(Gintama) After marriage (Okita x Kagura)

ตอนที่ 12 : ภาคพิเศษ SSS Family ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    19 พ.ค. 61

ณ ชายป่าหลังภูเขาของโอเอโดะ

      ยานอวกาศขนาดย่อมค่อยๆลดระดับจอดลงบนพื้นดินที่ถูกถางเป็นลานกว้างอย่างช้าๆ เมื่อจอดสนิทและประตูยานได้เปิดออกร่างของคนอีก 2-3 คนจึงทยอยพากันลงสู้พื้นด้านล่าง ทุกคนสวมแว่นตาสีดำและมีผ้าคลุมทั่วร่างกายอย่างมิดชิดราวกับว่ากลัวแสงแดดที่อบอุ่นท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงกับอากาศที่เริ่มเย็นลง และยิ่งไปกว่านั้นในมือของพวกเขาทุกคนมีร่มคันใหญ่ประจำตัวกัน บ่งบอกให้รู้ว่าใครๆก็ต่างรู้จักพวกเขาในชื่อที่เรียกว่า ยาโตะ นั่นเอง




      “ฉันมีที่จะแวะก่อน พวกนายกลับไปโยชิวาระก่อนแล้วกันนะ”

      ชายหนุ่มเจ้าของร่มสีแดงกรมม่วงหันไปบอกพวกพ้องที่มาด้วยกัน ทำให้ชายอีกคนที่ตัวสูงกว่าถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

      “กลับมาเหนื่อยๆแบบนี้ อย่าไปก่อปัญหาที่ไหนเลยนะหัวหน้า”

      “ใครว่าฉันจะไปทำแบบนั้นล่ะ อาบุโตะ” คนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าส่งเสียงกลั้วหัวเราะออกมา “ฉันแค่จะเอาของไปรับขวัญหลานต่างหากล่ะ”

      “เอาไงก็เอาเถอะ เคยห้ามได้ซะที่ไหน”

      อาบุโตะถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะพาลูกน้องที่มาด้วยกันไปพักผ่อนที่โยชิวาระ ปล่อยให้คนที่ตั้งใจไปรับขวัญหลานเดินทางไปเพียงลำพังคนเดียว



      “แง้!!!!”

      เสียงเด็กน้อยร้องไห้จ้าทำให้ผู้เป็นพ่อตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รองหัวหน้าแห่งสำนักงานตำรวจสืบสวนคดีพิเศษผู้มีฉายานามว่า ไคเซอร์จอมซาดิสม์ กำลังวุ่นวายใจอย่างเป็นที่สุดเมื่อต้องอยู่กับ โซราคุ ลูกชายวัย 3 เดือนเพียงลำพัง เมื่อภรรยาสุดที่รักออกไปซื้อของตั้งหลายชม.แล้วแต่ยังไม่กลับมา

      “โอ๋ๆ โซคุงของปาปี๊”

      โซโกะอุ้มลูกชายขึ้นมาแล้วพาเดินวนรอบภายในบ้านหวังว่าเจ้าตัวน้อยจะเงียบหลังจากที่พยายามจะพลิกตัวคว่ำตามพัฒนาการเด็ก 3 เดือนแต่ไม่ได้ดั่งใจจึงร้องงอแง ซึ่งโซราคุก็ยังคงร้องอยู่อย่างนั้นจนเขาเหนื่อยใจ


      นิสัยขี้โวยวายเหมือนแม่ไม่มีผิด


      “ยัยบ้านั่นเห็นว่าเป็นวันหยุดเราเลยแกล้งแน่ๆเลย คอยดูนะกลับมาพ่อจะเอาคืนให้เข็ด คืนนี้อย่าหวังจะได้นอนเลย”

      ชายหนุ่มพึมพำไปโอ๋ลูกไปด้วยความคับแค้นใจ จวบจนเวลาผ่านไปหลายนาทีโซราคุจึงค่อยๆเงียบเสียงลง และกำลังจะเคลิ้มหลับไปด้วยความเพลียแต่ทว่ากลับมีเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นทำให้เด็กน้อยตกใจและร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้ง โซโกะยืนนิ่งมองลูกชายอย่างทำใจแล้วอุ้มไปที่ประตูด้วยกัน

      ใครวะ?

      โซโกะถามตัวเองเมื่อส่องประตูดูแล้วเห็นว่ามีคนใส่แว่นและคลุมตัวมิดชิดทั้งตัวยืนอยู่นอกบ้าน และยังไม่ยอมหยุดกดกริ่งจนพ่อลูกอ่อนหงุดหงิดแต่ก็เปิดประตูออกไปไม่ได้ เพราะหากเป็นศัตรูที่สืบรู้ว่าไคเซอร์อยู่ที่นี่ ทุกอย่างจะตกอยู่ในอันตรายและตอนนี้เขาไม่อยู่ในสถานะที่สู้ได้


      ตราบใดที่ยังต้องกระเตงลูกกล่อมให้นอนในอ้อมกอดแบบนี้


      “เอ๋? ไม่อยู่หรอกเหรอเนี่ย?”

