God Presentiment Online ภาค สงครามเทียมเทพ

ตอนที่ 107 : บทที่ 5 สู่เมืองยักษ์ : ในทะเลทรายกับความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    28 มิ.ย. 57

บทที่ 5 สู่เมืองยักษ์
ช่วงแรก ในทะเลทรายกับความฝัน

“ไม่กินเหรอ?”เสียงหวานของเด็กสาวร่างเล็กบ่นพึมพำออกมาในขณะที่ตายังมองมือของเขาที่กำลังเคี่ยวสตูเนื้อกิ้งก่าอย่างง่ายในหม้อ รันหันไปมองฮันโซเล็กน้อยก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าถ้วยที่ใส่อาหารค่ำในมือของเธอนั้นว่างเปล่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ

“ไม่ล่ะ ฮันโซกินไปเถอะ ฉันไม่หิวหรอกตอนนี้”เขากล่าวออกมาเรียบๆโดยไม่ใส่ใจสีหน้าและท่าทางสงสัยของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่คิดอยู่ในใจว่าท่าทีของผู้หญิงคนนี้ดูจะไม่สนใจอะไรไปหน่อยรึเปล่า? เธอคงเพียงแค่คิดว่าหากตายไปทุกอย่างก็จบ..

แต่ในตอนนี้พวกเขาอยู่ในโลกอสูร การตายที่นี่คือการตายจริงๆ แม้จะยังมีโอกาสว่าหากตายไปแล้วจะหลุดออกจากเกม แต่เขาก็ไม่ไว้วางใจอันตรายในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เสียเท่าไหร่นัก เขามั่นใจว่าเขาเอาตัวรอดได้ แต่ฮันโซล่ะ?

เธอไม่ได้อยู่ในแผนการ แต่ในตอนนี้เขาต้องเริ่มที่จะมีความคิดอยากจะตามหารอยแยกอื่นที่ใกล้ที่สุดแล้วส่งเธอกลับไปให้ด่วนมากที่สุดเท่าที่จะด่วนได้

เขาไม่มีความคิดที่จะกินอะไรหรือถมท้องให้เต็มอิ่ม เพียงแค่โคจรลมปราณเขาก็ขจัดความหิวไปได้ และทันทีที่เขาเชื่อมต่อกับชีพจรฤดู ความเหนื่อยและความเมื่อยล้าของร่างกายก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง โชคดีที่เขาจัดการยัดอุปกรณ์ยังชีพเอาไว้ในหน้าต่างสัมภาระของทวีปเกียร์เยอะพอสมควร ดังนั้นพวกเขาจึงน่าจะพอเอาชีวิตรอดได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหน้าต่างระบบทั่วไป

“ไม่หิวจริงๆเหรอ?”เด็กสาวผมสั้นในชุดนินจารัดรูปวางถ้วยในมือลงแล้วสวมวิญญาณแม่เสือสาวค่อยๆคลานเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆภายในเต้นท์ที่คับแคบนี่ เขาไม่อยากจะเสี่ยงออกไปรับลมทะเลทรายแล้วโดนพายุหิ้วไปในตอนนี้ เขาจึงต้องหลับตาลงแล้วทำราวกับเขาอยู่คนเดียวในเต้นท์

“คุณจอมมาร.. โกรธเหรอที่ตามเข้ามาด้วยน่ะ?”

จริงอย่างที่เธอว่า แต่เขาโกรธเธอที่ฉวยโอกาสจูบเขาตั้งแต่ตอนรอยัลคาสิโนเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลายต่างหาก เผ่าพันธุ์มิมิกนี้ช่างน่าฉงน เพียงแค่ได้ตัวอย่างทางพันธุกรรมจากเป้าหมายแล้วก็จะสามารถแปลงกายเป็นคนๆนั้นได้อย่างแนบเนียน เขาโกรธที่เธอปลอมเป็นเขาแล้วเข้ามารอที่ห้องบัลลังก์ ตามติดเข้ามาที่โลกอสูรแถมยังต้องให้เขาดูแลแบบนี้อีก..

“โกรธสิ ฮันโซรู้รึเปล่าว่าโลกอสูรอันตรายแค่ไหน หน้าต่างระบบของเกมน่ะเปิดที่นี่ไม่ได้ฮันโซก็รู้ไม่ใช่เหรอ? จะกลับไปตอนนี้ก็ไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าอย่างน้อยก็ต้องรออีกวันหนึ่งนั่นแหละกว่าฉันจะเพิ่มระดับขึ้นไปสูงๆแล้วเปิดรอยแยกได้อีกน่ะ”ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นหันไปมองคู่สนทนาผู้ร่วมชะตากรรม สีหน้าของเธอนั้นเศร้าหมองและแสดงออกถึงความรู้สึกผิด นั่นทำเอาเขาเสียศูนย์ไปไม่ใช่น้อยที่รู้ตัวไปว่ากำลังทำให้เด็กสาวคนนี้ต้องเสียใจ ใจจริงเขาอยากจะส่งเธอกลับไปในทันทีแต่พอหันไปมองอีกครั้งรอยแยกมิติก็หายไปเสียแล้ว

“ที่โกรธก็เพราะว่าห่วง ฮันโซไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่ต้องมาติดร่างแหไปด้วย ฉันกำลังโทษตัวเองอยู่เลยล่ะที่ปล่อยให้ตามเข้ามาด้วยได้น่ะ”รันถอนหายใจแล้วเอี้ยวตัวไปคว้าถ้วยของเธอมาแล้วตักสตูที่ได้มาจากเนื้อของเจ้าถิ่นในทะเลทรายนี่ใส่ถ้วยอีกครั้ง

“กินไปเถอะ ยังไม่อิ่มใช่ไหมล่ะ?”ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะยื่นถ้วยในมือให้เขาก็ต้องถูกหยุดเอาไว้ด้วยรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่ขยับตัวเข้ามาอยู่ใกล้เพียงคืบ รอยยิ้มนั้นจริงใจไม่ใช่แบบที่เขาเห็นที่รอยัลคาสิโน รอยยิ้มขี้เล่นแบบนั้นหายไปไหนกัน?

