ร่ายหิมาลัย (นิยายชุด เพียงพิมาน)

ตอนที่ 4 : Amour Snow ❄️03 Hold Me Close, Don’t Let Go

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,078
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 140 ครั้ง
    4 พ.ค. 61

Amour Snow 03

Hold Me Close, Don’t Let Go

 

         “แฟน…?” โอลิเวอร์ถามเสียงเย็น หน้าร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วในพริบตาเดียว ได้ยินใครคนอื่นมาพูดบอกว่าเป็นแฟนของขวัญสรวงก็เลือดขึ้นหน้า มันกล้าดียังไงมาบอกแบบนี้ ในเมื่อสามีที่ถูกต้องตามนิตินัยของเธอยืนอยู่ตรงนี้นี่เอง

            “เอ่อ หมายถึงแฟนคลับน่ะครับ” เจนภพหัวเราะก่อนจะแก้ไขคำพูดเสียใหม่

            เพราะความจริงแล้ว เขาก็ไม่ใช่แฟนของขวัญสรวงจริงๆ แต่เป็นแฟนคลับที่ชื่นชอบความเก่งและความตั้งใจของหญิงสาว แล้วก่อนหน้านี้มีป้ายโฆษณาขึ้นมาเกี่ยวคำว่า ‘Fan club’ พอดี จึงไม่รู้ตัวว่าตอบคำถามกับคู่สนทนาทางโทรศัพท์แบบนั้นไปได้อย่างไร

            “เอ่อ แล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจบอกแบบนั้นด้วยครับ เอ่อ ความจริงแล้ว ผมกับขวัญเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้นครับ” เจนภพบอก แต่ไม่ได้ทำให้อารมณ์ของโอลิเวอร์เย็นลงได้แต่อย่างใด

            “คือผมพูดผิดไปน่ะครับ เห็นป้ายคำว่าแฟนคลับขึ้นมาก็เลยเผลอบอกไปแบบนั้น” คนพูดหัวเราะ แต่คนฟังยังหงุดหงิดถึงขีดสุดอยู่ดี

            ต่อให้อธิบายมาแบบนั้นแล้วก็เถอะ แต่โอลิเวอร์ก็มั่นใจว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาในตอนแรกเป็นความจริง และผู้ชายคนนี้บังอาจบอกว่าตัวเองเป็นแฟนกับขวัญสรวง

            เขารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์โกรธ ต่อให้ผู้ชายคนนี้กับขวัญสรวงจะเป็นแฟนกันจริงๆ เพราะตัวเองมาทีหลัง แต่ไม่รู้แหละ ตอนนี้ขวัญสรวงเป็นเมียของเขาแล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ตัวก็เถอะ

            “สรุปแล้ว คุณเป็นเพื่อนร่วมงานของขวัญเท่านั้นใช่ไหมครับ”

            “ครับว่าแต่ คุณเป็นใคร เป็นอะไรกับขวัญล่ะครับ” เจนภพเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง หลังจากที่ถูกซักอยู่ฝ่ายเดียว

            “ผมน่ะเหรอ โอลิเวอร์ เกซีราฟเป็นสามีของขวัญสรวง”

 

            หลังจากที่โอลิเวอร์วางสายไปเรียบร้อยแล้ว เจนภพก็หันไปถามกับทีมงานของตัวเองว่ามีใครพอจะรู้จักผู้ชายที่มีชื่อว่าโอลิเวอร์ เกซีราฟ บ้างหรือเปล่า

            แน่นอนว่าเขาพยายามค้นหาทางอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่คนชื่อซ้ำในรัสเซียก็มีมากเหลือเกิน แล้วยังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดังนั้นจึงไม่แน่ใจว่าคนที่โทรมาคนนั้นเป็นใครกันแน่

            “โอลิเวอร์ เกซีราฟ เหรอครับ?” นพพลหนึ่งในกลุ่มนักพฤกษศาสตร์เอ่ยถาม และเขายังเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจนภพอีกด้วย

            “ไม่ล่ะ แล้วพี่ลองหาในเน็ตรึยังล่ะ แบบพวกเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์อะไรอย่างนี้”

            “ลองแล้วไงล่ะถึงได้มาถาม ไม่รู้ว่าคนไหนเนี่ยแหละ”

            “อ้าวไม่รู้ว่าคนไหน แล้วมาถามคนอื่นมันจะได้เรื่องเหรอครับ” นพพลหัวเราะ ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของพี่ชายเท่าไหร่เลย

            “ก็เผื่อว่าแกจะรู้จักไง เห็นว่ารู้จักกับขวัญด้วย” เจนภพบอกเสียงอุบอิบ นพพลและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนที่รู้จักกันดีต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย

            “รู้จักกับขวัญอย่างนั้นเหรอคะ” สายทิพย์เอ่ยาม เพราะเธอรู้จักขวัญสรวงดี เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันกว่าสี่ปีแล้ว

            “ก็นะ เห็นบอกมาแบบนั้น” เจนภพไม่ได้พูดว่าใครเป็นบอก ให้ทุกคนเข้าใจกันเอง และเขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่าขวัญสรวงหรือผู้ชายที่แนะนำตัวว่าชื่อโอลิเวอร์เป็นคนพูด เพราะไม่อยากให้ทุกคนทราบว่าโอลิเวอร์เป็นฝ่ายโทรมาแนะนำตัว(อย่างคุกคาม)ว่าเป็นสามีของขวัญสรวง

            “ไม่เคยได้ยินเลยค่ะว่าขวัญมีเพื่อนเป็นคนรัสเซียด้วย” ผกากรองพูดเสริม เธอเองก็เป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของขวัญสรวงเช่นกัน และยังได้มาทำงานด้วยกันที่มอสโกด้วย รวมถึงจุฑามาศอีกคนหนึ่งที่รวมกันเป็นก๊วนสี่สาวที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ

            “พวกเราก็ไม่เคยได้ยินนะคะ”

            “งั้นเหรอ” เจนภพไหวไหล่ เพราะนั่นคงจะแปลได้ว่าโอลิเวอร์กับขวัญสรวงเพิ่งจะได้มาเจอกันที่รัสเซียล่ะมั้ง มันน่าแปลกใจตรงที่คนอย่างขวัญสรวงจะใจอ่อนกับผู้ชายคนหนึ่งได้รวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ

            เขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามแสดงตัวว่าคิดอย่างไรต่อเธอมาตลอด แต่ขวัญสรวงไม่เคยตอบสนองกลับมาเลยสักครั้ง เธอปฏิเสธอย่างสุภาพและบอกเหตุผลว่ายังไม่อยากมีใครเข้ามาในตอนนี้ เพราะยังสนุกกับงานและชีวิตที่เพิ่งจะผ่านพ้นมหาวิทยาลัยมา

            ซึ่งที่ผ่านมาเจนภพก็พยายามจะเข้าใจขวัญสรวง คิดว่าไม่นานหญิงสาวจะเข้าใจความรู้สึก และตอบสนองกลับมา แต่กลับกลายเป็นว่า

            “สงสัยจะเป็นเพื่อนของขวัญที่เพิ่งเจอกันน่ะ” เจนภพบอกเมื่อเห็นทุกสายตามองมาเหมือนจะขอคำตอบเรื่องขวัญสรวง ตอนนี้ทุกคนสงสัยมากกว่าขวัญสรวงหายไปไหน ทำไมถึงไม่ได้มาเจอกันที่มอสโกเสียที

            “ขวัญโทรมาบอกว่าตอนนี้ทำธุระอยู่ที่ต่างเมืองน่ะ แล้วจะมาหาที่นี่ แต่ไม่ได้บอกว่าไปไหน เอ่อ แล้วก็ใช้เบอร์โทรของคุณโอลิเวอร์คนนี้แหละโทรมาบอก พี่ก็เลยสงสัยว่าโอลิเวอร์คนนี้เป็นใคร หรืออาจจะลืมไปน่ะ ก็เลยมาถามพวกเรา” เขาอธิบายเพิ่มเติม และเห็นว่าสาวๆ เริ่มทำหน้าเป็นกังวล

            “ก็ว่า ทำไมโทรหาขวัญไม่ติดเลย แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันเนี่ย ไปต่างเมืองเหรอ เมืองไหนกัน ขวัญไม่มีเพื่อนที่รัสเซียเลยนะคะ” สายทิพย์ทำหน้าเป็นกังวลอย่างมากเพราะเป็นห่วงเพื่อน เธอยกนิ้วขึ้นมากัด คิดถึงความเป็นไปได้ที่ขวัญสรวงอาจจะเป็นอันตราย เพราะรัสเซียขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอันตรายมากสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่บอกว่าจะกลับมาเร็วๆ นี้น่ะ”

            “อ้อ ค่ะ” สายทิพย์พยักหน้า ต่อให้อยากรู้ว่าตอนนี้ขวัญสรวงเป็นยังไงบ้างแต่ก็รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบมากไปกว่านี้แล้ว อดเคืองไปถึงเพื่อนสนิทไม่ได้ ไม่รู้เลยหรือยังไงว่าเพื่อนคนอื่นห่วงเป็นมากแค่ไหน

