ร่ายหิมาลัย (นิยายชุด เพียงพิมาน)

ตอนที่ 3 : Amour Snow ❄️02 Please Do Not Break My Heart

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 141 ครั้ง
    20 เม.ย. 61

Amour Snow 02

Please Do Not Break My Heart

โปรดอย่าทำร้ายหัวใจของผมเลย

 

         โอลิเวอร์ไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน เขาไม่ได้สนใจสภาพอากาศที่เลวร้าย ย่ำเท้าหนักๆ ฝ่าพายุหิมะและกองหิมะที่ทับถมมาหลายฟุตอย่างไม่ลดละ หัวใจเต้นแรงอย่างน่ากลัว เขาไม่ได้กลัวสภาพอากาศที่ย่ำแย่ แต่กลัวว่าจะไม่ได้เจอคนตัวเล็กหายออกจากบ้านไปมากกว่า

            เขาตามรอยเลือดได้ไม่กี่ก้าวมันก็หายไป เหลือแค่เพียงรอยเท้าจางๆ ที่แทบจะเลือนหายไปเพราะยังมีหิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

            อากาศติดลบเย็นจับใจ แต่หัวใจของโอลิเวอร์เหมือนมีกองไฟมาสุมอยู่ก็ไม่ปาน

            “ขวัญ ขวัญเธออยู่ที่ไหน” เขากลัวจนตัวสั่น แต่ยังแข็งใจเดินตามรอยเท้าที่ใกล้จะเลือนหายไปไม่หยุดยั้ง เพราะถ้าทิ้งเวลานานไปกว่านี้ รอยเท้าอาจจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย

            หรือถ้าเจอกัน อาจจะได้เจอกันแบบที่เขาจะไม่ได้สัมผัสกับความอบอุ่นจากร่างกายของเธออีกเลย

            “ขวัญ!” โอลิเวอร์ตะโกนก้อง มองซ้ายขวาเพื่อตามหาตัวคนตัวเล็ก แล้วก็ได้ยินเสียงเห่ากรรโชกแว่วมาจากด้านหลัง

            เขายกมือป้องตาเพื่อกันไม่ให้หิมะปรกลงบนขนตาจนบังการมองเห็นทุกอย่าง ก่อนจะเห็นสุนัขผสมหมาป่า-ไซบีเรียนฮัสกี้[1]ของตนเองวิ่งห้อเข้ามาหา พร้อมผู้ชายตัวโตหลายคนที่ตามกันมาเป็นพรวน

            “จับพวกนี้มันอาจจะพอช่วยตามกลิ่นเลือดได้ครับ” ใครคนนึงพูดขึ้นมา แต่โอลิเวอร์เห็นหน้าไม่ค่อยชัดมาก

            ตอนนั้นเองก็มีเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ส่งมาให้ รวมถึงหมวกและผ้าพันคอด้วย

            “ฉันไม่ต้องการ”

            “จะไม่ต้องการได้ยังไงละครับ ถ้าเจ้านายเป็นอะไรไปอีกคนหนึ่ง คุณผู้หญิงจะเป็นยังไงล่ะครับ ใครจะคอยดูแล”

            คำพูดเตือนสตินั้น ทำให้โอลิเวอร์ยอมใส่เสื้อคลุมแต่โดยดี แต่ก็อดคิดไปถึงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้ขวัญสรวงเป็นอย่างไรบ้าง แค่คิดก็กลัวจนตัวสั่นแล้ว

            “แล้วเจ้าหมาพวกนี้มันจะช่วยอะไรได้” โอลิเวอร์หันมามองสุนัขตัวโตที่บ้าพลังเล่นไม่หยุด ทั้งดื้อทั้งรั้น เพราะมีสายเลือดของหมาป่าและไซบีเรียนฮัสกี้ ทำให้พวกมันยิ่งทวีความร้ายกาจเป็นตัวของตัวเองเข้าไปใหญ่ ไม่เคยฟังคำสั่งของใครเลย อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเลี้ยงมันอย่างตามใจ ไม่เคยให้ทำงานหรือฝึกอะไรเป็นจริงจัง พวกมันก็เลยทั้งดื้อทั้งซน ไม่เคยเชื่อฟังใครทั้งนั้น

            “อย่างน้อยหมาป่าพอจะดมกลิ่นเลือดได้นะครับ ผมใช้เลือดของคุณผู้หญิงตรงกระจกให้พวกมันลองดมดู และตามมาถึงที่นี่แหละครับ”

            “งั้นก็ปล่อยให้มันลองวิ่งดู เผื่อว่ามันจะเจอจริงๆ” โอลิเวอร์ถอนหายใจหนักอก เขาไม่สนใจอะไรอีก ออกคำสั่งให้เจ้าหมาป่าตัวใหญ่วิ่งตามหาผู้หญิงคนนั้นทันที

            พวกมันกระโจนฝ่าพายุหิมะไปอย่างรวดเร็ว โอลิเวอร์และผู้ชายคนอื่นรีบตามหลังไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งระยะทางไกลมากเท่าไร โอลิเวอร์ก็กลัวจับใจมากเท่านั้น ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะเดินทางได้ไกลขนาดนี้เชียวหรือ

            แล้วยิ่งเป็นระยะทางไกลเท่าไร ที่เธอจะปอดฉีกจนสำลักเลือดตาย

            “อย่าเป็นอะไรไปนะขวัญ อย่าเป็นอะไรไปเด็ดขาด” โอลิเวอร์กระซิบผ่านลมหนาวฝากไปถึงผู้หญิงตัวเล็กคนนั้น ขอให้เธออย่าได้เป็นอะไรไปเลย เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนรับไหวหรือเปล่า

            “เจ้านายครับ เจอแล้วครับ!

         ใครคนหนึ่งที่เดินทางล่วงไปก่อนตะโกนบอกสุดเสียง โอลิเวอร์ได้ฟังก็ใจกระตุกวูบ จึงรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่อึดใจหนึ่ง โอลิเวอร์ได้เจอคนที่ตามหา ขวัญสรวงนั่งหมดสติพิงกับต้นไม้ใหญ่อย่างหมดสภาพ พอเห็นเข้าชายหนุ่มก็แทบจะเป็นบ้าให้ได้

            “ขวัญ ไม่นะขวัญ ไม่นะ” โอลิเวอร์รีบร้อนจะถอดเสื้อคลุมออกจากตัว เพื่อใช้มันห่มให้กับขวัญสรวง

            “เจ้านายครับ ใช้ตัวนี้ดีกว่าครับ” ใครคนหนึ่งยื่นเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้ โอลิเวอร์จึงรีบรับมาคลุมร่างให้กับคนตัวเล็กทันที กลัวว่าจะแย่ไปด้วยถ้าหากยังปล่อยให้ตัวเองหนาวต่อไปแบบนี้

            “เตรียมเฮลิคอปเตอร์ ฉันจะพาขวัญไปโรงพยาบาล” โอลิเวอร์ออกคำสั่ง ไม่ได้เจาะจงว่าบอกใครกันแน่

            “ขวัญ เป็นยังไงบ้างขวัญ” ฝ่ามือหนาอุ่นร้อนของโอลิเวอร์ตบแก้มใสเบาๆ พบว่าร่างกายของเธอเย็นชืดจนใจหาย

            จัดแจงห่อร่างเล็กด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ รวมถึงถุงความร้อนด้วย รีบร้อนเดินทางกลับบ้านพักรวดเร็ว เพราะที่บ้านพักมีทั้งเฮลิคอปเตอร์และสโนว์โมบิล[2] เวลานี้การเดินทางที่เร็วที่สุดก็คือเฮลิคอปเตอร์ แม้ว่าทัศนวิสัยอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่การใช้เฮลิคอปเตอร์ก็น่าจะดีกว่าสโนว์โมบิล

            “ยัยโง่เอ๊ย” โอลิเวอร์พึมพำ แต่ก็ต้องด่าตัวเองมากกว่า เพราะลูกน้องจำนวนหนึ่งกำลังขับสโนว์โมบิลตามหลังมานี่เอง

            “ถอยไป ฉันจะขับเอง” เขาตะโกนบอกลูกน้อง ก่อนจะอุ้มตัวขวัญสรวงขึ้นบนรถสโนว์โมบิล และตัวเองก็ขึ้นคร่อมรถอยู่ทางด้านหลัง ก่อนจะขับรถกลับบ้านพักอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง

            “ยัยตัวแสบ อย่าหวังเลยว่าคราวนี้จะได้อยู่ห่างกันอีก” ชายหนุ่มกระซิบกับตัวเองอย่างหัวเสีย

            ไม่รู้ว่าโกรธใครมากกว่ากันระหว่างตนเองหรือขวัญสรวง

 

         ขวัญสรวงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างสับสนงุนงง เธอกะพริบตาอย่างอ่อนเพลีย แต่ยังไม่ได้ทันทำอะไร ก็มีคนมาวุ่นวายกับตัวเองในทันที

