Angel Eyes

  • 95% Rating

  • 60 Vote(s)

  • 3,073,565 Views

  • 19,931 Comments

  • 10,628 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    23,449

    Overall
    3,073,565

ตอนที่ 125 : Thara-Kram`s Eyes 🌂 ep.05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18707
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 459 ครั้ง
    1 ส.ค. 61


Thara-Kram`s Eyes 05

The Tears That Will Fall Mean Nothing at All

 

Thara-Kram`s talking…

            ผมสงสารมินมินจับใจเลยล่ะ หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว

            พ่อของมินมินไม่ได้พูดอะไรเลย เมื่อเธอถามไปว่า เธอเป็นลูกของเขาหรือเปล่า นั่นเป็นสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดมากถึงมากที่สุดเลยล่ะ

            แล้วมินมินก็ไม่ได้ให้เลือดกับซอด้วย ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แค่น้ำหนักเธอยังไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัมน่ะ ได้ยินแล้วก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าเธอจะน้ำหนักน้อยขนาดนี้ เห็นทีว่าต้องขุนให้มากกว่าเดิมแล้วล่ะ

            มินมินเองก็คงรู้สึกผิดหลังจากที่ถามคำถามนั้นออกไป เมื่อน้ำหนักไม่ผ่านที่จะให้เลือดกับซอได้ เธอก็ขอโทษพ่อของเธอแล้วชวนผมกลับทันที ผมเองไม่ขัดอะไรอยู่แล้ว ไม่อยากให้เธออยู่ใกล้ไอ้ซอเลยด้วยซ้ำ

            ผมรู้ว่ามินมินคงใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมพามาที่ร้านอาหารน่ะ

            “เอ๊ะ” มินมินครางเมื่อผมกดไหล่ให้เธอนั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้ว

            “ไม่ต้องมาเอ๊ะมาอ๊ะอะไรแล้ว หาอะไรกินข้างนอกแล้วค่อยกลับกันดีกว่า” ผมพาตัวเองไปนั่งใกล้ๆ กับเธอ ไม่สนใจม้านั่งอีกฝั่งเลยสักนิด

            เพราะร้านอาหารร้านนี้เป็นที่นั่งแบบม้านั่งยาวเพราะอย่างนั้นเราเลยนั่งฝั่งเดียวกันได้ไม่มีปัญหา คือผมน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่คนที่มีปัญหาน่ะคือมินมิน

            “ทำไมต้องมานั่งเบียดกันด้วยล่ะ” เธอทำหน้างอใส่ผม ผมเลยหัวเราะแต่ไม่ตอบอะไร เพราะบริกรเข้ามาวางเมนูอาหารให้ซะก่อน เยี่ยมไปเลย

            “อยากกินอะไรล่ะ” ผมถามพลางเปิดรายการอาหารดู

            มินมินมีปัญหาอีกละ เธอทำตาโตและมองผมด้วยสายตาตกใจมาก

            “มันแพงมาก!” เธออุทานก่อนจะยกมือปิดปาก แล้วก็ไม่กล้าจะมองไปยังบริกรที่ยังยืนยิ้มรออย่างใจเย็น

            “น่า เลือกเถอะ”

            “ฉันไม่เคยกินอาหารพวกนี้หรอก” มินมินพูดซะน่าสงสาร บ้าเอ๊ย เวลาเธอทำหน้างอนๆ นะ แก้มเธอจะป่องมากเหมือนก้อนอะไรอะไรนุ่มๆ ที่ผมอยากยัดเข้าปากกลืนกินไปเลยล่ะ

            “งั้นฉันเลือกให้นะ” ผมไม่สนสีหน้าลำบากใจของมินมิน แล้วสั่งอาหารให้เธอทันที

            หลังจากที่บริกรเดินอกไปแล้วผมก็เลยยิ้มให้มินมินที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผู้หญิงอะไรจะน่ารักขนาดนี้ แค่เลือกของกินยังเหนื่อย ตลกชะมัดเลย

            ผมไม่พูดอะไรให้มินมินต้องลำบากใจเอนตัวพิงกับพนักม้านั่งอย่างสบายอารมณ์ขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วมันก็น่าแปลกใจนะที่ผมทั้งยิ้มทั้งหัวเราะเหมือนคนบ้าเลย ไม่รังเกียจสักนิดเมื่อเราสัมผัสใกล้ชิดกันขนาดนี้

            แบบว่าผมมันนิสัยเสียน่ะ ไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายด้วย แม้แต่จะมากระทบชายเสื้อก็หงุดหงิดแล้ว แต่พอเป็นมินมินก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมยอมได้ทุกอย่างเลยล่ะ

            แต่แล้วผมก็ต้องขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ เมื่อได้เห็นโทรศัพท์ของมินมินชัดๆ โหย นั่นมันไอโฟนห้าแล้วมั้งนั่น ใกล้จะได้เข้าไปอยู่ในพิพิธพันธ์แล้วไหม

            “โทรศัพท์เป็นอะไรเหรอ” ผมเลือกจะถามคำถามที่คิดว่านุ่มนวลที่สุด ไม่กล้าถามไปตามตรงว่าโทรศัพท์นั่นยังใช้ได้อยู่เหรอ?

            “เอ่อ” มินมินเงยหน้าสบตากับผมแล้วหัวเราะน้อยๆ แต่เห็นว่าหน้าเธอแดงขึ้นคงจะอายอยู่หน่อยๆ ล่ะมั้ง

            “เปลี่ยนมือถือเหอะ”

            “จะเปลี่ยนได้ไง ฉันไม่ได้มีเงินขนาดนั้น” เธอพึมพำแก้มป่องผมเลยส่ายหน้าน้อยๆ

            “เดี๋ยวซื้อให้เอง ไม่ได้ให้ฟรีด้วย ต้องมาทำงานบ้านให้ฉัน ทำมื้อเย็นวันที่ไม่มีเรียน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดห้องแลก สนใจมั้ย?” ผมถามแล้วก้มหน้าลงไปใกล้เธอ แล้วชนจมูกเธอเบาๆ ด้วยจมูกของตัวเอง แน่นอนว่าแก้มของมินมินแดงจัดในพริบตาเดียว บอกแล้วใช่ไหมว่าผมชอบมองมากแค่ไหนน่ะ

            “ไม่ต้องคิดมากหรอก แค่นี้ไม่เท่ากับตอนที่จัดงานวันเกิดเลยสักนิด ค่าเหล่าแพงกว่านี้เยอะ”

            พูดจบผมก็ต้องหัวเราะ เมื่อมินมินยกมือฟาดแขนผมแรงๆ ทีหนึ่ง แล้วทำตาโตให้ด้วย

            “ทำไมใช้เงินเปลืองแบบนี้!

            ถ้าเป็นคนอื่นพูด ผมคงตอกหน้ากลับไปแล้วว่านั่นเงินของผม และผมหามาด้วยตัวเองทุกบาททุกสตางค์ และอย่างมาเผือก แต่เพราะคนที่ถามตอนนี้คืมินมิน ดังนั้นผมเลยทำเสียงค่อยให้น่าสงสารที่สุดแล้วบอกไป

            “ฉันก็อย่างนี้ทุกทีเลย มันลืมตัวอะ เวลาอยากได้อะไรมันหน้ามืดจริงๆ นะ”

            ให้ตาย เวลาเธอทำหน้าเอาเรื่องแล้วน่ารักสุดๆ จนอยากจะจูบ จะกด จะกอด แล้ว XXX ให้หายอยากไปเลย แต่สิ่งที่ผมทำก็แค่ตีหน้าเศร้าเล่าความจริงให้เธอฟัง

            “ก็มันเคยตัวนี่นา ฉันมันนิสัยเสียไปแล้ว งั้นช่วยหน่อยสิ” ผมยิ้มเมื่อเห็นมินมินทำท่าเหมือนตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง

            “ช่วยอะไร

            “ก็แค่ช่วยเก็บกระเป๋าสตางค์ให้หน่อยยังไงล่ะ

 

            มินมินกินข้าวได้น้อยมาก ทั้งที่ผมมั่นใจสุดๆ ว่าอาหารร้านนี้อร่อยจนนางแบบชื่อดังยังกินกันลืมตายลืมอ้วนเลยนะ พอขู่เข้าหน่อยก็ทำน้ำตาคลอ อะไรวะ ไม่ยุติธรรมเลย ผมรู้สึกเครียดมากที่เห็นเธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ไอ้โง่เอ๊ย เคยด่าเพื่อนคนอื่นมานักต่อนัก พอเป็นเรื่องของตัวเองแล้วไปไม่เป็นเลยจริงๆ