“ขอบคุณนะที่ปกป้องกันน่ะ เมื่อตอนบ่าย.. กับเจ้ากิ้งก่านั่น ในโลกอสูรนี่หน้าต่างระบบเปิดไม่ได้ ไม่มีเสียงประกาศรายงาน แถมทักษะบางทักษะก็ใช้ไม่ได้ด้วย.. แสดงว่าถ้าหากตายที่นี่ เราก็ตายไปจริงๆใช่ไหม?”น้ำเสียงของเธอสั่นเครือและฟังดูหวาดกลัวเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายและเห็นว่าฝันนั่นเป็นจริง เขาไม่อยากจะซ้ำเติมความคิดบ้าๆที่ตามเขาเข้ามาในนี้ของเธอแต่เขาก็คิดหาคำตอบอื่นไม่ได้เช่นกัน

ทั่วทั้งเต้นท์ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก..

“..ขอเรียกว่ารันได้ไหม?”

เจ้าของชื่อเลิกคิ้วแล้วหันไปมองด้วยความแปลกใจ

“ตามสบายเถอะ ฉันไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว.. จอมมารมันก็แค่เครื่องหมายการค้าหรูๆ ไม่ใช่แบบพวกจอมวายร้ายในหนังที่ห้ามใครเรียกชื่อซักหน่อย”อีกฝ่ายยิ้มขำและรับถ้วยที่ถือค้างไว้นั่นไปแต่โดยดี รันหลับตาลงอีกครั้งเมื่อไม่เห็นว่าฮันโซจะพูดอะไรขึ้นมาอีก ในตอนนี้เขาต้องการเป็นเพียงผู้รับฟัง และคอยอยู่ข้างเธอเพื่อเผชิญฝันร้ายนี้ไปด้วยกันเท่านั้น

“ถ้าอิ่มแล้วก็นอนซะนะ ฉันอยู่เฝ้ายามให้เอง..”

“แล้วจะเปลี่ยนกะเมื่อไหร่ล่ะ?”

“คงจะตอนฟ้าสางนู่น”ถึงไม่ต้องหันไปมองแต่เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าตอนนี้เธอจะมีสีหน้าอย่างไร เปลี่ยนกะตอนฟ้าสางที่จะเริ่มเดินทางนั้นหมายถึงเขาไม่ต้องการให้เธออยู่ยาม เป็นไปได้สองความหมาย เขาห่วงเธอหรือเขาไม่ไว้ใจเธอ ฮันโซมุ่นคิ้วและถอนหายใจเฮือกใหญ่ เด็กสาวร่างเล็กวางถ้วยในมือลงและรวบเข่าทั้งสองข้างเข้ากอดซุกหน้าลงไปในทันที ทุกการกระทำของเธออยู่ในสายตาของเขาตลอด

เขาไม่รู้ว่าจะเรียกอาการนี้ว่าอะไรแต่เธอคงกำลังคิดว่าตัวเองเป็นแค่ภาระอย่างแน่นอน ในเมื่อน้ำเสียงของเขาเมื่อครู่นั่นฟังดูไร้น้ำใจเสียขนาดนั้น จะให้เธอมีอาการแบบนี้มันก็คงจะไม่แปลกอะไร และต่อให้เขาอยากปลอบมากแค่ไหนก็ตาม เขาที่เป็นสาเหตุคงไม่มีสิทธิ์

จากไหล่เล็กบางที่ไหวสั่นนั่น เธอกำลังร้องไห้..

“นอนซะ แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง.. ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่ ฉันไม่ยอมให้เธอเป็นอะไรไปแน่นอน ฮันโซ”ชายหนุ่มหลับตาลงปล่อยให้สายลมภายนอกส่งเสียวหวีดหวิวเสียดสีกับผิวผ้าใบของที่พักพิงแห่งเดียวท่ามกลางยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เสียงกองเพลิงที่ดังปะทุเคล้าคลอไปนั่นทำให้เขาต้องเม้มริมฝีปากแน่น เขาชอบความเงียบก็จริงอยู่ แต่ต้องไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดแบบนี้..

ทำไมถึงไม่บอกความจริงออกไป..
ทำไมถึงเก็บเอาไว้คนเดียวข้างใน..
ทุกอย่างสั่งสมอยู่ภายในใจ..
ฉันแค่อยากเจอเธออีกครั้งหนึ่ง..

