ร่ายหิมาลัย (นิยายชุด เพียงพิมาน)

ตอนที่ 2 : Amour Snow ❄️01 May We Meet Again

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,910
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

Amour Snow 01

May We Meet Again

 

         “โอลี่ ไม่ ไม่นะคะ” เสียงหวานของขวัญสรวงสั่นพร่า เมื่อถูกกดตรึงอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่ของชายที่เพิ่งจะได้รู้จักกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง

            ฝ่ามือหยาบใหญ่ลูบไล้ฟอนเฟ้นร่างกายของเธออย่างหยาบโลน ทำให้น้ำตาหลั่งรินครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความหวาดผวา ร่างเล็กสั่นระริกราวกับใบไม้ต้องลม แต่ไม่ได้ทำให้คนใจร้ายที่คร่อมร่างอยู่สะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

            “ได้โปรด” เสียงหวานของขวัญสรวงฟังดูหวาดผวา แต่มันกลับยิ่งทำให้หมาป่าตัวใหญ่ฮึกเหิมเป็นเท่าตัว

            “ผมก็ให้คุณอยู่นี่ไง” เสียงทุ้มหนักพูดเอาแต่ใจเอาแต่ได้ ตอนนี้ไม่ใช่ขวัญสรวงแล้วเป็นขวัญเสียต่างหาก

            สาวน้อยดิ้นรนสุดกำลัง แต่เรี่ยวแรงของเธอไม่มีผลต่อโอลิเวอร์เลยแม้แต่น้อย กำปั้นที่ระดมทุบตีร่างสูงใหญ่นั้นไม่ต่างจากเม็ดฝนนุ่มๆ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลย

            “ไม่เอาแบบนี้ ฉันขอร้อง” ขวัญสรวงสะอื้นไห้ เธอขวัญเสียจริงๆ กลัวจนหัวใจจะหยุดเต้นได้อยู่แล้ว โอลิเวอร์ก็ไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเห็นใจเลยด้วยซ้ำ

            “คนเลว” เสียงของเธอสั่นสะอื้น สะท้านสุดตัวครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเรียวปากร้อนแนบลงกับหน้าท้อง เขาดูดเม้มจนเจ็บแปลบขึ้นสมอง หลงเหลือความร้อนผ่าวที่แทรกซึมผ่านผิวหนังเข้ามาอย่างน่ากลัว

            “เท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วล่ะ” โอลิเวอร์พูดอย่างพอใจ หลังจากถอนจูบออกแล้ว

            จะไม่ให้พอใจได้อย่างไร ก็ตอนนี้ร่างกายของขวัญสรวงไม่เป็นความลับกับเขาอีกต่อไปแล้ว ถึงจะไม่ได้สึกหรออะไรมากนัก แต่เรื่องแบบนี้ สมควรจะเป็นคนรักหรือสามีของเธอทำได้ไม่ใช่หรือ แล้วเขาเป็นใครกัน ถึงจะบอกว่าเป็นการป้องกันไม่ให้โจรร้ายพวกนั้นเข้ามาย่ำยี แต่ตอนนี้มันแตกต่างอะไรกัน

            “คืนนี้ไม่มีฮีทเตอร์แน่เลย เพราะงั้นเรามานอนกอดกันนะครับ” พ่อหมาป่าตัวร้ายพูดเห็นแก่ได้ไม่หยุดปาก

ขวัญสรวงแทบจะชักดิ้นชักงอ แล้วกรีดร้องให้สาแก่ใจเหลือเกิน

            แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็อาจจะล่อให้หมาป่าทั้งฝูงเข้ามารุมขย้ำก็เป็นได้

            มือเล็กลนลานกลัดกระดุมมือไม้สั่นอย่างน่าสงสาร กลัดผิดกลัดถูกจนคนมองเริ่มทนไม่ไหว

            “ผมช่วย” โอลิเวอร์ไม่พูดเปล่า แต่ยื่นมือเข้าไปช่วยกลัดกระดุมให้จนเรียบร้อย

            ใบหน้าของขวัญสรวงยิ่งก่ำขึ้นเป็นเท่าตัว เธออับอายจนอยากจะวิ่งหนีเตลิดไปให้รู้แล้วรู้รอด

            “ที่นี้ก็นอนกันเถอะนะ ผมง่วงแล้ว” ชายหนุ่มไม่ทำตัวเป็นคนแปลกหน้า สอดวงแขนแข็งแรงดึงร่างเล็กของขวัญสรวงเข้ามาชิด ราวกับเคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เบิกตาค้างในความมืดสลัว ร่างก็แข็งเป็นปลาทูน่าแช่แข็งเพราะความกลัว

            โอลิเวอร์แอบหัวเราะน้อยๆ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ซ้ำยังแอบฉวยโอกาสอีกหลายครั้งด้วยการจูบแก้มนวล ตามซอกคอ และริมฝีปากอิ่มอย่างถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

            ขวัญสรวงคงจะโกรธมาก ได้ยินเสียงกรี๊ดเบาๆ ลอดผ่านริมฝีปากให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่เธอไม่กล้าแสดงออกมากตรงๆ คงกลัวว่าจะถูกรุมขืนใจจากผู้ชายหน้าโหดร้ายเหมือนโจรป่าข้างนอกนั่นแหละ

            อีกอย่างอากาศตอนนี้หนาวเย็นจับหัวใจ ร่างกายต้องใช้พลังงานมาก ไม่นานขวัญสรวงก็หมดแรงหลับสนิทกับอกกว้างของหมาป่าตัวร้าย

            ลมหายใจของขวัญสรวงเป็นจังหวะสม่ำเสมอเนิบช้า โอลิเวอร์รู้ว่าเธอหลับสนิทไปแล้วขยับตัวเล็กน้อย เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดหน้าจอสองสามครั้งก็วางมันลงตามเดิม ไม่ถึงห้านาทีต่อมา บรรยากาศในห้องอบอุ่นขึ้น ชายหนุ่มไม่ต้องการให้คนตัวเล็กต้องล้มป่วยเอา อย่างน้อยก็ขอให้ได้กินของหวานก่อน จากหนังคงต้องตัดสินใจกันอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป

            แต่แน่นอนว่าความคิดจะปล่อยเธอไปนั้นไม่มีอยู่ในหัวเลย เรื่องอะไรจะยอมปล่อยไปล่ะ

            ยิ่งได้มากแนบชิดกันอย่างนี้ แถมยังรังแกเธอไปตั้งมากมาย ในความรู้สึกของตัวเองเหมือนกับว่าขวัญสรวงเป็นภรรยาของตนเองแล้ว จะไม่ให้เธอต้องอนาทรร้อนใส่ใจใดๆ ทั้งสิ้น

            “ฝันดีนะครับ ขวัญ

 

            เสียงโวยวายที่ดังขึ้นในตอนเช้าตรู่ ปลุกให้ตื่นขวัญสรวงขึ้นมางัวเงีย ก่อนที่จะหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อ

            เห็นผู้ชายตัวโตรวมสิบคนอยู่ในห้องพัก พวกเขาตัวโตกว่าเธอเป็นเท่าตัว ไหนจะหนวดเคราที่รกครึ้มรุงรัง เห็นแล้วก็พานจะเป็นลมให้ได้

            “โอลี่ โอลี่ โอลิเวอร์!” ขวัญสรวงกรีดร้องสุดเสียง ใช้ผ้าห่มนวมห่อตัวเอาไว้อย่างแน่นหนา ร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้ง ถ้าหากกัดลิ้นแล้วตายได้ เธอก็คงตัดสินใจว่าจะทำอยู่เหมือนกัน

            “เขาเป็นสามีของเธอใช่ไหม” ผู้ชายคนหนึ่งที่น่ากลัวที่สุดถามขึ้น ขวัญสรวงก็พยักหน้าให้ก่อนจะพูดต่อ เผื่อไว้อีกฝ่ายจะเข้าใจอะไรผิดไป

            “โอลิเวอร์ โอลิเวอร์เป็นสามีของฉัน” เสียงหวานสั่นสะอื้น ตื่นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ฟูกเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าชายหนุ่มหายไปไหนแล้ว ทั้งกลัวทั้งขวัญเสียจึงร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ

            “แล้วมีหลักฐานอะไรรึเปล่าที่แสดงว่าผู้ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอ” เขาถามเสียงกระโชกโฮกฮาก ขวัญสรวงลนลานตัวสั่นอย่างน่าสงสาร

            ตอนนี้ขวัญสรวงไม่แน่ใจจริงๆ เมื่อว่าหลักฐานอะไรที่ได้ยินนั้น มันคืออะไร

         แล้วพลันก็คิดขึ้นมาได้ ว่าคืนก่อนโอลิเวอร์บอกอะไรบ้าง รวมถึงการลวนลามล่วงเกินร่างกายของเธอด้วย

            ผมต้องทำให้พวกมันเชื่อว่าคุณเป็นเมียของผม ไม่อย่างนั้น คุณได้กลายเป็นนางบำเรอให้พวกมันแน่…’

