Angel Eyes

  • 95% Rating

  • 60 Vote(s)

  • 3,079,246 Views

  • 19,964 Comments

  • 10,633 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    29,130

    Overall
    3,079,246

ตอนที่ 120 : Kluen-Samut`s Eyes 🖤ep.08 -Ending!!-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25954
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 639 ครั้ง
    27 พ.ค. 61

Kluen-Samut`s Eyes 08

Loving You Is Just Like Holding onto Fools Gold

 

            ฉันเอาแต่มองคลื่นจนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายมองกลับมาบ้าง ทั้งฉันและเขาเราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันเลยหลังจากที่เข้ามาถึงห้องแล้ว

            และดูเหมือนว่าคนที่จะเป็นฝ่ายทนไม่ไหวก็คือคลื่น เขาเดินตรงมาที่เตียงก่อนจะจ้องหน้าฉันเหมือนจะหาเรื่อง เจอเข้าแบบนี้ฉันก็เริ่มไม่สบายใจบ้าง

            “มีอะไรจะพูดก็พูดออกมาเลยสิ ไม่เห็นต้องทำเงียบเลย” เขาพูดเสียงแข็ง จนฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่มีชนักติดหลัง

            เอ๊ะ สรุปแล้ว ฉันก็อาจจะเข้าใจผิดอะไรไปฝ่ายเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนผิดไม่ใช่เหรอ

            “เอ่อสงสัยว่าฉันคงจะเข้าใจอะไรผิดไปเองมั้ง”

            สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเขาอีกจนได้ ยอมๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

            “เข้าใจเรื่องอะไรผิดเหรอ?” คลื่นหัวเราะแต่ตาไม่หัวเราะด้วย

            ฉันเริ่มมองเห็นสถานการณ์ที่แสนอันตรายของตัวเองพยายามจะกระถดตัวหนี แต่ก็ช้ากว่าคลื่นไปก้าวหนึ่ง ฉันนั่งห้อยขาอยู่ที่เตียงพอจะหนีก็ไปไม่ได้ เพราะคลื่นเล่นนั่งทับตักฉันไว้จนขยับไม่ได้เลย

            “หนักนะ” หัวใจฉันเต้นแรง เพราะสายตาน่ากลัวของคลื่นนี่แหละ

            “สรุปแล้วเธอชอบไอ้หมอนั่นมาตลอดเลยเหรอ”

            เอาแล้วไงเริ่มแล้วสินะ

         “เปล่านะ” นี่เขาไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ ว่าที่ผ่านมาฉันชอบใคร

            “แต่ไอ้ธันน์มันบอกมาแบบนั้น” คิ้วเข้มของคลื่นเริ่มขมวดมุ่น สายตาดูไม่มั่นใจกับทุกเรื่อง มันทำให้ฉันอดแปลกใจไม่ได้ ที่คนอย่างคลื่นสมุทรคนนี้รู้สึกหวั่นไหวเพราะเรื่องของฉันด้วยเหรอ

            “เธอชอบมัน

            “ฉันไม่เคยชอบเขาเลยนะ” ฉันรีบอธิบายก่อนที่จะถูกเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

            จะบ้าเหรอ ฉันน่ะมองแต่เขามาตลอดหลายปีเลยนะ ถึงแม้ว่าคลื่นจะไม่รู้เลยก็เถอะ

            “แต่ความรู้สึกประทับใจแรกของเธอ เธอชอบผู้ชายที่มันมาช่วยเธอจากการเป็นลมอะไรนั่นไม่ใช่เหรอ แล้วมันรู้ได้ไงวะ” คลื่นทำหน้าตาน่ากลัว จนแวบหนึ่งฉันอดใจเต้นแรงไม่ได้ เพราะมันแปลได้ว่าเขากำลังหึงอยู่ หรือเปล่านะ?

