(Gintama) After marriage (Okita x Kagura)

ตอนที่ 13 : ภาคพิเศษ SSS Family ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    20 พ.ค. 61

      “ข่าวรอบดึกในวันนี้นะครับ ตั้งแต่เมื่อวานซืนเวลา 17.00 น.เป็นต้นมามีเหตุระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ท่าเรือ XXX และบริเวณใกล้เคียงทิ้งระยะห่าง 4 ชั่วโมงต่อครั้งจวบจนถึงเมื่อเวลา 14.30 น.ของวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดการและประกาศให้เป็นพื้นที่สีแดงห้ามประชาชนเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด รายละเอียดต่อไปเชิญคุณฮานาโนะรายงานได้เลยครับ....”

      ปิ๊บ




      เสียงกดรีโมทดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณภาพที่ดับลง ชายหนุ่มตาดุลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจแล้วหันกลับมาหาลูกน้องที่ยังคงรอการประชุมเพื่อดำเนินการสืบสวนถึงต้นตอของผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วันแล้ว

      “จากการสืบสวนของรุ่นพี่ชิมารุ เป็นไปได้ครับว่าโอซากิต้องการท้าทายพวกเรา”

      ยามาซากิเอ่ยขึ้นแล้วยื่นแฟ้มข้อมูลให้กับฮิจิคาตะ

      หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีพิเศษรับมาเปิดอ่านด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจนลูกน้องทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง ชายหนุ่มผู้ได้รับฉายาว่า มาโยริน ยังเดาทางไม่ออกว่าควรจะติดตามเช่นไรดีทั้งที่ปกติแล้วมันสมองระดับหัวกะทิอย่างเขาไม่เคยจนตรอกถึงขนาดนี้มาก่อน

      “ถ้าดูจากบริเวณที่ก่อเหตุ” ชายหนุ่มผมมัดยาวสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยขึ้นพร้อมกับวางแผนที่ที่ตัวเองกางดูไว้เมื่อสักครู่ลงบนโต๊ะทำงาน แล้วหยิบปากกาเมจิกสีแดงวงไปยังจุดที่เคยเกิดเหตุในแต่ละที่ “คราวต่อไปน่าจะเป็นบริเวณตึกร้างของบริษัทโฮโจไม่ผิดแน่ครับ”

      “แล้วหน่วยกู้ระเบิดล่ะ ทำงานถึงไหนแล้ว?”

      ฮิจิคาตะเอ่ยถามหลังจากดูจุดที่โซโกะคาดคะเนว่าอาจจะเป็นจุดที่วางระเบิดครั้งต่อไป

      “ตอนนี้กำลังไปสำรวจที่หัวสะพานแม่น้ำในตัวเมืองอยู่ครับ เนื่องจากมีชาวบ้านแจ้งมาว่าพบวัตถุน่าสงสัยเข้ามาครับ”

      ยามาซากิรายงาน ฮิจิคาตะจึงพยักหน้ารับรู้

      “หวังว่าคงไม่ใช่กับดัก เพราะสะพานที่ว่ามันอยู่ห่างจากตึกร้างมากกว่า 30 นาที งั้นเดี๋ยวฉันจะเป็นคนไปที่ตึกร้างเอง”

      “ผมไปด้วยครับ”

      โซโกะอาสาแล้วหยิบหน้ากากซาดาฮารุขึ้นมาสวมเตรียมตัวจะไปกับฮิจิคาตะซึ่งกำลังสวมหน้ากากภูติมาโยเช่นกัน

      จากนั้นสองหัวหน้าหนุ่มก็ออกเดินทางไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนยามาซากินั้นถูกมอบหมายให้รอการติดต่อของหน่วยกู้ระเบิดยู่ที่สำนักงาน


--


      “ข่าวระเบิดนี่ต่อเนื่องและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆนะครับ”

      ชินปาจิเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังจิบน้ำชาและดูข่าวไปด้วย ข้างๆกายเขามีกินโทกิกำลังคุยภาษาอ้อแอ้กับโซราคุที่คางุระผู้เป็นมาพามาเที่ยวเล่นยังร้านรับจ้างสารพัด และตัวเธอนั้นกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาโดยมีซาดาฮารุนอนอยู่ใกล้ๆกัน

      “นั่นสิ ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นเป็นไงบ้าง เห็นคางุระบอกว่าโอคิตะคุงไม่กลับบ้านมา 3 วันเต็มแล้ว”

      “ครั้งนี้ดูท่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่หมูอย่างที่คิดนะครับ ถึงตามจับไม่ได้สักที ภาวนาขอให้ทุกคนปลอดภัยด้วยเถอะ”

      “หึ” กินโทกิหัวเราะขึ้นจมูก “เจ้าพวกบ้านั่นไม่ตายง่ายๆหรอก แต่ที่ตายไปแล้วก็คือยัยหมวยที่นอนกรนคร่อกๆนี่ต่างหาก อะไรกันฟะ เอาลูกมาให้คนอื่นเลี้ยงแบบนี้”

      กินโทกิว่าคางุระที่นอนหลับราวกับตายอย่างละอา ส่วนหนุ่มแว่นก็พลอยหันมามองแล้วอมยิ้มแฝงความละอาด้วยเช่นกัน

      “ก็ปกติคุณโอคิตะจะช่วยเลี้ยงนี่ครับ 3 วันมานี่ต้องเลี้ยงเองคนเดียวก็คงเหนื่อยหน่อย เพราะโซราคุคุงเองก็โตพอที่จะไม่นอนทั้งวันแล้วเหมือนกัน”

      “เจ้าลุงจ๋านั่นบอกว่าจะเอาไปเลี้ยงให้ก็ไม่ยอม”

      ชายหนุ่มผมเงินพูดถึงคามุอิที่แวะเวียนมาขอหลานไปเลี้ยงเองบ้างเรื่อยๆ แต่คางุระไม่ได้ให้ไปเพราะไม่อยากมีเรื่องกับโซโกะ และเธอเองก็ไม่อยากห่างลูกมากนัก

      “ขืนเอาไปให้เลี้ยงมีหวังกระดูกอาจจะหักตายก่อนจะกลับมาสู่อ้อมอกแม่ก็ได้นะครับคุณกิน เรายังไม่รู้เลยว่าโซราคุคุงจะมีพลังอย่างยาโตะแค่ไหน”

      ชินปาจิค้านด้วยความเป็นห่วง แล้วมองโซราคุที่อ้อแอ้อยากคุยไม่หยุดท่าทางจะพูดมากเหมือนผู้เป็นแม่ด้วยความเอ็นดู


      สถานการณ์เป็นไปตามที่โซโกะและฮิจิคาตะคาดเดา เมื่อพบว่ามีระเบิดอยู่ที่ตึกร้างโฮโจจริงๆ และหน่วยกู้ระเบิดนั้นได้ถูกหลอกไปสำรวจที่สะพาน

      “เหลือเวลา 14 นาที พวกนั้นมาไม่ทันแน่ ต่อให้มาทางอากาศก็คงไม่ทันการกว่าจะติดตั้งเรือบินอีก”

      ฮิจิคาตะมองนาฬิกาข้อมือตัวเองแล้วเหงื่อตก เมื่อรู้ว่าหน่วยกู้ระเบิดไม่มีทางมาทัน แล้วหันไปสั่งลูกน้องคนอื่นที่มาด้วย

      “ถ้าเทียบรัศมีระเบิดจากลูกเก่าๆที่ผ่านมา มันคงไปไกลได้จนถึงสวนดอกไม้และบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ๆแน่นอน พวกนายรีบไปประกาศอพยพให้เร็วที่สุดแล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก”

      “แต่หัวหน้าครับ”

      เจ้าหน้าที่คนอื่นทำท่ากระอักกระอ่วนใจที่จะทิ้งหัวหน้าตนไป แต่เมื่อเจอสายตาที่แน่วแน่ของฮิจิคาตะแล้วทุกคนจึงรีบทำตามคำสั่งเหลือเพียงแต่โซโกะที่ยังยืนมองระเบิดอยู่ข้างเขาเท่านั้น