            เมื่อแน่ใจว่ามันคงจะเป็นแบบนั้น ขวัญสรวงก็ค่อยๆ ปลดกระดุมตรงอกเสื้อลงสองเม็ด ให้ผู้ชายตัวโตน่ากลัวเหล่านั้นได้เห็นร่องรอยบนร่างกายตัวเอง กลัวจับใจว่ามันจะได้ผลตรงกันข้าม

            คนร้ายพวกนี้อาจจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ เพียงแค่แน่ใจว่าโอลิเวอร์เป็นสามีของเธอจริงๆ

            แต่ร่องรอยพวกนี้ อาจจะทำให้พวกเขายิ่งอยากล่วงเกินอย่างที่เธอมากกว่าเดิม เพียงแค่คิด ร่างของขวัญสรวงก็สั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ ลนลานกลัดกระดุมตามเดิม ก่อนจะเงยหน้าอ้อนวอนเสียงสั่นพร่า

            “สามีของฉันอยู่ไหนคะ ฉันอยากเจอเขา ได้โปรดเถอะค่ะ” ดวงตากลมโตของขวัญสรวงชุ่มไปด้วยน้ำตา ทั้งยังแดงก่ำจนน่าสงสารอีกด้วย

            “โอเค เอาตัวมันเข้ามา!” หัวหน้าโจรร้ายตะโกนเสียงดัง อึดใจต่อมาขวัญสรวงก็ได้เจอโอลิเวอร์ที่ต้องการ แต่สภาพของเขาดูน่าตกใจมาก

            เพราะร่างกายของโอลิเวอร์เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว สภาพของเขายับเยินมาก จนเธอเผลอร้องไห้โฮออกมาตกใจ

            “โอลี่ โอลี่” ขวัญสรวงเรียกชื่อเขาหวาดกลัว สองแขนเรียวเล็กโอบรอบร่างของโอลิเวอร์เอาไว้เป็นการปกป้อง ถึงแม้ว่าตัวเองจะน่าเป็นห่วงมากกว่าเขาหลายเท่าก็ตาม

            “ฉันรอเงินอยู่นะ แต่ถ้าชักช้าเล่นแง่มากไปกว่านี้ ฉันอาจเปลี่ยนใจไม่อยากได้เงินของแกอีกแล้ว แต่อยากได้เมียของแกมากกว่า” โจรร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม จนขวัญสรวงต้องรีบซุกตัวเข้าไปในอกกว้างของโอลิเวอร์ทันที

            เธอสะอื้นฮักกับอกกว้างที่แสนอบอุ่นของโอลิเวอร์ แนบใบหน้ากับแผงอกกว้างที่เปล่าเปลือยบอบช้ำ ไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นมองใครทั้งนั้น

            จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหลายคู่เดินห่างออกไป รวมถึงเสียงเปิดปิดประตู ทำให้ขวัญสรวงผละออกห่างจากอกกว้างของชายหนุ่มเล็กน้อย พบว่าโจรร้ายคนอื่นออกจากห้องไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงแค่เธอกับโอลิเวอร์สองคนเท่านั้น

            “พวกมันไปแล้วล่ะ” ชายหนุ่มปลอบโยน มือที่มีแต่รอยช้ำของเขาลูบไล้เรือนผมหนานุ่มของคนตัวเล็กอย่างอ่อนโยนแผ่วเบา ขัดกับภาพลักษณ์ของเขาลิบลับ

            “คุณหายไปไหนมา” เสียงหวานสะอื้นฮัก เผลอยกมือทุกอกเขายังหัวเสียแล้วก็เป็นฝ่ายตกใจเสียเอง

            “ขอโทษค่ะ คุณยังเจ็บอยู่เลย ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ขวัญสรวงร้องไห้เพราะขวัญเสีย โอลิเวอร์จึงรีบปลอบก่อนที่เธอจะหวาดกลัวลนลานไปมากกว่านี้

            “ฉันขอโทษ แต่ไม่เป็นไรแล้ว พวกมันลากฉันออกไปคุยกับที่บ้านเรื่องค่าไถ่น่ะ แล้วพวกมันไม่ได้ทำอะไรเธอใช่ไหม” มือหนาที่แตกช้ำยับเยินลูบเนื้อตัวของหญิงสาวที่ยังสั่นระริก เขาอ่อนโยนมากจนหญิงสาวต้องแปลกใจ

            เพราะภาพลักษณ์ของโอลิเวอร์นั้นดูไม่แตกต่างจากเหล่าโจรร้ายเท่าไหร่เลย แต่เขากลับอ่อนโยนอ่อนหวานกับเธอมากจนน่าแปลกใจ ยกเว้นเรื่องที่เขาพยายามจะล่วงเกินไว้ก่อนนะ

            แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่า โอลิเวอร์คนนี้เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ หากไม่มีเขาสักคน เธออาจจะถูกย่ำยีจนยับเยินไปแล้วก็ได้

            “แล้วคุณล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง พวกมันทำอะไรคุณรึเปล่า” เสียงของโอลิเวอร์แข็งกร้าวขึ้น รวมถึงแววตาที่ดูน่ากลัวนั้นด้วย แวบหนึ่งที่ขวัญสรวงกลัว พยายามจะดิ้นหนีออกจากอ้อมกอดของเขา แต่ชายหนุ่มรู้สึกตัว ก่อนจะกอดปลอบอย่างอ่อนโยนตามเดิม

            “ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณกลัว แต่ผมโกรธไอ้พวกนั้นต่างหาก พวกมันไม่ได้ทำอะไรคุณใช่ไหม” ชายหนุ่มถามซ้ำ น้ำเสียงเอาจริงเอาจังเด็ดเดี่ยวจนขวัญสรวงไม่กล้าโยกโย้อีก

            “พวกเขาแค่อยากดูหลักฐานค่ะ”

            “หลักฐาน? หลักฐานอะไร” โอลิเวอร์ถามคำถามเดียวกับที่ขวัญสรวงถามไปก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน หญิงสาวถอนหายใจ ลังเลเล็กน้อยว่าจะบอกเขาไปตามตรงดีหรือเปล่า แต่เรื่องนี้คงปิดได้ไม่นาน เขาคงจะรู้เองว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง

            “ตอนแรกฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่คิดว่าคงจะเป็นอย่างที่คุณพูดเมื่อคืน”

            “แล้วมันคือ…?” สายตาของโอลิเวอร์ดูน่ากลัว ถึงตรงนี้ขวัญสรวงเริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องเดือดร้อนไปกับเธอด้วย ก็ในเมื่อเขาแค่อยากจะช่วยเป็นคนรักปลอมๆ ให้เท่านั้น ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย เพิ่งจะมารู้จักด้วยซ้ำไป

            “ฉันเดาเอาว่า พวกเขาคงอยากรู้ว่าเรา ฉันกับคุณน่ะค่ะ ว่าเราสองคนเป็นสามีภรรยากันจริงหรือเปล่า” ยิ่งพูดเท่าไหร่ เสียงของขวัญสรวงก็แผ่วเบาลงเท่านั้น เธอหลบสายตาที่มองมาหาฉุนเฉียว อยากจะร้องไห้ที่ถูกโอลิเวอร์โกรธ โดยที่ไม่รู้สาเหตุเลยว่าเขาโกรธเพราะเรื่องอะไร

            “แล้ว” โอลิเวอร์ถามต่อ ถ้าทำเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่รู้ว่าจะเอาลาบมาจากไหน ถ้าเธอเป็นแม่ค้าขายลาบจริงๆ ก็ดีน่ะสิ จะได้สับเลือดสับเนื้อให้เขาซดกิน ไม่ใช่ว่ามาจ้องคนอื่นเหมือนจะฆ่าให้ตายอย่างนี้

            “ก็คุณนั่นแหละ คุณทำอะไรกับฉันไว้บ้างล่ะ เนื้อตัวของฉันมีแต่รอยเต็มไปหมด” แก้มใสร้อนวาบ ราวกับมีไข้หลายสิบองศา ไม่แน่ใจว่าเข้าใจไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องมันสูงขึ้นกว่าเมื่อวานหลายเท่าเลย

            “ฉันก็เลย ให้พวกเขาดู

         “ดูอะไร” เสียงเข้มของโอลิเวอร์ห้วนจัด ขวัญสรวงรู้สึกว่าเขาน่ากลัวกว่าโจรพวกนั้นเสียอีก และมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองด้วย

            “พวกเขาอยากดูรอยจูบ ฉันเลยให้ดู” นาทีนี้ เสียงหวานของขวัญสรวงสั่นตะกุกตะกักฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ย่นคอลงเมื่อโอลิเวอร์ดูโกรธจัดจนน่าตัว

            “ให้ดูทั้งตัวเลยเหรอ” โอลิเวอร์วางท่าเป็นสามีขี้หึง ขวัญสรวงก็เหมือนเป็นเมียสาวหัวอ่อนที่กลัวลนลานไปซะทุกอย่าง ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่รู้สึกเหมือนเขาเป็นสามีของตัวเองจริงๆ แล้วนะ

         “เปล่าค่ะ!” ขวัญสรวงตกใจมากที่ได้ยินแบบนั้น ขึงตาใส่เขาอย่างหัวเสีย

            “แล้วให้ดูตรงไหน” โอลิเวอร์ยังถามอย่างเอาเรื่อง ถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจจะไม่ยอมเลิกราเด็ดขาด

            “ตรงไหน” สายตาของคนตัวโตดูขุ่นมัวมาก และขวัญสรวงก็ไม่กล้าโกหกด้วย เพราะเรื่องแค่นี้เขาคงหาคำตอบได้จากเหล่าโจรร้ายอย่างแน่นอน

            “ก็ตรงเอ่อ หน้าอก เอ่อ” หลังจากหลุดปากบอกไปว่าตรงหน้าอก ใบหน้าของโอลิเวอร์ก็ยิ่งมืดคล้ำลงเท่านั้น

            “หมายถึงนม!

