Angel Eyes

  • 95% Rating

  • 60 Vote(s)

  • 3,077,193 Views

  • 19,964 Comments

  • 10,629 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    27,077

    Overall
    3,077,193

ตอนที่ 97 : Kawee`s Eyes ❣ Ep.01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 113 ครั้ง
    16 ส.ค. 60

http://i.imgur.com/O0m22ws.jpg


Kawee`s Eyes

(Story of Kawee & Allure)

 

Hang up tha phone

Hop in your whip

Boy I'm home alone

In this empty ass crib

And I ain't goin' nowhere

'Cept somewhere with you

ฉันวางสายโทรศัพท์จากคุณ

เต้นเร่าเมื่อคุณฟาดแส้ลงมา

ที่รัก ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียว

กับร่างกายที่เปล่าเปลือย

และฉันจะไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น

นอกจากที่ที่มีคุณ

 

Drive slow, remember patience is a virtue

There you go at my front door

I ain't goin' nowhere

'Cept somewhere with you

ไม่ต้องรีบร้อน อดทนหักห้ามใจสักหน่อยเถอะนะ

คุณจะได้เจอฉันที่หน้าประตู

และฉันจะไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น

นอกจากที่ที่มีคุณ

Song :: Kiiara - Hang up tha phone

 

Kawee`s Eyes 01

I Heard You Like What I Do, Heard You Do What I Say

 

            การที่ต้องเจอหน้ากับคนที่เคยคบกันมาก่อนเนี่ย มันอึดอัดใจมากจริงๆ มากซะจนเหมือนจะหายใจไม่ออกเลย

            อย่างฉันตอนนี้สิ ต้องมาเจอกับอดีตแฟนของตัวเองซึ่งต้องมาเผชิญหน้ากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะไม่ได้เจอหน้ากันตรงๆ ก็เถอะ แต่ไม่รู้เวรกรรมอันใด ทำให้เพื่อนสนิทอย่างไวน์มันเลือกที่นั่งตรงนี้กันเนี่ย

            “ไง ทำหน้าบึ้งอยู่ได้อาลัว เป็นอะไรไป” ไวน์ ตัวการที่ทำให้ฉันต้องตกที่นั่งลำบากอย่างนี้

            อาลัว นั้น คือชื่อของฉันเอง ไม่ใช่คำว่า Allure ที่แปลว่าดึงดูดยั่วใจอะไรนะ แต่มันเป็นขนมไทยอย่างหนึ่ง แต่ด้วยความที่ออกเสียงคล้ายกัน เขียนทับศัพท์เหมือนกัน หลายคนเลยเข้าใจว่าฉันชื่ออลัวร์ ซึ่งสุดท้ายก็เลยต้องปล่อยให้เลยตามเลยไป ยังไงซะมันก็ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ หรอกมั้ง

            “ทำไมเลือกที่นั่งตรงนี้อ่ะ” ฉันถามไวน์อย่างไม่เข้าใจ ไม่กล้าจะมองตรงไปข้างหน้าเลย

            ก็เพราะว่าข้างหน้าของฉัน มีผู้ชายที่ชื่อว่าเป็นแฟนเก่านั่งอยู่ตรงนั้นยังไงเล่า

            เขาชื่อว่า ภีม เป็นเดือนมัณฑนศิลป์ (interior architecture) เป็นคณะที่ฉันกับไวน์เรียนอยู่ด้วย ซึ่งเขาก็เป็นคนดังระดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยเลยล่ะ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเคยได้คบกับคนที่อยู่ไกลกว่าตัวเองขนาดนั้นได้ก็ไม่รู้

            แต่จะว่าไปแล้ว เราคบกันเมื่อตอนที่อยู่ปีสาม สองปีแรกนั้นก็รู้จักกันผ่านๆ เคยลงคลาสเดียวกันมาหลายคลาส ทำงานกลุ่มด้วยกันหลายหน จนกระทั่งปีสามที่ห่างๆ กันไป เพราะแยกเรียนวิชาที่สนใจและถนัดของใครของมัน แล้วเขาก็เข้ามาถามว่าจะคบกันไหม

            ก็นะเป็นผู้หญิงคนไหนก็ต้องดีใจอยู่แล้วจริงไหมล่ะ ที่มีเดือนคณะมาขอคบด้วย

            ฉันคิดเอาง่ายๆ ว่าเราเองก็รู้จักกันมานานแล้ว เขาเองก็คงจะสนใจฉันจริงๆ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ

            ไม่ใช่เพราะเรียนหนัก ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะว่าเขาเกลียดความยุ่งยากไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายโดยเฉพาะสาวๆ เลยตัดปัญหาด้วยการหาแฟนคนหนึ่งบังหน้า เพื่อทุกอย่างจะได้จบ

            ฉันดีใจมากที่เขาเอารูปของฉันขึ้นเป็นภาพหน้าจอโทรศัพท์ ดูโง่เนาะ ดีใจที่เราได้นั่งเรียนด้วยกัน ได้กินข้าวด้วยกัน ได้ไปดูหนังด้วยกัน ซึ่งอันที่จริงแล้ว ภีมก็ดีกับฉัน ปฏิบัติกับฉันเหมือนแฟนกันทุกอย่าง ฉันเองก็ดีใจแหละ คิดว่าโตๆ กันแล้ว ไม่ต้องการหวานแหววจี๋จ๋าจูงมือกันเหมือนคู่รักคู่อื่นหรอก

            แต่คนไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่สุดท้ายฉันถึงได้รู้ว่าฉันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาเลย ก็เลยพาตัวเองออกมาก่อนจะเจ็บมากไปกว่านี้

            หลังจากตอนนั้นก็ผ่านมาราวๆ สองเดือน แผลเพิ่งตกสะเก็ดเลยล่ะ

            ตลกดีเหมือนกัน ทั้งที่เราก็ไม่ได้หวานกันเหมือนคนอื่นๆ แต่ทำไมในใจมันเจ็บจังก็ไม่รู้ แล้วตอนนี้ก็ยังต้องมาเจอหน้ากันเกือบทุกวันอีก บอกเลยว่าจะบ้าตาย

            ตอนนี้ฉันต้องทำรายงานกับเพื่อนซึ่งก็คือไวน์นี่แหละ แล้วสถานที่ทำงานก็เป็นลานข้างๆ คณะซึ่งอยู่ติดกับสนามกีฬา แต่มีรั้วกันเอาไว้ ใกล้ๆ ยังมีหอสมุดส่วนตัวของคณะซึ่งเก็บทั้งงานวิจัยและหนังสือเป็นของคณะเอง ไวน์เลยเลือกตรงนี้เป็นที่นั่งทำรายงาน เพราะนอกจากจะเย็นสบายไม่อึดอัดแล้ว ยังมีร้านกาแฟตั้งอยู่ใกล้ๆ ด้วย แบบว่าทำงานโต้รุ่งทั้งคืนก็ยังมีของกินให้เลือกซื้อตลอด

            “ทำไมล่ะ ตรงนี้ก็ดีแล้ว ใกล้หอสมุดด้วย อาจารย์ก็อยู่ที่นี่ตลอด ถ้าเราไปทำงานที่อื่นเวลาต้องหารายงานหรือคำปรึกษาจากอาจารย์มันก็เสียเวลาไปๆ กลับๆ ตรงนี้ดีแล้ว เพื่อนคนอื่นก็อยู่กันเต็มเลย ไม่ดีเหรอ” ไวน์นั่งลงตรงหน้าฉัน ทำให้ฉันถอนหายใจออกมาได้

            ไวน์หันไปมองข้างหลัง แล้วก็หันมาหัวเราะใส่หน้าฉันผู้ชายคนนี้มัน

            “เอาน่า ทั้งชั้นปีเราเลยมั้งที่มานั่งทำงานตรงนี้ ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า” ไวน์ปลอบใจฉัน ถ้าทำได้ง่ายๆ ฉันคงไม่ต้องเสียใจหรอก

            ฉันแอบถอนหายใจ ไวน์คงเห็นแหละแต่ไม่ว่าอะไร หลังจากนั้นเราเลยเปิดโน้ตบุ๊กของใครของมัน แล้วก็เริ่มทำรายงานกันทันที

            นั่งทำงานได้พักหนึ่ง ก็มีคนเข้ามากอดฉันจากทางด้านหลัง หันไปมองก็พบว่าเป็นกุ๊กไก่แฟนของไวน์นั่นเอง

            “สวัสดีจ้ะที่รัก เนี่ย จำแทบไม่ได้ ไปตัดผมตอนไหน ตกใจหมดเลย” กุ๊กไก่พูดเจื้อยแจ้วน่ารัก เธอเป็นคนสวยอยู่แล้ว และอัธยาศัยดีมากๆ ด้วย เรารู้จักกันเมื่อปีก่อนนี้เอง แต่ทำท่าจะสนิทกันมากจนไวน์บ่นน้อยใจอยู่หลายที

            “อ๋อมันร้อนน่ะ ขี้เกียจเป่าให้แห้งด้วย ก็เลยตัด” ฉันอธิบาย แต่กุ๊กไก่ก็ยังทำหน้าเสียดายอยู่ดี

            “แล้วจะไปไหนกันเหรอ” ฉันถามเพราะเป็นอีตาไวน์ปิดคอม ร้ายมาก ทิ้งเพื่อนหน้าตาเฉยเลย คนนิสัยไม่ดี

            “วันนี้เป็นวันเกิดกุ๊กไก่น่ะ ก็เลยจะไปดินเนอร์กัน อาลัวไปด้วยกันมั้ยล่ะ” กุ๊กไก่ถามฉันด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ฉันเลือกจะส่ายหน้าปฏิเสธ ก็แหม วันเกิดของตัวเองแล้วอยู่กับแฟนแบบนี้จะชวนคนนอกไปด้วยทำไมกัน