            “ยัยขวัญนะยัยขวัญ ทำไมถึงไม่บอกอะไรเลย

            เจนภพได้ยินเสียงบ่นของสายทิพย์ก็ได้แต่ยิ้ม เขาเองก็เป็นห่วงขวัญสรวงมากเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อขวัญสรวงไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้เลย

            แต่สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องโอลิเวอร์นี่แหละ ผู้ชายคนนี้เป็นสามีของขวัญสรวงจริงหรือ

            แล้วทั้งคู่ไปเจอกันได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อจริงๆ

 

มอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย

            ขวัญสรวงสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ตามคำสั่งของหมอเจ้าของไข้ แต่ก็ไม่ลืมกำชับให้ดูแลสุขภาพให้ดีด้วย เนื่องจากร่างกายของเธอยังไม่หายเป็นปกติเท่าไหร่นัก รอยฟกช้ำตามเนื้อตัวก็ยังอยู่ แต่เพราะโอลิเวอร์ต้องเดินทางกลับมอสโกแล้ว หญิงสาวเองก็ต้องไปเจอกับเพื่อนๆ กลุ่มนักพฤกษศาสตร์ตามกำหนดการณ์นัดหมายก่อนหน้านี้ ดังนั้นก็เลยต้องเดินทางกลับโดยที่คนไข้ยังไม่หายดีนัก

            “เป็นยังไงบ้างขวัญ” โอลิเวอร์ถามคนตัวเล็กอย่างเป็นห่วงตอนที่ลงจากเฮลิคอปเตอร์บนตึกสูงระฟ้า ซึ่งเป็นตึกของของตนเอง ขวัญสรวงถึงกับมึนไปไม่น้อย ไม่คิดว่ากิจการของเขาจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดนี้

            ถึงจะรู้แล้วก็เถอะว่าเขาเป็นมหาเศรษฐี แต่แบบนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ เหมือนอยู่กันคนละโลกอย่างไรอย่างนั้นแหละ แบบนี้มันน่ากลัวเกินไปนะ

            “ไม่เวียนหัวหรืออยากอาเจียนนะ วันนี้คนขับมันเป็นบ้าอะไรไม่รู้” มาเฟียหนุ่มหันไปมองคนของตัวเองอย่างหัวเสีย ขณะที่คนสนิทพ่วงด้วยคนขับเฮลิคอปเตอร์อย่างพุชกินก็ต้องย่นคอลงอย่างหวาดๆ

            ก็วันนี้อากาศไม่เป็นใจนี่นา แถมหิมะก็ยังโปรยปรายลงมาด้วย ลมก็แรงอีกต่างหาก แล้วจะมาโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุทำให้เฮลิคอปเตอร์สั่นโยกตลอดการเดินทางได้ยังไงกัน

            “ไม่ค่อยค่ะ แต่หนาวมากกว่า” ฟันของขวัญสรวงสั่นกระทบกันกึกๆ เพราะความหนาวสั่น เรื่องนี้เธอไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของโอลิเวอร์ เพราะอยากจะมาถึงมอสโกโดยไวเหมือนกัน แต่มันก็ช่วยไม่ได้เลยที่เธอจะแพ้ความหนาวน่ะ ตลอดการเดินทางที่ต้องอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้าทุกที่จนร่างกายแทบจะแข็งตายให้ได้อยู่แล้ว

            “ไม่เป็นไร มามะ มาให้ผมกอดดีกว่า” โอลิเวอร์เสนอร่างกายอันแสนล้ำค่าของตนเองให้คนตัวเล็ก แต่ขวัญสรวงปฏิเสธไม่อยากจะรับมันจากเขาเลย

            “ไม่เอาค่ะ ฉันหนาวจริงๆ นะคะ เหมือนจะเป็นตะคริวด้วย” เพราะอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ขวัญสรวงรู้ว่าควรจะอ้อนเขาอย่างไรให้ได้ผล และแน่นอนว่ามันได้ผล

            “เดี๋ยวผมอุ้ม

            “ไม่ต้องค่ะ ขอเข้าไปข้างในไวๆ ก็พอ” ขวัญสรวงอ้อนอย่างน่ารัก โอลิเวอร์ก็ยอมทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

            “งั้นเข้าไปกันค่ะ ข้างนอกอากาศหนาวมากเลย”

            คำพูดของโอลิเวอร์ทำให้ขวัญสรวงกะพริบตาปริบๆ เพราะไม่เคยมีใครพูดกับเธอด้วยคำพูดหวานๆ น่ารักแบบนี้มาก่อนเลย

            “มองหน้าทำไมล่ะคะ เข้าไปข้างในกัน เดี๋ยวผมจะนวดขาให้นะคะ”

            ลูกน้องคนสนิทที่โตมาด้วยกันอย่างพุชกินและนาคอฟกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ ไม่คิดว่าเจ้านายจะจีบสาวได้เลี่ยนขนาดนี้ ที่เข้าใจภาษาไทยก็เพราะอยู่ด้วยกันกับโอลิเวอร์มานานจึงพอจะเข้าใจบ้าง ถ้าหากเป็นคำง่ายๆ และพูดไม่เร็วเกินไปนัก

            “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกค่ะ” ขวัญสรวงหน้าร้อนไปหมด แค่จินตนาการภาพที่โอลิเวอร์มานวดขาให้ก็สยองเหลือเกิน ทำแบบนั้นไม่ถูกปู้ยี่ปู้ยำหนักกว่าเดิมหรือ

            “ไปกันค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มหวาน ต้อนให้คนตัวเล็กเข้ายังทางลงบันได ซึ่งจะลงไปชั้นด้านล่างหนึ่งชั้น จากนั้นจะมีลิฟต์โดยสารรออยู่

            “คุณโอลิเวอร์คะ” เสียงหวานเอ่ยเรียกโอลิเวอร์ตอนที่เดินออกจากลิฟต์แล้ว

            “โอลี่” ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบขรึม เขาไม่อยากห่างเหินกับคนตัวเล็ก เป็นสามีภรรยากันแล้วก็ต้องกระชับความสัมพันธ์ต่อกันไม่ใช่หรือ

            “ค่ะ โอลี่ก็โอลี่” สาวน้อยถอนหายใจ แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งใดที่โอลิเวอร์ต้องการอะไรเขาก็ต้องได้จนคร้านจะเถียงด้วย

            “ฉันต้องไปสำนักงานพฤกษศาสตร์ที่มอสโกแล้วค่ะ เอ่อ ฉันขอข้าวของของฉันคืนหน่อยได้ไหมคะ” คราวก่อนโอลิเวอร์บอกว่าจะลองตามหาข้าวของของเธอที่ถูกยึดไปตอนที่ถูกจับตัวขังไว้กลางหิมะ จึงค่อนข้างมั่นใจว่ามหาเศรษฐีคนนี้น่าจะตามคืนมาให้ได้

            “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปส่งเองครับ ก็ยังไม่ถึงกำหนดไปทำงานไม่ใช่เหรอ วันนี้เดินทางมาตั้งไกลแล้ว เราพักผ่อนกันก่อนดีกว่านะครับ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย”

            ขวัญสรวงทั้งเขินทั้งขำ แค่ไปทำงานทำเหมือนว่าเธอจะไปรบอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเธอมาก่อน จะว่าซึ้งก็ซึ้ง จะว่าอายก็อาย แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คืออบอุ่นใจเหลือเกินที่มีเขาคอยดูแลข้างกายแบบนี้

            “พักผ่อนกันเถอะนะครับ ผมขอร้อง

            “แต่ฉันยังต้องไปจัดการเรื่องที่พักอีกนะคะ” ขวัญสรวงพูดไปตามความจริง ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องสำคัญก็เถอะ แต่ถ้าจะให้อยู่ใกล้เขาตลอดเวลาหัวใจมันก็ไม่ยอมสงบเลย จนกลัวว่าหัวใจจะวายตายเอาสักวันหนึ่ง

            “แหม เรื่องที่พักน่ะใช้เวลาไม่นานหรอก แต่ร่างกายของขวัญยังไม่หายดีเลยนะคะ ขวัญลุยหิมะออกมาแบบนั้น หัวใจเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว ขวัญไม่กลัวเหรอคะ” โอลิเวอร์มีคำหวานมากมายที่จะทำให้คนตัวเล็กใจอ่อน สุดท้ายขวัญสรวงก็ต้องยอมแพ้ เพราะเธอก็ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียแล้วเหมือนกัน ได้พักสักหน่อยก็น่าจะดีกว่า

            เมื่อไปถึงห้องพักกว้างขวางที่เป็นห้องส่วนตัวของโอลิเวอร์ ขวัญสรวงก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะห้องพักงดงามราวกับภาพถ่ายก็ไม่ปาน ราวกับสวรรค์สวรรค์ที่ลอยอยู่เหนือพื้นโลกอย่างไรอย่างนั้น ทิวทัศน์ของมอสโกช่างน่าประทับใจเหลือเกิน ยิ่งมีหิมะโปรยหล่นลงมาจากท้องฟ้าแบบนี้แล้ว ก็เหมือนทุกอย่างมันสว่างไสวไปหมด