เด็กสาวข้างกายเงยหน้าขึ้นจากเข่าทั้งสองข้างที่แฉะชื้นไปด้วยน้ำตาก่อนจะต้องหยุดชะงัก นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่มองมาสะท้อนภาพของเธอที่ร้องไห้น้ำตานอง แสงสว่างจากกองไฟริบหรี่หยอกเล่นกับสายธารของความรู้สึกที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ตรงสองแก้ม

เสียงเพลงจากริมฝีปากของเขาคลอเคลียไปกับเสียงสายลมและเสียงของกองไฟ ทำลายความเงียบเหงาลงไปด้วยเสียงฮัมเพลงเบาๆที่ดังขึ้นในหัวของเธอผ่านพลังจิตที่เขาถนัดนักหนา ราวกับว่าเพลงนี้เป็นเพลงเพื่อเธอคนเดียวเท่านั้น..

ทุกอย่างที่วาดหวังไว้ช่างสวยงาม..
แต่พังลงอย่างง่ายดายเมื่อสายไป..
มันช้าไปหรือเปล่าถ้าอยากให้เธอรู้?
ฉันไม่ควรปล่อยเธอไปเลยจริงๆ..

ความเศร้าหมองที่ถ่ายทอดมากับเนื้อเพลงนั้นแทบจะช่วงชิงน้ำตาจากเธอไปเสียดื้อๆ น้ำตาที่เธอกำลังใช้อยู่นี่ในตอนนี้สมควรจะเป็นของชายหนุ่มที่ขับร้องบทเพลงกล่อมเธออยู่มากกว่า ทำให้หายเศร้าด้วยบทเพลงที่เศร้ายิ่งกว่า ทำให้เธอหยุดร้องไห้โดยที่ร้องไห้ด้วยเหตุผลที่แย่ยิ่งกว่า

เธอไม่เข้าใจเหตุผลและตรรกะของชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย..

ถ้าหากเราพบกันอีกครั้ง..
ตาต่อตาไม่ใช่เคียงข้างกัน..
ฉันจะกล่าวคำบอกลา..
และรอเธอบอกมา ไม่มีทางเข้าใจ
..

เขาขโมยน้ำตาไปจากเธอจริงๆ เด็กสาวเอี้ยวตัวมองคนข้างกายราวกับว่ารอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตาของเขานั้นมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง น้ำเสียงของเขาที่ขับร้องบทเพลงนี้มามันเป็นของคนอกหักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่รันที่เธอรู้จักไม่ใช่ว่าเขาเจ้าชู้และมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงทีละหลายๆคนหรอกหรือ..?

แต่จะว่าไปแล้ว.. เธอยังไม่รู้จักเขาเลยนี่นา?

ถึงทุกอย่าง ทั้งคำขอ ความหวัง ความฝัน..
ทุกอย่างนี้ฉันจะโบกมือลา..
ให้มันเป็นเพียงความฝัน ไม่ใช่ความจริง..

กว่าจะรู้ตัว มือเล็กๆของเธอก็เลื่อนไปวางทาบทับบนหลังมือของเขาที่วางแนบติดผืนผ้าใบเสียแล้ว สิ่งที่เธอกำลังกระทำอยู่นี่มันต่างจากผู้หญิงพวกนั้นตรงไหนกัน? ลุ่มหลงไปในเสียงเพลงและโอนอ่อนไปตามอารมณ์ของเขาจนโงหัวไม่ขึ้น เสียงของเขาที่ฟังสูงต่ำเป็นบทเพลงนี้เองก็ผิดไม่มากไม่น้อยไปกว่าบทเพลงนี้ มันทำให้เธอใจเย็นลงและทำให้เธอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูและอ่อนโยน

เขากำลังเรียกร้องไขว่คว้าหาคำปลอบโยน..

ฉันไม่มีทางบอกมันกับเธอ..
ความจริงข้างใน ความรู้สึกในใจของฉัน..
ต่อให้บอกออกไปยังไงก็ตาม..
เราไม่มีทางกลับมารักกันได้อีกเลย..

เสียงฮัมเพลงที่ดังขึ้นในหัวของเธอหยุดลงพร้อมกับคนข้างกายที่ถอนหายใจยาวเหยียดราวกลัดกลุ้มกับสิ่งที่เพิ่งระบายออกไปมานับแรมปี นัยน์ตาสีเขียววาววับราวอัญมณีเลอค่าจนเธอไม่อาจเสมองไปทางอื่นได้เลยแม้แต่น้อย แม้บทเพลงจะฟังดูแปลกๆไปบ้างแต่เนื้อความของมันนั้นกลับทำให้เขาดูน่าสงสารอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด

ฮันโซอ้าปากออกเรียบเรียงคำพูด ทว่าก่อนที่เธอจะได้พูดมันออกไปนั้น..

“แปลกๆรึเปล่า? ฉันถนัดแต่ภาษาอังกฤษน่ะ กลัวว่าถ้าร้องภาษาอังกฤษแล้วเธอจะไม่เข้าใจ”เขาหันมามองเธอเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลงและนั่งกอดเข่าอยู่อย่างนั้น ความเงียบกลับมาปกคลุมรอบด้านอีกครั้งจนเหลือเพียงเสียงของธรรมชาติอันโหดร้าย

“รัน..”

“ฮันโซเก็บความลับได้รึเปล่า?”