            “ไม่ใช่ค่ะ!” ขวัญสรวงรีบปฏิเสธสุดเสียง ก่อนที่พ่อหมาป่าโอลิเวอร์จะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

            “เนิน คือ” ก็ตอนที่ปลดกระดุมเสื้อ คงจะเห็นเนินอกรำไร ขวัญสรวงเลยพูดออกไปแต่ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยสำหรับตัวเองหรือเปล่า

            “เนิน!” โอลิเวอร์ทวนคำทุกครั้งหลังจากที่ได้ยินเธอบอก ท่าทางเหมือนจะเป็นลมให้ได้

            “เนินที่ว่าน่ะ ข้างบนหรือข้างล่าง!

            “คุณมันหยาบคาย” หญิงสาวรีบกรีดร้อง ใบหน้าแดงผ่าวเหมือนถูกไฟเผาก็ไม่ปาน

            “บอกมาสิ เนินไหน บนหรือล่าง”

            “โอ๊ย ทำไมคุณเป็นคนแบบนี้” ขวัญสรวงเช็ดน้ำตา เกลียดตัวเองที่เผลอมองขาเป็นเทพบุตรไปได้อย่างไรก็ไม่รู้

            “หรือต้องให้สำรวจว่ามีอะไรสึกหรอบ้าง บอกเลยนะว่าผมไม่ยอมด้วย”

            แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ยอมด้วยล่ะ หญิงสาวคิดอย่างไม่เข้าใจ ทั้งโกรธทั้งเคือง ราวกับถูกล่วงเกินแล้วจริงๆ

            “ฉันจะไม่สนหินสนแดดอะไรทั้งนั้น บอกมาว่าเนินไหน

            “ฉันเกลียดคุณ

 

            ขวัญสรวงซ่อนตัวใต้ผ้าห่มตั้งใจว่าจะไม่โผล่หน้ามาพบเจอโอลิเวอร์อย่างเด็ดขาด ต่อให้เขาจะขอร้องยังไงก็ตาม แต่สุดท้ายเธอก็ต้องโผล่หน้าออกมาเมื่อได้กลิ่นอาหาร เพราะท้องหิวเลยไม่สามารถซุกตัวใต้ผ้าห่มได้นานๆ ใบหน้าหวานที่แดงระเรื่อเพราะความร้อนที่อบใต้ผ้าห่มอยู่นานโผล่ออกมา

            แล้วขวัญสรวงก็ต้องรู้สึกร้อนมากกว่าเดิม ที่นี่คือแถบไซบีเรีย[1]อันหนาวเหน็บนะ แล้วทำไม ผู้ชายที่อยู่ด้วยกันถึง

            เขาหนังหม-เอ๊ยหนังหนามากเลยหรือ ถึงได้ไม่รู้จักคำว่าหนาวอะไรเลยน่ะ นี่อุณหภูมิติดลบ หิมะตกแทบจะตลอดเวลาจนหิมะกองถมได้หลายฟุตแล้วนะ แต่ทำไมถึงสวมแค่กางเกงชั้นในตัวเดียวแล้วเดินร่อนไปทั่วห้อง โอ๊ย หัวอกขวัญสรวงจะขาดรอนๆ แล้วเอย

            “หิวไหม ออกมากินอะไรหน่อยเถอะ” โอลิเวอร์หันมาถามคนตัวเล็ก อารมณ์ดูเย็นขึ้นแล้วเล็กน้อยจนคนมองต้องแปลกใจ

            อารมณ์เย็นได้เพราะแก้ผ้างั้นเหรอ เขาต่างหากที่เป็นมหาโจร ไม่ใช่มาเฟียพวกนั้นหรอก

            “ขวัญ” ชายหนุ่มเรียกชื่อเล่นของคนตัวเล็ก พาให้เจ้าของชื่อใจสั่นหวามอย่างน่ากลัว

            แค่คำพูดเพียงคำเดียว แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลได้ ผู้ชายคนนี้ช่างมีอิทธิพลต่อเธอมากจนน่าตกใจ

            “มากินข้าวครับ”

            ถึงตอนนี้ขวัญสรวงเริ่มมองซ้ายขวาเผื่อว่าจะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่บ้างหรือเปล่า เพราะโอลิเวอร์ทำท่าเหมือนเป็นสามีของเธอจริงๆ ราวกับว่ามีคนจับตามองดูอยู่ เลยต้องสวมบทบาทเป็นสามีเผด็จการตลอดเวลาน่ะ

            “หรืออยากกินบนที่นอนล่ะครับ” พอโอลิเวอร์ยื่นคำขาดมาอย่างนั้น ขวัญสรวงก็จำต้องลุกจากฟูกไปหาเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “หิวไหมครับ” เมื่อคนตัวเล็กมาถึงโต๊ะอาหารแล้วโอลิเวอร์ก็ยิ้มหวานให้

            “คุณไม่ใส่เสื้อผ้าหน่อยเหรอคะ” ตอนที่เดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นยานวดลอยมาจากตัวของเขา ขวัญสรวงแปลกใจตัวเองมากที่ไม่เคยชอบกลิ่นพวกนี้มาก่อนเลย แต่มาตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันเซ็กซี่อย่างประหลาด

            “อ้อ เมื่อกี้ทาแผลฟกช้ำที่ถูกซ้อมน่ะ ตั้งใจรอให้ยามันซึมลงไปในตัวก่อนแล้วจะใส่เสื้อน่ะ” โอลิเวอร์อธิบาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ขวัญสรวงเข้าใจอะไรมากขึ้นเลย

            เพราะอายรู้ว่าจะเอาสายตาไปมองทางไหน ขวัญสรวงเลยเงียบกริบก้มหน้าก้มตาเอาผมปรกหน้าเหมือนผีซาดาโกะ นั่นทำให้โอลิเวอร์หลอนไม่น้อย สุดท้ายชายหนุ่มก็หยิบเสื้อกล้ามบางๆ มาสวมทับอีกตัวหนึ่ง ช่วยทำให้เขาดูเรียบร้อยขึ้นทันตาเห็น

            กับผีน่ะสิ!

            แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการเห็นผู้ชายหุ่นดีเต็มไปด้วยมัดกล้ามเรียงตัวสวยนุ่งกางเกงในตัวเดียว แล้วร่อนไปมาในห้องล่ะนะ

            “มากินข้าวกัน” โอลิเวอร์พูดไทยชัดแจ๋วบอกว่ากินข้าว แต่อาหารบนโต๊ะกลับไม่มีข้าวเลย มันทำให้ขวัญสรวงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

            เพราะตั้งแต่เดินทางมาถึงรัสเซียแล้วเจอแต่เรื่องโหดร้ายน่ากลัวทุกอย่าง อาหารก็ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ด้วย ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยแต่เธอชอบกินอาหารไทยมากกว่าอะไรทั้งนั้น

            “ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ชายหนุ่มไม่สบายใจ เห็นคนตัวเล็กทำหน้าเศร้าสร้อยก็อยากให้เธอสบายใจมากกว่านี้

            “เปล่าค่ะ” คนตัวเล็กส่ายหน้าแล้วนั่งลงที่เก้าอี้เงียบๆ

            “กินอะไรสักหน่อย นี่ก็จะเที่ยงแล้ว” โอลิเวอร์ใจเย็นลงแล้วจนขวัญสรวงอดค้อนไม่ได้

            เขาคงจะเย็นลงแหละ ก็เล่นสำรวจร่างกายของเธอทุกซอกทุกมุมแล้วแบบนั้นน่ะ

            “ใกล้เที่ยงแล้วเหรอคะ” เพราะแทบไม่เห็นแสงแดด ขวัญสรวงเลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว

            “ใช่ช่วงนี้เป็นหน้าหนาวเลยไม่ค่อยมีแดด พระอาทิตย์จะขึ้นช้าแล้วก็ตกเร็วมาก หิมะก็ยังตกอยู่เรื่อยๆ ก็เลยสั่งให้ทำอาหารที่มันช่วยให้อุ่นขึ้นนะ คุณคงไม่ดื่มเหล้า เลยทำเอ้กน็อก[2]ให้ ถึงจะไม่ใช่ช่วงคริสต์มาสหรือปีใหม่แล้วก็เหอะ”