            “สวยมากเลยค่ะ” ขวัญสรวงพูดเหมือนละเมอตอนที่เดินเข้าไปในห้อง

            เพราะผนังด้านหนึ่งทั้งแถบของห้องพักเป็นกระจกใสที่เห็นวิวได้เต็มตา ทั้งยังเห็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามแปลกตาราวกับดอกบัวขนาดใหญ่อีกด้วย

            “เดี๋ยวนะ นั่นมหาวิหารเซนต์บาซิล[1]รึเปล่าคะ” ดวงตากลมโตของขวัญสรวงเป็นประกาย ท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กตัวเล็กๆ โอลิเวอร์จึงหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าให้

            “โหย ขาวไปหมดเลย เลยไม่ได้เห็นว่าเป็นสีอะไรเลย” ขวัญสรวงเข้าไปเกาะผนังกระจกด้วยตื่นตาตื่นใจ

            “หมายถึงโดมของวิหารน่ะเหรอคะ” โอลิเวอร์ถามระหว่างที่ถอดเสื้อโค้ทออกจากตัว พอแขวนโค้ทแล้วก็เห็นว่าขวัญสรวงถอดรองเท้าไว้หน้าห้อง คงจะติดนิสัยมาตั้งแต่อยู่เมืองไทย เพราะมารดาเล่าให้ฟังว่าวัฒนธรรมของคนไทย มักจะถอดรองเท้าเมื่อเข้าบ้าน พอเห็นแบบนั้นเขาก็ถอดรองเท้าออกด้วยเช่นกัน

            “ค่ะ ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นของจริงแบบนี้เลย” เสียงหวานแหบเครือ ทำให้โอลิเวอร์รู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เขาก็เลือกจะทิ้งความคิดเหล่านั้นไป ก่อนจะเดินไปหาคนตัวเล็กอย่างตั้งใจ

            “อยู่ที่นี่ด้วยกันสิ จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปเลย” โอลิเวอร์สวมกอดจากขวัญสรวงจากทางด้านหลัง พาให้หญิงสาวสะดุ้งด้วยความตกใจ พยายามจะดิ้นแต่ก็สู้แรงชายหนุ่มไม่ไหวจนสุดท้ายก็ต้องยืนนิ่งเพราะเหนื่อยมานานแล้ว

            “ฉันอยากอาบน้ำค่ะ ขอไปอาบน้ำนะคะ” เพราะไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหนได้อีก ขวัญสรวงจึงขอร้องอย่างน่ารัก โอลิเวอร์ยิ้มหวานให้กับคนน่ารักก่อนจะยอมปล่อยแต่โดยดี เพราะกลัวว่าจะทำให้คนตัวเล็กเตลิดไปมากกว่านี้ก็เป็นได้

            “งั้นก็ไปอาบน้ำกัน ผมให้คนเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ จะได้นอนพัก” มาเฟียหนุ่มพาสาวน้อยมาถึงห้องนอนกว้างขวาง ซึ่งภายในห้องด้านหนึ่งทั้งด้านก็ยังเป็นกระจกใสที่มองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนเหมือนด้านนอก

            “แล้วคุณจะ” ขวัญสรวงถามโอลิเวอร์อย่างไม่ไว้ใจ เมื่อเขาตามเข้ามาภายในห้องด้วย ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาแล้วก็หัวเราะน้อยๆ

            “โอเคค่ะ ผมจะออกไปข้างนอก” โอลิเวอร์ชะงักคำพูดไว้ เมื่อมีโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ขวัญสรวงไม่อยากเสียมารยาท แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เดินไปไหนตอนที่เขารับสายโทรศัพท์ต่อหน้าเหมือนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

            “ครับมาม้า ไอ้หมาโอลี่มาถึงมอสโกแล้วครับ

            ขวัญสรวงหลุดหัวเราะออกไปก่อนจะตกใจเมื่อลืมตัวไปได้ยังไงก็ไม่รู้ เพราะคำว่า ไอ้หมาโอลี่ ของเขาแท้ๆ เชียว เธอกระซิบบอกขอโทษแล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำไป ขณะที่โอลิเวอร์หัวเราะตามหลังแล้วคุยกับมารดาต่อ

            “มาม้าครับ ถ้าผมทำผู้หญิงท้องก่อนแต่ง มาม้าจะว่าผมไหมครับ” พูดจบโอลิเวอร์อย่างชอบใจ ขณะที่คนเป็นแม่อุทานอย่างตกใจ

            “มาม้าครับ คราวนี้จะได้มีลูกหมาเพิ่มแล้วเว้ยครับผม!

 

            สาวน้อยใจสั่นไม่เป็นจังหวะ ตื่นตาตื่นใจกับห้องน้ำสุดหรูมาก เพียงแค่ผ่านประตูเข้าไป ไฟในห้องน้ำก็ทำงาน เธอมองซ้ายขวาเพื่อสำรวจจนลืมง่วงอ่อนเพลียไปโดยปริยาย เมื่อไปถึงอ่างล้างหน้าก็มีระบบเซ็นเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นไฟตรงกระจกบานใหญ่ หรือระบบก๊อกน้ำเองก็ตาม

            “โหย ห้องน้ำคนรวยนี่ยังไงกันนะ ไม่กล้าใช้เลยเว้ยไอ้ขวัญ” เธอพึมพำกับตัวเอง ไม่รู้จะพาตัวเองไปตรงไหนเลย มีทั้งอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ และฝักบัวที่น่าจะเป็นระบบอัตโนมัติเหมือนกัน

            “ผ้าเช็ดตัว เสื้อคลุม” ขวัญสรวงหยิบทั้งสองสิ่งที่ต้องการก่อนจะเดินไปยังส่วนอาบน้ำที่เป็นฝักบัว รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสวมเสื้อคลุม โพกศีรษะด้วยผ้าขนหนูก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำ เพราะลืมเอาเสื้อผ้าเข้ามาด้วย

            โชคดีที่ออกมาแล้วไม่เจอโอลิเวอร์ จึงรีบวิ่งตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ซึ่งมีเสื้อผ้าที่เธอสามารถสวมได้พอดีหลายสิบตัวเรียงรายในนั้น

            “รู้ขนาดบราเซียกันด้วยนะ” เธออดเคืองไม่ได้ เพราะดูแล้วเหมือนถูกลวนลามอย่างไรชอบกล

            แต่ถ้าไม่มีเขาสักคน คงไม่สบายขนาดนี้หรอก ไม่ว่าจะตั้งแต่เรื่องที่บ้านพักท่ามกลางพายุหิมะที่โหดร้ายรุนแรง มาถึงโรงพยาบาล แล้วยังจะมาถึงที่นี่อีก โอลิเวอร์คอยดูแลเป็นอย่างดีทุกอย่าง หากไปเจอคนอื่นที่โหดร้ายไร้น้ำใจ ป่านนี้ก็อาจจะเป็นศพบนภูเขาไปนานแล้วก็ได้

            ขวัญสรวงเริ่มมาสำนึกว่าตัวเองก็นิสัยเสียเหลือเกิน ทำตัวไร้มารยาทต่อโอลิเวอร์มาตลอด แต่ยังดีที่มันยังไม่สายเกินไป และตั้งใจว่าจะทำตัวกระด้างหวาดระแวงไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็นะ ถ้าหากว่าเขาไม่ทำท่าเหมือนจะปล้ำตลอดเวลาล่ะก็ คงไม่ทำตัวเหมือนกระต่ายตื่นตูมตลอดเวลาแบบนี้

            “ใจเย็นหน่อยนะขวัญ ใจเย็นหน่อย” ขวัญสรวงสูดหายใจเข้าปอด จากนั้นก็

            “กรี๊ด!

            “ตกใจหมดเลยทูนหัว เป็นอะไรไปคะ” โอลิเวอร์พุ่งเข้ามาชาร์จขวัญสรวงทันทีที่ได้ยินสียงเธอร้องกรี๊ด

            สาวน้อยตกใจมาก ไม่คิดว่าเขาจะเข้ามาถึงตัวเร็วจนน่ากลัวขนาดนี้

            “ตกใจคุณเปิดประตูเข้ามานั่นแหละค่ะ” หญิงสาวเบี่ยงตัวเองออกมาจากอ้อมแขนของเขาอย่างนิ่มนวล ไม่อยากให้เขาต้องอารมณ์เสียอีก เห็นดูยิ้มแย้มอารมณ์ดีแบบนี้ บอกเลยว่าโอลิเวอร์น่ากลัวมาก

            “เพราะหมาโอลี่เหรอคะ

            “หมาโอลี่” เสียงหวานครางอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก คำว่า หมาโอลี่ ของโอลิเวอร์มาก ฟังดูแล้วไม่น่าจะเหมาะเท่าไหร่เลย

            “อ้อ ไม่ต้องตกใจนะ บ้านหมาโอลี่เรียกกันแบบนี้แหละค่ะ” เขาว่า ก่อนจะประคองร่างเล็กไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างระมัดระวัง

            “ทำไมเรียกกันแบบนี้เหรอคะ” ขวัญสรวงถามท่าทางน่าสงสาร เพราะไม่คุ้นเคยกับอะไรแบบนี้เลย

