บ่วงร้ายลายรัก [นิยายชุด เจ้าสาวตกบ่วง]

ตอนที่ 4 : The Trap Love ♞ 03 Never Felt So All Alone

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    31 มี.ค. 59

http://i.imgur.com/bprK2Vq.png

The Trap Love 03

Never Felt So All Alone

 

         “งั้นพร้อมแล้วใช่ไหมล่ะหนูดา ไม่ต้องเตรียมตัวจัดเต็มขนาดนี้ก็ได้ ฉันก็อยากกอดเธอแทบแย่แล้ว

          “ไม่ใช่แบบนี้นะคะ ไม่ใช่” ดาราศิระโวยวายหน้าแดงก่ำ เธอกำคอเสื้อเอาไว้แน่นแทบไม่ทัน หายใจหอบถี่เมื่อชายหนุ่มพยายามจะลวนลามเธอให้ได้

          “แล้วนี่มันหมายความว่ายังไงล่ะหนูดา” โจชัวถามพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม ที่แท้ไปหาเพื่อนก็เพื่อแบบนี้นี่เอง

         “ฉันถูกบังคับ ฉันไม่ได้เต็มใจเลย” หญิงสาวส่ายหน้าหวือ เนื้อตัวเริ่มแดงระเรื่อด้วยเลือดสาวที่สูบฉีดไปทั่วร่าง

          “งั้นเหรอ ดูเหมือนไม่น่าเชื่อว่าเป็นแบบนั้นเลยนะ” เขายิ้มยั่ว ขยับกายเข้าไปใกล้เพื่อตั้งใจหาเรื่องรังแก

          ไม่สิ มันไม่ได้เรียกว่ารังแกเลยสักนิด เรียกว่าขอสิทธิอันชอบธรรมจากการเป็นสามีที่แต่งงานกันแล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมมากกว่า

          “ฉันไม่ไหวแล้วโจชัว ฉันเป็นผื่นขึ้นเต็มตัวเลย” ดาราศิระทำหน้าจะร้องไห้จริงๆ ทั้งกลัวทั้งอาย และเหนืออื่นใดคืออยากอาบน้ำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

          “ทำไม ขนลุกเพราะฉันกอดเหรอ” ถามอย่างหาเรื่อง นี่สามีนะ ไม่ใช้ผู้ชายโรคจิต มองหน้าเธอแล้วก็งอนแสนงอน

          “เปล่าค่ะ แต่ชุดพวกนี้เพิ่งซื้อจากในห้างมา เพื่อนๆ ฉันแกล้งบังคับให้ฉันใส่ แล้วก็ ฮือ เอาชุดเดิมของฉันไปทิ้ง บังคับให้ฉันใส่มาทั้งอย่างนี้ มันยังไม่ได้ซักนะคะ” ตอนนี้ไม่ได้โกหก เธอกำลังคันคะเยอไปทั้งตัวแล้ว ไม่ใช่เพราะชุดยังไม่ได้ซักอย่างเดียว แต่เพราะว่ามันบางใสจนรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้สวมอะไรเลยต่างหากเล่า

         “โกหกรึเปล่า” โจชัวถามอย่างไม่มั่นใจ ค่อยๆ แกะมือของเธออกจากคอเสื้อเพื่อมองดูว่าเป็นผื่นจริงไหม

          เขาไม่ใช่คนโง่ที่แยกว่าผื่นกับเนื้อตัวแดงเรื่อเพราะเลือดสาวสูบฉีดมันแตกต่างกันยังไง เห็นเธอท่าทางร้อนรนไม่สบายใจก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี

          “ขอโทษก็แล้วกัน งั้นก็อาบน้ำซะก่อน”

          “ฉันต้องไปเอาเสื้อข้างนอกก่อนค่ะ” ดาราศิระบอกเสียงแผ่ว แต่โจชัวส่ายหน้าพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

          “เดี๋ยวหาให้ เธออาบน้ำไปเถอะ”

          “แต่…!” เรื่องน่าอายแบบนั้นจะให้เขาเป็นคนทำให้ได้ยังไงกัน ตั้งใจจะไปเอาเองแต่ชายหนุ่มก็ยังยืนยันคำเดิม สายตาก็เริ่มน่ากลัวมากขึ้นทุกทีด้วย

          “เป็นผื่นมากขึ้นทุกทีแล้วนะ จะให้ฉันอาบน้ำให้เลยไหม”

          พอถูกขู่ดาราศิระก็สั่นหน้าจนเส้นผมกระจาย ก้มหน้างุดจนคางแทบจรดกับหน้าอกอยู่แล้ว

          “งั้นก็ไปอาบน้ำ แล้วจะเอาเสื้อผ้ามาวางไว้ให้ ไม่ต้องคิดมากน่า เราแต่งงานกันแล้วจะหนูดา ที่สำคัญเราอยู่ด้วยกันแบบนี้มาก็นานแล้ว ฉันล่วงเกินเธอรึเปล่า” ถามอย่างเอาแต่ใจ จนดาราศิระไม่รู้ว่าเสื้อผ้าเริ่มหลุดลุ่ยออกจากตัวตั้งแต่ตอนไหน มือไม้เขาไวจนน่ากลัวเหลือเกิน

          “งั้นฉันจะไปอาบน้ำ รบกวนคุณช่วยเตรียมเสื้อผ้าด้วยนะ” ดาราศิระรู้สึกเหมือนกำลังกลืนเลือดลงท้องก็ไม่ปาน อยากจะปาดเลือดที่ฟูมบากเขียนข้อความลาตายเอาไว้ และโทษว่าเป็นความผิดของเพื่อนทุกคนที่ทำให้เธออายจนเกือบตายแบบนี้

          “ชั้นในด้วยไหม หรือไม่ต้อง” โจชัวหัวเราะเมื่อเธอเบ้หน้าทำท่าจะร้องไห้ออกมาจริงๆ

          “รู้แล้ว เดี๋ยวเตรียมให้ครับ” เขายิ้มหวานซะจนดาราศิระคิดว่ามดจะขึ้นตัวเองแล้ว

          “รีบอาบน้ำซะหนูดา ตอนนี้ผื่นขึ้นมาที่คอแล้วนั่น ตรงนั้นฉันยังไม่ได้จูบเลยนะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าทำท่าจริงจัง

          ดาราศิระหวามลึกในอก เกิดมาไม่เคยมีใครพูดหวานแบบนี้กับเธอมากก่อน ปกป้องดูแลจนเหมือนกับว่ายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ตอมอย่างไรอย่างนั้นเลย แต่ตอนนี้เธอเริ่มคันไปทั้งตัวแล้ว รีบเดินไปที่ฝักบัว รู้สึกไม่ดีเลยสักนิด ไหนจะแววตาเจ้าเล่ห์น่ากลัวของโจชัวตอนที่เขาบอกจะเตรียมเสื้อผ้าให้นั่นอีก

          “เกิดมามีแต่คนแกล้งนะหนูดา แกนี่ช่างน่าสงสารจริงๆ เลย” บ่นกับตัวเองแล้วก็รีบเปิดฝักบัวล้างเนื้อล้างตัวก่อนที่จะเป็นผื่นไปมากกว่านี้ แต่เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วกลับไม่กล้าจะเดินออกจากห้องน้ำ กระวนกระวายไม่สบายใจ กลัวว่าจะยิ่งถูกเขาแกล้งมากกว่าเดิม จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกชื่อ

          “หนูดา ออกมาได้แล้ว จะอยู่ในนั้นขัดตัวให้เปื่อยไปเลยหรือไง

          ได้ฟังแล้วดาราศิระก็อยากจะเปื่อยตายในนี้เลยเหมือนกัน เขาไม่รู้หรือไงว่าเธอทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับเขาน่ะ

          “หนูดา อย่าให้ต้องเข้าไปตามนะ” โจชัวขู่อีกคำ สาวน้อยก็ถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว จึงโผล่หน้าที่โพกศีรษะด้วยผ้าขนหนู บนตัวก็สวมเสื้อคลุมตัวโตออกมา ทำหน้าตาน่าสงสารราวกับเด็กตัวเล็กที่กำลังหลงทางก็ไม่ปาน

          เห็นแล้วโจชัวทั้งสงสารทั้งเอ็นดู ส่งเสื้อผ้าให้เธอไป

          “ขอบคุณค่ะ” เธอไม่กล้าสบตาด้วย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำอีกหน

          “คุณโจชัว!!” เสียงหวานดังออกมาจากห้องน้ำ เจ้าของชื่อก็รู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องเรียกชื่อตัวเอง ยกแขนกอดอกยิ้มหวานจนแทบปวดแก้ม

          “ครับ มีอะไรเหรอ” เขาพูดอย่างเจ้าเล่ห์ รู้อยู่แก่ใจว่าดาราศิระงอนเรื่องอะไรอยู่

          “คุณ” เธอพูดเท่านั้นแล้วก็เงียบไปไม่พูดอะไรอีก แต่พนันได้ว่าในใจกำลังพร่ำบ่นก่นด่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