         “ไปกันเถอะ สุขสันต์วันเกิดนะ จำไม่ได้ว่าเป็นวันเกิดกุ๊กไก่ ขอโทษนะ แล้ววันหลังจะให้ของขวัญนะ”

            “ไม่ต้องหรอก แค่อาลัวให้กุ๊กไก่หอมแก้มให้กอดทุกวันกุ๊กไก่ก็พอใจแล้ว” พูดจบ กุ๊กไก่ก็หอมแก้มฉันหลายทีซ้อน จนไวน์ต้องกระแอมไอขัดจังหวะ

            “อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ฉันเป็นแฟนเธอไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะโดน

            “แหม ก็อาลัวน่ารักนี่นา สวยบาดใจขนาดนี้ เนี่ย ถ้ากุ๊กไก่ชอบผู้หญิงนะ จีบไปนานแล้ว เอ๊ะ หรือว่าตอนนี้กุ๊กไก่จะชอบอาลัวแล้วจริงๆ อ่ะ”

            “เดี๋ยวเถอะ” ไวน์ดุแฟนตัวเอง ส่วนฉันก็หัวเราะออกมาทันที

            “เรื่องงานไม่ต้องห่วง เธอก็อัพขึ้นไดร์ฟออนไลน์เลย ฉันก็จะเปิดดูด้วย ยังไงก็ช่วยทำงานแน่” ไวน์บอกฉันแล้วหอบโน้ตบุ๊กกับหนังสือไป ฉันมองเขาตาละห้อยเพราะไม่อยากนั่งตรงนี้คนเดียว แต่ถ้าไม่นั่งตรงนี้ วันต่อไปถ้ามาทำงาน คนอื่นก็อาจจะเอาที่นี่ตรงนี้ไปด้วย ฉันก็เลยได้แต่ถอนหายใจและมองหน้าไวน์อย่างโกรธๆ

            แต่หมอนี่สนใจที่ไหน เขาหัวเราะแล้วจูงมือกุ๊กไก่ผู้น่ารักจากไป โดยที่ฉันได้แต่นั่งห่อเหี่ยวใจอยู่คนเดียว

 

            ฉันพยายามไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลตรงหน้า แต่ทำไมฉันต้องสนใจเขาขนาดนี้กันก็ไม่รู้

            ภีมไม่ได้มีท่าทีจะสนใจไยดีฉันเลยสักนิด ฉันเองต่างหากที่เป็นบ้าอยู่คนเดียว เพราะอย่างนั้นฉันเลยสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้

            พอเริ่มสนใจรายงานตรงหน้า ฉันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ใกล้ซะจนได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นที่ชวนให้หลงใหลยังไงก็ไม่รู้ พอเงยหน้าขึ้น หัวใจก็ต้องกระตุก เพราะเขาคนนี้ดูโดดเด่นสะดุดตามาก แถมยังใส่เสื้อช็อปของคณะวิศวะฯ มาด้วยอีกต่างหาก

            “เป็นเพื่อนไอ้ไวน์รึเปล่า” เขาถาม ฉันเลยได้สติหลังจากที่เผลอมองเขาอยู่นาน

            ก็ผู้ชายคนนี้น่ะ ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป จมูกโด่งมาก สายตาดูชาเฉยแต่ก็มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ เรียกได้ว่าโดดเด่นซะจนทุกสายตาในลานใต้ร่มแห่งนี้มองเขาเป็นตาเดียว

            “ไง เป็นเพื่อนไอ้ไวน์ใช่มั้ย?” เขาถามซ้ำ ฉันเลยรีบพยักหน้าก่อนจะละล่ำละลักตอบ

            “ค่ะ” บ้าจัง แล้วทำไมฉันต้องลนลานขนาดนี้ด้วยเนี่ย

            “ผมเป็นเพื่อนไอ้ไวน์น่ะ พอดีโทรศัพท์แบตหมด แล้วก็จำเบอร์มันไม่ได้ด้วย ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้มั้ยครับ”

            เขายังยืนอยู่ และตัวสูงซะจนฉันต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่ามอง ทำไมไม่นั่งลงนะ ไม่เห็นใจคนตัวเตี้ยบ้างเลย

            “ได้สิ” ฉันส่งโทรศัพท์ให้เขาไป และเขาก็รับไปพร้อมกับถามคำถามที่ฉันอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะให้ตายไปเลย

            “ผมปลดล็อกหน้าจอไม่ได้ครับ”

            “เอ่อ รหัส” ฉันเผลอบอกรหัสผ่านโทรศัพท์ตัวเองอย่างมึนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้มีอาการเลอะเลือนแค่ได้คุยกับเขาไม่กี่ประโยค

            “เบอร์ที่เมมว่า Wine เป็นภาษาอังกฤษใช่มั้ย” เขาถามอีก ฉันก็พยักหน้าให้เขาอย่างมึนงง เพราะเบอร์ที่โทรเข้าออกก็มีไม่กี่เบอร์หรอก

            สุดท้ายเขาก็นั่งลงจนได้ ฉันถึงได้ถอนหายใจที่ไม่ต้องเงยหน้าคุยกับเขาแล้ว และยิ่งเห็นหน้าใกล้ๆ แบบนี้ก็ยิ่งรู้เลยว่าเขาหน้าตาดีมีเสน่ห์อย่างหาตัวจับยาก ถึงจะไม่ยิ้มไม่สนใจใคร แต่ก็มีสายตามุ่งไปที่เขาคนเดียวเลย

            “เออไวน์ นี่กูกวีนะ เออ เมื่อกี้กูเห็นมึงนั่งคุยกับคนที่กูยืมโทรศัพท์นี่แหละ ก็เลยมาขอยืมโทรศัพท์น่ะ” ระหว่างที่เขาคุยกับไวน์ สายตาของเราก็หันมาสบกัน

            ฉันเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน แล้วก็ทำทีว่าสนใจรายงานที่กำลังทำอยู่แทน

            “โทรศัพท์กูแบตหมด กูมีเรื่องต้องคุยกับมึงน่ะ

            ฉันพยายามอย่างมากที่จะไม่สนใจเขาจนเกินไป รู้สึกว่าเขาจะชื่อ กวี และคงเป็นเพื่อนสนิทกับไวน์มาก เพราะพวกเขาคุยกันด้วยคำพูดที่แสนสนี้ดสนิท

            พอไม่ได้สนใจกวีฉันก็นั่งทำงานต่อไปเรื่อยๆ ที่จริงแล้วรายงานเนี่ย ฉันกับไวน์ก็ทำกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จากคำบอกของรุ่นพี่ว่าถ้าลงวิชานี้ก็จะมีรายงานชิ้นหนึ่งที่ต้องทำเป็นพิเศษ ฉันกับไวน์เลยตั้งใจจะจับคู่กัน และหาเรื่องที่จะทำรายงานเอาไว้ก่อนแล้ว

         กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปพักใหญ่ และกวีก็เรียกฉันเบาๆ

            “นี่ก็ค่ำแล้วนะ ไปหาอะไรกินกันมั้ย แบตโทรศัพท์เธอหมดด้วย เอาไปชาร์จในรถผมก็ได้” กวีพูดกับฉัน ซึ่งฉันก็ต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อดึงสติของตัวเองกลับมา

            “ไม่เป็นไร เราเอาที่ชาร์จของเรามา” ซะที่ไหนฉันหัวเราะแห้งๆ เพราะไม่มองดูอีกที กลับไม่มีสายชาร์จแบตเตอรี่มือถือเลย

         “เดี๋ยวไปส่งบ้านด้วย ดึกแล้วเป็นผู้หญิงกลับคนเดียวก็อันตรายนะ” เขาบอก น้ำเสียงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงตอนที่คุยกับไวน์ ฉันเองก็กลัวใจ ทำไมเปลี่ยนอารมณ์ง่ายดายปานนั้นหนอ

            “ไวน์มันบอกให้ผมพาเธอไปกินข้าวไปส่งที่บ้านด้วย มันเป็นห่วงเธอนะ” กวียังพูดอีก และตอนนี้นี่เอง ที่ฉันเห็นสาวสวยคนหนึ่งเดินเข้าไปหาภีม อะไรบางอย่างก็ทำให้ฉันพยักหน้าตอบตกลงกวีไปในที่สุด

            นี่ฉันคิดอะไรอยู่ อยากให้แฟนเก่าที่ไม่สนใจไยดีตัวเองเลยหันมาหึงเหรอ ไร้สาระน่าอาลัว

            “ว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอ ผมกวีนะ ปีสี่”

            “อา อาลัวค่ะ ปีสี่เหมือนกัน”

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เขายิ้มกว้างสดใส และเป็นรอยยิ้มที่ฉันบอกตัวเองว่าเขาช่างเป็นคนดีและร่าเริงเหลือเกิน

            แต่ฉันคิดผิด

         เพราะฉันดันตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่บนเตียงกับเขาแล้วน่ะสิ!

