Angel Eyes

  • 95% Rating

  • 60 Vote(s)

  • 3,079,238 Views

  • 19,964 Comments

  • 10,633 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    29,122

    Overall
    3,079,238

ตอนที่ 90 : Please`s Eyes ❥ Ep.02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29091
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

https://lh3.googleusercontent.com/-s_gN2MRN_CI/WONF9q010FI/AAAAAAABO_s/wuhNpwLAGCU2WYt8mG2kcObP5_zpr-NcQCJoC/w1080-h700/pleasepost02.gif

Please`s Eyes 02

When I See the Light Coming from Your Eyes, I Feel So Paralyzed

 

            “กูว่ามันชักจะไม่เข้าท่าละ” เพื่อนผมทำหน้าสยอง ผมเลยหัวเราะออกมา

            “เออ กูก็ว่างั้น แต่ถ้ากูลองให้ได้ กูจะลองให้จริงๆ แบบ ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะมึงเอ๊ย น่ากลัวมาก ไหนจะมนุษย์เมนส์แล้ว เจอเรื่องแบบนี้เข้าไป กูตายอย่างเดียวเลย” ผมส่ายหน้า เวลาเจอมนุษย์เมียบวกมนุษย์เมนส์เข้าไปนะ ไม่อยากจะเมาท์หรอก

            “เมียมึงนี่ ใช่คนที่เจอกันที่ร้านกาแฟเมื่อวันก่อนใช่มั้ย เพิ่งจะได้เจอ น่ารักดีนี่ ทำไมไม่เปิดตัวล่ะวะ”

            “ก็หวงไงครับ เลยไม่อยากให้ใครรู้จัก” ผมบอกไปแบบนั้น มันเลยเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่องอื่นแทน

            “เลิกแลปแล้วไปกินข้าวด้วยกันมะ”

            “กูว่าไม่ใช่แค่กินข้าวมั้ง” ผมหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด มันก็หัวเราะออกมาทันที

            “รู้ทันตลอดว่ะ เออ ไปดื่มกันมั้ย หรือว่าต้องไปกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง”

            “ก็ทำนองนั้น” ผมตอบไป แล้วก็ปิดล็อกเกอร์

            “เอาไว้ค่อยเจอกันนะมึง ช่วงนี้ยุ่งๆ ว่ะ”

            “เออ ไว้เจอกัน”

            เราแยกย้ายกันตรงนั้น ผมก็คิดไปถึงกลุ่มเพื่อนสนิทที่สุดซึ่งไม่ได้เรียนเมเจอร์เดียวกัน เราคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว และอยู่คณะเดียวกัน ตอนปีหนึ่งลงเรียนวิชาเดียวกันทุกคน พอแยกย้ายขึ้นเมเจอร์ตอนปีสองเลยไม่ค่อยได้เรียนด้วยกันเท่าไหร่ แต่ก็ยังสนิทกันไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเดิม

            อย่างเวอร์นอน กวี สองคนนี้เรียนเมเจอร์ไฟฟ้า ส่วนอีกสามคนอย่าง คลื่น คราม และไอ้กายซึ่งเป็นถึงเดือนคณะเรียนเมเจอร์โยธา ส่วนผมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่เรียนเมเจอร์เคมี เวลาเรียนเลยไม่ค่อยได้เจอกัน ส่วนมากจะเป็นบางวิชาที่ได้เจอกัน แล้วก็ตอนออกไปหาอะไรกินด้วยกันข้างนอกถึงจะได้นั่งคุยกัน แต่ส่วนมากก็จะได้เจอกันตอนดึกๆ เวลาไปเที่ยวกันอยู่แล้ว

            และแน่นอนว่าผมไม่อยากให้พวกมันรู้เรื่องที่ผมมีเมีย เอ๊ย มีแฟนอยู่แล้ว

            โดยเฉาะไอ้ฝาแฝดอย่างคลื่นกับครามมันกวนโอ๊ยมาก เห็นว่าไปยุ่งๆ กับแฟนไอ้กายมันด้วย ดีนะที่ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง ไม่อย่างนั้นคงได้ถูกฟาดปากเข้าให้แน่

            อีกอย่าง มาหยาเองก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราคบกันด้วย ก็เพราะว่ายัยเอ๋อนั่นพยายามทำตัวเป็นสาวมั่น แบบว่าเลี้ยงตัวเองได้นะ นางทะเลาะกับที่บ้านเรื่องที่จะถูกจับคลุมถุงชนก็เลยหนีออกมา ความจริงก็ไม่เชิงว่าหนีหรอก แต่ทำนองว่าจะไม่อยู่บ้านแล้วยุ่งกับผู้ชายคนนั้น เลยประกาศว่าจะออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียวและไม่ขอรับความช่วยเหลือจากใคร

            แต่ครั้งแรกที่เจอกันเนี่ย เราบังเอิญมาจองคอนโดใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยห้องเดียวกัน เพราะเอกสารมันผิดพลาด และไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะ ยัยมาหยาเลยเห็นผมเป็นที่พึ่ง นางพุ่งเข้าใส่เลยจ้า บอกว่าขออยู่ด้วยจนกว่าจะหาที่อยู่ได้ แต่ผมเห็นกระเป๋าที่เธอเอาเงินไปละลายแทนที่จะเอาไปซื้อคอนโดอยู่จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่ารายเดือนแล้ว บอกคำเดียวว่าไม่รอด

            ออกไปข้างนอกไม่ถูกผู้ชายหลอกก็คงถูกผู้ชายหลอกนั่นแหละ ผมสงสารแกมเป็นห่วงเลยให้มาอยู่ด้วยกัน

            แต่อยู่ด้วยกันของผม ก็นั่นแหละเห็นหน้าหยิ่งเชิดๆ ดูหยิบจับอะไรไม่เป็นสักอย่างก็อยากลองดู

            พออยู่ด้วยกันไปสักพัก ไม่ใช่อย่างที่คิดเลย

            จากที่ไม่สนไม่แล คิดจะอยู่ด้วยกันเหมือนคู่นอนสักระยะมันก็เลยมาไกลเป็นปี แล้วก็ไม่รู้จะพาไปรู้จักเพื่อนในกลุ่มคนอื่นยังไงด้วย แต่เพื่อนในเมเจอร์จะรู้ว่าผมมีแฟนอยู่แล้ว เพราะหลายครั้งที่ผมต้องใช้รองพื้นของมาหยาเพื่อทอดสอบว่ามันจะแพ้รึเปล่านั่นแหละ มีผู้หญิงมาแซวก่อน ผมเลยหลุดปากไปว่าเป็นของแฟน ทุกคนเลยรู้ว่าผมมีแฟนแต่ยังไม่เคยมีใครเห็นมาหยาเลยสักครั้ง

            แต่จะว่าไป ความจริงผมก็ผิดเองแหละ ที่คิดกับเธอแค่เป็นเพื่อนนอน คิดว่าอีกเดี๋ยวเธอก็คงจะหาที่อยู่ได้ แล้วก็แฟร์ๆ วินๆ กันไป แต่มันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ

            มารู้ตัวอีกทีผมก็ละสายตาจากเธอไม่ได้เลย

            และมาหยาก็คงจะจำคำพูดและการกระทำแย่ๆ เมื่อก่อนของผมมาถึงตอนนี้ ไม่แปลกหรอกถ้าเธออยากจะไป

            แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่ากำลังเป็นมนุษย์เมนส์อยู่ เธอเลยแอบไปวีนผมตอนที่ผมไปกินข้าวกับเพื่อนในเมเจอร์ เธอคงงอนที่มีผู้หญิงมาอยู่ด้วยก็เลยมาประกาศตัว

            ผมก็ชอบนะ ถือโอกาสเปิดตัวไปด้วยแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

            ผมไม่กล้าถามว่าเธอยังจำเรื่องแย่ๆ ของผมได้ไหม หายโกรธเรื่องพวกนั้นรึยัง เธออาจจะลืมไปแล้วเรื่องที่เธอโกรธผมจนไม่อยากบอกใครว่าเราอยู่ด้วยกัน ผมเลยคิดว่าเรามาเริ่มต้นกันใหม่ตอนนี้ก็คงไม่สายเกินไป

            และผมก็ไม่แคร์แล้วด้วยใครจะมองเธอยังไง เพราะผมรู้ดีกว่าใคร ว่ามาหยาน่ารักมากแค่ไหน

            ผู้ชายที่ได้เธอไปน่ะโชคดีสุดๆ เลยนะ ถ้าไม่นับเรื่องหุ่นที่สุดยอด ไม่นับหน้าเหวี่ยงสวยเริ่ดดูเอาแต่ใจ แต่แม่นั่นก็เป็นแม่ศรีเรือนอย่างเหลือเชื่อ ห้องของผมไม่มีคำว่ารกเลย เห็นเส้นผมสักเส้นตกอยู่ที่พื้นมาหยาก็แทบสติแตกแล้ว เชื่อไหมล่ะ ผมเลยสบายใจที่กลับไปถึงห้องทุกครั้ง

            คิดดูสิหลังจากลงแลปหนักๆ แทบไม่ได้กินไม่นอน ไปถึงบ้านที่มีกับข้าวอร่อยๆ ทำไว้ให้ ห้องก็สะอาดเอี่ยม เสื้อผ้าก็มีคนซักรีดให้เรียบร้อย มันรู้สึกผ่อนคลายและหายเหนื่อยจริงๆ นะ

            หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นพวกเจ้าระเบียบ ทุกอย่างต้องเนี้ยบต้องเป๊ะ เห็นอะไรที่มันวางทิ้งเกะกะไม่ได้เลย เหมือนจะเป็นโรคจิตรักความสะอาดตามมาหยาไปซะอย่างนั้น ทุกคนก็พากันสงสัยว่าทำไมคนโสโครกอย่างผมถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้

            เพราะงั้น โลกของผมเลยเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มาถึงตอนนี้ผมไม่คิดจะปล่อยเธอไป อย่าหวังว่าใครจะได้เธอไปเลย

            ก่อนจะเข้าห้องแลปผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็ต่อสายไปหามาหยา หวังได้ยินเสียงแว้ดๆ ของเธอกลับมา ฟังแล้วมันสบายใจอ่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

            (ฉันง่วง มีอะไรก็รีบพูดมาเร็วๆ เลย…) เสียงใสๆ ที่ฟังดูหงุดหงิดของมาหยาทำให้ผมยิ้มกว้างและหัวเราะออกมา

            (นี่หาเรื่องกันใช่มั้ย หัวเราะเยาะฉันทำไมเนี่ย…)

            “เย็นนี้อยากกินอะไรมั้ย ออกไปหาอะไรกินกันมั้ย” ผมถามเธอ

            มาหยาเงียบไปอึดแล้วก็ร้องไห้ เล่นเอาผมตกใจหมด

            “ร้องไห้ทำไมเนี่ย ผมลนลานถามกลับ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            (อยู่ด้วยกันมาตั้งนานนายไม่เคยชวนฉันออกไปกินข้าวเลย ถามจริง จะบอกเลิกกันที่ร้านอาหารเหรอ) เธอสะอื้น ผมทั้งขำทั้งตกใจรีบอธิบายทันที

            “ไม่ใช่ จะเลิกยังไง วันก่อนฉันไปตามเธอกลับบ้านไม่ใช่เหรอ” ผมถามเธอกลับ แต่ไม่วายได้ยินเสียงครางฟุดฟิด

            แม่นี่ประหลาด ทั้งเอ๋อทั้งตลก วันก่อนงอนอะไรก็ไม่รู้เก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ก็ผมไม่ใช่เหรอที่ไปตามกลับมา นี่ชวนไปกินข้าวด้วยกันข้างนอก มาคิดว่าผมจะบอกเลิก เออ เอากับเธอสิ

            (ไม่ไป จะนอนอยู่ที่ห้อง เหนื่อย เพลีย ปวดท้องด้วย)

            “งั้นจะกินอะไร จะซื้อเข้าไปให้” ผมถามพลางยิ้ม อยากเห็นหน้าเหวี่ยงๆ ของแม่นี่จังเลยแฮะ

            (อยากกินเอ่อ…) เสียงหงุงหงิงของเธอตอนที่กำลังคิดถึงเรื่องของกินทำผมยิ้มกว้างกว่าเดิม

            นี่แหละ วิตามินของผม

End Song-Prod talk…

 

         หลังจากที่ดูดพื้นถูห้องเรียบร้อยแล้ว ฉันก็นั่งรอทรงโปรดกลับมาไม่ลืมเปิดซีรีย์ดูไปด้วย ผู้ชายคนนั้นเก่งในเรื่องที่จะทำยังไงให้ฉันหมกตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน นอกจากโทรทัศน์หน้าจอกว่าหกสิบนิ้ว ไหนจะโปรแกรมหนังซีรีย์ต่างๆ ด้วย แล้วก็ขนมของกินที่เต็มตู้เย็นขนาดยักษ์ เท่านี้ฉันก็ไม่อยากออกไปไหนแล้ว

            อีกอย่าง คอนโดที่เราอยู่ด้วยตอนนี้ก็ก็ใกล้กับห้างด้วย แบบว่าเดินไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

            ฉันกับทรงโปรดก็เริ่มเรียนหนักกันมาก อย่างฉันจะมีพวกรายงานเยอะมาก ทรงโปรดก็มีแลปที่ต้องไปขลุกอยู่แต่ในห้องแลปเป็นวันๆ เราก็เลยไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ส่วนมากเขาจะวางเงินไว้บนหัวเตียงบ้าง แอบเอามาใส่ในกระเป๋าสตางค์ฉันบ้าง แบบว่าทีละพันสองพันแบบนี้ ฉันเลยไม่ค่อยได้สังเกตว่าเงินมันหายไปไหนหรือลดลงบ้างหรือเปล่า อีกอย่างทรงโปรดก็จะซื้อนั่นซื้อนี่มาให้ ฉันเลยไม่ค่อยได้ใช้เงินสด มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านไปเป็นเดือนนั่นแหละ ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้กดเงินเลย แล้วทำไมเงินแค่สี่พันฉันถึงได้เป็นเดือนๆ

            วันดีคืนดีก็เห็นทรงโปรดแอบเอาเงินใส่กระเป๋าสตางค์ให้นั่นแหละ ถึงได้จำได้ว่าตัวเองไม่ได้กดเงินมาใช้เองเลย

            ทั้งหมดทั้งมวลนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันอยากไปจากเขา ก็คิดดูสิ มันน่าสมเพชไหมล่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกแย่จริงๆ นะที่ไม่มีอะไรเทียบกับเขาได้เลย ทุกอย่างต้องพึ่งเขาหมด เลยตั้งใจว่าจะออกไปอยู่ข้างนอกคนเดียว ให้ตัวเองรู้สึกมีค่ามากกว่านี้

            และตอนนี้ฉันก็มีค่าเท่ากับเป็ดย่างตัวหนึ่งที่ทรงโปรดซื้อกลับมาให้

            “กลับมาแล้วเหรอ หิวจังเลย”

            และฉันก็พบว่าตัวเองกอดเอวทรงโปรดเอาไว้แน่นแล้ว

            บ้าจริง ฉันทำบ้าอะไรอยู่เนี่ยฉันผละจากเขาแทบไม่ทัน ทรงโปรดก็หันมายิ้มๆ ให้แล้ว

            “เอาไปจัดใส่จานแล้วกัน ขอไปอาบน้ำก่อน เหนียวตัวมากเลย” ทรงโปรดส่งถุงกับข้าวอย่างใหญ่มาให้ ฉันก็รับมาอย่างเขินๆ ที่คิดเอาไว้ว่าจะยืนหยัดด้วยตัวเองไม่พึ่งพาใครอีกแล้ว แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีฉันก็ต้องพ่ายแพ้กับเป็ดย่างหอมๆ ตัวหนึ่ง ฉันนี่มัน

            แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องจริงไหมล่ะ ฉันเลยไม่อิดออดจัดจานอาหารทันทีด้วยความไวแสง อยากแอบหยิบกินใจแทบขาด แต่ก็ต้องรอให้ทรงโปรดมานั่งด้วย สุดท้ายก็เลยต้องแอบหยิบเศษๆ ของเป็ดย่างเข้าปากคำหนึ่ง แล้วก็เป็นจังหวะที่เป๊ะมากตรงที่ทรงโปรดออกมาเจอฉันกำลังจกเป็ดย่างเข้าปากพอดิบพอดี

            “หิวมากเหรอ” เขาถาม ก็ใช่น่ะสิ เพราะเขาโทรมาถามเองว่าอยากกินอะไร ฉันก็บอกไปแล้วว่าอยากกินเป็ดย่าง ก็เลยต้องรอให้เขากลับมาแบบนี้ยังไงล่ะ

            “หิวแล้วทำไมไม่หาอะไรรองท้องก่อน เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอก” ทรงโปรดบอกกับฉันด้วยสีหน้าดุๆ บอกเลย ถ้าวันไหนเขาไม่ได้ดุฉันล่ะก็นะ เขาจะกินข้าวกินปลาไม่ลง นั่นแหละ ทรงโปรด

            “ก็รอให้หิวๆ แล้วมันอร่อยกว่านี่นา” ฉันบอกเขา แล้วรีบหยิบช้อนส้อมทันที ทรงโปรดมองฉันแล้วแอบหัวเราะ แต่ฉันแกล้งไม่สนใจแล้วกินข้าวต่อ

            “แล้วเป็นไง ยังปวดท้องอยู่มั้ย” เขาถามสายตาดูเป็นห่วง ฉันเองก็ไม่กล้าจะสบตากับเขาได้นานๆ เลย

         “ก็ยังปวดอยู่ แต่ดีขึ้นเยอะแล้ว” ฉันบอกเสียงอ้อมแอ้ม ก็อยากจะหยิ่งไม่ตอบอะไรอยู่หรอกนะ แต่ว่าตอนนี้เขาน่ากลัวนี่นา ฉันเลยตอบไปแต่โดยดี

            “แล้วแอบกินไอติมไปมั่งยัง”

            “ก็ไม่ได้แอบนะ นายซื้อไอติมมาเยอะไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่กินแล้วมันหมดอายุก็น่าเสียดายไม่ใช่เหรอ” ฉันบอก เท่านั้นแหละทรงโปรดก็หัวเราะออกมาทันที ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าขำนักหนา เห็นแล้วชวนหงุดหงิดใจจริงๆ นะ

            “แสดงว่ากินไปแล้ว”

            “ยัง” แน่นอนว่าฉันโกหก แต่เรื่องอะไรล่ะจะบอกความจริง อีกอย่างทรงโปรดไม่รู้หรอกว่าฉันกินอะไรไปบ้าง ก็ในตู้เย็นขนมเยอะขนาดนั้นน่ะ