            “ตื่นแล้วเหรอคะ ต้องการอะไรหรือเปล่าคะ”

            ขวัญสรวงหันไปมองตามเสียง แต่มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักคนที่กำลังพูดคุยด้วยเลย เธอมองอย่างสงสัยแกมแปลกใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบแนะนำตัวทันที

            “ฉันชื่อคลาร่า เป็นพยาบาลค่ะ”

            “นางพยาบาล ขวัญสรวงพูดพึมพำเสียงแหบพร่า ไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและรู้สึกเหนื่อยมากทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย

            “ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณอยู่ในโรงพยาบาลค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตรงไหน ไม่สบายตรงไหนบอกมาได้เลยนะคะ” คลาร่าบอกก่อนจะหยิบเครื่องมือบางอย่างมาตรวจร่างกายของคนป่วย ซึ่งขวัญสรวงก็ไม่รู้เลยว่าคืออะไรกันแน่เพราะยังมึนศีรษะอยู่

            “เวียนหัวจังเลยค่ะ แล้วก็อยากเข้าห้องน้ำด้วย” คนไข้หลับตาลงอ่อนเพลียรู้สึกเพลียจนหายใจแทบไม่ออก

            “เดี๋ยวฉันช่วยเองค่ะ พอจะลุกไหวไหมคะ” คลาร่าถามอย่างใส่ใจ ก่อนจะช่วยพยุงคนป่วยให้ลงจากเตียง

            “แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” ขวัญสรวงยังสงสัยว่าตัวเองลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงพยาบาลได้อย่างไร จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึกตัว ตอนนั้นเธออยู่ในบ้านพักบนภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะไม่ใช่หรือ ตอนนั้นตั้งใจจะหนีออกจากที่นั่น แต่เพราะความหนาวและอากาศที่บางเบาทำให้เธอต้องนั่งพักหลังจากที่หนีออกมาได้ไกลพอสมควร แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอะไรอีกเลย

            “มีคุณผู้ชายมาส่งค่ะ”

            “คุณผู้ชาย” เสียงหวานทวนถามอย่างแปลกใจ ยังไม่ได้ทำอะไรต่อเพราะเข้ามาอยู่ในห้องน้ำแล้ว

            “ถ้าทำธุระเสร็จแล้วก็เรียกฉันได้นะคะ ฉันจะรออยู่ข้างนอกค่ะ”

            “ขอบคุณค่ะ” คนไข้ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก แต่อยากล้างหน้าให้สดชื่นขึ้น เธอมึนอยู่นาน ใช้เวลาพอสมควรตรงอ่างล้างหน้ากว่าจะปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นได้ มาทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็เดินออกมาสับสนมึนงง

            คลาร่าเดินเข้ามาประคองตามหน้าที่ แม้ว่าขวัญสรวงจะปฏิเสธการช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่ยอมฟัง

            “มันเป็นหน้าที่ของฉันค่ะ” คลาร่าบอกแบบนั้น ขวัญสรวงก็เลยแย้งอะไรไม่ได้อีก

            “ตอนเที่ยงคุณผู้ชายจะแวะเข้ามาหานะคะ ตอนนี้ถ้าพอมีแรงก็กินอาหารก่อนนะคะ แล้วค่อยกินยา”

            “แล้วคุณผู้ชายที่ว่านี้ เป็นใครกันเหรอคะ” จนถึงตอนนี้ก็ยังขวัญสรวงไม่ได้คำตอบ อดคิดไม่ได้ว่าจะเป็นคนที่กำลังคิดถึงอยู่หรือเปล่า

            “คุณโอลิเวอร์ค่ะ” แล้วก็ใช่อย่างที่คิดเอาไว้ ขวัญสรวงจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ อยากเจอหน้าเขาแล้ว เพราะอยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างตอนที่หมดสติไป

            ขวัญสรวงนั่งกินอาหารอย่างหิวโหย เพิ่งรู้ว่าตัวเองหิวมากขนาดนี้ หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้วก็ต้องกินยาต่อ สาวน้อยไม่เคยรู้สึกจนเหนื่อยอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย เพิ่งรู้ว่าการหลงทางกลางหิมะมันเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ สาบานกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด

            เมื่อคลาร่าออกไปจากห้องพักฟื้นแล้ว ขวัญสรวงก็เริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง บนผิวให้ขาวเนียนของตัวเอง ปรากฏรอยแดงหลายรอยจากการถูกหิมะกัด บางที่ก็ช้ำเป็นสีม่วงคล้ำ น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะรอยแผลตรงหัวเข่า ที่เกิดขึ้นตอนพยายามจะปีนข้ามหน้าต่างจนเข่ากระแทกกับกระจกแตกจนได้เลือดเป็นแผลกว้าง แต่ตอนนี้ก็ได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว

            “ดีนะที่เซลล์ไม่ตาย” เธอบอกตัวเองไม่อยากนึกภาพเลยว่าถ้าต้องตัดอวัยวะบางส่วนออกแล้วจะทำใจได้หรือไม่

            หลังจากสำรวจตัวเองจนพอใจแล้ว ขวัญสรวงก็อดคิดไปถึงโอลิเวอร์ไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเขาพาเธอออกมาจากที่นั่นได้อย่างไรกัน อำนาจของเงินตรานี้ช่างน่ากลัว มันสามารถกำหนดความเป็นความตายของคนคนหนึ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            ถ้าหากไม่มีโอลิเวอร์ เธอเองก็คงจะไม่มีลมหายใจจนถึงตอนนี้แน่นอน

         เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ ตั้งแปลว่าเธอยังมีโอกาสที่จะได้เจอกับโอลิเวอร์อีกครั้ง หัวใจมันพองโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว มุมปากก็ยกยิ้มโดยรู้ตัว

            “จะยิ้มทำไมเนี่ย ยัยบ้าเอ๊ย เขาช่วยแกออกมาได้ ก็แปลว่าเขาเสียเงินไปเยอะน่ะสิ” แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันเป็นจำนวนเงินเท่าไร แต่รู้ว่ามันคงมากพอดู

            แต่ก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่ออกมาจากบ้านพักหลังนั้นแล้วแต่กลับรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ถ้าหากว่าโอลิเวอร์อยู่ที่นี่ เธอจะรู้สึกอย่างไรกันหนอ มันเป็นสิ่งที่ขวัญสรวงคาดเดาไม่ออกเลยจริงๆ

            ตอนที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ขวัญสรวงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในห้อง เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเป็นโอลิเวอร์นั่นเอง เธอทั้งตกใจทั้งดีใจที่ได้เจอกับเขาอีกครั้ง

            “คุณ” ขวัญสรวงอยากจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเหลือเกิน

            “เป็นยังไงบ้างขวัญ” โอลิเวอร์เข้าห้องพักคนป่วย มาพร้อมกับช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ เขาส่งมันให้เธอ ขวัญสรวงไม่มีทางเลือกนอกจากรับมาถือเอาไว้

            “ขอบคุณมากค่ะ” เสียงหวานพูดอย่างเขินๆ ไม่กล้าจะสบตากับคนตัวโตเลย

            “แล้วเป็นยังไงบ้าง ไหนดูซิว่าไข้ลดลงหรือยัง” พูดจบโอลิเวอร์ยกมือทาบหน้าผากเนียน เพื่อวัดดูอุณหภูมิร่างกายของคนป่วย ขวัญสรวงตกใจเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ก็ไม่เคยขัดขืนอะไรเขาได้เลยสักครั้ง

            “ไงล่ะ ดื้อดีนัก เกือบจะแย่แล้วเห็นไหม” โอลิเวอร์ถือวิสาสะนั่งลงที่ขอบเตียง ใช้สายตาไม่พอใจจ้องมอง

            ขวัญสรวงอยากถามกลับว่าเขามีสิทธิ์อะไรมาไม่พอใจเธอ แต่เพราะว่าสายตาของเขาน่ากลัว ก็เลยพูดอะไรไม่ออก

            “ถ้าผมไปช้าอีกสักนิด หิมะคงได้กัดคุณทั้งตัวแน่” ถึงตอนนี้โอลิเวอร์ก็ยังวางท่าเป็นสามีตัวร้ายไม่เปลี่ยน ขวัญสรวงอยากจะโกรธก็เริ่มชินเสียแล้ว

            “เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นแล้วนะ” ชายหนุ่มยังเป็นกังวล ใบหน้าหวานยังขาวซีดไม่เปลี่ยน

            “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ แล้วคุณเอ่อ คุณพาฉันออกมาจากที่นั่นได้ยังไงคะ” ขวัญสรวงถามในสิ่งที่ตัวเองยังสงสัยอยู่

            “ก็บอกแล้วยังไงล่ะ ว่าผมจะพาคุณออกมาจากที่นั่นให้ได้ ทำไมต้องรีบหนีออกมาก่อนด้วย แล้วยังข้อความที่โทรศัพท์ของคุณอีก”