          “คุณมัน” ดาราศิระเปิดประตูออกมาด้วยความหัวเสีย เธอยังอยู่ในชุดคลุมตามเดิม เดินผ่านไปโดยไม่พูดไม่จา

          ร่างเล็กเปิดกระเป๋าเดินทางพยายามมองหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเธอกำลังหาอะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่คนเดียว ไม่ถึงสามนาทีสายตาแข็งกร้าวเอาเรื่องก็หันมาจ้องเขม็ง

          “อะไรครับ” นอกจากจะไม่กลัวแล้วโจชัวยังยิ้มสู้เสียอย่างนั้น

          “คุณแกล้งฉันเหรอ” ใบหน้าหวานแดงก่ำ เดินเข้าไปหาแล้วทุบท่อนแขนแข็งแรงทีหนึ่งด้วยความโมโห

          ถ้าตามปกติแล้วโจชัวคงโกรธและสวนกลับไปแล้ว แต่ผู้หญิงตรงหน้าคือภรรยา คือสาวน้อยที่อยากพิชิตใจมานาน สิ่งเดียวที่ทำคือยิ้มหวานแล้วก้มหน้าจูบเธอเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

          ดาราศิระสั่นสะท้านทั้งตัวเหมือนถูกไฟช็อต นี่เป็นครั้งแรกที่โจชัวจูบเธอ ถึงจะเป็นสัมผัสแค่แผ่วเบาก็เถอะ แต่มันสร้างแรงสั่นสะเทือนที่หัวใจทั้งดวงโคลงเคลงราวกับอยู่บนเรือที่กำลังเจอพายุรุนแรง

          “แกล้งอะไรคะ” เขายิ้มหวาน แถมยังพูดหวานซะจนน้ำตาลยังยอมแพ้

          “คุณน่ะ คุณเอาชุดชั้นในฉันไปไว้ไหนคะ” ถึงจะเขินและอายมากแค่ไหน แต่ดาราศิระก็อยากรู้เรื่องสำคัญเรื่องนี้อยู่ดี

          “ลืมบอกไป ว่าคนเอามาให้แค่นี้ นอกนั้นโยนทิ้งไปหมดแล้ว

          “คุณน่ะ

          “ไม่เห็นเป็นไร ก็ซื้อมาเพิ่มตั้งหลายตัวนี่ เดี๋ยวฉันซื้อให้ใหม่ก็ได้” โจชัวยังยิ้มระรื่น แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องสนุกชวนฝันของสามีไม่ใช่หรือ

          การซื้อเสื้อผ้าให้ก็เพื่อหวังจะได้ถอดให้ด้วยตัวเองนี่แหละ

          “แต่ตอนนี้” ดาราศิระไม่กล้าบอกว่ามีแค่ซับในชิ้นล่างชิ้นเดียวแล้วมันใจหวิว อายจนไม่กล้าบอกแบบนั้น

          “ตอนนี้ทำไมเหรอคะ” ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนระดับสายตาเท่ากัน

          หญิงสาวทำหน้าไม่ถูก ได้แต่มองหน้าเขาละห้อย นี่เพิ่งแต่งงานกันจะให้โนบราแล้วใช้ชีวิตด้วยกันเนี่ยนะ แค่คิดก็อยากจะเป็นลมอยู่แล้ว

          “คุณน่ะชอบแกล้ง” หญิงสาวยอมแพ้เป็นฝ่ายเดินหนีเข้าห้องน้ำเพื่อสวมเสื้อผ้าอีกครั้ง ขณะที่ชายหนุ่มยิ้มหวานอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข

 

          เป็นอีกคืนที่โจชัวไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ นอกจากแผลที่หน้าผากของภรรยายังไม่หายดีแล้ว ตอนนี้เธอก็ยังหลับสนิทจากผลข้างเคียงของยาแก้แพ้อีกด้วย ผื่นที่ขึ้นตามตัวนั้นไม่ใช่เล่นๆ เลย จึงให้กินยาเอาไว้เพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามมาทีหลัง เลยได้แต่นอนกัดผ้าห่มกัดฟันกรอดๆ เพราะไม่ได้กอดเมียให้สมความตั้งใจอยากจะกอดอยากจะจูบสักที

          “นอนสบายเชียวนะ” เขาพึมพำอย่างงอนๆ แอบจูบแก้มใสเธอก็ยังไม่รู้สึกตัว

          “หนูดา ทำไมใจร้ายกับผัวอย่างนี้ล่ะ หลับไปก่อนแบบนี้มันขี้โกงนะ” ปลายนิ้วแกร่งไล้อกอิ่มด้วยความน้อยใจ เรียวปากรุ่มร้อนแนบลงกับหน้าหวานหลายจุด แอบจุมพิตเรียวปากอิ่มระเรื่อด้วยความต้องการ แต่ก็พยายามหักห้ามมันเอาไว้ ถ้าจะปลุกให้เธอตื่นขึ้นมาแล้วเรียกร้องเอาจากดาราศิระก็ทำได้ เพียงแค่ว่าผู้หญิงที่นอนอยู่ตรงหน้าคนนี้เป็นผู้หญิงที่ทะนุถนอมดูแลมาตลอดหลายปี ไม่คิดจะทำแบบนั้นให้เธอเสียใจ

          นัยน์ตาสีทองส่องประกายกวาดมองทั่วร่างบางด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย ผื่นแดงจางๆ ยังปรากฏให้เห็นอยู่ ถึงแม้ว่ากินยาแก้แพ้เข้าไปแล้วก็ยังไม่หายไปซะทีเดียว สร้างความไม่พอใจเพราะเขายังไม่เคยได้ทำให้เธอเป็นรอยแดงแบบนี้เลย

          หลังจากที่มองอยู่นาน โจชัวก็ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะก้มหน้าชิดกับหน้าหวาน เลิกเส้นผมที่ระหน้าหวานและซอกคอออกแผ่วเบา แนบริมฝีปากลงกับผิวกายอ่อนนุ่มละมุนดุจแพรไหมเนื้อดีอย่างลุ่มหลง ทุกอย่างที่เป็นดาราศิระคนนี้สร้างความหวั่นไหวให้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

         “หายดีเมื่อไหร่ถูกจับกินแน่

 

          “ฉันเหนื่อย ไม่อยากออกไปไหนอ่ะ” วันต่อมาโจชัวก็ปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับดาราศิระ ทั้งที่หญิงสาวเพิ่งเคยออกปากขอร้องเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เจอกันมาด้วยซ้ำ

          “คุณน่ะ” เธอทั้งโมโหทั้งไม่พอใจที่เขาทำเหมือนเป็นเรื่องสนุก

          เรื่องของเรื่องก็คือชุดชั้นในที่หายไปนั่นแหละ มันหายไปทั้งหมดเลย เหลือแค่ชุดชั้นในไม่กี่ตัว และพวกนั้นก็ดูเซ็กซี่เหลือร้ายที่เคยซื้อตามแรงยุของเพื่อนบ้าง ที่เรียบๆ แบบที่ใส่ประจำนั้นหายเรียบ ยิ่งตอนนี้มีชุดที่เพื่อนสาวสามทหารเสือบังคับมัดมือชกให้ซื้อมาด้วย แค่คิดก็อยากจะเป็นลมแล้ว

          “งั้นฉันไปคนเดียวก็ได้” อุตส่าห์ขอร้องเขาด้วยตัวเองเพราะไม่อยากไปกับเพื่อนแล้ว แต่โจชัวก็ยังแกล้งอีกจึงตั้งใจจะออกไปคนเดียว ชายหนุ่มเลยดึงข้อมือแล้วรั้งให้นั่งบนโซฟารับแขก ซึ่งกำลังนอนเอกเขนกอยู่อย่างสบายอารมณ์

         “นี่กำลังงอนอยู่เหรอ”

          ถามแปลก เธอต่อว่าเขาในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา ขืนตัวไม่ยอมให้กอดเพราะความน้อยใจและขุ่นเคือง

          “ตอนนี้รอให้เจสันทำงานให้เสร็จก่อน คิดว่าอีกไม่เกินสองวันจะกลับอเมริกาได้ อืม ไปซื้อของใช้ที่โน่นก็ได้นี่ จะได้ไปเที่ยวกันด้วย”

          “แล้วคุณถามความสมัครใจฉันรึยังล่ะว่าอยากไปรึเปล่า” ดาราศิระทำหน้าเศร้าลง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเธอก็ไม่มีสิทธิ์คิดตัดสินใจเองได้เลยสักอย่างเดียว

         ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งงาน หรือว่าการย้ายไปอยู่ที่อเมริกา ทุกคนล้วนเอาแต่พูดว่าทุกอย่างนั้นมันดีสำหรับตัวเธอแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังสงสัย ว่ามันดีสำหรับตัวเองแล้วจริงๆ หรือ