            ทรงโปรดก็หัวเราะของเขาไป จะเชื่อไม่เชื่อฉันก็ไม่พูดอะไรแล้ว นั่งกินข้าวเงียบๆ รอจนเขาอิ่มก็เก็บจานชามไปเข้าเครื่องล้างจาน ก่อนจะหยิบเอาไอศกรีมรสโปรดออกมาจากตู้เย็น หลังมื้อค่ำไม่มีอะไรจะวิเศษเท่ากับการได้กินของหวานตบท้ายอีกแล้วล่ะ

            “กินมากระวังปวดท้องล่ะ” เขาบอกแล้วหยิบเบียร์ออกมากระป๋องหนึ่ง

            “แล้วทีตัวเองยังดื่มเบียร์ได้เลยอ่ะ” ฉันทำปากยื่น ความเท่าเทียมกันมันอยู่ตรงไหน

            “ฉันดื่มเพื่อให้หลับง่ายหรอก อยากรู้มั้ยว่าทำไมถึงอยากจะหลับเร็วคืนนี้น่ะ” คำถามของเขาทำฉันหุบปากฉับ ฮึก ก็สายตาของเขามันน่ากลัวนี่นา

            “รีบกินจะได้เข้านอนกัน” ทรงโปรดสั่งไม่หยุด นี่ชาติก่อนๆ เขาเป็นอะไรกับฮิตเลอร์ไหมเนี่ย

            พอถูกเร่งมากๆ เข้าฉันก็ต้องรีบกินไปด้วย แล้วมันก็หกเลอะเสื้อเข้าจนได้ แถมยังเปื้อนไปถึงหน้าอกอีก

            “ขอทิชชูหน่อยสิโปรด” ฉันไม่กล้าขยับตัว กลัวว่ามันจะเปื้อนไปกว่านี้

            “ขอบคุณ” ฉันกำลังจะบอกของคุณเขาและก้มมองดูหน้าอกกับเสื้อที่เปื้อน ทรงโปรดก็ทำให้ฉันร้อนวูบวาบจะร้องไห้ เพราะเขาใช้ปลายนิ้วเกี่ยวกับอกเสื้อฉันอ้ากว้าง ก้มหน้าลงมาจูบหน้าอกเอาดื้อๆ ไม่พอยังดึงเอาไอศกรีมฉันโยนทิ้งไปที่ซิงก์น้ำอีก

            “หวานชะมัด กินเข้าไปได้ไง” เขาพึมพำที่ถอนจูบออกแล้ว ฉันร้อนผ่าวไปทั้งหน้าและตลอดร่างเหมือนจะละลาย

            ฉันได้แต่อ้าปากค้างพะงาบๆ อยากจะด่าสักทีแต่เขาก็รู้ทัน ก้มหน้าจูบปิดปากฉันอีกรอบโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

            เรียวลิ้นร้อนชื้นของเขาเกี่ยวกระหวัดลิ้นของฉันในโพรงปาก ได้รสชาติขื่นๆ ของเบียร์ที่มันปะปนมากับรสหวานๆ ของวานิลลา รู้ตัวอีกทีทรงโปรดก็นั่งลงบนโต๊ะแล้ว และฉันก็ลุกขึ้นยืนกอดคอเขาไว้ แลกจูบหวานปนขมกับเขาอย่างเร่าร้อน สุดท้ายก็เป็นทรงโปรดที่ดันฉันออกห่างเล็กน้อยแล้วกระแอมไอพูด

            “เบาหน่อยก็ดีนะ เธอยังเป็นเมนส์อยู่ อยากให้ฉันทำผิดกฎจราจรรึไง

            ฉันแทบร้องกรี๊ด เพราะมืออีกข้างหนึ่งกำลังล้วงกางเกงของเขาแล้ว ฮือ ฉันอยากตาย!

 

            แต่ดูเหมือนว่าทรงโปรดจะชอบใจมากที่ฉันเริ่มนัวเนียตอบเขาบ้างแล้ว จะไม่ให้ทำแบบนั้นได้ยังไง ก็เขาสอนอยู่ทุกวันอ่ะ

            เพราะเขาเอาแต่ยิ้มหวานและหัวเราะ ฉันก็เลยงอนจนถึงตอนเข้านอน ทรงโปรดก็สนุกกับการเย้าแหย่ฉันด้วย

            แต่พอถึงกลางดึกฉันก็รู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหวขึ้นมา ต้องกระเถิบๆ ไปใกล้ๆ กับเขา มักจะเป็นแบบนี้ตลอดตอนที่เป็นประจำเดือน ฉันมักจะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่าย เลยอยากให้คนมาตามเอาใจตลอดจะได้รู้สึกสบายใจขึ้น และทรงโปรดก็มักจะตามใจฉันตลอด มันเลยติดเป็นนิสัยไปแล้ว

            ฉันมักจะอ่อนแอและอ่อนไหวง่ายๆ มากๆ เมื่อถึงช่วงนี้ ที่ฉันทำก็คืออ้อนเขา ให้รู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของใครบางคน ความรู้สึกกลัวไม่สบายใจมันก็จะค่อยๆ หายไป และฉันจะรู้สึกดีขึ้น

            ฉันรู้แหละว่ามันแย่ ดูนิสัยไม่ดีเอามากๆ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ตอนนี้ฉันมีแค่ทรงโปรดคนเดียวเท่านั้น ฉันไม่มีใครอีกแล้ว

         “ไง” เขาหันไปปิดไฟที่โต๊ะข้างหัวเตียงก่อนจะถามฉัน

            “มาๆ” ทรงโปรดแกล้งทำเป็นถอนหายใจ แต่ก็ยอมดึงตัวฉันเข้าไปกอดแล้วตบหลังเหมือนจะกล่อมให้หลับ

         “ใจนึงก็อยากให้เมนส์มาทุกวันจัง เธอขี้อ้อนดีช่วงนี้” เขาหัวเราะ แต่ฉันทำปากยื่นใส่

            กล้าพูดนะ ก่อนหน้านั้นฉันเป็นประจำเดือนอาทิตย์หนึ่งเต็มๆ เขายังเหวี่ยงใส่เลย เพราะเรื่องอะไรนั้น น่าจะเข้าใจกันได้ไม่ยาก

            “วันนี้ทำอะไรมามั่งเหรอ”

            “ดูหนังอย่างเดียวเลย จะจบซีซั่นละ ต้องรีบดูก่อนจะมีรายงานเพิ่ม” ฉันบอกไป ทรงโปรดก็หัวเราะ ดูขำเหลือเกิน เอาเถอะ ช่วงนี้ขออ้อนก่อนก็แล้วกัน ฉันมันเป็นมาหยาที่น่าสงสารนี่นา ไม่ว่าจะทำอะไรก็น่าหัวเราะไปซะทุกอย่าง

            “งั้นเหรอ สนุกมั้ย” ทรงโปรดถามเหมือนจะชวนคุย ฉันก็พยักหน้าหงึกหงักกับอกกว้างของเขา

            “แล้วพรุ่งนี้ไปดูหนังกันมั้ย ฉันว่าง”

            “ไม่เอาล่ะ มันร้อนอ่ะ ไม่สบายตัวด้วย นอนที่ห้องดีกว่า” ฉันบอก ทรงโปรดเลยหัวเราะ

         “งั้นไว้ดีขึ้นแล้วอยากไปก็บอกนะ จะพาไป”

            “ไหงมาใจดีด้วย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาในความมืด แบบนี้มันเหมือนทำดีด้วยเพื่อหวังอะไรบางอย่างนี่นา

            “ฉันเหรอ ปกติก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว เธอไม่สังเกตเองต่างหาก” ทรงโปรดกอดฉันแน่นขึ้น เหมือนจะขู่ให้หลับ

            “นอนได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะนอนไม่หลับ”

            อะไอ้หื่น อย่าคิดนะว่าคนอื่นไม่เข้าใจน่ะ ฉันอยากแกล้งนะ แต่กลัวว่าตัวเองนี่แหละจะทนไม่ไหวเลยไม่แกล้ง แง้ นี่ฉันกลายเป็นยัยหื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

            ทรงโปรดออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้า เห็นว่ามีรายงานอะไรสักอย่าง ฉันอยู่ที่ห้องก็อ่านหนังสือทำความสะอาดห้องไปด้วย เพราะฉันมันเป็นโรคจิตต้องทำทุกอย่างให้เนี้ยบให้เป๊ะที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ตอนแรกๆ ทรงโปรดก็บ่นเหมือนกันว่าฉันเป็นบ้าอะไร ไม่เห็นต้องเอาจริงเอาจังขนาดนี้เลยก็ได้ แต่เขาไม่เข้าใจความโรคจิตของคนเจ้าระเบียบหรอก ไม่ว่ายังไงก็ต้องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วนานวันไปเขาเองนั่นแหละ ที่เป็นคนเป๊ะไปด้วยอีกคน

            ดูอย่างวันก่อนสิ ฉันแค่เผลอหลับไปหน้าทีวีไม่ได้เก็บจานชามที่ใช้แล้วก็ถูกบ่นตั้งนานสองนาน