            แต่ตอนนี้อย่าหลงได้ใจเลย คุยกับคลื่นสมุทรที่กำลังจะกลายเป็นคลื่นสึนามิก่อนดีกว่า

            แล้วก็นั่นสิ เรื่องนี้ธันน์รู้ได้ยังไงนะ

            “ว่าไงล่ะ ทำตาลอยคิดถึงมันอยู่ได้” แล้วคลื่นก็ตะคอก อะไรของเขาเนี่ย ทำไมถึงได้ทำตัวร้ายกาจขนาดนี้ ไอ้คนดื้อ ทีตัวเองทำผิดไม่เคยจะรู้สึกผิดอะไรเลยแล้วแตะต้องเรื่องในอดีตไม่ได้ด้วยนะ ดูความร้ายและเห็นแก่ตัวของเขาซะก่อน

            “ฉันไม่ได้ชอบเขา ไม่เคยคิดชอบเลยด้วย” ฉันแอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าคลื่นแอบทำท่าโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็ทำหน้าเหมือนมหาโจรอีกครั้ง

         “แต่เธอก็เข้าใจผิดมาตลอดเลยสินะ ถ้าไอ้หมอนั่นมันไม่ได้ช่วยเธอไปไว้ที่ห้องพยาบาลอะไรนั่น เธอคงไม่คิดจะชอบฉันใช่มั้ย?

            ทำไมเราสองคนถึงคุยกันไม่รู้เรื่องเลยเนี่ย แล้วคลื่นก็เอาแต่โมโหแบบนี้คงจะคุยกันเข้าใจนักหรอก

            “ฉันชอบนายก็เพราะชอบ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอื่นเลย” ฉันบอกแล้วก็หลบตา

            เหมือนเมื่อวานนี้นี่เองที่ฉันเจอเขาในห้องพยาบาล ตอนนั้นฉันลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงพยาบาล และเขาเองก็มาทำแผลกับเพื่อน แต่จำไม่ได้แล้วว่าเขามีแผลตรงไหน ตอนที่เราสองคนสบตากัน ตอนนั้นเขายิ้มให้ฉัน และทำหัวใจของฉันสั่นไหวจนน่ากลัว

            นับตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เหลือสายตาไว้มองใครอีกเลย

            “ฉันจำไม่ได้หรอกว่าใครอุ้มไปห้องพยาบาล แต่ก็ขอโทษด้วยที่เข้าใจผิดว่านายช่วยฉัน” ฉันตอบไปไม่กล้าจะสบตาด้วยตอนนี้ ก็สายตาของคลื่นน่ากลัวเกินไป

            พอคลื่นเงียบไปไม่พูดอะไรฉันก็เลยถอนหายใจแล้วก็ยอมเปิดปากพูดออกไปบ้าง

            “แต่ตอนนั้น เราก็เจอกันไม่ใช่เหรอ” ถึงฉันจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนช่วยฉัน แต่ฉันก็รู้ดีว่าตัวเองจำคนที่ชอบไม่ผิดแน่ แล้วทำไมคลื่นต้องโมโหใส่ด้วย ใช่ว่าฉันชอบธันน์จริงๆ ซะหน่อย

            “งั้นก็แปลว่า เธอชอบฉันตั้งแต่ตอนนั้น”

            คำพูดของคลื่นพาให้ฉันต้องเงยหน้าแล้วสบตากับเขาอย่างไม่ตั้งใจ คลื่นเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม สุดท้ายก็ลุกลงจากตักของฉัน

            “งี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย” ว่าแล้วเขาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ ให้ตายเถอะน่า ก็บอกแล้วไงว่าฉันแพ้รอยยิ้มแบบนี้น่ะ เห็นทีไรหัวใจมันสั่นไหวจนน่ากลัวทุกครั้งเลย

            “แล้วไอ้ธันน์นั่น รู้จักกันตอนไหน” คลื่นถามระหว่างที่ต้อนฉันขึ้นเตียง

            แล้วกัน มาอีกแล้วไอ้สถานการณ์ที่น่ากลัวแบบนี้น่ะ เพราะสายตาของคลื่นมันบอกชัดทุกอย่างว่าเขาต้องการอะไร แล้วฉันควรทำยังไงดี บอกเลยว่าถ้าพยายามขัดขืนเป็นได้มีเรื่องแน่ ตอนนี้ฉันยังไม่อยากทะเลาะกับเขา บอกเลยว่าเหนื่อยมากแล้วก็หายใจไม่ค่อยออกด้วย

            “เรียนเมเจอร์เดียวกันน่ะ” ฉันบอกไป คลื่นก็เลยเลิกคิ้วสูงทำท่าไม่ค่อยพอใจ แต่ปลายนิ้วของเขาไต่มาที่อกเสื้อของฉันแล้วก็ปลดกระดุมออกจากรังดุมได้อย่างง่ายดายเหมือนแค่สะกิดก็หลุดแล้ว นี่มันเป็นความสามารถพิเศษแบบหนึ่งของเขาใช่ไหม

            “แล้วสนิทกันมั้ย” ระหว่างที่เขาถาม ฉันก็ถอยหลังจนชิดหัวเตียงหาทางหนีไม่ได้อีกแล้ว

