Angel Eyes

  • 95% Rating

  • 60 Vote(s)

  • 3,107,985 Views

  • 20,071 Comments

  • 10,664 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22,205

    Overall
    3,107,985

ตอนที่ 98 : Kawee`s Eyes ❣ Ep.02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30698
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    1 ก.ย. 60

http://i.imgur.com/soOa61x.jpg

Kawee`s Eyes 02

Crashing Through My Heart and I’m Blown Apart

 

            หัวใจฉันเต้นแรงเหมือนจะทะลุหน้าอกออกมาให้ได้ มองประตูห้องน้ำเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน อยากร้องไห้แต่น้ำตากลับไม่ไหว ร่างกายก็อ่อนเปลี้ยไปหมด เอ๊ะ หรือว่าฉันจะคิดมากไปเอง คนที่คิดว่าเป็นกวีนั่นความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เขาก็ได้

            อาจจะเป็นผี อะไรทำนองนี้

            ฉันพยายามจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง แต่เพราะครั่นเนื้อครั่นตัวปวดหัวทำให้ทำอย่างใจคิดไม่ได้เลย อยากจะลุกแต่ก็ลุกไม่ไหว ปวดหัวเหมือนจะระเบิดมาตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย น่าหงุดหงิดที่สุดเลย

            และเพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปทำให้ฉันขยับตัวลุกไม่ได้ สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง มารู้สึกตัวเลือนๆ เมื่อมีอะไรบางอย่างหนักๆ มาพาดที่เอว ผลักก็ผลักไม่ได้เพราะหนักไปทั้งหัวทั้งตัวอย่างบอกไม่ถูก

            “อืม” ฉันครางอย่างทรมาน รู้สึกเหมือนจะตายเลย

            “ตัวร้อนจริงๆ ด้วย” เสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้นมา เสียงคุ้นๆ หูอย่างบอกไม่ถูก

            คนที่พูดอยู่คือกวีจริงๆ หรือว่าฉันเข้าใจผิดไปเอง อาจจะเพ้อไปเพราะฝันอยู่ ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

            แล้วนาทีต่อมาก็รู้สึกถึงความเย็นสายหนึ่งที่แนบลงมาที่หน้าผาก ฉันครางในคออีกคำหนึ่งแล้วก็หลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย

            เตียงนอนอยู่ไหวยวบลงเล็กน้อย แต่ฉันไม่สนใจอะไรแล้ว ได้แต่ข่มตาให้หลับ เพราะอาการปวดหัวที่รุมเร้ามันทำให้ทรมานมากจริงๆ

            ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราเหมือนทุกครั้ง ฉันได้ยินเสียงกระซิบข้างหูแผ่วเบา เหมือนเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก เฉียดข้างแก้มของฉันไปไม่เท่าไหร่เลย

            “หายไวๆ นะอาลัว

 

            พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ฉันก็ไม่พบใครอยู่ในห้องเลย

            ไม่สิ ตอนนี้สายมากแล้ว ใกล้จะสิบโมงเช้าแล้ว เพราะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ฉันมีเรียนตอนบ่ายก็เลยตั้งเวลาปลุกเอาไว้ราวๆ นี้ เผื่อเวลาอาบน้ำแต่งตัว กินข้าว แล้วก็เผื่อเวลาเดินทางด้วย ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนก็เลยยิ่งต้องเผื่อเวลาเอาไว้เยอะๆ ไม่อย่างนั้นได้เข้าคลาสสายแน่

            ฉันยกมือเสยผมที่ลุ่ยปรกหน้าตัวเองพลางคิดถึงเรื่องเมื่อคืนไม่หยุด พาตัวเองลุกออกจากเตียงอย่างยากลำบาก

            เมื่อคืนฉันฝันว่ากวีเข้ามาในห้อง เขามาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ขึ้นมานอนบนเตียงด้วย พอนึกได้แบบนั้นแล้ว ฉันก็อดไม่ได้ที่จะยกมือลูบที่ว่างข้างตัว ซึ่งมันยังทิ้งไออุ่นจางๆ เอาไว้ แต่ก็นั่นแหละ ฉันอาจจะมโนไปเองก็ได้ว่ามีคนเข้ามานอนด้วย

            เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรล่ะ อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย

            ตอนที่จะออกจากห้อง ฉันมองตัวล็อกประตูจากด้านในอีกครั้งอย่างกังวล มันเพิ่งหลุดไปเมื่อปีก่อนนี่เอง และฉันเองก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก เพราะที่นี่ไม่เคยมีเรื่องเกิดขึ้น เพราะมีกลอนตัวนอกล็อกเอาไว้สองชั้น ฉันก็เลยคิดว่ามันปลอดภัยดีแล้ว แต่มาตอนนี้ก็อดรู้สึกหวั่นๆ ใจไม่ได้

            “อืม” ฉันมองอย่างชั่งใจ ก่อนจะแวะร้านเข้าร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย เพราะว่าอยู่ใกล้ๆ พอดี

            “ฉันลืมซักเสื้อให้อีกแล้วอ่ะ” ฉันไปหาไวน์ที่คณะ ก่อนจะนึกบางอย่างออก ช่วงนี้ฉันไม่ไหวเลย ทำไมถึงได้เลอะๆ เลือนๆ เหมือนคนเมาตลอดเวลาก็ไม่รู้

            “เสื้อ?” ไวน์เลิกคิ้วถามฉัน ตอนที่ฉันนั่งลงกับม้านั่งแล้วเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไปด้วย

            “ก็เสื้อแจ็กเก็ตตัวนั้นไง มันดูแพงออก ที่บอกว่ายกให้น่ะ” ฉันบอกเขาไป คงไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวสินะที่เลอะเลือนลืมนั่นลืมนี่

            “อ้อ ก็บอกแล้วไงเอาไปเลย”

            “ไม่ได้หรอก อีกอย่าง ฉันไม่อยากให้กุ๊กไก่ไม่สบายใจด้วย” เสื้อตัวนั่นคงไม่ต่ำกว่าหมื่นหรอก ใครจะกล้ารับล่ะ

            “เหอะน่า เอาไปเหอะ แล้วเป็นไง ดีขึ้นยัง”

            “อืม ดีขึ้นแล้วล่ะ ปวดหัวชะมัด เหมือนเมาค้างไงไม่รู้” ฉันบอกเพื่อนพลางส่ายหน้า เพิ่งเคยมีอาการเป็นไข้แบบนี้ เอ๊ะ หรือว่าฉันเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก เพราะมันไม่เหมือนที่เคยเป็นมาก่อนเลยอ่ะ

            “แล้วกับไอ้วีเป็นไง” ไวน์หรี่ตามองฉันอย่างจับผิด ฉันก็เลยสะดุ้ง รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

            “จะบ้าเหรอ ไม่ได้มีอะไรกัน” ฉันตอบเขา หน้าร้อนผ่าวไปหมด ทำไมถึงคิดว่าฉันกับกวีมีอะไรกันล่ะ ก็แค่สลับโทรศัพท์กันเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นหรอก มั้ง

            “เหรอ แต่ท่าทางของไวน์ยังดูไม่เชื่อ ฉันเลยต้องเปลี่ยนเรื่องคุยไม่อยากถูกมองมากไปกว่านี้

            “เออ เนี่ย ห้องฉันน่ะตัวล็อกด้านในมันหลุดอ่ะ พอดีลืมยกขึ้นก่อนเปิดประตู พอกระชากประตูแรงๆ มันก็เลยหลุดเลย ฉันเพิ่งไปซื้อมาล่ะ ช่วยไปเปลี่ยนให้หน่อยสิ ไม่กล้าขอร้องคนอื่นน่ะ กลัว” ฉันพูดแล้วหยิบเอาตัวล็อกประตูให้ไวน์ดูไปด้วย

            “อ้อ

            แต่คนที่ตอบฉันน่ะไม่ใช่ไวน์ แต่เป็นกวี

            เขาโผล่มาได้จังหวะพอดีมากๆ จนฉันตกใจ กวียิ้มให้ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างฉันทันที

            “เดี๋ยวผมทำให้มั้ย” กวีบอกแล้วยิ้มให้ ส่วนฉันก็ใจสั่นไปหมด บอกตามตรงไม่คิดว่าจะมาเจอกันแบบนี้เลย

            “เอ่อ” ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองดูกวีเอากุญแจห้องกับคีย์การ์ดมาคืนให้ แล้วเขาก็หยิบเอาตัวล็อกไปดูเหมือนกำลังสนอกสนใจอย่างมาก

            “เมื่อวานฉันเห็นว่าแกทะเลาะกับกุ๊กไก่ด้วยนี่ ถ้าไปห้องอาลัวเดี๋ยวก็มีปัญหากันหรอก” กวีหันไปคุยกับไวน์ ฉันก็เลยอ้าปากค้างมองหน้าเพื่อนด้วยความตกใจ

            เมื่อวานเหรอ เมื่อวานฉันเองก็ไปกินข้าวกับทั้งสองคนนะ ก็เห็นว่าไวน์กับกุ๊กไก่ดูรักกันจี๋จ๋าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมทะเลาะกันล่ะ เพราะฉันเหรอ ว่าแล้วเชียว ฉันคงทำตัวสนิทสนมกับไวน์มากเกินไป ถึงกุ๊กไก่จะไม่เคยพูดอะไร แต่ลึกๆ ลงไปแล้วก็คงคิดมากเหมือนกันแหละ ยิ่งฉันต้องมาเจอมาคุยกับไวน์ทุกวันแบบนี้ด้วย

