บ่วงร้ายลายรัก [นิยายชุด เจ้าสาวตกบ่วง]

ตอนที่ 3 : The Trap Love ♞ 02 See Honey, I Saw Love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    20 มี.ค. 59

http://i.imgur.com/N0jbKm0.png

The Trap Love 02

See Honey, I Saw Love

 

         “อาบน้ำให้เธอ สระผมให้เธอ ล้างหน้าเช็ดเครื่องสำอางออกให้เธอ แล้วก็มีอารมณ์เพราะเธอยังไงล่ะ เจ้าสาวของฉัน” โจชัวพูดอย่างลุ่มหลง เขาต้องการผู้หญิงคนนี้มานานแล้ว นานมากกว่าที่เธอจะคิดเอาไว้ด้วยซ้ำไป

          “ไม่เอานะ!!” ดาราศิระใจเต้นแรง ใบหน้าหวานแดงเรื่อด้วยเลือดสาวที่สูบฉีดอย่างรุนแรง

          “เอ อยู่เฉยๆ สิ” ชายหนุ่มดุ แต่หัวใจของคนฟังหวามไหวจนจะพังคาอกข้างซ้ายให้ได้อยู่แล้ว

         “คุณโจชัว ได้โปรด วันนี้ฉันยังไม่พร้อม” สาวน้อยรู้ดีว่าคงจะต้านทานเขาไม่ได้แน่ โจชัวถึงกับลงทุนแต่งงานด้วยแบบนี้ ถ้าหากเขาไม่ได้รับอะไรตอบแทนก็คงเป็นเรื่องที่พูดไม่ออกพอดู แต่ว่าเธอเองก็ยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนี้จริงๆ

          “แล้วเมื่อไหร่เธอจะพร้อม หวังว่าคงจะไม่ใช่เป็นปีๆ หรอกนะ” โจชัวพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ ที่หงุดหงิดไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่ยอม แต่อยากรวบรัดมาเป็นสมบัติของตนเอง เพราะเมื่อนั้นจะไม่มีใครถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในตัวของเธอได้อีก

          “ขอแค่คืนนี้นะคะ ได้โปรด” ดาราศิระยกมือขึ้นไหว้ ทำให้โจชัวครางจิ๊ในคอ ดึงมือของเธอออกแล้วบอกเสียงดุ

          “อย่ามาไหว้แบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ”

          “ฉันขอโทษค่ะ แต่วันนี้ฉันยังไม่พร้อมจริงๆ ฉันปวดหัวมากแล้วก็เวียนหัวมากจริงๆ ค่ะ” ไม่ได้พูดให้เขาเห็นใจ แต่ยังปวดแผลที่ขมับอยู่ไม่หาย มันเต้นตุบๆ จนน่ากลัว กลัวว่าจะอาเจียนออกมาเพราะเริ่มพะอืดพะอมขึ้นมาไม่น้อยเลย

          โจชัวถอนหายใจรุนแรง แล้วก็ยอมปล่อยโดยไม่เต็มใจเลย แต่เห็นสีหน้าแววตาของเธอแล้วดูน่าสงสารก็เลยเห็นใจยอมวางมือ แต่แค่เฉพาะตอนนี้เท่าไหร่ ครั้งหน้าจะไม่มีปรานีแบบนี้แน่

          “ไม่สบายตรงไหนอีกไหม มีไข้รึเปล่า”
          “ไม่มีไข้ค่ะ แต่ฉันปวดหัวมากจริงๆ ขอยาหน่อยได้ไหมคะ” ที่ตื่นขึ้นมาก็อาจจะเป็นเพราะอาการปวดหัวที่เริ่มรุนแรงขึ้น ดาราศิระหน้าซีดเซียวลงทุกทีจนคนมองไม่สบายใจ

          “ก็ได้รอก่อน อย่าเพิ่งหลับล่ะ” ร่างสูงเดินลงจากเตียงด้วยท่าทางฉุนเฉียวไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก เขากลับมาพร้อมกับยาแก้ปวดและแก้วน้ำ ประคองให้เธอกินยา เห็นหญิงสาวดื่มน้ำจนหมดแก้วก็ไม่สบายใจ ท่าทางของเธอกระหายน้ำมาก เนื้อตัวก็ร้อนรุมๆ ชวนให้ไม่สบายใจไปเสียทุกอย่าง

          “ทีนี้ก็นอนได้แล้ว

          “แล้วคุณป้า กับวรนันท์ล่ะคะ” เธออดถามไม่ได้ ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะก่อเรื่องอะไรอีก

          “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ตอนนี้เธอนอนพักก่อนเถอะหนูดา หน้าซีดหมดแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้นต้องไปโรงพยาบาลนะ” ถึงตรงนี้โจชัวก็อยากอุ้มตัวภรรยาตามนิตินัยตรงไปยังโรงพยาบาลเลย แต่ก็เห็นใจ วันนี้เธอเหนื่อยมามากแล้ว ถ้ายังต้องไปวุ่นวายที่โรงพยาบาลก็คงหงุดหงิด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็จะรีบพาไปที่นั่นทันที

          “เฮ้อ เมื่อไหร่เธอจะเป็นของฉันจริงๆ ซะทีนะ” โจชัวพึมพำอย่างไม่ค่อยพอใจนัก จะให้พอใจได้ยังไง ในเมื่อเจ้าสาวของเขาต้องมีแผลแบบนี้ แถมยังไม่รู้ว่าต้องอดเข้าหออีกนานเท่าไหร่ คิดแล้วก็แค้น ไว้พรุ่งนี้ก่อนเถอะจะล้างแค้นให้สาแก่ใจเลย

 

          ดาราศิระตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมึนงงและปวดร้าวไปทั้งกะโหลก เธอลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสวีตสุดหรูที่ใช้เป็นเรือนหอชั่วคราว กลีบกุหลาบสีแดงสดเกลื่อนไปทั้งห้อง บนเตียงก็มีกลีบกุหลาบตกอยู่หลายกลีบ บรรยากาศหรูหราแบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อนเลย พยายามมองหาตัวเจ้าบ่าวแต่ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว ยกมือแตะหน้าผากก็ยังปวดจี๊ดอยู่เล็กน้อย ยอมรับเลยว่าวรนันท์ทำเอาไว้เจ็บแสบมาก

          “นั่นสิ แล้วคุณป้าล่ะ” เธอยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดว่ามันเป็นมายังไงกันแน่ เกลียดที่วรนันท์ทำเรื่องเลวกับตัวเอง และจะไม่ยอมอยู่เฉยให้ใครมารังแกแน่

          เมื่อคิดแบบนั้นเธอก็พยายามพยุงตัวเองลุกจากเตียงอย่างระมัดระวัง จัดการอาบน้ำด้วยตัวเอง ไม่อยากเสี่ยงให้โจชัวมาช่วยแบบเมื่อคืนอีก คิดแล้วมันก็ร้อนไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าทำไมแค่คิดถึงเขาร่างกายก็ร้อนผ่าวไปทั้งตัวอย่างนี้ด้วย

          “กำลังจะไปตามพอดี อาบน้ำเสร็จแล้วก็มากินข้าวซะหน่อย”

          ออกมาก็เจอโจชัวเข้า ดาราศิระเม้มปากรู้สึกเขินอย่างประหลาดไม่กล้าจะสบตาเขานานๆ เลย

          “คุณไปไหนมาเหรอคะ” โชคดีที่แต่งตัวเรียบร้อยตั้งแต่ในห้องน้ำแล้วไม่อย่างนั้นคงได้อายมากกว่านี้

          สายตาของโจชัวน่ากลัวนัก แค่มองมาก็แทบจะทำให้เธอละลายได้อยู่แล้ว

          “ไปเก็บของของเธอมาน่ะ”

          “ของของฉันเหรอคะ?” เสียงหวานถามอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นกระเป๋าหลายใบเรียงอยู่บนพื้นห้องก็เริ่มเข้าใจ หันมองเขาด้วยความสงสัย

          “ไปเก็บของมาหมดทุกอย่างเลยหรือเปล่าคะ”

          “แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ทิ้งอะไรเอาไว้ทั้งนั้นแหละ สบายใจได้ ไม่ต้องไปเหยียบบ้านนั้นให้เป็นเสนียดอีก” ท่าทางของโจชัวดูชิงชังรังเกียจมาก ดาราศิระเห็นกลับอดขำไม่ได้ เขาช่างพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำราวกับเป็นคนไทยเต็มร้อย ทั้งๆ ที่เป็นแค่ลูกเสี้ยวอเมริกัน-ไทย เท่านั้น

          “แล้วคุณป้ากับวรนันท์ล่ะคะ”
          “เรื่องนั้นก็ไม่ต้องห่วง มากินข้าวกันก่อน แล้วค่อยไปสะสางเรื่องให้จบทีเดียว” ท่าทีของโจชัวเหมือนกำลังสะใจอะไรบางอย่าง ดาราศิระก็ไม่ถามต่อ คิดว่าอีกเดี๋ยวคงได้รู้เรื่องทั้งหมดเอง

          เธอยังไม่คุ้นกับเขาอยู่ดีถึงแม้ว่าจะแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว โจชัวดูเป็นปกติทุกอย่าง ไม่เหมือนกับเธอที่ใจเต้นแรงไม่เป็นตัวของตัวเองจนถึงตอนนี้

          “แล้วคุณพ่อคุณแม่ของคุณล่ะคะ” ถึงตอนนี้ดาราศิระเพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พลางยื่นมือเกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าทัดข้างหูให้อย่างเบามือ

          นี่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของสามีสินะ ดาราศิระคิดอย่างหวั่นใจ ไม่รู้ว่าจะถูกเรียกร้องสิทธิ์ที่ต้องทำตัวเป็นภรรยาตอนไหน แล้วตอนนั้นจะทำหน้าทำตัวยังไงก็ไม่รู้เลย

          “ท่านรออยู่เหมือนกัน จะจัดการเรื่องคุณป้ากับคุณหลานหมา เอ๊ย มหาภัยของเธอนั่นแหละ” ชายหนุ่มเปลี่ยนคำพูดเมื่อหญิงสาวมองมาเหมือนจะดุว่าอยู่ในที