            สุดท้ายจะเป็นยังไงล่ะ ก็ต้องกินของที่เธอกินไม่หมดเองนั่นแหละ

            ส่วนมินมินก็ใช้โทรศัพท์ของผมเข้าไปเช็กอีเมลอยู่ บอกแล้วไงว่าโทรศัพท์เธอมันเก่ามาก แล้วเหมือนผ่านสงครามมาสิบล้านครั้งเห็นจะได้

            ก่อนหน้านี้ผมก็โทรไปบอกที่ร้านซึ่งเป็นร้านของเพื่อนพี่ชายให้เอาโทรศัพท์มาส่งให้ที่นี่เลย เชื่อสิ ต่อให้ลากมินมินไปที่ร้านขายมือถือยังไง เธอก็ไม่มีวันรับไปหรอก ก็เลยต้องใช้วิธีแบบนี้แหละ

            “ทางนี้” ผมยกมือขึ้นเมื่อเห็นเด็กในร้านของเพื่อนชลมันมาถึงพอดี

            “ขอบคุณมากนะ” ผมบอกไปจากใจจริง เพราะระยะทางกว่าจะมาถึงที่นี่ก็ไกลพอสมควร ก็เลยให้ทิปไปเป็นแบงค์พันจากกระเป๋าสตางค์ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่ใบ

            มินมินมองผมแล้วทำตาโต แต่ผมแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

            “ขอบคุณครับพี่คราม”

            “อืม ขอบใจ” ผมยิ้มให้เด็กแล้วเขาก็เดินออกจากร้านไปเงียบๆ ก็เลยหันไปยิ้มให้เมียเมีย เอ๊ย มินมินบ้าง

            “ทำไมทำอย่างนี้”

            “ทำอะไร” ผมแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่าเธอถามอะไร เริ่มเข้าใจละว่าทำไมมีคนบอกว่าความรักทำให้คนโง่ได้ง่ายๆ อย่างผมนี่ไง อะไร ทำไม ไม่เข้าใจเลยครับ ฮิๆ

            “ไหนบอกว่าจะไม่ใช้เงินแบบนี้อีก” เธอทำหน้าขึงขัง คงเพราะว่าที่ผ่านมาตลอดชีวิตเธอต้องทำงานหาเงินเองนั่นแหละ เลยดูจะอ่อนไหวเรื่องเงินเป็นพิเศษ

            และอย่างที่บอกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงพูดใส่หน้าไปแล้วว่าอย่ามาเผือก นี่เงินของผม ผมหามาเองทุกบาททุกสตางค์ แต่พอเป็นมินมินแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ครับ ไม่ได้จริงๆ

            “ขอโทษครับ แต่เด็กมันวิ่งมาไกลมากเลยน่ะ เลยสงสาร”

            “เลยให้เงินเป็นปึก” มินมินมองผมเขม็ง แล้วก็ทำท่าชะงักไปเล็กน้อย

            “เอ่อ ฉันขอโทษ ฉันไม่น่าพูดแบบนั้นเลย คือมันไม่ใช่เรื่องของฉัน” หน้าเธอดูไม่ดีทันตาเห็นจนผมต้องตกใจ แล้วรีบแก้ตัวทันที

            “มินมินไม่ใช่แบบนั้นนะครับ เมื่อกี้ก็ค่าโทรศัพท์นี่ไงครับ” ผมส่งกล่องโทรศัพท์ให้มินมินทันที แล้วไขว้นิ้วข้างหลังตัวเองไปด้วย

            อันที่จริงค่าโทรศัพท์ผมจ่ายทางมือถือไปแล้ว ไอ้เงินเมื่อกี้ก็เป็นทิปล้วนๆ นั่นแหละ แต่พอเมียเมียทำหน้าแบบนี้แล้วก็ไม่กล้าบอกความจริง โอ้วเยส ผมเข้าใจความรู้สึกของพ่อแล้วล่ะ ตอนที่ทำเสียงสั่นต่อหน้าแม่ แล้วบอกจำนวนเงินที่ตัวเองเอาไปกินเลี้ยงกับเพื่อนแค่ครึ่งเดียว เมื่อก่อนหัวเราะพ่อที่กลัวแม่จนหงอ โอ้วเย ผมเจอเข้ากับตัวเองแล้วครับป๊า!

            “ค่าโทรศัพท์เหรอ” มินมินทำหน้างุนงง ท่าทางสับสนอย่างหนัก น่ารักชิบเลยว่ะ ไม่ไหวแล้ว

            “ครับ อันนี้เป็นร้านของเพื่อนพี่ชาย เขาลดให้ตั้งครึ่งนึงแน่ะ เห็นว่ามันเป็นตัวโชว์

            ตัวโชว์ที่ไหนครับ ของใหม่เอี่ยมอ่องแถมยังราคาสูงเอาเรื่องอีกต่างหาก ป๊าครับ ผมจำวิชาของป๊ามาใช้ได้ทุกอย่างเลยนะครับ ผมเข้าใจทุกอย่างอย่างถ่องแท้แล้วครับ

            “อ้อ” เมียเมียพยักหน้าให้ผม ผมเลยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่เดี๋ยวนะ มันก็ยังมีบางอย่างคาใจอยู่

            “หรือไม่อยากได้ตัวโชว์ครับ”

            “ไม่ อันนี้ก็ดีแล้วค่ะ” มินมินพูดอย่างน่ารัก ก่อนจะแกะกล่องดูทันที

            ผมเลยทำทีกินอาหารต่อ ที่กล่องมันแกะได้ง่ายๆ เพราะผมบอกเพื่อนพี่ไปว่าให้ลองเทสให้หน่อยแล้วดูแบตเตอรี่ให้ด้วย มันก็เลยดูสมจริงเหมือนเป็นมือถือตัวโชว์จริงๆ แหม ผมนี่ทำบุญมาดีจริงๆ เลยนะเออ

            “ใช้ได้มั้ยครับ” ผมถามแล้วตักกราแตงเข้าปากอีกคำ พยายามไม่กดดันเมียเมียจนเกินไป

            “ค่ะ” เธอยิ้มให้ผมอย่างน่ารัก น่ารักสุดๆ บอกเลยว่าหลงจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว

            “อย่าลืมทำงานใช้หนี้ด้วยล่ะ” ผมพูด เธอเลยหัวเราะอีก บ้าเอ๊ย รู้งี้ซื้อกลับไปกินที่บ้านซะก็ดี จะได้ปล้ำซะเลย

            แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตอนนี้มินมินมีเมนส์นี่นา งั้นอยู่ตรงนี้ก็ปลอดภัยกว่า หมายถึงมินมินนั่นแหละที่ปลอดภัย

            “ค่ะ

            แค่เห็นรอยยิ้มนี้ ต่อให้ต้องตกนรกเพราะเอาแต่พูดโกหกผมก็ยอมล่ะนะ

End Thara-Kram talk…

 

            ฉันรู้สึกดีใจมากที่ได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ ไม่ใช่เพราะได้ของใหม่หรอกนะ แต่มันแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของครามต่างหาก ยิ่งเห็นแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกทั้งขอบคุณที่เขาคอยอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด เขาเป็นคนเดียวที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ฉันมาตลอด ไม่เหมือนกับ

            เมื่อเริ่มจะคิดอะไรไม่เข้าท่า ฉันก็ส่ายหน้าไล่ความคิดพวกนั้นออกจากหัว แล้วก็ส่งยิ้มให้ครามอย่างขอบคุณ

            “ขอบคุณนะ” ต่อให้มันของมือสองหรือตัวโชว์ฉันก็ไม่สนใจ เพราะฉันซึ้งกับน้ำใจของเขาจริงๆ

            “ไม่กินข้าวอีกหน่อยเหรอ” ครามช่วยเอาการ์ดนาโนซิมจากเครื่องเก่าไปใส่ในโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ เพราะฉันยังงงๆ อยู่ว่าต้องทำอะไรยังไง แล้วเขาก็ถามฉันรอบที่สิบล่ะมั้ง

            “มันไม่อร่อยเลยเหรอ” เขาทำหน้าผิดหวังมาก จะว่ายังไงล่ะ อาหารอิตาเลียนแบบนี้ฉันไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ แล้วก็ยังไม่ค่อยหิวด้วย พอกินไม่เยอะครามก็เอาแต่ถามอย่างเป็นห่วงตลอด

            “ไม่เคยกินอะไรพวกนี้น่ะ ก็เลย” ฉันบอกเขาอย่างเขินๆ ครามเลยหัวเราะ

            “ไม่ถูกปากว่างั้นเถอะ เอาเป็นว่าคราวหลังจะพามากินบ่อยๆ แล้วก็กินอาหารอย่างอื่นด้วยนะ” ครามยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีอะไรต้านทานได้เลยจริงๆ