      “แกก็ไปด้วยสิ โซโกะ ฉันจะเอามันไปโยนทิ้งที่อ่าวใกล้ๆนี้เอง”

      “อ่าวที่ใกล้ที่สุด ก็ต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 15 นาทีด้วยถนนใกล้อ่าวที่มีคนสัญจรผ่านไปมาอย่างต่อเนื่องและแออัดเราไม่สามารถขอทางได้หรอกนะครับเผลอๆจะตายหมู่เอาได้” โซโกะแย้งอย่างไม่เห็นด้วย “คงต้องกู้อย่างเดียวแล้วล่ะครับ ถ้าสำเร็จทุกอย่างก็จะปลอดภัย แต่ถ้าคว้าน้ำเหลวอย่างน้อยก็เรียกว่าตายด้วยหน้าที่ ไม่ใช่ว่าขี้ขลาดแล้วหนี คนเขาจะดูถูกเอาได้ว่าคุณฮิจิคาตะไม่มีน้ำยานะครับ”

      “แล้วทำไมต้องเอาฉันเป็นตัวอย่างการโดนด่าฟะ” ฮิจิคาตะชักจะหงุดหงิดคนที่นานๆพูดดีแต่ไม่วายต้องจิกกัด “ฉันตายก็ตายแค่ตัวคนเดียว ถ้าแกตายด้วยมีหวังสำนักงานเราต้องจบแห่ แล้วลูกเมียแกจะทำไง?”

      เมื่อฮิจิคาตะพูดถึงครอบครัว โซโกะถึงกับชะงักไปชั่วครู่แล้วตัดสินใจแน่วแน่

      “ยัยหมวยนั่นทำใจตั้งแต่รับผมเป็นสามีแล้วล่ะครับ เป็นเมียตำรวจก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเสมอ ประกันก็มากโขอยู่ลูกคงไม่ลำบากหรอก”

      เพราะโซโกะพูดออกมาแบบนั้น ฮิจิคาตะเลยจำต้องให้รองหัวหน้าทำตามหน้าที่ของตนให้ถึงที่สุด แม้เขาจะเป็นห่วงมากก็ตามที่

      “แล้วแกรู้เหรอว่าจะกู้ยังไง”

      “ตอนเป็นชินเซนงุมิผมเคยเรียนเรื่องยาพิษแล้วก็กู้ระเบิดน่ะครับ แต่เรื่องกู้นี่ยังไม่ได้ทันได้ใบประกาศก็เกิดเรื่องซะก่อนไม่งั้นคุณฮิจิคาตะอยู่ไม่รอดจนถึงตอนนี้หรอกครับ”

      “งั้นฉันจะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกันนะ”

      ฮิจิคาตะเอ่ยแล้วช่วยโซโกะหาอุปกรณ์มากู้ระเบิดเท่าที่จะหาได้


      เมื่อเวลาใกล้เข้ามาเรื่อยๆสำนักข่าวเอโดะก็เริ่มนำเสนอข่าวระเบิดอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ที่พยายามอพยพผู้คนและรวมถึงข่าวที่หัวหน้ามาโยรินกับรองหัวหน้าไคเซอร์ยังคงอยู่ในตึกร้างนั่นด้วย

      คางุระที่ตื่นมาแล้วกำลังกินข้าวอยู่ถึงกับจ้องมองข่าวค้างเมื่อรู้ว่าสามีของตนกำลังเสี่ยงชีวิตกู้ระเบิด กินโทกิกับชินปาจิอยากจะช่วยปลอบใจว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นร้ายแรงแต่ก็พูดไม่ออก

      นัยน์ตาสีฟ้าใสจับจ้องทีวีตาไม่กะพริบ ก่อนจะละสายตาหันมากินข้าวต่อ

      “คางุระจัง?”