            “คือว่าครอบครัวของหมาโอลี่น่ะเลี้ยงดูแลหมาป่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ แล้วชื่อของคุณพ่อของโอลี่แปลว่า หมาป่า ค่ะ เราก็เลยเรียกกันในบ้านว่าหมาๆ หมดเลย ไม่ต้องตกใจไปหรอกนะคะ” เขาหัวเราะ ขวัญสรวงเลยถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนแรกก็ได้ยินว่าหมาโอลี่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเขาคุยกับมารดาของเขา แต่พอเขามาแทนตัวเองกับเธอ มันก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

            “พ่อของหมาโอลี่ชื่อว่าโอดอล์ฟ[2]ที่แปลว่าหมาป่าที่สง่างามค่ะ” โอลิเวอร์อธิบาย แล้วจัดจานอาหารให้กับคนตัวเล็กอย่างระมัดระวังตั้งใจ

            “ทีนี้เวลาพ่อคุยกับแม่เลยแทนตัวเองว่าหมาดอล์ฟ พอมีลูกก็เลยเรียกแบบนี้ค่ะ ไม่ต้องกังวลไปนะคะ”

            ขวัญสรวงกลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้คอยแต่จะยิ้มอยู่ร่ำไป

            “กินข้าวก่อนค่ะ จะได้นอนพัก”

            “แล้ว แล้วกระเป๋าของฉันล่ะคะ” ขวัญสรวงถาม ยังห่วงเรื่องข้าวของที่เอาติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย โอลิเวอร์ก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กต้องกดดันกังวล จึงยอมบอกไปตามความจริง

            “ผมให้คนเอามาให้แล้วค่ะ อยู่ข้างนอก แต่เสื้อผ้าให้คนเอาไปซักให้ มันเยินมากเลยค่ะ”

            “ขอบคุณค่ะ” สาวน้อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก็อย่างที่ได้บอกไป ว่าสิ่งห่วงที่สุดก็คือเมล็ดพันธุ์ที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทย ถึงจะสั่งให้มาส่งอีกรอบและสถาบันพฤกษศาสตร์น่าจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ แต่ในเมื่อเธอดูแลเป็นอย่างดีมาตลอด ก็เลยอดเสียดายไม่ได้

            “แล้วพรุ่งนี้ผมจะพาไปที่สถาบันนะคะ คืนนี้ก็พักผ่อนก่อนนะคะ”

            “ขอบคุณมากค่ะ” พูดจบขวัญสรวงก็ยกมือขึ้นไหว้จนโอลิเวอร์ต้องตกใจ รีบดึงมือเล็กลงอย่างรวดเร็ว

            “ไม่เอาสิคะไม่ไหว้ ผมไม่ชอบ กินข้าวดีกว่านะคะ” เพราะยังเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กดูอ่อนเพลียโอลิเวอร์ก็ไม่อยากกวน อยากให้พักผ่อนไม่อยากเห็นเธอล้มเป็นลมต่อหน้าต่อตาอีก

            “กินข้าวดีกว่าค่ะ คงจะเหนื่อยแย่แล้ว”

            “ค่ะ” ขวัญสรวงรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หลังจากที่โล่งใจในหลายๆ เรื่อง ร่างกายก็เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที

            “มาค่ะ กินข้าวกัน”

            ขวัญสรวงยิ้มน้อยๆ จำไม่ได้เลยว่าโอลิเวอร์พูดคำว่ากินข้าวให้ฟังกี่ครั้งแล้ว ทำเหมือนเธอหลงทางกลางพายุหิมะมาสักสิบปีไม่ได้กินอะไรเลยอย่างไรอย่างนั้น

            อาหารอร่อยมาก นอกจากนั้นก็ยังสบายใจขึ้นทำให้ขวัญสรวงกินได้มากกว่าปกติ เมื่ออิ่มแล้วก็เปลือกตาหนักในทันที

            “นอนพักเถอะค่ะ เหนื่อยมาหลายวันแล้ว”

            เสียงของโอลิเวอร์ฟังเหมือนลอยมาจากที่ที่แสนไกล ขวัญสรวงรู้สึกอ่อนเพลียแทบจะลืมตาไม่ขึ้นอยู่แล้ว เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าถูกอุ้มพากลับมานอนตั้งแต่ตอนไหน และหลับสนิทโดยที่ไม่ได้ฝันอะไรเลย

 

         รถคันหรูวิ่งแล่นเข้ามาเทียบหน้าสถาบันพฤกษศาสตร์ เป็นภาพที่ไม่ค่อยคุ้นเคยของคนที่ทำงานที่นี่สักเท่าไหร่ และเรียกสายตาของใครหลายคนให้มองตามด้วยความอย่างแปลกใจ ก่อนคนที่อยู่บนรถจะค่อยๆ ทยอยลงจากรถมา เมื่อเห็นบุรุษชุดดำเรียงรายกันลงมาก็ยิ่งเรียกสายตาให้เป็นจุดสนใจเข้าไปใหญ่

            ร่างเล็กของสตรีคนหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองอย่างดีตั้งแต่หัวจรดเท้า อิงแอบกับร่างสูงแกร่งของบุรุษคนหนึ่งที่หล่อเหลางามสง่ายิ่งกว่าใคร เขาคนนั้นกางร่มกันหิมะที่หล่นโปรยไม่ให้ถึงตัวสาวเจ้า ทั้งยังกระซิบกระซาบข้างหูด้วยท่าทางหลงใหลอย่างมาก

            “แล้วไหนเพื่อน บอกว่าโทรคุยกันแล้ว” โอลิเวอร์ถามคนตัวเล็กเมื่อลงจากรถมาแล้ว

            “พี่ภพเอ่อ คุณเจนภพนัดมาเจอกันตรงนี้ค่ะ” เพราะรู้ว่าพ่อหมาป่าตัวร้ายไม่ชอบให้สนใจใครมากกว่าตนเอง ขวัญสรวงก็เลยต้องเรียกหัวหน้าของตัวเองเสียใหม่ ไม่อย่างนั้นได้เป็นเรื่องแน่

            “ผมไม่ให้ขวัญไปพักกับคนอื่นนะครับ ตอนเย็นผมจะมารับ หรือถ้าเลิกงานก่อนก็โทรบอกด้วย ผมจะมารับ”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะโอลี่ ฉัน เอ่อขวัญอยากจะพักที่เดียวกับเพื่อนนะคะ”

            “ไม่! ผมไม่อนุญาต” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้มจนขวัญสรวงต้องขมวดคิ้ว นี่มันเรื่องส่วนตัวของตัวเองไม่ใช่หรือ แล้วทำไมต้องขออนุญาตเขาด้วย

            “นี่เป็นเอกสารกับตัวอย่างดินแล้วก็เมล็ดพันธุ์ ผมมีประชุมด่วนต้องรีบไปค่ะ แล้วผมจะมาหาตอนเที่ยงนะคะ”

            “เอ่อ” หญิงสาวพยายามจะแย้ง แต่โอลิเวอร์ไม่ฟังเสียง

            “ผมจะให้ทาเกอร์คอยดูแลคุณอยู่ที่นี่นะครับ มีอะไรก็บอกได้เลย เขาจะอยู่ห่างๆ ไม่รบกวนให้คุณอึดอัดใจอย่างเด็ดขาดครับ”

            “เอ่อ

            “ผมต้องไปแล้วนะครับ แล้วเจอกันค่ะ” ชายหนุ่มเดี๋ยวพูดครับเดี๋ยวพูดคะจนขวัญสรวงตามไม่ทัน แล้วเขาก็ขึ้นรถไปเงียบๆ โดยไม่ได้บอกอะไรอีก ทิ้งการ์ดหน้าดุที่ชื่อว่าทาเกอร์ไว้ แต่ยังไม่พอ

            ยังมีการ์ดอีกสองคนยืนขนาบอยู่ข้างๆ รวมเป็นสาม ดูไม่เหมือนอย่างที่โอลิเวอร์พูดไว้เลยนี่นา

            “เอ่อ” ขวัญสรวงพูดได้แค่คำเดียว ภาษารัสเซียนของเธอก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย พูดได้แค่ภาษาอังกฤษเป็นหลักเท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาจะฟังภาษาสำเนียงแปลกแปร่งของตัวเองได้หรือเปล่า

            “คุณผู้หญิงไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรออยู่ห่างๆ ครับ” แล้วทาเกอร์ก็พูดออกมาเป็นภาษาไทยกับขวัญสรวง พาให้หญิงสาวถึงกับตกใจจนอ้าปากค้างเพราะความคาดไม่ถึง

            “คุณพูดภาษาไทยได้เหรอคะ” ขวัญสรวงรู้ว่าโง่มากที่ถามออกไปแบบนี้ ก็ในเมื่อได้ยินกับหูว่าอีกฝ่ายพูดภาษาไทยให้ได้ยิน

            “ผมพอจะได้เรียนจากเจ้านายมาบ้างครับ เลยพอจะเข้าใจบ้าง ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ทราบว่าตรงนั้นใช่เพื่อนของคุณผู้หญิงรึเปล่า” เห็นใครหลายคนชะเง้อมองมาอยู่หลายครั้ง ทาเกอร์เลยจึงมั่นใจว่าน่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนนักพฤกษศาสตร์ของขวัญสรวงหรือเปล่า ที่แน่ใจเพราะคนกลุ่มนั้นเป็นคนเอเชียด้วย

            “ใช่ค่ะ” ขวัญสรวงหันไปมองตามทิศการมองของบอดี้การ์ดหนุ่ม ก่อนจะพบกับกลุ่มเพื่อนของตนเองพอดี

            “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ”

            “อ้อ ค่ะ” สาวน้อยรับคำ ทำหน้างุนงงเมื่อเห็นทาเกอร์เดินถอยห่างออกไป ขณะที่กลุ่มนักพฤกษศาสตร์จากเมืองไทยเดินตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

            “ขวัญ!