            ฉันลูบคลำโทรศัพท์ใหม่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งดีใจทั้งขอบคุณ ใครจะไปนึกว่าตั้งแต่ได้มาเจอกับคราม อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละนะ

            “อ้าว เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ถอนหายใจซะล่ะ” ครามถามฉัน ตอนที่เรากำลังเดินไปที่ลานจอดรถ

            ฉันสบตากับครามแล้วก็ยิ้มแหยให้เขาไป

            “ฉันติดหนี้นายเท่าไหร่แล้วนะ” เพราะช่วงนี้มีแต่เรื่อง ฉันเลยลืมเรื่องนี้ไปหมด ว่าจะหางานพิเศษทำแต่ก็ยังหาไม่ได้จนแล้วจนรอด

            “เดี๋ยวค่อยคิดแล้วกัน ตอนนี้กลับกันก่อนนะ ง่วงมากเลยเนี่ย”

            ง่วงเหรอ…? เมื่อกี้เขาดื่มไวน์ไปกี่แก้วแล้วนะ ฉันล่ะกลัวว่าจะเมาแล้วขับจัง

            “ไหงทำหน้าแบบนั้นล่ะ” ครามหัวเราะเมื่อเห็นหน้าฉัน ฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองทำหน้ายังไงอยู่ ก็เลยรีบปรับสีหน้าท่าทางของตัวเองซะใหม่

            “ไม่ได้เมาใช่มั้ย” ฉันถาม เพราะง่วงก็ว่าน่ากลัวอยู่แล้วนะ ถ้าเมาด้วยนี่ยิ่งแล้วเข้าไปใหญ่เลย

            “ไม่ได้เมาครับ กลัวว่าจะขับรถกลับบ้านไม่ไหวเหรอ เอตะกี้ขับรถผ่านเห็นม่านรูดด้วย เราแวะเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อยดีมั้ยล่ะ” ทันทีที่ครามพูดจบฉันก็ยกมือฟาดเขาไปหลายที แต่เขามีเหรอจะสลดยังหัวเราะจนตัวโยนจนน้ำตาไหล ผู้ชายคนนี้นี่มัน

         “เอาล่ะ กลับกันเถอะ ฉันง่วงแล้วอะ” เขาทำเสียงอ้อนๆ ฉันเลยได้แต่ส่ายหน้ากับความเป็นเด็กของผู้ชายคนนี้

            ฉันยังแอบเห่อโทรศัพท์อยู่ ตั้งใจว่าจะเก็บมันเอาไว้อย่างดีตลอดไป เพราะนี่เป็นของขวัญที่มีค่าสำหรับฉันมากจริงๆ จนไม่รู้ว่าครามขับรถเข้ามาที่ไหนสักที่

         “คราม” ฉันพึมพำเมื่อเห็นเขาจอดรถ ซึ่งไม่ใช่คอนโดของเราแน่

            “อะไรเหรอ ที่นี่ที่ไหน

            “ก็ม่านรูดไงคะเมียเมีย มาเปลี่ยนบรรยากาศกันนะครับ

         ฉันช็อกมาก แล้วลนลานจะเปิดประตูรถลงไปให้ได้ แต่ถ้ามันถูกล็อกเอาไว้แล้ว ไม่มีทางที่จะเปิดมันออกได้หรอก ตอนนี้ฉันก็เลยใจหายใจคว่ำทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อครามหัวเราะ

            “จะบ้าเหรอ ฉันมาล้างรถต่างหาก”

            คำตอบของครามเหมือนมีค้อนหนักๆ มาทุบหัวฉันเลยล่ะ ฉันหัวเราะแห้งๆ อธิบายความรู้สึกขายหน้าตอนนี้ไม่ออกเลย

            “ก็ไม่เคยมีรถนี่” ฉันพึมพำเสียงอ่อย แล้วก็เลยเห็นว่ารอบตัวเป็นที่ล้างรถอัตโนมัติจริงๆ ไอ้ฉันก็นึกว่า

            “หน้าเธอจี้มากเลยนะรู้มั้ย” ว่าแล้วครามก็เอาแต่หัวเราะไม่หยุด ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าหัวเราะนักหนา

            “ถ้าอยากได้ไม่เอาข้างนอกหรอก กลับไปที่ห้อง ที่เตียงนุ่มๆ ดีกว่า”

            “ถ้านายยังพูดเรื่องแบบนี้อีก ฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว” ตอนนี้ฉันฉุนจริงๆ ผู้ชายคนนี้นี่มัน

            “อ้าว พูดเรื่องจริงก็โกรธด้วย” เขาหัวเราะเหมือนคนบ้าไม่หยุด ฉันล่ะอยากจะซัดเขาแรงๆ สักทีเหลือเกิน

            แต่พอเงื้อมือขึ้น ครามก็คว้าต้นคอของฉันแล้วดึงเข้าไปหาก่อนจะจูบฉันโดยที่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว ฉันตกใจแต่ทำอะไรไม่ถูก ร่างกายมันชาๆ เหมือนถูกไฟช็อต ปล่อยให้เขาจูบแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนเหมือนจะหายใจไม่ออก

            จูบของครามเหมือนมีกลิ่นบุหรี่ลอยมาจางๆ มันทำให้ฉันร้อนฉ่าไปทั้งตัว กว่าเขาจะถอนจูบออก ฉันก็แทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว

            “หน้าแดงจัง” ครามเย้าหลังจากที่ถอนจูบแล้ว

            ฉันได้แต่เขินไม่กล้าจะสบตากับเขาเลย รู้สึกเหมือนปากมันบวมๆ ขึ้นด้วย ยังมึนงงไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่ดูเหมือนครามจะนิ่งมากจนน่ากลัว

            ใช่สิอย่างธาราคราม ไม่มีหรอกที่จะขาดผู้หญิงข้างกาย ไม่แปลกที่เขาจะดูช่ำชองขนาดนี้ และนั่นทำให้ฉันงอนล่ะ แต่ฉันก็รู้นะว่ามันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว แต่มันก็ยังอดเคืองไม่ได้อยู่ดี ก็เขานิ่งเกินไปนี่แหละ ที่ทำให้ฉันไม่ค่อยสบายใจเลย

            “หิวมั้ย

            หลังจากรถล้างเสร็จแล้ว ครามก็ถามฉันเสียงใส เขานี่ยังไงนะ ก็เราเพิ่งจะออกจากร้านอาหารมาหยกๆ เองไม่ใช่เหรอ ทำไมเหมือนฉันเป็นคนตะกละที่กินทุกอย่างทุกชั่วโมง

            และดูเหมือนครามก็รู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ เขาเลยหัวเราะแล้วก็อธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น

            “ก็เธอกินนิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หิวเอาหรอก แวะร้านข้าวต้มก่อนมั้ย”

            คำพูดของครามทำให้ฉันแปลกใจ ก็มาดของเขาไม่ให้นี่นา คนอย่างเขาจะมากินอาหารข้างทางมันดูเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ

            “มองแบบนี้หมายความว่าไง ฉันเคยไปกินอยู่บ่อยๆ มีก๋วยเตี๋ยวด้วยนะ ถ้ากลัวว่ามันจะหนักไปก็สั่งเป็นวุ้นเส้นเอา” ครามดูแลเอาใจใส่ฉันดีทุกอย่างจนแวบหนึ่งที่ฉันอยากจะร้องไห้

            ทำไมคนคนนี้ถึงได้ดีกับฉันขนาดนี้ก็ไม่รู้ เพราะแม้แต่พ่อแม่ พวกท่านแทบจะไม่สนใจไยดีฉันเลยด้วยซ้ำ

            “ไปร้านอร่อยฉันนะ ไว้คราวหน้าจะลองพาไปกินอร่อยๆ แล้วไม่ต้องมาทำเป็นเกรงใจอะไรด้วย เข้าใจมั้ย”

            ครามทำหน้าจริงจัง ฉันก็สบตากับเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยอมพยักหน้าให้เขาไป

 

            ไม่รู้ว่าฉันป่วยกะทันหันได้ยังไง หลังจากที่เรานั่งกินข้าวต้มกันแล้ว ฉันก็ไข้ขึ้นสูงตอนที่กลับมาถึงห้องทันทีเลย

            อาจเป็นเพราะว่าวันนี้ตะลอนมาทั้งวันยังไม่ได้นอนพัก ไหนจะไปโรงพยาบาลที่มีแต่เชื้อโรคอีก ตอนนี้ฉันก็เลยน็อกไปเลย ขนาดว่าครามก็ยังตกใจ