            “มะไม่เลย” ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ ลมหายใจติดขัดไปหมด

            ยิ่งตอนที่คลื่นโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ฉันก็เจ็บหน้าอกเหมือนจะระเบิดให้ได้ ลมหายใจของเขายังมีกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ที่มันทำให้เขายิ่งเซ็กซี่ร้ายกาจ ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เรียวปากหยักได้รูปบางเฉียบนั่นก็แนบลงกับริมฝีปากของฉัน

            และนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ฉันเต็มใจยอมรับจูบจากเขาแต่โดยดี ฉันไม่หนีไม่ดิ้นอะไรทั้งนั้น แล้วก็ยกแขนโอบรอบต้นคอของเขาด้วยความเต็มใจ

            “เมาป่ะเนี่ย” คลื่นถอนจูบออกก่อนจะถามอย่างสงสัยแล้วก็หัวเราะ

            นั่นสิ เมารึเปล่านะ ถึงได้กล้าทำตัวไม่กลัวตายแบบนี้

            “เวลาว่าง่ายก็น่ารักออก ทำไมทุกทีถึงเอาแต่ดิ้นล่ะ” พอคลื่นเริ่มถามคำถามน่าอายฉันก็เลยพูดไม่ออก

            “ว่าแต่ของขวัญวันเกิดฉันล่ะ”

            รอยยิ้มของคลื่นมันทำให้ฉันเผลอยิ้มตามไปด้วย มันไม่ใช่รอยยิ้มแสดงความเย้ยหยันอีกต่อไปแล้ว

            “ขอติดไว้ก่อนนะ เดี๋ยวจะหาให้”

            “ไม่ต้องหรอก”

            ปลายนิ้วของคนพูดลูบตามผิวของฉัน มันเหมือนกับถูกไฟลนจนร้อนเป็นทางยาว ทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงรัวอย่างน่ากลัว

            “ก็กำลังได้จากเธอแล้วนี่ จริงมั้ย

 

            รู้สึกเหมือนนานเป็นปีเลยที่ไม่ได้มาเจอเพื่อนคนอื่น วันนี้หลังจากที่พาตัวเองจากเตียงได้แล้ว ฉันก็นัดเจอกับข้าวสวยและแพตตี้ซึ่งก็อย่างที่บอกไปว่าแทบไม่ได้เจอกันเลย

            ทำไมพอมีแฟนแล้วทำไมชีวิตต้องวุ่นวายด้วย มันเป็นคำถามที่ฉันเพิ่งเข้าใจก็วันนี้นี่เอง แค่รับมือคนหัวดื้ออย่างคลื่น รู้ตัวอีกทีก็หมดวันแล้ว น่ากลัวจริงๆ เลย

            “แล้วแนนซี่เป็นไงมั่ง ฉันยังไม่ได้โทรหาเลย” ฉันถามแพตตี้ตอนที่เรานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้แนนซี่อยากคุยกับฉันบ้างหรือเปล่า เพราะไม่มั่นใจก็เลยยังไม่กล้าจะโทรไปหาก่อน

            “เมื่อวานแวะไปหามันมาละ ก็ดีขึ้นแล้วล่ะมั้ง มันคงไม่คิดทำบ้าๆ แล้วล่ะ ผู้ชายคนนั้นก็อยู่ด้วย”

            “หมายถึงเวด” ฉันถามต่อ พอรู้แบบนี้แล้วมันก็สบายใจกึ่งหนึ่งกังวลกึ่งหนึ่ง

            ก็เพราะว่าเวดเป็นเพื่อนของคลื่นยังไงล่ะฉันถึงได้ห่วง คนที่คบกันได้ก็ต้องมีนิสัยอะไรเหมือนๆ กันใช่ไหมล่ะ แล้วคลื่นก็เป็นผู้ชายแสนดีน่ารักขนาดนั้น แล้วเวดจะเป็นยังไงก็ไม่รู้

            พอถามจากคลื่นว่าเวดเป็นคนยังไง เขาก็มึนโมโหใส่ ฉันก็เลยไม่รู้อยู่ดีว่าสุดท้ายแล้วเวดคนนั้นเป็นคนยังไง

            “อืม เห็นว่าแนนซี่มันไม่ยอมย้ายไปอยู่กับเวดนะ เวดก็เลยต้องย้ายเข้ามาอยู่กับมันแทน”