 

         เมื่อคืนเธอเมามาก พูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่ร้องไห้ ผมเลยพากลับมาที่นี่ด้วยเพราะไม่รู้ว่าบ้านอาลัวอยู่ไหน กวีบอกกับฉัน ตอนที่ฉันนั่งมึนบนเตียงของเขา ส่วนเขากำลังแต่งตัวคว้าเสื้อช็อปเตรียมจะออกไปเรียน

         เอ่อ…’ ฉันติดอ่าง อยากร้องไห้อีกรอบ แต่ชุดนักศึกษาที่ยังอยู่ครบบนตัวทำให้โล่งใจได้นิดหน่อย

         ในห้องน้ำมีเครื่องซักผ้ากับเครื่องอบผ้าอยู่ ก็ซักอบได้เลย อ้อ แล้วเครื่องรีดไอน้ำก็อยู่ในห้องน้ำนั่นแหละ เขาบอก ฉันเองก็ก้มหน้านิ่ง รู้สึกแย่มากที่อยู่ในสภาพแบบนี้

         ผมต้องไปก่อนล่ะ มีแล็บ[1]เช้า แล้วนี่กุญแจกับคีย์การ์ดนะ ล็อกห้องให้ผมก่อนไปด้วยนะ ผมต้องไปแล้ว

         พอดูเวลาก็ใกล้ถึงเวลาเรียนแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ไหน ฉันก็เลยรอจนกวีออกไปจากห้องจริงๆ รีบวิ่งเข้าห้องน้ำ อยากจะตายซะตรงนี้เลย ฉันทำตัวไม่ถูก เสียเวลาสงบสติอารมณ์อยู่นาน ก็เลยต้องถอดเสื้อผ้าโยนเข้าเครื่องซักผ้าไป เพราะไม่กล้าจะใส่ชุดตัวเดิมออกจากห้องนี้เลยจริงๆ

            นอกจากจะใกล้ถึงเวลาเรียนแล้ว ฉันยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าที่ไหนไกลจากมหาวิทยามากแค่ไหนด้วย ฉันกลัวว่าจะเสียเวลาก็เลยจำเป็นต้องซักรีดเสื้อผ้าในห้องของผู้ชายที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันไม่ถึงวัน

            ฉันเหมือนเด็กหลงทางที่มาอยู่ในคอนโดหรูหราแบบนี้ มือไม้สั่นลนลานไปหมด แล้วที่ร้ายที่สุดนะ โทรศัพท์ของฉันกลายเป็นโทรศัพท์ของกวีไปซะได้ ส่วนมือถือของฉันก็คงอยู่กับเขานั่นแหละ

            มันนรกมากที่ฉันต้องบอกให้คนที่โทรเข้าเบอร์ของเขาโทรไปยังเบอร์ของฉันแทน แถมไม่ได้มีแค่สายสองสายเท่านั้น แต่มีเป็นสิบๆ สายเลยด้วยซ้ำ คิดแล้วอยากจะบ้าตายไปเลย ทำไมถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้

            แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันโล่งใจมาก เพราะคอนโดของกวีอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก ฉันก็เลยเดินไปที่มหาวิทยาลัยได้ง่ายๆ เหลืออย่างเดียวคือการติดต่อกับเขานี่แหละ ก็มือถือของกวีอยู่กับฉัน ฉันปลดล็อกหน้าจอไม่ได้เพราะไม่รู้รหัสผ่าน ก็เลยต้องรอให้เขาเป็นฝ่ายโทรกลับมา จำได้ว่าเมื่อวานเขาขอรหัสฉันไป เขาก็น่าจะจำได้นะ เอ๊ะ หรือว่ากวีเองก็จำไม่ได้

            ฉันล่ะอยากจะร้องไห้ ไวน์ก็อีก เวลาแบบนี้เขาหายไปไหน ทำไมไม่เข้าเรียน

            ฉันเลอะเลือน งกๆ เงิ่นๆ หอบเอารายงานและคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานที่เดิม เผื่อว่าจะได้เจอไวน์ จะได้ขอให้เขาโทรไปที่มือถือของฉัน แล้วบอกกวีเอาโทรศัพท์มาแลกคืนไปซะที แล้วก็กุญแจห้องด้วย ฮือ บ้าบออะไรเนี่ยอาลัว!

            แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรดเพราะตอนที่ฉันนั่งทำรายงานก๊อกแก๊กอยู่ กวีก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่เห็นใจผู้หญิงตาดำๆ แบบฉัน นึกว่าวันนี้จะเป็นวันนรกแตกแล้วซะอีก ฮือ

            “เอ่อ นี่ โทรศัพท์” เพราะความตื่นเต้นทำฉันพูดอะไรไม่ออกเลย ได้ลนลานแต่ส่งโทรศัพท์คืนไปเมื่อเขาเดินมาถึงโต๊ะ แล้วกวีก็พูดด้วยเสียงที่ไม่เบานัก ทำให้หลายคนหันมามอง ก็เพราะเสื้อช็อปของเขานี่แหละที่มันเด่นเกิน

            “กุญแจห้องอยู่กับอาลัวแล้วใช่มั้ย งั้นผมฝากกระเป๋าสตางค์กับกุญแจรถไว้ก่อนนะ อ้อ โทรศัพท์ของอาลัวแบตหมดแล้ว โทษทีนะ รออยู่ตรงนี้แล้วกัน สี่โมงจะมารับ” เขาพูดอยู่คนเดียวจนฉันไม่มีช่องจะพูดแทรก และทำให้เพื่อนร่วมคณะมองฉันเหมือนตัวประหลาด ฮึก

            ฉันพูดอะไรไม่ออก หน้าร้อนผ่าวเหมือนจะไหม้เมื่อเขาเอนตัวเข้ามาใกล้แล้วทำจมูกฟุดฟิดใกล้ๆ แก้มของฉัน

            “อาบน้ำแล้วสินะ ตัวหอมจัง” กวีพูดเท่านั้น ก่อนจะโยนของของเขามาให้ แล้วเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีหนีออกไปหน้าตาเฉย

            เดี๋ยว! กลับมาก่อน มาทำให้คนอื่นเข้าใจผิดแล้วจะหนีไปหน้าตาเฉยแบบนี้เหรอ กวี!!

            เพราะไม่กล้าเรียกเขาเอาไว้ เพราะอย่างนั้นฉันเลยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำรายงานไปต่อ แต่ความจริงแล้วแทบไม่มีสมาธิเลย

            มารู้ตัวอีกที ฉันก็พบว่าตัวเองไม่ได้คิดถึงเรื่องของภีมเลย ทั้งที่เขานั่งอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ในหัวมีแต่เรื่องของกวีเท่านั้น ก็แหงล่ะ เล่นไปนอนห้องของเขา ไปใช้ข้าวของของเขา ซ้ำตอนนี้ก็ยังมีกระเป๋าสตางค์กุญแจรถของเขาวางอยู่ตรงหน้าอีก โอ๊ย มันทำให้ช่องท้องของฉันปั่นป่วนไปหมดแล้ว

            “อาลัว

            คนที่ฉันอยากเจอแทบแย่ก่อนหน้านี้ปรากฏตัวขึ้นจนได้ ฉันหมายถึงไวน์น่ะ เขาหอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมาด้วย และทำหน้างงๆ อยากรู้และไม่สบายใจ และฉันก็รู้ทันทีว่าเขาจะถามอะไร

            “มือถือแกอยู่กับไอ้วีมันเหรอ” เขาถาม ฉันเลยพยักหน้าให้หงึกหงัก

            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ไวน์เบิกตากว้าง ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดๆ เพื่อนคนอื่นที่นั่งทำรายงานด้วยก็เหมือนกัน

            ถึงแม้ว่าทุกคนดูเหมือนกำลังทำงานอยู่ แต่แอบชำเลืองมองฉันหลายครั้งแล้ว ฮึก

            “อ้าว แล้วนี่กุญแจรถไอ้วีรึเปล่าน่ะ ทำไมมาอยู่ตรงนี้” ไวน์นะไวน์ ทำไมต้องพูดเสียงดังให้คนอื่นได้ยินกันหมดแบบนี้ด้วย ฉันเกลียดเขา เกลียดกวีด้วย!

            ฉันเพิ่งนึกออกว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่มีโปรแกรมไลน์ ฉันเลยส่งข้อความในไลน์พูดคุยกันแทน

 

LaOrOn_Allure :: ฉันไปกินข้าวกับเขาแล้วก็เมา ทีนี้เลยไปค้างที่ห้องเขา ก็นายบอกให้ฉันกลับกับกวีไม่ใช่เหรอ ก็กวีบอกว่านายเป็นห่วงเลยขอให้พาไปกินข้าวและไปส่งบ้าน

Wine&Wine :: What!

LaOrOn_Allure :: ไม่มีอะไรนะ ไม่มีอะไรจริงๆ สาบานได้ว่าไม่มีอะไร ฉันก็ยังเมาๆ อยู่เลยตอนนี้ ไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีก็อยู่ห้องเขาแล้ว แต่ไม่มีอะไรจริงๆ

Wine&Wine :: เพราะงั้นมือถือแกก็เลยอยู่กับไอ้วีมัน

LaOrOn_Allure :: ใช่ เมื่อกี้เขาก็มาเจอ แล้วก็เลยบอกว่าขอฝากของไว้แล้วก็ไป

Wine&Wine :: งั้นเหรอ

 

            แล้วไวน์ก็หัวเราะ นี่ฉันซีเรียสนะ ทำไมถึงได้หัวเราะกันอย่างนี้ล่ะ น่าโมโหที่สุดเลย

            “ฉันนี่โง่จัง ลืมไปว่าคอมก็มีไลน์ แต่ตอนนี้ฉันปวดหัวมากอ่ะ” อยากจะร้องไห้ด้วย ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรนักหนา

            “เอ้ากาแฟดำ ซื้อมาเผื่อพอดี มันช่วยแก้เมาค้างได้นะ” ไวน์ส่งแก้วกาแฟมาให้ ฉันไม่อิดออดรับมันมาดื่มทันที

            “แล้วทำไมเมื่อวานถึงดื่มได้ ปกติแกไม่ใช่คนที่ชอบดื่มนี่” สายตาของไวน์จ้องมองมาอย่างจับผิด ฉันเลยเม้มปาก พยายามคิดทบทวนว่าเมื่อคืนฉันทำเรื่องทุเรศทุรังอะไรลงไปบ้าง

            แถมยังทำต่อหน้าคนที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรกอีก โอ๊ย ลอออร เธอทำแบบนั้นได้ยังไงกันเนี่ย