            ในพริบตาเดียวสายทิพย์ก็เข้ามาถึงตัวแล้ว ขวัญสรวงพยายามยิ้มและตั้งท่ารอรับคำถามที่ต้องมีอย่างแน่นอน

            “แกหายไปไหนมาวะ”

            “ขอโทษๆ ฉันมี เอ่อ คือมีธุระนิดหน่อยน่ะ ขอโทษที่มาช้าด้วยนะ” ขวัญสรวงตอบ ก่อนจะยกมือไหว้เจนภพและทักทายกับทุกคนที่มองมาอย่างเป็นห่วง

            “แล้วแกไปไหนกับใครมา มีญาติที่รัสเซียด้วยเหรอ” สายทิพย์ถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยมาตลอด เพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพความปลอดภัยของเพื่อน

            “แล้วใครชื่อโอลิเวอร์!

            “เอ่อ รู้จักชื่อนี้ด้วยเหรอ” ขวัญสรวงตกใจ ก่อนจะหันไปมองเจนภพก่อนจะยิ้มแห้งๆ นั่นเท่ากับว่าโอลิเวอร์ได้โทรมาหาเรื่อง เอ๊ย โทรมาคุยกับหัวหน้านักพฤกษศาสตร์แล้วอย่างแน่แท้

            “เป็นญาติน่ะ จากเมืองไทย” ด้วยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ขวัญสรวงจึงเลือกจะบอกไปแบบนั้น และมันคงจะดีที่สุดแล้ว

            “ตกใจหมดเลย แล้วนี่เป็นอะไร ทำไมตัวเป็นจ้ำๆ” สายตาของสายทิพย์ซอกแซกจนสังเกตเห็น ขวัญสรวงก็เลยถอนหายใจแล้วอธิบายอย่างใจเย็น

            “มันไม่ใช่อย่างที่แกคิดเลย ฉันขึ้นภูเขามาน่ะ ไปต่างเมืองมาแล้วถูกหิมะกัด นี่ไง แขนก็มี ขาด้วย” ขวัญสรวงถลกแขนเสื้อขึ้นให้เพื่อนดูรอยช้ำที่ยังไม่หายไปซะทีเดียว เพราะเดาออกว่าคนอื่นๆ น่าจะเข้าใจผิดกันไปไกลแล้ว

            “อ้อ” สายทิพย์ถอนหายใจอย่างโล่งอก นอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะติดต่อไม่ได้ ตอนนี้จึงสบายใจอย่างมาก

            “เอาล่ะสาวๆ เอาไว้ค่อยซักกันต่อนะ เรามาเริ่มงานกันดีกว่า” เจนภพเองก็ดีใจที่ได้เจอหน้าขวัญสรวงแล้ว เขาเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาไปพบกับบุคคลในสถาบันพฤกษศาสตร์แล้ว จะได้เริ่มงานกันเสียที

            “ไปกันเถอะ มีหลายคนอยากพบพวกเราแล้ว”

            ขวัญสรวงสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อรวบรวมความกล้าของตัวเอง เธอกวาดสายตามองไปรอบตัวเพื่อซึมซับบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองไทยอย่าสิ้นเชิง เป็นสถานที่ที่อยากจะเดินทางมาถึงนานแล้ว เมื่อหลายวันก่อน ยังคิดว่าตัวเองน่าจะตายอย่างโดดเดียวเดี่ยวดายกลางป่าเขาเสียแล้ว แต่ตอนนี้ได้มายืนอยู่ที่นี่ และยังมีลมหายใจอยู่

            ทุกอย่างต้องขอบคุณน้ำใจของโอลิเวอร์หรือเปล่าหนอ เธอถึงได้ทุกอย่างที่ต้องการอีกครั้งหนึ่ง

            “ขวัญ มาเร็วเข้า เดี๋ยวก็ถูกทิ้งหรอก” เสียงเพื่อนตะโกนเรียกให้ตามมา

            “จ้ะ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ!

            เมื่อร่างเล็กของคุณผู้หญิงเดินเข้าตึกไปแล้ว ทาเกอร์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาผู้เป็นเจ้านายทันที

            “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ”

 

            เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการทำงานร่วมกับสถาบันพฤกษศาสตร์ของมอสโก ทางเจ้าหน้าที่จึงแค่แนะนำตัวและสถานที่ รวมถึงต้นไม้หลักๆ ที่จะมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน จากนั้นก็ให้กลับไปพักผ่อนเนื่องจากว่าเป็นการทำงานวันแรกจึงไม่มีอะไรมากนัก อีกทั้งงานส่วนมากจะอยู่ในห้องวิจัยและลงพื้นที่ภาคสนาม แต่ว่าช่วงนี้เป็นช่วงหน้าหนาวที่มีหิมะตกตลอด งานภาคสนามจึงลดลงไปเหลือแค่งานในห้องวิจัยเท่านั้น

            “บ้านเราไม่มีหิมะล่ะนะ ก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศเท่าไหร่ แต่ทางนี้มีหลายสภาพอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้ว ตอนนี้เราก็เลยต้องอยู่ในห้องวิจัย ช่วงนี้ก็น่าจะสบายหน่อย พอหมดช่วงหน้าหนาวก็คงต้องออกลุยเต็มที่กันล่ะ” เจนภพบอก ขณะที่เดินทัวร์สถาบันกันกับรองหัวหน้าอย่างจันนา

            “เห็นแบบนี้ ต้นไม้ของรัสเซียก็มีเยอะเหมือนกันนะคะ” ขวัญสรวงพึมพำ ก่อนจะเงยหน้ามองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใจกลางตึกที่โดดเด่นเป็นสง่า นอกจากนั้นก็ยังมีใบไม้ให้เห็น ไม่เหมือนกับต้นไม้ข้างนอกที่ผลัดใบไปหมดแล้ว แต่ต้นไม้นี้นั้นอยู่ในตึก มันเติบโตได้เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจากเพดานที่โปร่งแสงเนื่องจากเป็นกระจกทั้งหมด

            อากาศที่รัสเซียในฤดูหนาวนั้นแทบจะไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและเปิดรับแสงให้มากที่สุด หลังคาของสถาบันพฤกษศาสตร์จึงทำเป็นกระจก แต่ก็ยังมีผ้าใบฉนวนกันความร้อนขึงปิดทั้งหลังคาได้เมื่อฤดูร้อนมาถึง เป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจให้กลมกลืนกับธรรมชาติ และใช้พลังงานให้น้อยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

            “นั่นสิ ตอนแรกคิดว่าพรรณไม้จะไม่เยอะเท่ากับเมืองไทยนะคะเนี่ย” ผกากรองพูดอย่างตื่นเต้น รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กับทุกคนเลย

            “เห็นแบบนี้แล้วพวกเราก็ตั้งใจกันหน่อยนะ” เจนภพยิ้ม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่ขวัญสรวงโดยไม่ได้ตั้งใจ

            เขามีเรื่องมากมายหลายอย่างที่อยากจะคุยอยากจะถามขวัญสรวงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่า แน่นอนว่าเป็นเรื่องโอลิเวอร์คนนั้น ที่แนะนำตัวว่าเป็นสามีของเธอ

            จนกระทั่งการทัวร์รอบสถาบันจบลง จันนาก็บอกให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนก่อน ก่อนจะมาเริ่มงานอย่างจริงจังกันในวันต่อไป กลุ่มนักพฤกษศาสตร์ของเมืองไทยจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

            “แล้วเราเอาไง เอาของมาแล้วใช่ไหม จะได้ไปดูที่พักกัน ขวัญยังไม่ได้เอาของไปเก็บเลย” สายทิพย์บอกกับขวัญสรวง เพราะเป็นรูมเมทในบ้านพักเดียวกัน

            นักพฤกษศาสตร์จากเมืองไทยทั้งหกคนเช่าบ้านพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหนึ่งห้องนอนนอนด้วยกันสองคน เจนภพพักอยู่กับนพพล ผกากรองพักกับจุฑามาศ และเธอก็ได้พักกับขวัญสรวง แต่ขวัญสรวงยังไม่เข้าบ้านพักเลยด้วยซ้ำ

            “เอ่อ” เป็นอีกครั้งที่ขวัญสรวงอึกอัก เธอก็พยายามจะเก็บกระเป๋าแล้วเมื่อตอนเช้า แต่หมาโอลี่ฟังที่ไหน เขาไม่ยอมให้เธอเอาอะไรติดตัวมาเลยสักอย่าง นอกจากของที่ต้องใช้ในสำนักงาน แถมยังบอกว่าจะมารับตอนเที่ยงอีกต่างหาก นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องหรือเปล่าถ้าเขามาถึงแล้วรู้ว่าเธอจะไปอยู่กับเพื่อนในกลุ่ม