เด็กสาวตรงข้างกายนิ่งงันไปครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจในตัวเลือกของคำตอบที่อาจเปลี่ยนทัศนคติของเธอเกี่ยวกับเขา รันหัวเราะเบาๆในลำคอเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆและส่งสายตาเร่งให้บอกความลับที่ว่านั้นมาเสียที

“ฉันเคยอกหักนะ ตอนนี้มันผิดกับเมื่อก่อนเลยล่ะ ตอนนี้ฉันติดพันกับผู้หญิงหลายต่อหลายคน เมื่อก่อนมันก็ไม่ต่างกันหรอก รวมไคโรด้วยแล้ว.. ฉันอกหักมาเจ็ดแปดครั้งเลยแหละ ถ้านับที่อกหักซ้ำซากกับผู้หญิงคนเดิมด้วยก็สิบครั้ง บ้าดีเนอะ?”ฮันโซมองชายคนนี้ด้วยความฉงน ในยามปกติเขาดูพึ่งพาได้ แข็งแกร่งและไม่ไหวหวั่นกับอะไรก็ตาม แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับจันทร์เจ้าก็ตามที เธอรู้ว่าเขายังไม่รู้ว่าจันทร์เจ้าและนิสทำอะไรได้บ้าง แต่ลำดับหนึ่งและลำดับสามของเกมนี้หากร่วมมือกันเธอก็ยังไม่มั่นใจว่าจะล้มผู้ชายคนนี้ได้ง่ายๆ

แต่ดูเหมือนว่าจอมมารผู้แข็งแกร่งคนนี้จะอ่อนไหวกว่าที่ใครรู้..

“แล้วรันยังคิดถึงผู้หญิงพวกนั้นอยู่รึเปล่า? พอมาตอนนี้แล้ว.. ชั้นสงสารผู้หญิงพวกนั้นนะที่ทิ้งคนอย่างรันไปน่ะ รันดู.. เก่ง พึ่งพาได้ และก็น่าสนใจ มาคิดๆดูอีกทีชั้นอิจฉาคนพวกนั้นนะ”คำพูดของเธอทำให้เขาเงยหน้าหันขวับไปมองในทันที คิดว่าจะพบกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขี้เล่นและคำพูด ล้อเล่น ของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เขาเห็นมันกลับตรงกันข้าม

“คนพวกนั้น?”

“ซากุระยาชิกิ ยูริ ลินเบลล์ แล้วก็โรเซลีน อ้อ..ไซร่าด้วย รันดูเป็นคนดีกว่าที่ใครๆเขาว่ากันนะ ไม่เหมือนกับที่ได้รู้จักมาจากสายข่าวของมัทนาทมิฬเลย”เธอว่ายิ้มๆก่อนจะเขยิบมานั่งใกล้ๆเขา ถ้วยในมือถูกวางลงใกล้ๆกับกองไฟเล็กๆพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอที่ดังมาแว่วๆ

“ฮันโซ เธอคงไม่..”

“ชั้นว่าชั้นคงไม่มีโอกาสหรอก ดูแต่ละคนสิ ทั้งสวย ทั้งเก่ง เทียบกับชั้นแล้วชั้นมันก็แค่เด็กกะโปโลคนนึงที่วันๆเอาแต่เล่นเกมไม่ยอมเข้าสังคม เป็นฮิกกิโกโมริ.. เป็นนีทน่ะ ฮิกกินีท..ฮ่ะๆๆ”มุขตลกที่ขำไม่ออกของเธอทำให้เขาต้องนิ่งค้างมองเธอใหม่ ไม่ผิดไปจากที่เธอพูดนัก เธอเป็นแค่เด็กกะโปโลตัวกะเปี๊ยกในชุดนินจาที่เอาแต่ไขว่คว้าหาเรื่องสนุกในเกมออนไลน์เท่านั้น

เขามั่นใจว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายยังไงเธอก็ไม่มีทางชอบเขาได้ลง..

จริงๆงั้นเหรอ?

“ฮันโซ.. ฉันว่า-”

“ดรีม ชื่อ.. ชั้นชื่อดรีม”ยังไม่ทันที่เขาจะหันไปเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ ศีรษะของ ดรีม ก็เอนลงซบที่ไหล่ของเขาอย่างแช่มช้าและแผ่วเบา ลมหายใจเริ่มเว้นระยะห่างยาวและสงบ รอยยิ้มยังคงประทับอยู่บนดวงหน้าหวานของเด็กสาวร่างเล็กแม้ในยามหลับตา

“..แค่ตอนนี้ ในโลกอสูรนี่ ให้ดรีมมีฐานะเทียบเท่ากับคนรักของรันได้ไหม?”

คนถูกร้องขอไม่ได้ตอบกลับไป เขาเพียงนิ่งมองกองไฟที่ค่อยๆหรี่แสงลงโดยปล่อยให้ดรีมใช้ไหล่ของเขาเป็นที่พักพิงอย่างสบายใจ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องปกป้องคุ้มครองดูแลเธออยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันถึงที่สุดนั้นเขาเองก็ยังไม่รู้เหตุผลนั้น เธอชอบเขา แต่เขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอ หากเป็นเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเธอที่จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้นั้นก็คงที่จะพยายามหาที่พึ่งพิง

และที่พึ่งพิงที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็เป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากเขา

รันถอนหายใจออกมาก่อนจะจัดแจงให้ดรีมขยับลงมานอนหนุนตักของเขา จัดที่ทางให้เธอนอนหลับอย่างสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาไม่รู้ว่าทะเลทรายแห่งนี้ในวันรุ่งขึ้นที่ลมสงบลงแล้วจะมีอะไรรออยู่บ้าง เขาไม่จำเป็นต้องการอาหารหรือการนอนหลับแบบคนปกติทั่วไปอีกแล้ว ร่างพลังงานของเขาแทบจะทำให้เขากลายเป็นอมตะ ดังนั้นเขาจะเป็นโล่คอยปกป้องดรีม จะเป็นดาบคอยปัดเป่าภัยร้ายออกไปให้ห่างจากดรีม แม้ก่อนหน้านี้เธอจะเป็นใครเขาก็ไม่อาจจะเอาข้อเท็จจริงนั้นมาใช้