            เท่าที่พอนึกออก เมื่อวานตอนที่กวีชวนให้ไปกินข้าวด้วยกัน ฉันน่ะแอบเห็นว่าภีมมองมา เลยอยากทำให้เขาหึง แต่แน่ล่ะ เขาจะมาสนใจอะไรคนแบบฉันล่ะ คิดเองแล้วก็เสียใจเอง ไปถึงร้านอาหารก็เลยดื่มทุกอย่างที่ขวางหน้า กวีบอกว่ามันอร่อย มีแอลกอฮอล์นิดหน่อยเพิ่มรสชาติ ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร รับมาดื่มเข้าไป แล้วก็รู้ตัวอีกทีตอนอยู่บนเตียงของเขาน่ะ

            ฉันถึงกับกุมขมับไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังเลยจริงๆ

            “ไม่เล่าก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปถามเอากับไอ้วีมันก็ได้” ไวน์มองหน้าฉันแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สมแล้วที่เป็นเพื่อนกัน นิสัยเหมือนกันไม่มีผิด

            “ฉันปวดหัวจังเลย” ก่อนหน้านี้มัวแต่ตื่นเต้นตื่นตัว มาถึงตอนนี้ต้องนั่งนิ่งๆ กับที่ฉันเลยรู้สึกว่ามันเวียนหัวมาก และอยากจะอาเจียนด้วย

            “นอนพักก็แล้วกัน เดี๋ยวค่อยตื่นมาทำงานต่อ”

            “นอน ตรงนี้เหรอ” ฉันถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ทำเหมือนว่าปกติแกไม่เคยนอนฟุบกับโต๊ะเรียนอย่างนั้นแหละ” ไวน์หัวเราะ ฉันเลยทำหน้างอน ก่อนจะพยักหน้าให้เขา

            “งั้นฉันขอนอนพักแป๊บนึงนะ” ฉันบอกกับไวน์แล้วก็ฟุบหน้าซบลงกับแขนของตัวเอง ได้พักสายตาแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันปวดตาไปหมดแล้ว สายตาเหมือนจะไวต่อแสงมากจนแสบตาไปหมดเลย

            ฉันพูดอะไรออกไปบ้างก็ไม่รู้ พูดกับไวน์แป๊บนึงก็หลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย

 

Kawee`s talking…

            ผมเดินไปที่คณะมัณฑนศิลป์อีกครั้ง เพื่อแวะไปดูอาลัว แต่คิดไม่ถึงว่าไปถึงที่นั่งของเธอจะเจอไอ้ไวน์ที่มองหน้าผมด้วยสายตากล่าวหาอยู่ก่อนแล้ว

            “โทรศัพท์อาลัวอยู่ไหน” ไวน์ถามผม เหมือนมันเป็นเจ้าของโทรศัพท์งั้นแหละ

            “เอาไปชาร์จแบตในรถ แต่ยังไม่เต็มเลยทิ้งไว้ก่อน” ผมบอกก่อนจะนั่งลงที่ม้านั่งตัวยาวที่อาลัวนั่งฟุบหน้ากับโต๊ะอยู่

            “มึงคิดจะทำอะไรเพื่อนกูวะ” ไวน์มองผมอย่างไม่ไว้ใจ สีหน้าจริงจังเอาเรื่อง ก็คงอย่างนั้นแหละ ไวน์ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิง และถ้ามันมีเพื่อนผู้หญิงสักคน ผู้หญิงคนนั้นต้องนิสัยดีและมันก็รักเพื่อนของมันมากด้วย

            “กูทำอะไร เปล่าเลย” ผมไหวไหล่ แล้วหยิบของส่งให้กับมัน นี่เป็นบุหรี่ที่มันฝากซื้อเมื่อเดือนก่อน ผมซื้อมันจากต่างประเทศเพราะไม่มีขายในประเทศไทย เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้น ผมเลยอ่านมัน ซึ่งก็พบว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี่แหละที่ส่งมา

 

Wine&Wine :: แล้วทำไมเมื่อคืนเพื่อนกูเมาแล้วไปตื่นบนเตียงมึงได้วะ

Kawee Vitrasakul :: กูไม่ได้ทำอะไร เมื่อคืนอาลัวแค่เมาเฉยๆ ไม่รู้จักบ้านด้วยเลยพาไปที่ห้อง

Wine&Wine :: เมาเห้-อะไรไม่รู้ตัวแบบนั้นวะ แถมมึงพาเพื่อนกูไปนอนที่ห้องด้วย มึงหน้าด้านมากนะ ชวนสาวไปกินข้าวตั้งแต่วันแรกแล้วก็มอมเหล้าเขาเนี่ย

Wine&Wine :: อีกอย่าง มึงโทรหากูก็ได้นี่หว่า บ้านอาลัวอยู่ไหน กูรู้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้

 

            ผมส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะใส่มันไปรัวๆ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น ไอ้ไวน์ก็เลยยิ่งฉุน

            “มึงรู้จักกูดีน่า กูไม่ได้เป็นคนที่ไร้ความรับผิดชอบหรือมักง่ายนะ” ผมเลือกจะคุยกับไวน์ตรงๆ ไม่ได้ตอบผ่านไลน์ เพราะคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรเสียหายที่จะพูดแล้ว

            “อาลัวเพิ่งจะอกหักมา อย่าทำเธอเสียใจเลยว่ะ” ไวน์พูดเสียงค่อย ผมเลยเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหันไปมองผู้หญิงตัวเล็กที่ฟุบหน้าซบหน้าลงกับโต๊ะไปด้วย

            ก็อย่างว่าแหละนะ เธอสวยขนาดนี้ ไม่เคยมีแฟนมาก่อนนั่นแหละแปลก

            แต่เมื่อคืนตอนที่เธอเมา ผมก็รีดข้อมูลทุกอย่างละเอียดยิบมาแล้ว แน่นอนว่าเธอยังบริสุทธิ์ผุดผ่องน่ารักยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น และผมจะไม่ยอมให้เธอกลับไปหาผู้ชายคนเก่าของเธอแน่

            ก็เพราะว่าเธอเมานั่นแหละ ผมเลยรู้เรื่องทั้งหมดว่าเธออกหักมาและยังเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่

            แต่ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวบนโลก และผู้ชายก็ไม่ได้มีนิสัยเหมือนกันทุกคนซะหน่อย ผมไม่มีทางจะเป็นเหมือนไอ้ผู้ชายคนนั้นอยู่แล้ว

            “กูยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย”

            “เหอะ! มึงนี่กล้าพูดหน้าตาเฉยเลยนะมึง ยังกับกูไม่รู้จักมึงงั้นแหละ” ไวน์พูดอย่างฉุนๆ ผมเลยหัวเราะไม่ถือสาคิดโกรธ ก็ในเมื่อมันหวังดีกับอาลัวขนาดนี้ คงต้องขอบคุณมากกว่า

            “กูไปก่อนนะ ยังมีเรียนต่อ บอกอาลัวด้วยว่าสี่โมงเย็นจะมารับ” ผมลุกขึ้นจากม้านั่ง แล้วถอดเสื้อตัวนอกที่สวมอยู่คลุมให้กับอาลัว

            “เดี๋ยว มึงจะพาอาลัวไปไหนวะ” ไวน์มองหน้าผมเขม็ง ผมเลยหัวเราะแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะ

            “ไปกินข้าว”

            “มึงบอกอาลัวว่า เมื่อวานกูขอให้มึงพากลับบ้านใช่มั้ย ไอ้ !@#$% กูไม่ได้พูดสักคำ” เพื่อนผู้น่ารักดูฉุนมาก แต่ยังไง แล้วไงใครแคร์

            “หรือมึงจะบอกล่ะ ว่าเมื่อวานกูหลอกอาลัวทั้งหมดเลย เอาเลย ทำร้ายหัวใจของอาลัวมากกว่านี้สิ ช่วงนี้เธอมีปัญหาเยอะด้วยใช่มั้ยล่ะ” ผมยิ้มอย่างเป็นต่อ ไวน์เพื่อนรักเลยสรรเสริญผมด้วยคำอวยพรอย่างรักใคร่ห่วงใย แถมยังชูนิ้วสัญลักษณ์แห่งความรักมาให้ด้วย

            “ถ้ามึงปูดเรื่องของกูนะ กูจะบอกแฟนมึงให้หมดเลย ว่าคืนก่อน

            “เออ เงียบไปเลยนะมึง” ไอ้ไวน์ทำตาถลน ผมเลยหัวเราะก่อนจะเดินออกมาอย่างอารมณ์ดี

            ระว่างทางที่เดินออกมาเพราะเสื้อช็อปมันเด่นไปหรืออะไรสักอย่าง ทำให้มีแต่สายตามองผมตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไรนะ เว้นก็แต่สายตาของผู้ชายคนหนึ่ง ที่มองมาด้วยสายตาไม่พอใจ

            ผมมองหน้าผู้ชายคนนั้น รู้สึกคุ้นๆ หน้าแต่ไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่ผมไม่คิดสนใจอะไรอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่เข้ามายุ่งกับผมก่อนน่ะนะ ผมทิ้งสายตาก่อนจะเดินออกมาอย่างไม่สนใจอะไรอีก

            เมื่อขึ้นมาบนรถ ผมก็มองดูโทรศัพท์ของอาลัวที่นอนแบตหมดอยู่ตรงคอนโซลหน้ารถ ไม่คิดจะหยิบมันมาชาร์จแบตเตอรี่ จะชาร์จไปทำไมล่ะ ถ้ามีคนอยากติดต่อเธอ เดี๋ยวก็โทรเข้ามาที่เบอร์ของผมเองนั่นแหละ เอาไว้พรุ่งนี้ก่อนแล้วกัน ค่อยชาร์จให้ ผมคิดแล้วก็หัวเราะคนเดียว ก่อนจะขับรถตรงไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ทันที

            เมื่อกลับมาถึงคณะก็โดนเพื่อนว่าอีก อะไรกันวะเนี่ย

            “ได้ข่าวว่าไปลับๆ ล่อๆ ที่คณะมัณฑนศิลป์มาเหรอมึง ไปจีบผู้หญิงรึเปล่า”