          “พูดผิดไม่ได้เหรอ ฉันไม่ได้ใช้ภาษาไทยบ่อยๆ ซะหน่อย” โจชัวบอก ถือว่าไม่ได้โกหกนะ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทยบ่อยจริงๆ นี่นา

         “รีบกินเถอะ จะได้ไปเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลด้วย”

          “โรงพยาบาลเหรอคะ ฉันว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ” ดาราศิระปฏิเสธแต่คนตัวโตชักสีหน้าใส่

          “ไม่ได้เป็นอะไรได้ยังไง ยังมีเลือดซึมออกมาอยู่เลยนี่” ปลายนิ้วของโจชัวแตะลงกับผ้าพันแผลของคนตัวเล็กแผ่วเบา เห็นจุดเลือดซึมออกมาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

          “ก็ได้ค่ะ” ดาราศิระยอมรับในที่สุด อย่างน้อยถ้าหากว่าไปหาหมอแล้วต้องกินยานอนพัก โจชัวก็อาจจะไม่มายุ่มย่ามกับเธอตอนที่ยังไม่พร้อม

          ไม่ใช่รังเกียจคุณนะแต่ฉันยังไม่พร้อมจริงๆ ค่ะโจชัว เธอแอบขอโทษเขาในใจ

          หลังจากที่กินข้าวเรียบร้อยก็มีอันต้องอึดอัดอีกครั้ง เมื่อต้องไปเจอสองป้าหลานที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำร้ายตัวเธอขนาดนี้ ที่ผ่านมาก็ทำตัวว่าง่าย ยอมยกเงินเกือบทั้งหมดที่ชายหนุ่มส่งมาให้ ตัวเองก็ต้องไปทำงานพิเศษเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดมากและไม่อยากกดตัวเองให้คิดว่าเป็นสิ่งของที่โจชัวซื้อ

         “ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันจะอยู่กับเธอไม่ทิ้งเธอเด็ดขาด” โจชัวจับมือคนตัวเล็กมากุมเอาไว้มั่น ส่งผ่านกำลังใจให้จนดาราศิระผ่อนคลายความตึงเครียดลง

          ไม่นานก็มาหยุดที่ห้องประชุมเล็กในโรงแรม ทุกคนในครอบครัวนอกซ์วิลล์อยู่กันพร้อมหน้า และมีสองป้าหลานที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดตั้งแต่เมื่อคืนถูกคุมให้อยู่กับที่

          “หนูดา / ยัยดา!!” ทันทีที่เข้าไปถึงในห้องประชุมเล็กนั้น ทั้งวิชุกรและวรนันท์ต่างเรียกชื่อดาราศิระเป็นเสียงเดียว ส่งเสียงดังเอะอะโวยวายจนเจ้าของชื่อแทบถอยหลังด้วยความตกใจ แต่โจชัวจับมือเล็กเอาไว้ไม่ปล่อยปลอบจนหายตกใจก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย

          “ยัยดา นี่มันเรื่องอะไรกัน ป้าไม่เห็นเข้าใจเลย” วิชุกรไม่รู้เรื่องทั้งหมดจริงๆ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นวรนันท์เป็นคนทำเองทุกอย่าง รู้แค่ว่าจัดการยังไงก็ได้ ขอแค่ดาราศิระไม่สามารถเข้าพิธีวิวาห์กับโจชัวได้ก็เป็นพอ

          “นี่มาจับตัวป้าไว้ทำไม โกรธที่ป้าให้ยัยนันเข้าพิธีแต่งงานกับคุณโจชัวแทนอย่างนั้นเหรอ ก็แกเล่นหนีออกจากงานแต่งงานไปอย่างนั้นนี่ แล้งวจะให้ป้าทำยังไง ป้าไม่อยากให้คุณเขาเสียหน้านะ”

          อโนมาเบ้ปากแล้วส่ายหน้า ก่อนจะบอกบิดากับมารดาเบาๆ

          “จูเลียตไปละนะคะแด๊ดดี้ หม่ามี้ ทนฟัง่่ไม่ไหวแล้ว” เธอเดินออกไปแล้วก็ส่งยิ้มให้พี่สะใภ้ทีหนึ่ง

          “ฉันอยู่ข้างคุณตลอดเวลาเลยค่ะพี่หนูดา”

          “แล้วจัสตินล่ะครับ” โจชัวยังคงไม่สนใจสองป้าหลาน เมื่อไม่เจอน้องชายคนรองก็ถามบิดาด้วยความสงสัย

          “บินไปยูเครนแล้ว” เจมส์พูดยิ้มๆ โจชัวเลยหัวเราะออกมาบ้าง ท่าทางรายนั้นจะใจร้อนไม่แพ้กับเขา แน่ล่ะ ก็เป็นพี่น้องที่คลานตามกันออกมา นิสัยความชอบย่อมคล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย

          “เอาล่ะ เริ่มเลยไหมหนูดา” โจชัวเดินไปลากเก้าอี้ออกมาสองตัว ตัวหนึ่งให้ตนเองอีกตัวให้ภรรยา ค่อยๆ ประคองดาราศิระให้นั่งลง กลัวว่าจะกระทบกระเทือนแผลของเธอเข้า ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่หน้าผากก็เถอะ แต่ถ้าเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไปหญิงสาวก็อาจจะล้มได้

          “ใครเป็นคนทำร้ายเธอหนูดา” เสียงของโจชัวเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว เขาไม่พอใจมาก ตั้งใจจะจัดการตั้งแต่เมื่อคืน แต่ดาราศิระก็อ่อนเพลียเกิน และอยากให้วิชุกรกับวรนันท์ได้เจอกับความกระวนกระวายเสียบ้าง เลยอยากคิดบัญชีตอนนี้เลย

          “ยัยดา” วิชุกรหน้าเสีย หันไปมองหน้าหลานสาวที่หน้าซีดเผือดไปแล้ว

          “คุณมีอะไรจะพูดไหมคะ วรนันท์” ดาราศิระส่งสายตาไปทางวรนันท์เขม็งอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าทันที

          “พูดอะไรแบบนั้นล่ะหนูดา ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เรื่องแต่งงาน ก็คุณป้าเขากลัวว่าคุณโจชัวจะเสียหน้าถ้าเจ้าสาวหนีไป” วรนันท์ปดอย่างหน้าด้านๆ ดาราศิระก็ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะคนเราจะโกหกหน้าตายอย่างไม่ละอายใจเอาเสียเลย

          “คุณทำอะไรฉันไว้ที่ห้องใต้ดิน จำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ” ดาราศิระถามเสียงแข็งกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่ว่ากลับกลายเป็นบีบมือของสามีเอาไว้แทน

          “ท่าทางหัวเธอจะได้รับการกระทบกระเทือนนะหนูดา ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นสักหน่อย อย่าใส่ความฉันสิ เธอโกรธเรื่องที่ฉันบอกว่าคุณโจชัวหล่ออย่างนั้นเหรอ เรื่องแค่นี้เองเนี่ยนะ”

          “ฮะ” ดาราศิระส่ายหน้าเธอเงยหน้าสบตากับโจชัว ยอมรับว่าอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

          วรนันท์มั่นใจว่าไม่มีอะไรสาวมาถึงตัวแน่นอน แจกันที่ฟาดหน้าดาราศิระก็กำจัดทิ้งเรียบร้อยไม่เหลือลายนิ้วมือ เพราะทำเรื่องใหญ่ก็ต้องวางแผนอย่างรัดกุมและแนบเนียนไม่ยอมทิ้งลายนิ้วมือเอาไว้เป็นหลักฐานมาถึงตัวเองภายหลัง แถวนั้นก็ไม่มีกล้องวงจรปิดแน่ ต่อให้มีพยานเป็นตัวบุคคลอย่างดาราศิระก็ใช่ว่าแจ้งข้อหาอะไรให้เธอได้

          “ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอนะ มีหลักฐานหรือเปล่า”
          “ก็แผลที่หัวฉันนี่ไง
เธอเป็นคนลากฉันไปขังที่ห้องใต้ดิน”

          “แล้วมีหลักฐานอะไรที่บอกว่าฉันทำแบบนั้นล่ะหนูดา อย่าใส่ความกันสิ ถ้าถูกฟ้องกลับเรื่องแจ้งความเท็จบ้างจะว่ายังไง”

          “เธอเป็นคนทำร้ายฉัน!!” ดาราศิระตะคอก น้ำตาเหมือนจะไหลที่ถูกรังแกทำร้ายแต่ปกป้องตัวเองไม่ได้เลย

          “ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นนะหนูดา มีหลักฐานไหมล่ะ ที่พวกคุณทำแบบนี้ต่างหากที่มันมีความผิด” วรนันท์ลอบยิ้มเมื่อเห็นดาราศิระจนตรอก แล้วจะเอาหลักฐานอะไรมาบอกว่าเธอทำเรื่องพวกนั้นเล่า

          “กักขังหน่วงเหนี่ยวกันแบบนี้ก็มีความผิดเหมือนกันนะ คุณโจชัวบอกเองว่าให้ฉันมาเข้าพิธีแต่งงานแทนเธอก่อนนี่นา มีหลักฐานการคุยทางโทรศัพท์ทุกอย่างด้วย” เพราะวางแผงที่จะจับโจชัวเต็มที่ เพราะอย่างนั้นวรนันท์เลยมีแผนการซับซ้อนมากมาย รับรองไม่มีทางพลาด

          “นี่เธออัดเสียงทางโทรศัพท์เอาไว้ด้วยเหรอ” โจชัวถามเสียงกร้าว เป็นฝ่ายบีบมือดาราศิระโดยไม่รู้ตัวซะเอง

          “แน่นอนสิคะ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทุกคนใส่ความปรักปรำฉันทุกอย่าง ถ้าฉันฟ้องร้องเอาเรื่องขึ้นมาบ้างจะว่าไง” วรนันท์ยิ้มหวาน เมื่อเห็นทุกคนหน้าเครียดไปตามๆ กัน

          โจชัวยอมรับว่าลืมคิดเรื่องนี้ไป ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะให้วรนันท์มาติดกับเพราะเขาเจอตัวดาราศิระตั้งแต่แรกแล้ว แต่มันกลายเป็นอย่างนี้ไปเสียได้