      ชินปาจิเรียกชื่อหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงแต่คางุระก็เงยหน้าจากถ้วยข้าวมายิ้มให้เขา

      “ไม่เป็นไรหรอกน่อ อาตี๋นั่นไม่ซี้ม่องเท่งในที่แบบนั้นหรอก เจ้านั่นคงจะมีความมั่นใจพอตัวถึงได้เสนอหน้าไปอยู่ที่โน่นได้อ่ะน่อ พวกลื้อไม่ต้องห่วงอั๊วน่อ เพราะถึงแม้อาตี๋จะเป็นไรไปอั๊วก็คงได้เงินเยอะอยู่”

      “พูดอย่างนั้นได้ไง คางุระจัง นั่นสามีของเธอนะ”

      ชินปาจิโวย แต่กินโทกิกลับบอกให้ชินปาจิเงียบแล้วชวนกินข้าวก่อนด้วยท่าทีที่เมินเฉยจนหนุ่มแว่นร้อนใจแทน และหันไปติดตามข่าวสารไม่ยอมให้คลาดสายตาเด็ดขาด


      อีก 1 นาที

      ทั้งโซโกะกับฮิจิคาตะที่หาอุปกรณ์มาตัดเส้นสายระเบิดได้แล้ว พากันใจระทึกหลังจากกู้ในขั้นต้นไปได้สำเร็จแต่ยังคงเหลือตัวชนวนระเบิดเส้นสีดำ หากเขาแก้กลไกที่ผ่านมาได้ถูกต้องแม้จะตัดเส้นสีดำก็จะไม่ระเบิดเด็ดขาด และพวกเขาตั้งใจจะตัดเส้นสีดำออกใน 3 วินาทีสุดท้ายเพื่อจะให้ผู้คนอพยพหนีออกไปได้จำนวนมากที่สุด ทั้งสองคนไม่มีคำพูดใดๆออกมามีแต่เพียงสายตาที่จับจ้องตัวเลขที่นับถอยหลังลงไปเรื่อยๆ จาก 50วิ 40วิ 30วิ 20วิ และเหลือเพียง 10 วินาที

      “เอาเลย”

      ฮิจิคาตะบอกกับโซโกะ เมื่อหน้าปัดตัวเลขที่ระเบิดเหลืออยู่แค่ 5 วินาที

      แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่โซโกะเองนั้นก็อดที่มือจะสั่นเล็กน้อยไม่ได้ ชายหนุ่มค่อยๆเกร็งมือที่กำคีมให้นิ่งที่สุดแล้วง้างออกก่อนจะเตรียมตัดมัน ทั้งสองหนุ่มกลั้นหายใจแล้วบีบด้ามคีมลงไปในคราวเดียว

      ปิ๊บๆๆๆๆๆๆ

      เสียงสัญญาณในตัวตึกร้างที่ไม่น่าเหลืออยู่ดังลั่นไปทั่วบริเวณตามด้วยเสียงระเบิดดังตู้มที่สร้างความหวาดผวาให้กับคนที่ติดตามข่าวและได้ยินยิ่งนัก


      เสียงระเบิดลั่นดังมาจากทีวี คางุระลุกขึ้นพรวดไปเกาะจอทันที หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นควันที่ถูกถ่ายทอดสดมาจากไกลๆพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเปลวไฟที่โชติช่วง

      “เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ตึกร้างค่ะ คาดว่าทั้งมาโยรินกับไคเซอร์น่าจะอยู่ที่ตึกร้างแต่ยังไม่ทราบถึงสถานะว่าตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง และในขณะนี้หน่วยกู้ภัยและดับเพลิงกำลังระดมพลเพื่อเข้าไปหยุดยั้งเปลวเพลิงแล้วค่ะ”

      ผู้สื่อข่าวฮานาโนะรายงานผลด้วยใจระทึก

      ทางด้านของคางุระ จู่ๆโซราคุก็ตกใจร้องไห้จ้าจนกินโทกิต้องรีบเข้าไปโอ๋ เมื่อคางุระที่ปากดีว่าตัวเองไม่เป็นไรนั้นอยู่ในอาการช็อค ชินปาจิจึงรีบไปพยุงให้คางุระลุกขึ้นมานั่งบนโซฟา