      ชายคนนั้นเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ เป็นขณะเดียวกับที่โซโกะหันหลังกลับพาโซราคุเข้าไปในตัวบ้าน จู่ๆประตูบ้านของเขาก็บินปลิวผ่านเฉียดหน้าไปอย่างหวุดหวิดพร้อมกับเสียงโครมใหญ่ โซโกะหันไปมองต้นเสียงแล้วกระชับอ้อมกอดที่โอบอุ้มลูกชายไว้แน่นเมื่อเห็นว่าชายคนนั้นพังประตูแล้วเดินเขามา ชายหนุ่มค่อยๆถอยหลังไปหยิบดาบที่วางไว้เตรียมตัวตั้งรับเต็มที่ส่วนโซราคุนั้นก็ยังคงร้องไห้จ้าไม่หยุด

      “อ้าว แหมๆอยู่ก็ไม่ยอมมาเปิด ดูสิโซราคุร้องไห้ใหญ่เลยคิดถึงลุงจ๋าใช่ไหมเอ่ย”

      เมื่อได้ยินเสียงที่เอ่ยทักทายทำให้โซโกะแทบอยากจะเอาดาบแทงท้องคนพูดให้ทะลุ ณ เดี๋ยวนั้น

      “คนไม่เปิดประตูบ้านให้ ยังจะมีหน้าพังเข้ามาอีกเรอะ”

      “อย่าพูดจาตัดรอนอย่างนั้นสิ เดี๋ยวจะให้คนมาซ่อมให้แล้วกัน”

      “นี่มันอะไรกันน่อ?” คางุระที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านถามขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นประตูบ้านของตนไม่อยู่ในที่ๆควรจะมี “คามุอิ ลื้อพังเข้ามาเหรอน่อ?”

      หญิงสาวถามพี่ชายที่กำลังถอดแว่นตาดำและผ้าคลุมอย่างขุ่นมัวที่มาทำบ้านเธอพังไปแบบนี้ แต่ก็ไม่มีเวลาฟังคำตอบเพราะเธอต้องวางของที่ซื้อมาแล้วรีบเข้าไปอุ้มลูกชายที่ร้องไห้จนเสียงแห้ง เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่โซราคุจึงค่อยๆเงียบเสียงแล้วซุกหน้าอกเพื่อหานมกิน

      “หล่อนไปนานมากรู้ตัวรึเปล่า?”

      โซโกะถามด้วยความไม่พอใจแล้วลุกขึ้นหยิบผ้ามาปิดพรางครึ่งหน้า จากนั้นก็เดินไปหยิบประตูที่ปลิวมาติดผนังเพื่อจะเอามาซ่อม แต่สภาพก็เยินเสียจนไม่รู้จะซ่อมแบบไหน

      “ว้า แล้วแบบนี้จะนอนยังไงล่ะ เอาเป็นว่าพี่จะคอยอยู่เฝ้าให้จนกว่าประตูจะทำเสร็จแล้วกันนะ”

      คามุอิที่ถอดชุดนอกออกแล้วบอกกับสองสามีภรรยาด้วยรอยยิ้มก่อนจะเข้าไปหาหลานชายที่กินนมจนอิ่มแล้วหยิบบางอย่างออกมาจากเสื้อของตน คางุระกับโซโกะมองของสิ่งนั้นด้วยความแปลกใจ

      “เด็กไปรึเปล่า โซคุง เอ่อ โซราคุ ยังไม่ถึงเวลาที่ใช้ของแบบนั้นหรอกนะ”

      โซโกะถามพี่ภรรยาถึงสิ่งของที่เขามาเอาฝากหลาน สิ่งนั้นเป็นร่มคันเล็กๆสีน้ำเงินเข้มซึ่งโซราคุในวัย 3 เดือน ยังไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้แน่นอน ส่วนคางุระนั้นลอบมองสามีที่ชอบวางท่าเรียกชื่อลูกชายเต็มๆต่อหน้าคนอื่นด้วยความละเหี่ยใจ ทั้งๆที่ปกติแล้วเวลาอยู่ด้วยกันตามสบายในครอบครัวออกจะเรียกลูกเสียงหวานว่า โซคุงจ๊ะ โซคุงจ๋า จนเธอเองยังอดหมั่นไส้ไม่ได้

      “เด็กไม่เด็กก็ไม่รู้หรอกนะ แต่เตรียมไว้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”

      ลุงจ๋าของโซราคุเอ่ยแล้วขออุ้มหลานชายบ้าง ซึ่งคางุระก็ค่อยๆยื่นลูกน้อยไปให้พี่ชายอุ้มตามคำขอแต่ไม่วายกำชับ

      “เบาๆมือหน่อยน่อ อั๊วยังไม่รู้ว่าโซราคุจะมีพลังยาโตะหรือเปล่า”

      “ผิวขาวแถมหน้าตาเหมือนพี่แบบนี้ ยังไงก็ยาโตะชัวร์”

      คามุอิยืนยันด้วยความมั่นใจ ส่วนโซโกะได้แต่คอยมองระวังอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคนกระหายเลือดอย่างผู้นำเผ่าที่แสนแข็งแกร่งจะบ้าขึ้นมาเมื่อไร

      และที่น่ากังวลใจไม่แพ้กันนั่นก็คือประตูที่ไม่มีประตูอยู่ เขาต้องหาทางรีบซ่อมให้เร็วที่สุด เพราะเจ้าบ้ายืนยันว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าประตูจะซ่อมเสร็จ ทั้งๆที่วันหยุดของเขาควรจะได้อยู่กุ๊กกิ๊กกับภรรยาทั้งวันแท้ๆ และถ้าหากรอให้มันเป็นคนจัดการ รับรองได้ว่าปีนี้ทั้งปีก็ไม่มีทางเสร็จ