          แหวนหมั้นที่ให้ดาราศิระนั้นมีจีพีเอสฝัง[1]อยู่ ทำให้ตามหาตัวดาราศิระเจอ พบเธอนอนหายใจรวยรินอยู่ในห้องใต้ดิน ฟังพึมพำได้คำเดียวว่าวรนันท์เป็นคนทำเลยวางแผนให้อีกฝ่ายมาที่งานแต่งงาน แล้วเรื่องมันก็ดำเนินมาจนถึงตอนนี้

          “ฉันไม่ได้เป็นคนทำอะไรทั้งนั้น คุณขอร้องให้ฉันมาเป็นเจ้าสาวของคุณเองนะคะคุณโจชัว แล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเธอด้วยนะหนูดา

 

          โจชัวยอมปล่อยตัวสองป้าหลานมหาภัยไปก่อน เพราะแผนการของตัวเองไม่รัดกุมเท่าที่วรนันท์ทำ ต้องยอมรับเลยว่าครั้งนี้เขาพลาดมากจริงๆ ให้คำสัญญากับบิดามารดาว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง

          “นายช่วยจัดการหน่อย เอายัยนั่นให้จนมุม รวมถึงเรื่องคลิปในโทรศัพท์แม่นั่นด้วย” โจชัวบอกกับเจสันคนสนิทเสียงเครียด ไม่เคยเสียหน้าเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย เขาจับมือดาราศิระเอาไว้แน่นก่อนจะลากเธอออกมาข้างนอก ก่อนที่จะระเบิดตรงนั้น

          ถ้าฆ่ายัยนั่นไม่ได้ อย่ามาเรียกว่าโจชัวเลย เขาไม่เคยอึดอัดหงุดหงิดขนาดนี้มาก่อน วรนันท์เก่งนักเรื่องวางแผนการได้แยบยลแนบเนียนแบบนั้นได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะตั้งใจจะจับเขาแต่งงานจริงๆ ให้ได้กระมังเลยมีหลักฐานมากกว่าฝั่งของเขาซะอีก

          “แน่ใจนะว่าวรนันนท์เป็นคนทำร้ายน่ะหนูดา” โจชัวถาม ดาราศิระเลยหันไปมองเขาอย่างไม่พอใจ

          “คุณคิดว่าฉันโกหกเหรอ คิดว่าฉันจำคนที่ทำร้ายตัวเองไม่ได้เหรอ” เธอถามกลับน้ำตาคลอ จะเดินหนีแต่โจชัวคว้าตัวเองเอาไว้ทันซะก่อน

          “หนูดา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้เข้าใจแบบนั้น คือ ฉันอยากรู้ว่าไม่ใช่ยัยคุณป้ามหาภัยนั่น สองคนนั่นไม่ได้ร่วมมือกันใช่ไหม” ชายหนุ่มดึงตัวภรรยาเข้ามาหาตัว แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธอ ไม่ชอบที่เธอเอาแต่เงียบและยอมทุกคนง่ายๆ ไม่ใช่แค่กับเขา แต่ยังกับวิชุกรด้วย

          “ตอนนั้นฉันเห็นแค่วรนันท์คนเดียวค่ะ” ดาราศิระข่มอารมณ์ให้เย็นลง แล้วตอบเขาไปตามความจริง

          “ฉันจะส่งลูกน้องไปเก็บลายนิ้วมือของหมอนั่นที่ห้องใต้ดินอีกครั้งนะ ขอโทษที่หัวเสียไปหน่อย ขอโทษจริงๆ หนูดา” เขาประคองหน้าหวานให้สบตาด้วย ดาราศิระคงยังตกใจกับเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ยิ้มเมื่อเธอพนักหน้าให้และดูสงบลงแล้ว

          “ห้ามถอดแหวนวงนี้เด็ดขาดนะหนูดา” ชายหนุ่มหมุนแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของภรรยา ซึ่งสวมทั้งแหวนแต่งงานและแหวนหมั้นในนิ้วเดียว เขาจงใจลูบแหวนหมั้นเพื่อบอกว่าวงไหน

          “มันติดจีพีเอสไว้ เกิดเรื่องอะไรจะได้ตามตัวทัน” โจชัวกระซิบบอก จูบหน้าผากเนียนเพื่อปลอบให้เธอหายโกรธ ยกแขนโอบรอบเอวบางแล้วรั้งให้เข้ามาชิดตัว

         “ไปโรงพยาบาลกันเถอะ” เรื่องวรนันท์น่ะเขาไม่ปล่อยแน่ แต่ตอนนี้ความปลอดภัยของดาราศิระต้องมาก่อน ไม่รู้ว่าจะมีเลือดออกหรือคั่งในสมองหรือเปล่า รีบพาตัวภรรยาไปโรงพยาบาลทันที ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรผิดปกติทั้งสองคนก็โล่งใจได้ แล้วพากันกลับมาที่โรงแรม

          แต่สิ่งที่วางบนเตียงเอาไว้เป็นของขวัญต้อนรับ คือกางเกงในซีทรูสีแดงลายลูกไม้พาดอยู่บนเตียงนอนพร้อมกับดอกกุหลาบสีแดง กับโน้ตเล็กๆ แผ่นหนึ่ง

 

          -ขอบคุณสำหรับความสนุกสุดเหวี่ยงเมื่อคืนนะคะ คุณโจชัว…-

 

          ดาราศิระมองหน้าโจชัวแล้วก็เดินหนี แต่เขาคว้ามือของเธอเอาไว้ทัน

          “คิดว่าฉันทำอย่างนั้นเหรอ….” โจชัวถามเสียงเครียด ดาราศิระไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไปแล้ว มองหน้าเขาแล้วก็เลือกส่ายหน้า

          “ขอโทษค่ะ” เพราะวรนันท์คนเดียวที่ทำให้เธอหงุดหงิดอารมณ์เสียมาจนถึงตอนนี้ จะเอาผิดก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย นึกสงสัยว่าคนที่ถูกทำร้ายแล้วไม่มีพยานรู้เห็น เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความยังไง

          “คราวหน้าคงมีถุงยางอนามัยแบบใช้แล้วมาวางตรงนี้มั่งล่ะ ฉันจะไปเรียกผู้จัดการโรงแรมมาคุย”

          คนฟังถึงกับหน้าเบ้ ไม่อยากเชื่อว่าวรนันท์จะกล้าทำแบบนั้น แต่เมื่อลองมาคิดอีกทีแล้ว ขนาดว่าทำร้ายเธอเพื่อที่จะได้เข้าพิธีแต่งงานกับโจชัวก็ยังกล้าทำมาแล้ว เรื่องกางเกงในหรือถุงยางอนามัยก็อาจจะเป็นไปได้

          “แล้วดอกกุหลาบนี่ล่ะคะ” เธอเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงกางเกงในแต่ถามเรื่องกุหลาบแทน เห็นสีหน้าร้ายกาจของโจชัวแล้วก็ผวาอย่างบอกไม่ถูก

          “ในห้องนี้มีเกลือไหม”

          “เกลือเหรอคะ” ดาราศิระเอียงคอถาม ยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะบอกอะไร

          “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ว่าแล้วโจชัวก็ยิ้มหวาน หญิงสาวได้แต่มองว่าเขาคิดจะทำอะไร ก็เห็นว่าชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายพาลูกน้อง

          “ไมเคิล นายช่วยหาอะไรให้ฉันหน่อย ขอปากกาแดง กระดาษ พริก แล้วก็เกลือ”

          พริกด้วยเหรอ สาวน้อยคิดตามก่อนจะส่ายหน้าไปมากับตัวเอง

          ไม่นะ ไม่นะ หวังว่าจะไม่ใช่แบบนั้นนะ เธอคิดแล้วก็ได้แต่ยืนเอ๋อเมื่อโจชัวเรียกผู้จัดการโรงแรมมาพบเรื่องที่มีคนบุกรุกเข้ามาในห้อง บอกเพียงว่ามีเงินสดหายไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยถึงกางเกงในสีแดงบางใสแจ๋วหรือดอกกุหลาบแต่อย่างใด

          ผู้จัดการโรงแรมรีบขอโทษอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนห้องให้นอกจากนั้นก็ยังลดค่าพักให้สิบห้าเปอร์เซ็นต์เพื่อเป็นการขอโทษ จากนั้นก็ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยค้นดูเทปจากกล้องวงจรปิดเพื่อตามหาตัวคนที่แอบเข้าห้องต่อไป

          แต่ก่อนที่จะย้ายห้องพักนั้น ดาราศิระถึงกับยกมือทาบอก มองดูโจชัวที่สั่งให้ลูกน้องใช้คีมคีบเอากางเกงใน ดอกกุหลาบ พร้อมกับโน้ตที่ทิ้งไว้ใส่ลงในถาดที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

          “คุณคิดจะเล่นเป็นหมอผีเหรอคะ” ดาราศิระกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเมื่อเห็นโจชัวแสยะยิ้ม จุดไม้ขีดไฟแล้วโยนตามลงไป

          “ของต่ำๆ แบบนี้ต้องเผาทิ้งให้สิ้นซากสิหนูดา มันเป็นเสนียดเข้าใจไหม” โจชัวหัวเราะก่อนจะโปรยพริกแห้งสีแดงเข้มตามลงไป แล้วก็เกลือ ครบสูตรที่มีคนบอกว่าเผาพริกเผาเกลือแช่ง ขณะที่เจสันกับไมเคิลคนสนิทของเขาทำหน้างงกับพิธีกรรมอันแปลกประหลาดของเจ้านาย

          “คุณทำฉันกลัวนะ” เสียงหวานบอก ขยับตัวถอยหนีเมื่อเกลือมันแตกกลายเป็นสะเก็ดไฟเพราะความร้อน

          “ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้นแหละ หึๆ”

          “ทำไมเจ้านายทำแบบนี้ล่ะครับ ที่ผ่านๆ มาก็ให้แม่บ้านเข้ามาเก็บกวาดเฉยๆ” เจสันถามอย่างงุนงง ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อโจชัวมองด้วยสายตาคมกริบที่เหมือนจะฟาดฟันให้ตัวขาดสองท่อนได้

          “เมื่อก่อน เก็บกวาด” เป็นดาราศิระที่ทวนคำพูด แล้วเลื่อนสายตามองไปทางสามีเป็นคนสุดท้าย

          “ผมหมายถึง แบบว่า ก็เก็บห้องตามปกติ ครับนาย ผมผิดไปแล้ว” เจสันตบปากตัวเองก่อนจะเลี่ยงออกจากห้องพักเจ้านาย ทำทีช่วยเก็บของย้ายของให้

          “แสดงว่ามีคนทิ้งกางเกงในไว้ในห้องพักของคุณบ่อยๆ เหรอคะ” มิน่าล่ะ เขาถึงได้ดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลยที่เห็นกางเกงในลูกไม้สีแดงนี่ คงเห็นมาจนชินแล้วล่ะสิท่า

         “มีเรื่องแบบนั้นที่ไหนเล่า” โจชัวแก้ตัวเสียงขุ่น เสมองไปทางอื่นไม่สบตากับภรรยา

          “โจชัว!