            ยังไม่ได้ทำอะไรคนที่กำลังนึกกลัวอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นเสียแล้ว โอลิเวอร์ตรงเข้ามาหาขวัญสรวงอย่างหวงแหน เมื่อเห็นผู้ชายสองคนอยู่ใกล้ๆ ผู้หญิงของตัวเอง และยังสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเข้า

            “ขวัญ กลับกันเถอะครับ” โอลิเวอร์เดินเข้ามาชิดร่างเล็ก ยกมือแตะศอกของเธอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

            “เอ่อ ขวัญยังไม่เลิกงานเลยค่ะ” ขวัญสรวงกระซิบบอกกับคนตัวโต เมื่อเห็นสายตาของทุกคนจ้องมอง ก็จำต้องแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน

            “ทุกคนคะ นี่โอลิเวอร์ค่ะ โอลี่คะ ทุกคนคือเพื่อนร่วมงานจากเมืองไทย นี่คือคุณเจนภพเป็นหัวหน้าค่ะ แล้วก็นพพล สายทิพย์ ผกากรอง แล้วก็จุฑามาศค่ะ”

            โอลิเวอร์เพียงแค่พยักหน้าให้ ก่อนจะถอดเสื้อสูทของตนเองคลุมร่างเล็กเอาไว้อย่างหวงแหน

            “ขวัญคะ เมนส์เลอะกางเกงแล้วค่ะ คนอื่นจะคิดว่าขวัญแท้งนะคะ กลับบ้านกัน” เขากระซิบข้างหูคนตัวเล็ก ทำให้ขวัญสรวงตกใจมาก เธอลูบสะโพกตัวเองผ่านเสื้อสูทด้วยความตกใจ และตกใจซ้ำสองเพราะคิดว่าต้องทำให้เสื้อสูทแพงลิ่วนี้ต้องเปื้อนแน่

            “เอ่อ ขวัญขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวรีบร่ำลาเพื่อนร่วมงาน ก่อนกระตุกแขนโอลิเวอร์เบาๆ อย่างลืมตัว

            “ผมขอตัวนะครับ” โอลิเวอร์พยักหน้าให้อีกครั้งก่อนประคองขวัญสรวงขึ้นรถโดยไม่เหลียวหลังเลย

            ทั้งกลุ่มซุบซิบกันไม่หยุดโดยเฉพาะสามสาว ขณะที่เจนภพนิ่งอึ้งไป ได้เห็นโอลิเวอร์ในระยะประชิดแล้วก็เข้าใจว่าเหตุใดขวัญสรวงถึงได้ดูไว้ใจผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน ก่อนจะบอกให้ลูกน้องในกลุ่มแยกย้ายกันพักผ่อน โดยที่ตัวเองเหม่อลอยอยู่นานด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลย

            ขณะเดียวกันนั้นเอง โอลิเวอร์ก็ต้องแวะซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัวให้กับคนตัวเล็ก ถึงแม้ว่าขวัญสรวงจะนำผ้าอนามัยมาจากเมืองไทยติดตัวมาด้วย แต่ซื้อไปเผื่อเอาไว้ก็ไม่เสียหาย

            ขวัญสรวงต้องนั่งกระวนกระวายในรถ ระหว่างที่โอลิเวอร์และผู้ชายตัวโตพากันเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยท่าทางเริงร่าน่ากลัว เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า เหมือนโอลิเวอร์ไม่เคยมาซื้อของแบบนี้มาก่อน และเขากำลังสนุกมากที่ได้เข้าไปในนั้น

            ที่ไม่สบายใจที่สุด ก็คือการนั่งทับบนเสื้อสูทของโอลิเวอร์ เกซีราฟ นี่แหละ

            โอ๊ย คิดแล้วอยากจะบ้าตาย เธอเป็นผู้หญิงนะ แถมยังไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่เลยด้วย แต่ต้องมานั่งทับเสื้อสูทที่ตัดเย็บด้วยมืออย่างประณีตเนี่ยนะ โอ๊ย อยากจะบ้าตาย

            “ขวัญครับ” โอลิเวอร์โทรมาหา ขวัญสรวงเองก็รีบรับสายอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าเขาจะรอนาน หรือมีเรื่องเกิดขึ้น

            “คะ” เสียงหวานสั่นเหมือนจะร้องไห้ พาให้ปลายสายหัวเราะน้อยๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะถามอย่างตื่นเต้น

            “ขวัญคะ ผ้าอนามัยมีหลายแบบหลายอย่างเลย แบบแผ่นรอง แบบสอด แบบกรวย ขวัญใช้แบบไหนเหรอคะ” เขาถามมา ทำให้คนฟังอยากจะขุดรูสักรูแล้วฝังตัวเองในนั้นไม่โผล่หน้ามาพบเจอใครอีกเลย

            “แต่ผมว่าแบบสอดกับแบบกรวยมันน่ากลัวไปหน่อยนะ ผมไม่ไว้ใจอะ งั้นเราซื้อแบบสอดกันนะ อ้อ มันมีแบบฮีทเตอร์ด้วยนะคะ มันจะช่วยให้อุ่นขึ้นน่ะ เอาไหมคะ

            “โอลี่” ขวัญสรวงกระซิบอย่างโกรธๆ แต่ชายหนุ่มยังหัวเราะไม่เลิก

            “ผมมีน้องสาว ผมพอจะรู้น่าว่าต้องใช้ยังไง งั้นเอาแบบแผ่นรองเนาะ”

            รู้แล้วยังจะมาแกล้งถามกันอีก สาวน้อยคิดในใจอย่างขุ่นเคือง ผู้ชายคนนี้ช่างมีความสามารถสูงในการยั่วโมโหคนอื่น แล้วก็อ้อนในเวลาเดียวกันน่ะ

            “เดี๋ยวผมซื้อไปให้นะคะ อยากได้อะไรอีกไหมคะ”

            “อยากกลับห้องเดี๋ยวนี้ค่ะ!

            “โอเค แล้วเจอกันค่ะ” โอลิเวอร์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะวางสายไป เขายิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะเลือกของอย่างพิถีพิถัน ก็แน่ล่ะว่านี่เป็นภรรยาของตัวเองเลยนี่นา ก็ต้องเลือกหน่อยสิ

            ขวัญสรวงเองก็กระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าจะทำให้เสื้อสูทราคาแพงลิ่วของโอลิเวอร์ต้องเปื้อน เริ่มโกรธเพราะไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มกำลังแกล้งให้ต้องรอหรือเปล่า เริ่มจะปวดท้องขึ้นมาแล้วด้วยสิ

            ไม่นานนักประตูรถก็เปิด สาวน้อยที่นั่งรออยู่ก็ตกใจเล็กน้อยรู้สึกเริ่มเพลียขึ้นมาจนแทบจะลืมตาไม่ไหว

            “ไงขวัญ เป็นยังไงบ้าง” โอลิเวอร์ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ ใช้ร่างกายตัวเองเป็นที่พิงให้กับคนตัวเล็ก

            ขวัญสรวงไม่ได้ตอบคำถาม โอลิเวอร์ก็ไม่ได้เซ้าซี้ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้กับเธอ ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสาวน้อยเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว ทั้งที่อากาศเย็นเฉียบขนาดนี้ยังเหงื่อโซมไปทั้งตัวจนน่าเป็นห่วง

            เมื่อมาถึงห้องพักแล้ว ขวัญสรวงก็บอกกับโอลิเวอร์ด้วยท่าทางน่าสงสาร

            “โอลิเวอร์คะ”

            “โอลี่ไม่ใช่เหรอ?” ชายหนุ่มถามกลับ เพราะเขาไม่ชอบให้เธอเรียกชื่ออย่างห่างเหิน

            “โอลี่ก็โอลี่ค่ะคือว่า คุณพอจะช่วยหาแอมโมเนียมาให้หน่อยได้ไหมคะ”

            “แอมโมเนีย เอามาทำไมเหรอ” โอลิเวอร์ส่ายหน้าเล็กน้อย เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าทำไมคนตัวเล็กถึงได้ขออะไรแปลกๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไมกันแน่

            “ก็เสื้อฉันเลอะค่ะ เสื้อคุณด้วย” ขวัญสรวงก้มหน้าก้มตาไม่กล้าจะสบตากับคนตัวโตเลย

            “ไม่เป็นไร ส่งซักก็ได้” สำหรับโอลิเวอร์แล้ว เรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติมากไม่ว่าใครก็เกิดขึ้นได้

            “ไม่ได้ค่ะ ขอฉันเช็ดคราบเลือดออกหน่อยก็ยังดี ไม่งั้นฉันไม่สบายใจค่ะ”

            “งั้นขวัญไปรอในห้องก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวผมจะไปหาของมาให้นะครับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูนุ่มนวลอ่อนหวาน ช่วยทำให้ขวัญสรวงสบายใจขึ้นเล็กน้อย เธอยอมเดินเข้าไปรอในห้องน้ำแต่โดยดี ยืนโงนเงนอย่างอ่อนเพลีย ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะผ่านเรื่องมาได้มากมายจนน่าแปลกใจ