          “แล้วอยากอยู่ที่นี่ให้พวกสองป้าหลานนั่นรังแกเอาเหรอ

          “แต่ที่นี่มันคือบ้านฉันนะคะ เป็นบ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นมา คุณจะให้ฉันย้ายออกไปอยู่ข้างนอกแล้วให้คุณป้าครอบครองบ้านหลังนั้นเหรอ ฉันทำใจไม่ได้” นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดาราศิระไม่กล้าจะบอกเขาตั้งแต่แรก

          แค่นี้เธอก็เหมือนนักขุดทองที่แม่เลี้ยงอยากขายจนตัวสั่นจะแย่อยู่แล้ว

          “กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่สินะ” โจชัวยิ้มกริ่ม แบบที่มองแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเอาเสียเลย

          “ไม่ต้องห่วงน่า ฉันจะไม่มีทางทำให้บ้านของเธอกลายเป็นบ้านของใครก็ไม่รู้แน่ นั่นไม่ใช่สินสมรสด้วยนี่ บ้านหลังนั้นเธออยู่มาก่อนที่แม่เลี้ยงจะมาแล้วใช่ไหม”

          ดาราศิระพยักหน้า ก็ไม่ได้อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวหรอกนะ แต่ถ้าหากว่าวิชุกรมีลูกกับบิดาของเธอ ก็จะเต็มใจยกบ้านหลังนั้นให้น้องอย่างไม่มีข้อแม้ ถึงว่าว่าจะเป็นน้องคนละแม่ก็ตาม มีแววว่าวิชุกรอาจจะแต่งงานใหม่เพราะอีกฝ่ายก็ยังดูสวยมีสง่าราศีอยู่ ไม่อยากให้ชายอื่นนอนในห้องนอนบิดาตัวเอง

          “ฉันไม่มีทางปล่อยให้แม่เลี้ยงมหาภัยของเธอเอาบ้านหลังนั้นไปครองหรอก มันเป็นของเธอพินัยกรรมก็บอกชัดเจนแล้วนี่”

          “พินัยกรรมเหรอคะ” บอกตามตรงว่าดาราศิระเองก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้มากเท่าไหร่

          “อื้อ ท่านทำเอาไว้ตอนป่วย ให้เจสันดูแลแล้ว”

          “ป่านนี้คุณป้าคงกรี๊ดๆ ลั่นบ้านแล้วถ้ารู้เข้า” ดาราศิระพึมพำ กว่าจะรู้ตัวก็อยู่ในอ้อมกอดของเขาเข้าแล้ว

          “ใช่ ต้องรอเจสันมันทำเอกสารสักวันสองวัน แล้วเราค่อยกับดีทรอยต์กัน จากนั้นก็ไปซื้อของที่โน่นเลยเนาะ ตอนนี้มีอะไรก็ใช้ๆ ไปก่อน”

         เมื่อมันวกกลับมาเป็นแบบเดิม ดาราศิระก็ถอนหายใจแล้วไม่มองหน้าเขาอีก

          “ไหนบอกจะประหยัด เมื่อวานซื้อมาตั้งเยอะนี่นา แล้วฉันจะไม่ให้เธอออกไปไหนด้วย ถ้าไม่มีฉัน”

          “แต่ว่าฉันต้องออกไปนี่คะ” สาวน้อยเริ่มหงุดหงิดที่คนเป็นสามีนิสัยไม่ดี หาเรื่องกลั่นแกล้งรังแกกันได้หน้าตาเฉย

          “ก็ไม่ให้ออกไปอ่ะ จะทำไม เอาน่า แดดเมืองไทยแรงขนาดนี้ ตากแป๊บเดียวเดี๋ยวก็แห้ง” เขาหมายถึงชุดชั้นในที่ซื้อมา ยิ่งทำให้ดาราศิระทั้งอายทั้งเคืองเป็นเท่าตัว

          “ฉันไม่อยากคุยกับคุณแล้ว” ไม่ว่ายังไงก็ย้อนกลับไปเรื่องนั้นตลอด สุดท้ายสาวน้อยก็เลือกจะเดินหนีไปคนเดียว ทิ้งให้โจชัวหัวเราะตามหลังที่ชอบใจเมื่อได้แกล้งเธอ

          ดาราศิระมาสงบสติอารมณ์ในห้องนอน หลังจากที่เผลอแสดงท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจออกไปแล้ว แปลกใจตัวเองไม่น้อยว่าทำไมถึงได้กล้าแสดงออกไปตรงๆ แบบไม่กลัวว่าเขาจะโกรธ แต่มันก็ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอที่จะได้แสดงออกไปตามตรงว่าคิดหรือรู้สึกยังไง แต่งงานกันแล้วแต่กลับเพิ่งเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ไม่เหมือนคู่รักคู่อื่นๆ ที่สนิทสนมกันมานาน มีอะไรก็บอกออกไปน่าจะดีกว่า

          แต่แกก็ต้องพูดให้มากกว่านี้นะหนูดาดาราศิระเตือนตัวเอง ก่อนจะทำหน้างงๆ ทำตัวไม่ถูกเมื่อโจชัวเดินตามเข้ามา ทีแรกคิดว่าเขาจะตามมากวนใจ แต่กลับแค่ยิ้มให้แล้วเดินหายเข้าห้องนอน ถืออะไรติดมือเข้าไปด้วยบางอย่าง

          แน่นอนว่าเธออยากรู้และสงสัยมาก นอกจากนั้นยังสังหรณ์ใจบางอย่างแปลกๆ อีกด้วย ไม่ถึงห้านาทีโจชัวก็เดินออกมาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่แทบจะทำให้ร้องกรี๊ดได้

          นั่นก็เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่เขาถือออกมาจากห้องน้ำด้วย มันทำให้เธอตกใจมาก

          อะไรที่ว่านั่นคือชุดชั้นในที่เพื่อนๆ ยัดเยียดมัดมือชกให้ซื้อมานั่นเอง

          แต่ละแบบล้วนบางใสเซ็กซี่จนไม่รู้ว่ามันจะใช้ปกปิดอะไรได้

         โจชัวเดินไปที่ระเบียงแล้วตากชุดชั้นในอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าต่อตา โดยที่ดาราศิระทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากมองอย่างอึ้งๆ

          “ซักให้แล้วนะ ทีนี้ก็หมดห่วงไปเรื่องนึงแล้วเนาะ คืนนี้ใส่อันนี้ให้ดูหน่อยนะ” โจชัวยิ้มหวานก่อนจะชูจีสตริงที่มีแค่เชือกชิ้นเดียวให้ภรรยาด้วยสายตาเป็นประกายปิ๊งปั๊ง

 

          หมดห่วงกับผีน่ะสิ

          ดาราศิระอยากจะร้องไห้เมื่อเรื่องมันพลิกผันเป็นแบบนั้นเสียได้ เธออยากบอกกับสามีตามนิตินัยว่า แค่อยากได้ชุดชั้นในที่มันเรียบๆ ใส่สบาย ไม่ใช่เปิดนั่นเปิดนี่ สวมแล้วก็เหมือนไม่ได้สวมอะไรเลย เธอต้องโทรไปต่อว่ากับเพื่อนๆ เพราะคับอกคับใจที่ทำอะไรมากกว่านั่งหน้าเอ๋อต่อหน้าโจชัวแค่อย่างเดียว

          “มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนบอกมา แต่ดาราศิระอยากจะขาดใจตายตรงนี้ไปเลย

          “มันดีตรงไหนยะ พวกแกรู้ไหมว่าฉันไม่มีอะไรจะใส่แล้ว”

          “ว้าย งั้นโนบราอยู่กับสามีเหรอ”

          “เปล่า!!” ดาราศิระร้อนรน อธิบายไม่ถูก รู้อย่างเดียวว่าอายมากอย่างที่ไม่เคยอายมาก่อน

          “ใจกล้าว่ะ แหม เห็นเงียบๆ แบบนี้ฟาดเรียบนะจ๊ะ” เมยานีหัวเราะร่วน ชอบใจที่เห็นเพื่อนทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าสามี

          “ฟาดรงฟาดเรียบอะไรยะ ฉันยังไม่ได้มีอะไรกับเขานะ” พูดไปแล้วดาราศิระก็เสียใจ อายเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนที่ประชุมสายคุยกันสี่คนเอะอะกันใหญ่โต

          “จริงเหรอ ไม่อยากเชื่อเลยอ่ะ”

          “อย่ามาโกหกนะ ไม่มีอะไรจริงๆ เหรอแต่งงานกันแล้วนะ”

          “เฮ้ย! ยังไม่มีอะไรกันจริงๆ เหรอ”

          ดาราศิระฟังแทบไม่ทัน อยากตบปากตัวเองที่เผลอพูดออกไปไม่ทันได้คิด พนันได้เลยว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ถูกขุดมาเล่าให้ได้อายไปอีกหลายปีเลย