            ก่อนจะไปถึงตึกเมเจอร์ไฟฟ้า ผมก็เจอกับเพื่อนสนิทในกลุ่มที่พากันแซว ไม่รู้ว่าไปได้ข่าวจากไหน จมูกไวจริงๆ ไอ้พวกนี้

            “มึงรู้ได้ไงเนี่ย” ผมส่ายหน้า แล้วหยิบเอาบุหรี่อีกซองหนึ่งให้ไอ้คลื่นไป

            “แหม รู้ก็แล้วกัน ใครวะ น่ารักป่ะ” คลื่นทำหน้าระรื่นน่าถีบ ผมเม้มปากก่อนจะพยักหน้าให้

            “เฮ้ย ไม่ปฏิเสธ แสดงว่าคนนี้เอาจริงเหรอวะ” ครามแฝดคนละฝากับไอ้คลื่นถามผมอย่างตกใจ

            “จริงไม่จริงไม่รู้ แต่กูจะเอา

End Kawee talk…

 

            ฉันงัวเงียตื่นหลังจากที่หลับไปงีบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่านานรึเปล่า รีบยกมือเช็ดปากเผื่อว่าจะทำน้ำลายไหลต่อหน้าคนอื่น แต่พอยืดตัวนั่งตรง ก็พบว่ามีเสื้อแจ็กเก็จตัวหนึ่งคลุมไหล่อยู่ และมันทำท่าจะไหลลงจากตัว ก็เลยรีบคว้าเอาไว้

            “เสื้อนายเหรอ” ฉันถามไวน์ ก็เพราะเรานั่งอยู่ด้วยกันสองคน

            สีหน้าของไวน์ดูลำบากใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้ ฉันก็เลยดึงเสื้อออกมาจากตัวแล้วส่งคืนให้เขาไป

            “ขอบคุณนะ อ่ะ

            “ใส่เหอะ ฝนตก อากาศเย็น เดี๋ยวจะไม่สบาย” ไวน์บอก ฉันเองก็รู้สึกหนาวๆ ขึ้นมาเหมือนกัน ก็เลยดึงมันกลับคืนมาตามเดิม

            “กุ๊กไก่จะว่าอะไรมั้ย” ฉันถามอย่างเกรงใจ ถึงฉันกับไวน์จะเป็นเพื่อนกันมาหลายปี แต่ไวน์ก็มีแฟนแล้ว กุ๊กไก่เองก็น่ารักกับฉันมาก ฉันเลยไม่อยากทำอะไรให้ทั้งสองคนต้องไม่สบายใจ เพราะมันทำให้ฉันไม่สบายใจตามไปด้วย

            “ไม่ว่าหรอก ใส่เถอะ ไม่สบายขึ้นมาก็ยุ่งเอา”

            “อืม” ฉันตอบเขาเสียงเบา ก็จริงนะ ฝนตกแล้วละอองฝนสาดเข้ามาด้วยแบบนี้ ฉันต้องได้เป็นหวัดแน่ แล้วก็จะเป็นไข้จนทำงานไม่ได้ ทีนี้ล่ะยุ่งเลย

            เมื่อคิดแบบนั้นฉันเลยสอดแขนเข้าไปในเสื้อแต่โดยดี น่าแปลกจัง เป็นแจ็กเก็ตแท้ๆ แต่อุ่นมาก เนื้อผ้ากับตัดเย็บอะไรก็ดี้ดี ท่าทางเสื้อตัวนี้จะแพงเอาเรื่อง ปกติไวน์ก็ใช้แต่ของแบรนด์เนมอยู่แล้วน่ะนะ แต่อะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย คือว่า เสื้อผ้าแบบนี้มันไม่ใช่สไตล์ของไวน์เลย ฉันไม่เคยเห็นเขาใส่เสื้อแบบนี้มาก่อนด้วย

            แต่นี่ ฉันจะคิดให้วุ่นวายไปทำไมนะ ทำงานต่อเถอะอาลัว

            ฉันบอกตัวเองแล้วก็ทำงานต่อ รู้สึกหิวขึ้นมายังไงไม่รู้ นั่งทำงานไปพักใหญ่ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็จะสี่โมงแล้ว สี่โมง แล้วฉันมีนัดกับใครตอนสี่โมงเย็นรึเปล่านะ มันคลับคล้ายคลับคลายังไงก็ไม่รู้สิ สงสัยว่าตอนนี้ฉันกำลังเมาค้างอยู่ เลยเลอะๆ เลือนๆ ไปหมด

            ฉันได้คำตอบเมื่อเห็นใครคนหนึ่งสวมเสื้อช็อปคณะวิศวะฯ เดินเข้ามาหาและกางร่มมาด้วย เขาดูเด่นมากจนทุกสายตาต้องหันมองเป็นจุดเดียว

            กวีน่ะ เขาตัวสูงมาก เข้ากันได้ดีอย่างประหลาดกับร่มใสๆ นั่น ไหนจะแว่นตาที่เขาใส่มาให้เห็นอีก มันเป็นกรอบดำหนา เข้ากันดีกับนาฬิกาสีดำที่เขาอยู่ และตัดกับผิวขาวๆ ของเขามาก ยิ่งใส่เสื้อช็อปกางร่มเดินเข้ามาเท่ๆ แบบนี้ เลยมีสาวๆ กระซิบกระซาบกันไม่หยุด

            “อาลัว ไปกัน ผมหิวข้าวแล้ว”

            ฮึกหิวข้าวแล้วทำไมต้องบอกฉันด้วยล่ะ โอ๊ย จะบ้าตาย

            เออ จริงสิ กระเป๋าสตางค์ของเขาอยู่กับฉันนี่ ฉันเลยรีบคว้าข้าวของของเขาคืนให้ทันที

            “ไปกินข้าวกัน ฝนตกแบบนี้ยังมานั่งตากฝนอีก เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” กวีเคลื่อนตัวมาบังฝนที่สาดกระเซ็นให้ แต่ไม่ยอมรับของที่ฉันพยายามจะส่งคืนให้เลย

            “เอ่อ เรามีนัดแล้ว กับไวน์” ฉันขยิบตาให้เพื่อน แต่ไวน์กลับแค่ปิดโน้ตบุ๊กมองหน้าฉันด้วยสายตาชาเฉย

            “ไปก่อนล่ะ มีนัดกับกุ๊กไก่” ไวน์ทำหน้าเนือยๆ แต่เขาไม่ได้มองฉันเลย แต่กลับมองแค่กวีแล้วชี้หน้าเหมือนคาดโทษกันไว้ยังไงก็ไม่รู้

            “อาลัว เก็บของเถอะ ผมหิวแล้ว อีกอย่าง ไม่อยากได้มือถือคืนเหรอ” กวีบอกมาแบบนั้น ฉันเลยต้องเก็บของในที่สุด

            “ส่งกระเป๋ามาสิ ผมถือให้” กวีพูดกับฉันอย่างสุภาพซึ่งไม่เคยมีใครพูดกับฉันแบบนี้มาก่อนเลย แล้วก็ยังมีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษมากด้วย ทำเอาฉันที่อยากจะต่อว่าหลายต่อหลายเรื่องต้องกล้ำกลืนความแค้นเคืองเอาไว้ในใจ และยิ้มให้เขาเหมือนคนโง่งม

            แล้วเขาก็ไม่รอคำตอบด้วยนะ คว้าเอากระเป๋าในโน้ตบุ๊กที่หนักอึ้งไปสะพายไหล่ รวมถึงกระเป๋าที่ใส่หนังสือด้วย ดูไม่หนักเลย ทั้งที่มันทำให้ไหล่ฉันทรุดทุกวันจนระบมไปหมด นอกจากนั้นกวียังโอบไหล่ฉันแล้วพาเดินออกมาด้วยกันอีกด้วย

            มันก็โรแมนติกนะ แต่ฉันอธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ ฉันอายจนทำหน้าไม่ถูก แต่กวีดูไม่สนใจเลยสักนิด เขาประคองฉันไปจนถึงรถที่จอดอยู่ นั่นแหละฉันถึงถอนหายใจได้อย่างโล่งอกที่เขาผละออกไปได้ซะที

            “ชาร์จแบตโทรศัพท์ให้แล้วนะ ไปกินข้าวกันดีกว่า ครั้งนี้ผมจะไปส่งที่บ้านจริงๆ แล้วล่ะ

 

Kawee`s talking…

            “ทำไมทำหน้ายุ่งแบบนั้นล่ะ” ผมถามอาลัวตอนที่เราอยู่ในร้านอาหารเดิมที่มากันเมื่อวานแล้ว

            “โทรศัทพ์น่ะ คือมันไม่มีแบตเลย” เธอทำหน้ากังวล เห็นขีดบอกแบตเตอรีเป็นแดงแล้ว ดูเหมือนจะมีแบตแค่ราวๆ 8% นี่แหละ

            “ท่าทางว่าสายชาร์จในรถผมจะเสีย ขอโทษนะ นึกว่ามันชาร์จเข้าแล้วซะอีก” ผมตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ อาลัวก็ลนลานบอกปฏิเสธทันที

            “เปล่าๆ ค่ะ เราไม่ได้คิดมาก ขอบคุณนะที่เอามาคืนให้ เดี๋ยวเราเอาไปชาร์จเองก็ได้” เธอยิ้มให้ผม ผมก็ส่งแก้วเหล้า เอ๊ย แก้วน้ำหวานให้เธอไป

            “อ่ะน้ำหวานเย็นชื่นใจ รับรองสดชื่นขึ้นแน่นอน” ผมบอกเธอ และอาลัวก็รับไปดื่มอย่างน่ารัก

            ไม่ถึงยี่สิบนาทีให้หลัง เธอก็คอพับคออ่อนเอนตัวมาพิงกับไหล่ผมอย่างน่าสงสาร

            “ถ้ามึงจะทำแบบนี้กับผู้หญิง มึงปล้ำเขาเถอะว่ะ” เคลย์เจ้าของร้านอาหารด่าผม แต่แล้วไง ใครแคร์