            “เออเนาะ ทำอะไรก็สมกับเป็นไอ้แนนซี่ดี” ข้าวสวยหัวเราะ ฉันเองก็หัวเราะไปด้วย แต่นาทีต่อมาฉันก็ต้องเงียบ เพราะสายตาของเพื่อนทั้งสองมองฉันเขม็ง

            “มองไรอะ” ฉันแกล้งหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ ระหว่างที่หลบสายตาของแพตตี้กับข้าวสวย

            “ยังจะหัวเราะเพื่อน ตัวเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ พอมีแฟนแล้วก็ลืมเพื่อนเลยนะ” แพตตี้แกล้งทำเป็นงอน ฉันก็เลยต้องเข้าไปอ้อนเอาใจให้เพื่อนหายโกรธ

            “ไม่เอาสิ อย่างอนกันเลยนะ ขอโทษนะเออ”

            “ใครจะไปโกรธแกกันยะ ก็เป็นห่วงแกนี่แหละ แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นไง” แพตตี้ถามฉัน ทำสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ด้วย พอเป็นเรื่องของตัวเอง ฉันก็ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

         “เงียบเลย แกนี่อ่านออกง่ายจริงๆ แล้วเป็นไง แหวนแหววจี๋จ๋าแบบที่คิดไว้รึเปล่า” ข้าวสวยถามบ้าง ฉันเลยหัวเราะก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ

            ก็เพราะว่าความจริงแล้ว การที่คนสองคนที่เพิ่งได้กลับมาเจอกันแล้วต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มันไม่ได้หวานชื่นคืนสุขอะไรสักนิด พอกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องแล้ว โดยเฉพาะผู้ชายอย่างคลื่นที่น่ากลัวกว่าอะไรทั้งนั้น

         “ฉันตั้งใจจะซื้อของให้แนนซี่ด้วย ไปด้วยกันหน่อยมั้ย” ฉันเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนจะเข้าเนื้อกว่านี้

            “แล้วก็อยากซื้อของให้ตัวเอง” ให้คลื่นด้วย

            ที่จริงฉันจำวันเกิดของคลื่นได้ขึ้นใจเลยนะ แต่ช่วงนี้มีเรื่องหลายอย่างก็เลยลืมไปซะอย่างนั้น ถึงคลื่นจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่ลองไม่มีของขวัญให้ดูสิ ได้เป็นเรื่องแน่

            ดังนั้น พวกเราสามคนเลยมาหยุดที่ร้านขายเครื่องสำอางขนาดใหญ่

            “เดี๋ยวค่อยไปซื้อของให้แนนซี่มันนะ” แพตตี้ทำหน้าอ้อน ฉันก็เลยยอมพยักหน้าให้ ความจริงแวะมาซื้อของที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ ของขวัญให้คลื่นเอาเป็นน้ำหอมก็น่าจะได้อยู่

            ฉันถูกแพตตี้ลากไปที่โซนเครื่องสำอางของผู้หญิงก่อนจะทันเดินไปถึงโซนขายน้ำหอมผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้ฝืนใจเท่าไหร่ ใจหนึ่งก็อยากได้ลิปมันอยู่พอดี

            “ของที่ซื้อให้ไม่ชอบเหรอ

            แล้วฉันก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ๆ ก็มีคนมาซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วกระซิบข้างหูเบาๆ พอหันไปแก้มก็ถูกจูบเข้าอีกต่างหาก ฉันอุทานคำหนึ่งแล้วก็ยกมือทาบแก้มก่อนจะถอยหลังมองคนตรงหน้าอย่างตกใจ

            “คลื่น” เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย ตกใจหมดเลย

            “เห็นตั้งแต่อยู่ในร้านอาหารแล้วล่ะ สงสัยว่าจะไปไหนเลยแอบตามมาดู แล้วนี่อยากได้อะไรเพิ่มเหรอ ที่ซื้อให้ไม่ถูกใจเหรอ” คลื่นทำหน้าจริงจังมากจนฉันไม่รู้จะตอบยังไงดี

            “ว่าไง

            “ก็เปล่าหรอก แวะมาดูลิปมันน่ะ ไม่ได้อยากได้อะไรเพิ่มหรอก” ฉันตอบหลังจากตั้งสติได้ แต่คลื่นก็ยังทำหน้าไม่ค่อยเชื่ออยู่ดี

            “ก็เห็นอยู่ว่าถือลิปสีแดง อยากได้เหรอ” สายตาของคลื่นจ้องมาที่มือของฉัน ฉันก็เลยเพิ่งเห็นว่าตัวเองถืออะไรอยู่