          “ก็ยังก็เขาเพิ่งมาไทยตอนที่รับปริญญานั่นแหละ แล้วก็จัดงานแต่งเลย พวกแกก็รู้ว่าฉันไม่สบายอยู่นะ หัวก็แตก นี่ใจคอจะให้” เธอพูดไม่จบเพราะอายเกินกว่าจะพูดได้

          “หืมมมม ไม่อยากเชื่อเลย เห็นหน้าคุณสามีตอนที่มองแกนี่แบบว่า แรงขับเคลื่อนทางเพศสูงมากง่ะ” พูดจบประกายแก้วก็หัวเราะอีก คนที่เป็นภรรยาของผู้ชายคนที่ถูกบอกว่ามีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงฟังแล้วอยากจะเป็นลมเพราะความเขินอาย

          “พวกแกอย่าแซวได้ไหม เพราะพวกแกนั่นแหละ ฉันเลยย่ำแย่อย่างนี้น่ะ”

          “แล้วนอนกันยังไงอ่ะ กอดกันแล้วจูบกันเฉยๆ เหรอ กรี๊ด โอ๊ย ทำไมฉันตื่นเต้น” เมยานีร้องกรี๊ดๆ คนที่อยากจะกรี๊ดด้วยก็ดาราศิระนี่แหละ

         “แหม จูบกันแล้วมันต้องไปต่อเรื่องอื่นแน่” ปรายฝนพูดต่อ แล้วหัวข้อการสนทนาก็เริ่มลงลึกมากขึ้น จากที่ตอนแรกดาราศิระแค่จะโทรมาต่อว่า แต่ทำไมเรื่องมันเริ่มหื่นกระหายกันอย่างนี้ เพื่อนๆ ของเธอกลายเป็นกลุ่มเพื่อนสาวหื่นห่ามกามเกิร์ลกันไปหมดแล้ว

          “เรายังไม่ได้จูบกันเลยนะ

          “ยังไม่ได้จูบ!!

          ดาราศิระเสียใจอีกครั้งที่เผลอพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป อยากจะวางสายหนีไปเลยแต่เพื่อนๆ พากันบ่นว่าห้ามทำอย่างนั้นเด็ดขาด

          “ไม่ได้จูบ แล้วทำไมยอมแต่งงานกัน นี่จูบก็ยังไม่มีเลยเหรอ”คงไม่ใช่แค่ประกายแก้วคนเดียวที่สงสัยแบบนั้น แต่เพื่อนอีกสองคนก็น่าจะสงสัยเหมือนกัน

          “ก็มันแบบ คือยังไงดี เขาช่วยอุปการะครอบครัวฉันตอนที่คุณพ่อท่านป่วยน่ะ แล้วก็เลยได้แต่งงานกัน” ดาราศิระยอมบอกความจริง

          ที่ผ่านมาเธอไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย กลัวว่าคนจะมองไม่ดี คิดว่าเธอขายตัวเพื่อแลกกับเงินและความสุขสบาย ถึงมันจะเป็นจริงอย่างนั้นก็เถอะ แต่โจชัวก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่มีน้ำใจและมีความเป็นสุภาพบุรุษแบบที่ไม่เคยได้พบเจอจากใครมาก่อน

          “ว้าว ยังกับหนังแน่ะ แกไม่เคยบอกพวกเราเลย”

          “ก็มันน่าอาย ฉันกลัวคนอื่นจะคิดว่าฉันขายตัว” ดาราศิระพึมพำ ก่อนสะดุ้งเมื่อโจชัวโผล่เข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ เขาจูบแก้มเธอหนักๆ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน

          “ใครคิดแบบนั้นฉันเอาเรื่องถึงที่สุดแน่ ฉันหลงเธอต่างหากล่ะถึงทำแบบนี้” โจชัวจูบแก้มใสหนักหน่วงอีกทีแล้วก็เดินเลยไปห้องน้ำ ทิ้งให้ดาราศิระร้อนผ่าวตลอดร่าง ไม่รู้ว่าเขาได้ยินที่เธอคุยกับเพื่อนก่อนหน้านี้ด้วยไหม

          โอยตาย ถ้าเขาได้ยินจะเข้าใจว่าอยากให้เขาจูบรึเปล่านะ เธอไม่อยากให้เขาได้ยินเลย แล้วไม่อยากถูกเข้าใจผิดด้วย แค่นี้โจชัวก็คุกคามจนไม่รู้จะปฏิเสธยังไงแล้ว อายแสนอายที่เป็นสามีภรรยากันแต่ไม่กล้าให้เขากอด

          “ใจลอยไปถึงไหนแล้วยะ สามีมาก็ลืมเพื่อนเลยนะ” เมยานีส่งเสียงมาตามสาย เพราะดาราศิระเงียบไปตอนที่มีเสียงของโจชัวพูดแทรกเข้ามา

          ได้ยินชายหนุ่มพูดไม่กี่คำก็ทำเอาสาวๆ ใจเต้นโครมครามรู้สึกตื่นเต้นแทนเพื่อนไปแล้ว

          “เปล่าซะหน่อย” ดาราศิระพึมพำ ไม่กล้าบอกว่าเธอก็เพิ่งหลุดออกจากภวังค์ตอนที่ได้ยินเสียงเพื่อนเรียกเมื่อกี้นี่แหละ

          “ว่าแต่ยังไม่ได้จูบจริงๆ เหรอ แต่ยอมแต่งงานกับเขา

          “อื้อ คนที่เพิ่งผ่านการเป็นเจ้าสาวมาหมาดๆ พึมพำในคอ ไม่กล้าพูดออกไปโดยตรง กลัวว่าโจชัวจะเข้ามาได้ยินอย่างประจวบเหมาะแบบเมื่อครู่อีก

          “แล้วทำไมถึงแต่งล่ะ”

          “ก็” ดาราศิระให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้

          แต่รู้อยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ใช่โจชัวเธอก็คงไม่แต่งงานด้วยแน่ ไม่ใช่แค่เพียงเหตุผลที่ว่าเขาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว รวมถึงดูแลให้การรักษาพยาบาลบิดาอย่างดีมาตลอด แต่หลายอย่างที่ทำให้เธอยอมเชื่อใจเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้แต่แม่เลี้ยงอย่างวิชุกรก็ไม่คิดจะเชื่อฟัง เว้นแค่เรื่องงานแต่งครั้งนี้เท่านั้น

          “จูบก็ไม่เคย เคยเดทกันมะ

          “ถ้าตอนเขามาเมืองไทยก็ไปกินข้าว เอาเอกสารไปให้ ไปช็อปปิ้งกันบ้าง ราวๆ นี้แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนักหรอก” เสียงหวานของดาราศิระบอกอ้อมแอ้ม เมื่อได้พูดไปแล้วก็สบายใจขึ้นเพราะมีคนรับฟัง เมื่อก่อนต้องเก็บงำเอาไว้คนเดียว ไม่รู้จะปรึกษากับใครด้วย

          “แค่นั้นเองเหรอ

          “ก็แบบนั้นแหละ นานๆ ทีถึงจะได้เจอกัน” พูดไปดาราศิระก็มองไปทางห้องน้ำตลอด กลัวว่าโจชัวจะโผล่ออกมากะทันหันได้ยินเรื่องน่าอายที่ออกจากปากของตัวเอง

          “แล้วจับมือ จูงมือ ป้อนข้าวอะไรกันงี้ไหม

          “ก็ไม่ถึงกับป้อนข้าวหรอก แต่จับมือกันก็มีบ้าง” ส่วนมากโจชัวจะชอบโอบเอวโอบไหล่มากกว่า แต่ดาราศิระไม่กล้าเล่าตรงนี้

          “หือ ก็หวานออกนะ ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกันก็เถอะ” ปลายฝนแปลกใจมากที่ได้ยินแบบนี้ ที่ผ่านมาดาราศิระไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย นอกจากนั้นก็ไม่สนใจหนุ่มๆ ที่ขยันส่งดอกไม้ให้ขนมจีบที่มหาวิทยาลัยเลย

          แต่ก็น่าอยู่หรอก ในเมื่อตัวจริงอย่างโจชัวทั้งหล่อทั้งใจดีขนาดนี้

          “อ้อ คงเก็บกดมาเยอะ พอแต่งงานแล้วเขาเลยมองแกเหมือนจะกลืนกินแบบนั้น” ประกายแก้วหัวเราะคิกคัก

          “สงสารเขาออกนะ อุตส่าห์อดเปรี้ยวไว้กินหวานตั้งนาน ใส่ๆ ไปเหอะชุดชั้นในออกศึกที่ซื้อกันมาน่ะ”

          “มันไม่ตลกนะ ไอ้ชุดพวกนั้นมันใส่ได้ที่ไหน!” ดาราศิระโวยวาย เกือบลืมเรื่องที่จะต่อว่าเพื่อนไปแล้วถ้าประกายแก้วไม่พูดขึ้นมา