            “เพราะฉันเหรอ” ฉันถามไวน์ และไวน์ก็รีบโบกมือปฏิเสธทันที

            “จะบ้าเหรอ ไม่ได้มีเรื่องอะไรแบบนั้นเลย” เขาบอกปัด แต่ฉันไม่เชื่อหรอก ไวน์คงพูดให้ฉันสบายใจเท่านั้นแหละ

            “ไอ้วี มึงพูดเห้-ไรวะ กูไม่ได้ทะเลาะกับกุ๊กไก่นะมึง” ไวน์ดูโกรธมาก ชักสีหน้าพูดหยาบกับกวีทันที ซึ่งดูผิดไปจากปกติมาก เพราะเขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย

            “อ้อ จริงเหรอ แล้วคืนนั้น” กวียิ้มหวาน ไวน์เลยสบถยาวเป็นหางว่าว ฉันก็เงียบไปไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย

            “งั้นเดี๋ยวผมไปติดให้เองก็แล้วกัน ผมเรียนวิศวะฯ เชื่อใจเรื่องพวกนี้ได้เลย” กวีดูไม่สนใจไวน์เลย เขาหันมาคุยกับฉัน แถมยังยิ้มหวานน่ารักให้อีกต่างหาก

            “เอ่อ เราไม่อยากรบกวนน่ะ” ฉันบอกปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เพราอะไรไม่รู้ เขาดูน่ากลัวมากกว่าคนอื่นเป็นไหนๆ ถึงจะยิ้มหวานอย่างนี้ก็เถอะ

         “หน้าแดงๆ ไปนะ ไม่สบายใช่มั้ยครับ พอดีเลย ผมเอาเจลลดไข้ติดตัวมาด้วย” พูดจบกวีก็เปิดกระเป๋า หยิบเอาเจลลดไข้ที่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพกมันติดตัวมาด้วยออกมา ฉันลังเลใจว่าควรจะรับดีหรือเปล่า เขาก็จัดการแกะให้เสร็จสรรพ

            “ขออนุญาตนะครับ” กวีบอกเสียงหวาน ก่อนจะเสยผมที่ปรกหน้าฉันขึ้นอย่างนุ่มนวล แล้วเอาเจลลดไข้ติดให้ โดยที่ฉันยังไม่ทันได้ตอบอะไรเลย ฉันเองก็ตัวแข็งทื่อไปหมด แม้แต่คำขอบคุณก็ยังพูดไม่ออก

            ฉันเย็นวาบไปทั้งตัว แล้วก็ร้อนผ่าวตลอดร่าง อธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้เลย ฮึก ฉันกำลังจะตายแล้ว

         “เอาเป็นว่าตอนเย็นผมจะมารับนะครับ ผมแวะเอากุญแจมาคืนแล้วก็ซื้อข้าวกล่องมาฝากด้วย” กวียกถุงอาหารจากร้านดังขึ้นมาวางบนโต๊ะ ไวน์ก็ประชดทันที

            “ของกูอ่ะ

            “เออ ก็อยู่ในนี้แหละ อยากกินอะไรก็หยิบเอา”

            “แหม คิดว่าจะมีแต่ของอาลัวซะอีก อะไรๆ ก็อาลัว เหอะ” ไวน์ประชด ฉันก็อดขำไม่ได้กับท่าทางของเพื่อน

            แต่เดี๋ยวสิ เวลาแบบนี้จะมัวหัวเราะไม่ได้นะ ยิ่งตอนที่กวียิ้มหวานละลายใจให้นี่อีก ฉันจะขาดใจตายแล้ว ฮือ

            “ผมไปนะครับ แล้วตอนเย็นๆ จะมารับ” กวียิ้มให้ฉันอีกครั้ง แล้วลุกเดินออกไปโดยมีสายตาของสาวๆ มองตาม

            และเสียงซุบซิบกับสายตาของหลายคนที่มองมาที่ฉันเป็นตาเดียว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง อย่ามองแบบนั้นนะ ฉันอาย ฮือ

            “แล้วนี่กินข้าวมายัง” ไวน์ถามฉันหลังจากที่กวีเดินไปแล้ว ฉันถึงได้หายใจได้ทั่วท้องกว่าเดิม

            “ยังเลย ก็กะว่าจะซื้อมานั่งกินที่นี่แหละ” ฉันตอบไป ก่อนจะหน้าแดงกับคำพูดของเพื่อน

            “แหม บังเอิญจัง มีคนซื้อข้าวมาให้พอดีเลย”

            “ก็ ก็เขาแค่ขอบคุณเรื่องโทรศัพท์นั่นแหละ” ฉันบอกไป เพราะวันแรกที่เราเจอกัน กวียืมโทรศัพท์ของฉันไป แล้วก็ใช้มันจนแบตหมดเลยด้วย และเงินในโทรศัพท์ของฉันก็หมดเลยด้วย ก็ไม่แปลกหรอกที่กวีจะดีกับฉันแบบนี้

            ใช่มันก็เป็นแบบนี้แหละ

            “เหรอ ฉันหิว ขอกินเลยแล้วกัน” ไวน์ดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของฉัน เขาหยิบเอากล่องข้าวจากถุงออกมาให้ฉันด้วย ซึ่งมันมีหลายกล่องอีกต่างหาก นี่กวีซื้อมาทำไมเยอะแยะ ทำเหมือนว่าฉันจะกินหมดอย่างนั้นแหละ

            “อ่ะ กล่องนี้ของโปรดเธอเลย มันรู้ได้ไงวะ

            “เมื่อกี้ว่าไงนะ” ฉันถามไวน์ เพราะท้ายประโยคได้ยินไม่ชัดว่าเขาพูดอะไร

            “เปล่าๆ อ่ะ อันนี้ของที่เธอชอบ” ไวน์ส่งกล่องข้าวมาให้ ฉันเลยรับมาทันที

            “ขอบคุณ เอ ร้านนี่เราไปด้วยกันบ่อยๆ ใช่มั้ยอ่ะ” เห็นโลโก้ร้านบนฝากล่องข้าวฉันเลยถามไวน์ไป และไวน์ก็พยักหน้าให้ ก็เป็นร้านประจำที่ฉันไปกับไวน์แล้วก็กุ๊กไก่บ่อยๆ นั่นแหละ แต่คราวหลังฉันคงจะไม่ไปด้วยแล้ว กลัวว่าทั้งสองคนจะมีปัญหากันอีก เฮ้อ รู้สึกเหงายังไงก็ไม่รู้สิ

            “กินข้าวสิ แล้วเอายามาด้วยมั้ย” ไวน์เรียกฉัน ฉันเลยหลุดออกจากภวังค์รีบตอบคำถามทันที

            “คิดว่าคงไม่กินน่ะ กินแล้วมันง่วงเดี๋ยวทำงานไม่ไหว ไม่ต้องห่วงนะ ดีขึ้นมากแล้ว” ฉันบอกก่อนจะเปิดฝาข้าวกล่อง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตอบคำถามอะไรอีก ใจจริงแล้วฉันอยากจะถามไปเหลือเกินว่าเขามีเรื่องอะไรกับกุ๊กไก่ แล้วมันเป็นเพราะฉันหรือเปล่า แต่เวลาแบบนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า ฉันไม่อยากทำให้ไวน์อึดอัดใจไปมากกว่านี้

         “ฉันไม่ได้ทะเลาะกับกุ๊กไก่หรอก”

            จู่ๆ ไวน์ก็พูดขึ้นมา ฉันเลยเงยหน้ามองเพื่อนด้วยความแปลกใจ

            “ไอ้วีมันพูดมากไปงั้นแหละ เธอเองก็เหมือนกัน อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ สิวะ เพราะงี้ไงถึงได้ถูกหลอกแบบนี้น่ะ” ไวน์ส่ายหน้าไปเหมือนระอาใจ ฉันเองก็งงว่าเขาจะบอกอะไรกันแน่

            “มีช่องว่างขนาดนี้ ระวังตัวด้วย”

            “ก็” ฉันพึมพำ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าวันสองวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ใช่เหรอ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยนี่ เว้นก็แค่เรื่องที่ฉันเป็นไข้แล้วไปนอนค้างที่ห้องของกวีคราวก่อนเท่านั้น ก็ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าฉันพักที่ไหน แล้วฉันก็นะแต่หลังจากนี้คงไม่มีเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว เชื่อสิ เชื่อฉันเถอะ

 

            แม้ไม่อยากเจอกวีมากแค่ไหน แต่เมื่อเขามาอยู่ตรงหน้าและยิ้มให้ ฉันเองก็ไปต่อไม่เป็น

            อีกอย่างเขาดีด้วยทุกอย่างฉันเลยพูดไม่ออกเรื่องที่เขาจะไปติดตัวล็อกประตูให้ พอบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็ไม่ได้ยิน หรือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่รู้ แถมยังคว้ากระเป๋าไปถือให้อีกต่างหาก ฉันเลยหมดคำพูดที่จะว่าอะไร พอหันไปมองไวน์ก็เห็นเข้าพยักหน้าให้ ฉันก็เลยเออออไปตามเรื่อง

            ตอนนี้ยังไม่เย็นมากเท่าไหร่ ถ้าติดตัวล็อกอะไรเสร็จก็คงใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นะ