            โอลิเวอร์พูดไม่หยุด ขวัญสรวงก็ขมวดคิ้วเป็นพักๆ เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

         แต่รู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆ ที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

            “เอ่อ เอาเป็นว่ากินข้าวกันนะ” ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดมากไปแล้วจึงเปลี่ยนเรื่องคุย

            “มีสเต็กกับมันบด ขนมปังกับแยมต่างๆ มีเนยถั่วด้วย ถ้าแพ้อะไรก็บอกนะ แล้วก็มีแซลมอนย่างด้วย”

            ถึงแม้จะไม่มีอาหารจำพวกข้าว แต่รายชื่ออาหารที่โอลิเวอร์พูดบอกมาก็น่ากินทั้งนั้น ท้องก็เริ่มหิวด้วยก็เลยสนใจอาหารมาก

            “มีอะไรที่กินไม่ได้หรือแพ้บ้างไหม ที่นี่อยู่ในเขาลึกห่างจากตัวเมือง ถ้าแพ้อะไรก็บอกผมนะ ถ้ากินไปแล้วแพ้ขึ้นมาจะอันตรายได้”

            โอลิเวอร์ละเอียดลออและดูใส่ใจมากกว่าที่ขวัญสรวงคิดไว้ ทำให้เธอรู้สึกดีกับเขากว่าเดิมเล็กน้อย

            “ฉันไม่แพ้อะไรค่ะ”

            “ดีจัง เลี้ยงง่ายแบบนี้จะได้อ้วนๆ” โอลิเวอร์ยิ้มล้อเลียน คนตัวเล็กก็เลยค้อนปะหลับปะเหลือกให้

            ขนาดกินข้าวก็ยังไม่วายหาเรื่องชวนทะเลาะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าชายหนุ่มที่หล่อเหลาเป็นสุภาพบุรุษคนเมื่อคืนหายไปแล้ว เหลือแค่ผู้ชายจิตหื่นบ้ากามที่สุดในโลกคนนี้ มันน่ากลัวกว่าเจอมาเฟียร้ายพวกนั้นเป็นร้อยเท่าเลย

            “เราจะได้ออกจากที่นี่ตอนไหนเหรอคะ” ขวัญสรวงกินอาหารได้ไม่กี่คำก็รู้สึกตื้อ ต่อให้อาหารจะอร่อยมากแค่ไหน แต่เธออยากกลับบ้านมากกว่า ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้กลับไปหาครอบครัวหรือเปล่า

            อย่างน้อย ก่อนตายขอแค่ได้โทรไปบอกลาครอบครัว เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องออกตามหาให้เสียเวลา

            “ฉันเป็นห่วงแม่ค่ะ” พูดแล้วน้ำตาของขวัญสรวงก็รื้นซึม ป่านนี้ไม่ว่าจะมารดา พี่ชาย หรือว่าน้องสาวก็คงจะเป็นห่วงเธอแย่แล้ว ผ่านมาสามวันแล้วแต่เธอยังไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย

         “ฉันอยากกลับบ้าน” ขวัญสรวงทำท่าจะสะอื้น โอลิเวอร์จึงรีบปลอบทันที

            “ผมจะลองถามพวกนั้นให้ ว่าจะยอมให้คุณติดต่อกลับบ้านได้รึเปล่า แต่อาจจะไม่ได้โทรไปโดยตรงนะ อาจจะเป็นข้อความ” เขาบอกก่อนจะส่งทิชชูให้ไป ขวัญสรวงคิดว่ามันก็ยังดีกว่าไม่ได้ติดต่อกลับไปยังที่บ้านเลย

            “โทรศัพท์คุณอยู่ไหนเหรอ” โอลิเวอร์ถาม ขวัญสรวงก็ส่ายหน้าหวือเพราะเธอไม่รู้จริงๆ ว่าโทรศัพท์ของตัวเองอยู่ไหนแล้ว

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการให้เอง ไม่ต้องกลัวนะ”

            ขวัญสรวงแปลกใจว่าทำไมเหล่ามาเฟียร้ายพวกนั้นถึงได้ดูเกรงใจโอลิเวอร์คนนี้นัก แต่มาคิดดูอีกที มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะโจรร้ายพวกนั้นต้องการเงินจากครอบครัวของโอลิเวอร์ ก็เลยต้องดูแลเขาให้ดีล่ะมั้ง

         เธอคิดแบบนั้นก่อนจะขอร้องกับเขาเสียงหวาดหวั่น

            “ฉันกลัวว่าพวกท่านจะเป็นห่วง ขอแค่ได้ติดต่อไปบอกว่าฉันสบายดี หรือจะบอกว่าฉันตายไปแล้วก็ได้ค่ะ ฉันแค่ไม่อยากให้คุณแม่กับพี่น้องของฉันเป็นห่วงไปมากกว่านี้”

            โอลิเวอร์ส่ายหน้า ถ้าบอกไปว่าตายแล้ว ครอบครัวของเธอจะไม่ตกใจกลัวไปมากกว่านี้หรือ

            “อย่าเพิ่งคิดมากสิ ผมบอกแล้วว่าจะช่วย ผมก็จะช่วยคุณเอง อย่ากลัวไปเลยนะ” ชายหนุ่มถือวิสาสะเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาบนแก้มใสให้ ขวัญสรวงตกใจเล็กน้อย น้ำตาหยุดไหลอย่างกะทันหัน

            น่าแปลกที่เป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำ แต่ขวัญสรวงกลับรู้สึกได้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่โอลิเวอร์วบอกไว้ทุกอย่าง

            “ขอบคุณค่ะ” ขวัญสรวงเช็ดน้ำตาอีกครั้ง มองเขาอย่างเชื่อใจ

            โอลิเวอร์ไม่เคยเห็นสายตาของใครจะใสซื่อราวกับจะมองเห็นทะลุไปถึงข้างในได้แบบนี้มาก่อนเลย มันกลายเป็นความรู้สึกที่กระจัดกระจายไปทั่วร่าง ราวกับก่อนหน้านี้หัวใจเป็นเหมือนผิวน้ำที่นิ่งสนิท ก่อนจะมีนางฟ้าตัวน้อยร่วงลงมา เกิดรอบกระเพื่อม กระแทกซัดไปยังทุกส่วนของร่างกาย ไม่มีที่ไหนเลยที่เธอจะไม่สร้างความสั่นไหวเอาไว้ให้

            “เชื่อผมนะ ผมจะพาเราสองคนออกไปจากที่นี่ให้ได้ ผมสัญญา”

            “อย่าทิ้งฉันนะคะ” ไม่รู้ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม ขวัญสรวงยอมที่จะเชื่อเขา และยอมให้ผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าชีวิตของตัวเองต่อไป

            “ผมไม่ทิ้งคุณอยู่แล้ว” คล้ายกับว่าหัวใจของโอลิเวอร์กลายเป็นแผลใหญ่ ก่อนจะมีความรู้สึกของขวัญสรวงแทรกซึมเข้ามา เขาตั้งใจจะปกป้องเธอ และจะไม่ยอมให้ใครได้มาแตะต้องเธออีกเป็นอันขาด

            “กินข้าวต่อเถอะนะ” เขาปะเหลาะเมื่อเห็นว่าเธอเย็นลงบ้างแล้วจึงชวนให้รับประทานอาหารต่อ แต่ขวัญสรวงเอาแต่ส่ายหน้าด้วยท่าทางน่าสงสาร

            “ฉันไม่หิวเลยค่ะ” คนตัวเล็กทำหน้าเศร้าๆ แต่โอลิเวอร์ไม่ยอม

            “ถ้าไม่กินอะไรเลยเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ แล้วถ้าไม่กินก็ไม่มีแรงด้วยนะ อยากเป็นแบบนั้นเหรอ” โอลิเวอร์จ้องตาคนตัวเล็ก สุดท้ายขวัญสรวงก็ยอมหยิบช้อนอีกครั้ง

            “ก็ได้ค่ะ” เธอบอกเสียงหงอยๆ แต่ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของคนมอง

            “กินเยอะๆ นะ จะได้ออมแรงไว้”

            “ค่ะ มันก็จริงอย่างที่โอลิเวอร์พูดไว้ ไม่ว่าจะยังไงเธอต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ และจะไม่ยอมให้ชีวิตของตัวเองต้องจบลงอย่างนี้แน่นอน

 

            เพราะอากาศที่หนาวเย็นจับใจ และไม่มีโอกาสจะได้ออกจากห้องนอนเลย ขวัญสรวงจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากซุกตัวอยู่ที่มุมห้อง รอคอยว่าเมื่อไหร่โอลิเวอร์จะกลับมาหา

            หลังจากที่รับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว มีคนตัวโตหน้าดุราวกับมหาโจรบุกเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก่อนจะพาตัวโอลิเวอร์ออกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย น่ากลัวจับใจ

            ถึงแม้ว่าโอลิเวอร์จะตัวโตมากแค่ไหน แต่โจรร้ายพวกนั้นตัวใหญ่กำยำกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า ที่สำคัญโอลิเวอร์แต่งตัวล่อแหลมมาก กลัวว่าจะไม่ถูกพาไปเค้นเรื่องเงินอย่างเดียวน่ะสิ