            ตอนที่ได้อ่านข้อความเหล่านั้น หัวใจของโอลิเวอร์เป็นแผลใหญ่ ไม่คิดว่าตัวเองจะบีบคั้นทำให้คนตัวเล็กต้องกดดันมากถึงขนาดนี้ ถึงกับขนาดหนีออกมาก่อนโดยไม่รออะไรทั้งนั้น โชคดีที่ตามไปช่วยได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่ ถ้าหากว่าขวัญสรวงเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ

            “แล้วพวกเขาไม่” คิดถึงมาเฟียร้ายเหล่านั้น ขวัญสรวงก็ยังรู้สึกขวัญเสียอยู่ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะพบเจอกันอีกเป็นครั้งที่สอง

            “ผมก็บอกแล้ว ผมช่วยคุณออกมาจากที่นั่นให้ได้ จะออกมาด้วยวิธีไหนก็ช่างมันเถอะ แค่คุณปลอดภัยก็พอแล้ว”

            “ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันพาฉันออกจากที่นั่น และขอโทษที่ทำให้คุณต้องลำบากด้วย” ขวัญสรวงจินตนาการไม่ออกเลย ว่าโอลิเวอร์พาเธอออกมาจากที่แห่งนั้นได้อย่างไร

            “แล้วคุณ คุณเสียเงินไปมากไหมคะ” ต่อให้จะใช้เวลาเป็นสิบปีถึงจะชดใช้หนี้ครั้งนี้หมด แต่ขวัญสรวงก็ตั้งใจว่าจะค่อยๆ ทยอยคืนเงินให้เขาทั้งหมดให้ได้

            “ฉันจะพยายามใช้คืนให้คุณนะคะ”

            คำแรกที่ขวัญสรวงคุยเมื่อเจอหน้ากันคือเรื่องเงิน นั่นทำให้โอลิเวอร์ไม่พอใจอย่างรุนแรง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงราวกับแผ่นเหล็ก ดูเย็นชายิ่งกว่าอากาศที่ไซบีเรียเสียอีก สาวน้อยตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะหลบสายตาเร่าร้อนนั้นเป็นพัลวัน

            “ผมไม่ได้ต้องการเงิน” โอลิเวอร์ประกาศชัดเจน ทำให้คนฟังเข้าใจผิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย

            “เอ่อ แล้วคุณ” หัวใจดวงน้อยสั่นไหว พยายามจะเข้มแข็งแต่ก็สู้สายตาคมกร้าวนั้นไม่ไหว

            “ผมต้องการคุณ” เป็นอีกครั้งที่โอลิเวอร์พูดอย่างชัดเจน ทำให้ขวัญสรวงตกใจอย่างมาก เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา ไม่รู้จะแกล้งไม่เข้าใจได้อย่างไร

            “เอ่อ” เพราะไม่คิดฝันว่าจะได้ยินคำนี้ ขวัญสรวงจึงตกใจมาก นัยน์ตาส่ายไหวไม่ต่างจากริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกจนต้องขบเม้มมันเอาไว้แน่น

            “แลกกับที่ผมได้ช่วยชีวิตคุณเอาไว้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณเป็นของผมแล้วนะขวัญ

            ขวัญสรวงเงียบกริบไปนานด้วยความตกตะลึง หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น จนกระทั่งชายหนุ่มเอื้อมมือมาแตะที่แก้มจึงรู้สึกตัว รีบดึงหน้าหนี หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเลย

            “เป็นอะไรรึเปล่า” โอลิเวอร์ถามเพราะคนตัวเล็กเงียบไป

            “เอ่อ คุณอย่าล้อเล่นแบบนี้สิคะ มันไม่ตลกนะคะ” ขวัญสรวงกลัวว่าหัวใจตัวเองจะวายตายเหลือเกิน

            “ใครว่าผมล้อเล่น ผมพูดจริงทำจริงนะขวัญ”

            ยิ่งเขาพูดแบบนั้น ขวัญสรวงก็ยิ่งกลัว รับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เลย

            “เอาเป็นว่า ผมจะให้เวลาคุณทำใจจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้วกัน แต่หลังจากนั้นก็ตามที่ผมได้บอกไป คุณเป็นของผมแล้ว”

            โอลิเวอร์ยืนยันคำพูดของตัวเองด้วยการโน้มหน้าเข้าไปจูบริมฝีปากอิ่มที่หมายตามานานแล้ว ขวัญสรวงยังตกใจอยู่จึงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ตัวสักนิดว่าถูกเอนตัวลงนอนบนเตียงตั้งแต่ตอนไหน ฝ่ามือร้อนผ่าวนั้นลูบไล้เนื้อตัวของเธออย่างถือสิทธิ์

            เรียวปากร้อนๆ ไม่ได้ถอนจากริมฝีปากนุ่มละมุนเลย เขาเพียรจูบแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขวัญสรวงคนนี้จะเป็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

            “อืม” โอลิเวอร์ครางอย่างพอใจกับรสจูบแสนหวานที่ได้รับจากคนตัวเล็ก เขายังจูบย้ำอีกหลายครั้งบนริมฝีปากนุ่มที่ดูบวมเห่อแดงจัดขึ้นมาทันที

            เห็นแบบนี้แล้วค่อยสบายใจหน่อย เพราะก่อนหน้านี้ทั้งใบหน้าทั้งริมฝีปากของเธอขาวซีดจนน่ากลัว

            “ผมไปทำงานก่อนนะ เลิกงานแล้วผมจะรีบกลับมาหา” ชายหนุ่มยังทิ้งรอยจูบอุ่นระอุตามวงหน้าเนียนอีกหลายครั้งก่อนจะผละห่าง ขวัญสรวงก็สั่นไปทั้งตัวความหวาดกลัว ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นความหวาดหวั่นมากกว่า ไม่เคยเจอผู้ชายปากว่ามือถึงแบบนี้มาก่อน ผู้ชายรัสเซียนเป็นแบบนี้ทุกคนรึเปล่าหนอ

            ขวัญสรวงหลุดออกจากภวังค์อันแสนหวานก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน เธอทันเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มแค่แวบเดียวก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป จึงยกมือมาแตะริมฝีปากของตัวเองอย่างเหม่อๆ

            รสจูบครั้งนี้อ่อนหวานบาดลึกยิ่งกว่าตอนที่อยู่ที่บ้านพักบนภูเขาเสียอีก จนถึงตอนนี้ ยังเหลือรสชาติของเขาในปาก พาให้หัวใจสั่นระรัวอย่างน่ากลัว

            แล้วเธอก็ต้องรีบดึงมือออกจากปากของตัวเอง เมื่อคลาร่ากลับเข้ามาในห้องพร้อมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “อาการดีขึ้นหรือยังคะ” นางพยาบาลคนสวยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สายตามองมาล้อเลียนจนขวัญสรวงไม่กล้าจะสบตาด้วย

            “ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ” คนป่วยบอกเสียงอุบอิบ เข้าใจว่านางพยาบาลถามอาการตัวเองตามหน้าที่ ก่อนจะทำหน้าเขินๆ เมื่อคลาร่าหัวเราะหยอกเย้า

            “คุณโอลิเวอร์คงจะเป็นกำลังใจอย่างดีเลยสินะคะ เป็นฉัน ฉันก็มีกำลังใจค่ะ” คลาร่าหัวเราะ มองดูแก้มใสของคนป่วยที่ขึ้นสีเลือดระเรื่อขึ้นอย่างชัดเจน

            “ฉันไม่เคยนึกเลยนะคะว่าจะได้เห็นคุณโอลิเวอร์ใกล้ๆ แบบนี้ ตัวจริงหล่อจังเลยค่ะ” นางพยาบาลคนสวยจัดห้องตรวจดูอาหารเครื่องดื่มในตู้เย็นตามหน้าที่ ปากก็ชวนคุยไปด้วย

            “คนรู้จักคุณโอลิเวอร์เหรอคะ เอ่อ ฉันหมายถึงว่า ทำไมคุณถึงพูดว่าตัวจริงหล่อจัง มันหมายความว่ายังไงคะ” คิดว่าภาษารัสเซียของตัวเองไม่ได้เรื่องจึงฟังอะไรไม่ค่อยเข้าใจ ขวัญสรวงจึงถามคลาร่าด้วยความสงสัย

            “อ้าว ไม่ทราบว่าเขาว่าคุณโอลิเวอร์เป็นคนดังมากเลยนะคะ”

            “คะ…?” ขวัญสรวงครางอยู่ในคอ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ

            ถ้าโอลิเวอร์ไม่ใช่คนดัง เขาคงไม่ถูกลักพาตัวไปอยู่บนภูเขาแบบนั้นหรอก แถมยังถูกเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวนมากอีกต่างหาก