            ฉันคิดแบบนั้นจนกระทั่ง

            “ผมหิว เราแวะหาอะไรกินกันก่อนนะครับ แล้วค่อยไปห้องอาลัว”

            “เอ่อ ค่ะ

            เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงในร้านอาหาร เพราะเขามาเจอเพื่อนด้วย ฉันก็ปั้นหน้ายิ้มโง่ๆ ให้เพื่อนของเขาไปด้วย ฮือ รู้สึกยังไงก็ไม่รู้ กว่าจะไปถึงห้องก็เกือบสองทุ่ม แหม เวลาแบบนี้มัน

            “ขอผมอาบน้ำหน่อยได้ไหมครับ วันนี้ลงแล็บมา เหนื่อยมากเลย” ก่อนที่เราจะขึ้นห้อง กวีก็ถามฉันแบบนั้น ฉันก็จะว่าอะไรได้ล่ะ พอพยักหน้าให้กวีก็ยิ้มกว้าง หยิบเอาชุดจากหลังรถที่เขาแขวนเอาไว้และมีข้าวของพร้อมทุกอย่างในนั้นติดมือมาด้วย มีแม้แต่แปรงสีฟันและที่โกนหนวด

            ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองโง่ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มคิดแล้วล่ะว่าฉันโง่มากจริงๆ

            กวีอาบน้ำทำตัวเหมือนเคยอยู่ในห้องนี้มานานแล้ว ฉันสิ ต้องหอบกระดาษเขียนแบบไปกองไว้ที่อื่น ต้องเก็บห้องรกๆ ของตัวเองไปด้วย อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย เพื่อนผู้หญิงก็ไม่เคยมาห้องฉันแบบนี้ นอกจากไวน์กับกุ๊กไก่แล้ว ก็กวีคนนี้นี่แหละที่พาตัวเองมาเป็นแขก

            “อาลัวไปอาบน้ำได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจัดการกลอนประตูเอง” กวีบอกมาแบบนั้น ฉันเองก็ทำตัวไม่ถูก ก็เลยหยิบเสื้อผ้าวิ่งเข้าห้องน้ำทันที

            ฉันสงบจิตใจไม่ได้เลย หัวใจมันเต้นแรงซะจนน่ากลัว กะเวลาออกจากห้องน้ำไม่ถูก แต่ก็รีบอาบน้ำแต่งตัว วันนี้อยู่ข้างนอกตลอดวันก็กลัวว่าจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เอ๊ะ นี่ฉันกลัวกวีรังเกียจอยู่รึเปล่านะ

            ตอนที่จะออกจากห้องน้ำ ฉันก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างในถังขยะเข้าพอดี เลยหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสงสัย เพราะมั่นใจว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน

            มันคือเจลลดไข้ซึ่งฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ใช้มันแน่ๆ

            ฉันเริ่มกลัว ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไม่ทันได้ทำอะไรประตูห้องน้ำก็ถูกเคาะ ฉันเลยเปิดประตูออกไป

            “ผมลืมเอาอุปกรณ์ช่างมาด้วยน่ะครับ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ อาลัวทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ มีอะไรเหรอครับ” กวีถามอย่างเป็นห่วง ฉันเลยเงยหน้าเขาแล้วพึมพำบอกอย่างหวั่นๆ

            “เราว่า มีคนแอบเข้าห้องเราน่ะค่ะ เราจำได้ว่าไม่เคยซื้อเจลลดไข้มาเลย แล้วที่กวีให้เมื่อตอนเที่ยงเราก็ทิ้งที่มหาลัยแล้ว แต่อันนี้มันมาจากไหนกัน” ฉันพึมพำอย่างกลัวๆ ขณะที่กวีทำหน้าเครียดทันที

            “เมื่อคืน เมื่อคืน เราก็รู้สึกว่ามีคนแอบเข้าห้องด้วย” ยิ่งพูดเสียงฉันก็เริ่มสั่น จนกวีจับมือฉันเอาไว้แน่น

            “ไม่ต้องกลัวนะครับ ถ้างั้น คืนนี้ผมจะนอนกับอาลัวเอง” เขาพูดบอกเสียงเข้ม ฉันเลยได้สติ หลังจากที่เหมือนจะเสียศูนย์ไปวูบหนึ่ง

            ฉันมองสบตากับกวีอยู่นาน เขาบีบมือฉันเบาๆ เหมือนจะทำให้ฉันหายกลัว และฉันเองก็สัมผัสกับความอ่อนโยนของเขาได้อย่างดี

            “เอ่อ คือ” ฉันพยายามจะดึงมือตัวเองออกมาจากการเกาะกุมของเขา ซึ่งกวีก็ยอมปล่อยมือฉันแต่โดยดี

            “ฉันไม่อยากรบกวน” ฉันบอกกับกวี แล้วโยนเอาแผ่วเจลลดไข้ทิ้งลงในถังขยะตามเดิม และนั่นทำให้เขาทำหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที

            “แน่ใจเหรอว่าอยู่คนเดียวได้” เขาย้อนถาม ฉันเลยเม้มปาก อธิบายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน

            แน่นอนว่าฉันกลัว กลัวว่าจะมีคนแอบเข้ามาในห้องอย่างที่หลอนอยู่ในตอนนี้ แต่อีกใจหนึ่ง คนตรงหน้าก็น่ากลัวเหมือนกัน ฉันแทบจะไม่รู้จักเขาเลย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนของไวน์ก็เถอะ

            “กลัวผมเหรอ” เหมือนว่ากวีจะรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ เขาเลยถาม และฉันก็พยักหน้าให้กับเขาอย่างหวาดๆ

            “เราไม่ได้เกลียดกวีนะ แต่ว่าเราก็

            “โอเค งั้นประตูจะทำยังไงล่ะ” กวียอมแพ้อย่างง่ายดาย ซึ่งฉันไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะยอมเข้าใจแต่โดยดี ผิดกับภาพลักษณ์เอาเรื่องดุดันของเขามาก

            “เอาไว้พรุ่งนี้ก่อนก็แล้วกัน” ฉันบอกเขาไป กวีก็พยักให้แล้วก็มองไปรอบๆ ห้อง

            “งั้นเลื่อนโต๊ะมาขวางประตูเอาไว้นะ เวลามีใครผลักประตูเข้ามาอีกจะได้รู้”

            “ค่ะ” ฉันตอบเขาเสียงแผ่ว มองดูกวีที่เก็บข้าวของด้วยหัวใจโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก

            ฉันกลัวเขามาก ไม่อยากให้อยู่ด้วยตอนนี้ก็จริง แต่เห็นเขาทำหน้าเศร้าๆ เก็บของอย่างเงียบเชียบฉันก็รู้สึกผิด

            บ้าไปแล้วอาลัว ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะ อีกอย่างหนึ่งที่ฉันทำก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ จะให้ผู้ชายมานอนด้วยกันในห้องเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว ถ้าตอบตกลงก็เท่ากับว่าฉันเชิญชวนเขาน่ะสิ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น คนที่ต้องเสียใจที่สุดก็คือตัวฉันนี่แหละ

            “งั้นผมไปล่ะ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาติดกลอนให้นะ”

            “ค่ะ” เพราะปฏิเสธเขาหลายครั้งจนไม่อยากเห็นสีหน้าน่าเหงาๆ จากใบหน้าหล่อเหลานี้อีก ฉันก็ตอบตกลงไปโดยไม่รู้ตัว

            “แล้วพรุ่งนี้มีเรียนกี่โมงเหรอครับ” กวีถามอีก ฉันก็ลำบากใจที่จะต้องตอบ และไม่อยากจะโกหกด้วย

            “เอ่อ” ฉันอึกอัก ไม่ใช่ว่าอยากเล่นตัวนะ แต่นี่เราเป็นอะไรกันฉันยังไม่รู้เลย

            จะเรียกว่าเพื่อนได้ไหมยังต้องคิดแล้วคิดอีก อีกอย่าง ถ้าเรารู้จักกันนานกว่านี้อีกสักหน่อย ฉันก็ไม่ลังเลที่จะให้เขาอยู่เป็นเพื่อนหรอก ทำไมฉันจะไม่กลัวล่ะ เล่นมีคนแอบย่องเข้าห้องตัวเองแบบนี้น่ะ

            “มีตอนเก้าโมงค่ะ”

            “แล้วต้องออกจากห้องกี่โมงเหรอครับ” กวีหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดดูนั่นนี่ ท่าทางเรื่อยๆ สบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความผิดหวังนั่นทำให้ฉันอดเสียใจรู้สึกผิดไม่ได้

            “ราวๆ แปดโมงค่ะ ห้องเราอยู่ไกลจากมหาลัยน่ะค่ะ ก็เลยต้องเผื่อเวลาเดินทางด้วย” ฉันบอกกับเขา กวีจึงพยักหน้าก่อนจะสะพายเป้เป็นอย่างสุดท้าย

            “ถ้างั้นผมไปนะ ผมจะรอจนได้ยินเสียงคุณเลื่อนโต๊ะมาขวางประตูไว้ แล้วผมจะกลับครับ”

            “ค่ะ” ฉันพยักหน้าให้เขา และยืนส่งเขาหน้าประตู เพราะกวีบอกว่าจะรอหน้าประตูจนกว่าฉันจะเลื่อนโต๊ะมาขวางประตูเอาไว้