      เมื่อได้หลานชายมาอยู่ในอ้อมกอด คามุอิก็หวนนึกถึงวันเก่าๆที่เขาเคยได้อุ้มคางุระเป็นครั้งแรก และนึกกลับไปวันที่โซราคุคลอดอีกครั้ง ใครๆก็บอกว่าโซราคุเหมือนเขาราวกับแกะยกเว้นสีตาที่ดันไปเหมือนเจ้าคนเป็นพ่อ แต่สำหรับเขาแล้วหลานชายคนนี้นั้นเหมือนกับแม่ของตนมากกว่าเขาที่เป็นลุงนัก

      “หลับแล้วน่อ”

      คางุระพูดเบาๆเมื่อเห็นลูกชายของตนค่อยๆผล็อยหลับในอ้อมกอดของคามุอิ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่โซราคุไม่ร้องงอแงทั้งที่ปกติแล้วหากร้องไห้หิวแล้วกินจนอิ่มเด็กน้อยก็จะไม่ยอมห่างจากอ้อมอกของเธอเลย

      “แล้วลื้อกลับมาเมื่อไหร่?”

      “เมื่อสักครู่ แล้วพี่ก็ตรงดิ่งมาที่นี่ ตั้งใจจะมาดูด้วยว่าเจ้านั่นเลี้ยงดูน้องสาวของพี่เป็นยังไงบ้าง”

      หญิงสาวยิ้มอ่อนเมื่อรับรู้ถึงความเป็นห่วงของพี่ชาย

      “ไม่ต้องห่วงอั๊วน่ออาเฮีย ถึงแม้จะตีกันบ่อยๆแต่เจ้าซาดิสม์นั่นก็ดูแลอั๊วกับลูกดีน่อ”

      “อย่างนั้นก็สบายใจ” คามุอิยิ้มตอบ “ว่าแต่ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วนี่ คางุระรีบไปเตรียมแล้วกันเดี๋ยวพี่จะดูแลโซราคุเอง อ้อ อย่าลืมเผื่อด้วยนะ แล้วมีที่นอนสำรองไหม พี่กะจะอยู่เฝ้าประตูให้จนกว่าจะเสร็จน่ะ”

      “ไม่จำเป็น แกกลับไปซะ”

      โซโกะที่ถอดผ้าพรางหน้าออกเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเดินเข้ามาได้ยินคำยืนยันว่าคามุอิจะนอนที่บ้าน

      “แหม...ทำไมต้องไล่กันด้วย นี่ฉันอุตส่าห์รับผิดชอบนะ”

      คามุอิตีหน้าซื่อแล้วก้มหน้ามองหลานชายที่อยู่ในอ้อมกอดต่อ โซโกะมองพี่ชายภรรยาด้วยความขัดใจ  ก่อนจะเดินไปหาคางุระที่ตอนนี้อยู่ในครัวเพื่อเตรียมอาหารแล้ว

      “ตกลงเจ้านั่นจะนอนที่นี่เหรอ”

      “ใช่แล้วน่อ ลื้อก็หุงข้าวด้วยสิยืนทำอะไรอยู่”

      คางุระตอบอย่างไม่คิดอะไรแล้วใช้สามีที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างกัน แม้จะไม่พอใจแต่ร่างกายของชายหนุ่มก็ปฏิบัติทำตามที่ภรรยาสั่งแทบจะทันที

      “หล่อนลืมอะไรรึเปล่า?”

      “อะไรน่อ?”

      “สัญญากันไว้แล้วไม่ใช่รึไงยัยหมวยสมองอัลไซเมอร์ ฉันอุตส่าห์ลาพักร้อนมาได้ 3 วันนะ”

      โซโกะทวนความจำให้กับคางุระ สาวยาโตะพยายามนึกจนในที่สุดก็นึกออกว่าสัญญาอะไรกันไว้

      “ช่วยไม่ได้น่อ ก็ประตูมันพัง”

      “พี่ชายหล่อนเป็นคนทำไม่ใช่รึไง ยัยบ้า” โซโกะชักหงุดหงิดมากกว่าเดิม “ฉันทำงานหนักไม่พักมาเป็นเดือนๆจนกระทั่งขอลาพักได้ แล้วนี่หล่อนจะปล่อยให้ฉันนอนมองเพดานกับผนังอย่างเดียวรึไง”

      “เอาไว้วันหยุดคราวหน้าแล้วกันน่อ” คางุระบอกปัดคนทวงสัญญาอย่างรำคาญ “หรือถ้าลื้ออยากให้อาเฮียกลับเร็วๆก็รีบไปซ่อมประตูซะสิ ถอยไป เกะกะจริงน่อ”

      หญิงสาวไล่สามีที่หุงข้าวเสร็จอย่างไม่ใยดี โซโกะจึงปั้นหน้าเย็นชาใส่แล้วเดินไปหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมจากนั้นก็เดินออกไปนอกบ้านปล่อยให้ภรรยาอยู่กับพี่ชายกันให้สบายใจ


      “สรุปว่าพวกแกเจอที่พักของไคเซอร์แล้วงั้นเหรอ?”

      โอซากิเอ่ยถามลูกน้องที่คอยไปตามสืบถึงรองหัวหน้าตำรวจสืบสวนตัวแสบที่ทำให้เขาเกือบไม่รอดชีวิตเมื่อลูกน้องได้มารายงานว่าพบบ้านของไคเซอร์แล้ว

      “ไม่ผิดแน่ครับ เท่าที่ตามดูมาตลอด 2 เดือนเต็ม ไคเซอร์แยกตัวไปพักบ้านส่วนตัวไม่ได้อยู่รวมตัวกับคนที่สำนักงานครับ”

      “แล้วทำไมมันถึงแยกไปอยู่คนเดียว?”