            “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน กูไปก่อนล่ะ” ผมบอกเพื่อนแล้วพยุงคนคออ่อนขี้เมาเหมือนนางเมรีกลับไปที่รถ ก่อนจะขับกลับไปที่คอนโดอย่างอารมณ์ดี

            ก็เหมือนคืนก่อนแหละ ผมไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายซะหน่อย จริงไหม

            ใจจริงผมอยากถอดเสื้อผ้าอาลัว พาเธอไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ แล้วพากลับมานอนบนเตียงม้ากมาก แต่เพื่อแผนการที่วางเอาไว้อย่างดีทุกอย่าง ผมเลยแค่อุ้มเธอไปนอนที่เตียง ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกเหลือแค่บอกเซอร์แล้วก็ขึ้นไปนอนด้วย

            ผมจูบแก้มเธอเบาๆ ทีหนึ่ง และเรื่อยมาถึงซอกคอ อาลัวขยับตัวหนีครางอืออาแต่ไม่ได้ตื่นขึ้น ผมเลยจูบที่เนินอกเธออีกทีแล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

            วันนี้เข้าแล็บมาเหนื่อยแทบตาย แม้ว่าอยากจะหาเรื่องรังแกคนเมาแค่ไหน แต่ผมก็เหนื่อยมากจริงๆ ก็เลยแค่กอดเธอแล้วก็หลับไปด้วยกัน

            และเมื่อมาถึงเช้าวันใหม่ ทันทีที่อาลัวขยับตัวในอ้อมแขนของผม ผมก็ค่อยๆ ขยับตัวออกห่างอย่างระมัดระวังแผ่วเบาที่สุด คว้าหมอนใบหนึ่งบนเตียงแล้วล้มตัวลงนอนกับพื้นแกล้งทำเป็นหลับไม่ได้ยินไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ไม่มีผ้าห่ม ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า น่าสงสารจังเลย

            “ฮึก” ผมได้ยินเสียงอาลัวพูดอะไรบางอย่าง เลยยันตัวเองขึ้นมาจากพื้นนั่งขัดสมาธิแล้วขยี้ตาไปด้วย

            “กวี” อาลัวพูดอย่างตกใจ ผมเลยลืมตาขึ้นมองเธอที่ทำหน้าตื่นอยู่บนเตียง สีหน้าแววตาแบบเดียวกับเมื่อวานเป๊ะ!

         “ไม่ต้องตกใจนะอาลัว เมื่อคืนคุณเป็นไข้น่ะ กินยาแล้วก็หลับไปเลย ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ผมเลยพามาที่นี่เพราะเห็นว่ามันดึกแล้ว ผมเลยให้คุณนอนบนเตียง ส่วนผมก็ลงมานอนข้างล่าง สาบานว่าผมไม่ได้ทำอะไรคุณเลย จริงๆ นะ ผมบอก และเห็นว่าอาลัวทำหน้าตาน่ารักมาก

            เห็นแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน

            “ฉันเป็นไข้เหรอ” เธอทำหน้ามึนงงสับสน ดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก

            “อื้ม ก็ตอนที่กินข้าว อาลัวบอกผมว่าปวดหัวมียาแก้ไข้มั้ย ผมก็เลยขอยาแก้ไข้กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้าน พอกินไปสักพักอาลัวก็ง่วงแล้วก็หลับไปเลย ผมไม่รู้ว่าจะไปส่งบ้านยังไง” ผมบอกเธอ แน่นอนว่าเธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน คนอะไรก็ไม่รู้ น่าแกล้งชะมัด

            “เอ่อ

            “สาบานได้ ผมไม่ได้ทำอะไรอาลัวเลยนะ” ผมยิ้มและบอกให้เธอสบายใจขึ้น

            ก็จริงนี่ ผมไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นอกจากกอดจูบนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง มันก็เท่านั้นเอง

            “วันนี้เรียนกี่โมงเหรอ” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วลุกจากพื้น อาลัวยิ่งดูตกใจ หันหน้าหนีไปทันที

            “เอ่อ มีเรียนตอนบ่ายค่ะ” เธอบอกกับผมอย่างน่ารัก

            “ผมก็มีเรียนบ่าย งั้นเดี๋ยวไปส่ง จะอาบน้ำก่อนมั้ย” ผมเอียงหน้าถาม เธอเอาแต่หลบหน้าหลบตาไม่ยอมสบตาด้วยเลย

            “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเรากลับเอง ขอโทษด้วยนะที่มารบกวนแบบนี้” เสียงอาลัวสั่นมากจนผมสงสาร แต่ก็นะ ผมไม่ได้ทำอะไรเธอจริงๆ นี่นา

            “งั้นเราไปนะ” เธอลงจากเตียงอย่างลนลาน ทำท่าจะพุ่งออกจากห้องไปเลย ผมเลยขวางประตูเอาไว้ อาลัวเลยมองหน้าผมด้วยสายตาหวาดๆ ดูลนลานไปซะทุกอย่าง

            “อย่าเพิ่ง เดี๋ยวไปส่งเอง”

            “ไม่เป็นไร เราเกรงใจ” อาลัวปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ผมก็ดื้อไม่แพ้กัน แต่ถ้าผมเข้าห้องน้ำตอนนี้ เธอต้องวิ่งหนีออกจากห้องไปแน่ ถ้างั้น

            “ก็ได้ ผมไปส่ง” ผมบอกเธอแล้วเดินไปหยิบกางเกงมาสวม แล้วก็คว้าชุดแล้วก็เสื้อช็อปติดมือมาด้วย แล้วก็ไม่ลืมกระเป๋ากับเสื้อแจ็กเก็ต

            “ไปสิ” ผมบอกอาลัวเมื่อเธอหันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

            “เอ่อ

            “แล้ว…?” ผมเลิกคิ้วถามเธอ อาลัวก็เลยไม่พูดอะไรนอกจากเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางสับสน

            แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะได้ไปส่งเธอถึงห้องเร็วขนาดนี้ ผมไม่สนใจสีหน้าจะเป็นจะตายของอาลัว พาเธอขึ้นรถแล้วไปส่งที่อพาร์ตเมนต์ของเธอทันที และมันไกลจากมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ใช้เวลาเดินทางเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงถึงสี่สิบห้านาทีเชียวล่ะ

            “ไกลเหมือนกันนะ” ผมบอกกับอาลัวเมื่อเรามาถึงแล้ว

            “อ้อ มันเป็นอพาร์ตเมนต์ของคุณป้าน่ะ ท่านซื้อเอาไว้ แต่ตอนนี้ท่านไปอยู่ต่างประเทศกับลูกสาวแล้ว ก็เลยให้เรามาพักที่นี่น่ะ” อาลัวอธิบายให้ผมฟัง ผมเลยพยักหน้าหงึกหงัก

            “ขอบคุณนะ ที่มาส่ง” เสียงหวานของเธอเหมือนกับใบหน้าที่หวานไม่มีผิด ทำเอาอยากจะมองตลอดเวลาไม่ให้ละสายตาไปไหนเลย

            “เดี๋ยว จะให้ผมไปทั้งอย่างนี้เลยเหรอ” ผมถามเธอ อาลัวเลยหันกลับมามองด้วยท่าทางตื่นๆ มึนงง

            “ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลยเนี่ย อุตส่าห์รีบตื่นพามาส่ง” ผมแกล้งทำหน้าหงอย อาลัวก็เลยทำหน้าตาน่าสงสารเหมือนไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป

            “เอ่อ

            “ผมอยากเข้าห้องน้ำน่ะ แล้วก็อยากล้างหน้าด้วย ง่วงมากเลยตอนนี้”

            ผมซ่อนรอยยิ้มเอาไว้อย่างมิดชิด เมื่อเธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ผมตามขึ้นไปถึงห้องจนได้

            ว้าย ตายแล้วผมจะดีใจเกินไปไม่ได้นะ

            สุดท้ายผมก็ได้เข้ามาอยู่ในห้องพักของอาลัวแล้ว ทุกอย่างที่อยู่ในนี้เป็นของอาลัวทั้งหมด ถึงจะไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะเคยพาแฟนเก่ามาที่นี่รึเปล่า แต่หลังจากนี้ลองดูสิ ได้มีเรื่องกันมั่งล่ะ

            “เรามีเรียนตอนบ่ายโมง เอ่อ เอ่อ” ท่าทางของอาลัวลุกลี้ลุกลนมากจนน่าขำ ผมเลยพูดเพื่อให้เธอสบายใจขึ้น

            รึเปล่า…?