            หลังจากทำความสะอาดอะไรเสร็จแล้วฉันก็นั่งคิดว่าตัวเองลืมอะไรไปหรือเปล่า

            ใช่ฉันลืม เรื่องสำคัญมากๆ เลยด้วย นั่นคือเรื่องกระเป๋ากับรองเท้าที่ถูกเชิดไป

            ยัยหมิวอะไรนั่น ตั้งใจจะเชิดของของฉันไป ได้ข่าวว่าโอนหน่วยกิตไปเรียนมหาวิทยาลัยในเครือต่างจังหวัด เลยคิดว่าฉันจะตามตัวไม่ได้ล่ะมั้ง ไม่ได้หรอก ของพวกนั้นราคาแพงมากเลยนะ แล้วฉันก็โง่เอาเงินที่ต้องซื้อคอนโดไปซื้อของฟุ่มเฟือยใช้ ไม่รู้ว่าตอนนั้นผีห่าซาตานอะไรเข้าสิงเลยเป็นได้ขนาดนั้น

            คิดแค่ว่ายังสาวยังสวยเงินทองน่ะเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ฉันนี่มันโง่ในโง่จริงๆ เลย

            “หมิวอย่าคิดว่าจะหนีได้นะ กระเป๋าฉันอยู่ไหน” ฉันโทรไปจิกยัยหมิวอีกรอบ หลังจากที่คราวก่อนขู่เอาไว้ ถ้าบล็อกเบอร์ฉันเมื่อไหร่ ได้มีเรื่องแน่

            (ฉันคืนเธอไปแล้วนะ) หมิวพูดอย่างเห็นแก่ได้ ฉันก็ปรี๊ดขึ้นมาสิ

            “แล้วคืนยังไงเมื่อไหร่ ในเมื่อฉันยังไม่ได้เห็นกระเป๋าของฉันเลยนะ!

            แล้วจะไม่ให้โกรธได้ยังไง ตอนนี้ฉันปรี๊ดมากเลยนะ โกรธจับใจเลยด้วย

            (ฉันคืนไปแล้วจริงๆ นะ) หมิวบอกเสียงเครือ ฉันก็เริ่มโกรธตัวเองที่มาใจอ่อนง่ายดายเอาเวลาแบบนี้

            “อย่ากวนโมโหฉันสิ” ฉันบอกเสียงนิ่ง เพื่อบอกว่าตอนนี้กำลังโมโหจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น

            (ถ้าอยากรู้ก็ถามโปรดสิ ฉันคืนไปแล้วจริงๆ นะ)

         “โปรด” ฉันพึมพำ ไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อของทรงโปรดในเวลาแบบนี้

            “รู้จักโปรดด้วยเหรอ” ฉันถามกลับไป

            เมื่อก่อนตอนที่เราอยู่อยู่ด้วยกันใหม่ๆ ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันมาอยู่กับผู้ชาย แถมยังทำตัวเหมือน

            เอาเถอะ เอาเป็นว่าตอนนั้นฉันไม่อยากให้ใครมารู้เรื่องส่วนตัว แต่ความน่าหมั่นไส้ของฉันมันก็เยอะเหลือเกิน ยังไงก็ต้องสวยรวยเริ่ดต่อไปถึงแม้ว่าจะตกระกำลำบากมากแค่ไหนก็ตาม

            เวลาฉันคุยโทรศัพท์กับทรงโปรด ฉันจะอุปโลกน์เขาเป็นคุณแฟนที่น่ารัก อย่างที่บอกนั่นแหละ พลีส(Please)ออกเสียงคล้ายๆ กับพีท ฉันเลยเรียกทรงโปรดว่าพีท เบอร์ที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ก็บันทึกว่า -Pete- ด้วย เพื่อนๆ เลยคิดว่าฉันมีแฟนชื่อพีท เป็นหนุ่มหล่อนักธุรกิจชื่อดัง มาย้อนคิดแล้วก็อายยังไงไม่รู้ ฮือ

         ก็ตามนั้นแหละ ฉันเลยแปลกใจว่าทุกคนรู้จักทรงโปรดด้วยเหรอ แล้วจะคิดว่าฉันเป็นอะไรกับทรงโปรดกัน

            (ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ) หมิวย้อนถามกลับมาเหมือนว่าฉันถามคำถามที่แสนจะไร้สาระออกมาอย่างนั้นแหละ

            (เรื่องนี้เธอถามโปรดเองก็แล้วกัน…)

            “จะมาหายไปง่ายๆ ไม่ได้นะหมิว” ฉันเกือบจะเขวแล้วเชียว แต่ไม่ยอมหรอก เรื่องอะไรจะยอมง่ายๆ ล่ะ จริงไหม

            (ถามแฟนเธอสิ เดี๋ยวเธอก็รู้เองแหละ)

            “แฟนฉัน?

            กลายเป็นฉันซะเองที่ลังเลใจขึ้นมา หมิวถามแบบนี้ฉันเลยไม่แน่ใจว่าเธอหมายถึงทรงโปรดตัวจริง หรือว่าพีทที่ฉันแกล้งหลอกทุกคนเอาไว้

            (ก็โปรดไม่ใช่แฟนเธอรึไง)

            “โปรด” ฉันครางเสียงแผ่ว หัวใจก็ดันเต้นแรงขึ้นมาซะได้

         [โปรดเหรอ พูดถึงทรงโปรดรึเปล่า] ใครคนหนึ่งส่งเสียงแทรกขึ้นมา ฉันเลยทำหน้าตึงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ

            ทำไมถึงได้เรียกชื่อของทรงโปรดด้วยเสียงหวานขนาดนั้นกันล่ะ เสียงแบบนั้นต้องมีฉันคนเดียวเท่านั้นที่เรียกได้นะยะ

            แล้วปลายสายก็ส่งเสียงเอะอะอะไรกันก็ไม่รู้ ฉันก็หงุดหงิดสิ ทำไมต้องเอาทรงโปรดไปเป็นหัวข้อการสนทนาด้วย

            (ก็นั่นแหละ เธอไปถามทรงโปรดเองก็แล้วกัน เว้นแต่ว่าเธอไม่ใช่แฟนของเขา) หมิวพูดขึ้นมา ทำเอาฉันเผลอบีบโทรศัพท์เอาไว้แน่นด้วยความโกรธ

            “โปรดเป็นแฟนฉัน” ฉันพูดขึ้นอย่างโกรธๆ

            อย่านะ อย่ามากวนโมโหฉันตอนนี้ ตอนนี้ฉันพร้อมแปลงร่างเป็นเจ้าแม่กาลีได้ตลอดเวลาเลยนะ ขอบอก

            (ถ้าเธอเป็นแฟนเขาจริง เรื่องแค่นี้ก็ต้องรู้แต่แรกแล้วสิ) ท่าทางยัยหมิวนี่จะกวนโมโหฉันแล้วล่ะ ไม่งั้นคงไม่พูดหาเรื่องแล้วเอาโปรดมาพ่วงด้วยแบบนี้แน่

            [โอ๊ย วันก่อนเจอโปรด หล่อวัวตายควายล้มเลย เขาศัลย์รึเปล่านะ] เสียงที่ลอดเข้ามา ทำฉันปรี๊ดขึ้นมาอีกจนได้

            นี่หาเรื่องฉันไม่พอ ยังไปกวนเรื่องถึงทรงโปรดเลยงั้นเหรอ

            (ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรก็ถามโปรดแล้วกัน แต่ฉันคืนกระเป๋าให้เธอไปแล้วจริงๆ แล้วก็ไม่กล้วด้วยว่าเธอจะแจ้งความรึเปล่า ระวังจะกลายเป็นแจ้งความเท็จขึ้นมาซะเองล่ะ…) ยัยหมิวหัวเราะ ฉันเองก็อารมณ์ขึ้นสุดๆ ไม่อยากจะฟังเรื่องบ้าบออะไรแล้วเลยตัดสายทิ้งอย่างหงุดหงิด

            ทรงโปรดงั้นเหรอ

            หรือว่าพวกเธอรู้ว่าฉันอยู่กับทรงโปรดแล้ว ก็เลยฝากของคืนที่ทรงโปรดเอาไว้

            เอาเถอะ ทรงโปรดกลับมาตอนไหนก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรตอนนั้นแหละ ฉันหงุดหงิดแต่ก็ยังไม่อาละวาด ก่อนจะกดโทรศัพท์เพื่อหาเบอร์ทรงโปรด

            -Pete-

            ฉันยังบันทึกชื่อของเขาไว้ว่า Pete แต่มาถึงตอนนี้ แล้วก็นะ ไม่ว่ายังไงเขาก็คือทรงโปรด ฉันควรจะยอมรับความจริงได้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เลิศเลออะไรทั้งนั้น ยังมีข้อผิดพลาดและมีอะไรที่ดูไม่ได้เอาซะเลย ถ้าไม่มีทรงโปรดสักคน ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงบ้าง

            แล้วนี่ฉันก็ยังอุปโลกน์เขาเป็นใครก็ไม่รู้ เพื่อทำให้ตัวเองดูดี ฉันนี่มันแย่จริงๆ เลย

            -SongProd-

            สุดท้ายฉันก็บันทึกเบอร์ของเขาเป็นชื่อจริงๆ ของเขา ก่อนจะยิ้มและกดโทรออก

            (ไง หยา…) เขารับสายเร็วจนตกใจ ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะพูดอะไรก็กลายเป็นฝ่ายอึกอักขึ้นมาดื้อๆ

            “เอ่อ” เพราะไม่ทันได้เตรียมตัวว่าจะคุยอะไรกับเขาฉันเลยพูดไม่ออก

            (เดี๋ยวก็เลิกประชุมแล้วล่ะ มาประชุมย่อยน่ะ แล้วกินอะไรรึยัง)