            ไม่นานนักโอลิเวอร์ก็มาเคาะประตูห้อง พร้อมกับส่งขวดแอมโมเนียมาให้ และยังมีเสื้อผ้าที่เขาเตรียมเอามาให้เรียบร้อยแล้ว

            “ถ้าเหนื่อยหรือเพลียก็ไม่เป็นไรนะครับ ส่งซักให้ก็ได้ครับ ไม่เป็นไรหรอก” โอลิเวอร์บอกอย่างกังวล เพราะไม่อยากให้ขวัญสรวงต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้ ตอนนี้เธอหน้าซีดเหมือนจะเป็นลมให้ได้อยู่แล้ว

            “ขอขวัญเช็ดเลือดออกจากเสื้อผ้าแล้ว แล้วส่งซักต่อได้ไหมคะ

            “ได้ครับ รีบอาบน้ำนะครับ หน้าซีดมากเลยนะคะ ผมเป็นห่วง” สายตาของโอลิเวอร์ดูชอกช้ำมาก แวบหนึ่งที่ขวัญสรวงอยากจะหัวเราะทั้งน้ำตา รู้สึกอยากจะร้องไห้เหลือเกิน เกิดมาก็ไม่เคยมีใครห่วงขนาดนี้มาก่อนนอกจากคนในครอบครัว พอมีคนคนนี้ทุกอย่างก็เหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว

            “รีบอาบน้ำเถอะ ถ้าเพลียอยู่ยังไม่ต้องล้างรอยเปื้อนออกก็ได้ค่ะ ค่อยทำก็ได้”

            “ค่ะ” ขวัญสรวงตอบไปอย่างนั้นเพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าอยากจะซักให้เสร็จกลัวว่ามันจะเป็นคราบฝังลึกแล้วซักออกลำบาก

            โอลิเวอร์กลับไปแล้วขวัญสรวงจึงถอนหายใจได้อย่างโล่งอก เธอรีบปิดประตู จัดการอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วใช้แอมโมเนียซับเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้าอย่างเหนื่อยล้า โชคดีที่คราบไม่เปื้อนมาถึงเสื้อสูทของของชายหนุ่ม แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามจะเช็ดมันออกจนหมดจด

            ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนล้าเพลียแรง หยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่เปื้อนใส่ตะกร้าไว้ เสื้อสูทของโอลิเวอร์ก็แขวนเอาไว้อย่างดีก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ

            “มาค่ะ กินข้าวกัน” โอลิเวอร์รออยู่แล้ว เขากวักมือเรียกคนตัวเล็กให้เข้าไปหาทันที

            เพราะท่าทางของขวัญสรวงเหมือนจะเป็นลมได้ตลอดเวลา โอลิเวอร์ก็สงสารจึงให้คนยกโต๊ะอาหารเล็กๆ มาที่ห้องนอน จะได้กินข้าวตรงนี้เลย

            “แล้วเสื้อผ้า” ขวัญสรวงยังกังวลเรื่องนี้อยู่จนโอลิเวอร์อดถอนหายใจ เขารู้ว่าเธอคงห่วงเรื่องนี้อาจจะด้วยเกรงใจไม่อยากรบกวนคนอื่นเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวและละเอียดอ่อนมาก จึงปลอบเพื่อให้สบายใจขึ้น

            “เดี๋ยวผมให้คนมาเอาไปซักให้นะครับไม่ต้องกังวลหรอก มากินข้าวกันดีกว่าจะได้พักผ่อน” คิ้วเข้มของโอลิเวอร์ขมวดมุ่น ทำไมถึงได้มีเรื่องขึ้นไม่หยุดหย่อนแบบนี้กัน เธอเกือบจะตายกลางพายุหิมะแล้วครั้งหนึ่ง มาตอนนี้ก็เหมือนจะเป็นลมได้ตลอดเวลา จนกลัวว่าเธอจะล้มเอาจริงๆ

            “นะครับ กินข้าวกัน”

            “ค่ะ” หญิงสาวบอกเสียงแหบโหย ก่อนจะรับประทานอาหารอย่างช้าๆ

            สายตาของโอลิเวอร์มองตามอย่างเป็นห่วง แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมื่อเธอกินยาแก้ปวดก็พากลับไปนอนพัก ขวัญสรวงหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน ยิ่งเห็นก็ยิ่งเป็นกังวล

            โอลิเวอร์มองผู้หญิงที่นอนร่วมเตียงด้วยกันมาหลายคืนแล้วด้วยสายตาอ่อนแสง

            เขาไม่เคยร่วมเตียงกับใครคนไหนแล้วแค่นอนด้วยกันเฉยๆ แบบนี้มาก่อน ขวัญสรวงคนนี้เป็นคนแรกและคนเดียวที่อยากจะทะนุถนอมไม่อยากทำลายความบริสุทธิ์สดใสนี้เลย

            “ยัยจอมยุ่งเอ๊ย ทำให้เป็นห่วงตลอดเลยนะ” ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบแก้มใสอย่างอ่อนโยน เกี่ยวเส้นผมที่ระหน้าหวานออกเพราะกลัวว่าเธอจะนอนไม่สบาย มองหน้าหวานที่ยังดูซีดเซียวอีกครั้งก่อนจะลุกไปทำธุระอย่างอื่นเงียบๆ ต่อ

 

            ปัญหาเรื่องการย้ายออกจากโรงแรมของขวัญสรวงที่ประท้วงต่อโอลิเวอร์นั้นถูกโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เมื่อชายหนุ่มไม่อนุญาตให้เธอย้ายออกจากที่นี่โดยเด็ดขาด แล้วยังให้ทาเกอร์คอยเฝ้าประกบตามตลอดเวลาอีกต่างหาก คิดแล้วก็ยังสงสัยว่านี่มันชีวิตของตัวเองหรือเปล่า

            “ค่ะแม่หนูสบายดีค่ะ อากาศก็เย็นๆ แต่ตอนนี้ป่วยนิดหน่อย ก็เหมือนเดิม ไข้ทับระดูน่ะค่ะ” ขวัญสรวงคุยกับไขแขผู้เป็นมารดา ระหว่างที่รอเพื่อนเข้าตึกด้วยกัน

            ถึงจะมีบัตรประจำตัวของพนักงานแล้ว แต่ขวัญสรวงก็ยังไม่กล้าจะเดินเข้าตึกคนเดียว จึงนั่งรอสาวๆ ที่มาจากเมืองไทย ระหว่างนี้ก็เลยโทรหาที่บ้าน ได้ยินเสียงมารดาแล้วก็แทบจะร้องไห้ ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าจะได้ไม่ได้เจอครอบครัวแล้วเสียอีก

            “คราวก่อนหนูต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ขวัญแทบไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้สบายดีค่ะ” เมื่อได้คุยกันแล้ว ขวัญสรวงก็สบายใจขึ้น เหลือก็แค่ไอ้หมาโอลิเวอร์นี่แหละ จนถึงตอนนี้ยังสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเขาเป็นอย่างไรกันแน่

            เธอรู้ดีว่าโอลิเวอร์คงจะรู้สึกผิดที่เกือบจะช่วยเหลือเธอเมื่อคราวก่อนไว้ไม่ได้ แต่เขาก็ไม่น่าจะรับผิดชอบมากขนาดนี้ แถมการกระทำของชายหนุ่มก็ไม่คิดจะแสดงตัวเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากคุณสามีจอมเผด็จการ

            “จ้ะ ตอนนี้พี่มุกกำลังท้องแล้วนะ”

            “จริงเหรอคะ!” ขวัญสรวงอุทานด้วยความดีใจ เมื่อรู้ข่าวว่ามุกดา ภรรยาของเขตต์ผู้เป็นพี่ชายตั้งครรภ์แล้ว

            “พี่เขตต์คงดีใจมากแน่เลย” เธอยิ้มกว้างอยากเห็นหน้าหลานแทบแย่แล้ว

            “ก็อย่างนั้นแหละ แม่เองก็อยากเห็นหน้าหลานแล้ว ว่าแต่เราล่ะ” ไขแขถามกลับ ขวัญสรวงเลยเขินจนพูดไม่ออก

            “ขวัญไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกค่ะ อ๊ะ เพื่อนขวัญมาแล้วค่ะ ฝากบอกดีใจให้พี่มุกกับพี่เขตต์ด้วยนะคะ ขวัญต้องไปทำงานแล้วค่ะ

            “จ้ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ อ้อ ยัยขวัญตาน้องสาวของเราน่ะ ตอนนี้บินไปดูฟุตบอลกับเพื่อนที่บราซิลนะตอนนี้น่ะ”

            “คะ” ขวัญสรวงหยิบกระเป๋า รู้สึกกังวลเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านเดินทางไปบราซิลแล้ว

            “แล้วยัยตาไปกับใครคะแม่”

            “กับเพื่อนๆ ของเขาน่ะสิ แม่เองก็เป็นห่วง เฮ้อ แต่คงไม่เป็นไร เห็นว่ามีเพื่อนผู้ชายไปด้วย”

            “เหรอคะ” ขวัญสรวงพึมพำ ถึงได้ยินแบบนั้นแต่ก็ยังไม่ค่อยสบายใจอยู่ดี เพราะว่าบราซิลนั้นโหดเถื่อนมากแค่ไหน ไม่ได้ต่างจากที่รัสเซียเท่าไหร่เลย