            พอปิดประตูล็อกกลอนแล้ว ฉันก็ต้องพร่ำบ่นก่นด่าตัวเองในใจไม่รู้กี่รอบที่ต้องทำเรื่องให้ตัวเองเหนื่อยก่อนนอนแบบนี้ เพราะโต๊ะในห้องทั้งหนักทั้งใหญ่ กว่าจะลากไปถึงประตูได้เล่นเอาหอบ ฉันเงี่ยหูฟังแต่กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวออกไปเลย

            บ้าจัง นี่ฉันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ทั้งที่เป็นคนบอกเขาเองแท้ๆ ว่าไม่อยากให้อยู่ด้วย แต่เอาเข้าจริงกลับรู้สึกโหวงแหงในอกอย่างบอกไม่ถูก

 

            ฉันขึ้นเตียงด้วยหัวใจที่สับสนว้าวุ่น เหนื่อยมาทั้งวันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับ บ้าจังเลย

            แต่เพราะความอ่อนล้าทำให้ฉันเผลอหลับไปหลังจากนั้น ตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะอยากเข้าห้องน้ำ จึงลุกเดินเข้าห้องน้ำอย่างสะลือสะลือ แต่พอกลับมาที่เตียงอีกครั้งฉันก็ต้องตกใจถึงขีดสุดเมื่อตอนที่ปิดไฟ

            เพราะฉันมองไปทางประตูห้อง ปกติจะเห็นแสงไฟจางๆ ลอดเข้ามาใต้บานประตู แต่คืนนี้ฉันกลับเห็นเงาดำขวางประตูเอาไว้ จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองเอาไว้อย่างหวาดผวา

            หรือว่านั่นจะเป็นคนที่ย่องเข้าห้องฉันกลางดึกคืนก่อน ฉันตัวสั่นเพราะความกลัว ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะโทรหาใครสักคน

            แต่ฉันก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครอีกคนเดินผ่านมา และได้ยินเสียงพูดเบาๆ

            “ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะคะ เข้าห้องไม่ได้เหรอคะ”

            “อ้อ เปล่าครับ มานอนเฝ้าแฟน แต่เราทะเลาะกันนิดหน่อย ผมเลยเข้าห้องไม่ได้

            นั่นกวีพูดเหรอ เล่นเอาฉันตกใจอย่างบอกไม่ถูก

            “งั้นไปนอนห้องฉันไหมล่ะคะ ยินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจเลยค่ะ” เสียงผู้หญิงคนนั้นหัวเราะ แต่ทำฉันอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูก มือกำโทรศัพท์เอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว รอฟังคำตอบที่จะได้ยินจากกวีด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

            “ไม่ล่ะครับ

            “เอ๋ ถ้าไม่ไปจะแจ้งรปภ. นะคะ ว่าคุณเป็นคนนอกที่แอบเข้ามาในตึก”

            พอได้ยินแบบนั้นฉันก็รีบลุกจากเตียงแล้วเลื่อนโต๊ะที่ขวางประตูออกไปทันที ฉันต้องออกแรงอย่างทุลักทุเลกว่าจะผลักโต๊ะออกไปได้ แล้วรีบเปิดประตู กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้เจอกวีอีกแล้ว

            “อาลัว

            กวียังอยู่ เขาลุกขึ้นยืนและส่งยิ้มให้ฉัน ขณะที่ผู้หญิงอีกคนก็ยืนมองด้วยสายตาสงสัยไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกไปเงียบๆ

            “ทำอะไรน่ะ!” ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ

            “ผมเปล่านะ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผู้หญิงคนนั้นมาชวนผม แต่ผมไม่ไป” เขายิ้มหวาน ฉันก็กวาดสายตามองทั่วร่างสูงก่อนจะหลุบตาลงที่พื้น

            เห็นเป้และชุดนักศึกษาที่เขาห่อเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้วยับยู่ยี่ไปหมด สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำฉันน้ำตาซึมอย่างห้ามไม่อยู่ อธิบายความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ได้เลย

            “คุณตื่นมาทำไมเนี่ย แล้วทำไมเป็นอะไร ทำไมถึงทำหน้าจะร้องไห้ล่ะ” กวีขยับตัวเข้ามาทำท่าจะแตะหน้าของฉัน แต่เขาก็ถอยห่างยกมือปัดกับเสื้อนอนไปมาพลางหัวเราะ

            “ขอโทษครับ มือผมเปื้อน ไม่ควรแตะอาลัวสินะ”

            “เราถามว่ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่กลับไปนอนที่ห้องล่ะ” ฉันถามเขาอย่างไม่เข้าใจ กวีเลยหัวเราะก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าจริงจังขึ้น เพราะฉันไม่ขำด้วย รู้สึกไม่ดีมากๆ อีกต่างหาก

            “ก็ผมเป็นห่วงอาลัวนี่นา ใครจะกล้าทิ้งอาลัวไปล่ะ ทั้งที่ได้ยินว่ามีคนแอบเข้าห้องอาลัว แล้วถ้ามันเข้าห้องอาลัวvudแล้วทำอะไรขึ้นมาจะว่าไง”

            คำพูดของเขาทำให้ฉันห่อตัวด้วยความหวาดกลัว อธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้เลย

            “กลับไปนอนเถอะอาลัว นี่ก็จะตีหนึ่งแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้านี่” และประโยคต่อมาของกวีทำให้ฉันร้องไห้โฮออกมาทันที สองสามวันนี้ฉันจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งกลัวทั้งไม่สบายใจ มันทำให้ฉันสติแตกเหมือนจะเป็นบ้าอยู่รอมร่อ กวีเองก็ตกใจมากที่ฉันร้องไห้ดื้อๆ แบบนี้

            “เป็นอะไรไปอาลัว ร้องไห้ทำไม”

            “ไม่รู้มานอนตรงนี้ทำไม ทำไมไม่กลับห้อง รู้มั้ยว่าเรากลัว ฮึก” ฉันร้องสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ กวีทั้งขำทั้งตกใจ รีบดันตัวฉันเข้าไปในห้อง ก่อนที่ห้องข้างๆ จะออกมาด่าเพราะทำเสียงดังกลางดึก

            “ไม่ต้องกลัวนะอาลัว ผมรับรองว่าจะไม่มีใครเข้ามาทำอะไรคุณเป็นอันขาด กลับไปนอนเถอะ ดึกมากแล้ว”

            “แล้วกวีล่ะ” ฉันถามเหมือนคนโง่

            อย่าว่าฉันโง่เลย แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคืออะไรกัรแน่

            “ผมจะเฝ้าหน้าห้องได้ ไปนอนเถอะ” กวีทำท่าจะเดินออกไปจริงๆ ฉันเลยคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ทันที

            “ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย” ฉันแสบปลายจมูกยิบ อยากจะร้องไห้โฮขึ้นมาอีกรอบ แต่กวีกลับเห็นเป็นเรื่องสนุก เขาหัวเราะทั้งที่มันไม่ขำเลย ไม่เลยสักนิด

            “ก็ผมเป็นห่วงอาลัวนี่ ถึงจะมีโต๊ะกั้นเอาไว้ มันก็ยังน่าห่วงอยู่ดี” เขาพูดแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป แต่ฉันเป็นคนเก็บของของเขาเข้ามาในห้อง แล้วก็ลากตัวเขาเข้ามาข้างในด้วย

            “ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย” ฉันได้แต่ถามซ้ำๆ อย่างมึนงงไม่เข้าใจ เห็นเหงื่อเต็มตัวเขาไปหมด ก็ข้างนอกระเบียงอากาศมันร้อนอบอ้าวนี่ อีกอย่าง ท่าทางของเขาก็ดูเป็นลูกคุณหนูร่ำรวย คงไม่ชินที่ต้องมานอนกับพื้นแบบนี้

            ฉันตัดสินใจปิดประตูไม่ยอมให้เขาออกไปอีก แล้วจึงเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงแบบเชือกผูกให้เขาไป

            “ไปอาบน้ำเถอะค่ะ แล้วค่อยมาพักผ่อน” ฉันนี่ก็บ้า ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอยเลยพักนี้

            “ให้ผมนอนด้วยเหรอ” กวียิ้มกว้างอย่างน่าหมั่นไส้ ในเวลาแบบนี้ยัง

            “แล้วให้ผมนอนไหนล่ะ เตียงคุณเล็กนิดเดียวเอง หรือว่าให้นอนเบียดกัน”

            “เดี๋ยวเถอะ” ฉันขึงตาใส่เขา ผู้ชายคนนี้นี่ร้ายเกินจะรับมือจริงๆ ให้ตายเถอะน่า

            “งั้นผมไปอาบน้ำนะครับ เหนียวตัวมากเลย” กวียิ้มหวานเหมือนจะกวนโมโหฉัน แล้วก็เดินผิวปากเข้าห้องน้ำไปอย่างอารมณ์ดี

            เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมสถานการณ์แบบนี้มันคุ้นอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ แต่เอาเถอะ ฉันเปิดตู้เพื่อหาฟูกนอน หมอน แล้วก็ผ้าห่มอีกชุดหนึ่ง หันไปเห็นเสื้อผ้าในห่อที่ยับยู่ยี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ไม่นานกวีก็อาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาด้วยสีหน้าท่าทางสดชื่น ขณะที่ฉันกำลังรีดชุดนักศึกษากับเสื้อช็อปให้เขาเสร็จพอดี