            แล้วกัน กลายเป็นทรงโปรดที่ถามโน่นถามนี่แทน ฉันก็บอกเสียงอุบอิบกับเขาไป

            “ยังอ่ะ” ฉันนี่มันไม่เอาไหนเลยจริงๆ เวลาคุยกับใครก็ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาซะเลย

            (แล้วอยากกินอะไรรึเปล่าล่ะ เดี๋ยวจะซื้อเข้าไปให้) เขาถามอย่างใจดี ฉันถึงกับเม้มปากเอาไว้แน่น ไอ้ของที่อยากกินน่ะมันมีอยู่เต็มหัวไปหมดแต่ก็เกรงใจเขาถ้าจะต้องไปซื้อมาให้

            “ไม่เป็นไร ในตู้เย็นมีของกินเยอะจะตาย” ฉันบอกเขา แต่ทรงโปรดหัวเราะ

            (บอกมาเหอะน่า เดี๋ยวจะซื้อมาให้เอง)

         “ไม่อยากกินอะไรหรอก ของกินในตู้เย็นเยอะจะตายไป” ฉันบอกกับเขา

         (ไม่เป็นไรน่า รู้หรอกว่าคงมีอะไรที่อยากกิน) พูดแล้วทรงโปรดก็หัวเราะ ใช่สิ ตอนนี้ฉันกลายร่างเป็นแม่หมูที่กินแหลกเวลาเป็นประจำเดือน แต่ไม่ว่าใครก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นนี่นา ไม่ใช่เหรอ

         (ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ร้านหน้ามหาลัย อยากกินมั้ย)

            ฮึกเขารู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังอยากกินอยู่ ผลของการอยู่ด้วยกันมานานมันน่ากลัวขนาดนี้เชียวเหรอ ฮือ

         “ไม่เป็นไร ฉันเกรงใจ” ฉันบอกเสียงอ้อมแอ้ม ไม่อยากให้เขามองว่าฉันเป็นยัยตะกละเลย ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นแบบนั้นอยู่แล้วก็เหอะ ขอฉันมีอะไรที่ดูดีบ้างสิ

         (โหย ไม่อยากเชื่อหู มาหยาบอกว่าเกรงใจ) ทรงโปรดขำก๊ากแบบที่ไม่รู้ว่ามันน่าหัวเราะตรงไหน ฉันเลยหน้างอ

         (สรุปเอาก๋วยเตี๋ยวนะ แล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยว่ากันอีกทีว่าจะกินอะไร)

            ฉันบ่นอุบอิบคำหนึ่งแล้วไม่ยอมพูดอะไรอีก ทรงโปรดก็หัวเราะเสียงสดใส หัวใจของฉันก็พลันพองโตตามไปด้วย

         (แล้วเดี๋ยวเจอกันนะหยา…)

         แค่คำพูดไม่กี่คำของทรงโปรดทำไมถึงทำให้ฉันเขินได้มากขนาดนี้ ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

 

            ทรงโปรดกลับมาจากมหาวิทยาลัยพร้อมกับของโปรดของฉันหลายอย่าง เกิดมาเป็นมาหยานี่โชคดีจริงๆ นะ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก ส้มตำก็อร่อยมาก ไอศกรีมก็อร่อยมาก อร่อยมากไปซะทุกอย่างเลย น้ำหนักเหรอ ช่วงนี้ลืมไปก่อนก็แล้วกันนะ

            “แล้วรายงานว่าไง เสร็จรึยัง”

            “เรียบร้อยแล้วค่ะ” ฉันประชดเขา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทรงโปรดเข้ามาเจ้ากี้จ้าการเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าไม่มีเขาฉันก็คงออกนอกลู่นอกทางไปเหมือนกัน

            “ดี แล้วจะยอมให้ดูซีรีย์ต่อ” ทรงโปรดยิ้มหวาน ก่อนจะเอนตัวลงนอนบนโซฟาแล้วก็หยิบชีทขึ้นมาอ่านไปพลาง

            ฉันก็ล้างจานจนเรียบร้อยแล้วก็ล้างมือเช็ดมือจนเรียบร้อยดี หันมองมองดูทรงโปรดนอนบนเตียงแล้วคิดถึงเรื่องที่ได้ยินสาวๆ เมาท์เรื่องความหล่อของเขากัน แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมนี้หรือมุมไหนๆ ก็เป๊ะเกินไปจริงๆ นั่นแหละนะ

            พอมีคนพูดแบบนั้นฉันก็อดสงสัยไม่ได้ แล้วก็ออกจะหมั่นไส้สาวๆ พวกนั้นด้วย ที่พูดเหมือนว่าฉันไม่ได้เป็นแฟนทรงโปรด เชอะ ฉันเป็นมากกว่าแฟนอีกย่ะ

            ทั้งโกรธพวกยัยหมิว ทั้งหมั่นไส้ทรงโปรด ฉันก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิด Live เฟซบุ๊กก่อนจะเดินไปหาอีตาทรงโปรดที่นอนบนโซฟา แถมยังกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์อีก

            “มีอะไร” ทรงโปรดลดชีทที่เขาอ่านอยู่แล้วมองฉันอย่างงงๆ แล้วนาทีต่อมาเขาก็ยิ้มเมื่อเห็นฉันทำอะไร

            “ขอสัมภาษณ์หน่อยนะคะ พอดีมีคนถามว่าท่านทรงโปรดศัลยกรรมบ้างหรือเปล่าน่ะค่ะ” ฉันถ่ายหน้าเขาใกล้ๆ ทรงโปรดเลยหัวเราะ ไม่ได้ปัดป้องอะไรเลยสักนิด เหมือนกำลังสนุกที่ได้อวดหน้าหล่อๆ ของตัวเองผ่านไลฟ์เฟซบุ๊กอีกต่างหาก แล้วจะไม่ให้หมั่นไส้ยังไงไหว

            “ไม่นะครับ ของแท้แม่ให้ครับ” เขายิ้มและส่งสายตาหวานๆ ให้กับไลฟ์ ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้มีใครกำลังกรี๊ดกันอยู่ไหม

            ด้วยความหมั่นไส้ ฉันเลยเอื้อมมือไปบีบแก้มเขาแรงๆ เขาครางแล้วก็ดึงโทรศัพท์ไปถือเอง ฉันเลยเลื้อยตัวนอนทับบนร่างของเขา ทรงโปรดเลยหัวเราะแล้ววางชีทไว้ที่พื้น แล้วยกมือข้างหนึ่งโอบฉันเอาไว้ไม่ให้ตกจากโซฟา

            “ก็ของจริงนี่นา” ทรงโปรดยิ้มๆ แต่คราวนี้ไม่ได้มองโทรศัพท์ แต่ส่งยิ้มให้กับฉันแทน

            “จริงเร้อ” ได้ยินแบบนั้น ฉันเลยบีบจมูกเขาแล้วออกแรงบี้แรงๆ เอ๊ะ ของจริงนี่นาทุกทีฉันก็ไม่กล้ามาลูบมาจับแรงๆ อะไรแบบนี้ แล้วฉันก็ไม่กล้าถามซอกแซกอะไรด้วย คิดว่าคนที่เป๊ะแบบนี้น่าจะทำนั่นทำนี่มาบ้าง สมัยนี้การศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และไม่ใช่เรื่องผิดอะไรด้วย ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากดูดีสวยหล่อกันทุกคน ฉันเลยคิดเอาไว้เขาคงทำมาบ้าง แล้วก็พานไม่กล้าแตะตรงนั้นตรงนี้บนใบหน้าของเขาเท่าไหร่

            แต่ตอนนี้สิ โอ๊ยผิวเขางี้ลื้นลื่น แถมมองใกล้ๆ ก็ยิ่งดูหล่อ พอเห็นก็หมั่นไส้ แอบบีบตรงนั้นจิ้มตรงนี้สนุกมือไปเลย

            “บอกแล้วว่าไม่ได้ศัลย์” เขาขำ และฉันก็ทำหน้ามุ่ย

            มันไม่ยุติธรรมอ่ะ ที่คนคนหนึ่งจะดูดีได้ขนาดนี้ แบบว่าเห็นแล้วมันใจสั่นจริงๆ นะ

            “ไหน ขอดูที่ตาหน่อยได้มั้ยคะ ทำตาสองชั้นมารึเปล่า” ฉันหยอกเขา แล้วก็ใช้ปลายนิ้วลูบไล้เปลือกตาของเขาไปด้วย ผู้ชายอะไร ขนตางอนยาวซะขนาดนี้ ผู้หญิงยังอายเลยนะ

            “จะหาตะเข็บที่เย็บชั้นตารึไง”

            เพราะหน้าเราใกล้กันมาก ทรงโปรดเลยผงกหน้าขึ้นมาแล้วจูบฉันเบาๆ ทีหนึ่ง ฉันเลยขึงตาใส่ทั้งที่นอนทับบนตัวของเขาแบบนี้แหละ

            “พูดซะน่ากลัวเลย ตะเข็บเลยเหรอ” ฉันหัวเราะออกมา จากที่ตั้งใจว่าจะแกล้งหาเรื่องเขาแท้ๆ ทำไมถึงได้เขินและมีความสุขที่ได้ลวนลามเขาแบบนี้ แง้ นี่ฉันกลายเป็นคนโรคจิตไปแล้วเหรอเนี่ย

            “ไม่ได้ทำครับ เอาเวลาไหนไปทำล่ะ” เขายิ้มให้ ฉันก็เอามือไล้ดั้งเขาไปมานานสองนาน มันสนุกดีอ่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฉันเริ่มสนุกที่ได้จับตรงนั้น ลูบตรงนี้บนใบหน้าของทรงโปรดไม่หยุดมือ เขาก็ไม่ว่าอะไรด้วยนะ นี่ชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำเหรอเนี่ย