          อะไรวะ พอเป็นเมียแล้วดุขึ้นมาทันทีเลยเหรอ ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะทันได้รู้ตัวลูกน้องทั้งสองคนก็หายไปกันหมดแล้ว เหลือแค่กลิ่นไหม้ที่มันกำลังถูกไฟเผาอยู่นี่เอง

          “มันก็เรื่องสมัยก่อนโน้น ตั้งแต่ก่อนจะได้เจอเธอซะอีก หนูดาเดี๋ยวสิ จะเดินหนีไปแบบนี้ไม่ได้นะ” เขาเรียกตามหลังแต่ดาราศิระไม่หันมองแม้แต่หางตา กระแทกเท้าเดินไปอีกห้องหนึ่งที่ผู้จัดการโรงแรมจัดเตรียมเอาไว้ให้แล้ว ดังนั้นโทสะที่เหลือเลยเอามาระบายกับกองไฟที่กำลังลุกโชนอยู่แทน

          “คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำฉันสั่นคลอนได้เหรอ ผู้หญิงสกปรก” เกิดมาไม่เคยจะเห็นใครเจ้าเล่ห์วางแผนการได้แนบเนียนขนาดนี้ ถ้าหากว่าตัวเองไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายแล้วล่ะก็ จะบอกให้วรนันท์ไปเอาดีในการเป็นนักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนเลย

          “ขอให้เธอร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟเผาเลยนะวรนันท์ มันไม่ใช่จากกองไฟสาปแช่งนี้หรอก แต่มันเป็นไฟริษยาในใจของเธอต่างหาก

 

          หลังจากก่อเรื่องเสร็จ วรนันท์ก็แวบหายกลับมาพักที่บ้านธีรนุรักษ์ตามเดิม ยิ้มสาแก่ใจที่ป่านนี้โจชัวกับดาราศิระคงกำลังทะเลาะเบาะแว้งเรื่องกางเกงในที่ทิ้งเอาไว้ให้อยู่แน่แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็วางแผนเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่มีทางที่ใครจะมาเอาผิดได้แน่นอน

          “นันแกทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ” วิชุกรถามเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว

          “ป้าหมายถึงเรื่องไหนล่ะ”

          “ก็เรื่องที่แกทำกับยัยหนูดานั่นยังไงล่ะ แกเอาแจกันฟาดหัวแล้วขังไว้ในห้องใต้ดินจริงๆ เหรอ” คนเป็นป้ารู้สึกร้อนใจอย่างไรชอบกล ไม่สบายใจเลยที่เห็นดาราศิระโกรธขนาดนั้น

          อยู่ด้วยกันมาหลายปี ดาราศิระไม่เคยจะทำสายตาน่ากลัวแบบนั้น ปกติแล้วสาวน้อยหัวอ่อนและไม่มีปากเสียง ครั้งนี้วรนันท์คงทำรุนแรงเกินไปแล้วจริงๆ หล่อนเองก็คิดอยู่เหมือนกัน ว่าอีกไม่นานเรื่องราวยุ่งๆ จะตามมาไม่หยุดหย่อน

          “แล้วป้าว่าไง”

          “แกทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอนัน”
          “โธ่ป้าคะ คุณโจชัวยังทำอะไรนันไม่ได้เลย แล้วป้าคิดว่ายัยหนูดาจะทำอะไรนันได้ มีหลักฐานไหมก็เปล่า แล้วใครจะมาจับนันได้ล่ะ ยัยนั่นคงเอาเวลาไปอ้อนผัวแทนแล้วล่ะ ไม่สิ น่าจะกำลังทะเลาะกันอยู่ ไม่มีเวลาไปแจ้งความหรอก” วรนันท์ยิ้มที่มุมปาก มีความสุขกับความทุกข์ของผู้หญิงคนอื่น

          ซึ่งผู้หญิงคนนั้นมีความผิดเดียว คือการเป็นที่รักของชายที่ตัวเองหมายตาเอาไว้

          “นี่แสดงว่าแกทำร้ายร่างกายยัยหนูดาจนเลือดตกยางออก ตั้งใจจะขังยัยหนูดาให้ตายคาห้องใต้ดินเลยอย่างนั้นเหรอ” วิชุกรสยิวกายหนาวเหน็บกับความน่ากลัวของหลานสาว ไม่คิดว่าวรนันท์จะกล้าทำเรื่องรุนแรงได้มากถึงเพียงนี้

          เห็นสายตาของวิชุกรแล้ววรนันท์ก็แสร้งหัวเราะ ไม่กล้าบอกไปหรอกว่าความจริงแล้วตั้งใจจะให้ผู้ชายมาขืนใจดาราศิระเลยต่างหาก

          “นันเปล่าซะหน่อย นันตั้งใจจะปล่อยตัวยัยนั่นจริงๆ นะคะ เรื่องแจกันก็เปล่าด้วย ไม่ได้เอาฟาดหัวอะไรเลย ตอนที่นันผลักมันเข้าไปในห้องใต้ดินมันมืดคงจะล้มไปชนอะไรแล้วหัวแตกเข้ามังคะ” หล่อนตอบส่งๆ แต่วิชุกรก็ยังมองมาด้วยสายตาคลางแคลงใจ

          “คุณป้าขา นันไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยมอะไรแบบนั้นเลยนะคะ นันไม่ได้ทำค่ะ ยัยนั่นต่างหากใส่ร้ายนัน ไม่งั้นนันจะกล้ายืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเองแบบนี้เหรอ”

          วิชุกรคิดแล้วคล้อยตาม ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องกลัว อีกอย่างวรนันท์ก็กล้าที่จะเผชิญหน้ากับโจชัวตรงๆ แบบนั้นแน่

          “ถ้างั้นก็แล้วไป ป้าก็กลัว คุณโจชัวเขาน่ากลัวออกขนาดนั้น อีกอย่างป้าต้องพึ่งพาเรื่องเงินทองจากเขาอยู่ด้วย” วิชุกรบอกอย่างไม่ละอาย ในเมื่อสามีของหล่อนทำงานอย่างหนักเพื่อบริษัทของโจชัวจนล้มป่วยแล้วเสียชีวิต โจชัวก็ต้องรับผิดชอบต่อ ไหนจะแต่งงานกับดาราศิระแบบนี้ด้วยแล้วก็ต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุดด้วย

          “ป้าไม่ต้องห่วงหรอก แค่แป๊บเดียว ขอให้นันได้มีโอกาสได้เจอคุณโจชัวอีกสักครั้งก่อนเถอะ ยัยหนูดาต้องถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดีแน่” วรนันท์พูดอย่างมั่นใจ

          สมัยนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้ผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนียมอายตอนอยู่บนเตียงหรอก มันต้องดุเด็ดเผ็ดมันตอบสนองได้อย่างถึงพริกถึงขิงต่างหากถึงจะจับผู้ชายได้อยู่หมัด โดยเฉพาะหนุ่มหล่อเหลาที่มีผู้หญิงสวยๆ มารายล้อมรอบกายอยู่ตลอดเวลาแบบโจชัว

          “แล้วป้าจะไปหาคุณโจชัวตอนไหน”

          “ฮะ แกว่าไงนะ ต้องไปหาคุณโจชัวด้วยเหรอ”

          “ต้องไปสิป้า ขืนหลบหน้าหลบตาเดี๋ยวก็ถูกกล่าวหาอีกหรอก เอาล่ะ มันก็จริงที่นันขังยัยหนูดาเอาไว้ในห้องใต้ดิน แต่เรื่องอื่นเราไม่ได้ทำ เราต่างหากที่เป็นคนถูกกระทำ ถูกหลอกให้แต่งชุดเจ้าสาวเก้อ แล้วถูกใส่ร้ายต่างๆ นานาอีกต่างหาก” วรนันท์ไม่เคยเห็นความผิดของตัวเอง แต่เลือกจะเอาการกระทำของทุกคนมาเป็นความผิดและข้อกล่าวหา

          “นั่นสินะ ค่าเช่าชุดก็หมดไปตั้งหลายบาท” นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้วิชุกรก็ทำหน้าตึง ค่าชุดเจ้าสาวที่ซื้อให้วรนันท์นั้นแพงลิบลิ่ว เล่นเอาเงินที่เก็บไว้ตั้งใจจะไปต่อทุนอย่างอื่นหายไปกว่าครึ่ง

          “เพราะอย่างนั้นเราถึงต้องต้องไปเจอคุณโจชัวยังไงล่ะคะ เดี๋ยวนันว่าจะไปอาบน้ำแต่งหน้าแต่งตัวซะใหม่ก่อน” คนพูดยกมือพัดหน้าสีหน้าหงุดหงิดอารมณ์เสีย

          “ทำไมวันนี้มันร้อนจัง ยังกับมีคนมาจุดไฟเผาอะไรในบ้านอย่างนั้นแหละ!