            “กลับมาไวๆ สิโอลี่” ขวัญสรวงกลับไปแทรกตัวกับมุมห้องอีกครั้งอย่างหวาดกลัว กลัวยิ่งกว่าตอนที่อยู่คนเดียวเสียอีก

            เพราะถ้าหากว่าโอลิเวอร์ไม่กลับมา เธอเองก็จะต้องเป็นเหมือนกับเขาแน่

            ถึงแม้ว่าจะกลัวมาก แต่สุดท้ายขวัญสรวงก็เผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยอ่อน และยังไม่ชินกับสภาพอากาศที่เลวร้ายแบบนี้ เธอรู้สึกตัวเลือนๆ อีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในห้อง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตัว เพราะไม่มีทางลืมว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่

            “ขวัญ….” เสียงทุ้มต่ำที่เริ่มคุ้นเคยทีละนิด พาให้หัวใจของขวัญสรวงสงบลงได้เล็กน้อย

            “โอลี่เหรอ” เธอโผล่หน้าขึ้นมาจากเข่าของตัวเอง หลังจากที่เอาแต่แต่จับเจ่าตรงมุมห้องกอดเข่าเอาไว้แน่น เธอทาบมือลงกับพื้นเพื่อพยุงตัวเองก่อนจะโผล่หน้าออกไป

            “ครับ ผมเอง”

            เมื่อได้ยินแบบนั้น ขวัญสรวงก็ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เพราะไม่แน่ใจว่ามีแค่โอลิเวอร์คนเดียวหรือเปล่า แต่อาจจะมีคนอื่นตามมาด้วยก็ได้

            “ทำไมไปนั่งตรงนั้น” โอลิเวอร์เห็นคนตัวเล็กโซเซออกมาจากมุมห้องก็ตกใจ เพราะกลัว เอ๊ย เป็นห่วง

            ทำไมสาวเจ้าถึงชอบไปหลบมุมตรงนั้นนักนะ ตัวเองออกจะสวยน่ารัก ทำแบบนั้นน่ากลัวจะแย่

            “ก็” ขวัญสรวงยกมือเสยผมที่ลุ่ยปรกหน้าตัวเองขึ้น แล้วอ้อมแอ้มตอบเขาไป

            “ก็น่ากลัวนี่คะ” พอลุกขึ้นยืนแล้วร่างเล็กก็เริ่มเซเพราะนั่งอยู่นานแล้ว โอลิเวอร์เห็นแล้วก็ตกใจมาก รีบเข้าไปประคองก่อนที่เธอจะล้ม

            “นั่นไงล่ะ จะล้มเลยเห็นไหม” โอลิเวอร์ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ

            “ทำไมไม่นอนดีๆ ล่ะ ไปนั่งกับพื้นแบบนั้นทำไม”

            “ก็มันน่ากลัว” หญิงสาวบอกเสียงอุบอิบ ก่อนจะดันเขาออกห่างจากตัวอย่างระมัดระวัง

            ถึงจะรู้จักกันไม่นานเท่าไหร่แต่ขวัญสรวงก็มั่นใจว่ารู้จักผู้ชายคนนี้ร้ายกาจเอาเรื่อง ถ้าไปทำให้ไม่พอใจขึ้น ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่

            “กลัวอะไร ผมหรือคนพวกนั้น” นัยน์ตาของเขาเป็นประกายวาววับ บอกว่าต้องการคำตอบมากที่สุด

         “ก็ต้องกลัวคนพวกนั้นสิคะ” ขวัญสรวงพึมพำ เริ่มโกรธสายตาของเขาที่เอาแต่จ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

            “งั้นก็แล้วไป” โอลิเวอร์มีท่าทางสบายใจขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ซุกซนกลับมาปรากฏบนหน้าอีกครั้ง ขวัญสรวงแปลกใจมากที่เขาเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วขนาดนี้

            “อันนี้โทรศัพท์ของคุณหรือเปล่า” แล้วโอลิเวอร์ก็ส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งมาให้ ขวัญสรวงตกใจมากเพราะนั่นคือโทรศัพท์ของตัวเองที่ถูกยึดไปตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ถูกจับตัวมาที่นี่

            “คุณได้มันมายังไงคะ” ผู้ชายคนนี้คงเป็นคนสำคัญมากจริงๆ ขนาดมาเฟียน่ากลัวก็ยังเกรงใจขนาดนี้ ถึงขนาดไปตามหาโทรศัพท์มาคืนให้เธอได้ เขาคงไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ

            “ก็ไปเจรจาต่อรองมานั่นแหละ” ชายหนุ่มยิ้มหวาน ก่อนจะกระแซะเข้ามาใกล้

            “ผมหามาให้คุณแล้วนะ แล้วคุณจะให้รางวัลผมได้รึเปล่า”

            ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน สงสัยว่าจะเป็นนักธุรกิจชื่อดัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีผลประโยชน์ตอบแทนเสมอ ผลประโยชน์ที่ว่านั้น ก็สุ่มเสี่ยงจะเป็นความสาวของเธอเสียด้วยสิ ขวัญสรวงคิดอย่างหวาดผวา

            “แต่ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่รู้รหัสไวไฟด้วย แล้วฉันจะส่งเข้าไปที่บ้านยังไงล่ะคะ” ขวัญสรวงไม่ได้ตอบคำถามของเขา เพราะมันมีเรื่องสำคัญมากกว่านั้น

            “ไอ้พวกนั้น เอ่อก็ไอ้พวกนั้นนั่นแหละ มันบอกว่าให้คุณส่งเป็นข้อความ หมายถึง ให้คุณพิมพ์ข้อความ บอกมันจะเอาไปตรวจสอบ ว่ามีพิรุธหรือว่าส่งข้อความอะไรที่ไม่เข้าท่าไปหรือเปล่า เพราะมันจะส่งผ่านอินเทอร์เน็ตไปให้ครอบครัวของคุณเอง”

            “ฉันจะแน่ใจได้ยังไงคะ ว่าพวกเขาจะส่งให้ฉันจริงๆ” สาวน้อยถามอย่างกังวล ไม่รู้ว่าป่านนี้ครอบครัวจะเป็นห่วงแค่ไหนแล้ว

            “ผมก็ถามพวกมันไปแบบนี้ เพราะมันบอกว่าถ้าส่งแล้วจะคืนโทรศัพท์ให้คุณน่ะ แต่ก็จะไม่ยอมตอนอินเทอร์เน็ตให้นะ คุณไม่เช็กทีหลังเอา ว่าพวกมันส่งข้อความไปให้ที่บ้านจริงๆ รึเปล่า มันดีกว่าการที่ไม่ได้ส่งข่าวอะไรกลับไปเลยใช่ไหมล่ะ” โอลิเวอร์ทำท่าทางเป็นห่วง ขวัญสรวงจึงพยักหน้าน้อยๆ

            มันก็จริงอย่างที่เขาว่า อย่างน้อยก็ได้ส่งข่าวกลับไปที่บ้าน เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เป็นห่วงไปมากกว่านี้

            “แต่พวกเขาจะเข้าใจเหรอคะ ว่าฉันส่งข้อความอะไรกลับไปที่บ้านบ้าง” สาวน้อยช้อนตาถาม โอลิเวอร์จึงหัวเราะ กับความฉลาดเฉลียวของสาวเจ้า

            “กูเกิลทรานเลท[3]ไง”

            “แต่มันจะดีเหรอคะ บางทีมันก็แปลไม่รู้เรื่องเลยนะคะ”

            “ผมเองพยายามจะช่วยแล้ว แต่มันได้เท่าที่จริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะครับ” โอลิเวอร์แสร้งทำหน้าเศร้า ขวัญสรวงเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็เลยนั่งลงที่ฟูกอย่างหมดแรง ก่อนจะพิมพ์ข้อความกลับไปที่บ้านเพราะไม่อยากให้ครอบครัวต้องเป็นห่วง

 

         นี่ขวัญเองนะคะ

         ขวัญต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่เพิ่งจะติดต่อกลับมาตอนนี้

         ที่ๆ ขวัญอยู่ตอนนี้ไกลจากตัวเมืองใหญ่มากเลยค่ะ สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ดี อินเทอร์เน็ตช้ามาก ขวัญยุ่งกับงานอยู่ ที่นี่แทบจะไม่มีแดดเลยค่ะ แป๊บเดียวก็หมดวันแล้ว ขวัญเองก็ตกใจที่ไม่ได้ติดต่อกลับมาสักที ขวัญขอโทษค่ะ

         แต่ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงขวัญนะคะ ขวัญสบายดีค่ะ ตอนนี้กำลังยุ่งๆ อยู่กับงานอยู่ ถ้าหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ ขวัญจะพยายามส่งข้อความหาเรื่อยๆ นะคะ คิดถึงมากค่ะ

         ขวัญสรวง

 