          “ถ้าแกยอมแต่งงานกับเขา ก็แสดงว่าไม่ได้รังเกียจเขานี่ จะมางอแงง้องแง้งทำไมล่ะ” เมยานีหัวเราะ ไม่กล้าบอกว่าโง่กับเพื่อน ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงกระโจนขึ้นเตียงกับโจชัวแทบไม่ทัน ก็ในเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกันแล้ว แล้วทำไมจะทำแบบนั้นไม่ได้

          “ก็มันยังไม่ทันได้เตรียมใจนี่นาฉันไม่ค่อยคุ้นกับเขาด้วย จู่ๆ จะมาใส่ชุดชั้นในพวกนั้นแล้วอยู่กับเขาตลอด มันก็” แค่คิดก็อยากจะร้องไห้แล้ว ดาราศิระถอนหายใจ ทำไมทุกคนถึงไม่เข้าข้างเธอบ้าง สนใจแต่เรื่องของโจชัวอย่างเดียว แถมยังสนับสนุนให้เขารังแกเธอเธออีก

          “แกก็รักสามีไปแล้ว ยอมๆ ให้เขาทำไปเถอะน่า”

          “บ้าเหรอ พวกแก ฉันอยากโทรมาหาพวกแกให้มารับหน่อย ไปซื้อเสื้อผ้ากัน ไปช็อปปิ้งกัน นะนะ”

          เพราะโจชัวไม่ยอมพาไปแล้วเขาก็ไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกคนเดียวด้วย ดาราศิระเลยต้องพึ่งเพื่อน แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครเข้าข้างเลยสักคนเดียว

          “แหม แกก็ เพิ่งแต่งงานด้วยจะหวานหยดย้อยกับสามีสิจ๊ะ

          “ฝนอ่ะ แกอย่าแซวแบบนั้นสิ นี่ฉันซีเรียสจริงๆ นะ

          “พวกเราไม่ไปรับแกหรอก เมื่อวานบอดีการ์ดสุดหล่อก็ยังมองพวกเราตาขวางเลย ขืนไปรับแกมาตอนนี้ คุณสามีของแกได้ให้การ์ดของเขาเก็บพวกเราแน่” ประกายแก้วสนุกที่ได้แซวเพื่อน อยากให้ดาราศิระมีความสุขบ้างหลังจากที่สูญเสียดิลกไป

          ทุกคนมองออกว่าดาราศิระอึดอัดที่ต้องกลับบ้านที่มีแม่เลี้ยงอย่างวิชุกรคอยบงการกะเกณฑ์ทุกอย่าง เห็นความสนใสร่าเริงก็ตอนที่แต่งงานกับโจชัวแล้ว

          “ฉันไม่คุ้นแบบนี้จริงๆ นะ ฉันแค่ต้องการชั้นในของฉันคืนมาเท่านั้นเอง” ดาราศิระคร่ำครวญ จะร้องไห้หรือหัวเราะก็ร้องไม่ออกทั้งนั้น

          “ดาราศิระกับชั้นในที่หายไป” เมยานีแซว เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้อย่างดี ดาราศิระเองก็เผลอหัวเราะตามด้วย

          “พวกแกนี่”

          “แกก็ไม่ได้รังเกียจอะไรคุณสามีนี่นา เอาเป็นว่าขั้นแรกก็จินตนาการไปก่อนก็แล้วกัน”

          “เพื่อ?” ดาราศิระไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่ประกายแก้วพูดถึงนั้นมันหมายความว่ายังไงกันแน่

          “ก็แค่จินตนาการว่าจูบกับสามีของแกไง ถ้าจินตนาการได้ นั่นแสดงว่าแกชอบเขามากจริงๆ ถึงได้แต่งงานกับเขาไง” พอประกายแก้วพูดจบ โจชัวก็เดินออกมาจากห้องน้ำ มุมปากหยักได้รูปสีแดงสดคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ให้เห็น และแวบหนึ่งที่ดาราศิระจินตนาการตามที่เพื่อนพูด

          บ้า แกต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดเรื่องลามกแบบนี้ เธออยากจะเป็นบ้า ไม่คิดว่าการแต่งงานจะนำเรื่องที่ทำให้แทบบ้าตามมาด้วย

 

          ดาราศิระไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ชุดชั้นในใหม่อย่างที่ต้องการด้วย จำต้องสวมที่เพื่อนตัวดีบังคับให้ซื้ออย่างจำใจ ซึ่งก็คือบรรดาชุดชั้นในที่โจชัวเป็นคนจัดการเอาไปตากเองทั้งหมดนั่นแหละ

         ถึงเวลาเข้านอนก็ไม่รู้จะหลบเลี่ยงยังไง คืนเข้าหอก็บ่ายเบี่ยงมาครั้งหนึ่งแล้ว คืนก่อนก็เป็นผื่นกินยาแก้แพ้แล้วง่วง แต่ตอนนี้ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรแล้ว เห็นสามีนอนบนเตียงยิ้มๆ ก็ต้องบอกเลยว่าน่าสะพรึงมาก

          “หนูดาคะ ขึ้นมานอนเถอะ ดึกแล้วนา” โจชัวยิ้มหวานบนใบหน้าตลอดเวลา เขาแอบได้ยินที่ดาราศิระคุยกับเพื่อนเมื่อตอนบ่ายแล้วใจมันกระชุ่มกระชวย

          ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอไม่ค่อยเต็มใจที่มาแต่งงานกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร หลังจากคุยกับเพื่อน สายตาของแม่หน้าหวานก็เอาแต่จ้องมองที่ริมฝีปากของตนเองตลอด คงจินตนาการอยู่ว่าได้จูบกันแล้ว คนที่เป็นสามีจะไม่ชุ่มชื่นหัวใจได้ยังไง

          “ฉันรู้น่าว่ายังไม่พร้อม ไม่ทำอะไรตอนนี้หรอก” ชายหนุ่มขำเมื่อดาราศิระทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ ดูแล้วยิ่งอยากแกล้งมากขึ้นไปอีก

          “ฉันจะไม่รังแกเธอ ไม่แตะต้องเธอจนกว่าเธอจะพร้อม ดีไหม

          ดาราศิระเบิกตากว้างไม่รู้ตัว กำลังจะถามแต่โจชัวพูดแทรกอีกประโยคหนึ่ง

          “อ้อ ยกเว้นตอนนอนด้วยกัน ขอนอนกอดหน่อย แต่ไม่ทำอะไรนอกเหนือจากนั้นเลย สัญญา” โจชัวยกนิ้วขึ้นเป็นสัญลักษณ์การให้สัญญา

          “จริงเหรอคะ ที่บอกว่าจะรอให้ฉัน เอ่อ พร้อม” หัวใจดวงน้อยเต้นแรงรัว ดาราศิระกลัวว่าเขาจะโกรธ แต่ก็กลัวที่ต้องทำหน้าที่ภรรยาในตอนที่หัวใจมันยังไม่พร้อมจริงๆ

          “แน่สิ มาขึ้นเตียงได้แล้ว สัญญาก็เป็นสัญญา ฉันไม่อยากถูกเธอเกลียดหรอกนะ แล้วถ้าฉันจะทำ ฉันคงทำไปนานแล้ว มีโอกาสตั้งเยอะ นอนเตียงเดียวกันก่อนหน้านี้ก็หลายครั้ง ฉันเคยทำอะไรที่ทำให้เธอกลัวหรือเปล่าล่ะ”

          หญิงสาวยังลังเลใจ แต่ก็ยอมเดินไปใกล้เตียงอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก จะให้สบายใจได้ยังไง ชุดชั้นในที่สวมอยู่ สวมแล้วเหมือนไม่ได้สวมเลยสักนิดเดียว

          นาทีต่อมาเธอก็อยู่ในวงแขนแสนแข็งแรงของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ความอบอุ่นและอ่อนโยนช่วยปลอบให้หัวใจที่สั่นคลอนอ่อนไหวสงบลงได้

          “ฉันไม่ฝืนใจเธอแน่นอนหนูดา สบายใจเถอะนะ”

          คำพูดนุ่มนวลของโจชัวทำให้ดาราศิระยอมเชื่อใจ และหลับในอ้อมแขนอุ่นอย่างผ่อนคลาย

 

          ด้านวรนันท์ก็มองดูห้องนอนใหม่ของตัวเองด้วยความพึงพอใจ

          และห้องนอนใหม่ของเธอนั้น ก็คือห้องนอนเก่าของดาราศิระนั่นเอง ถึงจะไม่ชอบเจ้าของเดิม แต่ด้วยวิวทิวทัศน์จากตรงหน้าต่างและความหรูหราโอ่อ่าก็ทำให้วรนันท์ลืมเรื่องที่ชวนหงุดหงิดใจเล็กน้อยนั่นลงได้

          เธอนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองตัวเองอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้มีบ้านหลังใหญ่ที่ดูหรูหราสง่างาม ไหนจะรถหรูหลายคันที่โรงจอดรถ ภาพคุณหนูไฮโซก็ผุดขึ้นมาในหัว แค่คิดว่าต่อไปนี้ภาพลักษณ์จะสวยงามขึ้นก็อารมณ์ดียิ้มได้ตลอดเวลา เท่านี้เธอก็จะได้อัพเกรดชีวิตของตัวเองขึ้นหลายระดับ และอาจจะมีโอกาสได้เจอผู้ชายรวยๆ สักคน

          เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงโจชัวไม่ได้ ความขุ่นเคืองกลับเข้ามาในหัวใจ นึกน้อยใจในโชคชะตาที่มาเจอเขาช้าไป ถึงได้พลาดท่าให้ดาราศิระเสียอย่างนั้น วรนันท์หงุดหงิดตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องคิดในหัว ตั้งใจจะทาครีมบำรุงผิวแล้วขึ้นเตียง พรุ่งนี้จะได้เริ่มต้นชีวิตที่สดใส แล้วตอนนั้นนั่นเองที่เอื้อมมือไปแตะกับแปรงหวีผม ซึ่งเป็นของเดิมของดาราศิระที่มันถูกทิ้งเอาไว้ไม่ได้ถูกเก็บไปด้วย

          สายตาของเธอจับจ้องเส้นผมเส้นเล็กสองสามเส้นที่ติดค้างอยู่บนแปรง ทันใดนั้นก็คิดอะไรบางอย่างออก

          “อะไรกันยัยนัน นี่มันดึกมากแล้วนะ” วิชุกรพึมพำกับหลานสาวเมื่อวรนันท์มาทุบประตูโครมๆ กลางดึก

          “คุณป้าคะ คุณป้าพอจะมีเส้นผมของคุณลุงที่เหลือติดอยู่ที่แปรงหวีผมหรืออะไรก็ได้ที่พอจะใช้ตรวจดีเอ็นเอได้ไหมคะ”

          “หมายความว่ายังไง” เพราะถูกปลุกให้ตื่นอย่างไม่เต็มใจ วิชุกรเลยไม่เข้าใจว่าหลานสาวกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

          “นันเจอผมของยัยหนูดา นันเลยอยากได้ผมของคุณลุงดิลกเอามาตรวจดีเอ็นเอเทียบ”

          “แล้วยังไง

          “โธ่ คุณป้าคะ ทำแบบนี้ยัยหนูดาจะได้คิดว่าคุณลุงดิลกแอบไปมีลูกอีกคนนั่นก็คือหนู แล้วหนูจะตีหน้าเศร้าร้องไห้ที่ตัวเองถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็กๆ อย่างน่าสงสาร แล้วก็ขอผัวจากมันเพื่อเป็นของขวัญปลอบใจยังไงล่ะคะ!” วรนันท์รีบอธิบาย ดวงตาเป็นประกายวาวเรือง

          วิชุกรคิดแล้วก็ตกใจ ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย แต่วรนันท์ก็ยังตื้ออีก

          “คุณป้าก็คุณป้าก็รู้ว่ายัยหนูดาน่ะหัวอ่อน ท่าทางก็ไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานกับคุณโจชัวเท่าไหร่ด้วย ทำแบบนี้ก็ดีแล้วนี่คะ มันต้องเสียใจมากแน่ แล้วก็คงอาจจะสงสารนัน หลงคิดว่านันเป็นพี่สาวของมันจริงๆ”

          “แต่ป้าก็ไม่แน่ใจ

          “ไม่เป็นไรค่ะ นันทำเองก็ได้ ว่าแต่คุณป้าพอจะมีเส้นผมหรืออะไรที่ใช้ตรวจดีเอ็นเอได้ไหมคะ

          “ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ”

          “มีแปรงหวีผมส่วนตัวของคุณลุงไหม หรือว่ามีดโกนหนวดอะไรก็ได้” วรนันท์ไม่ยอมแพ้ พยายามจะหาทางเพื่อที่จะได้กลายเป็นพี่สาวของดาราศิระให้ได้

          “ก็มีหวีอยู่นะ ป้ากับคุณลุงแยกกันใช้น่ะ”

          “ไหนคะ ไหน!!

          วิชุกรเดินนำเข้าไปในห้องนอน แล้วก็หยิบหวีของสามีขึ้นมาซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามีเส้นผมหรืออะไรติดอยู่ไหม แต่เหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อเจอเส้นผมเล็กๆ บางๆ เส้นหนึ่งติดอยู่ ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น มันเป็นสีดอกเลาบอกให้รู้ว่าเป็นเส้นผมของคนที่มีอายุแล้ว

          “โชคดีชะมัดเลย มันต้องอย่างนี้สิ!!” วรนันท์หัวเราะเบิกบาน ค่อยๆ เก็บเส้นผมเส้นนั้นอย่างระมัดระวัง

          “แน่ใจเหรอว่าจะทำแบบนี้

          “แน่ใจสิคะ นันไม่ยอมแพ้หรอก ขนาดห้องนอนที่มันหวงนักหวงหนานันยังครองได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับคุณโจชัวล่ะ นันไม่พลาดหรอก อยากสั่งสอนให้เขารู้ว่าคนอย่างนันอยากได้อะไรต้องได้”

          “แต่ถึงแม้ว่ายัยหนูดากับโจชัวจะหลงเชื่อว่าแกเป็นลูกอีกคนของคุณดิลกจริงๆ แล้วคุณโจชัวจะยอมแต่งงานกับแกเหรอ” วิชุกรคิดว่าแผนการนี้มันยังไม่รอบคอยรัดกุมเท่าไหร่ อีกฝ่ายเป็นโจชัวผู้แสนน่ากลัวและตรงไปตรงมาขนาดนั้นด้วย

          “เรื่องนั้นนันก็คิดเอาไว้แล้วล่ะคะ” วรนันท์เชิดหน้าสวยขึ้น ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

          “ยังไง

          “เราก็ทำจดหมายปลอมขึ้นมาสิคะ บอกว่าก่อนที่จะตายคุณลุงดิลกเกิดเสียใจขึ้นมาที่ปกปิดเรื่องของนันเอาไว้ ท่านเลยอยากจะไถ่โทษด้วยการขอร้องให้ผู้ชายที่คุณลุงมั่นใจและเชื่อใจมาดูแลนัน”

          แต่ว่า” วิชุกรยังลังเลใจ

          เพราะต่อให้อยากให้โจชัวมาแต่งงานกับวรนันท์มากแค่ไหน แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อนมากเหลือเกิน ที่สำคัญ หล่อนก็ยังคิดถึงสามีที่ด่วนจากไปก่อน อย่างไรเสียก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน ไม่อยากจะให้หลานสาวเอาคนที่ตายไปแล้วมาใช้ประโยชน์ในทางไม่ชอบแบบนี้

          “แล้วคุณป้าอยากได้เงินเดือนแค่แสนบาทต่อไปอีกกี่ปีคะ ถ้าสมมติว่าจู่ๆ คุณโจชัวไม่อยากเสียเงินแล้วเขาไม่ยอมส่งเงินมาให้ คุณป้าจะทำยังไง เขาอยู่ไกลถึงอเมริกาเราจะตามไปหาแล้วขอเงินเขาเหรอคะ”

          วิชุกรเริ่มเครียด ยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถจะออกไปหางานทำในช่วงอายุปูนนี้แล้ว และเป็นไปได้อย่างมากว่าโจชัวจะทำแบบเดียวกับที่วรนันท์กำลังพูดอยู่

          “แล้วคิดเหรอคะว่ายัยหนูดานั่นน่ะจะยอมช่วยเรา ดูหน้ามันก็รู้แล้วว่าไม่อยากจะเสียเงินเลยสักบาท แล้วคุณป้าจะทำยังไง ถ้าจู่ๆ คุณโจชัวก็ไม่ส่งเงินให้แล้วล่ะ” เห็นว่าวิชุกรเริ่มคล้อยตามแล้ว วรนันท์ก็รีบตีไข่ใส่สีเพราะอยากครอบครองเอาชนะทั้งโจชัวและดาราศิระ

          “เขียนให้น่าสงสารหน่อยก็ได้ แบบว่าให้นันเป็นเมียน้อยอะไรอย่างนี้”

          การเขียนให้ดูต้อยต่ำเจียมเนื้อเจียมตัวก็อาจจะทำให้โจชัวรู้สึกสงสารเห็นใจ ดาราศิระเองก็คงกระอักกระอ่วนถ้าให้พี่สาวตัวเองมาเป็นเมียน้อยของผัว

          ที่สำคัญ โจชัวคงจะมีเมตตาไม่มากก็น้อย ต่อให้ไม่ได้เป็นภรรยาของเขา ก็จะใช้ความน่าสงสารนี้เรียกเงินทองได้อีกสักนิดสักหน่อย