            “อาลัวน่ากลัวนะ ร้องไห้ไปรีดผ้าไปแบบนี้น่ะ” พอเห็นหน้าฉัน กวีก็หัวเราะลั่น ทำฉันมองหน้าเขาอย่างงอนๆ

            “ผมว่าหน้าคุณแดงๆ ไม่ค่อยสบายแน่เลย เอ้า กินยาก่อน” กวีเดินหายไปอีกทาง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับยาแก้ไข้เม็ดเล็กๆ และน้ำเปล่าแก้วหนึ่ง ฉันเองก็เอาเสื้อผ้าของเขาไปแขวนไว้หลังจากที่รีดมันเรียบร้อยแล้ว

            “กินยาก่อนครับ เดี๋ยวป่วยเอาจะแย่ เห็นไวน์บอกว่างานเยอะด้วยช่วงนี้”

            “ค่ะ” ฉันรับยามาจากเขาแต่โดยดี

            “ไปนอนได้แล้วครับ ดึกๆ ไม่หลับไม่นอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้แอบหลับในคลาสหรอก”

            “เราไม่เคยทำนะ” ฉันแย้ง กวีเลยหัวเราะแล้วดันฉันไปนอนบนเตียง ส่วนตัวเขาก็ล้มตัวลงกับฟูกบนพื้นด้วยรอยยิ้มที่กว้างยิ่งกว้างกว้าง

            ทำไมฉันถึงได้ปล่อยให้เสือเข้ามาในห้องของตัวเองกันนะ ยัยโง่อาลัวเอ๊ย

            “ปิดไฟได้เลยครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ” กวีบอกก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมร่างเอาไว้ ฉันเลยเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟ แล้วดึงผ้าห่มมาห่มให้ตัวเองบ้าง เจอกับกวีแค่ไม่กี่วัน ทำไมเหมือนมันช่างยาวนานเหลือเกิน

            แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องยอมรับกับตัวเอง พอรู้ว่ากวีอยู่ด้วยกันในห้องก็ทำให้ฉันผ่อนคลายสบายใจอย่างบอกไม่ถูก พอโล่งอกไม่มีอะไรให้กลัวฉันก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย และไม่แม้แต่จะฝัน

 

Kawee`s talking…

            จะว่าไปแล้วผมก็ตกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะนอนเฝ้าอาลัวอยู่หน้าห้องจริงๆ ผมเป็นห่วงเธอมากจริงๆ นะ สาบานได้ว่าไม่คิดจะเล่นแง่อะไรทั้งนั้น ไม่ได้หวังว่าอาลัวจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเห็นว่าผมนอนเฝ้าเธออยู่ข้างนอก

            สาบานว่าจริ๊งจริง

            ก็แค่บังเอิญว่าอาลัวตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วรู้ว่าผมเฝ้าเธออยู่หน้าประตู เธอเลยมีน้ำใจให้ผมเข้ามาในห้อง มันก็เท่านั้นเอง

            และพอแน่ใจว่าอาลัวหลับสนิทไปแล้ว ผมก็ใช้สันดา-เอ๊ย นิสัยวายร้ายเดิมๆ ของตัวเองด้วยการปีนขึ้นเตียงไปนอนด้วย ผมเป็นสุภาพบุรุษออก จริงไหมล่ะ อาลัวเองก็ดูเหมือนจะซึ้งใจมากเลย เธอร้องไห้เลยล่ะเมื่อรู้ว่าผมนอนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องน่ะ

            อาลัวซุกหน้ากับอกของผมแล้วก็ครางออกมาคำหนึ่ง ผมก็ยิ่งกอดเธอเอาไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม มันเป็นความรู้สึกที่ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมถึงได้หวงได้ห่วงเธอคนนี้นัก

            พอใช่ปลายนิ้วลูบไล้แก้มใสของเธอก็พบกับน้ำตาใสๆ ที่ยังเปื้อนแก้มอยู่ เลยเช็ดออกให้เบาๆ ได้ก็ยินเสียงเธอครางออกมาคำหนึ่งแล้วก็เงียบไป

            จะดีแค่ไหนกันนะที่จะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป อาลัวคงไม่รู้แน่ๆ ว่าตอนนี้ผมคิดอะไรอยู่

            และถ้าเพื่อนคนอื่นมาเห็นสีหน้าของผมตอนนี้ เชื่อเถอะว่าพวกมันคงจะเก็บเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนผมตลอดทั้งปีแน่

 

            ผมเป็นคนตื่นเร็วและรู้สึกตัวเร็วเสมอ เมื่ออาลัวเริ่มขยับตัวเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ผมก็ลุกออกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ไปอาบน้ำก่อนที่เธอจะตื่น

            เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าอาลัวทำหน้าเขินๆ บนเตียง ผมก็ยิ้มหวานให้

            “นี่ก็เจ็ดโมงแล้ว เดี๋ยวอาลัวไปอาบน้ำนะ แล้วแต่งตัวกัน จะได้ไปหาอะไรกินด้วย” ผมบอกเธอแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเอาเสื้อที่แขวนมาสวมลวกๆ อาลัวหน้าแดงขึ้นแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำทันที

            ผมหยิบเอาเครื่องสำอางออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงกับโต๊ะเครื่องแป้งของอาลัว จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ ก่อนจะดึงเอาปกเสื้อขึ้นมาจูบเบาๆ กับความน่ารักของอาลัวที่อุตส่าห์รีดให้ทั้งที่ร้องไห้อยู่แท้ๆ คนอะไรก็ไม่รู้ น่ารักจริงๆ เลย

            ผมนั่งเล่นโทรศัพท์รอระหว่างที่อาลัวอาบน้ำอยู่ ก่อนจะได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ และเสียงของอาลัวพูดเบาๆ เหมือนกำลังกลัวและเกรงใจอยู่

            “เอ่อ กวีคะ

            “ครับ” ผมรับคำแล้วก็หัวเราะเมื่อได้ยินเสียงสั่นๆ ของอาลัวตอบกลับ

            “เรา เอ่อ เรา เราลืมเอาผ้าเช็ดตัวมาด้วย เอ่อ คือ” เสียงอาลัวเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ผมทั้งขำทั้งสงสาร เข้าใจว่าเธอต้องการอะไร จึงตอบกลับไป

            “เดี๋ยวผมหาให้เองครับ” ผมเดินไปหยิบเอาผ้าเช็ดตัวอีกผืนแล้วก็ส่งให้กับเธอไป อาลัวยื่นแค่แขนออกมาจากประตูรีบหยิบเอาผ้าเช็ดตัวไปก่อนจะปิดประตูตามหลัง ผมก็ยืนกอดอกรอเลย หึๆ มีเรื่องให้สนุกตั้งแต่เช้าเลยแฮะ

            “กวี” อาลัวเรียกผมอีกครั้งจากข้างใน ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขานตอบ

            “ครับ

            “เราลืมเอาเสื้อผ้าเข้ามาด้วย เอ่อ ช่วย เอ่อ ช่วยออกไปรอนอกห้องก่อนได้มั้ยคะ แค่แป๊บเดียวเดี๋ยวเราตามออกไปค่ะ” เสียงอาลัวยิ่งกว่าสั่น และนั่นทำให้ผมนึกอยากจะแกล้งให้หนักขึ้นกว่าเดิม

            ผมไม่ตอบคำถามของอาลัว เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง หยิบเอาชุดชั้นในกับชุดนักศึกษาติดมือมาชุดหนึ่งและกลับไปที่ห้องน้ำอีกครั้ง

            “กวี ออกไปรึยังคะ” อาลัวถามอีกครั้งแต่ผมไม่ตอบ เมื่อเธอเปิดประตูออกมาก็ตกใจมากที่เห็นผมรออยู่ข้างนอกพอดี

            “กวี!” เธออุทานได้คำหนึ่งแล้วก็เซถอยหลังแล้วล้มลงกับพื้น ผมก็ผวาเข้าไปช่วยทันที

            “อ๊าย!~” อาลัวรีบดึงผ้าเช็ดตัวมาคลุมร่างเอาไว้ เพราะตอนที่ล้มลงเมื่อกี้ปมผ้ามันคลายออกและหลุดออกจากหน้าอกของเธอ ใบหน้าของเธอแดงก่ำอย่างน่ามอง ผมจึงปิดประตูตามหลังแล้วตรงเข้าไปช้อนเธอขึ้นมาจากพื้นทันที

            “กวี! จะทำอะไรน่ะ” อาลัวหน้าแดงมากทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ผมก็ช่วยประคองเธอขึ้นมาจากพื้น ยังทำตัวเหมือนเป็นสุภาพบุรุษ

            “ผมแค่จะช่วยอาลัวเท่านั้นเอง ก็อาลัวล้มนี่” สายตาของผมมองปมผ้าขนหนูที่ตอนนี้เจ้าตัวผูกมันเอาไว้แน่นอีกครั้ง ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นอย่างน่ามอง และเหมือนจะแดงไปทั้งตัวด้วย

            “ออก ออกไปก่อนได้มั้ยคะ” เสียงหวานของอาลัวสั่นไปหมด ใจจริงผมอยากจะดึงเธอเข้ามาจูบแรงๆ สักทีหนึ่ง แต่แค่นี้ก็ทำให้เธอขวัญหายมากอยู่แล้ว