ในตอนนี้เธอเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่อาจต้องตายเพราะผลของการกระทำของเขา

“นอนซะ เช้าเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันจะปลุกเอง”

รันหลุบตาลงมองนัยน์ตาสีดำสนิทคู่โตที่หรี่ปรือมองสวนขึ้นมาก่อนจะยิ้ม

“ไม่หนีไปไหนแน่นอน ฉันจะไม่ทิ้งเธอไปแน่นอน ดรีม”

“รัน.. เป็นตัวอะไรกันแน่เหรอ? รันในตอนนี้ไม่ใช่ยักษ์อัสนีธรรมดาๆใช่ไหม? ดรีมอยากจะถามมานานแล้วนะ ตั้งแต่ตอนที่เจ้าจิ้งเหลนนั่นโผล่ออกมาน่ะ แผลคุไนของรัน.. หายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อนเลย มันไม่ใช่ผลของยาสมานแผลแน่นอนเพราะดรีมดูอยู่ตลอด”ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกน้อยๆเมื่อมือเล็กๆของดรีมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบแล้วกำลังลูบหน้าท้องของเขาอยู่ด้วยความสงสัย

“ก็เป็นยักษ์อัสนีนั่นแหละ”

“ถึงดรีมจะเป็นมิมิก แต่ตอนนี้ดรีมก็เป็นยักษ์อัสนีเหมือนกันนะ สายฟ้าของยักษ์อัสนีเป็นสีน้ำเงิน ไม่ใช่สีเขียวแน่นอน รันบอกดรีมได้รึเปล่าว่ามันเป็นยังไง?”คำพูดของดรีมทำให้เขาต้องเบ้หน้า ในตอนนี้เธอเป็นยักษ์อัสนีจริงๆ เขาเห็นกับตาเลยว่าการคว้างคุไนของดรีมเมื่อตอนกลางวันนั้นมีสายฟ้าสีน้ำเงินไหวตามไปด้วย นั่นเป็นสายฟ้าของยักษ์อัสนีแน่นอน

“พลังด้านลบเป็นพลังที่มาจากความรู้สึกด้านลบ ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความอิจฉา ทุกอย่างที่ส่งผลในทางลบล้วนเป็นพลังให้กับฉันได้ทั้งหมด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ามันมาได้ยังไง แต่ในเมื่อได้มาแล้วไม่ใช้ให้เต็มที่ก็เสียเปล่าสิ?”มือของเขาค่อยๆเรืองแสงสีเขียวออกมาช้าๆก่อนที่มันจะแตกสลายกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังงานไร้รูปร่าง

“ฉันในตอนนี้ต่อให้อยากตายก็ตายไม่ได้หรอก ฉันเคยโดนกินนะ.. ร่างกายโดนฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ เคี้ยวจนละเอียดแล้วกลืนลงท้อง แต่ฉันก็ไม่ตาย.. ความรู้สึกตอนนั้นมันทรมานสุดๆไปเลยล่ะ”เพียงนึกถึงมาเธอร์กับมาโก้แล้วเขายังสยองไม่หาย หากไม่ใช่เพราะว่ามาโก้ปฏิเสธมาเธอร์แล้วล่ะก็เรื่องของไทรเดนท์และทวีปเกียร์มันคงไม่จบได้ง่ายๆแบบนี้

ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะมีสาเหตุมาจากมาเธอร์เพียงคนเดียว

“ดรีมจะว่ารันน่าสงสารหรือยังไงดีล่ะ?”

“จะว่าฉันน่าสงสารหรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ นอนได้แล้วยายเปี๊ยก”ดรีมเบ้หน้าครางหงุงหงิงเล็กน้อยก่อนจะผ่อนลมหายใจและหลับตาลงในที่สุด เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงถอนหายใจและหลับตาลงบ้าง ต่อให้ไม่จำเป็นต้องนอนหรือกิน แต่เขาก็ยังต้องพักสายตา

“แล้วรันว่า..”

“ดรีม นอนครับ”

“อ่า.. อื้ม”

ความเงียบสงบโรยตัวลงปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง แต่ก็ไม่นานนัก

“แต่ว่านะ รัน.. ดรีมว่า..”

“นอนได้แล้วครับ”

“แต่ดรีมนอนไม่หลับนี่..”รันทำท่าจะท้วงแต่กลับไม่อาจพูดคำใดออกมาได้เมื่อมือเล็กๆของคนนอนไม่หลับโผล่พรวดขึ้นมาคว้าคอของเขาให้นอนลงไปกับพื้น ดรีมไม่ปล่อยให้เขาออกปากท้วงแต่อย่างใดและคลานขึ้นไปนอนกอดเขาอย่างถือสิทธิ์

“ฉันไม่ใช่หมีโคอาล่านะ”

“ดรีมก็ไม่ใช่เหมือนกัน”เธอเพียงหัวเราะคิกคักและซุกหน้าลงกับแผงอกของเขาโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ทิ้งให้เขาได้แต่พยายามสงบหัวใจที่เต้นรัวนี่ให้เพลาอาการลงก่อนที่เธอจะหัวเราะหนักไปกว่านี้อีก รันเบ้หน้ากลอกตามองผืนผ้าใบเต็นท์อย่างเสียไม่ได้