 

          ยังไม่ทันจะได้ง้อดาราศิระ สองป้าหลานมหาภัยก็ติดต่อมาขอพบอีก โจชัวหัวเสียเพราะภาพจากกล้องวงจรปิดไม่ชัดเลยสักนิดเดียว มองไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เข้ามาในห้องพัก อันที่จริงทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวรนันท์ แต่หล่อนสวมหมวกปิดหน้าปิดตาเอาไว้เลยใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ แต่ก็ให้เจสันเก็บรายละเอียดต่างๆ เอาไว้อยู่

          ตอนแรกเจมส์และอลีนาจะออกไปรับหน้าเอง แต่เขาไม่อยากไปรบกวนบิดามารดาเลยตั้งใจจะไปคุยเอง

          “หนูดา จะไม่ไปด้วยกันเหรอ ยัยป้ามหาภัยกับยัยหลานคนเลวนั่นมาที่นี่อีกแล้วนะ”

          “คุณคงอยากออกไปคุยด้วยเองล่ะมั้งคะ” ดาราศิระหน้าบึ้ง ไม่รู้ว่าหงุดหงิดอะไร

          ตอนแรกไม่อยากแต่งงานกับเขา แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ไม่พอใจมากกับสิ่งที่วรนันท์พยายามทำอยู่ ก็รู้ว่าโจชัวไม่ได้เป็นคนผิด แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้อึดอัดอยู่ในอกอยากจะอาละวาดให้สาแก่ใจนัก

          “เอางั้นเหรอหนูดา จะให้ฉันไปรับหน้าคนเดียวแบบนั้นใช่ไหม ก็บอกแล้วไง ว่าที่เจสันพูดมันก็นานมาแล้ว ตอนนี้ฉันก็มีแค่เธอคนเดียว”

          เกิดมาก็เป็นครั้งแรกนี่แหละที่ต้องมาปะเหลาะเอาใจผู้หญิง เมื่อก่อนไม่คิดสนใจอะไรทั้งนั้น เบื่อก็หาใหม่ หรือไม่พวกหล่อนไปก็ไม่คิดจะรั้งเอาไว้ ถือคติที่ว่าบนโลกนี้มีผู้หญิงสวยเซ็กซี่เป็นล้านคน เมื่อเบื่อแล้วก็ไม่คิดจะสนใจอีก จนกระทั่งได้มาเจอสาวน้อยคนนี้เข้า

          ผู้หญิงอะไร ดูหัวดื้อ หน้าบึ้งตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นก็น่ารักจับหัวใจจนไม่อยากให้ใครได้มองหรือเป็นเจ้าของเธอ นับตั้งแต่นั้นก็พยายามจะเดินทางมาคุมงานที่เมืองไทยบ่อยๆ ขอแค่ได้เจอหน้าเธอตอนที่แวะไปกินข้าวที่บ้านธีรนุรักษ์ ค่อยๆ สานสัมพันธ์ผ่านทางดิลกก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ไม่ได้แตะต้องแม้แต่ปลายก้อย นี่ถ้าบวชรักษาพรหมจรรย์คงได้กลายเป็นเซียนที่มีความอดทนลดละกิเลสออกจากใจไปแล้ว

          “เมื่อคืนฉันก็นอนกอดเธอทั้งคืน เธอไข้ขึ้นด้วยรู้ไหม แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปวุ่นวายกับยัยนันนั่นล่ะ อีกอย่างแม่นั่นถูกคุมตัวเอาไว้ตลอดนะ ให้ลูกน้องเฝ้าไม่มีพลาดแน่นอน”

          “ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” ดาราศิระบอกเสียงแข็ง

          แต่อันที่จริงก็ไขว้เขวไปไม่น้อย ถ้าโจชัวไม่ได้พูดถึงเรื่องที่วรนันท์และวิชุกรถูกขังเอาไว้ในห้องตลอดก็ลืมไปแล้ว คิดว่าตอนที่หลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบเมื่อคืนเขาแอบแวบไปหาเจ้าสาวที่รอเก้อ

         “เรื่องผู้หญิงเหรอ โธ่ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเราจะได้แต่งงานกัน ฉันจะไม่เสียตัวให้ผู้หญิงคนไหนเลย” โจชัวเอาใจ และทำให้ดาราศิระถึงกับตกใจ แล้วก็หัวเราะที่ได้ยินแบบนั้น

          “ไม่ต้องเอาใจกันขนาดนั้นก็ได้ค่ะ” เธอบอก ยิ่งพูดยิ่งดูเหมือนเธอไร้เหตุผลเหมือนเด็กตัวเล็กที่พูดไม่รู้เรื่องเลย

          “ก็มันจริงนี่นา ถ้าเธองอนแล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากง้อเธอ ยังไม่ได้เข้าหอกันเลย ไม่ยอมหรอก”

          “งั้นหมายความว่า ถ้าคุณได้ไปแล้วคุณจะไม่ง้อฉันแล้วเหรอ” สาวน้อยค้อนตาคว่ำอย่างแง่งอน เกลียดเสียงหัวเราะของเขาเหลือเกิน

          “ง้อเธอก็สนุกดีเหมือนกัน ไปเถอะ อยากรู้ว่าสองป้าหลานนั่นต้องการอะไรถึงได้แวะมาทันทีทันใดอย่างนี้”

          “คงต้องมาแหละค่ะ เพื่อบอกว่าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ ยิ่งหลบหน้าก็ยิ่งแสดงว่าสิ่งที่ฉันบอกเป็นเรื่องจริงน่ะสิคะ ก็ฉันโกหกนี่นา ว่าวรนันท์ทำร้ายฉัน”

          “เอาหน้า ไปดูคนที่โดนเล่นของหน่อย ว่าหล่อนปวดแสบปวดร้อนบ้างไหม” โจชัวอยากรู้ว่าวรนันท์จะปั้นหน้าแบบไหนอยู่ ตอนนี้จะปล่อยให้เข้าใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไปก่อนก็ได้ ตายใจเมื่อไหร่พ่อจะฟาดงูให้หลังหักขาดเป็นสองท่อนไปเลย

         สองป้าหลานพากันตื่นเต้นดีใจเมื่อได้เจอโจชัวยอมมาหาอีกครั้ง ขัดใจเล็กน้อยก็ตรงที่ดาราศิระตามมาด้วยตามประสาข้าวใหม่ปลามันไม่ยอมอยู่ห่างจากกัน

          แต่มาสองคนแบบนี้ก็ดีเลย วรนันท์ยิ้มกริ่ม จงใจมองไปทางดาราศิระก่อนเมื่อได้สบตากันแล้วก็เลื่อนสายตาไปมองโจชัวต่อ

          ดาราศิระเม้มปาก เธอหวงโจชัวมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อยู่กับเขามาก็นานไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เลย ต้องของคุณวรนันท์ที่ทำให้รู้ใจตัวเองได้ลึกซึ้งขนาดนี้

          “ป้าอยากมาขอความเห็นใจเรื่องชุดแต่งงานของยัยนันเมื่อวานน่ะจ้ะ คือว่าป้าก็ไม่ได้จัดการเรื่องสินสอดหรือซองในงานเลย เอ่อ ป้าต้องรับผิดชอบเรื่องที่บ้านหลายอย่าง เพราะงั้นเห็นใจป้าด้วยนะจ๊ะ” วิชุกรบอกจุดประสงค์ที่มาพบทันที เพื่อบอกเป็นนัยว่าเรื่องสินสอดค่าตัวของดาราศิระหล่อนยังไม่ได้ ซองที่แขกให้ในงานด้วย

          โจชัวเบ้ปากมองอย่างหมิ่นๆ แปลกใจที่ดาราศิระไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ภรรยาจ้องเขม็งไปทางวรนันท์ที่ยิ้มกว้างให้ วรนันท์ไม่ได้ยิ้มเปล่าๆ แต่หล่อนยังทำเป็นโบกไม้โบกมือพัดหน้าตัวเองราวกับว่าอากาศมันร้อนอบอ้าวเหลือเกิน

          วรนันท์จงใจขยับคอเสื้อเพื่อให้เห็นบราเซียที่สวมอยู่ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกางเกงในที่ทิ้งเอาไว้ในห้องพักเดิมของคู่บ่าวสาว

          “วันนี้อากาศร้อนจังเลย ว่าไหมจ๊ะ หนูดา” วรนันท์ยิ้ม วิชุกรเลยหันไปมองบ้าง เพราะโจชัวไม่ยอมตอบอะไรเลย

          “ไม่รู้สิคะ ลองถามโจชัวดูก็แล้วกัน” ดาราศิระเบือนหน้าหนีไม่อยากมองให้เสียสายตา ขณะที่โจชัวหัวเราะลั่น เขาเลือกจะให้ความสนใจกับวิชุกรก่อนแล้วบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม

          “เรื่องสินสอดไม่ต้องห่วงนะครับ พ่อกับแม่ของผมท่านอนุญาตให้ผมจัดการแล้ว ผมตั้งใจจะแบ่งให้คุณป้าแน่นอนครับ”
          “แบ่ง
?” วิชุกรทวนคำอย่างสงสัย

          ด้านวรนันท์เห็นท่าทางแปลกๆ ของโจชัวกับดาราศิระก็ไม่สบายใจ ขยับคอเสื้อให้เข้าที่แล้วสงบเสงี่ยมมากขึ้นกว่าเดิม

          “ครับ ความจริงที่อเมริกาเราไม่มีธรรมเรื่องสินสอดเลยครับ ดูเหมือนขายลูกกินแต่คุณแม่ผมท่านเป็นลูกครึ่ง ท่านเลยเข้าใจความคิดของคุณป้า เลยอนุญาตให้ผมแบ่งสินสอดหนึ่งในห้าให้คุณป้าที่เป็นธุระจัดการเรื่องต่างๆ ให้ เฉพาะแค่เงินสดนะครับ เพราะทองกับเครื่องประดับ คุณแม่ของผมท่านตั้งใจมอบให้หนูดาคนเดียว ไม่ต้องการให้คนอื่น ส่วนซองที่แขกให้ที่มาร่วมงานแต่งคุณป้าก็ริบ เอ๊ย เอาไปหมดเลยก็ได้ผมไม่ว่าครับ ไหนๆ คุณป้าก็เจ้ากี้ เอ๊ย จัดการเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ขอโทษนะครับ ภาษาไทยของผมไม่ค่อยแข็งแรง” โจชัวยิ้มหวานแบบที่ทำให้วิชุกรหน้าชาและแดงก่ำด้วยความอับอาย