      หญิงสาวได้สติแล้วรีบไปรับลูกชายมากอดไว้พร้อมกับปลอบให้เด็กน้อยเลิกร้องไห้

      กินโทกิเดินหันไปกดโทรศัพท์ร้านเพื่อโทรหาที่สำนักงานทันที หากมีคนอยู่ที่นั่นพวกเขาอาจจะได้ข่าวของมาโยรินกับไคเซอร์มากกว่านี้


      เวลาผ่านไปจนถึง 3 ทุ่ม

      หลายชั่วโมงที่ผ่านมากินโทกิได้ออกไปข้างนอกหลังจากที่ได้คุยกับยามาซากิ เหลือเพียงแต่ชินปาจิที่ยังคอยดูแลคางุระกับโซราคุตลอดเวลาพร้อมกับพวกคอนโด้ และคาซึระ รวมถึงคามุอิได้พากันมารวมตัวเมื่อได้ทราบข่าวที่เกิดขึ้น

      “ไม่ไหว คางุระจังไม่ยอมพูดเลย”

      โอทาเอะเดินกลับมาหาสามีที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกหลังจากเดินไปคุยกับคางุระในห้องนอนของกินโทกิกลับมา คอนโด้ที่อยู่กับฮิเมโกะและอาสึนะลูกสาวทั้งสองของตนก็เอาแต่เครียดเช่นเดียวกันเพราะไม่รู้ว่าฮิจิคาตะกับโซโกะจะเป็นอย่างไรบ้าง

      “ฉันทนไม่ไหวแล้ว จะไปดูซะหน่อย”

      คอนโด้ฝากลูกไว้กับโอทาเอะและคาซึระที่นั่งคอยข่าวอยู่เงียบๆโดยมีอลิธซาเบธเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กหญิงทั้งสองอยู่ไม่ห่าง

      “จะไปช่วยเขาเก็บซากศพด้วยรึไงล่ะ”

      คามุอิที่อยู่อีกมุมอยู่เอ่ยถามเมื่อเห็นคอนโด้กำลังเดินออกจากประตู

      “เฮ้ๆ อย่าปากเสียอย่างนั้นสิหัวหน้า”

      อาบูโตะเตือนหนุ่มยาโตะเพราะคำพูดที่พูดออกมาทำร้ายใจคนฟังเหลือเกิน

      “ก็ไม่มีอะไรที่ต้องรักษาน้ำใจนี่ คุณตำรวจรักษาสัญญาที่จะดูแลน้องสาวฉันไม่ได้ฉันก็จะพาคางุระกลับ เรื่องก็แค่นี้”

      “ช่วยเงียบก่อนเถอะนะครับ ถึงแม้พวกเรารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่อย่างน้อยก็อยากให้ความหวังที่ยังพอจะมีอยู่มันเป็นจริงขึ้นมานะครับ”

      ชินปาจิติงคามุอิ ชายหนุ่มจึงยอมเงียบเพื่อตัดความรำคาญเพราะรู้ตัวว่าตนเองก็พูดจาทำร้ายใจน้องที่อยู่ข้างในเช่นกัน

      คางุระได้แต่นิ่งเฉย เลี้ยงลูกไปเรื่อยๆราวกับว่าไม่เกิดอะไรขึ้น เธอไม่ร้องไห้แต่เธอก็ไม่ยอมพูดอะไรกับใครทั้งนั้น

      ในระหว่างที่ทุกคนกำลังตึงเครียด เสียงประตูเลื่อนของร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของกินโทกิเดินเข้ามา

      “กินโทกิ” คาซึระเรียกชื่อเพื่อนแล้วรีบลุกขึ้นไปหา “นายไม่เป็นไรนะ”

      “ฉันจะเป็นไรได้ไง ฉันแค่ไปดูไม่ได้ไปช่วยเขากู้ระเบิด”

      กินโทกิตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งจนชินปาจิใจหาย ชายหนุ่มผมเงินเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาแล้วถามถึงคางุระ

      “อยู่ในห้องน่ะครับ”

      “งั้นเหรอ?”