            “คุณโอลิเวอร์มาจากตระกูลดังมากค่ะ ครอบครัวของเขาเป็นผู้มีอิทธิพลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตระกูลญาติๆ ที่เกี่ยวดองกันก็มีอำนาจไม่แพ้กัน เป็นคนดังที่มีผู้หญิงหมายปองเยอะเลยล่ะค่ะ” คิดแล้วก็สงสัย ว่าทำไมคนป่วยตัวน้อยคนนี้ถึงได้จับจองหัวใจของโอลิเวอร์ได้อย่างอยู่หมัด

            เพราะเป็นนางพยาบาลประจำตัวพิเศษของขวัญสรวง จึงได้เห็นว่าโอลิเวอร์เป็นห่วงคนไข้คนนี้มากแค่ไหน เขาแทบจะไม่อยู่ข้างจากเตียงเลยด้วยซ้ำตอนที่ขวัญสรวงยังไม่ได้สติ จับมือเล็กของขวัญสรวงไม่ปล่อย เฝ้าอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งอาการเธอดีขึ้น เป็นภาพที่ชวนฝันโรแมนติกอย่างมาก อยากจะมีใครบางคนมองด้วยสายตาแบบนั้นบ้าง

            “ไม่เคยคุณโอลิเวอร์มีผู้หญิงเป็นตัวเป็นตนมาก่อนเลยค่ะ เขาดูแลคุณอย่างดีเลยนะคะตอนที่คุณยังไม่ได้สติ เห็นแล้วน่าอิจฉามากเลยค่ะ”

            ขวัญสรวงเองก็เขินมากที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็ยังมีเรื่องที่ติดใจสงสัยอยู่ไม่น้อย

            “ตระกูลของเขาใหญ่โตมากเลยใช่ไหมคะ” คนป่วยตัวน้อยเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยสบายใจ

            ถ้าบอกว่าเป็นผู้มีอิทธิพล แปลว่าเป็นมาเฟียไม่ใช่เหรอ นี่เธออยู่กับคนน่ากลัวแบบนั้นมาตลอดหลายวันเลยหรือนี่

            “ค่ะ รวยมาก แล้วก็มีอิทธิพลมากด้วยค่ะ” คลาร่าตอบ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

            “เคยได้ยินไหมคะ ตระกูลเกซีราฟน่ะค่ะ

 

            แน่นอนว่าขวัญสรวงไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ด้วยความช่วยเหลือของนางพยาบาลคนสวยที่ให้ยืมแท็บเล็ตมา เธอจึงเอามาค้นหาบนอินเทอร์เน็ตเพื่อตามหาตระกูลเกซีราฟอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่ได้รับรู้นั้น มันเกินกว่าที่คาดหมายเอาไว้มากมายทีเดียว

            “โหย ตระกูลใหญ่ขนาดนี้เชียว” ขวัญสรวงพึมพำกับตัวเอง เข้าใจแล้วว่าทำไมโอลิเวอร์ถึงมีอิทธิพลต่อคนร้ายพวกนั้นมาก ไม่ว่าเขาต้องการอะไร จนคนร้ายที่จับตัวไปเรียกค่าไถ่พร้อมทูลหัวทูลเกล้าถวายให้ทุกอย่าง แต่ก็น่าแปลกใจอยู่อีกอย่างหนึ่ง

            ในเมื่อโอลิเวอร์มากจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำไมคนร้ายพวกนั้นถึงยังกล้ามาจับตัวเขาไปเรียกค่าไถ่อย่างไม่กลัวตายแบบนั้นกัน

            และที่น่าตกใจก็เห็นจะเป็นผังตระกูลบ้านเกซีราฟนี่แหละ ที่กว้างขวางใหญ่โตจนน่าตกใจ มีประวัติของทุกคนที่ใช้นามสกุลนี้รวบรวมเอาไว้ทั้งหมด แต่ที่ขวัญสรวงสนใจก็มีเพียงแค่ประวัติของโอลิเวอร์คนเดียวเท่านั้น

 

            ชื่อเต็ม          โอลิเวอร์ เมืองแมน เกซีราฟ

            บิดา             โอดอล์ฟ ครองภพ เกซีราฟ[3]

            มารดา          มณฑาเทวี เกซีราฟ

            น้องชาย                 ออร์แลนโด แม้นเจ้า เกซีราฟ

            น้องสาว                 ออโรรา มิ่งระมิงค์ เกซีราฟ

 

            ประวัติของโอลิเวอร์มีบอกไว้อย่างละเอียดยิบ ไม่ว่าจะชื่อพ่อแม่น้องชายน้องสาว บอกมากระทั่งสถานศึกษา แม้ส่วนสูงยังมีบอกเอาไว้ ช่างเป็นข้อมูลที่เปิดเผยน่ากลัวอะไรขนาดนี้

            “ท่าทางจะเป็นตระกูลใหญ่จริงๆ นั่นแหละ” ขวัญสรวงพึมพำกับตัวเอง เธอมองภาพถ่ายของคนในครอบครัวเกซีราฟอย่างสนใจ ผู้ชายจะดูคล้ายกันมาก เช่นเดียวกับผู้หญิงที่คล้ายคลึงกันอย่างมากเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร สายตาถึงได้มองแต่รูปของโอลิเวอร์คนเดียวเท่านั้น

            “มองตัวจริงแทนไม่ดีกว่าเหรอ” เสียงทุ้มหนักเธอกระซิบใกล้ๆ ตัว ทำให้ขวัญสรวงสะดุ้งสุดตัว หันไปมองต้นเสียงอย่างตกใจ

            “คุณโอลิเวอร์” ขวัญสรวงตกใจมากเมื่อชายหนุ่มเข้ามาไม่ให้สุ้มเสียง พอหันไปมองก็ถูกจูบแก้มอย่างถนัดถนี่

            “สงสัยอะไรทำไมไม่ถามผม สงสัยอะไรอยู่เหรอ” โอลิเวอร์แปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะตามหานามสกุลของตนเจอด้วย ตอนแรกก็คิดว่าเธอรู้จักตัวเอง แต่เมื่ออยู่ด้วยกันก็มั่นใจว่าขวัญสรวงไม่รู้จักเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วเธอไปรู้จักนามสกุลเกซีราฟมาจากที่ไหน คิดเราก็อดสงสัยไม่ได้เลย

            “เอ่อ ขอโทษค่ะที่แอบ เอ่อ หาชื่อคุณในอินเทอร์เน็ต ก็คุณนางพยาบาลบอกว่าคุณเป็นคนดัง ฉันก็เลย” ขวัญสรวงอายที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้

            “งั้นเหรอ” ชายหนุ่มไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรแล้ว แค่แปลกใจว่าทำไมสาวเจ้าถึงได้รู้จักนามสกุลของตนเองเท่านั้น

            “แล้วเป็นยังไง ผมเป็นคนดังใช่ไหม” โอลิเวอร์ยิ้มกรุ้มกริ่ม แอบฉวยโอกาสอีกครั้งด้วยการจูบแก้มใสแรงๆ อีกที

            “คุณคะ” สาวน้อยเริ่มไม่พอใจ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ปากว่ามือถึง มือไม้ไวปานงูฉก นี่ถ้าหากว่าเขาเป็นงูขึ้นมาจริงๆ คงถูกเขาพ่นพิษใส่หลายลิตรแล้วแน่นอน

            “ทำไมครับ ก็บอกแล้วไงว่าคุณเป็นของผม ทำไมผมจะกอดจะจูบไม่ได้”

            “ฉันไม่ใช่ของของคุณนะคะ” หญิงสาวบอกเสียงเข้ม ได้เจอกันแค่ไม่นานทำไมเธอถึงกลายเป็นสมบัติของโอลิเวอร์ไปแล้วล่ะ

            “บอกแล้วไง ว่าผมเป็นเจ้าของคุณ ผมเป็นคนช่วยชีวิตคุณเอาไว้ คุณก็ต้องเป็นของผมสิ”

            ถ้อยคำที่แสนจะเห็นแก่ตัวนั้นทำให้ขวัญสรวงหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด จนเธออดโมโหตัวเองไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจเห็นแก่ตัวมากขนาดนี้เลยหรือ น่ากลัวจัง

            “แล้วหมอบอกว่ายังไง จะออกจากโรงพยาบาลได้ตอนไหน”

            “ยังไม่ได้คุยกับหมอเลยค่ะ คุณหมอติดธุระ บอกว่าจะเข้ามาดูอาการพรุ่งนี้ค่ะ” ขวัญสรวงบอกออกไปตามตรง เพราะไม่ว่ายังไงโอลิเวอร์ต้องรู้ความจริงอยู่แล้ว ไม่ว่าอะไรที่เขาต้องการ เขาก็สามารถได้มันมาไว้ในมือเสมอ

            เหมือนชีวิตของเธอนี่อย่างไรเล่า ตอนแรกคิดว่าจะตายอย่างอเนจอนาถกลางหิมะที่ไม่มีใครพบศพเสียแล้ว แต่มารู้สึกตัวอยู่ในโรงพยาบาลหรูหราเข้าแล้ว ทุกอย่างมาจากการช่วยเหลือของโอลิเวอร์ทั้งนั้น