“ช่วยไม่ได้นะ”มือของเขาที่วางเรียบกับพื้นยกขึ้นมาวางแปะลงที่ศีรษะของอีกฝ่าย

“ดรีมติดหมอนข้างน่ะ.. ขอโทษทีนะ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่?”รันหรี่ตาลงมองสีหน้าในยามหลับฝันของเด็กสาวที่เมื่อตอนบ่ายยังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ด้วยรอยยิ้ม ดรีมดูเป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วและยอมรับความจริงได้ดี ไม่มีอาการเพ้อหรือเหม่อให้เห็นแต่อย่างใด เขาได้แต่ครุ่นคิด..

เปลือกนอกของคนแข็งแกร่งเพียงใด ภายในย่อมยิ่งอ่อนแอเพียงนั้น

ชายหนุ่มเสตามองกองไฟที่ค่อยๆมอดดับส่งควันไฟให้ลอยตรงออกไปยังรูระบายที่เขาใช้พลังจิตนำพาควันไฟออกไปตลอดเวลาด้วยความโหยหา เขาคิดถึงวอล์ค ทิวลิป โรส ตา ลาสโลว์ โคลอี้ หรือแม้กระทั่งลู ทั้งโหยหาและกังวล..

กังวลว่าคนที่อยู่ใกล้จะมาแทนที่คนรักที่ห่างกันด้วยระยะทาง

“เฮ้อ..”

คืนนี้สำหรับเขายังอีกยาวไกลนัก..

 

 

“ดรีม ตื่นได้แล้วครับ”

เสียงเรียกชื่อที่ดังออกมาเบาๆจากด้านล่างที่สมควรจะเป็นที่นอนนุ่มๆของเธอในฐานลับของนภาคะนึงชาดที่เธอใช้เป็นที่นอนประจำ เจ้าของชื่อมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆนึกถึงที่มาของเสียงนี้อย่างช้าๆด้วยสติที่ค่อยๆตื่นขึ้นมาตามลำดับ

ดรีมเปิดตาขึ้นนิดๆก่อนจะต้องปิดแน่นเมื่อเห็นหน้าของคนๆนี้ในระยะประชิด

ตอนคืนเมื่อวานนอนไม่เห็นจะเป็นไรแล้วทำไมตอนตื่นมาใจมันถึงได้เต้นแรงแบบนี้กัน? เสียงหัวใจที่เต้นดังขึ้นทุกขณะในตอนนี้เป็นเพียงเสียงเดียวนอกจากลมหายใจของเขาและเธอที่ดังสะท้อนกันเองอยู่ในสถานที่อันคับแคบแห่งนี้ สาวเจ้าที่นอนอยู่บนตัวของอีกฝ่ายรีบลุกขึ้นชันเข่าและโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันทว่ากลับยังไม่รู้ตัวลุกออกไป

“คือ.. คือว่า... เมื่อคืน เอ่อ... ดรีมไม่ได้ทำอะไรไม่ดีใช่มั้ย? อ่า แบบว่า.. ดรีมไม่ได้ละเมออะไรใช่ไหม? ถ้าได้ยินอะไรแปลกๆก็ขอให้ลืมไปทีนะ ของร้องล่ะ”เธอพนมมือไหว้ปะลกๆจนเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้ รันหัวเราะสั้นๆกับท่าทีที่เปลี่ยนไปจากฮันโซคนนั้นอย่างสิ้นเชิงนี่

ในเมื่อเธอบอกว่าชอบเขาแล้ว แกล้งนิดๆหน่อยๆก็คงไม่เสียหาย..

จากรอยยิ้มเล็กๆเริ่มเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมีเลศนัย รันค่อยๆยกมือขึ้นไปเล่นกับปอยผมด้านข้างที่ยาวกว่าส่วนอื่นโดยไม่ปริปากพูด สร้างความเข้าใจผิดให้กับเด็กสาวตรงหน้าให้มากขึ้นไปอีก มันยิ่งทำให้เธอทึกทักไปอีกว่ามันจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่ในความจริงแล้วเมื่อคืนเธอหลับยาวไม่มีละเมอหรือดิ้นสักนิดจนเขากังวล

“ดรีม จะไม่ทิ้งฉันไปใช่ไหม?”

“เอ๋... จะไม่ทิ้งไปใช่มั้ยอย่างงั้นเหรอ? เอ่อ เรื่องนั้น..”

เธอว่าอึกอัก ทว่ายังไม่ทันที่จะได้พูดจบรันกลับทำในสิ่งที่เธอไม่คิดว่าเขาจะทำ ซึ่งก็คือดึงตัวเธอลงไปนอนแนบอกอีกครั้งอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนเธออดไม่ได้ที่จะร้องกรี๊ดออกมาเล็กๆ

แต่สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่ไร้ความหมาย

ลมร้อนของทะเลทรายที่พัดเข้ามาจากทุกทิศทำให้ดรีมต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพบกับเต็นท์ผ้าใบที่ด้านบนขาดหายไปราวกับถูกอะไรสักอย่างฉีกกระชากไปด้วยความรุนแรง และไม่ไกลออกไปจากตรงนั้นเท่าไหร่ก็คือผู้กระทำที่เล่นเอาเธอขนลุกซู่

“ม.. มะ... แมงมุม ฮือ.. แมงมุม”

แมงมุมตัวดำมีแปดขา ตาแดงกลมเรียงกันบนส่วนหัวสะเปะสะปะ ที่ขามีขนยุบยับ ทุกส่วนและทุกองค์ประกอบของแมงมุมบัดซบนี่ไม่ได้ทำให้ดรีมต้องรัดตัวเขาแน่นจนกระอักแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่รันเองก็ต้องเกร็งตัวแข็งทื่อเมื่อได้เห็นหน้าตาของมันชัดๆ

“หยะแหยงชิบ..”