      “ดูเหมือนว่าจะมีครอบครัวน่ะครับผมได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าจะบุกไปยังบ้านนั้นคงต้องรอบคอบกันสักนิด เพราะเท่าที่สังเกตมีคนไปมาหาสู่ไม่ขาดสายเลยล่ะครับ”

      ลูกน้องรายงานให้โอซากิรับรู้ถึงรายละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจพากันไปโจมตีไคเซอร์ โอซากิหัวหน้าค้ายารายใหญ่พยักหน้ารับเรื่องแล้วลุกขึ้นเดินไปสูบบุหรี่ยังหน้าต่างของตึกสูงที่ตนกบดานอยู่ด้วยอำนาจเงินมหาศาลและอิทธิพลที่ล้นเหลือ

      “จะอะไรมากแค่ฆ่าพวกมันยกครัวก็พอแล้ว ฝีมือพวกมันจะมีอะไรถ้าไม่ได้รวมกลุ่มกันเหมือนหมาหมู่ แต่ฉันก็จะให้โอกาสมันหายใจอีกสัก 1 คืน จากนั้นพอรุ่งสางค่อยฆ่ามันเพื่อขู่ขวัญไอ้พวกสอดมือเข้ามายุ่ง” โอซากิหัวเราะในลำคอ “หึหึ ถ้าหากไคเซอร์มันตายไอ้พวกที่เหลือก็คงหมดกำลังใจไปเยอะเลยล่ะ”

      เมื่อได้ยินที่หัวหน้าพูด ลูกน้องจึงน้อมรับคำสั่งและเตรียมตัวปลิดชีพไคเซอร์ในคืนวันพรุ่งนี้


      เพราะว่าเป็นเวลายามเย็นทำให้ร้านทำประตูแต่ละร้านปฏิเสธการทำประตูบ้านให้กับโซโกะ เนื่องจากเวลาในการที่ชายหนุ่มต้องการให้เสร็จก็คือภายในค่ำคืนนี้ จนโซโกะหมดหนทางจำต้องแวะไปหากินโทกิที่ร้านรับจ้างสารพัด

      “ห๋า ประตูพัง” กินโทกิที่กำลังกระดกกล่องนมรสสตรอว์เบอร์รี่ดื่มหันมาถามด้วยสายตาที่เมินเฉยและตายสนิท “ตีกันจนบ้านพังเลยเหรอ แบบนี้เป็นตัวอย่างไม่ดีกับลูกนาเหวย”

      “คุณโอคิตะก็เพิ่งบอกอยู่หมับๆว่าคุณคามุอิพังประตูเข้าบ้าน นี่คุณใช้ส่วนไหนฟังถึงได้เพี๊ยนไปอย่างนั้นหรือไม่ได้ฟังกันแน่ครับ”

      ชินปาจิที่ถือน้ำชามาเสิร์ฟให้กับโซโกะติงลูกพี่ที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องราวที่เล่าให้ฟัง

      “มันก็พังคือกันล่ะว้า”

      กินโทกิพึมพำแล้วเดินมานั่งตรงข้ามกับแขกผู้มาเยือน นิ้วก้อยมือขวาก็แคะขี้มูกอย่างไม่รู้สึกรู้สากับความลำบากของคนอื่น

      “จะอะไรก็เถอะครับ แต่ลูกพี่พอจะหาทางซ่อมประตูให้ก่อนได้ไหม”

      โซโกะตัดบทแล้วพาเรื่องเข้ามาสู่ประเด็นสำคัญ

      “ตอนนี้เนี่ยนะ ไม่ไหวล่ะมั้งไหนจะต้องหาไม้มาไหนจะต้องไสไม้ตกแต่งอีก”

      ชายหนุ่มผมเงินโบกมือไปมาปัดความยุ่งยาก ซึ่งชินปาจิก็เห็นด้วย

      “นั่นน่ะสิครับ แต่ถ้าหากสัก 2-3 วันอาจจะเร่งให้ได้นะครับ”

      “งั้นสินะ” โซโกะทำท่าปลงแล้วหยิบบางอย่างออกมาจากเสื้อ ซึ่งนั่นคือโปสเตอร์ออกใหม่ของโอซือจังที่ผลิตออกมาแค่ 100 แผ่นและช็อคโกแลตสุดหรูพร้อมกับคูปองเข้าเล่นปาจิงโกะไม่อั้น 1 วัน “ของพวกนี้คงไม่จำเป็นแล้วสินะครับ”

      สองหนุ่มแห่งร้านรับจ้างสารพัดตาวาวทันทีเมื่อโดนโซโกะจี้จุดเอาของมาล่อ แล้วร้องเสียงหลงเมื่อชายหนุ่มตัวแสบกำลังเก็บเข้าเสื้อไปดังเดิม

      “เดี๋ยวก่อน ช้าก่อน พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยยยยย วันนี้ไม่ทันก็จริงแต่พรุ่งนี้จะทำให้เสร็จก่อนเที่ยงเลยจ้า”

      “จริงเหรอครับ” โซโกะหรี่ตาถาม เมื่อสองหนุ่มพยักหน้ารับแล้ว โซโกะจึงเก็บของเข้าเสื้อตัวเอง “งานเสร็จเร็วเท่าไรก็ได้เร็วเท่านั้นนะครับ กำหนดส่งงานไม่ถึงเที่ยงพรุ่งนี้ ถ้าไม่ทันก็อดซะ”

      “จ้า รับรองแน่นอนไว้ใจพี่ได้เลยน้อง”