            “ทำไมจู่ๆ ถึงเป็นไข้ล่ะ” เขาถาม ฉันเองก็อยากถามตัวเองแบบนี้อยู่เหมือนกัน

            “ไหวมั้ย งั้นรีบอาบน้ำแล้วกินยานอนเลยนะ ดีที่พรุ่งนี้ไม่มีเรียน” ครามพูดหลายอย่างจนฉันแปลกใจ

            ก่อนที่เราจะมาคุย เอ่อ ก็หมายถึงคบกันนี่แหละ ฉันไม่เคยคุยกับเขามาก่อนเลย เขามักจะอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทที่ดูโดดเด่นเอามากๆ มีนิสัยเฮฮาถึงไหนถึงกัน เรียกได้ว่าพูดชื่อออกไปคนทั้งคณะก็รู้จักน่ะ ถึงไหนถึงกัน ไม่ได้ดูจู้จี้จุกจิกแบบนี้เลย

            ฉันไม่ได้หมายความว่าเขาจู้จี้น่ารำคาญนะ แต่แค่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงได้ดูเป็นห่วงฉันขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่ฉันประหลาดใจเอามากๆ เลยล่ะ

            “พูดด้วยเนี่ย รู้เรื่องรึเปล่า” ครามยื่นมือมาบีบแก้มฉัน ฉันเลยหัวเราะน้อยๆ แล้วพยักหน้าให้เขา

            “งั้นก็ไปอาบน้ำเลยครับ เดี๋ยวไข้สูงกว่านี้จะยุ่งเอา” สายตาของเขาตอนที่พูดเนี่ยดูอ่อนโยนมาก และฉันก็แพ้ทางเอามากๆ เลย ฉันไม่สามารถสบตากับเขาได้อีกก็เลยรีบเดินหนีทันที

            แต่บ้าจริง ฉันมัวแต่ใจลอย เลยเอาหัวไปกระแทกกับประตูเข้าอย่างจังเลย ฮึก!

            “เป็นอะไรมากรึเปล่า” ครามเข้ามาชาร์จฉันอย่างรวดเร็ว ฉันเลยยกมือลูบหน้าผากของตัวเองแล้วหัวเราะ

            “ไม่เป็นไรค่ะ มึนนิดหน่อย” น่าอายจังเลย แต่รู้สึกดีจัง การที่มีคนเป็นห่วงแบบนี้น่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกดีมาก ดีมากจริงๆ

            “เฮ้อ แบบนี้ไม่ไหวแล้วมั้ง” เขาทำหน้ากังวล ฉันเลยรีบอธิบายต่อว่าไม่มีอะไรให้เขาต้องห่วงเลย

            “ฉันไม่เป็นไร” ฉันบอกเขาเพราะไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แต่ครามกลับทำหน้ายุ่งๆ ให้ซะอย่างนั้น

            “เห็นแบบนี้แล้วไม่ไว้ใจ ฉันไปด้วยดีกว่า” แล้วเขาก็ตีขลุมเอาดื้อๆ ทำให้ฉันทำตาโตด้วยความตกใจทันที

            “ไปไหน!?

            “ก็อาบน้ำให้ เอ๊ย ไม่ใช่

            อีตาบ้าคราม ฉันรู้นะว่าเขาคิดอะไรอยู่ ตอนนี้เขาเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มคิดว่าคนอื่นจะไม่รู้ทันรึไง

            “ฉันจะเข้าไปในห้องน้ำด้วย ตอนอาบน้ำก็ดึงม่านกั้นเอาไว้นะครับ ยืนอาบที่อ่างอาบน้ำเลยมีฝักบัวอยู่ แล้วฉันจะรออยู่ข้างนอกเผื่อว่าจะล้มอะไรไปอีก”

            “ไม่เอา!” ฉันส่ายหน้าดิก เรื่องอะไรจะยอมทำแบบนั้นล่ะ คงบ้าไปแล้วถ้าจะทำแบบนั้นจริงๆ

            “หรือว่าอยากให้อาบน้ำให้เลยคะเมียเมีย เอ๊ย มินมิน”

            แล้วไอ้คำว่า เมียเมียของเขานี่อีก ไม่รู้หรือไงว่าทำให้คนอื่นต้องลำบากใจน่ะ

            “งั้นฉันอาบน้ำให้เลยดีกว่า” ครามลากฉันเข้ามาในห้องน้ำ ฉันก็ช็อกไปเลยน่ะสิ

            “ไม่เอานะ! ฉันตกใจที่ถูกลากเข้าห้องน้ำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะสู้แรงครามไม่ไหวจริงๆ

            “เอาไง จะให้อาบน้ำให้มั้ยครับ”

            ถามแบบนี้ใครมันจะไปตอบได้ล่ะ

            สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องยอมทำตามที่ว่าไว้ก่อนหน้านี้นั่นแหละ ห้องน้ำที่นี่กว้างขวางหรูหรามาก มีทั้งส่วนอาบน้ำที่มีกระจกกั้นเอาไว้ อ่างอาบน้ำก็หรูมากมีผ้าม่านที่รูดกั้นสายตาเอาไว้ด้วย สงสัยว่าสถาปนิกหรือมัณฑนากรที่ออกแบบที่นี่ตั้งใจไว้แบบนี้

            ก็แบบว่าสามารถอาบน้ำพร้อมกันได้ยังไงล่ะ ก็เลยแยกเป็นสัดส่วนเอาไว้ให้ แต่ความจริง ถ้าเป็นสามีภรรยากัน คงอาบพร้อมกันในห้องอาบน้ำไม่ก็อ่างอาบน้ำสักที่แหละ

            แต่เอ๊ะ นี่ฉันคิดอะไรอยู่

            พอนึกออกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันล่อแหลมแค่ไหน ฉันก็รีบอาบน้ำทันทีอย่างลุกลี้ลุกลน เหมือนหัวใจจะวายตายได้อยู่แล้ว

         ฉันรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าจะถูกรังแก แต่พอเปิดม่านกั้นห้องน้ำปุ๊บก็แทบจะหัวใจวายตาย เพราะครามอาบน้ำเสร็จแล้ว

            ไวเวอร์!

            ฉันจับปมผ้าขนหนูเอาไว้แน่น เกลียดตัวเองจริงๆ ที่เข้มแข็งกว่านี้ไม่ได้เลย ทำไมถึงได้ไม่หนักแน่นกว่านี้ก็ไม่รู้

            “อาบน้ำเสร็จเร็วจัง” ครามยิ้มหวานให้ฉัน ฉันเหรอ ก็หน้าแห้งไปเลยสิ

            กล้าพูดได้นะว่าฉันอาบน้ำเสร็จไว แล้วทีเขาล่ะ

            “ฉันออกก่อนนะ” เห็นแล้วใจมันหวิวไปหมดเลย

            เห็นอะไรน่ะเหรอ ก็ร่างเกือบเปลือยของครามยังไงล่ะ

            ฉันก็รู้นะว่าร่างกายของผู้ชายหนุ่มคงจะแข็งแรงสุขภาพดี แต่ไม่คิดว่าครามจะเซ็กซี่ขนาดนี้เลยจริงๆ ปกติแล้วก็เห็นแค่ท่อนแขนของเขาน่ะสิ ถึงจะแค่แขนแต่ก็สวยมาก โดยเฉพาะตรงข้อมือและปลายนิ้ว ฉันนี่ก็ท่าจะบ้าเป็นเอามากขนาดนี้

            แล้วตอนนี้มันคือแบบ

            ร่างของเขามีเพียงแค่ผ้าขนหนูพันรอบเอวเอาไว้ผืนเดียว แล้วมันก็ผืนเล็กจัง เขาไม่รู้ตัวหรือไงว่าตัวเองตัวสูงขายาวขนาดไหนน่ะ โอ๊ย เห็นแล้วไม่สบายใจเลยจริงๆ จนไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปมองที่ไหนเลย

            “ครับ

            ครามไม่ทำให้ฉันลำบากใจไปมากกว่านี้ เขายอมให้ฉันออกมาแต่โดยดี ฉันก็รีบพุ่งตัวออกมาไม่กล้าอิดออดเลยสักนาทีเดียว

            ตอนที่กำลังหยิบเสื้อนอนมาได้ ครามก็ตามออกมาอีก โอ๊ย เขามันยิ่งกว่า Insidious วิญญาณตามติดอีกอะ น่ากลัวเกินไปแล้วนะ

            พอเขาออกมาฉันก็ชะงักไม่กล้าขยับตัว แต่รู้นะว่าเขาขำน่ะเพราะได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะอยู่

            “คราม” ฉันครางเพราะรู้ว่าเขากำลังแกล้ง

            “ครับ” ครามถือบอกเซอร์สีแดงสดว่อนไปมา เห็นแล้วอยากถลาเข้าไปชกท้ายทอยของเขาแรงๆ สักทีให้หายโมโห