          “เรื่องสินสอดผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงนะครับ ที่ให้ได้เท่านั้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ของผมตั้งใจให้เป็นของขวัญหนูดา อีกอย่างคุณป้าก็ไม่ได้เลี้ยงดูหนูดามาเลย ผมหมายถึง ตอนที่คุณป้าแต่งงานกับคุณลุงดิลกหนูดาก็โตแล้ว คงจะให้ค่าน้ำนมไม่ได้ จริงไหมครับ” ชายหนุ่มตั้งใจประชด เกลียดเหลือเกินกับพฤติกรรมปลิงตัวใหญ่ของวิชุกรมาตลอด ทำเหมือนว่าดาราศิระเป็นเครื่องจักรผลิตเงินอย่างไรอย่างนั้น

          “แล้วค่าชุดเจ้าสาวของคุณวรนันท์ล่ะครับ เท่าไหร่เหรอครับ” โจชัวยิ้มเหยียด เขารู้ว่าดาราศิระกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ เธอโดนกดขี่มานานคงจะสะใจ เอ๊ย พอใจได้บ้างไม่มากก็น้อย

          “ผมตั้งใจจะพาหนูดากลับอเมริกาด้วย ส่วนเรื่องบ้านธีรนุรักษ์ ก็อืม ฝากคุณป้าช่วยดูแลไปก่อนก็แล้วกันนะครับ”

          “จะพาหนูดาไปเลยเหรอ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน” วิชุกรหน้าซีด ก่อนจะอ้อนวอนขอความเห็นใจจากโจชัว

          “ป้าก็แก่มากแล้ว ไม่รู้จะไปสมัครงานทำงานที่ไหนได้ คุณโจชัวสงสารป้าเถอะนะคะ” หล่อนวอนขออย่างไม่ละอาย ทั้งที่เพิ่งถูกฉีกหน้ามาหมาดๆ

          “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะให้บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีคุณป้าทุกเดือนเองครับ”

          “เท่าไหร่คะ” พูดถึงเรื่องเงินวิชุกรก็ตาเป็นประกาย ลืมทำหน้าเศร้าสลดใจไปแล้ว

          “ก็เท่ากับเงินเดือนของคุณดิลกน่ะครับ ไปจนถึงตอนเกษียนนั่นแหละครับ”

          “งั้นหรือคะ” วิชุกรยอมรับว่าตัวเองผิดหวังไม่น้อย เพราะโจชัวที่มีศักดิ์เป็นลูกเขยเป็นถึงเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ตัวหล่อนกลับได้เงินแต่ละเดือนเท่าจำนวนเงินเดือนของสามีที่เสียชีวิตไปเท่านั้น

          “เดือนละหนึ่งแสนบาทคงไม่น้อยไปหรอกใช่ไหมครับ” โจชัวถามดักเอาไว้ ความจริงเขาไม่อยากจ่ายเงินส่วนนี้ให้เลยด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยดิลกก็เป็นสามีของวิชุกร ถ้าไม่ทำแบบนี้หล่อนก็จะมารบกวนดาราศิระให้ไม่สบายใจอีก

          “ค่ะ มาก มันมากแล้วล่ะคะ”

          มันก็เท่ากับทุกเดือนที่ผ่านมา วิชุกรคิดในใจอย่างไม่สบอารมณ์ คิดว่าจะได้มากกว่านี้เสียอีก ที่ไหนได้

         “แต่อย่างน้อย คุณป้าก็ไม่ต้องเจียดเงินให้หนูดาแล้วนะครับ คงมีเงินเหลือเก็บมากกว่าเดิมพอสมควร” ชายหนุ่มยังประชดไม่เลิก ทำเอาคนฟังสะอึกไปรวมถึงวรนันท์ด้วย

          โจชัวรู้เส้นทางบัญชีการเงินของวิชุกรดี หลังจากโอนเงินให้ทุกเดือน เงินจะถูกส่งไปที่บัญชีของดาราศิระแค่สองหมื่นบาทต่อเดือนเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเงินเท่านี้ก็เยอะแล้วสำหรับนักศึกษาที่ไม่ต้องเช่าหอพักอยู่ข้างนอก อาหารเย็นก็กลับมากินที่บ้านได้ ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ ในบ้านเลย

          “ส่วนคุณวรนันท์”

          เมื่อเรื่องไปถึงวรนันท์เจ้าตัวก็คอแข็ง ไม่เหลือเค้าสาวมั่นก่อนหน้านี้เลยสักนิดเดียว

          “ผมต้องขอโทษอย่างสุดซึ้งด้วยนะครับสำหรับเรื่องเมื่อวาน บังเอิญว่าตอนนั้นยังหาตัวหนูดาไม่เจอ แล้วผมก็กลัวว่าจะเสียหน้าเหลือเกินที่เจ้าสาวหนีจากงานแต่งงาน ใช่ไหมหนูดา” โจชัวทำหน้าเศร้า ก่อนจะกระแทกศอกเบาๆ กับภรรยาที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเธอกลัวจะหลุดหัวเราะออกมาหรือกลัวสายตาที่จ้องเขม็งของวิชุกรก็ไม่รู้

          สายตาของวิชุกรบอกว่าไม่พอใจเรื่องค่าใช้จ่ายที่ได้เท่าเดิม รวมถึงค่าสินสอดที่ได้น้อยจนใจหาย อยากให้ดาราศิระพูดอะไรมากกว่านี้

          “ค่าชุดเจ้าสาวกับค่าเสียเวลาสองหมื่นก็น่าจะพอนะครับ” ชายหนุ่มแอบขำเมื่อเห็นสีหน้าของวิชุกรและวรนันท์ที่ผิดหวังอย่างชัดเจน

          “นี่ครับ ค่าเสียเวลาทั้งหมด” เขาหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์ วางต่อหน้าวิชุกรอย่างเย็นชา จากนั้นก็ประคองภรรยาให้ลุกขึ้น

          “รายละเอียดต่างๆ ผมจะให้เจสันมาจัดการอีกทีนะครับ ผมต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน” โจชัวบอกกับสองป้าหลานมหาภัยเท่านั้น ก่อนจะจูงภรรยาให้ออกมาพร้อมกัน ไม่ลืมพูดเสียงดังให้วรนันท์ได้ยินด้วย

          “ดีขึ้นแล้วใช่ไหมหนูดา เราออกมากันนานแล้วที่ห้องคงไม่เหม็นเวียนหัวกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดเท่าไหร่แล้วล่ะ” เขาจงใจพูดแบบั้นเพื่อให้วรนันท์เข้าใจว่ายังอยู่ห้องเดิมและมีการทำความสะอาดขนานใหญ่เกิดขึ้น

          “ทีนี้ก็หมดเรื่องแล้ว เราจะได้กลับอเมริกากันซะที” ชายหนุ่มแสนจะอารมณ์ดี คนแบบนี้ต้องเจอซะมั่ง ทำตัวน่าเกลียด คิดแต่จะเกาะลูกเลี้ยงกินที่ไม่เคยสนใจดูดำดูดีอะไรเลย

          “คุณนี่ร้ายจริงๆ เลยนะคะ” ดาราศิระพึมพำเมื่อพ้นจากสองป้าหลานแล้ว

          “อ้าว ถามแปลก พวกนั้นร้ายก่อนล่ะไม่ว่า เงินที่ให้ทุกเดือนน่ะฉันตั้งใจจะให้เธอ แต่นั่นมันอะไร เธอได้แต่สองหมื่นเนี่ยนะ”

          “มันเยอะมากแล้วค่ะ ฉันก็ไม่ได้ไปไหนไปทำอะไรด้วย วันๆ อยู่แต่กับบ้านเท่านั้นเอง”

          “แต่ฉันต้องการจะให้เธอนะ ไม่ใช่ยัยคุณป้านั่น คิดว่าหลังจากแต่งงานกันแล้วคงได้มากกว่านั้นล่ะสิ ฮึ” แน่นอนว่าโจชัวเป็นนักธุรกิจ เขาไม่มีเหตุผลต้องอ่อนข้อให้ใคร ทุกอย่างถือเป็นเรื่องเงินทองหมด ต่อให้เป็นแม่เลี้ยงของเมียก็เถอะ

          “แล้วคุณเห็นคุณวรนันท์ไหมคะ” สาวน้อยถามอีกคำถาม อยากรู้ว่าเขาจะคิดยังไง

          “เห็นสิ เห็นบราเซียลูกไม้สีแดงด้วย ท่าทางยัยนั่นจะหนังหนา ขนาดเผาพริกเผาเกลือแช่งยังไม่สะเทือนเลย” ชายหนุ่มขำ วรนันท์ไม่ได้รู้เลยว่าเขารังเกียจหล่อนมากแค่ไหน ยิ่งกว่าเจอไส้เดือนกิ้งกืออีก

          “คุณนี่ปากจัดไม่เปลี่ยนเลย”

          “แล้วใครจะปากหนักเหมือนเธอล่ะหนูดา ปล่อยให้ตัวเองถูกเอาเปรียบอยู่ได้” ชายหนุ่มดึงแก้มใสจนดาราศิระถอนหายใจ ก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอก แต่คร้านจะทะเลาะกับแม่เลี้ยงที่เริ่มจะเข้ามาบงการชีวิตมากขึ้นทุกที เลยยอมๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียความรู้สึกชวนอึดอัดใจนี้ คิดว่าเรียนจบแล้วจะออกจากบ้านหางานทำแล้วอยู่คนเดียว

          ใครจะไปคิดว่าจะถูกมัดจับใส่ช้อนแล้วหย่อนถึงปากของโจชัวอย่างนี้

          “เธอเป็นเมียฉัน ฉันต้องเอาเปรียบเธอได้คนเดียวเท่านั้น” เขาบอกอย่างดื้อดึง ทำเอาคนฟังตีหน้าไม่ถูก แต่ก็ยอมให้เขาจูงมือเดินไปด้วยกันแต่โดยดี

          ทิ้งให้สองป้าหลานกรีดร้องด้วยความคับแค้นใจเมื่อผลประโยชน์ไม่เป็นตามที่คิดเอาไว้เลย

         “นี่คุณโจชัวงกขนาดนั้นเลยเหรอป้า” วรนันท์พูดอย่างแค้นเคือง สรุปแล้วเงินก็แบ่งกันคนละครึ่งแค่คนละหนึ่งหมื่นบาทเท่านั้น และไม่มีคำขอโทษอะไรที่กักขังหน่วงเหนี่ยวตัวไว้เมื่อคืนวานด้วย ส่วนดาราศิระก็เงียบไม่พูดอะไรเลย น่าหมั่นไส้นัก คงคิดว่าเป็นเมียเศรษฐีแล้วไม่ต้องสนใจไยดีคนที่อยู่ข้างหลังก็ได้