            “เดี๋ยวขวัญจะลองคุยกับน้องดูนะคะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ” เธอบอกกับมารดา ก่อนจะหัวเราะเมื่อไขแขพูดตอบ

            “เรานั่นแหละที่เป็นห่วงน้องมาก ไม่ใช่เหรอ”

            “ก็นะ หนูกับตาอยู่ด้วยกันมาตลอดนี่คะ” ขวัญสรวงบอก เพราะว่าน้องสาวนั้นห่างกันแค่ปีเดียว และอยู่ด้วยกันมาตลอด แถมยังเรียนจบพร้อมกันอีกต่างหาก เพราะขวัญตาใช้เวลาเรียนแค่สามปีครึ่งเท่านั้น เธอเดินทางมารัสเซียเพื่อทำงาน ส่วนน้องสาวก็เดินทางไปดูฟุตบอล แหม

            “ไม่ต้องห่วงเรื่องของตาหรอกนะ ห่วงแต่เราเถอะ เรื่องผู้ชายว่ายังไง”

            “แหมก็ หนูจะไปมีผู้ชายได้ยังไงคะ” สาวน้อยส่ายหน้า ก่อนจะเดินเข้าตึกไปพร้อมกับเพื่อนคนอื่น

            “ก็แม่ฝันนี่นา”

            “ฝัน” ขวัญสรวงหัวเราะ เพราะคำพูดของไขแขฟังดูแปลกๆ อย่างไรชอบกล

            “แม่ฝันว่า หนูเอาหมาป่าตัวใหญ่มาอวดแม่ หมาหล่อมากเลยนะ พูดได้ด้วย บอกว่าจะดูแลหนูอย่างดี” พูดไปไขแขก็หัวเราะ แต่คนฟังเขินจนพูดไม่ออก

            หมาโอลี่เหรอ เข้าฝันคนได้ด้วย น่ากลัวจัง

            “ขวัญต้องไปทำงานแล้วนะคะแม่ ขอวางสายก่อนนะคะ แล้วขวัญจะโทรหาอีกทีนะคะ”

            “จ้ะ ตั้งใจทำงานแล้วก็ระวังตัวด้วยนะลูก”

            “ค่ะแม่” ขวัญสรวงรับคำก่อนจะวางสาย แล้วหันไปยิ้มให้กับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ทำท่าอยากรู้เรื่องบางอย่างเต็มที่แล้ว

            “มีอะไร มองแบบนี้ทำไม

            “แกนอนค้างกับเขาเหรอ” สายทิพย์ใช้ศอกถองเพื่อนแล้วถามอย่างไม่อ้อมค้อม ขณะที่ทุกคนรอฟังอย่างใจจดจ่อ

            “ต้องบอกว่าไปพักกับเขาดีกว่าจ้ะ” ขวัญสรวงเขินจนหน้าแดงก่ำ รีบเปลี่ยนคำพูดซะใหม่ เพื่อนพูดแบบนั้นเหมือนมานั่งอมยิ้มที่ปลายเตียงมองเธอถูกโอลิเวอร์ปล้ำจูบบนเตียงจนแทบจะท้องอยู่แล้ว

            แค่ฟีโรโมน[3]ที่คลุ้งกระจาย ขนาดว่ามีประจำเดือนอยู่และไม่ได้ล่วงเกินอะไรกันก็น่าจะท้องได้ ถ้าผู้ชายที่เข้ามาวอแวด้วยคือโอลิเวอร์ เกซีราฟ

            “แหม หวานกันจังเลย ไปรู้จักกันมาตอนไหนเนี่ย” ผกากรองอยากจะรู้จริงๆ เพราะเท่าที่รู้จักกันมา ขวัญสรวงไม่น่าจะไปรู้จักกับผู้ชายอย่างโอลิเวอร์เลย แถมฝ่ายชายยังดูรักเป็นห่วงแม่เพื่อนคนนี้มากอีกด้วย

            “ก็นะ” ขวัญสรวงหัวเราะแห้งๆ แล้วหลบสายตาไม่ได้พูดอะไรอีก

            ก็ความจริงมันน่ากลัวนี่ เธอถูกจับตัวไปด้วยฝีมือของโจรร้าย แล้วได้โอลิเวอร์ช่วยเอาไว้ แต่ถ้าบอกไปแล้วคนอื่นจะเข้าใจว่าอย่างไร กลัวว่าทุกคนจะคิดว่าเธอพลาดท่าเสียทีให้กับคนร้ายไปแล้ว ให้เข้าใจไปแบบนี้น่าจะดีกว่า

            “เอาล่ะสาวๆ เข้างานกันดีกว่า ถึงเวลาทำงานแล้วนะ” เจนภพช่วยขวัญสรวงเอาไว้ เมื่อเห็นเธอทำท่าลำบากใจไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก

            ดังนั้นสาวๆ จึงส่งสายตาให้กับขวัญสรวงเป็นการคาดโทษเอาไว้ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่นอน

            ขวัญสรวงเป่าปากอย่างโล่งอก แต่รู้ดีว่าเพื่อนไม่ยอมรามือง่ายๆ แน่นอน

 

            โอลิเวอร์กลับมาทำงานตามปกติ ตั้งใจจะไปรับขวัญสรวงไปกินข้าวตอนเที่ยง แล้วก็ไปส่งที่ทำงานตอนบ่ายตามที่วางแผนเอาไว้ แต่ทำงานได้ไม่ถึงไหนก็ต้องตกใจเมื่อได้รับโทรศัพท์จากทาเกอร์ บอดี้การ์ดที่ให้ติดตามดูแลขวัญสรวงตลอดเวลาที่เธอไปทำงาน

            “มีอะไร” เขารับสายอย่างไม่สบายใจ เผลอลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว

            “คุณขวัญ คุณเข้าโรงพยาบาลครับ!



[1] มหาวิหารเซนต์บาซิล (อังกฤษ: Saint Basil's Cathedral; รัสเซีย: Собор Василия Блаженного) เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สร้างโดยซาร์อีวานที่สี่ แห่งรัสเซีย มหาวิหารเซนต์บาซิลมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น คือมีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง ทำให้อาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม จึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลย์เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์

- มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า ซาร์อีวานที่สี่ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่สี่จึงเป็นที่มาของสมญานามอีวานผู้โหดร้าย (Ivan The Terrible)

[2] โอดอล์ฟ ครองภพ เกซีราฟ และ มณฑาเทวี จากนิยายเรื่อง สิเน่หาราตรี เขียนโดย มิรา

[3] ฟีโรโมน (Pheromone) เป็นสารเคมีที่หลั่งหรือขับออกมาแล้วกระตุ้นการตอบสนองทางสังคมในสปีชีส์เดียวกัน ฟีโรโมนเป็นสารเคมีซึ่งสามารถออกฤทธิ์นอกร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่หลั่งออกมาแล้วมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่รับเข้าไป

- ฟีโรโมน นั้นมักจะเรียกกันว่า กลิ่นเรียกรัก แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว ฟีโรโมนนั้นไม่มีกลิ่น แต่สามารถรับรู้ได้ทางสมอง สังเกตได้โดย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปเจอคนใครคนหนึ่งก็เกิดความรู้สึกปลื้ม ชอบ ประทับใจขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล


Talk...

Song :: Morning – Janice

เหมือนว่าช่วงนี้ dek-d กำลังปรับปรุงเว็ปอยู่

การแสดงผลของเพลงที่มู่เอาใส่ในนิยายเลยไม่มีเสียงละ

แต่ชอบเพลงนี้มากเลย ฮือ อยากให้ฟังนะเออ เพลินมากเลยค่ะ

ปลล อีหมาโอลี่นี่น่ารักจังเลยเนาะ

น่ารักน่าตี หัวเราะimageimage

มู่ฝากนิยายชุดนี้เอาไว้ทั้งชุดเลยนะคะ

จะวางขายตามร้านหนังสือปลายเดือนนี้ค่ะ

แต่ตอนนี้สามารถสั่งซื้อผ่านทาง สนพ ได้เลยนะคะ

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ กดที่รูปได้เลยนะคะ



มู่ฝาก ebook เอาไว้ด้วยนะคะ คลิกที่รูปได้เลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ image
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 140 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #29 Nampooh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 00:37
    -หมามันร้ายยย
    #29
    0
  2. #28 Yuki_Ayumu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 21:34
    น่ารัก
    #28
    0
  3. #27 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 21:01
    #ร่ายหิมาลัย❄️ #โอลิเวอร์ #ขวัญสรวง
    นิยายชุด #เพียงพิมาน #ParadiseOfLove ⛅ นี้
    จะวางขายตามร้านหนังสือปลายเดือนนะเออ
    แต่สามารถสั่งผ่านทาง สนพ ก่อนได้ค่ะ
    #27
    0
  4. #26 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 21:01
    #ร่ายหิมาลัย❄️ #โอลิเวอร์ #ขวัญสรวง
    นิยายชุด #เพียงพิมาน #ParadiseOfLove ⛅ นี้
    จะวางขายตามร้านหนังสือปลายเดือนนะเออ
    แต่สามารถสั่งผ่านทาง สนพ ก่อนได้ค่ะ
    #26
    0