      กินโทกิกับชินปาจิรับคำอย่างแข็งขัน จนโซโกะค่อยเบาใจลงได้บ้าง


      “เพราะฉะนั้นคืนนี้ก็เอาแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน”

      กินโทกิบอกกับครอบครัวโอคิตะเมื่อนำแผ่นไม้อัดขนาดเท่าวงประตูมาแปะติดแก้สถานการณ์ไปก่อน

      “ก็ดีกว่าปล่อยให้บ้านโล่งน่ะนะ”

      คามุอิบอกด้วยรอยยิ้มและยังคงอุ้มหลานเล่นอยู่อย่างเอ็นดู

      “คุณกินครับ ผมปูที่นอนให้แล้วนะครับ”

      เสียงชินปาจิดังขึ้นมาจากด้านใน ทำให้โซโกะลอบถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด เพราะมีแขกมานอนที่บ้านของเขาเพิ่มมาอีก 2 คนยิ่งทำให้ความเป็นส่วนตัวตอนนี้เหลือศูนย์

      ในขณะที่กำลังวุ่นวายกับการจัดสรรที่นอน เสียงมือถือของโซโกะก็ดังขึ้น และเมื่อหยิบขึ้นมาดูก็เป็นฮิจิคาตะที่โทรมา โซโกะจึงรีบกดรับสาย

      “โทรมารบกวนตอนคนกำลังจะนอนทำไมล่ะครับ”

      “นี่เหรอคำรับสายของแก” ฮิจิคาตะถามอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็รีบคุยธุระ “ตอนนี้มีเบาะแสของโอซากิแล้ว แกออกมาตอนนี้เลยได้ไหม”

      “ตอนนี้เหรอครับ” โซโกะหันไปมองคางุระที่กำลังมองเขาอยู่ แล้วกวาดสายตามองแขกผู้มาพักก่อนจะตอบตกลง “ว่าแต่อย่าลืมค่าโอทีผมแล้วกันนะครับ”

      “เออ!! แล้วจะจัดการให้ รีบมาเลยนะ”

      โซโกะวางสายแล้วเดินไปแต่งตัวเพื่อจะไปที่สำนักงานตำรวจสืบสวนคดีพิเศษ

      “ไหนว่าวันหยุดล่ะน่อ?”

      คางุระที่ช่วยเตรียมเสื้อให้ถามด้วยความแปลกใจ

      “พอดีมีงานด่วนมาน่ะ ถ้าเสร็จเมื่อไรฉันจะรีบกลับมาทันที คนอยู่เยอะแบบนี้หล่อนกับลูกคงไม่เป็นไรหรอกนะ”

      ชายหนุ่มถามภรรยาที่ทำหน้าเหงาเมื่อเขาจะไปทำงานยามดึกแล้วก้มลงชิดหน้าสวยของเธอเพื่อจะจูบปลอบใจ แต่แล้วก็ชะงักเพราะรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้องอยู่ เมื่อหันไปมองสามหนุ่มผู้เป็นแขกก็แสร้งทำเป็นมองที่อื่น

      “ฉันไปก่อนนะ”

      “อือ ไปดีมาดีน่อ”

      คางุระโบกมือลาเมื่อโซโกะออกจากบ้านไป ถึงแม้จะมีใครหลายคนมาอยู่เป็นเพื่อน แต่เธอเองก็คงจะติดอ้อมกอดของสามีเข้าแล้วจริงๆอย่างที่เขาเคยบอกไว้ หญิงสาวไม่มั่นใจเลยว่าจะนอนหลับไหมถ้าไม่มีไออุ่นของเขา

      “คางุระ มานอนก่อนเถอะ”

      กินโทกิเรียกคนที่เป็นสาวน้อยน่ารักเสมอในสายตาเขาให้เข้านอน คางุระจึงเดินเข้าไปในตัวบ้าน โดยมีชินปาจิยกแผ่นไม้ปิดแทนประตูก่อนชั่วคราว


      เมื่อโซโกะถึงสำนักงานฮิจิคาตะก็เรียกเจ้าหน้าที่ทุกนายเข้าประชุมถึงเบาะแสของโอซากิจนถึงเช้า ซึ่งโซโกะจำต้องออกไปดักจับการค้ายาที่โกดังขนไม้พร้อมกับฮิจิคาตะและเจ้าหน้าที่คนอื่นอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่ได้กลับบ้าน


      “ตามคำสั่งของท่านโอซากิ ฆ่าให้หมดไม่ให้เหลือสักคน”

      คิโยชิซึ่งสวมผ้าคาดตาหัวกระโหลกปิดตาที่ด้านซ้ายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มบอกกับลูกน้องอีก 4-5 คนที่วางแผนไว้แล้วว่าจะฆ่าล้างครัวครอบครัวไคเซอร์

      “แล้วผู้หญิงกับเด็กด้วยเหรอครับ”

      1 ในลูกน้องถามด้วยความไม่แน่ใจ ถึงแม้คิโยชิไม่อยากจะทำแต่เมื่อเป็นคำสั่งของเจ้านายแล้วยังไงก็ต้องจัดการให้สิ้น

      ชายหนุ่มส่งสัญญาณให้ลูกน้องค่อยๆวิ่งย่องไปล้อมบ้านของไคเซอร์อย่างรวดเร็ว แล้วยกมือส่งให้บุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว

      เสียงโครมใหญ่ดังขึ้นขณะที่คางุระกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกชายในห้องรับแขกพร้อมกับร่างสูงของชายหลายคนยืนตะหง่านอยู่ในมือของพวกเขามือดาบกันครบจนเธอตกใจ

      “เมียกับลูกของไคเซอร์ใช่ไหม? มันอยู่ไหน?”