            “ครับๆ” เหมือนครามจะรู้ตัวว่าฉันกำลังงอน เขาเลยหัวเราะก่อนจะถือกางเกงบอกเซอร์กับกางเกงนอนอีกตัวเดินลั้ลลาออกจากห้องไป ฉันเลยใช้เวลาสั้นๆ นี้รีบสวมเสื้อทันที

            ก่อนหน้านี้ก็จำไม่ได้เหมือนกัน ว่าตอนที่ได้มาอยู่ด้วยกันแล้วฉันใส่บราเซียร์นอนรึเปล่า ถึงจะรู้ว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ขอใส่ไว้เพื่อความสบายใจก็แล้วกัน

            ฉันเองก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เป็นรูมเมทกับผู้ชายแบบนี้ เมื่อก่อนก็มีรูมเมทเป็นเพื่อนผู้หญิงบ้าง แต่ส่วนมากก็อยู่คนเดียวมาตลอด ฉันก็ไม่ค่อยใส่บราเซียร์ตอน แล้วมาตอนนี้

         แต่โอ๊ย แล้วทำไมฉันต้องฟุ้งซ่านคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่เข้าใจตัวเองเลย

            หลังจากแต่งตัวแล้วฉันก็โดดขึ้นเตียงทันที เป็นเวลาเดียวกับที่ครามกลับเข้ามาในห้องนอนพอดีเลย

            ฉันหลับตาปี๋แต่ก็แอบเปิดตาขึ้นมองนิดหน่อย เห็นครามกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับขวดน้ำแล้วก็แก้วน้ำ เขาใส่แค่กางเกงนอนขายาวตัวเดียวนั่นแหละ แต่แหม น่ามองจนจัง เกิดมาฉันก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้ นึกว่าตัวเองจะตายด้านกับผู้ชายซะแล้ว แต่พอได้มาเจอกับคราม ฉันรู้เลยล่ะ ว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ไม่เลยสักนิดเดียว

            แรงดึงดูดของชายหญิงมันน่ากลัวกว่าที่คิดเอาไว้จริงๆ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมผู้หญิงถึงได้หลวมตัวง่ายๆ ถึงแม้ว่าจะพยายามหักห้ามใจแค่ไหนก็ตาม

            ก็ดูอย่างฉันตอนนี้สิรู้ทั้งรู้ว่าอันตรายที่เข้าใกล้เขา แต่ทำอะไรได้มั่งล่ะ

            ความคิดที่กระจัดกระจายของฉันหายไปเมื่อร่างสูงของครามขึ้นมาแทรกตัวนอนบนเตียงด้วย ฉันอึกอักอีกครั้ง ถึงจะนอนด้วยกันมาแล้วก็เถอะ แต่ว่า แต่ว่า

            “เธอนี่เหมือนปลาทูน่าแช่แข็งเลย” ครามหัวเราะเยาะฉัน

            เขาขยับเข้ามาใกล้ทันที แล้วก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าฉันจะดิ้นรึเปล่า สองแขนของเขาไม่ต่างจากปลอกเหล็กเลยสักนิด สุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายหมดแรงต้องยอมให้เขากอดเท่าที่เขาจะพอใจ

            “ถ้าฉันจะทำอะไรจริงๆ คงทำไปแล้ว ตอนนี้ไม่ทำหรอกน่า” ครามปลอบ แต่เรื่องแบบนี้จะเชื่อได้เหรอ

            เขาเป็นผู้ชายยังไงก็ไม่เสียหาย แต่ผู้หญิงนี่สิ มันเสียหายทั้งกายทั้งใจเลยนะ โดยเฉพาะใจน่ะ

            “ฉันรู้น่าว่าทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ เธอมีเรื่องเครียด แถมยังมีเมนส์ด้วยนี่

            โอ๊ย ฉันอยากจะร้องไห้ ทำไมเขาต้องมาพูดอะไรแบบนี้ด้วยนะ ฉันน่ะเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองมีประจำเดือนอยู่ ก็เพราะเขาคนเดียวนั่นแหละ

            “นอนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่นา”

            ฉันรู้สึกได้ว่าเสียงพูดของครามอยู่ใกล้มาก ลมหายใจร้อนๆ ของเขาก็เป่าที่หน้าผากของฉันด้วย อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเป็นคนอื่นแล้วฉันจะยอมขนาดนี้ไหม

            อาจเป็นเพราะเขาคือคราม ฉันเลยยอมใจง่ายแบบนี้ล่ะมั้ง ฮึก

            “ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”

            หลังจากที่เราเงียบไปกันอยู่พักหนึ่ง ครามก็บอกกับฉันเสียงค่อย ฉันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มองอะไรไม่ชัดอยู่ดีเพราะในห้องมันมืดสลัวไปหมด

            “เรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องครอบครัว” เสียงของครามฟังดูทุ้มนุ่ม แตกต่างจากทุกครั้งอย่างสิ้นเชิง แต่ก็น่าแปลกตรงที่ฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

            “ฉันจะเป็นครอบครัวให้เธอเอง ต่อให้ไม่มีใครต้องการ แต่สำหรับฉันแล้ว เธอสำคัญมากกว่าอะไรทั้งนั้น” ปลายนิ้วของครามลูบไปที่แก้มของฉัน ฉันก็เลยเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้อยู่

            บ้าจังเรื่องแค่นี้ทำไมต้องร้องไห้ด้วยก็ไม่รู้

            “ไม่ต้องไปสนใจเรื่องคนอื่นแล้ว เธอเข้าใจมั้ย ว่าฉันจะบอกอะไร”

            บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าครามคงไม่อยากให้ฉันคิดมากเรื่องของพ่อและซอ ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยนับว่าฉันเป็นคนในครอบครัวอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีใครต้องการก็อาจจะมีครามคนนี้ที่ยังมองเห็นค่าของฉัน

            “ตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้ว มีอะไรต้องบอกฉันทุกอย่าง มีอะไรไม่สบายใจก็บอกฉัน คุยกับฉันได้ทุกเรื่อง อย่าร้องไห้คนเดียวอีกเลยนะ

            บ้าจัง เพราะประโยคนี้แหละ ที่ทำให้น้ำตาไหลยิ่งกว่าเดิมซะอีก

            ฉันจำไม่ค่อยได้ว่าฉันคุยอะไรกับครามไปบ้าง เพราะมันมึนๆ งงๆ ไปหมด รู้แค่ว่าพูดไปด้วยร้องไห้ไปด้วยเหมือนยัยบ้าเลย โง่จริงเลย มินมิน

 

            ฉันเริ่มชินแล้วล่ะ กับการที่ต้องทาครีมหวีผมที่โต๊ะเรื่องแป้ง โดยมีสายตาของผู้ชายคนหนึ่งมองตามตลอดเวลา

            ครามอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก่อนฉัน แน่ล่ะ ก็เขาไม่ต้องทำอะไรมากก็ดูดีโดดเด่นอยู่แล้วนี่ แค่อาบน้ำแต่งตัว ฉีดน้ำหอม Christian Dior แล้วก็สวมเสื้อช็อปล้มตัวลงนอนบนเตียง เพราะฉันเพิ่งจะพาตัวเองออกมาจากห้องน้ำได้

            ฉันยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่อาบน้ำพร้อมกันอีกแล้วก็ขู่ว่าจะร้องไห้ เขาก็เลยยอมแพ้

            ตอนนี้ก็ยังสงสัย คำขู่ของฉันมันน่ากลัวนักเหรอ หรือว่าเขาคิดว่ามันปัญญาอ่อนมากก็เลยยอมไม่รู้

            “ทาแค่แป้งฝุ่นเหรอ” ครามยิ้มให้ฉันผ่านทางเงาสะท้อนในกระจก เป็นรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้มาก มากๆ เลยด้วย

            “ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่ชอบเห็นเธอแต่งหน้า เวลาหอมแก้มก็ขมๆ ด้วย ใสๆ แบบนี้ชื่นใจกว่าเยอะเลย”

            ฮือ ผู้ชายคนนี้พูดอะไรก็ไม่รู้

            หลังจากที่เสียเวลาปลุกครามให้ตื่น ก็จู่ๆ เขาก็หลับไปหน้าตาเฉยตอนที่รอฉันแต่งหน้า เราก็มาถึงคณะได้อย่างปลอดภัย

            ครามไปหากลุ่มเพื่อนของเราเพื่อคุยเรื่องธีสิส ส่วนฉันก็อยู่กับเพื่อนดูวิชาที่ต้องสอบต่อไป อีกนิดเดียวฉันก็จะเรียบจบแล้ว และหลังจากนี้ก็คงต้องอยู่คนเดียว เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ถึงตอนนั้นฉันคิดว่าพ่อคงจะไม่มาวุ่นวายอะไรกับฉันอีกแล้ว