            “ผมขอโทษ ประตูมันลั่นเอง” ผมหันมองประตูเมื่อสายตาของอาลัวมองไปตรงนั้น

            สาบานจริงๆ นะ ว่าประตูลั่นไม่ใช่มือผมลั่น

End Kawee talk…

 

            ฉันไม่อาจระงับความตื่นกลัวที่เกิดขึ้นได้เลย

            ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายคนนั้นเห็นตอนที่ฉันเปลือยแล้ว ถึงมันจะเป็นอุบัติเหตุก็เถอะ แต่ว่ามันก็

            ฉันได้แต่ตบหน้าตัวองเรียกสติกลับคืนมา จากนั้นก็ขมวดปมผ้าเช็ดตัวให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำออกไป โกรธตัวเองจังที่เลอะเลือนไปหมดทุกอย่างแบบนี้

            มีอย่างที่ไหนจำไม่ได้ว่าพาผู้ชายมานอนค้างที่ห้องด้วย แล้วตอนอาบน้ำก็ดันลืมเอากระทั่งผ้าเช็ดตัวเข้ามาด้วย โอ๊ย ฉันล่ะอยากจะบ้าตายจริงๆ

            ฉันออกจากห้องน้ำแล้วแทบหงายหลังไปอีกรอบ เมื่อเห็นกวีนอนหลับตาอยู่บนเตียง ก็ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าขอให้เขาออกไปรอข้างนอกก่อน แล้วนี่มันอะไร ฮือ

            เอาเถอะ ตอนนี้รีบสนใจตัวเองก่อนดีกว่า ฉันรีบเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาชุดนักศึกษากับชุดชั้นในแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำอีกรอบ ขอล่ะ อย่าให้เขารู้เลยน่า

            คราวนี้ฉันใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานมากกว่าจะทำใจกล้าเดินออกจากห้องน้ำได้ หยิบเอาครีมมาทาหน้าลวกๆ ตามด้วยครีมกันแดดและแป้งฝุ่น ผมก็มัดรวบๆ เอาเป็นว่าคว้าอะไรได้ก็หยิบมา แล้วก็เก็บกระเป๋า คว้าเอากระบอกใส่แบบมาด้วย ก่อนจะทำใจกล้าเดินไปปลุกกวีที่นอนอยู่บนเตียง

            “กวี” ฉันเรียกเขาเบาๆ แต่ก็ทำให้เขาตื่นขึ้นมาได้อย่างไม่ยากนัก

            “อาลัว” เขายกมือขยี้ตาแล้วกฌส่งยิ้มให้กับฉัน

            บ้าจังเลยทำไมฉันต้องมาใจเต้นแรงกับเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลย

            “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ” กวียิ้มหวานมาให้ ฉันก็พยักหน้าอย่างเขินๆ เขาเลยลงจากเตียงก่อนจะเก็บของของเขาอย่างไม่รีบร้อน

            “ให้ผมถือของให้มั้ยครับ” เขาชี้มายังกระบอกใส่แบบภาพของฉัน แต่ฉันส่ายหน้าทันที

            “มันไม่ได้หนักหรอก เราถือเองได้ค่ะ” ฉันบอกอย่างแข็งขัน พยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำ แต่มันก็ทำให้ลำบากเหลือเกิน

            “ครับ งั้นแวะไปหาอะไรกินก่อนเข้ามหาลัยนะครับ ผมหิวแล้ว”

            ก็คนพูดยิ้มหวานน่ารักแบบนั้น แล้วฉันจะไปแย้งอะไรได้ล่ะ สุดท้ายฉันก็ล็อกห้องก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับเขา แต่ตอนที่ลงลิฟต์ก็ไม่วายเจอกับสาวสวยเมื่อคืนที่อยากจะอุปการะกวีให้ไปนอนด้วยกัน

            ฉันหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อเห็นกวียิ้มให้เธอคนนั้น แต่ก็นั่นแหละ ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะทำแบบนั้นล่ะ

            พวกเราไม่ได้พูดอะไรกัน กวีแค่ยิ้มๆ ก่อนที่เราจะขึ้นรถกันเงียบๆ

            “หิวมั้ยครับ” กวีถามเมื่อเราขึ้นมานั่งอยู่บนรถด้วยกันแล้ว ฉันได้สติเมื่อได้ยินเขาพูด ก็พยักหน้าให้ไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เขาถามอะไรกันแน่

            “งั้นไปกินร้านที่ผมไปประจำกันนะครับ ใกล้กับมหาลัยด้วย อาหารอร่อยมากครับ”

            “ค่ะ” ฉันไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้น ยังอายกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ รีบเบนสายตาหันไปทางอื่นแทน

            ไม่รู้สิ ตอนที่เขาเข้ามาหาในห้องน้ำน่ะมันน่ากลัวมากๆ เหมือนว่าเขาจะเข้ามาปล้ำฉันอย่างนั้นแหละ ถึงฉันจะไม่ได้สวยเลิศเลออะไร แต่ฉันก็เป็นผู้หญิง เป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ถ้าไม่ปกป้องตัวเองแล้วจะให้แก้ผ้ารอเหรอ เพราะงั้นฉันเลยอึดอัดใจสุดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น

            อาหารอร่อยรึเปล่าไม่รู้ รู้แค่ว่าฉันมองหน้าเขาไม่ได้เลย ฮือ

            หลังเลิกคลาสทั้งหมดที่มีทั้งวัน ฉันพาตัวเองไปนอนซมที่โต๊ะทำงานประจำที่ทำงานกับไวน์นั่นแหละ เหมือนพลังงานทั้งตัวมันถูกสูบออกไปในพริบตาเดียวเลย

            “เป็นอะไร” ไวน์เข้ามาถาม ฉันเลยเงยหน้ามองเพื่อนตาละห้อย

            “คือเปล่า ไม่มีอะไร” ฉันตอบไวน์ไป ไม่กล้าจะพูดความจริงจนแล้วจนรอด ฉันนี่โง่จัง ทำไมเรื่องง่ายๆ แบบนี้ถึงไม่กล้าพูดนะ

            อาจจะเป็นเพราะว่ากวีหน้าตาดีดูเพียบพร้อมไปทุกอย่าง ถ้าไปบอกใครต่อใครว่ากลัวเขาจะมาทำมิดีมิร้ายตัวเองมีหวังได้ถูกหัวเราะเยาะแน่ ตอนนี้ฉันชักเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่ถูกลวนลามถูกล่วงละเมิดขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อก่อนก็คิดเหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงพวกนั้นเอาแต่เงียบไม่ขอความช่วยเหลืออะไรเลย

            ได้มาเจอกับตัวเองเลยรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะกลายเป็นจุดสนใจและต้องตอบคำถามที่มันทำร้ายหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า ดีไม่ดี อาจถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายให้ท่าผู้ชายก่อนก็ได้

            ผู้หญิงนี่น่าสงสารจัง

            “แล้วคอไปโดนอะไรมาน่ะ แดงๆ” ไวน์หรี่ตามองฉันอย่างจับผิด แวบหนึ่งที่ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเขาโกรธ

            “คอฉันเหรอ” ฉันยกมือทาบคอตัวเองเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วรีบหยิบเอากระจกจากในกระเป๋าขึ้นมาส่องดู

            รอยแดงจริงๆ ด้วย หลายจุดอีกต่างหาก ฉันเพ่งมองแล้วก็หัวเราะแห้งๆ เมื่อไวน์มองมาเหมือนอยากรู้เหลือเกิน

            “คงยุงกัดไม่ก็แพ้อะไรล่ะมั้ง” ฉันบอกไป แต่เขาดูไม่เชื่อเลยสักนิด

            “งั้นเหรอ

            “นี่นายคิดว่าฉันไปทำอะไรกับใครมารึไง” ฉันโคลงศีรษะไปมา ไวน์ถอนหายใจ ทำท่าจะพูดบางอย่าง

            “ไอ้วี” แล้วไวน์ก็ไม่ยอมพูดต่อให้จบ ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะถามอะไร แต่ถ้าไม่ถามจะดีกว่ามาก ฉันเองก็ไม่กล้าคิดถึงเรื่องของกวีแล้ว ไม่กล้าจริงๆ

            “ไอ้วีมัน ช่างเหอะ เอาเป็นว่ามันไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับเธอใช่มั้ย”

            “เปล่านี่!” ฉันตอบแทบจะทันที แถมยังเผลอทำตาโตด้วย ท่าทางแบบนี้มันมีพิรุธชัดๆ ยัยโง่อาลัวเอ๊ย

            “ก็ดี แต่ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน บอกแล้วนะ ว่าไอ้หมอนี่มันร้าย

            “อืม” ฉันเองก็ว่าแบบนั้นเหมือนกันแหละ เจอกันไม่กี่ครั้งแต่รู้สึกนานเหมือนเป็นปียังไงก็ไม่รู้

            พอเลิกฟุ้งซ่านได้เราสองคนก็นั่งทำงานกันต่อ ผ่านไปหลายชั่วโมงฉันถึงเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์อย่างเหนื่อยล้า และตอนนี้เองที่ฉันได้สบตากับภีมอย่างไม่ได้ตั้งใจ

