มาหลบอยู่ในนี้ก็ซวย

ไม่รอช้าดรีมหันหลังกลับไปทันที

สวบ..

สายตาของดรีมที่มองทิ้งไปทางด้านหลังนั้นค่อยๆเบนกลับมายังด้านหน้าที่เจ้าตัวกำลังจะเดินไปอีกครั้ง เสียงเบาๆที่เคยได้ยินอยู่เป็นประจำดังขึ้นมาในช่วงเวลาที่เธอคาดไม่ถึง ใบดาบโลหะสีเขียวปีกแมลงทับบิดไปมาตามแรงของมือที่ปลายด้ามดาบคว้านท้องของเธอไปสะเปะสะปะเบนเข้าไปขูดกับกระดูกสันหลัง ดรีมไม่ได้เชี่ยวชาญในการกดประสาทแบบรันดังนั้นความเจ็บปวดที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้มันจึงมากพอที่จะทำให้ร้องออกมาไม่ได้แม้จะกู่ร้องดังแค่ไหน

มือทั้งสองข้างสั่นระริกยกขึ้นกุมใบดาบเอาไว้ยึดแน่นไม่ให้ขยับไปมาได้อีก น้ำตาที่ไหลพรากในตอนนี้ทำได้เพียงเป็นอุปสรรคในการมองเห็น ไม่ใช่เครื่องมือในการแสดงออกถึงความอ่อนแอ ผู้ลงมือคือเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ สวมชุดเดรสกระโปรงสั้นฟูฟ่องสีดำประดับลูกไม้และระบายสีขาว ชุดที่ไม่ควรจะอยู่บนตัวของผู้ที่เตรียมพร้อมในการรบ

เหตุและผลต่างๆหลอมรวมกันเป็นคำตอบ

ผู้หญิงคนนี้อันตราย ถ้าไม่มั่นใจมากก็ต้องถูกบังคับมา หรือไม่ก็เป็นแค่ตุ๊กตาเหมือนกัน

เลือดไหลทะลักออกมาจากปากแผลกองลงไปกับพื้นจนเจิ่งนองทว่าดรีมนั้นกลับไม่หมดแรงหรือพยายามตอบโต้ ริมฝีปากที่เรียบเฉยของมิมิคสาวค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขบขัน เสียงหัวเราะจากเบาๆค่อยๆเพิ่มความดังขึ้นจากกึกก้องไปทั้งทางเดินใต้ดินแห่งนี้

สีหน้าของผู้ลงมือนั้นไม่ได้แปรเปลี่ยน

ทว่าสถานการณ์นั้นเปลี่ยนไปราวกลับตาลปัตร

“ถึงมันจะยากนิดหน่อยแต่พอดึงพลังมาจากรันแล้วมันก็เริ่มควบคุมง่ายขึ้นเรื่อยๆจนทำได้เหมือนแขนขา แค่ด้วยความคิด มันก่อเกิดมาจากความคิดด้านลบอย่างงั้นเหรอ? รู้สึกเหมือนถูกรันกอดอยู่มากกว่าแฮะ”รอยยิ้มกริ่มกลายเป็นรอยยิ้มแสยะเมื่อร่างของนินจาสาวปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีเขียวสดที่ปะทุออกมาจากปากแผลที่ท้องบังคับให้อีกฝ่ายต้องพยายามสู้แรงชักดาบกลับไป

ศาสตร์การควบคุมเลือดเป็นสิ่งที่ฝึกยากมาก แต่ถ้าใช้เป็นแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการที่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ทุกส่วนตั้งแต่กล้ามเนื้อยันเส้นเลือด และแน่นอน เป้าหมายของการฝึก เม็ดเลือดที่อัดแน่นไปด้วยพลังพิเศษเต็มเปี่ยม

ไม่แปลกที่ผู้เล่นจากนภาคะนึงชาดมีเรี่ยวแรงมหาศาลโดยไม่ต้องผนึกพลัง สามารถซ่อนตัวจากสายตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ หนำซ้ำยังมีความสามารถในการรักษาตัวเองชั้นยอดที่แม้แต่ผู้เล่นสายปราณทั่วไปยังต้องอิจฉา ถึงเธอจะไม่ใช่คนที่ริเริ่มขโมยความสามารถของแวมไพร์มาใช้ แต่เธอก็เป็นคนกลุ่มแรกๆที่สำเร็จและเชี่ยวชาญไม่ต่างไปจากแวมไพร์เอง

แต่ในตอนนี้ที่เลือดไม่ใช่สิ่งสำคัญ ร่างกายของดรีมในตอนนี้มีพลังด้านลบอยู่เต็มเปี่ยมทุกซอกทุกมุมไม่เว้นแม้แต่ในร่างกายหรือในอวัยวะ จากไอหมอกหรือเปลวเพลิงที่แล่นเปรี๊ยะไปมาเหมือนสายฟ้าดูน่าหวาดเสียวมันกลับอบอุ่นและสร้างความสงบให้กับเธอได้ประหนึ่งทำสมาธิ พลังด้านลบในตัวของดรีมเป็นของรัน คุณสมบัติของมันคือดึงดูดความคิดด้านลบมาเป็นพลังงาน ในตอนนี้ดรีมจึงไม่ต่างอะไรไปจากคนที่ไร้กังวลและเห็นท้องไส้ตัวเองผ่านรูตรงท้องกลายเป็นก้อนพลังงานสีเขียวเหมือนเป็นเรื่องตลก

สาเหตุที่มันไม่ทำลายเธอมันคืออะไรนั้นเธอรู้ดี

เธอจูบกับรันนับครั้งไม่ถ้วน แลกลิ้นแลกน้ำลายจนร่างกายของเธอแปรเปลี่ยนไปตามคุณสมบัติของมิมิคไม่ต่างอะไรไปจากรันในตอนนี้ รันในตอนนี้ที่อัดแน่นไปด้วยพลังด้านลบในร่างกาย ไม่ใช่รันคนเดิมที่เธอแย่งน้ำลายมาตอนอยู่ที่รอยัลคาสิโน

ต่อให้ไม่เหมือนต้นฉบับร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เธอมั่นใจว่าภัยพิบัติที่เมืองนี้ประสบอยู่นั้น

เธอเองก็ทำได้ไม่ต่างจากเขาเช่นกัน

“ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใคร แต่รันบอกว่าฆ่าได้ไม่ต้องสนใจ เพราะฉะนั้นชั้นจะไม่ถามชื่อหรอกนะ เพราะดูเหมือนเธอเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะปริปากพูดหรือกระพริบตาอยู่แล้วนี่?”แม้จะกล่าวออกไปแบบนั้นแต่ในใจของดรีมนั้นเริ่มมีความกังวลใจอยู่นิดๆ ความกังวลนั้นค่อยๆหายไปกลายเป็นความประหลาดใจ การที่ไม่สามารถรู้สึกถึงอะไรในด้านลบได้มันทำให้เธอรำคาญเล็กน้อยแต่นั่นไม่สำคัญ

เธอแลกความทรงจำกับรัน

เธอรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าของเธอนี้เป็นใคร

“ถึงจะดูเหมือนตุ๊กตาที่ถูกควบคุมแต่ก็จะไม่ออมมือหรอกนะ เดียร์!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1,284 ความคิดเห็น

  1. #1194 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2557 / 21:42
    เวรล่ะ เดียส์เรอะ โดนใครคุมล่ะถนั่น
    #1194
    0