            คิดถึงพ่อ ฉันก็ยังคาใจเรื่องที่โรงพยาบาลอยู่ แต่ก็พยายามคิดว่าตัวเองคงจำกรุ๊ปเลือดของแม่ผิดไป เพราะแม่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันมานานแล้ว ฉันจะไปจำกรุ๊ปเลือดของท่านได้ยังไง บางทีแม่อาจจะไม่ใช่เลือดกรุ๊ปบี และฉันคงจะคิดมากไปเองที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพ่อ

            แต่ฉันก็หลุดออกจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา และเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ด้วย

            “ค่ะ” ฉันบอกไปตามสายเพราะคิดว่าอาจจะเป็นอาจารย์หรือไม่ก็คนรู้จักคนอื่น

            แต่มันไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดเลย เพราะเสียงที่ได้ยินคือเสียงของ แม่

         (มินมิน นี่ฉันเองนะ แม่ของแก มาเจอกันหน่อยได้มั้ย…)

         เพราะอย่างนั้นฉันเลยโทรไปบอกครามเอาไว้ก่อนว่าต้องไปธุระเดี๋ยวจะกลับเอง และไปเจอกับแม่ที่โรงแรมดัง ซึ่งแม่ทำงานอยู่ที่นั่น

            ฉันได้แต่สงสัยกังวลไปสารพัดว่าทำไมแม่ถึงเพิ่งติดต่อมาเอาตอนนี้ แถมยังเป็นเวลาไล่เลี่ยกับที่ได้เจอพ่ออีกต่างหาก เพราะก่อนหน้านี้เหมือนท่านหายไปจากชีวิตของฉันเลย แต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะมาถึงโรงแรมที่ทำงานของแม่แล้ว โรงแรมใหญ่โตมาก มันทำให้ฉันรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ โรงแรมใหญ่แบบนี้ท่านคงได้เงินเดือนเยอะมาก

            แล้วกันสิ มินมิน ฉันดุตัวเองก่อนจะยกมือไหว้ทักทายแม่ ซึ่งไม่ได้เจอกันมานานมากแล้วจริงๆ

            “แม่มีอะไรรึเปล่า ทำไมถึงเรียกหนูมาหาแบบนี้

            “มานี่ก่อนเถอะ แกช่วยฉันหน่อยนะ มินมิน” ท่าทางของแม่ดูลุกลี้ลุกลน ก่อนจะลากฉันไปที่ห้องอาหารอย่างรวดเร็ว

            “ไม่ได้เจอกันนาน แกก็สวยเหมือนกันนะ” ท่านว่า ฉันก็เลยยิ่งไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

            จนกระทั่งท่านลากตัวฉันไปหยุดที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง ซึ่งมีผู้ชายวัยกลางคนใส่สูงราคาแพงนั่งอยู่ด้วยกันหลายคน และยังยิ้มกรุ้มกริ่มท่าทางไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย

            “มา กินข้าวกันลูก นี่เจ้านายแม่เอง

 

            “กินข้าว

            นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วทำไมฉันต้องมากินข้าวกับเจ้านายของแม่ด้วย

            ฉันเดาว่าความคิดที่อยู่ในหัวตอนนี้แม่คงจะมองออกทุกอย่าง ท่านก็เลยพูดด้วยเสียงอ่อนค่อย พยายามจะบังคับให้ฉันไปนั่งที่โต๊ะอาหารให้ได้

            “นั่งกับแม่หน่อยสิ แม่อุตส่าห์ชวนหนูมากินข้าวนะ

            “อุตส่าห์!?” ฉันทวนเสียงสูง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นคำพูดที่ได้ยินจากปากของคนที่เป็นแม่ของตัวเอง

            ฉันไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันเป็นยังไง และไม่เข้าใจเลยว่าแม่ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนี้ ทั้งที่เราไม่ได้เจอกันมานานหลายปี แต่สิ่งที่ท่านทำกับฉันมันเกินจะรับได้จริงๆ

            “นั่งลงด้วยกันสิหนู

            คนที่เป็นเจ้านายของแม่เรียกฉัน แต่ฉันมองเขาด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง เขาอายุมากแล้วนะ น่าจะอายุมากกว่าแม่ฉันสักสองรอบเห็นจะได้ เขาควรจะเป็นคุณปู่หรือคุณตาที่แสนใจดีสำหรับหลานๆ ไม่น่าจะมามองเด็กสาวอย่างฉันด้วยสายตาน่าเกลียดแบบนี้เลย

            “ได้ข่าวว่าหนูกำลังจะเรียนจบแล้ว มีงานทำหรือยัง ยังไงมาทำงานกับอาไหม” เค้าถามตอบด้วยสีหน้าแววตาเป็นประกาย ซึ่งมองยังไงก็ดูอันตรายสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันมาก

            “แม่คะหนูต้องกลับแล้วนะคะ” เรื่องแค่นี้ทำไมฉันจะมองไม่ออกว่าแม่กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ และฉันจะไม่ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดิมอีกแล้ว

            ครั้งหนึ่งฉันก็เคยเดือดร้อนเรื่องเงินจนคิดจะขายตัว ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ไปขอร้องครามให้ช่วยเหลือ และก็โชคดีมากที่เขาไม่คิดจะทำอะไรอย่างนั้น เพราะไม่อย่างนั้นคนที่จะต้องเสียใจที่สุดก็คือฉันเอง ย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องพวกนั้นมันทำให้ฉันทั้งตายทั้งเสียใจ คนอื่นเค้าก็ยังดิ้นรนต่อสู้ชีวิต แต่ฉันกลับคิดหาทางทำเรื่องไม่ดี

            และดูตอนนี้สิ แม่แท้ๆ ของฉันกำลังจะขายฉันให้ผู้ชายคนอื่น ใครได้ยินเข้าคงจะสงสารสมเพชอยู่เหมือนกันแหละ

            “อะไรกันมินมิน เพิ่งจะมาถึงเองนะ” แม่ของฉันปราดเข้ามาใกล้ แล้วท่านก็หยิกที่แขนของฉันแรงๆ ด้วย

            “อยากทำให้ฉันขายหน้านะมินมิน” ท่านกระซิบบอกฉันด้วยเสียงน่ากลัว ก่อนจะพยายามพูดเอาใจผู้ชายบนโต๊ะอาหารไม่หยุดปาก

            “เนี่ย เจ้านายของแม่ท่านอุตส่าห์มีน้ำใจ ท่านรู้ว่าลูกกำลังใกล้จะเรียนจบก็เลยจะหางานทำให้ นั่งคุยกับท่านหน่อยสิ” แม่ฉันทั้งหยิกทั้งผลักให้ฉันไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แต่ฉันก็พยายามขืนตัวเอาไว้สุดกำลัง

            “ทำไมแม่ถึงทำกับหนูแบบนี้” ฉันถามด้วยความเสียใจ ก่อนจะมองหน้าท่านด้วยสายตาผิดหวัง

            แวบหนึ่งที่ฉันเห็นว่าแม่สลดลง แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น

            “นั่งลงเดี๋ยวนี้มินมิน

            ฉันไม่ยอมนั่งตามที่แม่สั่ง ก่อนจะดึงแขนออกมาจากการเกาะกุมของท่านสุดแรง

            “มินมิน!” ท่านทำตาโตใส่ฉันอย่างโมโห แต่ฉันเดินถอยหลังหนี จะไม่ยอมจะทำเรื่องแบบนี้เด็ดขาด

            “แกกล้าทำอย่างนี้กับฉันเหรอ” ท่านเดินเข้ามาท่าทางน่ากลัว แต่ก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่กว่านี้ ฉันต้องตกใจเมื่อเห็นพ่อเดินตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

            ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพ่อถึงได้มาอยู่ที่นี่ด้วย พ่อเห็นพ่อรู้สึกบอกไม่ถูกเลย

            “ทำอะไรน่ะ” พ่อถามแม่ด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ก่อนที่ท่านจะหันมามองฉันด้วยสายตาเป็นห่วง

            ถ้าฉันไม่ได้เข้าใจผิดไปเองแล้วล่ะก็ ฉันคิดว่าพ่อคงจะเป็นห่วงฉันอยู่เหมือนกัน

            “มินมินกลับไปได้แล้ว” พ่อบอกฉัน เมื่อได้ยินแบบนั้นฉันก็เลยรู้สึกตัวหลังจากที่ตกใจอยู่นาน