            “สีหน้าก็ดีขึ้นแล้ว ดีจัง เดี๋ยวคงได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วล่ะ” แววตาของโอลิเวอร์แฝงความนัยบางอย่างเอาไว้ ขวัญสรวงไม่สบายใจเลยที่เห็นแบบนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสาวของตัวเองน่ะสิ

            “เอ่อ ขอถามอะไรอีกสักอย่างได้ไหมคะ” คนป่วยพยายามไม่สนใจสายตาน่ากลัวพวกนั้น เธอถามในสิ่งที่ตัวเองยังห่วงอยู่แทน

            “ว่ามาสิ” โอลิเวอร์พูดใจกว้าง ต่อให้ขวัญสรวงจะขอร้องอ้อนวอนว่าอยากกลับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไร ก็แค่ทำใจแข็งเข้าไว้ สาวเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ตัดสินใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป ขวัญสรวงจะอยู่ในความดูแลคุ้มครองของเขา และมันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป

            “ข้าวของของฉัน พวกคนร้ายคงโยนทิ้งไปหมดแล้วใช่ไหมคะ”

            รู้สึกเสียดายเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เหลือเกิน จริงอยู่ที่ว่าเมล็ดพันธุ์พวกนั้นมันคงปลูกไม่ขึ้นในหิมะ แต่ก็ใช่ว่าหิมะจะปกคลุมพื้นดินไปตลอดปีตลอดชาติ ลองเอามาปลูกดูหน่อยก็ไม่เสียหาย เมื่อถูกทิ้งขว้างไปแบบนั้นก็เสียดายเหลือเกิน

            “หมายถึงโทรศัพท์” เสียงของโอลิเวอร์เข้มขึ้น เขายังไม่พอใจจนถึงตอนนี้ กับข้อความที่เหมือนจดหมายลาตายของเธอ ยังจำความรู้สึกหวาดกลัวพวกนั้นได้ดีจนถึงเวลานี้

            “เอ่อ” ขวัญสรวงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ โอลิเวอร์ถึงได้ทำท่าโกรธขึ้นมา เธอพูดจาอึกอักจะร้องไห้ให้ได้

            “หมายถึงกระเป๋าเดินทางของฉันน่ะค่ะ พวกเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย แล้วก็ตัวอย่างดินด้วยค่ะ” สาวน้อยทำหน้าเศร้า สิ่งที่เธอทำแล้วมีความสุขมากที่สุด ก็คือการบำรุงดูแลต้นไม้ให้เจริญเติบโตงอกงาม ยิ่งมันสูงใหญ่มากแค่ไหนก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น พอรู้ว่ามันหายไปแบบนั้นก็อดเสียดายไม่ได้

            “เดี๋ยวจะลองตามหาให้ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มถอนหายใจ เห็นเธอกลัวไม่กล้าอารมณ์เสียใส่อีก

            น่าสงสารตัวเองเหลือเกิน ขนาดว่าสาวเจ้ายังไม่รู้ตัวก็กลัวลนลานได้ขนาดนี้ ถ้าขวัญสรวงได้รู้ความจริงที่ว่าเขากลัว เอ๊ย เกรงใจเธอมากแล้วทำตัวร้ายกาจขึ้นมา จะกลายเป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนก็ไม่รู้

            “ขอบคุณมากค่ะ” ขวัญสรวงยกมือไหว้ด้วยความขอบคุณ จนโอลิเวอร์ต้องจับมือเธอเอาไว้ ไม่อยากให้สาวน้อยมาไหว้ตัวเองปลกๆ แบบนี้เลย

            “เมล็ดพันธุ์อะไรเหรอ” เพราะไม่อยากเห็นคนตัวเล็กต้องทำหน้าเศร้าลนลานตลอดเวลา จึงชวนคุยไปเรื่องอื่น

            “ส่วนมากเป็นไม้ดอกจากเมืองไทยที่ปลูกง่ายน่ะค่ะ เป็นไม้พุ่มอะไรเล็กๆ แบบนั้นน่ะค่ะ แต่ความจริงฉันตั้งใจว่าจะลองเพาะพันธุ์พืชชนิดใหม่ที่นี่ดู มันคงสนุกดีค่ะ ถ้าได้ปลูกต้นไม้ที่นี่ ดอกไม้ด้วย เป็นดอกไม้สีสดๆ เป็นไม้พุ่มสวยๆ แล้วก็มีกลิ่นหอม” เวลาที่ขวัญสรวงพูดถึงต้นไม้ใบหญ้า ริมฝีปากอิ่มนั้นก็ยิ้มกว้างตลอดเวลา สายตาของเธอดูอ่อนโยนมีความสุขมากจริงๆ

            โอลิเวอร์ไม่แน่ใจว่าตัวเองงี่เง่าเกินไปหรือเปล่า ที่รู้สึกหึงแม้กระถางต้นไม้ดอกไม้อย่างนี้

            แต่ก็ต้องโทษว่าเป็นเพราะรอยยิ้มแสนหวานของสาวเจ้านั่นแหละ ทำไมพูดถึงดอกไม้แล้วทำท่าเหมือนมีความรักแบบนี้ ใครจะไม่งอนล่ะ

            “เอ่อ ฉันขอโทรศัพท์ของฉันคืนได้ไหมคะ” ขวัญสรวงพูดกับโอลิเวอร์อีกครั้ง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ไม่อยากให้เขาต้องอารมณ์เสียอีก

            “จะเอาไปทำไม” โอลิเวอร์ถามเสียงเรียบ จนอ่านอารมณ์ไม่ออก

            “ฉันจะโทรติดต่อเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันสิคะ ป่านนี้พวกเขาคงมาถึงแล้ว ฉันเดินทางล่วงหน้ามาก่อนค่ะ แต่ไม่คิดว่าจะถูกคนเลวจับตัวไปแบบนั้น”

            โอลิเวอร์ถึงกับสะอึก เขากระแอมไอให้คอโล่งก่อนจะยอมพยักหน้าให้คนตัวเล็ก

            “ว่าแต่สถาบันพฤกษศาสตร์ที่คุณทำงานอยู่ อยู่ที่ไหนเหรอ” โอลิเวอร์ภาวนาขอให้เป็นที่มอสโก[4] เพราะเขาเองปักหลักทำงานอยู่ที่นั่นมานานแล้ว ถ้าขวัญสรวงไปอยู่ที่นั่นด้วยก็ดีเลย จะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา

            “มอสโกค่ะ”

         “ดีจัง” คนตัวโตยกยิ้มอ่อนหวาน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ ขวัญสรวงรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนไข้กลับ ไม่แน่ใจว่ามันจะดีสำหรับเขายังไง

            “หิวหรือยัง ผมซื้ออาหารมาให้ลองชิมเยอะเลยล่ะ” เป็นอีกครั้งที่โอลิเวอร์เปลี่ยนเรื่องคุย ป่านนี้แล้วคนไข้คงจะหิวอยู่เหมือนกัน อยากให้เธอสุขภาพแข็งแรงโดยไว ก็เลยไปเลือกอาหารชื่อดังรวมถึงของหวานหลายอย่างมาให้ ดูจากท่าทางแล้ว ขวัญสรวงคนนี้คงไม่หวั่นไหวกับความร่ำรวยเงินทองของเขาแน่ มีก็แต่ของกินนี่แหละ ที่พอจะทำให้สาวสาวอารมณ์ดีขึ้นได้บ้าง สังเกตเห็นตอนที่อยู่ด้วยกันที่บ้านพักแล้ว

            “คุณไม่น่าจะลำบากขนาดนี้เลยค่ะ” ขวัญสรวงบอกด้วยความเกรงใจ ทั้งที่เพิ่งจะได้รู้จักกัน แต่เธอก็ต้องรบกวนโอลิเวอร์อยู่หลายครั้ง ไหนจะเรื่องโรงพยาบาล ไหนจะอาหารการกิน กลัวว่าจะทำให้เขาระอาใจเข้าสักวัน

            “ไม่ได้ลำบากอะไรเลย เพิ่งมาถึงรัสเซียทั้งที ผมเลยอยากให้คุณได้ลองกินอะไรอร่อยๆ ดูบ้างน่ะ”

            ร่างสูงลุกออกจากเตียงคนไข้ จัดแจงเตรียมใส่ลงในจานทันทีด้วยตัวเอง ท่าทางคล่องแคล่วของเขามองแล้วเพลินตาอย่างบอกไม่ถูก ขวัญสรวงจึงลืมตัวเผลอมองอยู่นานสองนาน จนกระทั่งโอลิเวอร์กลับมาพร้อมกับอาหารน่ารับประทานหลายอย่าง

            “แล้วยาล่ะ” ชายหนุ่มถามถึงยา ที่มั่นใจว่าคนตัวเล็กจะต้องกินอีกหลายอย่างด้วย เห็นแล้วก็สงสาร ผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ไม่น่าจะมาเจอเรื่องอันตรายแบบนี้เลย