            พิมพ์ข้อความทั้งน้ำตา กลัวว่านี่อาจจะเป็นข้อความสุดท้ายที่ได้ส่งถึงครอบครัว คงจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังได้ส่งข่าวไปหาบ้าง เมื่อพิมพ์ข้อความเสร็จแล้ว ส่งมันให้กับโอลิเวอร์ไป

            “เดี๋ยวผมจะออกไปให้พวกนั้นเอง แล้วผมจะรีบกลับมา” ชายหนุ่มยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง

            ขวัญสรวงได้แต่ชะเง้อมองตามหลัง ภาวนาให้เขากลับมาโดยไว เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยเมื่อต้องอยู่คนเดียว

            ไม่นานนักโอลิเวอร์กลับมาพร้อมกับคืนโทรศัพท์มือถือให้ด้วย ขวัญสรวงรีบรับไปกดดู รู้สึกโล่งใจเหลือเกินที่พบว่ามาเฟียร้ายพวกนั้นส่งข้อความไปให้ครอบครัวจริงๆ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้

            “เอ่อ โอลี่คะ”

            โล่งใจเรื่องที่บ้านแล้วก็จริง แต่ขวัญสรวงก็ยังมีเรื่องให้ต้องกลัวอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่อาจจะถูกข่มเหงรังแกจากคนร้ายตัวใหญ่นับสิบๆ คน ตอนที่หัวหน้าโจรร้ายมาขอดู หลักฐาน จากร่างกายของเธอแล้วก็กลับไปโดยไม่แตะต้องแม้แต่ปลายผม มันแสดงให้รู้ว่าคนร้ายเหล่านั้นคงไม่กล้าจะแตะต้องตัวเธอ ที่เข้าใจว่าเป็นภรรยา ของโอลิเวอร์คนนี้

            ครั้นจะเอาถลกเสื้อให้ดูหน่อยจูบตรง เอ่อ เนินอกทุกวันมันก็น่ากลัวเกินไป ทางที่ดีควรจะมีรอยจูบตรงบริเวณที่สังเกตได้ง่ายหน่อย จะได้ปลอดภัยมากกว่า

            “ครับ” โอลิเวอร์ยิ้มให้ไม่เปลี่ยน สายตาเป็นประกายวาววับเมื่อได้ยินเสียงหวานสั่นๆ พูดแทบเป็นเสียงกระซิบ

            “จูบฉันหน่อยได้ไหมคะ” ขวัญสรวงต้องข่มความอายมหาศาลเอาไว้ ก่อนจะขอร้องเรื่องน่าอายออกไป

            “ตรงไหนล่ะ เนินบนหรือเนินล่าง

            “โอลิเวอร์!

         และหลังจากนั้นขวัญสรวงก็ไม่ยอมคุยกับโอลิเวอร์อีกเลยแม้แต่คำเดียว

 

            ขวัญสรวงยังหวาดผวาเมื่อต้องติดอยู่กลางพายุหิมะที่รุนแรงจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย

            ทัศนียภาพข้างนอกย่ำแย่มาก ขวัญสรวงมองออกไปทางหน้าต่างก็เห็นเพียงสีขาวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่มีสีขาวโพลนปกคลุมไปหมดทุกที่ มองไม่เห็นใบไม้ใบหญ้าเลยสักใบ ต้นไม้คล้ายจะยืนต้นตาย ไม่มีใบเหลืออยู่เลยแม้แต่ใบใบเดียว หิมะยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย มันทับถมจนหนาขึ้นหลายฟุต อย่าว่าจะหนีออกไปให้ไกลแสนไกลเลย ก้าวออกไปเพียงก้าวเดียวก็คงกระอักเลือดตายไปแล้ว

            อาการตกเลือดในปอดเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถ้าหากอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวจัดรุนแรงแบบนี้

            เมื่ออากาศxจัดที่ติดลบถูกสูดเข้าไปในร่างกาย มันก็จะทำให้เกิดถุงลมเล็กๆ บริเวณปอด และมันจะสะสมของเหลวเอาไว้ในนั้น

            ยิ่งเย็นเท่าไหร่ มีของเหลวที่ปอดมากเท่าไหร่ ปอดก็จะตกผลึกและทำให้ปอดฉีก สำลักเลือดตายในที่สุด มันเป็นการตายที่น่าสยดสยองมากที่สุดแล้วสำหรับขวัญสรวง

            แล้วยังต้องเสี่ยงต่อการถูกหิมะกัดด้วย

            และการถูกหิมะก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย มันอาจจะทำให้ร่างกายส่วนนั้นหมดสภาพและอาจจะต้องตัดทิ้ง เมื่อเซลล์บริเวณตายจนไม่สามารถรักษาได้

            “จะทำยังไงต่อไปดีนะ ขวัญ” สาวน้อยถามตัวเองอย่างหวาดหวั่น

            แต่บางที ถ้าหากว่าตายไปมันก็คงดีกว่าต้องตกนรกทั้งเป็นอย่างที่กลัว

            “ทำอะไรอยู่น่ะขวัญ”

            โอลิเวอร์ถามขึ้นโดยไม่ให้สุ้มเสียง พาให้ขวัญสรวงตกใจจนตัวโยน เธอเองก็ไม่รู้ตัวสักนิด ว่าเกาะกระจกหน้าต่างตรงนี้นานแล้วหรือยัง

            “เป็นอะไรไปรึเปล่า” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง ไม่เห็นท่าทีของขวัญสรวงเปลี่ยนไป และชวนให้ไม่สบายใจเอาเสียเลย

            “ฉันคิดว่า เราจะหาทางออกจากที่นี่กันได้รึเปล่าค่ะ”

            “ตอนนี้เนี่ยนะ” โอลิเวอร์ตกใจ เข้าไปดึงตัวขวัญสรวงให้ออกห่างจากหน้าต่างทันที

            “ข้างนอกหนาวจะแย่ รู้ใช่ไหมว่าอากาศติดลบน่ะ”

            “คงจะเป็นแบบนั้นล่ะค่ะ”

            “รู้แล้วก็ยังคิดจะเสี่ยงเหรอ” ชายหนุ่มใจหายวูบ เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวจิงจังของคนตัวเล็ก ขวัญสรวงดูมุ่งมั่นจริงจังมากที่จะออกไปจากที่นี่ให้ได้

            “ไม่ได้นะขวัญ มันอันตรายมาก เราอาจถึงตายได้เลยนะ” เขาพยายามจะเตือนสติ ออกไปข้างนอกตอนนี้เหมือนฆ่าตัวตายชัดๆ

            “แต่ถ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ฉันก็อาจจะตายได้เหมือนกันนะคะ” ขวัญสรวงบอกเสียงเศร้า ถ้านั่งลงบนฟูกที่พื้นอย่างหมดแรง มองไม่เห็นทางที่จะออกไปจากที่นี่ได้เลย

            “ผมบอกแล้วไง เพราะคนพวกนั้นไม่รู้ว่าคุณเป็นภรรยาของผม ไม่ว่ายังไงผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายคุณเด็ดขาด” โอลิเวอร์พูดอย่างหนักแน่น ทำให้ขวัญสรวงต้องสบตากับเขาอีกครั้ง

            นัยน์ตาของโอลิเวอร์มีสีน้ำเงินเข้มจนแทบจะกลายเป็นสีนิล ดูคมกริบราวกับใบมีด ถูกล้อมรอบด้วยแผงขนตางอนยาวดูนุ่มมือ จนอดคิดไม่ได้ว่า มันจะนุ่มจริงๆ หรือเปล่าหากได้ลองลูบดูสักครั้ง

            ว่ากันว่า สีน้ำเงินแทนสัญลักษณ์ของความสูงส่งเกรียงไกร สมัยก่อน ชนชั้นสูงจัดผิวขาวซีดราวกับกระดาษ จนสามารถมองเห็นทะลุผิวหนังไปถึงเส้นเลือดได้ เส้นเลือดที่เห็นนั้นมักจะเป็นสีน้ำเงิน ดังนั้นสีน้ำเงินจึงแปลได้ว่าทั้งสูงศักดิ์และสง่างามราบกับเทพบุตร

            แน่นอนว่าโอลิเวอร์คนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นัยน์ตาสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ผิวของเขาขาวจัด มองเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่มองแล้วงดงามเหมือนเทพบุตร แต่ท่าทางกลิ่นอายของเขาก็ดูราวกับได้รับการอบรมมาอย่างดี ดูสูงศักดิ์ราวกับเชื้อพระวงศ์ แตกต่างจากตัวเธอหน้ามือเป็นหลังมือ

            โจรร้ายพวกนั้นคงไม่ทำอะไรเขา เพราะต้องการเงิน ไม่ห่วงความปลอดภัยของพวกเขาเอง

            แต่สำหรับตัวเธอนี่สิ ไม่ได้ร่ำรวยมีเชื้อสายอะไรมาจากไหน ไม่ได้มีความสำคัญใดๆ เลยทั้งสิ้น ถูกฆ่าตายไปก็คงไม่มีใครรู้