          “แค่เราเล่นละครตีหน้าเศร้าบอกว่าที่ผ่านมาเราน่ะน่าสงสารมากแต่ไหน ยัยหนูดาก็น่าจะเห็นอกเห็นใจบ้าง แต่ถ้ามันไม่หือไม่อือเราก็บอกว่าจะปล่อยข่าวเรียกร้องสิทธิ์ของเราบ้าง มันก็น่าจะแคร์บ้างนะคะ ยัยหนูดาน่ะรักคุณลุงดิลกมากไม่ใช่เหรอ” วรนันท์พยายามเต็มที่ในการยุยงปลุกปั่นวิชุกร พอเห็นคนเป็นป้าเริ่มคิดหนักก็โยนฟืนใส่ไฟสุมเข้าไปอย่างเต็มที่

          “ต่อให้ไม่ได้คุณโจชัว แต่มีอะไรการันตีว่าเราจะได้เงินบ้างก็ดีไม่ใช่เหรอคะ แสนเดียวมันจะไปพออะไร ทั้งดูแลบ้านทั้งซื้อข้าวของที่เราต้องใช้ คุณป้าคะ เชื่อนันเถอะ วิธีนี้ดีที่สุดแล้ว”

          “นั่นสินะ” วิชุกรพึมพำ ใครจะรับประกันได้ว่าโจชัวจะส่งเงินมาให้ทุกเดือนตามที่โจชัวบอก

          ดาราศิระคงไปอเมริกาและเป็นแม่บ้านเต็มตัว คงไม่มีทางเจียดเงินที่คงได้รับจากโจชัวมาให้หล่อนแน่

          “แล้วคุณป้าว่าไงคะ เอาไงต่อดี ตอนนี้เรามีทั้งผมของคุณลุง และผมของยัยหนูดาแล้ว เหลือก็แค่เวลานี่แหละค่ะ ไม่รู้ว่าคุณโจชัวจะพาตัวยัยหนูดากลับอเมริกาตอนไหน

          “ถ้าไปแล้วคงไม่กลับมาทันทีทันใดแน่” วิชุกรพึมพำ ครุ่นคิด ขณะที่วรนันท์ยิ้มหวานอย่างพอใจ

          เมื่อได้กองหนุนแล้วก็ต้องเดินหน้าเต็มที่ ไม่หวังแค่เงินอย่างเดียวหรอก แต่จะเอาชนะโจชัวให้ได้ ไม่มีทางยอมแพ้

          คนอย่างวรนันท์อยากได้อะไรต้องได้ ของแบบนี้มันต้องลงทุน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ก็ต้องใช้คาถา จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามาครอบครอง

          “พรุ่งนี้ป้าจะโทรไปหาคุณโจชัว แล้วขอร้องให้เขาอยู่ต่ออีกสักพักจนกว่าผลตรวจจะออกมา แล้วแกแน่ใจนะว่าเส้นผมนั่นเป็นของยัยหนูดาจริงๆ”

          “แน่นอนค่ะนันเพิ่งเห็นมันอยู่บนแปรงหวีผมนี่เอง” เมื่อได้คำยืนยันจากวิชุกรว่าจะช่วยเรื่องนี้เต็มที่ วรนันท์ก็แสนจะมีความสุข

          อยากรู้นักว่าดาราศิระจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าเธอคือพี่สาวที่พลัดพรากจากกันไปนาน และดิลกฝากฝังขอร้องให้โจชัวแต่งงานด้วย

          “แล้วเราจะบอกคุณโจชัวยังไง ว่าทำไมจู่ๆ เราถึงได้คิดจะมาตรวจดีเอ็นเอเอาตอนนี้” วิชุกรถามอีกคำถามเพื่อความแน่ใจ

          “ก็บอกไปว่าก่อนที่คุณลุงดิลกจะเสียท่านฝากจดหมายเอาไว้ แต่คุณป้าไม่สบายใจที่จะเปิดเผยเลยเงียบไว้ แต่นานเข้าก็สงสารนันที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นพ่อ และไม่เคยได้รับการดูแลจากใครเลยคุณป้าจะเป็นนางฟ้าในสายตาของโจชัวเลยล่ะค่ะ”

          “นั่นสิ ป้าก็จะบอกด้วยว่าเงินก่อนหน้านี้ที่ได้มาทุกเดือน ป้าก็ให้แกด้วย เพราะแกลำบากมาตลอดแต่ไม่บอกให้ใครรู้”
          “ใช่ค่ะ
ต้องแบบนั้นแหละ ยัยหนูดาก็ไม่รู้ด้วยนี่คะว่านันเป็นลูกของใคร รู้แค่ว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นมาตลอด”

          ตอนแรกก็หมั่นไส้เหมือนกันว่าดาราศิระไม่สนใจจะถามอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลยตั้งแต่ตอนแรกที่ได้เจอหน้ารู้จักกัน แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นช่องทางที่หาประโยชน์ได้

          “แล้วก็บอกไปว่า แม่ของนันก็คือน้องของคุณป้า พอคุณแม่นันเสียคุณป้าก็อุปการะต่อ ก็เลยได้รู้จักกับคุณลุง แล้วทีนี้คุณป้าก็แต่งงานกับคุณลุง โดยที่ไม่มีใครบอกยัยหนูดาว่าหนูเองก็เป็นลูกของคุณลุงดิลกด้วยอีกคน” วรนันท์วางแผนการให้เสร็จสรรพ วิชุกรก็อึ้งเล็กน้อยที่หลานสาวแยบยลได้ขนาดนี้ แต่ก็ยอมรับว่าทุกอย่างมันเชื่อมโยงและเอื้อให้คิดว่าทุกอย่างเป็นความจริง

          “แกนี่คิดเรื่องได้เก่งจริงๆ”

          “แน่นอนค่ะ เรื่องแบบนี้นันถนัด

 

          โจชัวลุกออกจากเตียงอย่างไม่เต็มใจ เพราะคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ตัวเองต้องลุกขึ้นมาจัดการเองแล้ว เจสันบอกว่าเอกสารต่างๆ ของดิลกที่ฝากฝังให้ดูแลคงจะเสร็จเรียบร้อยในไม่ช้า เลยถือโอกาสนี้พักผ่อนไปในตัวให้คนสนิทเป็นฝ่ายจัดการเองทุกอย่าง แต่กลับถูกปลุกให้ตื่นด้วยเหตุผลว่ามีเรื่องสำคัญอย่างมากจากวิชุกรที่ต้องแจ้งให้ทราบ

          “มีอะไรเจสัน” เขาเดินออกมาจากห้องอย่างไม่รีบร้อน ตอนที่ตื่นแต่เช้ามักจะหงุดหงิดเล็กน้อย เลยอาบน้ำก่อนจะสวมแค่เสื้อคลุมสีขาวสะอาดออกมาหาคนสนิท

          “หวังว่าคงเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะฉันยังอยากนอนต่อ” โจชัวทำหน้าบึ้ง ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาพลางจิบกาแฟไปพลาง

          เจสันยังไม่พูดออกมา แต่สีหน้าเคร่งเครียดชัดเจนจนโจชัวรู้สึกไม่ค่อยสบายใจตามไปด้วย

          “แสดงว่าเรื่องมันใหญ่จริงๆ ใช่ไหม” ท่าทางของคนสนิทบอกว่ามันอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ว่าที่คาดคิดเอาไว้หลายเท่าเลยทีเดียว

          “ครับเรื่องของคุณดิลกครับ”

          “เรื่องของคุณลุงเหรอ ยังมีเรื่องอะไรอีก” โจชัววางถ้วยกาแฟลงจนมันเกิดเสียงดัง รู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย

          “มันเกี่ยวกับเรื่องของคุณวรนันท์ครับ” เจสันตอบพลางส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้

          โจชัวยื่นมือออกไปรับ เมื่อคลี่กระดาษก็พบว่าเป็นจดหมายที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์และมีลายมือชื่อของดิลกกำกับเอาไว้

          “คุณวิชุกรบอกว่า คุณดิลกขอให้ช่วยพิมพ์และเป็นพยานให้ครับ ตอนนั้นคุณดิลกไม่สบายมาก จับปากกาเขียนเองไม่ได้แล้ว

         “อะไรวะเนี่ย” โจชัวอุทานออกมา แบบเดียวกับที่เจสันอยากจะอุทานแบบนั้นออกมาบ้าง

         “ผมอ่านภาษาไทยไม่ออก คุณวิชุกรเลยเล่าคร่าวๆ ว่าความจริงแล้วคุณวรนันท์เป็นลูกสาวคนเดียว

          “ฉันรู้จักคุณลุงมานาน คุณลุงไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนี้”

          ข้อความที่ทิ้งเอาไว้มันดูประหลาดอย่างไรชอบกล จู่ๆ ก็มาเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมาไม่กล้าบอกความจริงให้ดาราศิระรู้ แล้วฝากให้วิชุกรจัดการเรื่องนี้แทนหรือ

          “ผมก็ว่าแบบนั้น มันดูแปลกๆ” เจสันส่ายหน้า ถ้าหากว่าเป็นความจริง วิชุกรไม่มีทางเก็บเงียบเอาไว้นานอย่างนี้แน่