            ฉันมองหน้าพ่อกับแม่สลับกันไปมา ก่อนจะยกมือไหว้พวกท่านทั้งสองรีบเดินหนีออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ในเมื่อแม่คิดจะทำร้ายฉัน ฉันก็ไม่ควรโง่ให้ตัวเองถูกทำร้ายใช่ไหมล่ะ

            เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันทำไมมันถึงได้เลวร้ายขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้

            เหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ เพราะตอนที่เดินออกมาจากโรงแรมฝนก็ตกลงมาในทันที แล้วฉันก็ไม่ได้พกร่มมาด้วยสิ

            ฉันเช็ดน้ำตาบนหน้าอย่างหงุดหงิดใจ ไม่ได้อยากจะร้องไห้แบบนี้เลย แต่เพราะอะไรหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามาในคราวเดียว มันทำให้ฉันไม่มีแรงที่จะทำอะไรเลย

            ฝนยังตกไม่หยุด แต่ฉันก็ไม่อยากอยู่แถวนี้นานๆ กลัวว่าถ้าผู้ชายน่ากลัวพวกนั้นมาเจอเข้าจะเป็นเรื่องอีก ก็เลยตัดสินใจเดินฝ่าฝนออกมาเงียบๆ ตรงไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อจะกลับบ้าน

            บ้าน เมื่อนึกถึงคำคำนี้ ก็มักจะมีใบหน้าของครามโผล่ขึ้นมาด้วยเสมอ

            ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าครามรู้ว่าฉันคิดกับเค้าแบบนี้แล้ว เค้าจะรู้สึกยังไง

            ความคิดของฉันหายไปในพริบตาเดียว เมื่อเห็นรถคันหรูที่คุ้นตาขาวมาจอดเทียบใกล้ๆ

            เมื่อกระจกฝั่งที่นั่งคนขับเลื่อนลง ฉันได้เห็นว่าเจ้าของรถคือครามจริงๆ

            “มาทำอะไรแถวนี้นะมินมิน ขึ้นรถเลย” ครามบอกกับฉันด้วยสายตาเป็นห่วง ฉันเองก็ไม่อยากเล่นตัว ดีไม่ดีเดี๋ยวได้กลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีกก็เลยยอมขึ้นรถดีๆ

            “เปียกหมดเลย ทำไมถึงเดินตากฝนออกมาแบบนี้ล่ะ” เขายังบ่นไม่หยุด ก่อนจะถอดเสื้อช็อปที่สวมอยู่ออก ตามด้วยเสื้อยืดตัวใน และนั่นทำให้ฉันต้องมองเค้าอย่างไม่ค่อยไว้ใจเลย

            “ทำไมต้องมองหน้าฉันแบบนั้นด้วย” ครามหัวเราะเมื่อเขาหันมามองหน้าฉัน เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะมาหัวเราะตรงไหน บางทีฉันก็คิดว่าเค้าอาจจะเส้นตื้นเกินไป เอะอะก็ยิ้ม เอะอะก็หัวเราะ เหมือนเขาดูไม่สนใจคนที่ภูมิคุ้มกันความน่ารักต่ำเลย มาทำตัวแบบนี้เดี๋ยวก็ทำให้คนอื่นหวั่นไหวเข้าพอดี

            “เอ้า เอาไปเช็ดหน้าก่อน” เขาหยิบกระดาษทิชชูที่อยู่ในรถส่งให้ฉัน ซึ่งฉันก็รับมาแต่โดยดี ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่หยิบเอง ทั้งที่มันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ต้องรอให้คนอื่นออกมาให้แบบนี้นี่มันยังไงอยู่นะ

            หลังจากเช็ดหน้าเรียบร้อยแล้ว ครามก็ส่งเสื้อยืดที่เค้าเพิ่งจะถอดออกจากตัวส่งให้ด้วย

            “เอาไปเช็ดผมซะหน่อย ผมเธอเปียกไปหมดแล้ว”

            การกระทำที่ดูแข็งกระด้างทื่อๆ ของครามทำให้ฉันอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าหากไม่มีเขาสักคน ฉันเดาไม่ออกเลยว่าตัวเองจะเป็นยังไงบ้าง

            “ขอบคุณนะ”

            “เรื่องแค่นี้เอง” ครามหัวเราะก่อนที่จะสวมเสื้อช็อปตามเดิม แล้วเค้าก็เอี้ยวตัวไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตจากเบาะหลังส่งให้กับฉันด้วย

            “เช็ดผมให้แห้งเดี๋ยวไม่สบายเอานะ”

            “อืม แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมายนี่” ฉันเกรงใจน่ะ

            ที่เกรงใจน่ะเพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าเสื้อยืดที่ถืออยู่ในมือนี่แหละ มันเป็นเสื้อยืดของกุชชี[1]เชียวนะ

            ราคาของมันแพงกว่าข้าวของที่ฉันหอบเอาไว้ทั้งตัวอีกมั้ง ถึงจะเป็นแค่เสื้อยืดแต่ราคาก็ปาไม่รู้เข้าไปกี่หมื่น บางทีฉันก็ยังสงสัยว่าผ้าที่เอามาตัดเย็บเป็นเสื้อมันถูกสั่งตรงมาจากกาแล็กซีอื่นหรือไง ทำไมมันถึงได้แพงขนาดนี้ไม่รู้

            “งั้นก็ไม่เป็นไรนะ” ครามยิ้มหวานให้ฉัน แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย

            “ถ้าเธอไม่สบาย คืนนี้ฉันจะได้อาบน้ำให้เธอ ป้อนข้าวให้เธอ แล้วก็ได้เฝ้าไข้เธอด้วยยังไงล่ะ”

            หลังจากที่ครามพูดจบฉันก็รีบหยิบเอาเสื้อราคาแพงหูฉี่เช็ดผมตัวเองลวกๆ ทันที เค้าก็เอาแต่หัวเราะอยู่นั้นแหละ เออ หัวเราะได้ก็หัวเราะไปเถอะ ฉันมันไม่มีศักดิ์ศรีอะไรแล้วนี่

            “อยู่กับเธอนี่ไม่เบื่อเลย” ครามขับรถอย่างอารมณ์ดี ส่วนฉันก็หน้าบึ้งทั้งงอนทั้งอาย ทำไมต้องแพ้เขาแบบนี้ทุกทีก็ไม่รู้

            “แต่หน้าเธอดูแดงๆ ไปนะ ไข้ขึ้นแล้วรึเปล่า” เค้าไม่พูดเปล่า แต่ยังยกมือทาบหน้าผากฉันด้วย

            หน้าแดงอย่างนั้นเหรอ สงสัยว่าคงเพราะร้องไห้ก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง

            “เฮ้ย! นี่เธอไม่สบายจริงๆ นี่นา” ครามชักมือออกจากหน้าผากฉัน ก่อนจะเปิดคนส่วนร้อนหยิบเอายาแก้ไข้แผงเล็กๆ ส่งมาให้

            “กินยาสักหน่อย ฉันกำลังจะกลับบ้านอยู่พอดี เราแวะหาอะไรกินข้างนอกเลยดีกว่านะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา กลับไปจะได้นอนพักผ่อนเลย”

            ครามสรุปเรื่องทุกอย่างเองเสร็จสรรพ ฉันก็ไม่ดื้อยอมกินยาแต่โดยดี เพราะรู้สึกว่าหัวมันหนักๆ อยู่เหมือนกัน ทำความเดือดร้อนให้ครามไม่รู้เท่าไหร่แล้ว อย่างน้อยก็อยากจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ ไม่อยากเป็นภาระของเขาไปซะทุกอย่าง

            “ถ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลย เดี๋ยวถ้าถึงร้านอาหารจะปลุกนะ” ครามยื่นมือมาลูบหัวฉันเบาๆ เหมือนกับมีความรู้สึกอบอุ่นไหลผ่านมาจากฝ่ามือของเขามาถึงตัวของฉันในพริบตาเดียว

            ผู้ชายคนนี้เป็นเหมือนที่ชาร์จแบตเลย แต่ถ้าต่อไปว่าฉันคิดกับเขายังก็กลัวว่าครามจะรู้สึกไม่ดี ฉันก็เลยได้แต่ส่งยิ้มให้เขาเงียบๆ

            “ไม่ต้องมายิ้มเลย บอกให้นอนก่อนนอนสิ” ดูเหมือนว่าครามจะเขิน เค้าก็เลยผลักหัวให้ฉันเอนตัวลงนอน ส่วนเค้าตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อ

            ฉันดึงเสื้อแจ็กเก็ตที่ครามให้ไว้ก่อนหน้านี้มาคลุมตัวเองไว้ก่อนจะหลับตาลง เรื่องอะไรต่อมิอะไรก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแล้วกัน เพราะฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปขอโทษแม่อีกแล้วด้วย