ในตอนนี้ความกลัวและความขยะแขยงนั้นเขาจะต้องแยกมันออกจากกันให้ได้เร็วที่สุด หากเขาปล่อยให้เจ้าแมงมุมทะเลทรายตัวเท่ารถบรรทุกนี่ขยับเข้ามาอีกก้าวเดียวต่อให้นี่เป็นร่างพลังงานเขาก็กระดูกหักเพราะแรงกระทำของมิมิกขี้กลัวนี่ได้เหมือนกัน

รันเพ่งมองไปทางแมงมุมนั่นครู่หนึ่งและส่งพลังด้านลบที่ประยุกต์ใช้ให้เป็นแบบเดียวกับของมาโก้กัดฉับงับมันหายไปครึ่งตัว เสียงกรีดร้องโหยหวนนั่นเขาจะไม่ยอมให้มันแทรกเข้าโสตประสาทของมิมิกตัวน้อยในอ้อมแขนนี้ได้เด็ดขาดด้วยกำแพงเวทมนตร์ที่สร้างขึ้นในรูปแบบเพื่อหักเหเสียงโดยเฉพาะ เขาปล่อยให้พลังงานสีเขียวกัดกินร่างของแมงมุมยักษ์นั่นไปคำแล้วคำเล่าก่อนจะหายไปในที่สุด

แม้จะผิดต่อหลักฟิสิกส์ที่มันหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่เขาก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องแบบนั้นในตอนนี้ที่มีลูกหมีโคอาล่าเกาะติดเป็นตังเมแบบนี้

“ดรีม เปิดตาดูสิ แมงมุมตัวเบ้อเริ่มเลยแน่ะ”

“แง.. ไม่เอาน้า ไม่เอาแมงมุม!”

อ่อก..

แรงของดรีมทำให้เขาต้องเตือนสติตัวเองอีกครั้งกับการลงมืออันหนักหน่วงของเธอที่ร่วมมือกับเขาจัดการกับมื้อค่ำของเมื่อวาน อวิชชามารสืบสุราเป็นอะไรที่เขาคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ตั้งแต่เห็นมันในบันทึกที่แย่งมาจากคุเรไนแล้ว เลือดที่เหลือเพียงหนึ่งจุดนั้นขัดกับหลักฟิสิกส์ การไม่มีเลือดในร่างกายนั้นไม่ต่างไปจากการไม่มีพลังวัตรในร่างกาย

ผิดต่อหลักการเกินไปจนเขาปวดหัวเลยทีเดียว

ตั้งแต่ทวนทิศวัฏสงสารของไคโรแล้วที่จะทำให้ร่างกายไร้ซึ่งพลังวัตรและใช้พลังวัตรภายนอกมาชักนำร่างกายให้เคลื่อนไหวราวกับยอดมนุษย์ แต่ลัญจกรโลหิตของดรีมกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามก็คือทำให้ร่างกายไร้เลือดและทำลายขีดจำกัดของร่างกายด้วยการรักษาอวัยวะภายในด้วยพลังวัตร ไม่ว่าจะวิธีไหนถ้าเป็นในโลกความจริงมันก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น

รันถอนหายใจออกมาและยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ แม้สภาพอากาศร้อนแห้งแบบนี้จะเป็นสภาพอากาศที่ยักษ์อัสนีโปรดปรานเป็นที่สุดแต่เขาในตอนนี้ที่กำลังจะถูกบีบจนซี่โครงแตกนั้นไม่โปรดปรานเลยแม้แต่นิดเดียว

“ปล่อยได้แล้วน่า แมงมุมไปหมดแล้ว”

เขามองท่าทีหวาดๆของเด็กสาวบนร่างกายเขาด้วยรอยยิ้มและลุกขึ้นยืนเมื่อเธอยอมปล่อยตัวเขาแล้ว รันกวาดตามองสภาพของเต้นที่เละไม่เหลือชิ้นดีไปพร้อมๆกับหม้อสตูที่หกกระจายแล้วได้แต่ปลงตก เขาพกเต็นท์มาแค่นี้และแน่นอนว่าคืนนี้เขาจะไม่นอนกลางพายุทะเลทราย

“เหมือนว่าเราต้องรีบหาเมืองหรือโอเอซิสให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ ฉันพกมาแค่เต็นท์เดียวแล้วคืนนี้ก็อาจจะมีพายุอีก ดรีมคงไม่อยากนอนกลางพายุใช่ไหม?”รันหันไปมองเพื่อนร่วมทางจำเป็นครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ากลับมา ไม่นานนักเขาก็ตัดสินใจเปิดไอเท็มรีดเดอร์แล้วเลื่อนหานาฬิกาสำรองที่พกติดตัวเอาไว้ตลอดออกมาให้เธอพร้อมกับผ้าคลุม

“นาฬิกานั่นจะเชื่อมต่อกับนาฬิกาของฉัน มันทำงานเหมือนกับนาฬิกาของระบบที่ข้อมือเธอนั่นแหละ มันใช้ที่นี่ได้และมีหน้าต่างระบบให้เก็บของ ตอนนี้ถอดของเก่าออกไปก็ไม่เป็นไรหรอกนะ”นินจาสาวก้มลงมองนาฬิกาดิจิตอลที่ข้อมือซ้ายก่อนจะถอดมันออกแล้วโยนทิ้งไปในทันทีพร้อมกับเก็บนาฬิกาใหม่เอาไว้ในอกเสื้อ

“ทิ้งเลยเหรอ?”