          “คนอย่างวิชุกรคว้าอะไรได้ ฉวยอะไรได้ก็ต้องเอาไว้ก่อนนั่นแหละ ไม่มีทางจะเก็บเงียบไม่บอกความจริงแบบนี้หรอก” ได้เจอกันบ่อยยิ่งกว่าได้เจอดาราศิระเสียอีก โจชัวเลยรู้ว่าหญิงคนนั้นนึกคิดอะไรอยู่เวลาเจอหน้าเขา

          “แล้วจะเอายังไงดีครับ คุณวิชุกรบอกว่าอยากเจออีกครั้ง ขอให้ผลตรวจออกมาก่อน แล้วนายกับคุณดาราศิระค่อยกลับดีทรอยต์”

          “อืม” โจชัวทำหน้าครุ่นคิด เลื่อนสายตาไปมองเอกสารอีกครั้ง กลัวว่าดาราศิระจะไม่สบายใจถ้าหากว่ารู้เรื่องเข้า

          “แล้วถ้าเราไม่อยู่รอให้ผลตรวจดีเอ็นเอออกมาล่ะ จะไปเลยไม่สนใจอะไร ทางนั้นว่ายังไง”

          “ไม่อยากออกสื่อ อยากให้เจ้านายรอจนกว่าผลตรวจจะออกมาน่ะครับ” เจสันพูดไปตามที่วิชุกรโทรมาบอก เขาเองก็เครียดไปเลยเหมือนกัน

          “ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ” คนเป็นเจ้านายเกาหัว รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของวิชุกรและวรนันท์อย่างมาก ที่หาเรื่องมากวนใจเขากับดาราศิระได้ตลอดเวลา

          “งั้นก็รอจนกว่าผลตรวจจะออกสิคะ

          ดาราศิระปรากฏตัวขึ้นพร้อมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้ทั้งสองหนุ่มหันไปมอง ไม่รู้ว่าเธอมาหยุดตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วได้ยินเรื่องทั้งหมดเลยหรือเปล่า

          “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณวรนันท์เอาอะไรมาตรวจเป็นหลักฐาน ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าคุณวรนันท์เธอมีดีเอ็นเอตรงกับคุณพ่อ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรตรวจ แล้วฉันจะกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกของคุณพ่อหรือเปล่า” หญิงสาวตาแดงๆ ไม่คิดว่าบิดาจะยังถูกรบกวนทั้งที่เสียชีวิตไปแล้ว มีคนคอยแต่จะจ้องหาผลประโยชน์ทั้งที่ปั้นปลายชีวิตก็มีแต่โรคภัยเจ็บไข้ ไม่มีใครเห็นใจหรือสงสารเลยสักนิด ต้องผ่านความเจ็บปวดทรมานก็ตั้งมาก คนที่ต้องเห็นใจมากกว่าใครคือวิชุกร คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา แต่ก็ยังทำเรื่องร้ายแรงอย่างนี้ได้ลงคอ

          “ไม่ต้องห่วงนะครับคุณดาราศิระ ผมพยายามหาทางออกเอาไว้แล้ว ฝั่งนั้นไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าตรวจกับอะไร มันไม่ง่ายนักหรอกครับ”

          “ขนาดเธอทำฉันหัวแตก พยายามขังฉันไว้ในห้องใต้ดิน เรายังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วเรื่องนี้มีเหรอที่วรนันท์จะพลาด” ดาราศิระสูดน้ำมูก น้ำตาร่วงหล่นหลายหยด ดวงตาก็แดงก่ำอย่างน่าสงสาร โจชัวทนไม่ได้ที่ต้องเห็นภรรยาเจ็บปวดแบบนี้หลายครั้งต่อหลายหน เห็นทีต้องใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการกับป้าหลานมหาภัยแล้ว

          “ไม่เอาไม่ร้องหนูดา ยิ่งเธอร้องไห้ คนพวกนั้นก็ยิ่งจะได้ใจ” โจชัวเช็ดน้ำตาให้ภรรยาก่อนจะดึงเธอเข้ามากอด แล้วหันไปถามเจสันที่บอกว่ามีทางออกอยู่บ้าง

          “ไหน ลองว่ามาซิเจสัน เราจะรับมือเรื่องนี้ได้ยังไง

http://i.imgur.com/c1bm4og.jpg

Talk 2...

ฝากรูปเล่มของเรื่องนี้ด้วยนะคะ

เจ้าสาวตกบ่วงออกสองเรื่องในงานหนังสือค่ะ รวมปกใจจงรักด้วย

ฝากไว้ด้วยนะคะ รายละเอียดต่างๆ คลิกที่หน้าปกเลยค่ะ



 

Talk 1...

Song :: Sabrina Carpenter - Eyes Wide Open

โจชัวนี่นิสัยมากค่ะ พอๆ กับเซบาสเตียนอีกคนหนึ่ง หัวเราะ

สงสารเมีย ต้องมาเจอผู้ชายแบบนี้

ยังมีความยียวนกวนประสาทอีกเยอะเลยล่ะค่ะ
คนนี้ก็หัวงู ชอบโลลิค่อนไม่ต่างจากพี่จัสตินเท่าไหร่

 

เฟซบุ๊คสำนักพิมพ์สมาร์ทบุ๊ค >>Click!!<<

แฟนเพจของมู่ mu_mu_jung >>Click!!<<

ทวิตเตอร์ของมู่ (ไม่ได้เล่น แต่แจ้งอัพนิยาย) >>Click!!<<
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

199 ความคิดเห็น

  1. #98 Soodteerak San D (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 22:40
    สองป้าหลานมหาภัยร้ายจริงๆ เห็นแก่ตัวสุดๆ สงสารหนูดาจับใจเลย
    #98
    0
  2. #97 Nong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 08:27
    สงสารหนูดา
    #97
    0
  3. #96 จิน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 02:39
    ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง หงุดหงิดๆ
    #96
    0
  4. #95 BoraNisa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 21:21
    หล่อกว่าพี่โจชัว ก็มือดีอย่างพี่เจสันนี่ล่ะค่า



    ตอนนี้นี่ให้เจสันเป็นพระเอกไปเลย 5555+



    หาทางเอาคืนป้าหลานมหาภัยให้เด็ดเลยนะ จะรอเชียร์ :)
    #95
    0
  5. #94 Bakuman prince (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 19:11
    เข้าใจคิดเนอะ 555555
    #94
    0
  6. #93 Eight (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 13:24
    รออ่านค่ะ ^^
    #93
    0
  7. #92 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 10:12
    ยัง ยังไม่จบอีกนะวรนันท์ จัดให้สักทีหนักๆ เหอะโจชัวร์
    #92
    0
  8. #91 Soodteerak San D (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 07:45
    เพลียกับความคิดยัยนันจริงๆ
    #91
    0
  9. #90 hheyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 07:12
    แผนปญอ.มากจ้า555555
    #90
    0
  10. #89 Jiii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 02:12
    นางร้ายปัญญาอ่อนมาก ใครเค้ายอมยกสามีให้เพราะเรื่องแค่นี้
    #89
    0
  11. #88 BoraNisa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 23:22
    เอิ่มมมมม ไม่ชั่วจริงไม่ใช่นันท์นะคะ

    ลองทำดูซิ อยากรู้ป๋าโจชัวจะทำไง 5555+
    #88
    0
  12. #87 Nong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 22:55
    วรนันท์นี้ยังไง อยากได้สามีคนอื่นขนาดนั้นเชียว
    #87
    0
  13. #86 ^^ฟู่ฝ้าย^^ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 22:20
    คิดไปได้นะยัยนัน แผนการเธอนี่น้ำเน่าสุดๆ
    #86
    0
  14. #85 TIP (^O^) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 22:16
    5555 ไม่หื่นไม่ใช่พระเอกหรอก
    #85
    0
  15. #84 Nong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 21:10
    ป๋าโจขี้แกล้งงงงงง
    #84
    0
  16. #83 hheyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 13:37
    มุ้งมิ้งงงงงง
    #83
    0
  17. #82 Bakuman prince (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 12:15
    แรดจริงๆค่ะ 55555 ป๋าแรดมากกกก
    #82
    0
  18. #81 Soodteerak San D (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 10:18
    โจชัว อะไรจะดีงามขนาดนี้ ^_____^
    #81
    0
  19. #80 BoraNisa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2559 / 23:08
    อร๊ายยยยย พี่โจชัว มุ้งมิ้ง ซักชั้นในให้หนูดาด้วยยยย >w<
    #80
    0
  20. #79 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2559 / 22:00
    ‪#‎บ่วงร้ายลายรัก‬ 💒 ‪#‎โจชัว‬ 💖 ‪#‎หนูดา‬
    พี่โจัวก็มีมุมน่ารักงุ้งงิ้งเหมือนกันค่ะ
    สักพักจะรู้เองว่าพี่เค้าน่ากลัวมากกกก ค่ะ 💓
    ไม่ต่างจากพี่จัสตินเท่าไหร่ น่ากลัวกว่าด้วย 😂

    #79
    0