            “แค่หยิบมาดูเฉยๆ เอง ไม่ได้อยากได้นะ” ฉันพยายามอธิบาย แต่ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อหรือเข้าใจไหม

            “เออ เนี่ย ไอ้ครามมันก็บอกว่าสีแดงของผู้ชายกับผู้หญิงไม่เหมือนกัน หรือว่าอยากได้สีแดงแบบนี้” คลื่นฉวยเอาลิปสติกจากมือฉันไปเปิดดู ฉันได้แต่หัวเราะน้อยๆ เพราะไม่รู้จะตอบอะไรเลย

            ส่วนแพตตี้กับข้าวสวยก็หัวเราะคิกคักให้ก่อนจะเลี่ยงไปอีกทาง ฉันก็เลยหันไปมองคลื่นที่กำลังเปิดฝาลิปสติกดูอย่างสนใจ

            “จะว่าไป ผิวเค้าก็ขาวพอๆ กับผิวตัวเองนะ” เขาพึมพำบางอย่าง ซึ่งฉันอยากเถียงว่าเขาขาวกว่าฉันอะ แต่ตอนนี้คลื่นคงไม่ฟังอะไรนอกจากลิปสติกสีสวยตรงหน้า

            กว่าจะรู้ตัว ฉันก็เห็นคลื่นหยิบเอาลิปสติกสีแดงสดที่เป็นเทสเตอร์นั่นทาปากของเขาทันที เฮ้ย!

            “สวยปะ” เขาหันมาถามหลังจากที่ทาลิปสติกเรียบร้อยแล้ว

            และไม่อยากจะบอก เขาทาได้สวยกว่าฉันทาซะอีกอะฉันอดขำไม่ได้เลยพยักหน้าให้ไป

            “เค้าทาแล้วขึ้นมั้ย” คลื่นยังมีหน้ามาถาม ขณะที่ลูกค้าสาวๆ ในร้านต่างพากันหัวเราะคิกคักกับการที่ได้เห็นผู้ชายมาลองลิปสติกในร้านขายเครื่องสำอาง แล้วยังเป็นสีแดงแจ๊ดอีกต่างหาก

            “เราผิวใกล้กัน เค้าทาแล้วสวย ตัวเองทาแล้วก็คงสวยเหมือนกัน”

            ฉันหัวเราะกับคำพูดของเขา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว คลื่นก็ประคองหน้าฉันไว้ด้วยสองมือของเขา ก่อนจะจูบฉันอย่างหนักหน่วงเนิ่นนานไม่ได้อายสายตาของใครเลยแม้แต่น้อย ฉันตกใจแล้วก็รีบผลักเขาออกทันที

            คลื่นหัวเราะยิ้มกว้างสดใสจนฉันตาพร่าไปหมด แล้วดูที่ปากเขาสิ เลอะลิปสติกสีแดงไปหมดแล้วนั่น และปากฉันเองก็น่าจะเหมือนกัน

         “นายนี่มัน” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาเป็นคนแบบนี้ คนอะไร นิสัยไม่ดีเลยสักนิด

         “ไม่รู้รึไง มีคนมาลองลิปนี้หลายคนแล้วมั้ง” ฉันบอก แล้วหยิบเอาทิชชูเปียกจากในกระเป๋ามาเช็ดปากตัวเอง

            คลื่นเองก็เหมือนจะตกใจอยู่เหมือนกัน ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วพูดอ้อนๆ

            “เช็ดออกให้หน่อยสิ ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย”

            เวลาเขาอ้อนเนี่ย โลกทั้งใบเหมือนจะสดใสขึ้นอย่างน่ากลัว มือของฉันมันสั่นน้อยๆ ตอนที่เช็ดปากให้กับคลื่น ท่ามกลางสายตาของใครหลายคนที่มองมา

            “แล้วตกลงจะเอามั้ย” สายตาของคลื่นมองไปที่ลิปสติกตลอดจนฉันหลุดหัวเราะออกอีก

            “ทำไมถามหลายครั้งแบบนี้ล่ะ ไม่อยากได้หรอก แค่มาดูลิปมันน่ะ” ฉันบอกเขาอีกครั้ง คลื่นเลยพยักหน้าให้แต่ยังทำท่าเหมือนจะสงสัยอะไรอยู่ หรือว่าใจจริงเขาอยากได้ลิปแดงล่ะเนี่ย