      “กินจัง”

      เสียงคางุระดังขึ้น ทุกคนหันไปมองก็เห็นว่าคางุระกำลังอุ้มลูกชายเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน

      “อั๊วกลับก่อนล่ะน่อ อั๊วนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เก็บผ้าอ่ะน่อ”

      “คางุระจัง”

      โอทาเอะเรียกชื่อหญิงสาวที่ทำตัวปกติเกินจนพวกเธอกังวล

      “อั๊วไม่เป็นไรหรอกน่อ อั๊วรู้อยู่แล้วล่ะว่าชีวิตเมียตำรวจต้องเจออะไรบ้าง ทุกคนไม่ต้องห่วงน่อ”

      “แต่ว่า”

      ชินปาจิเป็นฝ่ายที่จะรั้งคางุระเมื่อเห็นเธอเดินไปที่ประตู แต่กินโทกิห้ามไว้

      “ในเมื่อยัยนั่นอยากอยู่คนเดียวก็ปล่อยไปก่อนเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ยัยคางุระเข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิดเยอะ”

      “ฉันจะไปกับคางุระ”

      คามุอิที่ไม่เห็นด้วยกำลังจะก้าวฝีเท้าตามน้องสาวไป แต่กินโทกิก็ยังคงเอ่ยปากห้ามอีกเช่นกัน

      “พวกนายรอคุยกับเจ้าหน้าที่ที่นี่ก่อนเถอะ ใกล้จะมาแล้วล่ะ”

      “เจ้าหน้าที่?”

      คอนโด้ทวนคำ และจากนั้นเพียงไม่ถึง 10 นาที เจ้าหน้าที่ที่กินโทกิพูดถึงก็มาถึงที่ร้าน และนั่นก็ทำให้น้ำตาของคอนโด้ไหลออกมา

      “โทชิ!!!”

      ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่ากอริลล่าพุ่งไปกอดชายหนุ่มที่มีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะบริเวณหน้าผากอยู่ด้วยความดีใจ

      “คุณฮิจิคาตะ!!! ปลอดภัยจริงๆด้วยนะครับ”

      ชินปาจิเองก็ดีใจเช่นกัน ส่วนคาซึระก็ร้องไห้โฮแข่งกับคอนโด้

      “แกจะร้องทำไมฟะ”

      กินโทกิถามเพื่อนที่ไปร่วมกอดฮิจิคาตะอีกคนด้วยความสงสัย ส่วนฮิจิคาตะที่ตอนนี้เปียกไปด้วยน้ำตาของสองหนุ่มพยายามดันพวกเขาออกห่างตัว

      “รอดมาได้ไง”

      คามุอิที่มองเหตุการณ์อยู่ถามด้วยความสงสัย

      “ก็ไม่มีไรมาก เจ้าโซโกะมันกู้ระเบิดได้สำเร็จแต่ดันมีระเบิดเล็กอีกลูกหนึ่งอยู่บนดาดฟ้า โชคดีที่อนุภาพแค่ชวนตกใจ แต่ก็แรงพอทำให้ตึกถล่มและไฟไหม้ ฉันกับโซโกะโชคดีที่หนีออกมาทันแต่ก็บาดเจ็บเหมือนกันแม้จะไม่รุนแรงก็เถอะ”

      “ดีแล้วนะโทชิ ดีแล้ว”

      คอนโด้สะอึกสะอื้นใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาและน้ำมูกไม่แตกต่างกับคาซึระ

      “หมอนั่นก็รอดด้วยเหรอ? แล้วป่านนี้อยู่ไหน?”