            “มีคนถามเหรอว่าฉันศัลย์รึเปล่า” ทรงโปรดเอื้อมมือมาบีบจมูกฉันบ้าง จนฉันร้องออกมาเบาๆ ทีหนึ่ง

            “เราสองคนนี่สวยหล่อไม่พึ่งมีดหมอด้วยกันทั้งคู่เลยเนาะ” เขาหัวเราะ ดูชอบใจที่ได้แกล้งฉัน

            “แล้วปากนี่ ทำปากบางมาด้วยรึเปล่า” ฉันเลื่อนนิ้วไปลูบริมฝีปากของเขา ทรงโปรดก็หัวเราะออกมา ไม่รู้ว่าเขาขำตรงไหน เห็นรอยยิ้มของเขาแล้วฉันก็อยากเห็นเขายิ้มให้ต่อไปอีกนานๆ

            “พิสูจน์เองสิ ว่าไปตัดมาจริงรึเปล่า” ทรงโปรดทำปากจู๋ ฉันเลยบีบแก้มเขาแรงๆ จนแก้มเขาแดงขึ้นทันตาเห็น

            ตอนนี้ทรงโปรดวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะกลางโซฟาตรงหน้า ฉันก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ฉัน Live เฟซบุ๊กอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีคนอิจฉาฉันบางรึเปล่าที่ได้มาคลอเคลียนอนบนตัวทรงโปรดแบบนี้

            “แหวะ คนหลงตัวเอง”

            “อ้าว แล้วฉันหลงตัวเองตรงไหน” เขาหัวเราะ ไม่ว่าจะตาหรือปากก็ยิ้มหวานหยาดเยิ้มไปหมด

            “แล้วไม่อยากรู้เหรอ ว่าฉันทำตา ทำปาก ทำจมูกจริงๆ มั้ย เอาเลย เชิญปู้ยี้ปู้ยำได้ตามสบาย” ทรงโปรดกางแขนกางขา หลับตาพริ้มจนฉันหมั่นไส้ และทำการพิสูจน์ใบหน้าของเขาด้วยการจูบหนักๆ ที่ปาก ที่ตา แล้วก็ที่จมูกของเขา

            ทรงโปรดคงจั๊กจี้ เขาหัวเราะร่วนแล้วพาดแขนโอบเอวฉันไว้ ก่อนที่เขาจะพูดเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง

            “ไหนๆ ก็ไลฟ์โชว์ไปแล้ว เรามาเลิฟซีนโชว์กันเลยมั้ยหยา

            “บ้า ฉันทั้งเขินทั้งขำ อย่าลืมสิว่าตอนนี้ยังไม่พ้นช่วงไฟแดงน่ะ

            เหมือนว่าทรงโปรดก็รู้อยู่แล้วเหมือนกัน เขาแค่หัวเราะแล้วดันตัวฉันลงนอนเบียดใกล้ๆ กัน โดยให้ฉันตัวติดกับพนักโซฟา เขาก็ขยับตัวนอนใกล้ๆ ก่อนจะหยิบเอาชีทเรียนของเขาขึ้นมาอ่านต่อ

            “ง่วงจัง

            “กินแล้วก็ง่วง” ทรงโปรดว่ามา ฉันเลยขึงตาใส่เขา ก่อนจะขยับตัวเพื่อหาที่ที่นอนสบายมากที่สุดสำหรับโซฟาตัวใหญ่ตัวเดียว แต่กลับต้องมานอนเบียดกันถึงสองคน

            “ว่าคนอื่น ฉันกินยาแล้วง่วงต่างหาก” ฉันแก้ ทีนี้อีตาทรงโปรดเลยหัวเราะ

            “ก็หมายถึงยานั่นแหละ”

            อย่ามาเล่นลิ้น ฉันรู้นะว่าเขาหมายความว่ายังไง จะบอกว่าฉันกินเยอะล่ะไม่ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับยาที่กินแก้ปวดเลยสักนิด ฮึ!

            “เอ้า งอนอีก ก็หมายถึงยาจริงๆ นี่นา

            “โกหกกันหน้าตาเฉยเลยนะ” ฉันว่า ทรงโปรดเลยหัวเราะ ไม่รู้มีเรื่องอะไรให้ขำนักหนา

            “นอนๆ อย่าเพิ่งงอนเลยนะ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียเลย เดี๋ยวไม่สวยนะเออ” เขาพลิกตัวนอนตะแคงแล้วหันหน้าเข้ามาหาฉัน แววตาที่ดูพราวเหลือเกินนั่นทำฉันอยากจะหยิกเขาสักทีสองที คนอะไรก็ไม่รู้

            “นอนพักดีกว่า จะได้อารมณ์ดีขึ้น นะ” แล้วทรงโปรดก็บีบแก้มฉันเป็นการคลายเครียดของเขาเอง

         “แล้วตอนเย็นอยากออกไปเดินเล่นหรือว่าอยากไปกินอะไรข้างนอกแล้วค่อยว่ากันอีกที”

            “งืม” ฉันครางในคอ แล้วซุกหน้าลงกับไหล่ของเขา จู่ๆ สายตาของทรงโปรดก็ดูน่ากลัวขึ้นมาซะอย่างนั้น

         ทำไมช่วงนี้ทรงโปรดถึงได้ใจดีกับฉันง่ายๆ แบบนี้นะ ฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

            ฉันตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นราวๆ สองชั่วโมง เพราะท่านอนที่ไม่ค่อยสบายตัว นอกจากนั้นก็รู้สึกว่าอยากเข้าห้องน้ำมันก็เลยตื่นขึ้นมาเองซะอย่างนั้น ความจริงฉันสามารถนอนยาวไปถึงเช้าพรุ่งนี้ได้เลยนะ แต่บอกตามตรง ก็กลัวว่าทรงโปรดจะตกใจว่าฉันหลับหรือตายก็เลยงัวเงียตื่น

            พอตื่นขึ้นก็ยังเห็นว่าตัวเองนอนเบียดกับทรงโปรดอยู่เหมือนเดิม ผู้ชายคนนี้ก็แปลกๆ มีความอดทนกับเรื่องบางเรื่องที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

            “ตื่นแล้วเหรอ” เขาถาม ฉันก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วพยายามจะลุกขึ้น แต่มันลุกไม่ได้อ่ะ

            เหมือนตัวมันติดอยู่แล้วก็ขยับตัวเหมือนหงึกๆ หงักๆ ทำได้แต่ผงกหัวกับยกขาขึ้นเท่านั้น มันคงตลกมาก เพราะทรงโปรดหัวเราะ อีกแล้ว

            “เธอนี่ตลกดี นิสัยกับท่าทางผิดกับหน้าตาลิบลับเลย”

            “หมายความว่าไง” ฉันถามเสียงแข็ง ตอนนี้ยังนอนแหมะบนเตียงเพราะขยับไปไหนไม่ได้ ส่วนทรงโปรดลุกขึ้นก่อนแล้วช่วยฉุดฉันขึ้นมาจากโซฟาที่แทบจะจมลงไปทั้งตัวเลย

            “หมายความว่า ผู้หญิงหน้าเหวี่ยงๆ เหมือนนางร้ายแบบนี้ ไม่คิดว่าตัวเองจริงจะเอ๋อเป๋อเหลออีกต่างหาก

            “นายนี่น่ะ” ฉันเขิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเขินไปทำไมเหมือนกัน ทั้งที่คำพูดของทรงโปรดไม่ใช่คำชมเลยสักนิด

            “เอ้า ฉันชมนะเนี่ย” แต่เขาบอกแบบนั้น ฉันเลยหรี่ตามองอย่างจับผิด

            “หิวยัง ออกไปข้างนอกมั้ย ไปเดินเล่น หาอะไรกินแล้วดูหนังสักเรื่องมั้ย” เขาชวน และฉันก็สนใจขึ้นมาทันที

            เพราะก่อนหน้านี้ที่ผ่านๆ มา ฉันกับเขาไปดูหนังกันแทบนับครั้งได้ ไม่เคยได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ฉันหมายถึงเดทน่ะ เราไม่เคยทำแบบนั้นเหมือนแฟนคู่อื่นๆ เลย เพราะตัวฉันเองนี่แหละที่ทิฐิงี่เง่าอะไรไม่เข้าเรื่อง คิดว่ามีแฟนเป็นหนุ่มนักธุรกิจมีเงินหนาจะเท่กว่าเด็กมหาวิทยาลัยวิศวะฯ บ้าจริงถึงตนนี้ฉันรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา มากถึงมากที่สุดจนแทบไม่กล้าจะมองหน้าทรงโปรดเลย

            ฉันเดาไม่ออกว่าเขารู้เรื่อง พีท ของฉันมากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าน่าจะรู้อยู่ระดับหนึ่งล่ะ

            และฉันก็ไม่กล้าเดาต่อด้วย ว่าทำไมเขาถึงได้ยอมรับตัวตนนั้น ทั้งที่มันไม่ใช่ตัวของเขาเลยสักนิดเดียว

            “มองหน้าทำไม ไปอาบน้ำสิ” เขาเอื้อมมือมาบีบแก้มฉันอีกทีหนึ่ง ฉันเลยหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง

            “อาบน้ำเหรอ”