            “งั้นเดี๋ยวผมไปส่ง อาลัวอาบน้ำก่อนสิ นี่ก็จะสิบโมงแล้วด้วย” ผมบอกเธอ แต่เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

            “ไม่เป็นไร เราไปเองได้ คือ เอ่อ” อาลัวทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่าง ผมก็ใจเย็นให้เธอเป็นฝ่ายพูดต่อ ไม่ได้แย้งอะไรทั้งนั้น

            “ไม่เป็นไร เราไปเองได้ งั้น เอ่อ เรา” ยิ่งพูดเท่าไหร่ อาลัวก็ยิ่งเสียงสั่นเท่านั้น สุดท้ายเธอก็เดินหนีเข้าห้องน้ำ ผมเลยเอาชุดนักศึกษาไปแขวนไว้ที่ตู้เสื้อผ้าของเธอแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงสามฟุตครึ่งอย่างสบายใจ

            เตียงนี่ก็มีกลิ่นของเธอ เฮ้อ บอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้รู้สึกยังไงอยู่น่ะ

 

            อาลัวอาบน้ำเสร็จแล้ว เธอแต่งตัวเรียบร้อยแล้วด้วย ผมก็แกล้งทำเป็นหลับต่อ ไม่อยากลุกตอนนี้ด้วย แล้วก็วางแผนบางอย่างอยู่ด้วย

            “กวีกวี” เธอเรียกผม ผมเลยแกล้งทำงัวเงียลืมตาขึ้นมองเธอ อาลัวนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ใบหน้าหวานๆ ของเธออยู่ใกล้มากจนผมต้องมองตาปรอย อยากจะจับกดซะตรงนี้เลย

            “กี่โมงแล้ว” ผมถาม และเห็นเธอทำหน้ากังวลนิดหน่อย

            “ก็จะสิบโมงแล้ว” เธอตอบผมก็เลยหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วบอกเธอ

            “งั้นรอผมแป๊บนะ ขออาบน้ำก่อน” ถ้าหากว่าเธอรอไปด้วยกันผมจะได้พาไปกินข้าว แต่ถ้าไม่ไปด้วยก็ดีกว่าเดิม

            “ไม่เป็นไร เราจะเอารายงานเข้าไปส่งอาจารย์ด้วย เพราะงั้นกวีนอนต่อเถอะ เอ่อ เราทิ้งกุญแจห้องกับคีย์การ์ดไว้ตรงนี้นะ เอ่อ แล้วถ้าไปถึงมหาลัยค่อยเอามาให้เราก็ได้” อาลัวทำหน้าตลกมาก คงไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดี

            “เอางั้นเหรอ รอให้ผมอาบน้ำเสร็จก่อนไม่ดีกว่าเหรอ” ผมยังเป็นคนดี จริงๆ นะถามเธอด้วยความห่วงใย

            “ไม่เป็นไร เราต้องไปแล้ว ขอบคุณมากนะ” พูดจบอาลัวก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องไปทันที ผมก็แอบหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว

            เมื่อเธอออกจากห้องไปแล้วผมเลยเอาโทรศัพท์มาตั้งเวลาปลุกเอาไว้ตอนสิบเอ็ดโมง อาบน้ำเสร็จแวะทำธุระอีกนิดหน่อยแล้วจะได้เข้ามหาวิทยาลัยเลย

            ผมนอนต่อได้อีกราวๆ ชั่วโมงหนึ่งก็ตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ จึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็เก็บของมาจากโต๊ะก่อนจะเดินไปที่สำนักงานส่วนกลางของอพาร์ตเมนต์ พร้อมกับยิ้มหวานให้กับคนในออฟฟิศนั้นซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณแม่ แน่นอนว่าผมถนัดนักแลให้คนรักเนี่ย

            “สวัสดีครับคุณพี่” ผมยิ้มหวานนำทัพไปก่อน แน่นอนว่าคนถูกทักก็ต้องยิ้มหวานกันมั่งล่ะ

            “มีอะไรคะน้อง หน้าไม่คุ้นเลยนะ มาอยู่ใหม่เหรอ”

            “ครับผมเป็นแฟนอาลัวครับ พอดีอยากจะทำคีย์การ์ดเพิ่มอีกชุดหนึ่ง

            ผมแวะไปกินข้าวที่ร้านประจำแล้วก็ไม่ลืมปั๊มกุญแจอีกชุดหนึ่ง แน่นอนว่าเป็นกุญแจห้องของอาลัวนี่แหละ แหม สบายใจดีจัง

            แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมก่อนหน้านี้อาลัวถึงไม่เอากุญแจห้องผมไปปั๊มบ้าง จะได้แอบเข้าห้องผมได้ง่ายๆ อะไรแบบนี้น่ะ

            แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ผมมีกุญแจห้องแล้วก็คีย์การ์ดของเธอแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้ว ผมเลยอารมณ์ดีขับรถไปมหาวิทยาลัยได้อย่างอารมณ์ดี และโทรหาอาลัวเมื่อมาถึงคณะแล้ว

            “อาลัว ตอนนี้อยู่ไหนเหรอครับ” ผมพูดไปตามสายเมื่อเธอรับสายแล้ว กว่าจะรับสายก็นะ ไม่รู้ว่าอายเรื่องเมื่อคืนวาน หรือเธอเริ่มจะกลัวผมแล้วกันแน่ก็ไม่รู้

            (เอ่อ อยู่ที่คณะค่ะ) เธอบอก ผมก็ยิ้มอย่างพอใจ กดล็อกรถแล้วก็เดินเข้าคณะเงียบๆ

            “อยู่ที่เดิมรึเปล่า ตรงที่นั่งทำงานน่ะ” ผมถามต่อ

         (ค่ะ…)

         (แล้วเลิกเรียนกี่โมงเหรอ ผมเลิกเรียนตอนสี่โมงน่ะ ถ้าเลิกเรียนแล้วผมจะแวะเข้าไปหานะ) ผมบอกอาลัว เธอก็อึกอักเหมือนไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงต่อไปดี

         (ค่ะ ค่ะ…)

            “แล้วเจอกันตอนเย็นๆ นะครับ แล้วเจอกันครับ”

End Kawee talk…

 

            ฉันรู้สึกเหมือนว่าถูกสูบพลังงานชีวิตออกไปจากตัว เจอกวีได้แค่สองวัน แต่เหมือนมีเรื่องเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน มันทั้งเหนื่อยทั้งหนักอย่างบอกไม่ถูก แต่คิดถึงรอยยิ้มและใบหน้าหล่อเหลาของกวี หัวใจมันก็เต้นแรงอย่างน่ากลัว

            ทำไมฉันถึงได้มาเจอกับผู้ชายแบบนี้ได้ ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

            ฉันไม่กลัวหรอกว่ากวีจะขโมยของอะไรออกไปจากห้องไหม แต่มันหลอนยังไงไม่รู้เมื่อคิดว่ามีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในห้องของตัวเอง ขนาดภีมยังไม่เคยไปที่ห้องของฉันเลยนะ

            เอ๊ะ แล้วกัน ทำไมฉันถึงได้คิดถึงเรื่องของภีมขึ้นมาอีกแล้วก็ไม่รู้

            ภีมไม่ได้สนใจฉันหรอก เฮ้อ อารมณ์ตื่นเต้นหวามหวานก่อนหน้านี้หายไปเลยเมื่อคิดถึงภีม และเห็นเขาอยู่ตรงหน้า

            ฉันเรียนแทบไม่รู้เรื่องเพราะเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องของกวีก่อนหน้านี้ แต่มันก็สะดุดเมื่อหอบเอาคอมพิวเตอร์มาทำงานกับไวน์ แล้วมันน่าหงุดหงิดอีกอย่างก็คือโทรศัพท์มือถือของฉันนี่แหละ แบตหมดไปแล้วเรียบร้อย แล้วไม่รู้ว่าสายชาร์จมันหายไปไหน ต้องไปยืมจากเพื่อนมาอีก

            ฉันเหลือบมองดูโทรศัพท์หลายครั้ง ไม่รู้ว่ารอใครกันแน่

            “เอ่อไวน์ ฉันยังไม่ได้ซักเสื้อให้เลยอ่ะ พรุ่งนี้จะเอาเสื้อมาคืนนะ”

            “เสื้อ? อ้อ เอาไปเลยก็ได้” ไวน์ทำหน้าแปลกใจเมื่อฉันพูดถึงเสื้อแจ็กเก็ตของเขา แล้วก็บอกยกให้หน้าตาเฉย

            “เดี๋ยว เสื้อตัวนั้นแพงไม่ใช่เหรอ ไม่ได้หรอก” ฉันส่ายหน้าหวือ แค่มองก็รู้แล้วว่าราคาของมันไม่ธรรมดา จะมายกให้กันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง อีกอย่าง ฉันกลัวว่าไวน์จะมีปัญหากับกุ๊กไก่ด้วย

            “เหอะน่าว่าแต่ ไอ้วีมันไม่ได้ทำอะไรใช่มะ” ไวน์หรี่ตามองฉัน ฉันเองก็สะดุ้งร้อนตัวขึ้นมาทันที

            “เปล่า ไม่มี ไม่มีอะไร ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ” ฉันลนลานแก้ตัว ไม่รู้ว่ายิ่งดูมีพิรุธรึเปล่า ก็คนมันตกใจนี่นา

            “ก็แล้วไป ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ ไอ้หมอนี่มันร้าย”

            อืม ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันแหละ

            เวลาผ่านไปจนเกือบจะหกโมงเย็น แต่กวีกลับไม่มาหาอย่างที่เขาบอกก่อนหน้านี้ แล้วก็ไม่ได้โทรมาหาสักคำด้วย ฉันเป็นฝ่ายกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ก็เลยตัดสินใจโทรไปหาเขา ไม่ได้อยากโทรหาหรอกนะ ฉันแค่อยากได้กุญแจห้องคืนเท่านั้น

            เท่านั้นเองจริงๆ

            “เอ่อ” ฉันพูดไม่ออก เมื่อกวีรับสายแล้ว เอ๊ะ ว่าแต่เราสองคนมีเบอร์โทรของกันได้ยังไงนะ

            ฉันรู้แต่ว่ากวีโทรมาหาก่อน ฉันก็เลยมีเบอร์ของเขา แล้วเขาล่ะ เอาเบอร์ฉันมาจากไหน แต่โอ๊ยอาลัว มันหาได้ยากที่ไหนกันล่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเองนี่แหละ ที่บอกให้เพื่อนๆ ของเขาโทรเข้าเบอร์ตัวเองตอนที่โทรศัพท์ของเราสลับกัน แล้วมันเป็นความลับอะไรตรงไหน

            (ครับ อาลัวเหรอ ตอนนี้ผมติดแล็บน่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเลย เอาไงดี) เสียงรอบตัวกวีมีแต่เสียงเอะอะโวยวาย คงจะกำลังยุ่งอยู่อย่างที่บอกจริงๆ