“อื้ม อันใหม่สวยกว่ากันเยอะเลย”

เธอหันมายิ้มให้เขาแก้มแทบปริราวกับเด็กตัวเล็กๆที่ได้รับของขวัญเซอร์ไพรส์ที่อยากได้ในวันเกิด รันยังไม่อธิบายเกี่ยวกับไอเท็มรีดเดอร์ในตอนนี้และเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นไปยังผ้าคลุมสีดำในมือของอีกฝ่ายแทน มันเป็นผ้าคลุมแบบเดียวกับที่คนอื่นๆในออซกิลด์สวม สีดำ..ทว่าในตอนนี้มันปราศจากลวดลาย

“ผ้าคลุมนั่นถ้าผนึกพลังพิเศษที่ใช้ไปมันจะเพิ่มความสามารถให้กับพลังพิเศษได้นิดหน่อย ขอแนะนำว่าอย่ากรีดเลือดลงไปนะ มันไม่ได้ผลหรอก”เขาพูดขัดตาทัพทันทีที่เห็นว่าดรีมชักคุไนออกมาเตรียมจะย้อมผ้าคลุมสีดำให้กลายเป็นสีแดง เธอกระพริบตาปริบๆมองเขาสลับกับผ้าคลุมก่อนจะผนึกพลังวัตรลงไปเติมลวดลายเกลียวคลื่นสีแดงที่ขยับไหวไปมาให้มัน

“โอ้ว สุดยอดเลย มีลายด้วยล่ะ!”

เขายิ้มและนำผ้าคลุมของตัวเองออกมาสวมและเริ่มผสานพลังวัตรของตัวเองกับชีพจรฤดูเพื่อตามหาเมืองที่ใกล้ที่สุดและปล่อยให้ดรีมชื่นชมลวดลายสายหมอกสีเขียวบนผ้าคลุมของเขาไปเงียบๆ รันลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะหันไปทิศทางของเมืองขนาดกลางที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาจนเกินไป

“ระยะทางไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ไม่น่าจะใช้เวลาถึงชั่วโมง.. พร้อมรึยัง?”

เขาหันไปหาเพื่อนร่วมทางที่อ้าปากค้างกับระยะทางของจุดมุ่งหมาย ดรีมส่ายหน้าหวือและร้องแหวออกมากับการคำนวณระยะเวลาในการเดินทางของเขาที่ทำราวกับว่าไม่ได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าแต่เดินทางด้วยรถยนต์

“เราไม่มีรถนะรันจะได้ซิ่งไปร้อยกิโลฯในเวลาไม่ถึงชั่วโมงน่ะ เดินเท้าแบบนี้อาทิตย์นึงจะถึงรึเปล่าก็ไม่รู้ ตายแน่ๆเลยงานนี้ นอนกลางพายุแน่เลยคืนนี้”เขาเผลอตัวหลุดยิ้มไปกับท่าทีหวาดวิตกของดรีมที่เขามองดูว่ามันน่ารักมากกว่าน่าเวทนาและย่อตัวลงให้อีกฝ่ายขึ้นหลัง เขาจะกลายร่างเป็นร่างสัตว์อสูรตัวใหญ่ให้ดรีมขึ้นหลังเลยก็ทำได้แต่แบบนั้นมันจะเตะตาและล่อเป้าเกินไป

“จะ..จะให้ขี่หลังเหรอ มันน่าอาย..”

“แหม ทีเมื่อคืนกอดกันกลมดิ๊กยังไม่เห็นอาย”เขายืดตัวขึ้นและเอี้ยวตัวกลับไปมองอีกฝ่ายที่แก้มแดงร้อนฉ่าเริ่มหวั่นใจ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะเมื่อเห็นว่าช่วยไม่ได้แล้วจึงใช้ราชกกุธภัณฑ์ฟ้าดินดึงเอาฟริกไนท์ออกมาจำนวนหนึ่งแล้วเปลี่ยนมันเป็นอานม้าพร้อมบังเหียน ถ้าหากตัวใหญ่แล้วมันเป็นเป้าล่อให้เจ้าถิ่นเขาก็แค่ลดขนาดลงเท่านั้น

“ดรีมขี่ม้าเป็นรึเปล่าเอ่ย?”

รันถามทั้งรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ดรีมจะไม่มีวันลืมไปอีกเลยตอลดชีวิต...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1,284 ความคิดเห็น

  1. #1150 ^(นักอ่านเงาหมายเลขสิบสาม)^ (จากตอนที่ 107)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 11:58
    ...

    (ไม่รู้จะเขียนอะไร)แค่อยากให้รู้ว่ามีคนติดตามนิยายของไรท์เตอร์อยู่ 55+)
    #1150
    0
  2. #1148 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 107)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 09:09
    ปักธงไปแล้วซิน่ะ หุหุ
    #1148
    0