      หนุ่มยาโตะถามถึงน้องเขยตัวเอง ซึ่งก็โดนอาบุโตะขัด

      “ไม่น่าถามเลย เขาก็ต้องกลับบ้านน่ะสิ”


      คางุระกลับมาถึงบ้านแล้วปล่อยให้ลูกชายนอนเล่นกับปลาตะเพียนแขวนตัวจิ๋วที่ฮิจิคาตะเป็นคนสานให้ตั้งแต่ก่อนที่จะคลอด หญิงสาวเดินไปเก็บผ้าที่ตากไว้เอาเข้ามาพับข้างๆโซราคุอย่างเงียบๆด้วยหัวใจที่สับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

      แล้วต่อจากนี้จะทำยังไงดีน่อ

      สาวยาโตะถามตัวเองอย่างหาคำตอบไม่ได้เมื่อมองไปรอบกายก็เจอแต่บรรยากาศที่เคยมีโซโกะอยู่อบอวลเต็มไปหมด

      ทั้งชุดทำงานสีดำคาดแดงที่ถูกสั่งตัดมาใหม่ หรือจะเป็นกิโมโนที่เขาชอบใส่เวลาอยู่บ้าน

      กองกระดาษรายงานที่เจ้าตัวเคยบ่นว่ายุ่งยากทุกครั้งเวลาฮิจิคาตะเรียกดู

      หรือแม้กระทั่งผ้าปิดตาจอมกวนที่โซโกะใช้ประจำเวลานอนแล้วไม่อยากให้ใครมายุ่ง


      ต่อไปนี้แล้วใคระจะใส่น่อ?

      ต่อไปนี้ใครจะมากวนประสาทและทะเลาะกับอั๊ว

      ต่อไปนี้ใครจะกล่อมลูกนอนเวลาอั๊วขออู้งานบ้าง

      แล้วต่อไปนี้อั๊วจะนอนในอ้อมกอดใครได้น่อ โซโกะ ในเมื่อลื้อทำให้อั๊วเคยตัวที่มีลื้ออยู่ข้างกัน

      ถ้าโซราคุโตขึ้นแล้วมีปัญหาที่คนเป็นแม่อย่างอั๊วไม่เข้าใจ ใครจะเป็นคนช่วยพูดกับลูกน่อ


      เพราะมัวแต่คิดวนไปมาทำให้คางุระไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา

      คนที่เธอกำลังคิดถึงกำลังยืนมองด้านหลังภรรยาที่กำลังพับผ้าด้วยความโล่งใจที่ได้กลับมาเจอเธอหลังจากรอดหวุดหวิดจากความตายที่เกือบพรากเขาและเธอจากกันตลอดกาล โซโกะรู้สึกปวดร้าวเมื่อนึกเช่นนั้นแล้วเข้าไปโอบกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง จนทำให้เธอตกใจ

      “โซโกะ!!”

      คางุระหันหน้ามองว่าใครกอดแล้วเรียกชื่อสามีด้วยความดีใจระคนตกใจเมื่อคนนั้นคือคนที่คิดว่าตายจากกันไปแล้ว คางุระทิ้งผ้าที่กำลังพับไว้ทันทีแล้วหันไปกอดโซโกะแน่น น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมาเมื่อตอนที่คิดว่าเขาตายแล้วกลับไหลออกมาไม่หยุดหลังจากได้พบกัน

      “ลื้อจริงๆด้วย”

      “ก็ฉันน่ะสิ คิดว่าใครล่ะ?”

      ชายหนุ่มถามด้วยความกวน แล้วจูบเรือนผมของคนปล่อยโฮอย่างอ่อนโยน

      ทั้งสองคนกอดกันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งคางุระค่อยๆคลายร้องไห้ลงได้แล้วโซโกะจึงจูบหน้าผากเธอเบาๆด้วยความรัก

      “อะไรกัน พอฉันไม่อยู่ก็ขี้แยรึไงยัยหมวย”

      “อั๊วไม่ได้ร้องน่อ อั๊วแค่.......” คางุระปฏิเสธด้วยความอายก่อนจะพยายามหาข้อแก้ตัว แต่เธอกลับสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับสามี “ทำไมผมลื้อถึงสั้นลงน่อ”

      “อ๋อ นี่น่ะเหรอ” โซโกะลูบคอและผมที่ถูกตัดจนกลับไปสั้นเหมือนดั่งสมัยตอนที่เขาอยู่ชินเซนงุมิ “โดนไฟไหม้ผมน่ะ ยามาซากิเลยตัดให้”