      คิโยชิชี้ดาบไปยังคางุระและถามเธอถึงไคเซอร์คนนั้น

      คางุระตั้งสติที่กำลังตกใจให้กลับคืนมาแล้วเปลี่ยนผ้าอ้อมให้โซราคุต่อจนเสร็จก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอก

      “ใครกันน่อไคเซอร์ อั๊วไม่เห็นรู้จักใช่ไฟเบอร์ไหมอ่ะน่อ?”

      เมื่อได้ยินหญิงสาวตอบเช่นนั้นคิโยชิจึงหันไปซุบซิบกับลูกน้อง ก่อนจะหันมาถามเธออีกครั้ง

      “ไคเซอร์ไงล่ะ เจ้ารองหัวหน้าตัวแสบนั่นไง”

      “ลื้อพูดอะไรน่อ อั๊วไม่รู้เรื่องกลับไปได้แล้วน่อถ้าลูกอั๊วร้องขึ้นมาเมื่อไหร่พวกลื้อจะเสียใจน่อ”

      คางุระบอกแล้วลุกขึ้นยืนแต่ลูกน้องคนหนึ่งของคิโยชิพุ่งดาบไปทางเธอ ซึ่งคางุระรีบหลบจนพ้น เพียงแต่ทว่าคมดาบเฉียดที่แก้มขวาของเธอทำให้เกิดบาดแผลขึ้นที่แก้มใส แม้จะเพียงแค่รอยเล็กๆแต่เลือดก็ไหลออกมาแล้วหยดใส่ใบหน้าของโซราคุทำให้เด็กชายตกใจแล้วร้องไห้จ้า

      “แกจะทำอะไร???”

      คิโยชิถามลูกน้องที่จะฟาดฟันคางุระซ้ำทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเจ้าหล่อนเป็นภรรยาของไคเซอร์จริงหรือไม่

      เคร้ง!!

     เสียงเหมือนของมีคมกระทบกันดังขึ้น พร้อมกับปรากฏตัวผู้ชายผมสีส้มอมชมพูถักเปียยาว ดาบของลูกน้องคิโยชินั้นถูกสกัดไว้ด้วยร่มสีแดงที่แข็งแรงกว่าดาบคม จากนั้นทั้งดาบและเจ้าของดาบก็ถูกซัดปลิวกระเด็นออกนอกหน้าต่างไป

      คิโยชิหันมองตามที่ลูกน้องกระเด็นไปแต่แล้วก็พบว่าลูกน้องที่เหลือของตนถูกหนุ่มผมเงินกับหนุ่มแว่นจัดการเรียบร้อยแล้ว

      “ไม่จริง เจ้าพวกนั้นฝีมือไม่ได้อ่อนแต่ทำไม....”

      “เฮ้ พี่ชายมาบุกบ้านคนอื่นแต่เช้าแบบนี้มาส่งนมงั้นเหรอ วางไว้แค่หน้าบ้านก็พอมั้ง”

      กินโทกิเอ่ยทักทายคิโยชิที่ยังยืนตะลึง

      “มาทำให้เด็กร้องไห้แบบนี้ นิสัยใช้ไม่ได้เลยนะครับ”

      ชินปาจิตำหนิบ้าง

      ส่วนคามุอิก็ยิ้มให้คิโยชิอย่างเป็นมิตร

      “ฉันเองก็ไม่อยากให้เลือดมาเปื้อนบ้าน จะให้โอกาสแกก็แล้วกันนับ 1 -3 ถ้าหนีไม่พ้นก็เตรียมตัวตายได้นะ? อ้อ อีกเรื่องหนึ่งพวกแกมาถามถึงไคเซอร์อะไรทำไม? แหกตาดูเด็กคนนี้ดีๆสิว่าเหมือนใคร แล้วถ้าหนีไปได้ก็ไม่ต้องมาอีกนะ คราวนี้จะไม่มีการนับ 1-3 แน่นอน เอ้า เริ่มละนะ”

      คิโยชิมองตามที่คามุอิบอกแล้วพบว่าเด็กที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ช่างเหมือนกับผู้ชายที่ยิ้มให้แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตคนนี้เหลือเกิน

      “1”

      คามุอิเริ่มนับแล้วก้าวสามขุมไปยังคิโยชิ ซึ่งคิโยชิเองก็ตัดสินใจที่จะหนีไปก่อนเพราะตนเองไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายเด็กและผู้หญิง และเขาจำเป็นต้องมีชีวิตกลับไปบอกโอซากิว่านี่ไม่ใช่บ้านของไคเซอร์ แต่ก่อนที่เขาจะหนีออกมาช่วงพริบตาเขาสะดุดกับรูปแต่งงานที่ติดไว้อยู่ผนังบ้าน

      ผู้หญิงในรูปคือผู้หญิงที่กำลังอุ้มเด็กอยู่คนนั้น แต่ผู้ชายหน้าหวานราวกับผู้หญิงไว้ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนนี่คือใคร

      “2”

      คามุอินับอีกครั้งทำให้คิโยชิไม่มีเวลาคิดแล้วรีบหนีหายตัวไปอย่างรวดเร็วจนทุกคนมองตามไม่ทัน

      “นินจาเหรอครับ?”