            “เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ งั้นเรากลับก่อนก็ได้ เรามีกุญแจสำรองน่ะ” ฉันเก็บกุญแจสำรองไว้ในกล่องจดหมายเผื่อว่าทำกุญแจหายกลางดึกแล้วจะเข้าห้องไม่ได้ จึงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

            (เอางั้นเหรอ รออีกสักสองชั่วโมงได้มั้ย) กวีขอโทษฉันหลายครั้ง ความจริงฉันจะไปหาเขาที่คณะเลยก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ฉันอายที่ต้องไปที่นั่น และอะไรบางอย่างที่ยังไม่อยากเจอหน้าเขาตอนนี้

            “ไม่เป็นไรค่ะ เรามีกุญแจสำรอง เอาไว้เราค่อยเจอกันพรุ่งนี้ก็ได้” ฉันบอก กวียังอ้อนวอนขอให้ฉันรอเขา แต่ตอนนี้จิตใจฉันไม่สงบเลย ไม่กล้าเจอหน้าตอนนี้จริงๆ เลยปฏิเสธไป

            “เราไม่ค่อยสบายน่ะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ ไม่เป็นไรค่ะ กวียุ่งอยู่ เราไม่อยากกวน

            หลังจากนั้นฉันก็เก็บข้าวของโดยมีสายตาของไวน์จ้องจับผิดตลอดเวลา เมื่อกี้ฉันลุกไปคุยกับกวีข้างนอกก็ไวน์เลยไม่รู้ว่าฉันกับกวีคุยอะไรกัน และขอบคุณเขามากที่ไม่ถามอะไรตอนนี้

            “เดี๋ยวฉันจะไปส่งที่อพาร์ตเมนต์ให้ ไปกินข้าวด้วยกันก่อนป่ะ”

            “แล้วกุ๊กไก่ล่ะ” ฉันถามถึงผู้หญิงที่แสนน่ารักนิสัยดีคนนั้น ไม่อยากทำให้เพื่อนที่รักสองคนต้องทะเลาะผิดใจกัน

            “ก็จะไปรับกุ๊กไก่นี่แหละ แล้วจะไปส่งที่ห้อง หน้าซีดๆ ไปนะ” ไวน์บอก ฉันเลยยิ้มให้อย่างขอบคุณ และเดินออกมาด้วยกันเงียบๆ

 

            ฉันกลับมาถึงห้องรีบกินยาและเข้านอน วันนี้ทั้งวันฉันปวดหัวมากไม่รู้ว่าทำไม กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย ไม่รู้เป็นบ้าอะไรกันแน่ คิดว่าคืนนี้หลับให้ไวขึ้นอาการก็คงจะดีขึ้น

            แต่ตอนที่กำลังเคลิ้มหลับฉันก็ต้องลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย และตกใจมากเพราะมีคนมาแตะตัว พอปรือตาขึ้นมองก็ยิ่งกว่าตกใจ เพราะกวีเข้ามาในห้องตอนไหนก็ไม่รู้ ฉันรีบหลับตาลงตามเดิม ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่าว่าเมื่อกี้ฉันลืมตาขึ้นมาแวบหนึ่ม

            “โธ่น่าสงสารจัง” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเลิกผมที่ปรกหน้าฉันขึ้น แล้วก็จูบหน้าผากฉันเบาๆ ทีหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกห่างไป

            ฉันถึงกับเบิกตาโพลง ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            เดี๋ยวๆๆๆๆ คนที่จูบหน้าผากฉันก่อนนี้แล้วกำลังฮัมเพลงอาบน้ำในห้องน้ำน่ะ คือกวีเหรอ



[1] ห้องทดลอง หรือ ห้องปฏิบัติการ หรือเรียกว่า ห้องแล็บ (Laboratory) คือ ห้องที่ใช้ทำการวิจัย หรือทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในที่นี้อธิบายถึงวิชาเรียนที่ต้องทำปฏิบัติการในห้องทดลอง


http://i.imgur.com/fL5nKhS.jpg
http://i.imgur.com/9U4t2NV.jpg

Talk...

Song :: Kiiara - Hang up tha phone

โอ๊ยยยยยยยยย เพลงนี้ เพลงนี้ ฟังมาตั้งนานไม่ได้มาดูความหมายจริงๆ

เป็นเพลงที่ความหมายแฝงเรตมากเลย แงงงงง ชอบเพลงนี้มากเลยนะ หัวเราะ

อะไร มีการแก้เสื้อรอที่หน้าประตูหลังจากวางสายจากแฟนแล้วเงี้ยอะ เขิน

 

ปล ทำไมไม่มีใครคิดว่าเรื่องต่อจากอิพิโปรดจะเป็นกวีบ้างเลยเหรอคะ

ส่วนมากมีแต่พิคลื่น พิคราม ทั้งนั้นเลย หัวเราะ

พี่กวีร้ายมากๆ ไม่รู้ทำไม ช่วงหน้าฝนมู่ชอบเขียนพระเอกแบบนี้อ่ะ หัวเราะ

จำได้แม่นเลย ว่านิสัยมึนๆ เอาแต่ใจแบบนี้จะมี ชิน Café Mania (P.1) ค่ะ

รายนั้นนะ โอ๊ยยยย น่ารักที่สุด เขิน  imageimageimageimageimageimageimage

ตอนนี้มู่ทำ E-Book เองแล้วค่ะ

ฝากติดตามด้วยนะคะ ตามลิงก์ข้างล่างเลยค่ะ

โซ่รักมาเฟีย
มิรา
www.mebmarket.com


เล่ห์รักกลร้ายเจ้าชายอสูร
มิรา
www.mebmarket.com

เล่ห์รักร้ายเจ้าชายมาเฟีย
มิรา
www.mebmarket.com
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 113 ครั้ง

160 ความคิดเห็น

  1. #17899 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 11:12
    โหยยย ดีต่อใจมากเลยพี่กวี
    #17899
    0
  2. #16429 -ม.ม้าาา [KS'] (@mmind-) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 14:44
    มึนมากกกกก กวี
    #16429
    0
  3. #15791 mayviya78 (@mayviya78) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 01:07
    กวีแกมันร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #15791
    0
  4. #15691 เปิ้ล (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 00:31
    ห่อกลับบ้านได้ไหมผู้ช่ยคนนี้ น่ารักต่อใจมากเกินไปแล้ว

    ..อายๆๆๆเขินจริงไรจริงนะมู่
    #15691
    0
  5. #15690 Poppy Daowipa (@poppydaowipa) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 00:02
    กวีน่ารักกก นางพูดเพราะอ่ะ ชอบบบบ
    #15690
    0
  6. #15689 mod04327 (@mod04327) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 21:44
    พูดไม่ออกเลย ร้ายนะกวี อิอิ
    #15689
    0
  7. #15688 ploydara (@ydaranee) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 00:36
    พระเอกดูจิตๆ นะ อาลัวตั้งสติไว้ลูก
    #15688
    0
  8. #15686 Godzilla△ (@tuk-pizza) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 19:09
    จิกหมอนหนักมาก งือออ
    #15686
    0
  9. #15685 ยืนฉี่ริมแม่น้ำ (@windsea) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 16:48
    เขิลลลล
    #15685
    0
  10. #15684 tigersweet (@tigersweet) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 14:38
    จะกลับมาอ่านนิยายของพี่มู่อีกครั้งเพราะกวี เราชอบพระเอกสาบแบ๊ว ไม่ชอบดาร์กๆ
    #15684
    0
  11. #15683 BoraNisa (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 11:15
    โอ้ยยยย พ่อกวี พ่อยอดขมองอิ่ม ถ้าจะร้ายแล้วน่ารักขนาดนี้... อิจฉาอาลัววววว :)
    #15683
    0
  12. #15682 P.khun (@ppluem) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 10:17
    แง้ เขินน กวีร้ายมากอะ แงๆๆๆ เขินมากกกกก
    #15682
    0
  13. #15681 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 10:01
    ครอบครองปรปักษ์ เร็วไปนะ
    #15681
    0
  14. #15680 rabbitboo (@rabbitboo) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 09:33
    กวี น่ารักกกก
    #15680
    0
  15. #15679 CresCenTia (@smile1999) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 09:19
    พระเอกคนนี้ชั่งร้ายนัก
    #15679
    0
  16. #15678 Wrak (@Wrak) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 07:19
    เนียนมากกวี
    #15678
    0
  17. #15677 ILL_M (@tiwa-melody-il) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 07:17
    กวีนี้แบบบบบบแสบจริงๆ^^
    #15677
    0
  18. #15676 Lola_Lola (@meetameeta789) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 06:17
    กวี ผู้น่ารัก ร้าบแบบใสใส
    #15676
    0
  19. #15675 Foniiz Kanokwan (@foniiz-kt) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 02:23
    ร้ายเกินไปแล้ว อลัวงงทำไรไม่ถูกคิดไม่ทันแล้ว
    #15675
    0
  20. #15674 do.love (@ying-pd) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 02:17
    มันไม่น่ารักนะอีกวี มันน่าหลอน ทำตัวน่ากลัวอ่ะ เป็นเราเราคงหวาด ร้องให้ตายเลย
    #15674
    0
  21. #15673 Spock Hockey (@oay166) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 01:00
    แก็งนี่ร้ายแบบเนียนๆนะ พี่กายก็ที่นึงล่ะ กวีนางน่ารักกก
    #15673
    0
  22. #15672 ppanyee riin'z (@yeeninja1930) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 00:57
    ร้ายมากกก แต่ชอบ555555555 โอ้ยยย พี่กวีน่ารักนะเนี่ย แงงงงง ร้ายเหมือนพี่กายเลย
    #15672
    0
  23. #15671 IN2704 (@inan0018253) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 00:22
    กวีน่ารักกกกกกกก
    #15671
    0
  24. #15670 Mikaririn (@Mikaririn) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 00:19
    ร้ายยยยย
    #15670
    0
  25. #15669 feather25 (@feather25) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 00:11
    -ตัวแสบ!!!!
    #15669
    0