            น่าแปลกจัง ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันยังเจ็บปวดยังทุรนทุรายกับเรื่องของเขาอยู่แท้ๆ แต่มาตอนนี้กลับเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ฉันไม่ได้หลบสายตาเพราะภีมก็มองมาอย่างตั้งใจ เพราะไม่รู้จะทำยังไงดีฉันเลยยิ้มให้เขานิดหน่อยก่อนจะเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

            “ฉันหิวน้ำจะเอาอะไรมั้ย เดี๋ยวซื้อเข้ามาให้” ไวน์ลุกจากม้านั่งแล้วก็บิดขี้เกียจ ฉันเองก็เหนื่อยๆ อยากพักบ้างเหมือนกัน

            “อะไรก็ได้ ขอแค่มันเย็นๆ ก็พอ ว่าจะไปห้องน้ำเหมือนกัน”

            “โอเค เดี๋ยวสิบนาทีเจอกัน”

            “จ้ะ” ฉันบอกเพื่อนก่อนจะพับโน้ตบุ๊กลงแล้วเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น รู้สึกง่วงจัง อาจเป็นเพราะต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาทำให้สายตาล้า แล้วก็เป็นไข้ด้วยล่ะมั้งก็เลยเป็นแบบนี้

            พอกลับมาถึงโต๊ะฉันก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นกวีนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงนั้น แต่ก็เริ่มจะชินขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ

            “กวี” ฉันเรียกเขาเบาๆ แล้วก็จำต้องนั่งลงข้างๆ กับเขา เพราะตรงนี้เป็นที่นั่งของตัวเอง จะไปนั่งที่อื่นก็ไม่ได้ด้วยสิ

            “มาแล้วเหรอ ผมซื้อข้าวเข้ามาฝากน่ะ แวบออกไปกินข้าวกับเพื่อนมาแล้วเห็นของโปรดของอาลัวพอดี”

            “ไงนะ” ฉันถามเมื่อได้ยินอะไรบางอย่างที่มันแบบว่า

            “ผมบอกว่าเห็นมันน่าอร่อยดี คิดว่าอาลัวน่าจะชอบ” กวียิ้มหวานให้กับฉัน ฉันก็เลยหัวเราะแห้งๆ แต่ก็ต้องยอมรับล่ะว่ามันน่ากินมาก แถมยังเป็นของโปรดของฉันอีกด้วย

            “ไวน์ล่ะ ไปไหนแล้ว” เขาถาม ก่อนที่คนถูกเอ่ยถึงจะกลับมาพอดีพร้อมกับฉีดสเปรย์อะไรบางอย่างใส่

            “อะไรวะมึง” กวีว่าเพื่อน ก่อนจะโบกมือปัดๆ ตรงหน้าของฉันให้

            “สเปรย์ไล่ยุงจากธรรมชาติ ปลอดภัยสำหรับคนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยุงเหลือบไรริ้นตายห่าหมด” ไวน์พูดหน้าตาย ฉันก็อยากหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนเล่นมุกอะไรอยู่กันแน่

            “มึงอย่าวอน อุตส่าห์ซื้อข้าวมาฝาก เดี๋ยวไม่ให้กินซะเลยนี่” กวียังใช้นิ้วเช็ดละอองน้ำเล็กๆ ที่ติดหน้าผากฉันออกให้อย่างนุ่มนวล ผิดกับน้ำเสียงที่เขาพูดกับไวน์ลิบลับ

            “เอาอะไรมาฉีดใส่หน้าเพื่อนเนี่ยไอ้ไวน์ เล่นอะไรไม่รู้บ้างเลย” เขาดูโกรธๆ จนฉันรู้สึกประหลาดใจ คิดว่ากวีเป็นคนนุ่มนวลอ่อนโยนมาตลอด แต่ใครจะไปนึกว่ามีด้านมืดที่เอาเรื่องเหมือนกัน

            “น้ำแร่ธรรมดานี่แหละ เอาข้าวมาเลยมึง” ไวน์นั่งลงที่ม้านั่งตัวเดิมของเขา แล้วลากเอาถุงข้าวกล่องไปก่อนที่กวีจะพูดอะไร ฉันเองก็รับช้อนพลาสติกจากกวีเมื่อเขาส่งมันมาให้

            “จะกลับตอนไหนโทรบอกผมนะครับ แล้วผมจะไปติดกลอนให้” กวีพูดกับฉันเสียงนุ่ม ไม่เหมือนตอนพูดกับไวน์เลยสักนิด ฉันนี่ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว

            “อะไรนะ ยังไม่ได้ติดกลอนอีกเหรอ” ไวน์เป็นคนถามและทำหน้าไม่พอใจ

            “ก็เมื่อคืนวาน

            “กวีลืมเอาเครื่องมือช่างไปด้วยน่ะ เราก็เลยยังไม่ได้ติดกลอนกัน” ฉันชิงตอบก่อนที่กวีจะทันได้พูดอะไร ก็ลองพูดสิ ฉันตายแน่ๆ ล่ะ

            “ไงมึง จะว่าไง” ไวน์ไม่สนใจคำพูดฉันสักนิด แต่หันไปมองกวีอย่างเอาเรื่องแทน

            “ก็อย่างที่อาลัวบอก กูลืมเอาเครื่องมือช่างไปด้วย ใครจะเอาเครื่องมือช่างติดรถไปด้วยวะ”

            “แต่ในรถมึงเนี่ย มีทั้งเตารีดแล้วก็สเก็ตบอร์ด มีลูกบาสเลยด้วยซ้ำ”

            “อ้าว แล้วการที่กูไม่ได้เอาเครื่องมือช่างติดไปเนี่ยมันผิดปกติเหรอ”

            ทั้งสองหนุ่มเริ่มใส่อารมณ์กันแล้ว ฉันก็เลยต้องพุ่งตัวเข้าไปรับคมหอกคมดาบทันที

            “อย่าทะเลาะกันเลย ไวน์กินข้าวเถอะ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย”

            ไวน์มองหน้าฉันสลับกับมองหน้ากวีก่อนจะกินข้าวอย่างหงุดหงิด ฉันก็เลยหันไปคุยกับกวีบ้างเพื่อไม่ให้เขาโกรธ ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องแคร์เขามากขนาดนี้ด้วย

            “ขอโทษด้วยนะ ที่ทำให้เดือดร้อนไปด้วย”

            “อาลัว! จะไปขอโทษมันทำไม รู้มั้ยไอ้วีน่ะมัน

            ฉันไม่ทันได้ฟังว่าไวน์พูดอะไรต่อ เพราะมีลูกบาสพุ่งเข้ามาหาอย่างรุนแรงรวดเร็ว ฉันคิดว่ามันคงกระแทกหน้าตัวเองเข้าแล้ว แต่กวีดึงฉันไปกอดเอาไว้แล้วใช้ศอกยกขึ้นมากันลูกบอลเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่จะทำให้ฉันเจ็บตัว

            “เฮ้ย! ระวังหน่อย!!” ทั้งกวีและไวน์ตะโกนขึ้นมาพร้อมกับ ส่วนฉันก็ยังเอาหน้าฝังกับซอกคอหอมๆ ของกวีอยู่อย่างนั้น ฮือ ฉันจะตายแล้ว ตัวของเขาทั้งอุ่นทั้งหอม เล่นเอามือไม้อ่อนแรงไปหมด จนช้อนกับส้อมที่อยู่ในมือหลุดร่วงไปแบบไม่ทันได้รู้ตัวเลย

            “ขอโทษครับ ขอโทษ” ฝั่งนั้นตะโกนบอกมา แต่ฝั่งนี้สิ หัวใจจะวายตายอยู่แล้ว ฮือ

            หัวใจของฉันยังเต้นรัวแม้ว่ากวีจะคลายอ้อมกอดออกแล้ว กวีลูบหน้าลูบตาฉันก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง

            “ไม่เจ็บใช่มั้ยครับ”

            “ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” ฉันละล่ำละลักตอบเขา แล้วดันตัวออกห่างจากตัวเขาด้วย

            “แล้วกัน ช้อนตกไปแล้ว เดี๋ยวผมหยิบอันใหม่ให้ ว่าแต่ไม่เป็นไรจริงๆ ใช่มั้ย”

            “ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย” ฉันไม่ได้ตกใจเรื่องลูกบาสนะ แต่ตกใจที่ถูกกอดต่างหาก ทำไมใจสั่นได้มากขนาดนี้ก็ไม่รู้ ไวน์หรี่ตามอง ฉันเลยเอนตัวออกห่างจากกวีอีกนิดหน่อย ทำไมต้องมองแบบนั้นด้วยล่ะ หรือจะด่าว่าฉันแรดให้ท่าผู้ชาย

            ฮึกฉันเปล่านะ ก็กวีกอดฉันเองนี่

            “นี่ช้อนอันใหม่ ผมเองก็ต้องไปแล้ว แล้วตอนเย็นๆ จะโทรหานะครับ” กวียิ้มให้ฉันก่อนที่เขาจะลุกขึ้น แล้วเขาก็ถอดเสื้อช็อปเขาออกก่อนจะคลุมให้กับฉัน

            “ไม่ได้นะ นี่มันเสื้อของกวีนะ” ฉันพูดอย่างตกใจ แล้วก็ยิ่งกว่าตกใจเมื่อเขากระซิบข้างหูเบาๆ

            “ทำไมใส่บราสีดำล่ะ มันมองเห็นทะลุเลยนะ” พอกวีพูดแบบนั้นฉันก็รีบก้มหน้ามองตัวเองด้วยความตกใจทันที