      ชินปาจิถามด้วยความตกใจเพราะคนบุกรุกหายไปกับสายลม

      “คงงั้น” กินโทกิตอบ แล้วเอาเท้าเขี่ยพวกที่นอนสลบอยู่ “นายเอาไปส่งที่สำนักงานทีสิ ฉันมีงานต้องซ่อมประตู”

      “เอางั้นก็ได้” หนุ่มยาโตะยักไหล่ “หวังว่าเจ้าพวกนั้นคงไม่มาอีก”

      คามุอิเดินไปแบกชาย 3 คนที่นอนสลบ ก่อนจะหันมามองน้องสาวที่เป็นแผลที่แก้มขวา

      “พี่กลับเลยแล้วกัน ส่วนเจ้านั่นถึงจะดูแลดีแต่ไม่มีความปลอดภัย เอาไว้พี่จะคิดใหม่นะคางุระ”

      “ลื้อจะคิดอะไร?”

      คางุระถามด้วยความสงสัยขณะที่ชินปาจิมาทำแผลให้

      “ไม่รู้สิ”

      หนุ่มยาโตะตอบสั้นๆแล้วเดินกางร่มแบกชาย 3 คนและอีก 1 คนที่นอนสลบข้างนอกออกไปส่งตำรวจ แต่นั่นก็ทำให้กินโทกิรู้สึกถึงสถานการณ์บางอย่างที่ดูท่าจะเป็นความลำบากในชีวิตคู่ของทั้งสองสามีภรรยา


      กว่าโซโกะจะรวบตัวและบุกจับเอเย่นค้ายาเสร็จธุระกลับมาถึงบ้านก็กินเวลาไปมาก เขาพบว่าประตูซ่อมเสร็จก่อนกำหนดตามที่กินโทกิสัญญาไว้ และเมื่อเข้ามาในบ้านก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปโดยเฉพาะหน้าต่างจากที่เคยเป็นกระจกบานใหญ่กลายเป็นกระจกสองบานขนาดกลางถูกติดไว้กั้นด้วยไม้อีก 1 ชั้น

      “กลับมาแล้วเหรอคุณพ่อ”

      กินโทกิที่กล่อมโซราคุแทนคางุระเอ่ยทักเมื่อเห็นโซโกะเดินเข้ามา หนุ่มตำรวจมองคนที่ยังอยู่ด้วยความแปลกใจแล้วเดินไปหยิบค่าจ้างที่เป็นช็อคโกแลตกับโปสเตอร์มาให้

      “เจ้าพี่นั่นกลับไปแล้วเหรอครับ”

      “อ้าว นี่ไม่ได้แวะกลับไปที่สำนักงานงั้นเหรอ”

      โซโกะส่ายหน้าเพราะหลังจากเขาส่งตัวพวกค้ายาเสร็จแล้วก็รีบกลับมาหาคางุระก่อนเพราะเป็นห่วงภรรยากับลูก

      “อ้าว โซโกะ”

      คางุระเอ่ยทักสามีเมื่อเธอกับชินปาจิยกอาหารเย็นมาไว้ที่ห้องรับแขก โซโกะสังเกตเห็นพลาสเตอร์ยาแปะอยู่บนแก้มของคางุระจึงรีบเดินเข้าไปหาเธอ

      “เกิดอะไรขึ้น”

      “ไม่มีไรหรอกน่อ” คางุระปฏิเสธ ตกใจที่ตัวเองเผลอลืมแกะออกทั้งที่แผลหายแล้ว หญิงสาวจึงรีบดึงพลาสเตอร์แล้วโยนทิ้งลงถังขยะขนาดเล็กใกล้ๆ “อั๊วแค่ซุ่มซ่ามปาดเหงื่อตอนทำอาหารอยู่น่ะลืมไปเลยว่าถือมีดไว้มันก็เลยบาดแก้มอั๊ว”

      “งั้นเหรอ” โซโกะถามด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ ก่อนจะหันไปมองจุดผิดสังเกตอีกครั้ง “แล้วหล่อนอธิบายเรื่องหน้าต่างทีสิ ทำไมถึงได้เปลี่ยนไป”

      “เอ่อ”

      “บอกไปตรงๆเถอะครับ” ชินปาจิหันไปบอกกับคางุระแต่หญิงสาวกลับมีท่าทีอึกอัก “งั้นผมบอกเอง”

      จากนั้นเรื่องราวต่างๆก็พร่างพรูออกมาจากปากหนุ่มแว่น โซโกะที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดโมโหจนเกือบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ที่เจ้าพวกนั้นบังอาจมาวุ่นวายยังบ้านของเขา

      “นายเองก็คิดซะนะ ว่าจะให้คางุระอยู่ที่นี่ต่อไปหรือพาไปที่ปลอดภัย” กินโทกิบอกโซโกะที่นิ่งเงียบ “ถ้าพวกนั้นมันโง่เชื่อก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้ามันดันฉลาดขึ้นมานายจะรับประกันได้ไหมว่าทั้งเมียและลูกนายจะปลอดภัย”

      “พอได้แล้วน่อ กินจัง อั๊วกับลูกตัดสินใจว่าจะอยู่กับโซโกะไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตามน่อ”

      คางุระขัดขึ้นเมื่อเห็นสามีเงียบผิดปกติ เพราะเรื่องเครียดๆทำให้บรรยากาศการกินข้าวเย็นในวันนี้ดูหดหู่เสียเหลือเกิน


      กินโทกิกับชินปาจิกลับไปแล้ว โซโกะที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้าไปยังห้องนอนที่คางุระเตรียมฟูกปูไว้ให้ แล้วพบว่าภรรยากำลังนอนหลับอยู่ข้างๆลูกชายที่หลับอยู่เช่นกัน