          “เมื่อก่อนก็ไม่เป็นแบบนี้นะ เพราะยัยหนูดาแน่ๆ” คิดแล้วก็อดแค้นไม่ได้ นึกว่าจะได้มากกว่านี้ ที่ไหนได้ไม่ได้ต่างจากเดิมเลย วิชุกรแช่งชักหักกระดูกลูกเลี้ยงในใจ โดยไม่คิดทบทวนเลยว่าตัวเองก็ไม่เคยเลี้ยงดูใส่ใจดาราศิระ เห็นเป็นแค่ตัวเรียกเงินเรียกทองเท่านั้น

          “แน่ล่ะสิ เป็นผัวเมียกันอย่างเป็นทางการแล้วนี่ นังหนูดาคงพยายามบังคับผัวไม่ให้โอนเงินให้อีกน่ะสิ คุณป้าคะอย่าไปยอมนะคะ”

          “ฉันรู้แล้วล่ะน่า ไม่พลาดหรอก”

          ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่ก็พลาดไปแล้วจริงๆ สินสอดทองหมั้นคงไม่ได้แล้ว ได้แต่เงินสดหนึ่งในห้าซึ่งก็จำไม่ได้แล้วว่าดาราศิระได้ค่าสินสอดมาเท่าไหร่ มันมากก็จริงแต่เมื่อหารออกมาแล้วหล่อนคงได้ไม่เท่าไหร่ ยิ่งคิดวิชุกรก็เจ็บใจ

          ดาราศิระคงรอเวลานี้มานานแล้ว ได้ทีก็ถีบหัวส่ง ไม่คิดบ้างเลยคนที่เป็นธุระจัดการเรื่องงานแต่งให้ก็ตัวหล่อนทั้งหมด กลับตอบแทนกันอย่างนี้ มันน่าโมโหหงุดหงิดนักเชียว

          “นั่งนั่นน่ะน่าหงุดหงิดที่สุดเลย คุณป้าอย่าไปยอมนะคะ เรื่องะไรต้องได้แค่แสนเดียวทุกเดือนด้วย ไม่ยุติธรรมเลย”

          “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ป้าจะจัดการแน่ไม่ต้องห่วง”

 

          ดาราศิระมาดูกระเป๋าของตัวเองที่โจชัวให้คนไปเก็บมาให้ มีครบทุกอย่างตามที่ชายหนุ่มหนุ่มบอกเอาไว้ตั้งแต่แรก ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ต้องรับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ต่างพากันตกใจเรื่องการแต่งงานอย่างกะทันหัน อย่าว่าแต่เพื่อนจะตกใจเลย ตัวเธอเองก็ยังตกใจไม่หาย

          เมื่อคุยกับเพื่อนเสร็จ เธอก็เดินไปหาสามีอย่างกล้าๆ กลัวๆ

          “มีอะไรเหรอ” โจชัวมองตั้งแต่เธอเดินเข้ามาใกล้แล้ว ส่งยิ้มให้เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกอึดอัดมากเกินไป

          “คือว่า เพื่อนโทรมาหา ขอฉันไปเจอเพื่อนหน่อยได้ไหมคะ” ดาราศิระก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องขออนุญาตเรื่องส่วนตัวกับคนอื่น ทั้งที่มันเป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ

          “ไปได้ แต่ต้องให้ไมเคิลไปด้วย” ชายหนุ่มรวบรัดตัดบทไม่รอให้ภรรยาปฏิเสธอีก

          “จำไมได้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน ตอนนี้ยังมีแผลอยู่ไม่ใช่รึไง อยากถูกใครดักตีหัวอีกรอบใช่ไหม”

          “ไม่อยากค่ะค่ะ เธอลอบถอนหายใจตอบไปเสียงแผ่วเบา

          “งั้นก็ดี เดี๋ยวจะไปส่ง” โจชัวขยับตัว เดินไปจับมือหญิงสาวแล้วจูงมือเดินไปด้วยกัน

          เขาไปส่งดาราศิระที่ล็อบบี้ซึ่งสั่งให้ไมเคิลคอยตามดูแลไม่ให้ห่างเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

          “ทุ่มหนึ่งต้องกลับนะ วันนี้เพลียมาทั้งวันแล้ว ไปนานไม่ได้ เข้าใจไหม

          “เข้าใจแล้วค่ะ”

          “บอกลาเพื่อนเลยก็ดี เผื่อว่าเราจะเดินทางกลับดีทรอยต์เลย”

          “ต้องรีบขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เสียงหวานถามอย่างเศร้าๆ รู้สึกว่าอะไรมันก็เร็วเกินไป เพิ่งรับปริญญาไม่ถึงสามอาทิตย์เท่านั้น ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลแล้ว

          “ฉันจะไม่อยู่ที่นี่รอให้สองป้าหลานมหาภัยนั่นมาทำร้ายเธอหรอกนะหนูดา ส่วนเรื่องแผลของเธอน่ะไม่ต้องห่วงฉันไม่ลืมแค้นนี้แน่ อยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ก็มีแต่เรื่องไม่หยุด ฉันไม่อยู่ให้สองคนนั่นเข้ามาแทรกแซงเธอหรอกไม่มีทาง”

          “เรื่องนั้นฉันก็เข้าใจ แต่ว่ามันไม่เร็วไปเหรอคะ”

          “ไม่ถ้าเธอยังดื้อฉันจะพาเธอกลับไปตอนนี้เลย หรือจะลอง” โจชัวข่มขู่ โอบเอวเล็กเข้ามาใกล้จนดาราศิระแทบจะยืนไม่ได้ ถ้าจะให้ทรงตัวได้คงต้องยืนบนเท้าของเขาแล้ว

          “เข้าใจแล้วค่ะ”

          “ดีมาก รีบกลับด้วยนะ มีอะไรก็โทรมาเลย ถ้าเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลก็บอกไมเคิลทันทีเลยเข้าใจไหม”

          “ทราบแล้วค่ะ” หญิงสาวรู้สึกอ่อนใจไม่น้อย ตอนนี้ไมเคิลจอดรถรออยู่นานแล้วแต่ยังไม่ได้ไปไหนซะที เพราะโจชัวเอาแต่บ่นนั่นสั่งนี่จนเสียเวลาไปนาน

          “เอาล่ะ ทุ่มนึงต้องกลับมานะ แล้วเจอกันหนูดา” เขากอดเธอแน่นอีกครั้งแล้วจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มเบาๆ ก่อนจะยอมให้ขึ้นรถ หลังจากที่รั้งเอาไว้อยู่นาน มองจนไฟท้ายรถหายลับไปจากสายตาแล้วจึงกลับขึ้นห้องพักตามเดิมอย่างสบายใจ

          ด้านดาราศิระก็ทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอเพื่อน เพราะมีบอดีการ์ดหน้าดุเดินตามทุกฝีก้าวไม่ยอมให้คลาดสายตาไปไหน แต่ละคนกระซิบกระซาบพากันตกใจเพราะไม่รู้มาก่อนเลยว่าเพื่อนคนนี้มีคนรักอยู่แล้วถึงกับขนาดแต่งงานกันอย่างรวดเร็วหลังเรียนจบแบบนี้

          “บอกมาเลยนะ ว่าสามีแกน่ะ เจอกันได้ยังไง” เมยานีตีแขนเพื่อนด้วยความหมั่นไส้และตกใจ

          “ก็” ดาราศิระอายจนหน้าแดงพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน

          “แกเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยยัยหนูดา โอย ฉันจะเป็นลม สามีแกหล่อมากอ่ะ” ปลายฝนเขย่าแขนดาราศิระอีกข้าง จนประกายแก้วต้องปรามเพื่อนทั้งสอง

          “เบาๆ เดี๋ยวแขนยัยหนูดาก็หลุดหรอก ว่าแต่คุณรูปหล่อที่ตามหลังมาน่ะใคร แล้วแผลน่ะหายดีรึยัง” ประกายแก้วเป็นคนถาม งานแต่งก็สังเกตเห็นว่าเจ้าสาวมีแผลที่หน้าผาก แต่ดาราศิระยืนยันว่าไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี

          “คือว่าคุณโจชัวให้คุณไมเคิลเขาตามมาด้วยน่ะ ฉันมีเรื่องจะเมาท์” ดาราศิระทำเสียงจริงจัง สาวๆ ทั้งสามคนเลยพยักหน้าชักชวนกันเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่งทันที ไม่ลืมชวนไมเคิลที่ได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อนๆ นั่งร่วมโต๊ะด้วย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะสาวๆ พูดกันเป็นภาษาไทย ตัวเขาก็พอจะเรียนรู้มาบ้างจากเจ้านายแต่ก็ไม่ได้คล่องขนาดนี้สื่อสารรู้เรื่องทุกคำ

          “โห นางร้ายมากอ่ะ ทำกันขนาดนี้เลยเหรอ แล้วทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลยเหรอ” เมยานีฟังแล้วของขึ้นไม่พอใจ

          “ตอนนี้คุณโจชัวให้คนตามเรื่องให้อยู่มั้ง ฉันอยากแจ้งความนะ แต่ยังไงวรนันท์ก็ไม่ยอมรับแน่ อีกอย่างไม่มีพยานด้วย กลัวว่าฉันนี่แหละจะพลาดท่าเอาทีหลัง” ดาราศิระถอนหายใจ ยังดีที่โจชัวให้กำลังใจคอยอยู่ข้างๆ ตลอด ไม่อย่างนั้นงานแต่งงานคงล่ม เจ้าของกางเกงในลูกไม้สีแดงคงขึ้นไปอยู่บนเตียงแทนเธอแล้ว

          “แล้วนี่ถึงกับขนาดทิ้งกางเกงในไว้ด้วยเหรอ” ได้ยินแล้วปลายฝนก็ตกใจ เรื่องแบบนี้นึกว่ามีแต่ในละครเท่านั้น

          “อือ ลายลูกไม้สีแดงด้วย

          “อืม” เหล่าสามทหารเสือสาวมองหน้ากัน แล้วก็พยักหน้าให้กัน

          หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จแล้ว ทั้งสามก็ลากตัวดาราศิระเข้าร้านเสื้อผ้าทันที