            ขนาดคนที่อยู่กับหิมะมาตลอดทั้งชีวิตอย่างตัวเองแทบจะรับมือไม่ไหว แล้วนับประสาอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่เมืองร้อนมาตลอดทั้งชีวิตอย่างขวัญสรวงล่ะ

            “เดี๋ยวคุณพยาบาลคงเอามาให้ค่ะ” ขวัญสรวงตอบไปตามที่ตัวเองเข้าใจ โอลิเวอร์จึงพยักหน้า

            “งั้นก็กินข้าวกันเถอะ จะได้แข็งแรงขึ้น”

            “แล้วเรื่องโทรศัพท์ของฉันล่ะคะ” คนป่วยยังเป็นห่วงเรื่องการติดต่อกับคนอื่น กลัวว่าจะทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง ที่ตัวเองหายตัวมาลึกลับแบบนี้

            “กินข้าวก่อนแล้วค่อยคุย แล้วผมจะขอยึดโทรศัพท์ไว้ตามเดิม”

            “ทำไมต้องเป็นแบบนั้นล่ะคะ” สาวน้อยไม่เข้าใจ โอลิเวอร์ดูไร้เหตุผลเข้าไปทุกที จนเริ่มจะโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว จริงอยู่ว่าเขาเป็นคนช่วยชีวิตเธอเอาไว้ แต่นี่มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอไม่ใช่หรือ

            “หรือว่าไม่อยากได้โทรศัพท์คืนแล้วล่ะ” โอลิเวอร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ขวัญสรวงก็เลยต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ไม่ว่าอะไรอีก

            “อ้อ ผมลืมให้คุณเซ็นชื่อไปเลย นี่เป็นเอกสารของทางโรงพยาบาลนะ เซ็นให้หน่อยนะ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยดูก็ได้” สายตาของชายหนุ่มเป็นประกาย ยิ้มสมใจเมื่อหญิงสาวพูดขึ้นอย่างงอนๆ

            “เอามาให้ฉันตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ” ขวัญสรวงหิวแล้วและไม่อยากคุยกับเขาแล้วด้วย ถ้าเซ็นชื่อเสร็จจะได้กินข้าว จากนั้นก็จะได้นอนพักไม่ต้องมาทะเลาะกับโอลิเวอร์อีก เธอลงชื่อในเอกสารอย่างรวดเร็ว คงให้ลงลายมือชื่อคนป่วยอะไรประมาณนั้น จึงไม่ได้สนใจอะไรอีก เท่าที่อ่านผ่านตาคงจะเป็นอย่างนั้น ก็เลยไม่ระแวงว่าชายหนุ่มเล่นแง่อะไรหรือเปล่า

            “กินข้าวกันครับ จะได้พักผ่อน” ชายหนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตักอาหารใส่จานให้คนป่วยอย่างเอาใจ

            เมื่อขวัญสรวงเริ่มรับประทานอาหารเงียบๆ โอลิเวอร์ก็มองลายมือชื่อในเอกสารอย่างพอใจ

            ได้ลายเซ็นของขวัญสรวงมาแล้ว จะทำอะไรก็ง่ายขึ้นกว่าเดิม สาวเจ้าของไม่รู้ตัวแน่ๆ ว่ากำลังจะได้เปลี่ยนนามสกุลแล้ว

            ขวัญสรวง เกซีราฟ ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะอะไรอย่างนี้ ฮิๆ

 

            “แล้วคุณไม่กินด้วยเหรอคะ” คนไข้หันไปถามคนตัวโตที่นั่งอยู่ด้วยกัน ไม่เห็นเขากินอะไรเลยจึงแปลกใจ

            “กินสิครับ” เพราะไม่อยากไห้ขวัญสรวงจับผิด โอลิเวอร์ก็ยอมกินอาหารด้วย รอยยิ้มไม่เคยหายไปจากใบหน้าเลย

            “ว่าแต่ ค่ารักษาพยาบาลแพงมากไหมคะ” ขวัญสรวงยังกังวลเรื่องนี้ เคยถามไปแล้วตามไม่ได้คำตอบจากเขาเสียที ไม่รู้จะเล่นแง่อะไรนักหนา หรือกำลังหาทางกลั่นแกล้งเธอก็ไม่รู้

            “ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เราค่อยคุยกันอีกทีตอนถึงมอสโกก็ได้ ตอนนี้พักผ่อนก่อนเถอะ ยังไม่หายดีไม่ใช่เหรอ”

            “ค่ะ” เสียงหวานรับคำแผ่วเบา จนถึงตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งไม่ต่างจากก้อนหินเลย เรี่ยวแรงก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงมันอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว เนื้อตัวก็เหมือนฉีกเป็นริ้วๆ อย่างไรอย่างนั้น จนนึกอยากจะย้อนเวลากลับไปหาตัวเองตอนนั้น แล้วจะขอร้องอ้อนวอนไม่ให้ทำตัวแบบนั้นอีก

            จนถึงตอนนี้ ร่างกายก็ยังประท้วงการกระทำที่โง่เขลาด้วยอาการเจ็บปวดระบมไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว

            “แล้วแผลที่หัวเข่าเป็นไงบ้าง” โอลิเวอร์ถามถึงแผลที่ใหญ่ที่สุดของคนตัวเล็ก มันเป็นแผลลึกพอสมควร น่ากลัวว่าจะเป็นแผลเป็น แต่เขาจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด

            “ยังตึงๆ อยู่ค่ะ แต่คิดว่าอีกเดี๋ยวก็คงดีขึ้นเอง” ขวัญสรวงตอบ คิดว่าตัวเองคงไม่ได้อ่อนแออะไรขนาดนั้น ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ไม่นานแผลก็คงจะหายเป็นปกติ

            “คิดยังไงถึงได้ทำแบบนั้นนะ” ชายหนุ่มส่ายหัว มันเป็นความรู้สึกที่ยังขมปร่าอยู่ในปาก ถ้าหากตามหาตัวเธอไม่เจอ ตอนนี้ก็คงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้

            สิ่งที่มันทำร้ายจิตใจของเขาที่สุด ก็เห็นจะเป็นข้อความในโทรศัพท์ของเธอนั่นล่ะ มีอย่างที่ไหน เหมือนจดหมายลาตายแบบนั้น ใครอ่านเขาก็ต้องเข้าใจไปในทางเดียวกันทุกคน

            “รู้ไหมว่าผมกลัวแค่ไหน ตอนที่อ่านข้อความในโทรศัพท์ของคุณน่ะ” โอลิเวอร์ไม่เหลือความอยากอาหารอีกแล้ว เขาวางช้อนลง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากอกเสื้อ

            จำได้ว่านั่นเป็นโทรศัพท์ของตัวเอง ขวัญสรวงจึงยื่นมือไปขอรับมันคืนมาเงียบๆ

            “ขอบคุณค่ะ” เธอพูดเสียงค่อย หลบสายตาชายหนุ่มไม่ยอมจะมองตาด้วยนานๆ

            “เดี๋ยวก่อน คุยกันก่อน” ชายหนุ่มดึงมือกลับ ไม่ยอมคืนให้ดีๆ

            “คุณโอลิเวอร์คะ ฉันต้องโทรไปบอกทุกคนค่ะ” ขวัญสรวงบอกอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

            “โอลี่” โอลิเวอร์บอกชื่อเล่นของตนเอง เขาไม่ต้องการให้เธอทำตัวห่างเหินจากตัวเอง

            “เอ่อ โอลี่ค่ะ ขอโทรศัพท์ฉันคืนนะคะ” คนตัวเล็กบอกเสียงอ้อนๆ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นคนแบบนี้ ต้องมาออดอ้อนทำตัวน่ารักให้ผู้ชายเห็นใจ นี่ใช่ขวัญสรวงตัวจริงหรือนี่

            “โทรศัพท์ของคุณดูเหมือนจะไม่มีเงินนะ เอาของผมไปใช้แทนดีกว่า”

            “เอ่อ” ขวัญสรวงยังตั้งตัวไม่ทัน โอลิเวอร์จึงจัดแจงหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองส่งให้กับคนตัวเล็กไป

            “โทรศัพท์ของคุณไม่มีเงินหรอก ใช้ของผมดีกว่า” ชายหนุ่มบอกอย่างใจป้ำแต่ขวัญสรวงไม่อยากรบกวนเขาไปมากกว่านี้

            แต่พอลองกดดูยอดเงินในโทรศัพท์ พบว่าเงินหายเกลี้ยง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเติมเงินอย่างไรด้วย

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันส่งเป็นอีเมลแทนดีกว่า” ใช่ว่าการติดต่อจะต้องเป็นการโทรหาอย่างเดียวนี่นา ยังสามารถส่งอีเมลหรือข้อความให้ได้