         ฉันคิดว่าตัวเองทำถูกแล้ว ที่ตัดสินใจแบบนี้

 

Thara-Kram`s talking…

            มินมินหลับไปตอนที่ผมขับรถมาถึงปั๊มน้ำมัน เพราะเธอยังหลับอยู่ผมก็เลยไม่อยากกวน ก็เลยแค่หยิบกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือติดมือมาด้วยเท่านั้น

            ตอนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาพอดี เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นผมก็เลยรู้ตัวเอาไว้หยิบโทรศัพท์ของมินมินมา แทนที่จะเป็นของตัวเอง ก็ไม่รู้ซะด้วยสิว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาพร้อมเบอร์ไม่ได้บันทึกเอาไว้ ผมกลัวว่าจะเป็นอาจารย์หรือว่ามีเรื่องด่วนอะไรก็เลยกดรับสายให้

            “ครับ นี่มือถือของ” ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบ เสียงปลายสายก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน ผมก็เลยต้องเงียบเสียงลงเพราะอีกฝ่ายโวยวายจนไม่ฟังอะไรเลย

            (มินมิน แกทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง!) เสียงจากปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิงที่ดูมีอายุเล็กน้อย กำลังโวยวายอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่เข้าใจ

            “เดี๋ยวนะครับ” ผมพยายามจะอธิบาย แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจะฟังเลยสักนิด

         (ฉันเป็นแม่แกนะ!)

         แล้วผมก็ต้องตัวเย็นวูบเมื่อได้ยินแบบนั้น ไม่รู้ว่ามินไปติดต่อกับแม่ตอนไหน เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันก็ไม่มีใครโทรมาหาเธอเลยสักคน

         (แกมันนังเด็กอกตัญญู ฉันเลี้ยงแกมานะ)

            ได้ยินแล้วผมก็อยากจะเถียง เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครส่งเสียเลี้ยงดูมินมินนอกจากตัวเธอเอง ชักอยากจะสงสารเธอซะแล้วสิ ที่มีแต่เรื่องไม่หยุดหย่อนแบบนี้น่ะ

         (แกช่วยฉันอีกสักครั้งไม่ได้รึไง ฉันเป็นแม่แกนะ) หล่อนเอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นแม่ ผมก็อยากจะถามกลับไปเหลือเกินว่าสิ่งที่แม่ทำกับลูกคือการทอดทิ้งไม่สนใจไยดีเหรอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

         (แกรู้มั้ยว่าพวกท่านเอ็นดูแกมากขนาดไหนนะ)

            พวกท่าน เอ็นดู?

            ร่างกายของผมเย็นเฉียบขึ้นมาในพริบตาเดียว รู้สึกสับสนจนบอกไม่ถูกกับประโยคที่เพิ่งได้ยินเมื่อกี้

         (ช่วยฉันอีกสักครั้ง มันจะตายเหรอ!)

            อีกครั้ง…!? บ้าเอ๊ย มันหมายความว่ายังไงกันวะเนี่ย

         (เจ้านายของฉันชอบแกมากเลยนะ นอนกับเค้าแค่ครั้งสองครั้งมันจะมีปัญหาอะไร แกก็ได้เงิน มีคนเลี้ยงดูให้สุขสบาย แกจะเอาอะไรอีก)

            ผมรู้สึกว่าตัวเองหูอื้อไปหมด นอนกับเจ้านายของแม่

         มินมินทำอะไรลงไป และมันทำให้ผมหวนนึกถึงข้อตกลงของเราตั้งแต่แรก ซึ่งมันไม่ต่างจากสิ่งที่ผมกำลังได้ยินจากแม่ของเธอเลยสักนิด

         (แกอย่าโง่สิ ฉันอุตส่าห์หาคนดีๆ ให้เลี้ยงดูแกได้แล้วนะ กลับมาที่โรงแรมเดี๋ยวนี้เลยนะ!)



[1] เฮาส์ ออฟ กุชชี่ หรือรู้จักกันในชื่อ กุชชี่ (Gucci) เป็นบริษัทสินค้าแบรนด์เนมของอิตาลีแบรนด์หนึ่งที่ได้รับความนิยมในระดับโลก ในเครือของ PPR




Talk...

Song :: Bastille Feat. Ella - No Angels (TLC vs The XX)

อิพิครามนี่มันน่ารักน่าตีจริงๆ เลยนะเออ ฮา

หลังจากเครียดมาหลายตอนแล้ว ขอตอนนี้เบาๆ เนาะ

คงไม่มีเรื่องดราม่าแล้วล่ะ เชื่อเค้านะ

ปล เวลาพิครามน่ารักก็น่ารักจริงๆ เน้ออ ละลายแล้ว


มู่ฝาก ebook เอาไว้ด้วยนะคะ คลิกที่รูปได้เลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ image

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 459 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #18073 97line (@mysocute) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 00:37
    โอ้ย ชีวิตมินมินนี่ก็นะ
    #18073
    0
  2. #18046 ^^ฟู่ฝ้าย^^ (@FuuFai) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 20:15
    ครามอย่าเข้าใจผิดนะ
    #18046
    0
  3. #18045 Foniiz Kanokwan (@foniiz-kt) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 05:04
    ครามคุยกันดีๆอย่ามีเรื่องนะ มินมินไม่เหลือใครแล้ว
    #18045
    0
  4. #18044 E-PERJER (@EYELY-69432) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 19:47

    ครามมมมมมม แกอย่าคิดอะไรเป็นตุเป็นตะนะเว่ย

    #18044
    0
  5. #18043 hunmijuncq. (@ctokk) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 13:16
    สงสารมินมินน
    #18043
    0
  6. #18042 hunmijuncq. (@ctokk) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 13:16
    สงสารมินมิน
    #18042
    0
  7. #18040 COMANNAN (@imthanan) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 23:42
    ไม่มาอัพนานแล้วไม่สบายหรอคะ
    #18040
    0
  8. #18039 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 14:07
    เอิ่ม แม่ใช่แม่แท้ๆมั้ยมันชักจะยังไงๆอยู่นา
    #18039
    0
  9. #18038 feather25 (@feather25) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 12:01
    เอาเข้าไป อะไรจะซวยปานนั้น น่าสงสาร เรื่องแบบนี้มันเจ็บปวดว่ะ
    #18038
    0
  10. #18037 Foniiz Kanokwan (@foniiz-kt) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 06:29
    รู้สึกถึงความซวยอีกแล้ว มินสู้ๆ
    #18037
    0
  11. #18036 E-PERJER (@EYELY-69432) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 19:35

    เฮ้ยยยย นอกจากลูกพ่อแล้วไม่ใช่ลูกแม่ด้วยป้ะเนี่ย

    #18036
    0
  12. #18035 ไอยดา (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 17:00

    ครามจะมาช่วยทันไหม

    #18035
    0
  13. #18034 BabiiMild (@BabiiMild) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 06:15
    อยากให้มี ebook ทุกเรื่องเลยคะอยู่ต่างประเทศ อยากติดตามมาก ๆ
    #18034
    0
  14. #18033 Eyeprs (@Eyeprs) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 01:30
    ถ้าแม่ขายมินมินให้เจ้านายนี่แปลว่าแม่ก็คงไม่ใช่แม่จริงๆอีกคนใช่ไหมเนี่ย!?!
    #18033
    0
  15. #18032 naanaa2532 (@naanaa2532) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 01:09
    ไม่ใช่ว่าแม่จะขายลูกสาวตัวเองให้เจ้านายหรอกนะ
    #18032
    0
  16. #18030 ฤดูใบไม้ผลิ ^^ (@prino) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 19:59
    หมั่นไส้อิพิคราม5555
    #18030
    0
  17. #18029 Nampooh (@Nampooh) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 / 07:19
    เป็นผู้ชายที่น่าร้ากกกก
    #18029
    0
  18. #18028 E-PERJER (@EYELY-69432) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 19:49

    เล่นงี้เลยหรอ55555555

    #18028
    0
  19. #18026 Cornell` (@story-bum) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 07:31

    โอย แพ้ผู้ชายสายเปย์

    #18026
    0
  20. #18025 Eyeprs (@Eyeprs) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 00:51
    ขำอิพิคราม 5555
    ถึงกับต้องงัดวิชามารของป๊ามาใช้เลย ><
    #18025
    0
  21. #18024 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 125)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 00:31

    #TharaKram???? #คราม #มินมิน

    มาอ่านพิครามกับ #เมียเมีย เอ๊ย มินมินต่อเลยค่ะ

    ช่วงนี้จะหวานหน่อยนะเออ หลังจากที่เครียดกันมานานแล้วเนาะ

    อยากได้แบบนี้สักคนจัง ฮิๆ ??????’“

    #18024
    0