            “ไม่เอาน่าขวัญ อย่าทำแบบนี้ผมไม่ชอบ” โอลิเวอร์สังหรณ์ใจบางอย่างอย่างรุนแรง ในใจมันสั่งว่าต้องจับตาดูเธออย่างใกล้ชิดมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าท่าที่อยู่ของขวัญสรวงจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากก็ตาม

            แต่แววตาของเธอนี่สิ มันเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว

            “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ” สาวน้อยหัวเราะ แต่แววตาว่างเปล่าจนชายหนุ่มใจเสีย

            “ผมสัญญา ว่าผมจะพาเราสองคนออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด คุณไม่ต้องกลัวนะ” ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้คนตัวเล็กกำลังรู้สึกเช่นไรอยู่ โอลิเวอร์จึงดึงเธอเข้ามากอดเพื่อปลอบใจ ขวัญสรวงไม่ได้ขัดขืนยอมโอนอ่อนแต่โดยดี

            “ฉันกลัว ฉันอยากกลับบ้าน” เสียงหวานสะอื้นฮักอย่างน่าสงสาร ไหล่บางสะท้านขึ้นลงจนขวัญสรวงตัวโยน

            โอลิเวอร์นี่ท่าทางหนักใจมาก เมื่อข้างหนึ่งของเขาโอบรอบไหล่เล็กไว้ อีกข้างขอสวมกอดเอวคอดดึงเธอให้เข้ามาชิดกับตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ด้วยท่าทางหวงแหนยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

            เสียงร้องไห้ของขวัญสรวงทำให้เขาใจหาย ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกแบบนี้ได้มาก่อนเลย

            “ไม่ต้องห่วงขวัญ ผมจะพาคุณกลับบ้านให้ได้ ผมสัญญา ด้วยเกียรติทั้งหมดที่ผมมีเลย ผมให้สัญญาด้วยเกียรติของเกซีราฟ” โอลิเวอร์กระซิบบอก เกซีราฟ ที่เอ่ยถึงนั่นคือ นามสกุลเก่าแก่ที่ได้รับตกทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นพ่อ เป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งที่มีอิทธิพลมายาวนาน กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีแต่คนเกรงใจนับหน้าถือตา เมื่อเขาบอกไปแบบนี้ นั่งยอมแต่ว่าตอนนี้เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลเกซีราฟด้วยเช่นกัน

            ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ตัวก็ตามที

            “นี่ก็ดึกมากแล้ว อากาศก็เย็นมากด้วย เรานอนพักผ่อนเถอะนะ”

            “ค่ะ” เสียงหวานยังสะอื้นไม่จาง ดวงตากลมโตของเธอบวมช้ำ ไม่ว่าโอลิเวอร์จะเช็ดน้ำตาให้เท่าไหร่ น้ำตาก็ไม่เคยหายไปจากดวงตาคู่สวยของเธอเลย

            “ไม่เอาไม่ต้องร้อง นอนพักเอาแรงก่อนดีกว่า ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เราอาจจะกลับกันได้แล้ว”

            “กลับเหรอคะ” ขวัญสรวงขมวดคิ้วสงสัย

            จะให้เธอกลับไปที่ไหนหรือ ในเมื่อเธอมาจากบ้านเกิดเมืองนอนที่เมืองไทย ไม่ได้มีเงินทองร่ำรวยอะไรที่จะไถ่ตัวเองกลับไปได้

            “อืม ก็ฉันสัญญากับเธอแล้วไง ว่าจะพากลับบ้าน”

            “แต่คนต้องการจะปล่อยเรากลับไปเหรอคะ” เสียงหวานแหบเครือ รู้สึกคัดจมูกจนพูดอะไรไม่ชัด กลายเป็นเสียงอู้อี้ฟังแทบไม่รู้เรื่อง

            “ผมจะพยายาม แต่ตอนนี้นอนเอาแรงกันดีกว่า อย่าร้องไห้เลย อากาศมันเย็นมากเลยนะ ถึงจะเป็นน้ำตาของคุณเองก็เถอะ แต่พอมันถูกอากาศเย็นๆ เข้า เดี๋ยวได้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งกัดหน้าคุณจนแสบหมดแน่” ปลายนิ้วแกร่งเพียรไล้คราบน้ำตาออกจากหน้านวลอย่างเบามือ

            “ทำไมคนพวกนี้ใจร้ายจัง ฉันอยากกลับบ้าน ฉันแค่อยากกลับบ้านเท่านั้น ทำไมพวกเขาถึงทำกับฉันแบบนี้”

            หัวใจของโอลิเวอร์ปวดแปลบ คำพูดของขวัญสรวงเหมือเข็มเล่มเล็กนับร้อยนับพันเล่มทิ่มแทง ไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ที่น่าสงสารของเธอเลย

            “พอแล้วน่า บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวน้ำตามันจะกัดหน้าเอา หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” โอลิเวอร์บอกเสียงเข้ม เริ่มดุเมื่อคนตัวเล็กไม่ยอมฟังอะไรเลย

            ” เธอเม้มปากเอาไว้แน่น ไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้ทำให้เขาต้องรำคาญใจอีก แต่ก็ไม่วายสะอื้นน้อยๆ ไม่หยุด

            โอลิเวอร์ถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ผ้าห่มมาคลุมร่างกายของตนเองและคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบานุ่มนวล ฝ่ามืออุ่นระอุลูบไล้แผ่นหลังบอบบางของเธอจนกระทั่งเสียงสะอื้นค่อยๆ จางหายไป ลมหายใจของขวัญสรวงเริ่มเป็นจังหวะสม่ำเสมอเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว แต่เขายังคงตาค้างในความมืดข่มใจให้หลับไม่ได้สักที

            “ขอโทษนะขวัญ ฉันจะไม่ทำให้เธอต้องกลัวอีกแล้ว”

 

            เพราะไม่อยากเห็นน้ำตานองบนหน้าเมีย(กำมะลอ)อีก โอลิเวอร์จึงตัดสินใจบอกให้ขวัญสรวงพิมพ์ข้อความส่งไปหาครอบครัว เพื่อจะได้ให้คนร้ายดูความเรียบร้อยแล้วจัดการส่งให้อีกทีหนึ่ง พยายามให้กำลังใจว่าอีกไม่นานก็จะได้ไปจากที่นี่กันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวมีสีหน้าดีขึ้นเท่าไหร่เลย

            “ไอ้พวกนั้นมันส่งข้อความให้แล้วนะ” โอลิเวอร์กลับมาหาขวัญสรวงที่ห้อง พร้อมกับคืนโทรศัพท์มือถือให้เธอไป

            ขวัญสรวงรับไปดูก่อนจะพบว่าข้อความได้ถูกส่งไปแล้วจริงๆ

            “ขวัญครับ อย่าทำหน้าเครียดเลยนะครับ ผมขอร้องล่ะ” ตอนนี้โอลิเวอร์ไม่สบายใจเลย มันเหมือนกับว่าเธอดูไร้ความรู้สึกเข้าไปทุกที แทบจะกลายเป็นตุ๊กตาหิมะได้อยู่แล้ว

            “ผมจะเอาไปคุยกับพวกนั้น เราจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ คุณนอนพักผ่อนเอาแรงนะ ผมสัญญา ว่าเราจะได้ออกไปอย่างแน่นอน” โอลิเวอร์พูดซ้ำไปซ้ำมา ถ้าเป็นคราวก่อนขวัญสรวงก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว แต่มาตอนนี้เธอไม่กล้าจะคิดฝันว่ามันจะเป็นความจริงเลย

            เธอไม่ได้คิดว่าโอลิเวอร์โกหก เขาคงพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้

            แต่คนร้ายพวกนั้นเล่า ไม่ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระจริงๆ น่ะหรือ

            และต่อให้จะยอมปล่อยเธอไปจริงๆ คงมีข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่อาจประเมินได้อย่างแน่นอน

            “นอนพักก่อนนะขวัญ เดี๋ยวผมจะรีบกลับมา” ชายหนุ่มจูบแก้มใส หวังจะเห็นสีหน้าอื่นจากเธอบ้างนอกจากความเศร้าและหวาดกลัว มันได้ผลเล็กน้อย เมื่อขวัญสรวงรีบยกมือขึ้นมาทาบแก้มของตัวเอง และมองมาอย่างเคืองๆ

            “นอนต่อเถอะ เดี๋ยวผมมา” คราวนี้โอลิเวอร์ออกไปจากห้องจริงๆ แล้ว หลังจากเอาแต่ร่ำลาอ้อยอิ่งจนเสียเวลาอยู่นาน

            เมื่อประตูห้องถูกปิดลง ร่างเล็กก็เด้งขึ้นมาฟูกนอนอย่างรวดเร็ว รีบหยิบแผ่นร้อนกันหนาวที่มีคนเอามาให้พร้อมกับอาหารเช้าติดตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความทิ้งไว้โน้ตทั้งน้ำตา เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แค่นาทีเดียว

            ต่อให้โอลิเวอร์จะพยายามโน้มน้าวให้กำลังใจมากแค่ไหน แต่มันคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี ขนาดมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอย่างเขาออกไปจากที่นี่ไม่ได้ง่ายง่ายเลย แล้วเธอจะไปพร้อมกับเขาได้หรือ มันเป็นแผนการถ่วงเวลา หรือไม่ก็ทำให้โอลิเวอร์ตายใจยอมจ่ายเพิ่มให้