            โอ๊ย วันนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้มีแต่เรื่องเอ๋อๆ เกิดขึ้นไม่หยุดแบบนี้เนี่ย

            กวีเดินออกไปแล้วฉันก็ยอมสวมเสื้อช็อปของเขาแต่โดยดี ฉันไม่กล้าสู้หน้าเพื่อน นั่งกินข้าวเงียบๆ ปล่อยให้ไวน์บ่นพึมพำไม่หยุดไปคนเดียว

 

            พอถึงสี่โมงเย็นไวน์ก็เก็บของกลับ เห็นว่าจะพากุ๊กไก่ไปทำธุระอะไรสักอย่างนี่แหละ ฉันก็เริ่มเก็บของบ้างเพราะฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลแล้ว แถมมีลมอีกด้วย ไม่นานฝนต้องตกแน่ๆ ตอนกำลังเก็บของ คนที่บอกว่าจะโทรมาก็เป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง แล้วก็ช่วยเก็บของให้

            “ผมช่วยครับ” กวีบอกและไม่รอให้ฉันตอบ ช่วยถือของให้ก่อนจะเดินนำไปที่รถ

            หลังๆ มานี้ฉันก็เริ่มชินเข้าไปทุกทีกับการที่อยู่กับเขา ได้ทำอะไรด้วยกันแบบนี้ ไม่สิ ฉันจะชินกับอะไรแบบนี้ไม่ได้นะ! เข้มแข็งหน่อยสิ อาลัว!!

            “เดี๋ยวเรากินข้าวกันก่อนนะ แล้วค่อยกลับห้องกัน” กวีชวนคุยเมื่อขึ้นรถแล้ว ฉันก็พยักหน้าให้เขาอย่างว่าง่าย

            ไม่รู้สิ ก็ชินที่ต้องอยู่ด้วยกันแล้วมั้ง มันก็เลยไหลไปเรื่อยๆ แบบนี้น่ะ

         หลังจากกินข้าวเสร็จฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ดีนะที่กวีมารับ ไม่งั้นฉันก็คงเปียกโชกไปทั้งตัวที่ต้องรอรถเมล์แล้วกลับบ้านเอง กวีบ่นพึมพำเพราะต้องขับรถช้าลงและรถก็ติดด้วย แทบจะมองอะไรไม่เห็นเพราะฝนตกหนักมาก ฉันเองก็ทั้งหนาวทั้งเพลีย หลับไปเมื่อกวีเอาผ้าห่มจากเบาะหลัง(?)มาห่มให้

            รู้ตัวอีกทีก็มาถึงคอนโดเขาแล้ว!

            “คืนนี้นอนกับผมนะ ถนนเส้นไปห้องอาลัวติดมากเลย อีกสามชั่วโมงก็คงไม่ถึงหรอก ไม่ต้องกลัวหรอก เรานอนด้วยกันมาตั้งกี่คืนแล้ว ผมไม่ได้ทำอะไรอาลัวเลยสักครั้ง จริงมั้ย?” เขายิ้มกว้าง ส่วนฉันก็มองหน้าเขาสลับกับฝนที่ยังตกลงมาไม่หยุด นึกอยากจะร้องไห้จริงๆ

            แล้วที่บอกว่าไม่ทำอะไรฉันเลยน่ะมันจริงที่ไหน

            ก็ตอนนี้กวีกดฉันลงกับเตียงของเขา แถมยังจูบฉันอีก นี่เหรอ ที่บอกว่าไม่ทำอะไรน่ะ ฮือ

http://i.imgur.com/nbGXMKo.jpg
http://i.imgur.com/cZjrJL3.jpg

Talk...

Song :: The Knocks - Love Me Like That (Feat. Carly Rae Jepsen)

เกลียดดดดดดดดดดดด เกลียดอิพิกวีมากค่ะ แงงงง

ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้ อาลัวคงสติแตกแล้วมั้งนะ

นี่ไม่ใช่พระเอกแล้วนะคะ นี่ตัวโกงที่โรคจิตมากเลย ฮืออ image  image

มู่ฝากนิยายเอาไว้ด้วยนะคะ

ตอนนี้ Carlo`s Eyes (คาร์โล & แก้วใส) เปิดจองแล้วค่ะ คลิกที่รูปข้างล่างรูปแรกได้เลยนะเออ

แล้วก็ฝาก E-Book อีกสามเล่มที่เหลือด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ imageimageimage
      
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

99 ความคิดเห็น

  1. #17900 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 11:45
    อร๊ายยยย กวีร้ายกาจจริงๆ555
    #17900
    0
  2. #16430 -ม.ม้าาา [KS'] (@mmind-) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 15:20
    ร้ายมากกกกกก
    #16430
    0
  3. #16380 mooeve1234 (@mooeve1234) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 10:41
    อิกวีมันร้ายยยยยยยยยยยยยย
    #16380
    0
  4. #15794 my destiny dear (@de_ar_love) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 04:55
    เปนลมไป 56,975ครั้ง พอดมยาดมฟื้นมา อ่านวรรคสุดท้ายก็เป็นลมไปอีก 63,355ครั้ง มาต่อไวๆนะคะ ไม่งั้นเปนลมอีก????????????
    #15794
    1
    • #15794-1 YuYeonJung (@YuYeonJung) (จากตอนที่ 98)
      1 กันยายน 2560 / 17:21
      เว่อชิปหาย
      #15794-1
  5. #15793 |ZC| (@Lecheris) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 12:50
    รอออนะคะ อิพี่กวีมันร้ายไม่ธรรมดาค่ะ! 55
    ปล.ถ้าเป็นมัณฑนศิลป์ จะเป็นDecorative Arts นะคะ ส่วน Interior Architect จะเป็นสถาปัตยกรรมภายในค่ะ สองอันนี้จะมีความรู้ด้านการออกแบบตกแต่งภายในเหมือนกัน แต่จะต่างกันที่สถาปัตยภายในจะมีใบประกอบวิชาชีพ นับเป็นสถาปนิกที่สามารถเซ็นต์แบบก่อสร้างบ้านได้ค่ะ
    #15793
    2
    • #15793-1 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 98)
      1 กันยายน 2560 / 21:59
      ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ <3
      #15793-1
    • #15793-2 |ZC| (@Lecheris) (จากตอนที่ 98)
      1 กันยายน 2560 / 22:44
      ด้วยความยินดีค่ะ ' 3 < ~<3
      #15793-2
  6. #15792 SopapornPogpoon (@SopapornPogpoon) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 02:40
    ไท่ธรรมดา อีอหือออ ไม่ธรรมดาาาา555
    #15792
    0
  7. #15790 colinamoursmell (@colinamoursmell) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 19:29
    งืออออออออออทำไมร้าย
    #15790
    0
  8. #15789 EYEMI. (@parichatpopeye) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 16:02
    โอ้ย อิกวีมันร้าย
    #15789
    0
  9. #15787 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 13:34
    Testing
    #15787
    0
  10. #15786 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 13:34
    Testing
    #15786
    0
  11. #15785 pattina34 (@pattina34) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 13:33
    #15785
    0
  12. #15784 my destiny dear (@de_ar_love) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 12:03
    เป็นลมแพร้บบบ กรี้ดมากกกก แอร้ยๆๆ
    #15784
    0
  13. #15783 nidph77 (@nidph77) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 11:36
    อ๊ายยยย เจอกวีกอด ชอตนี้ฟินเลยย
    #15783
    0
  14. #15782 showgail (@showgail) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 22:33
    อาลัวยังงงๆอยู่เลนกวี
    #15782
    0
  15. #15781 ยืนฉี่ริมแม่น้ำ (@windsea) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 21:59
    กรี้ดดด เขินนนนร
    #15781
    0
  16. #15780 Wrak (@Wrak) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 16:52
    โห้อาลัวลูกจะรอดมั้ย
    #15780
    0
  17. #15779 Nuang Patcharaporn (@hanueng) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 16:22
    กรี๊ดดด จับกดเตียงเลยหรอกวี. หักห้ามใจด่วนนนน
    #15779
    0
  18. #15778 Kkk (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 15:47
    รุกหนักมากกกกก
    #15778
    0
  19. #15777 TigerEungArng (@TigerEungArng) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 15:06
    โอ้ยยยยอีพี่วี!! เล่นอะไรสงสารอาลัวด้วย555555
    #15777
    0
  20. #15776 `#.Princess-CZ!* (@luktonmakmay) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 14:28
    จีบแบบจิตๆ ใจเต้นแรงพร้อมความหลอนและสติแตก 55555
    #15776
    0
  21. #15775 Be Yah (@xvalya_8) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 12:09
    อาลัวจะรอดม้ายยยย
    #15775
    0
  22. #15774 ฤดูใบไม้ผลิ ^^ (@prino) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 09:34
    อิพี่กวีร้ายกาจไป๊5555
    #15774
    0
  23. #15773 BoraNisa (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 07:33
    โอ๊ยยยยย.... พี่กวี พ่อคุณทูนหัว ดีแตกซะแล้วซินะ 55555
    #15773
    0
  24. #15772 ppanyee riin'z (@yeeninja1930) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 06:43
    โอ้ย อิพี่55555555 จีบดีๆไม่เป็น คนบ้าา
    #15772
    0
  25. #15771 Poppy Daowipa (@poppydaowipa) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 03:43
    สติแตกแทนอาลัวววว ใจเต้นตุ๊บๆๆๆๆ
    #15771
    0