      “เห็นแบบนี้แล้วอั๊วนึกถึงสมัยก่อนของพวกเราเลยน่อ” คางุระลูบหน้าโซโกะแล้วยิ้มหวานใส่ “แม้จะแก่ขึ้นแต่หน้าลื้อก็ยังกวนโอ๊ยไม่เปลี่ยนเลยน่อ ยิ่งตัดผมสั้นแล้วอั๊วยิ่งรู้สึกจะอ้วกเวลาลื้ออยู่ใกล้ซะแล้วน่อ”

      “จะอ้วกเหรอ? ท้องรึเปล่า?”

      “จะบ้าเหรอน่อ ตอนโซราคุอั๊วก็ไม่ได้อ้วกน่อลื้อไปจำผิดคนมารึเปล่า” คางุระพลักสามีออกห่าง “อั๊วไม่ท้องง่ายๆหรอกน่อ”

      “แน่ใจเหรอ? อย่างโซคุงนี่เปิดปุ๊บก็ติดปั๊บเลยนะ”

      โซโกะแหย่หญิงสาวที่ทำทีหันไปพับผ้าต่อ แล้วเหลือบมองลูกชายที่มองเขาตาแป๋วด้วยความดีใจที่เขายังมีชีวิตมาอยู่กับลูกต่อ

      “เดี๋ยวปาปี๊รีบไปอาบน้ำแล้วจะรีบมาอุ้มนะ”

      ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำเพราะตัวเขามีแต่เลือดและฝุ่น และหลังจากอาบน้ำเสร็จก็รีบมานอนคุยกับโซราคุที่พยายามอ้อแอ้อยากคุยด้วย

      “ดีจังที่จำปาปี๊ได้ ปาปี๊ตัดผมสั้นแล้วหล่อไหมเอ่ย”

      “ลื้อนี่มันเห่อลูกจริงๆน่อ ถ้าลูกน้องมาเห็นคงพากันหัวเราะว่าไคเซอร์คนนั้นกลายเป็นคนหน่อมแน้มแบบนี้ซะแล้ว”

      “ไม่ได้เห่อลูก แต่เห่อเมียด้วยเหมือนกัน” โซโกะเอ่ยขึ้น “คนนี้มาอยู่ในอ้อมกอดพี่คนนี้ทั้งคืนนะจ๊ะคนดี”

      “แหวะ ยังไงอั๊วก็ไม่ชินกับลื้อที่เป็นแบบนั้นเลยน่อ แถมผมยังสั้นเหมือนเมื่อก่อนอีก อั๊วไม่ยอมให้กอดหรอกน่อ”

      คางุระปฏิเสธแล้วเดินหนีเอาผ้าไปเก็บ พอเธอกลับมาในห้องอีกครั้งก็พบว่าทั้งพ่อและลูกพากันหลับไปแล้ว

      “เร็วจริงเลยน่อ ทั้งๆที่อั๊วจะยอมฝืนใจให้กอดซะหน่อย”

      สาวยาโตะบ่นพึมพำแล้วไปปูที่นอนจากนั้นก็ลากสามีและอุ้มลูกให้นอนเข้าที่ ร่างบางค่อยๆยกผ้าห่มออกแล้วเบียดตัวแนบชิดกับอกกว้างของคนหลับสนิทก่อนจะซุกหาไออุ่นและกลิ่นที่คุ้นเคย จากนั้นดวงตากลมโตก็ค่อยๆผ่อนลงหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของคนกวนโอ๊ยที่เพิ่งบอกเขาไปเมื่อสักครู่ว่าไม่ยอมให้กอดเด็ดขาดคนนั้นนั่นเอง


      อุ่นที่สุดเลยน่อ อาตี๋บ้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #35 Mihorin (@btsloveyou122) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 11:12
    ใจหายวัป555
    #35
    0
  2. #34 Pimsiriiiiiii (@Pimsiriiiiiii) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 09:40
    เกือบแล้ววววววว
    #34
    0