            แต่สุดท้ายพวกมันก็คงจะปล่อยตัวแค่โอลิเวอร์คนเดียว ส่วนเธอก็จะเป็นเหยื่อรายต่อไปนั่นเอง

 

            ถึงแม่จ๋า พี่เขตต์ ขวัญตา

            ข้อความนี้ขวัญเป็นคนพิมพ์เองทั้งหมด

            ถ้าทุกคนได้อ่านข้อความนี้ ก็แปลว่าขวัญคงไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป

            ขวัญอยากบอกทุกคนว่า ขวัญรักทุกคนมาก และเสียใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้

            ขวัญเองก็อยากจะอยู่กับทุกคนให้นานกว่านี้ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้

            ชาตินี้ขวัญคงจะมีบุญอยู่เท่านี้ก็เลยต้องจากไปก่อน

            ขวัญรักทุกคนเสมอและตลอดไป

            ขวัญสรวง รัตนากูล

 

            ขวัญสรวง พิมพ์ข้อความทั้งน้ำตา ยังพิมพ์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษอีกภาษาด้วย บอกชื่อที่อยู่ของตัวเองที่เมืองไทยเอาไว้ แล้วพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมว่าใครก็ตามที่เก็บโทรศัพท์นี้ได้ให้ช่วยส่งข้อความนี้ไปถึงครอบครัวให้ด้วย พร้อมทั้งปลดรหัสผ่านโทรศัพท์ตัวเองไว้ เพราะถ้าหากมีคนเก็บได้จริงๆ จะได้เปิดปลดล็อกมันได้

            นอกจากนั้นเธอก็ยังจับภาพหน้าจอแอพพลิเคชั่นโน้ต ซึ่งเป็นข้อความภาษาอังกฤษ แล้วตั้งเป็นภาพล็อกหน้าจอโทรศัพท์ไว้ เพื่อที่คนเก็บได้จะได้อ่านมันในทันทีเพียงแค่กดปุ่มหนึ่งปุ่มใดบนโทรศัพท์เพียงครั้งเดียว

            ใจความสำคัญของข้อความเหล่านั้น มีเพียงอย่างเดียว ใครก็ตามที่เจ็บโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ได้จะได้รู้ว่าเจ้าของคือใคร และขอให้ส่งข้อความในครั้งนี้กลับคืนสู่ครอบครัวของเธอเท่านั้น

         ใจหนึ่งก็ยังหวัง ว่าจะมีโอกาสได้พบกับโอลิเวอร์อีกครั้งหรือเปล่า

            ขวัญสรวงรีบส่ายหน้าไล่ความลังเลใจออกไป จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างแน่นหนา แอบฟังเสียงด้วยการแบนหูที่บานประตูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครกำลังมาที่นี่

            เหตุการณ์ข้างนอกเป็นปกติดี เธอจึงเดินตรงไปยังบานหน้าต่างอีกครั้งยังแน่วแน่

 

            เสียงอะไรบางอย่างกระแทกแตกไม่เบานัก ทำให้โอลิเวอร์ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องนอนเท่าไรหันขวับไปมองทันที

            ต้นเสียงมาจากห้องนอนที่ขวัญสรวงพักอยู่ พาให้หัวใจเข้าไหววูบ รีบก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงไปยังห้องนอนนั้นด้วยความหวาดกลัว

            ทันทีที่เปิดประตูออก ไอความหนาวที่เย็นยะเยือกก็ลอยปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีอย่างรวดเร็ว มันทำให้โอลิเวอร์ตัวเย็นเป็นน้ำแข็ง เพราะกระจกตรงหน้าต่างแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมีร่องรอยการทุบจนแตกหักเพราะมันถูกล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนา

            พายุหิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด เขามองเห็นหยดเลือดตามพื้นและขอบหน้าต่างที่มีแต่เศษกระจกแตกหัก และไม่เห็นตัวขวัญสรวงอย่างที่ควรจะเป็น

            “ขวัญ!” โอลิเวอร์ตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัวจับหัวใจ

            ด้วยความกลัวและหวาดหวั่น ทำให้เขากระโจนอออกจากบ้านลิ่วๆ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่มีความหนาให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ

            “นายครับ!” หลายเสียงตะโกนลั่น เมื่อเห็นผู้เป็นเจ้านายวิ่งลุยหิมะออกไปอย่างบ้าคลั่ง

            ตายๆๆ! ไม่ตายวันนี้แล้วจะตายวันไหนได้อีก!!

            ไอ้หวังตายแน่ ตายแน่ ไอ้หวัง ไอ้หวังตายแน่ ตายแน่ เฮ้อๆ ไอ้หวัง



[1] เขตสหพันธ์ไซบีเรีย (รัสเซีย: Сибирский федеральный округ; อังกฤษ: Siberian Federal District) เป็น 1 ใน 9 เขตสหพันธ์ของประเทศรัสเซีย มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ พันธุ์พืช รวมไปถึงแร่ธาตุ ปัจจุบัน เขตเศรษฐกิจไซบีเรียตะวันออก เป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญของสหพันธรัฐรัสเซีย

[2] เอ้กน็อก (Eggnog) เป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมมากในเมืองหนาวมักดื่มกันในช่วงเทศกาลช่วงคริสต์มาสปีใหม่ มีส่วนผสมหลักคือ นม เหล้ารัมหรือบรั่นดี ไข่ น้ำตาล และ เครื่องเทศ

[3] กูเกิลแปลภาษา (Google Translate) เป็นเครื่องมือแปลภาษาโดยไม่คิดค่าบริการของบริษัทกูเกิล โดยสามารถแปลได้ตั้งแต่ข้อความที่เป็นประโยคไปจนถึงเอกสารทั้งหน้า หรือแม้แต่ทั้งเว็บไซต์ แต่กูเกิลแปลภาษา มีการจำกัดการแปล ซึ่งไม่เหมือนบริการอื่น ๆ ขณะที่มันช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาโดยทั่วไปของข้อความภาษาต่างประเทศ บริการนี้ก็ไม่ได้ให้การแปลที่ถูกต้องแม่นยำ และนอกจากนี้มันยังแปลข้อความในบางครั้งผิดความหมาย และผิดหลักไวยากรณ์



Talk...

Song :: SOMKIAT - ขอวอน 2

หมาโอลี่ นี่มันหมาบ้าจริงๆ ค่ะ

มีหนักกว่านี้อีกนะ แงง นี่ไม่ใช่พระเอกแล้ว

ตัวโกงต่างหาก

ปล นิยายเรื่องนี้จะวางขายในงานหนังสือก่อนนะเออ

มู่ฝากผลงานเอาไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ รักมากเลย  image





มู่ฝากนิยายที่ออกใหม่ด้วยนะคะ
และนิยายชุดก่อนๆ ด้วยค่ะ ในงานหนังสือลดเยอะมากค่ะ
คลิกดูรูปเพื่อขยายภาพและดูรายละเอียดอื่นๆ ได้เลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ image


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #18 เกมส์ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 22:07

    หลอกจนเป็นเรื่องมั้ยหล่ะ

    #18
    0
  2. #17 cokecola (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 16:45
    มันร้ายจริงๆๆๆๆ
    #17
    0
  3. #16 Benz_zab (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 13:00
    แผนนางให้คนจับขวัญมาเป็นเมียแล้วมาทำเป็นช่วยนางเอกแน่ๆ
    #16
    0
  4. #15 Fang_ju (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 11:31
    เนินเขาเจ้าค่ะ
    #15
    0
  5. #14 Peechayarputh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 11:03
    สงสารหนูขวัญ  ไหนจะกลัว  ไหนจะหัวเสีย....  เข้าใจหนูขวัญเลยว่า พ่อโอลี่กับพวกมาเฟียข้างนอกนี่น่ากลัวพอๆกันเลย....  เป็นกำลังใจให้ไรต์นะคะ สู้ๆ....
    #14
    0
  6. #13 cokecola (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 23:20
    555555 ปวดหัวแทนขวัญ
    #13
    0
  7. #12 Karabuning (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:29
    5555 #หมาป่าโอลี่
    #12
    0
  8. #11 Karabuning (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:29
    5555 #หมาป่าโอลี่
    #11
    0
  9. #10 ภานินี (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:46
    😖😖😖🤣🤣

    หมาป่าโอลี่~
    #10
    0
  10. #9 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:17
    #ร่ายหิมาลัย❄️ #โอลิเวอร์ #ขวัญสรวง
    หมาโอลี่นี่มันร้ายจริงๆ นะเออ ปวดหัวแทนขวัญเลยค่ะ
    เรื่องนี้อยู่ในนิยายชุด #เพียงพิมาน ค่ะ
    เริ่มขายในงานหนังสือพรุ่งนี้แล้วค่ะ
    ฝากไว้ด้วยนะคะ ที่ #V15โซนพลาซ่า ค่ะ 😘
    #9
    0