            “ทำแบบนี้มันไม่เสียมารยาทเหรอ แล้วอีกอย่าง กว่าจะมีคนอ่านอีเมล มันไม่ช้าไปเหรอ” โอลิเวอร์ให้เหตุผล ขวัญสรวงก็เถียงไม่ออก

            “ใช้เบอร์ผมเถอะ รีบโทรจะได้จบเรื่อง ไม่กล้าว่าทางโน้นจะเป็นห่วงเหรอ”

            ทีแบบนี้ล่ะทำมาเป็นห่วงเดือดร้อนแทน ขวัญสรวงได้แต่ส่ายหน้าให้ชายหนุ่มอย่างระอาใจ แต่สุดท้าย ก็ยอมใช้โทรศัพท์ของเขาโทรไปหาหัวหน้า เพราะไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงมากไปกว่านี้

            ขวัญสรวงค้นหารายชื่อเบอร์โทรศัพท์หัวหน้าอย่างเจนภพจากโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แล้วใช้โทรศัพท์มือถือของโอลิเวอร์โทรไปหา เพราะโทรศัพท์ของตัวเองไม่มีเงินเลยนั่นเอง

            “สวัสดีค่ะหัวหน้า” ขวัญสรวงกรอกเสียงไปตามสาย เมื่อเจนภพรับสายแล้ว

            “สวัสดีครับ นั่นใครครับ” เจนภพถามกลับด้วยความแปลกใจ เพราะไม่รู้จักเบอร์ที่โทรเข้ามาก่อนเลย

            “นี่ขวัญเองค่ะ” สาวน้อยตอบ ก็จะได้ยินเสียงหัวหน้าทักทายกลับมาอย่างดีใจ

            “เป็นยังไงบ้างเรา เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแล้วเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้อยู่ไหน พวกเรามาถึงมอสโกแล้วนะ” เจนภพถามกลับเป็นชุด ทำให้ขวัญสรวงหัวเราะน้อยๆ ไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนเลย

            “ตอนนี้ขวัญอยู่ เอ่อ ขวัญมาทำธุระต่างเมืองนิดหน่อยค่ะ ถ้าไปถึงมอสโกแล้วขวัญจะรีบโทรหาอีกทีนะคะ” ขวัญสรวงไม่กล้าตอบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องขึ้นมา ที่บ้านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว กลัวว่าจะทำให้คนอื่นต้องเป็นห่วงเปล่าๆ

            “พี่เองก็เป็นห่วง ก่อนหน้านี้ติดต่อเราไม่ได้เลย”

            “ขอโทษค่ะ พอดีมีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

            “มีอะไรให้พี่ช่วยไหม” เจนภพเป็นห่วงขวัญสรวงมาก เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียว ทำอยู่ที่รัสเซียแบบนี้ก็ยิ่งน่าห่วง

            “ไม่เป็นไรค่ะ อีกเดี๋ยวขวัญก็ได้กลับมอสโก แล้วคนอื่นๆ เป็นยังไงบ้างคะ”

            ตอนนี้เพื่อนคนอื่นก็น่าจะมาถึงกันทุกคนแล้ว ขวัญสรวงกลัวว่าอาจจะทำให้ทุกคนต้องเป็นกังวล

            “เพิ่งเดินทางมาถึงกันเนี่ยแหละ เหลือแต่เราคนเดียวแล้ว รีบกลับมาได้แล้วนะ” ชายหนุ่มพูดติดตลก ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนพูดแทรกเข้ามา

            “ขวัญ พยาบาลเอายามาให้แล้ว มากินยาก่อนนะ”

            “นั่นเสียงใครน่ะ” เจนภพถามลูกน้องสาว มั่นใจว่าตัวเองได้ยินเสียงผู้ชาย และเป็นภาษาไทยด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าใครคนนั้นเป็นใครและเกี่ยวข้องยังไงกับขวัญสรวง

            “เอ่อ เขาเป็นคนรู้จักของขวัญน่ะค่ะ” ขวัญสรวงเลือกตอบไปแบบนั้น ก่อนจะหลบสายตาโอลิเวอร์ เมื่อเขามองมาอย่างไม่ค่อยพอใจ

            แต่เธอพูดอะไรผิดล่ะ ก็ในเมื่อเป็นแค่คนรู้จักกันเท่านั้น ถึงแม้เขาจะบอกว่าตอนนี้เธอเป็นของเขาก็ตาม แต่ใครจะยอมทำตามง่ายๆ ล่ะ ไม่มีทางซะหรอก

            “ขวัญ! ผมบอกให้มากินยา” โอลิเวอร์จงใจพูดเสียงดังให้ปลายสายได้ยินด้วย ขวัญสรวงก็เริ่มร้อนรนขึงตาใส่เขาอย่างหัวเสีย

            “พี่เจนภพคะ ขวัญขอวางสายก่อนนะคะ แล้วขวัญจะโทรหาอีกทีค่ะ” ขวัญสรวงรีบตัดบท กลัวว่าความจะแตกว่าตัวเองอยู่กับผู้ชาย ถึงแม้ว่ามันคงจะไม่เป็นความลับแล้วก็ตามที

            “ครับ แล้วพี่โทรหาขวัญได้ที่เบอร์นี้ใช่ไหม” เจนภพยังเป็นห่วง ใจจริงอยากจะคุยกันให้นานกว่านี้ แต่ท่าทางของขวัญสรวงดูไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยแล้ว ก็เลยไม่อยากเซ้าซี้อะไรอีก แต่ก็ยังติดใจเรื่องเบอร์โทร เพราะก่อนหน้านี้ติดต่อหาเธอไม่ได้เลย

            “โทรหาเบอร์เก่าของขวัญก็ได้ค่ะ แต่ถ้ายังไงถ้าโทรไม่ติด โทรมาเบอร์นี้ก็ได้ค่ะ” เพราะไม่รู้ว่าโทรศัพท์ของตัวเองจะมีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า ขวัญสรวงเลยตัดสินใจบอกไปแบบนั้น นั่นทำให้โอลิเวอร์รู้สึกพอใจขึ้นมาได้เล็กน้อย

            “ครับ แล้วเจอกันครับ ถ้ามาถึงมอสโกแล้วโทรหาพี่ด้วยนะครับ”

            “ค่ะ พี่เจนภพ

            “ค่ะ พี่เจนภพ” โอลิเวอร์พูดล้อเลียนหญิงสาว ทำให้ขวัญสรวงต้องขึงตาใส่อย่างโมโห

            ดีนะที่วางสายไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเจนภพต้องได้ยินเสียงแน่นอน

            “กินยาก่อนนะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พรุ่งนี้เราคงได้กลับมอสโกกัน” ชายหนุ่มเป็นคนส่งยาให้รวมถึงแก้วน้ำด้วย ขณะที่คลาร่ามองยิ้มอยู่ห่างๆ

         “ขอบคุณที่คุณช่วยเหลือฉันมาตลอดนะคะ ถ้าฉันเก็บเงินได้ ฉันจะขอค่อยๆ ทยอยคืนคุณนะคะ” ขวัญสรวงบอกหลังจากที่กินยาเรียบร้อยแล้ว

            “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะแวะเข้ามาหา คืนนี้ผมมีธุระต้องไปดินเนอร์กับลูกค้า คืนนี้นอนคนเดียวคงไม่เป็นไรใช่ไหม” โอลิเวอร์กลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ แววตาสับสนงุนงงของขวัญสรวงมองดูแล้วช่างน่ารักเหลือเกิน

            ขวัญสรวงไม่เข้าใจเลยว่าในหนึ่งนาที ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้เปลี่ยนแปลงอารมณ์ไวขนาดนี้กันหนอ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            “นอนคนเดียวได้นะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะกลับดึกเปล่า ไม่รู้ว่าลูกค้าคนสวยจะชวนไปที่ไหนต่อไหม” คนพูดดูชอบอกชอบใจกับอะไรบางอย่าง ขวัญสรวงมองแล้วก็แสนจะหมั่นไส้นัก เขาคงไม่อยากให้เธอหึงล่ะมั้ง ไม่อยากเชื่อว่าคนโอลิเวอร์จะทำตัวแบบนี้ด้วย

            “ไม่เอาน่ะ อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนี้สิ หึงอยู่เหรอ”

            ขวัญสรวงตกใจที่เขาพูดแบบนั้น ช่างเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองเหลือเกินนะ เธอไม่ได้รู้สึกแบบนั้นสักหน่อย แต่พอเห็นเขายิ้มกว้างขึ้นเท่าไหร่ ก็ชักจะอารมณ์เสียแล้วเหมือนกัน

            ลูกค้าคนสวยงั้นเหรอ ก็คงจะสวยจริงๆ อย่างที่เขาว่านั่นแหละ คงจะเหมือนที่คลาร่าเคยบอกไว้ มีผู้หญิงมากมายที่ต่อคิวอยากจะได้ควงกับเขาสักคืน ตัวเธอเป็นใครมาจากไหนกัน ถึงได้มาอยู่ข้างกายโอลิเวอร์ เกซีราฟ แบบนี้