          “พวกแกดูน่ากลัวอ่ะ” ดาราศิระครางเมื่อเห็นสายตาน่ากลัวของเหล่าเพื่อนทั้งสามคน

 

          เมื่อกลับมาถึงห้อง โจชัวก็มองภรรยาที่ลุกลี้ลุกลนเดินเป็นวิ่งเข้าห้องน้ำ ด้วยความสงสัยจึงเดินตามไป ก่อนจะชนเข้ากับเธออย่างจัง

          “ทำไมหนูดาเป็นอะไร” ท่าทางแปลกๆ ของดาราศิระชวนให้สงสัยอย่างบอกไม่ถูก กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเธอ แต่หญิงสาวไม่ตอบ ทำท่าจะหนีอย่างเดียวจนโจชัวต้องจับตัวเอาไว้

          “ไม่มีอะไรคะ ไม่เป็นไร” ดาราศิระบอกเสียงแผ่ว ตอนนี้เธออยากจะหาเสื้อผ้าตัวใหม่เพื่อเปลี่ยนมันก่อนที่ชายหนุ่มจะ แต่ดูเหมือนจะสายไป เพราะก่อนหน้านี้เธอถอดเสื้อออกแล้วเพื่อจะถอดชุดชั้นในบ้าๆ ที่เพื่อนยัดเยียดบังคับใส่ออก แล้วนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เอาเสื้อผ้าตัวใหม่เข้ามาด้วย ลนลามสวมเสื้อกลับตามเดิม แล้วก็เลยตกที่นั่งลำบากอย่างนี้

          “แล้วเป็นอะไร หือ นี่ยั่วกันเหรอ” โจชัวดึงคอเสื้อของภรรยาลงพบว่าเธอสวมชุดชั้นในที่เซ็กซี่ยิ่งกว่าซีทรูสีแดงเสียอีก เขาถอดเสื้อตัวนอกของเธอออกท่ามกลงเสียงโวยวายของดาราศิระ

          “งั้นพร้อมแล้วใช่ไหมล่ะหนูดา ไม่ต้องเตรียมตัวจัดเต็มขนาดนี้ก็ได้ ฉันก็อยากกอดเธอแทบแย่แล้ว

 



[1] ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก หรือ จีพีเอส (Global Positioning System: GPS) คือระบบบอกตำแหน่งบนพื้นผิวโลก โดยอาศัยการคำนวณจากความถี่สัญญาณนาฬิกาที่ส่งมาจากดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกซึ่งทราบตำแหน่ง ทำให้ระบบนี้สามารถบอกตำแหน่ง ณ จุดที่สามารถรับสัญญาณได้ทั่วโลก โดยเครื่องรับสัญญาณจีพีเอส รุ่นใหม่ๆ จะสามารถคำนวณความเร็วและทิศทางนำมาใช้ร่วมกับโปรแกรมแผนที่ เพื่อใช้ในการนำทางได้

http://i.imgur.com/cKpcdNr.jpg

Talk 3...

ไม่รู้ว่าคนพี่หรือคนน้องที่มือไวกว่ากัน หัวเราะ

พี่โจก็น่ารักค่ะ น่าตีมากด้วย นิสัยก็นะ เอาชนะไม่ได้เลย

พอๆ กับพี่จัสตินเลยล่ะค่ะ รายนั้นเค้าหลงเค้ารักมากกกก

ไม่รู้ว่านางร้ายกับพระเอกใครจะร้ายกว่ากัน

ต้องลุ้นต่อค่ะ

 

Talk 2...

มีพระเอกคนไหนเค้าเผาพริกเผาเกลือแช่งแบบนี้บ้างพ่อคุณ

บ้านนี้ร้ายทั้งบ้านเลยจริงๆ

แต่ว่าคุณป้าหลานยังมีเรื่องให้ร้ายอีกค่ะ

จะสู้ป๋าโจชัวได้ไหม อันนี้ต้องติดตามค่ะ

แต่ช่วงนี้เค้างี้หลงทั้งโจชัวและจัสตินเลยน่ะ

เป็นผู้ชายที่น่ารักมากกกกกกกกกกก มากๆ รับประกันเลยค่ะ

ต่างจากบ้านคัสติโยเนมากกก หัวเราะ

 

Talk 1...

Song :: Phosphorescent - Song For Zula

แผนการของนางร้ายน่ากลัวแล้วล่ะค่ะ

เรื่องอื่นๆ นางร้ายอาจจะง้องแง้งไปหน่อย แต่เรื่องนี้มาเลย มาเลย!

แต่รับรองความหื่นความหวานของพี่น้องบ้านนอกซ์วิลล์ค่ะ

เค้าเอนเอียงไปหาจัสตินมากว่าใครในเซตนี้ หัวเราะ

แต่พี่โจก็น่ารักนะคะ ความน่ารักของพี่โจชัวมีให้ตัวบิดแน่ๆ ต่อจากนี้ค่ะ

เฟซบุ๊คสำนักพิมพ์สมาร์ทบุ๊ค >>Click!!<<

แฟนเพจของมู่ mu_mu_jung >>Click!!<<

ทวิตเตอร์ของมู่ (ไม่ได้เล่น แต่แจ้งอัพนิยาย) >>Click!!<<
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

199 ความคิดเห็น

  1. #78 Nong (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มีนาคม 2559 / 21:35
    อ่าาาาาา หนูดาจะรอดมั๊ยน้ออออออ
    #78
    0
  2. #77 hheyy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 19:49
    โจชัวปากร้ายยิ่งกว่าผู้หญิงอี้ก555
    #77
    0
  3. #76 Soodteerak San D (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 10:10
    หนูดาไม่รอดแน่
    #76
    0
  4. #75 Bakuman prince (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 01:40
    หมดคะหนูดา หมดตัวแน่ๆโดนป๋าโจชัวเอาเปรียบ 55555 าร๊ากกกกก
    #75
    0
  5. #74 อมยิ้มมีน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 01:09
    เพื่อนหนูดาน่ารัก555
    #74
    0
  6. #73 Beer Blasen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มีนาคม 2559 / 21:44
    เกลียดป้าอ่ะ
    #73
    0
  7. #72 วรร (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 20:25
    ลงอีกอยากอ่านต่อแล้วอะ
    #72
    0
  8. #71 Soodteerak San D (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 21:34
    ยัยป้ายังมีหน้ามาทวงค่าซองกะค่าสินสอดอีกนะ
    #71
    0
  9. #70 hheyy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 19:52
    ขำโจชัวเผาพริกเผาเกลือ5555
    #70
    0
  10. #69 ^^ฟู่ฝ้าย^^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 23:19
    น่าเผาพริกเผาเกลือแช่งยัยสองป้าหลานอีกหลายๆรอบ
    #69
    0
  11. #68 Nong (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 22:54
    ไม่รู้ว่าวรนันท์หรือโจชัวนะที่ร้าย 555555
    #68
    0
  12. #67 อาริษา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 22:42
    หนูว่านะยัยนันน่าจะเจอกับลูซิโอมากกว่านะคงจะมันน่าดู555555
    #67
    0
  13. #64 Beer Blasen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 22:06
    ทำไมร้ายได้ขนาดนี้
    #64
    0
  14. #63 BoraNisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 21:05
    อ่าาาาา ร้ายขนาดนี้ สู้พริกเกลือป๋าโจชัวไม่ได้หรอกกกกก 5555
    #63
    0
  15. #62 mooklek (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 08:43
    อีนี่มันร้ายยยยย
    #62
    0
  16. #59 อมยิ้มมีน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 12:42
    ห้ามเชื่อนะ
    #59
    0
  17. #58 hheyy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 07:05
    ตัวร้ายร้ายมากกกกก
    #58
    0
  18. #57 hheyy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 07:05
    ตัวร้ายร้ายมากกกกก
    #57
    0
  19. #56 TIP (^O^) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 20:55
    หมายความว่าไงเนี้ย หนูดาจะเชื่อมั้ยอ่ะ
    #56
    0
  20. #55 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 13:40
    นางมารชัดๆ เลยวรนันท์เนี่ย อย่าให้นางได้สมหวันะโจชัวร์

    อย่าให้นางเข้าใกล้หนูดาด้วย ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่
    #55
    0
  21. #54 BoraNisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 00:18
    ตัวร้ายคือร้ายจริงค่ะ แต่ขอให้พี่โจชัวตัดติ่งเนื้อนี้ออกไปไว ๆ นะคะ อยากฟินพี่โจน้องดามุ้งมิ้งกันเยอะ ๆ 5555

    #โจดาโจดา ♥ ♥ ♥
    #54
    0
  22. #53 กาลเวลา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 23:50
    ตัวร้ายน่ารำคาญมากกกกกกกกกกกกกกก นี่แค่ตอนที่ 2 นะ
    #53
    0
  23. #52 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 23:19
    #‎บ่วงร้ายลายรัก‬ 💒 ‪#‎โจชัว‬ 💖 ‪#‎หนูดา‬
    พี่โจชัวก็มาแล้วค่ะ พี่น้องบ้านนอกซ์วิลล์น่ารักจริงๆ ค่ะ
    ว่าพี่จัสตินหอบแล้ว พี่คนนี้ก็จะเหมือนกันค่ะ จริงๆ นะ 😂
    ตอนนี้ก็ค่อยเป็นค่อยไปก่อน พี่จัสตินนั่นซูเปอร์หัวงูเกินไป
    ยังไงก็ฝากทั้งเซตเลยนะเออ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ  🙏❤

    #52
    0
  24. #51 MULEE & MOEI ♚ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 23:19
    #‎บ่วงร้ายลายรัก‬ 💒 ‪#‎โจชัว‬ 💖 ‪#‎หนูดา‬
    พี่โจชัวก็มาแล้วค่ะ พี่น้องบ้านนอกซ์วิลล์น่ารักจริงๆ ค่ะ
    ว่าพี่จัสตินหอบแล้ว พี่คนนี้ก็จะเหมือนกันค่ะ จริงๆ นะ 😂
    ตอนนี้ก็ค่อยเป็นค่อยไปก่อน พี่จัสตินนั่นซูเปอร์หัวงูเกินไป
    ยังไงก็ฝากทั้งเซตเลยนะเออ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ  🙏❤

    #51
    0