      ชายหนุ่มเดินไปนั่งลงข้างร่างบางที่นอนกรนเบาๆแล้วค่อยๆยกมือไล้ตรงที่เคยมีพลาสเตอร์ยาที่แปะไว้บนแก้มเธออย่างเบามือ


      เจ้าพวกนั้นกล้าดียังไงมาสร้างแผลบนหน้าของเธอ

      ขนาดเขาเป็นคนซาดิสม์ขนาดถูกเรียกว่าเจ้าชายดาวซาดิสม์ยังไม่กล้าเลยสักนิดที่จะทำให้ผิวสวยๆของเธอเป็นแผล

      ตั้งแต่เป็นคนรักกันจนถึงวันนี้เขาอุตส่าห์ทะนุถนอมราวกับแก้วบางที่อาจจะแตกหักคามือ

     


      ความรักนั้นทำเขาเจ็บปวดใจเมื่อรู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติที่ควรจะปกป้องภรรยาได้

     "โซโกะ"เสียงหวานดังขึ้นทำให้โซโกะรู้สึกตัวจากห้วงคิด “ยังไม่นอนอีกเหรอน่อ”

      “คางุระ”

      โซโกะล้มตัวลงนอนแนบชิดแล้วกอดเธอแน่นจนคางุระอึดอัดแต่ก็ยอมให้กอดอยู่อย่างนั้น

      “ลื้อคิดมากเรื่องอั๊วเหรอน่อ ไม่เป็นไรหรอกอั๊วเคยบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าอั๊วดูแลตัวเองได้”

      คางุระถามแล้วจูบจมูกคนที่ทำหน้าเครียดเบาๆจากนั้นก็ค่อยๆไล่ลงไปยังริมฝีปากของสามีแล้วบรรจงจูบเขาอย่างอ่อนโยน โซโกะชะงักเล็กน้อยที่คางุระเป็นฝ่ายจูบเขา

      “เห็นไหม อั๊วยังจูบลื้อได้อยู่เลย เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากได้แล้วน่อชิวาว่า”

      “หล่อนรู้ใช่ไหมว่าสำหรับฉันแล้วหล่อนสำคัญแค่ไหน?” โซโกะถามแล้วเป็นฝ่ายจูบเธอบ้าง “ถึงฉันจะเป็นสามีที่แย่ แต่หล่อนก็อย่าจากฉันไปไหนนะ”

      “อั๊วจะไปจากลื้อได้ไงน่อ ในเมื่อหัวใจอั๊วอยู่กับลื้อ แหวะ พูดเองอั๊วก็จะอ้วกน่อ”

      “นี่หล่อนฝืนตัวเองใช่ไหมเวลาพูดแบบนี้”

      “บางทีอั๊วก็เหม็นขี้หน้าลื้อน่อ”

      คางุระยอมรับแล้วหัวเราะเมื่อเจอโซโกะซุกไซ้ จนชายหนุ่มต้องรีบยกนิ้วชี้มาวางไว้ที่ปากบางของเธอ

      “ชู่ว์ เดี๋ยวโซคุงตื่นนะ”

      “ลื้อนี่จริงๆเลย”

      แม้ปากจะบ่นเหมือนละอา แต่ร่างกายของหญิงสาวก็คิดถึงร่างกายชายหนุ่มที่ไม่ได้กอดให้ความรักกันและกันดั่งสามีภรรยามาตลอดนับเดือน ความรู้สึกโหยหาค่อยๆถูกลบไปด้วยความรักอันอิ่มเอมมาแทนที่


      อั๊วรักลื้อน่อโซโกะ

      ไม่ว่ายังไงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อั๊วก็จะอยู่กับลื้อตลอดไป


      หลังจากพายุรักสงบลงโซโกะจูบคางุระหนักที่ริมฝีปากอีกครั้งก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นลูกชายกำลังพลิกตัวได้เองเป็นครั้งแรก

      “คางุระดูสิ!!!”

      โซโกะเรียกให้ภรรยาหันดูลูกชาย แล้วรีบลุกขึ้นไปหยิบมือถือมาบันทึกวีดีโอโซราคุที่คว่ำตัวได้ด้วยตัวเองแล้ว

      “แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนสิ เจ้าบ้าซาดิสม์นี่”

      คางุระว่าสามีอย่างอายๆ แล้วกระชับกิโมโนของตนให้เข้าที่ก่อนจะไปช่วยจับลูกชายหงายใหม่เพื่อจะให้โซราคุโชว์การคว่ำอีกครั้ง


      ต่อจากนี้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

      แต่ทั้งโซโกะกับคางุระขอเพียงแค่ให้เขากับเธอมีกันตลอดไปก็พอแล้ว




ก็ว่าจะไม่ลงภาคพิเศษ แต่มันก็ดูหนุงหนิงและเห็นได้ถึงความรักของสองคนนี้ดี

เลยคิดว่าลงดีกว่าแค่ 6 ตอนเอง เป็นช่วงระหว่างย้อนถึงโซราคุลูกชายในวัยแบเบาะค่ะ



ปล.พิมพ์ผิดขออภัยจ้า ชอบไม่ชอบยังไงก็ติชมได้น้า

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ทุกกำลังใจจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #33 PrincesZ O_O (@2477) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 19:27
    น่าร้ากกกก
    #33
    0
  2. #32 Pimsiriiiiiii (@Pimsiriiiiiii) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 13:46
    น่ารักมากค่ะะะะ
    #32
    0