            “ไม่ต้องกังวลหรอกนะ ผมมีแค่คุณคนเดียวเท่านั้นแหละ”

            ขวัญสรวงแทบจะลอยบนอากาศ ถ้าหากว่าคนพูดไม่โน้มหน้ามาจูบแก้มใสของเธอเบาๆ

            “คุณ” เสียงหวานแว้ดใส่อย่างลืมตัว ยกมือมาทาบแก้มตัวเองอย่างโมโห แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองดูโอลิเวอร์เดินออกจากห้องพักเกินไปอย่างอารมณ์ดี

            “ผู้ชายคนนี้นี่มัน” เธอพึมพำตามหลังก่อนจะทาบมือลงกับแก้มที่ยังร้อนวูบวาบของตัวเอง

            ตอนที่โอลิเวอร์ประตูห้องออกไปนั้น ขวัญสรวงเห็นผู้ชายใส่สูทชุดดำอยู่หลายคนอยู่หน้าห้องตัวเอง พวกเขาคงจะเป็นบอดี้การ์ดให้มาเฟียหนุ่ม แล้วก่อนที่ประตูจะปิด เธอเห็นใครคนหนึ่งที่คุ้นเคยบอกไม่ถูก เขาตัวสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากโอลิเวอร์เลย แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน

            “ทำไมหน้าคุ้นจัง” คนไข้พูดกับตัวเองหลังจากที่ประตูปิดลงแล้ว

            “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะคะ” คลาร่าเดินเข้ามาถามเพราะได้ยินไม่ค่อยถนัด เผื่อว่าขวัญสรวงจะต้องการอะไร

            “อ้อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” ขวัญสรวงส่งยิ้มให้กับนางพยาบาลคนสวย ก่อนจะล้มตัวลงนอนตามเดิม

            อากาศที่นี่หนาวจัดจับใจ หิมะก็ยังโปรยปรายไม่ขาดสาย ไม่รู้ว่ามอสโกจะเป็นอย่างไรด้วย

            “ที่นี่อากาศหนาวแบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ” คนป่วยชวนนางพยาบาลคุย คลาร่าที่กำลังเก็บจานอาหารก็หันมายิ้มให้เล็กน้อย

            “ก็ประมาณนี้ค่ะ ไม่ชอบหิมะเหรอคะ”

            “ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอกค่ะ แต่ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย มันเหมือนจะจับต้องไม่ได้ทั้งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแท้ๆ” พูดไปแล้วขวัญสรวงก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ว่าตั้งใจจะบอกอะไรกันแน่

            เพราะหิมะนั้นไม่นานมันก็ละลายหายไป ราวกับว่าพายุที่พัดโถมก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อนเลย

            “มันคงเหมือนกับความรู้สึกเรามั้งคะ” คลาร่าว่า แล้วก็พูดต่อด้วยรอยยิ้ม

            “เรารู้ว่ามันมีอยู่ เราจับต้องมันไม่ได้ ใช่ไหมคะ”

            “มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ” ขวัญสรวงยิ้มให้ มันจริงอย่างที่นางพยาบาลคนสวยบอก เพิ่งรู้ว่ามันมีอยู่จริง แต่บางครั้งมันก็หายไป เหมือนกับความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจตอนนี้ มีอะไรบางอย่างบอกว่ามันไม่ชอบมาพากล แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

            “ต้องการอะไรอีกไหมคะ ฉันออกไปแล้วค่ะ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันว่าจะนอนพักแล้ว ขอบคุณนะคะที่เป็นเพื่อนคุย”

            “ด้วยความยินดีค่ะ” นางพยาบาลบอกก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ขวัญสรวงจึงมีเวลาอยู่คนเดียวได้คิดอะไรตามลำพัง

            โอลิเวอร์ต้องการอะไรจากเธอกันแน่ ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

            เอ่อ ที่จริงแล้วเธอพอจะรู้ว่าเขาต้องการอะไรจากตัวเอง แต่ถ้าหากว่าเขาได้ความสาวของเธอไปแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นเหมือนนิยายที่เคยอ่านหรือเปล่าหนอ

            ได้แล้วก็ทิ้ง มันเป็นนิสัยของพวกมาเฟียไม่ใช่หรือ

            “คิดอะไรไม่เข้าท่า” ขวัญสรวงด่าตัวเองเมื่อเริ่มเพ้อเจ้อเข้าไปทุกทีแล้ว

 

            ในขณะเดียวกันนั้นเอง

            โอลิเวอร์ยังไม่ค่อยไว้ใจว่าขวัญสรวงโทรหาใครกันแน่ เขาใช้โทรศัพท์ของตัวเองต่อสายไปเบอร์โทรล่าสุดที่หญิงสาวโทรออก ก่อนจะยกมันขึ้นแนบหู ระหว่างที่เดินทางไปพบลูกค้า

            “มีอะไรรึเปล่าขวัญ” เจนภพรับสายอย่างรวดเร็ว เขาบันทึกเบอร์นี้ไว้ว่าเป็นเบอร์โทรของขวัญสรวงแล้ว จึงคิดว่าเป็นหญิงสาวที่โทรกลับมาอีกครั้ง

            “คุณเป็นอะไรกับขวัญ” โอลิเวอร์ถามเสียงเข้ม ไม่คิดจะแนะนำตัวให้อีกฝ่ายได้รู้จัก เขาแค่อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนเท่านั้น

            “แล้วคุณเป็นใครครับ” เจนภพขมวดคิ้ว เดาไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร หรืออาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักพฤกษศาสตร์ที่มาทำงานด้วยกันที่รัสเซีย

            “คุณเป็นใคร เป็นอะไรกับขวัญ” มาเฟียหนุ่มเริ่มไม่สบอารมณ์ ไม่เคยมีใครย้อนใส่แบบนี้มาก่อน แล้วผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน แล้วยังดูสนิทสนมกับขวัญสรวงมากด้วย เขาถามซ้ำไม่คิดจะตอบคำถามของอีกฝ่ายเลย

            “ถ้าจะถามเรื่องระหว่างผมกับขวัญล่ะก็ ผมเป็นแฟนกับขวัญครับ”



[1] ไซบีเรียนฮัสกี (Siberian Husky) เป็นสุนัขขนาดกลาง ขนฟูแน่น จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน มีต้นกำเนิดทางตะวันออกของไซบีเรีย เป็นสุนัขที่ใช้ลากเลื่อนหิมะ หน้าตาคล้ายหมาป่า เป็นสุนัขที่ฉลาด ไฮเปอร์ตื่นตัว พลังงานสูง สมาธิค่อนข้างสั้น รักอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เข้าขั้นเรียกว่า ดื้อ ขี้บ่น ขี้เถียง ฝึกยาก เป็นนักทำลายข้าวของตัวยง แต่ไซบีเรียนเป็นสุนัขที่เป็นมิตรกับทุกคน

[2] สโนว์โมบิล (Snowmobile) รถเล็กสำหรับวิ่งบนหิมะ

[3] โอดอล์ฟ ครองภพ เกซีราฟ และ มณฑาเทวี จากนิยายเรื่อง สิเน่หาราตรี เขียนโดย มิรา

[4] มอสโก (อังกฤษ: Moscow; รัสเซีย: Москва́) เป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การศึกษา และ การเดินทางของประเทศ เมื่อสมัยครั้งที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลาย กรุงมอสโกก็ยังเป็นเมืองหลวงของสหภาพโซเวียตอีกด้วย


Talk...

Song :: กลัว – ปาล์มมี่

โถถถถ อิป๋า ทำไมเป็นคนแบบนี้

เป็นหมาเจ้าเล่ห์มากค่ะ น่าถีบมาก โอย ปวดหัว

มาลุ้นกันค่ะ ว่าหมาโอลี่จะบ้ากะล่อนได้ถึงไหน

เขียนไปก็หมั่นไส้ไปค่ะ หัวเราะimageimage


มู่ฝากนิยายชุดนี้เอาไว้ทั้งชุดเลยนะคะ

จะวางขายตามร้านหนังสือปลายเดือนนี้ค่ะ

แต่ตอนนี้สามารถสั่งซื้อผ่านทาง สนพ ได้เลยนะคะ

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ กดที่รูปได้เลยนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 141 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #25 noynongsin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 18:43
    ซวยแล้นๆๆๆ
    #25
    0
  2. #24 Nampooh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 06:38
    เจ้าเล่ห์สุดดดดด
    #24
    0
  3. #23 fastfang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 21:42
    โอ้ยยย ร้ายทั้งบ้านจริงๆ ตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว5555
    #23
    0
  4. #22 demuayy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 20:29
    โอลี่เอ้ยยยย555555
    #22
    0
  5. #21 kek_jung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 19:27
    หมาโอลี่นี่ร้ายจริงๆๆๆๆๆ
    #21
    0
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(