            “อืม อาบน้ำแล้วเดี๋ยวออกไปข้างนอกกัน”

            “อือแล้วเห็นมือถือฉันมั้ย” ไม่รู้ว่าตอนนี้มันอยู่ตอนไหนแล้ว ฉันมองซ้ายมองขวา แล้วก็เห็นทรงโปรดขยับตัวไปหยิบมันมาให้จากโต๊ะกลางตรงหน้าใกล้ๆ

            “เอ้า” เขาส่งมันมาให้ พอรับมาเท่านั้นแหละ ฉันก็ตาเหลือกด้วยความตกใจ

            ก็เพราะว่าโทรศัพท์มันยัง Live อยู่น่ะสิ แล้วคนดูก็เยอะมากด้วย สองพันเชียวนะ นั่นมันอะไรกัน

            ทรงโปรดหัวเราะ เขายื่นหน้ามามองแล้วก็พึมพำบางอย่างที่ฉันไม่ค่อยได้ยิน แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจความคิดเห็นแปลกๆ ประหลาดๆ ของเขาแล้ว แต่สงสัยว่าทำไมมันถึงยังได้ถ่ายทอดสดอยู่ล่ะ อีกอย่าง แบตฉันก็แทบจะหมดเลยด้วย

            “นายไม่ได้กดหยุดไลฟ์เหรอ” ฉันสะอึก แล้วลนลานกดหยุดมันแทบไม่ทัน

            “แล้วจะหยุดทำไมล่ะ ก็” พอทรงโปรดพูดคำว่าก็ ฉันก็กดปิดมันทันทีทันใด

            “นี่ สองชั่วโมง นี่ไลฟ์มาตลอดเลยเหรอ” ฉันถามเขาด้วยความตกใจ ทรงโปรดก็ไหวไหล่ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้

            “ก็เธอไม่ได้บอกให้หยุด”

            “กรรม” ฉันได้แต่ยกมือตบหน้าผากตัวเอง รู้สึกอายจนพูดไม่ออก

            “นี่ฉันเผลอทำเสียงกรนไปบ้างรึเปล่า ทำท่าประหลาดๆ อะไรออกไปมั้ย แล้วคนดูนี่ยังไง มาดูคนนอนหลับเนี่ยนะ ฉันไม่ใช่หลินปิงจากช่อง Panda Channel นะ”

            ทรงโปรดหัวเราะดังลั่น เขายกมือกุมท้องเหมือนกำลังปวดท้องอยู่อย่างนั้น

            “ฉันนอนบังให้อยู่หรอก น่า ไปอาบน้ำแล้วเดี๋ยวเราไปข้างนอกกัน ไม่ได้ออกไปไหนเลยคงจะเบื่อแล้วสิท่า”

            ทรงโปรดนี่มันทรงโปรดจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็รู้ทันฉันไปซะทุกเรื่องเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าจะโกหกได้ยังไง

            “ไม่ต้องมาอ้าปากเหวอ ไปอาบน้ำได้แล้ว”

            “แล้วมือถือฉันจะว่าไงแบตจะเกลี้ยงอยู่แล้วเนี่ย” ฉันพึมพำเรื่องมือถือของตัวเอง กลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่มันปะทุขึ้นมา สายตาของทรงโปรดตอนนี้น่ากลัวจนไม่กล้าจะสบตาด้วยนานๆ เลย

            “ถ้าอยากถ่ายรูปอยากเซลฟี่ เอาโทรศัพท์ของฉันไปก่อนก็ได้” เขาว่าอย่างมีน้ำใจ ตามประสาหนุ่มหล่อใจดีสปอร์ตอย่างทรงโปรดนั่นแหละ

            “งั้นฉันไปอาบน้ำก่อน

            “ใช่ เธอจะได้มีเวลาแต่งหน้า เนอะ

         ฉันล่ะเกลียดจริงๆ เลย คนรู้ทันเนี่ย เฮอะ

 

         ตามที่ทรงโปรดบอกเอาไว้ เราสองคนออกมาหาอะไรข้างนอกกินกันจริงๆ ถึงฉันจะไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกเลยก็เถอะ ก็คนที่เป็นไข้ต่ำๆ แบบนี้ ใครล่ะจะอยากออกไปไหนมาไหนให้เหนื่อยแล้วก็อาจจะไข้กลับขึ้นมาอีก แต่เขาก็ดูเต็มอกเต็มใจเหลือเกินที่จะบริการฉัน ถ้าฉันป่วยขึ้นมาจริงๆ อีกรอบ

            “ดูหนังมั้ย ช่วงนี้มีหนังอยากดูด้วย” ทรงโปรดถามเมื่อเราเดินมาถึงโรงหนัง ก็อย่างที่เขาบอกก่อนหน้านี้

            “อยากดูเรื่องนั้นอ่ะ” ฉันชี้ไปดูโปสเตอร์หนังบู๊แอคชั่นที่เป็นภาคต่อมาจากค่ายหนังใหญ่ ทรงโปรดกลับทำหน้างงเข้าใส่ซะอย่างนั้น

            “คิดว่าเธอชอบหนังรักโรแมนติก

            “หึ ไม่ชอบอ่ะ มันฝันหวานเกินไป” ฉันบอกไป ทรงโปรดก็หัวเราะ ทำเหมือนไม่เคยเห็นกันมาก่อนงั้นแหละ

            “นั่นสิ อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน เธอก็ไม่เคยดูหนังหวานๆ พวกนั้นเลยนี่นา งั้นดูเรื่องนี้นะ”

            “อย่าบอกว่าอยากดูหนังโรแมนติกนั่น” ฉันชี้ไปที่โปสเตอร์หนังรักโรแมนติกเรื่องหนึ่ง และไม่เข้าใจว่าทำไมทรงโปรดถึงได้หัวเราะออกมาซะอย่างนั้น

            มันน่าหัวเราะตรงไหน ผู้ชายชอบหนังแบบนี้มันก็ไม่แปลกนี่นา

            “ก็นิดหนึ่ง” เขายอมรับออกมาตรงๆ ฉันเลยเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง

            “งั้นนายดูก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะไปดูเรื่องนี้คนเดียวเอง” คนไม่ชอบ ยังไงก็คงไม่ชอบแหละ

            “ตลก ไปดูด้วยกันนั่นแหละ ไม่พิลึกเหรอมาด้วยกันแต่จะแยกกันดู”

            “ฉันทำกับเพื่อนบ่อยไป ใครอยากดูเรื่องไหนก็แยกๆ กันไปดูก็ได้นี่ ถ้าไม่ชอบแล้วจะฝืนดูทำไมล่ะ เสียอารมณ์กันเปล่าๆ” ฉันอธิบายให้ฟัง ทรงโปรดนี่ไม่เข้าใจอะไรบ้างเลย

            “นั่นเพื่อน แต่นี่ผัวป่ะ”

            “โปรด! ฉันอุทานอย่างตกใจ ดีนะที่เขาไม่ได้พูดเสียงดัง ไม่งั้นล่ะก็

            “เวลาเธอหน้าแดงนี่น่ารักนะ”

            “โอ๊ย พอเถอะ ชมกันไปชมกันมาอยู่นั่นแหละ ไปซื้อตั๋วเหอะ ฉันอยากดูหนังแล้ว” พอเถียงไม่ไหวฉันก็ต้องยอมแพ้เขา พูดไปกี่เรื่องก็วกกลับไปเรื่องแบบนั้นอยู่ดี ก็เขาไม่ได้ชมเปล่านี่สิ มองมาเหมือนจะทำให้ละลาย แล้วใครจะไปทนสายตานั้นไหวกันล่ะ

            “งั้นก็ดูเรื่องนี้กัน แล้วพรุ่งนี้อยากไปไหนอีกมั้ย”

            “นี่เราเพิ่งได้ออกมากันเองนะ จะบอกให้ไปไหนอีกล่ะ” ฉันถามเขาอย่างไม่เข้าใจ แทบจะซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ไม่มิด

            เวลามีความสุขเนี่ย ตัวมันจะลอยๆ แบบนี้กันทุกคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันเหมือนจะตัวลอยเลย ถ้าทรงโปรดไม่ได้จับมือเอาไว้แบบนี้

            ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองรึเปล่า ถึงได้รู้สึกว่ามีคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น พอแอบชำเลืองมองคนข้างตัวก็เห็นเขาทำตัวปกติธรรมดาเหมือนว่าเราทำตัวกันแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว ความตื่นเต้นเขินๆ ก็เลยค่อยๆ หายไป

            “เธอไปซื้อตั๋วนะ เดี๋ยวไปซื้อป๊อบคอร์นกับน้ำก่อน มันหนัก เดี๋ยวถือไม่ไหว”

            “ค่า” ฉันยิ้มให้ทรงโปรด มองดูเขาเดินไปอีกทางหนึ่ง ส่วนฉันเองก็ต่อคิวซื้อตั๋วหนังเงียบๆ

            หลังจากซื้อตั๋วอะไรเสร็จฉันก็เดินตามทรงโปรดไป เห็นเขาถือแก้วน้ำกับถังกระดาษใส่ป๊อบคอร์นรออยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้รอคนเดียวน่ะสิ ยังมีผู้หญิงสองสามคนยืนอยู่ใกล้ๆ เขา ทำท่าเหมือนกำลังชวนคุยอะไรกันอยู่

            ฮื้อฉันไม่ชอบใจอารมณ์ผู้หญิงที่มันกำลังหึงกำลังหวงที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยจริงๆ

            “นี่เป็นแฟนกันตอนไหนเหรอ

            ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปใกล้ คนที่สวยที่สุดในกลุ่มก็พูดขึ้นเสียงดัง ฉันเดาว่าเธอน่าจะถามว่าฉันกับทรงโปรดเป็นแฟนกันตอนไหนล่ะมั้ง เล่นเอาฉันชะงักกึกไปเลยเหมือนกัน

            “ได้ข่าวว่าแฟนของมาหยาเป็นหนุ่มนักธุรกิจนอกไม่ใช่เหรอ ชื่อพีทหรืออะไรสักอย่างเนี่ยแหละ”

            แม้แต่เรื่องนี้ก็มีคนรู้เหรอ ฉันหน้าเหวอไปด้วยความตกใจ ทำให้พวกเธอยิ่งพูดเสียงดังเข้าไปใหญ่

            “เห็นมั้ยล่ะ ทำท่าตกใจขนาดนี้ แสดงว่าจริง นี่รู้มั้ยโปรดว่าแม่นี่คบซ้อนนะ” เธอคนนั้นหันไปฟ้องทรงโปรด แต่เขาหัวเราะลั่นออกมาทันที

            “เรื่องที่มาหยามีแฟนอยู่แล้วน่ะเรื่องจริง แต่ไม่ใช่หนุ่มนักธุรกิจอะไรหรอก” ทรงโปรดกลั้นหัวเราะ ส่วนฉันก็หน้าร้อนผ่าวๆ ทั้งอายทั้งละอายใจ

            “รู้แล้วยังจะคบกับแม่นี่อีกเหรอ แม่นี่มีดีอะไรกัน” ผู้หญิงคนนั้นหรี่ตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นแบบนี้ฉันเองก็กระอักกระอ่วนไม่น้อย แต่ก็ยังเชิดหน้าเป็นคนสวยได้เหมือนเดิม

            “ก็ฉันนี่แหละ พีทของมาหยา” ทรงโปรดตอบ แล้วก็มองเมินผู้หญิงคนนั้น แล้วยิ้มให้ฉันเหมือนจะเอาใจ

            “เราไปดูหนังกันเถอะหยา ใกล้เวลาหนังจะเข้าแล้ว”

            “อืม” ฉันตอบคำเดียวในคอ ไม่อยากเสียเวลาทะเลาะกับใครทั้งนั้น ตอนนี้ไม่มีเหตุผลต้องเหวี่ยงอะไรใส่ใคร อยู่เงียบๆ เฉยๆ ก็ดีเหมือนกัน

            คิดแบบนั้นฉันเลยเดินผ่านกลุ่มสาวสวยพวกนั้นไปไม่อยากจะคุยไม่อยากจะมองให้เสียเวลา ทรงโปรดเองก็ดูไม่สนใจ ฉันก็เลยไม่อยากทะเลาะกับเขา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทะเลาะกันทำไมด้วย

            เห็นผู้หญิงเข้าหาเขาแบบนี้มันเดาไม่ยากหรอกว่าเรื่องอะไร ถ้าทรงโปรดไม่เล่นด้วย ฉันก็ไม่รู้จะโวยวายไปทำไม แต่ถ้าเขาทำเมื่อไหร่ อันนี้ค่อยว่ากันอีกที

         แต่ก่อนที่ฉันกับทรงโปรดจะเดินพ้นจากสาวๆ พวกนั้น ก็ไม่วายได้ยินเสียงของคนสวยที่พูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่เบานัก

            “โปรด

            “อะไรอีกเหรอ” ทรงโปรดถอนหายใจ ทำท่าไม่อยากจะคุยด้วยแล้ว แต่เขาก็ยังมีมารยาทไม่เสียงดังกลับไป

            “แล้วนายรู้มั้ยล่ะ ว่าแฟนของนาย เคยทำแท้งมาก่อน!


http://i.imgur.com/UcZtTcB.jpg
http://i.imgur.com/AclvBQI.jpg

Talk...

Song :: Swiss Lips - U Got the Power

ตายๆๆๆๆ นางเอกเป็นซะแบบนี้ แล้วจะไหวไหมคะ

ไม่รู้จะสงสารใครดี ระหว่างโปรดกับหยา หัวเราะ

มีคนถามว่าทำไมกลุ่มพี่โปรดถึงรู้ว่าพี่โปรดมีแฟน

แต่ตอนของพี่กายยังไม่มีใครรู้เลย

เค้าจะค่อยๆ อธิบายเพิ่มเติมไปนะเออ อยู่ในตอนของคนอื่นเลยเล่าไม่ได้มากค่ะ

ต้องมาอยู่ในตอนของตัวเองแบบนี้แล หัวเราะ

เค้าชอบเพลงนี้มากเลยค่ะ

เวลาฉันเห็นดวงตาเป็นประกายของเธอนะ

ฉันหมดแรงเป็นอัมพาตไปเลยคนดี อร๊าย หวานไป๊ imageimageimageimageimage

เฟซบุ๊คสำนักพิมพ์สมาร์ทบุ๊ค >>Click!!<<

แฟนเพจของมู่ mu_mu_jung >>Click!!<<

ทวิตเตอร์ของมู่ (ไม่ได้เล่น แต่แจ้งอัพนิยาย) >>Click!!<<
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

88 ความคิดเห็น

  1. #17891 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:33
    หืม อะไรอ่า
    #17891
    0
  2. #14979 ppanyee riin'z (@yeeninja1930) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 06:12
    หือ ..อะไรคะ ละอายใจแทนมาหยา งือ แต่ตอนนี้มาหยาสำนึกผิดแล้วนะ
    #14979
    0
  3. #14978 Dodom (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 00:59
    อารายอ่ะ พิโปรดคนดี
    #14978
    0
  4. #14977 Hello-b (@atitayasunda) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 00:21
    รอค่าาาาา
    #14977
    0
  5. #14974 Nuang Patcharaporn (@hanueng) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 03:03
    อาจจะมีงานเขื่อนเเตกก
    #14974
    0
  6. #14970 honey_jackjin (@Kk_Jk) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 01:30
    กลิ่นมาม่ากำลังจะมา
    #14970
    0
  7. #14969 iminvy (@milator) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:23
    ระเบิดรอตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
    #14969
    0
  8. #14968 neung13 (@lovely569914) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 16:53
    ท้องกับพี่โปรดหรือไร55555555555
    #14968
    0
  9. #14967 alonemupfin (@alone-ii-pop) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 13:08
    ระเบิดกลายเป็นโกโก้ครั้นนนนน
    #14967
    0
  10. #14966 Jeedjard DukDik (@jeedjard1993) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 10:26
    นางร้ายตัวจริงมาละ มาหยาก็ร้ายกลับไปบ้างนะ ขอร้ายแบบน่ารักและกวนประสาทหน่อยๆ จะเริ่ดมาก เพราะเราชอบผู้หญิงแนวนี้ 555
    #14966
    0
  11. #14965 SopapornPogpoon (@SopapornPogpoon) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 07:26
    ประโยคสุดท้าย ตูมเลย ร้ายจริงๆพวกหล่อน
    #14965
    0
  12. #14964 Foniiz Kanokwan (@foniiz-kt) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 05:24
    มีความโยนระเบิดให้เขาร้าวฉานเล่น
    #14964
    0
  13. #14963 nantakanpang (@nantakanpang) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 02:19
    รอโปรดค้ะะะะ
    #14963
    0
  14. #14962 nosolitary (@nosolitary) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 00:24
    พี่โปรดน่ารักตังเลยนน
    #14962
    0
  15. #14961 Be Yah (@xvalya_8) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 00:12
    อะไรเธอ รู้ทุกเรื่องเป็นนายกสมาคมเผือกเหรอ???
    #14961
    0
  16. #14960 Paifha14 (@Paifha14) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 23:57
    ปล่อยระเบิดลงมา ค้างงงงงเลย
    #14960
    0
  17. #14959 Beebie_B (@Mini_Cat) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 23:06
    ก้พี่โปรดคนแรกนี่นา
    #14959
    0
  18. #14958 Mikaririn (@Mikaririn) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 23:02
    จะทำแท้งตอนไหนละก็มีโปรดเป็นคนแรกจะท้องก็ท้องกับโปรดนี่ละ
    #14958
    0
  19. #14957 TigerEungArng (@TigerEungArng) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:59
    ไม่เอาดราม่าเด้อพี่มู่
    #14957
    0
  20. #14956 Springday (@chanunchita_narm) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:59
    เง้ออ ไม่เอาน้าาา
    #14956
    0
  21. #14955 Am_Rat (@Am_Rat) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:48
    ไม่จริงใช่ไหมมมมม ????
    #14955
    0
  22. #14954 EYEMI. (@parichatpopeye) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:45
    อัพพพพพพพ
    #14954
    0
  23. #14953 ทีเอเอ็ม (@matzr) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:26
    แท้งอารายยยย ตอนที่แล้วทรงโปรดยังเป็นคนแรกของหยาอยู่เลยยยยย อย่าดราม่าน้าาาา พลีสสส
    #14953
    0
  24. #14952 อาจุมม่าาาาา (@ttkewalin) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:10
    อย่านะ แฮปปี้ตอนแรกๆเลย นี่คือจะเข้าดราม่าหรอ ดิ้นนนน พี่มู่
    #14952
    0
  25. #14951 touyung (@1077) (จากตอนที่ 90)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:03
    นั่งยิ้มจนแก้มจะแตก อย่ามาพาเข้าดราม่านะ????????????
    #14951
    0