            “แล้วอันไหนดี เค้าเองก็อยากได้อยู่เหมือนกัน” สุดท้ายคลื่นก็วางลิปสติกลงตามเดิมแล้วถามฉันอย่างสนใจ

            “อันนี้ก็ใช้บ่อยนะ ดีแหละ” ฉันหยิบลิปมันชิ้นหนึ่งให้คลื่นดู เขารับไปแล้วก็พยักหน้าให้ตามเรื่องราว

            “งั้นก็เอาเลยมั้ย

            “ก็ได้นะ” ฉันตอบเขาไป ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้เลยจริงๆ เพราะที่ผ่านมาระหว่างฉันกับคลื่นไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนี้ด้วยกันเลย พอได้เจอมาบรรยากาศอย่างนี้เข้ามันเลยรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก

            คลื่นคงจะรู้ว่าฉันกำลังเขินอยู่เลยไม่แกล้งอะไรเหมือนทุกทีซึ่งฉันต้องขอบคุณเขาอยู่ในใจมาก

            “ว่าแต่จะมาซื้อของขวัญให้เค้าเหรอ” แล้วคลื่นก็ทำสายตาเจ้าเล่ห์มองมา ระหว่างฉันแอบมองไปทางโซนขายน้ำหอมสำหรับผู้ชาย

            “เอ่อ พอถูกถามแบบนั้นฉันก็ต้องช้อนสายตามองคลื่นอย่างหวั่นใจ

            แต่เขาบอกก่อนหน้านี้ว่าตามฉันมาตั้งแต่ที่ร้านอาหารแล้ว เพราะงั้นเขาก็น่าจะรู้อยู่แล้วหรือเปล่า ว่าฉันตั้งใจจะมาซื้อน้ำหอมให้น่ะ

            “บอกแล้วไง ได้ไปแล้วนี่”

            “ถ้าพูดถึงเรื่องเมื่อคืนอีก ไม่ต้องมาคุยกันเลยนะ” ฉันทำหน้าบึ้งทั้งที่ความจริงมันร้อนผ่าวไปหมด คลื่นคนนี้เก่งมากในการทำให้คนอื่นเขินได้ง่ายๆ เพราะงั้นตอนนี้ฉันเลยเขินมากจนแทบจะทำหน้าไม่ถูกแล้ว

            “เรื่องอย่างว่ามันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องอายด้วย”

            อ้าว!? มันคงปกติสำหรับเขาน่ะสิ แต่มันไม่ใช่กับฉันนี่นา

            “ก่อนหน้านี้ คงทำแบบนี้กับแฟนทุกคนสินะ” ฉันหลุดปากพูดไปอย่างงอนๆ เพราะสายตาของเขาแพรวพราวเหลือเกิน จะไม่ให้เข้าใจแบบนั้นได้ยังไง ก็ดูคลื่นช่ำชองโชกโชนขนาดนั้น ทำให้ฉันสะบักสะบอมไปหมด แล้วแบบนี้จะไม่ให้งอนเหรอ

            “ถามเองก็งอนเองจะร้องไห้เอง ผู้หญิงนี่นะ” คลื่นส่ายหน้าแล้วก็ยิ้มให้ แต่ไม่รู้ว่าเขาโกรธอยู่หรือเปล่า

            “ไม่มีหรอกน่า เอาเวลาไหนไปยุ่งล่ะ เรียนหนักจะตายเพิ่งจะว่างๆ ก็ช่วงนี้แหละ” เขาดึงมือฉันไปที่โซนขายน้ำหอมแล้วก็อธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น

            เพราะน้ำเสียงของคลื่นดูทุ้มนุ่มจริงจัง สายตาก็ไม่วอกแวกลนลานมันเลยทำให้ฉันเชื่อเขาได้ง่ายๆ ทั้งที่รู้ว่าคนอย่างคลื่นน่าจะสามารถควงผู้หญิงได้ทีเดียวเป็นสิบคนเลยด้วยซ้ำ

            แต่เมื่อในอดีตก็เป็นเรื่องในอดีต จะมาขุดคุ้ยแล้วพูดให้ต้องเสียอารมณ์กันมันก็ไม่ใช่เรื่อง ฉันเองก็ไม่อยากทำลายความรู้สึกตอนนี้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของตัวเอง

            “ขอโทษนะ” ฉับบอกไป ขณะที่คลื่นหันมามองด้วยสายตาประหลาดใจ

            “ขอโทษเรื่อง?

            “ก็ที่พูดไม่เข้าท่าเมื่อกี้ไง” หลังจากหลุดปากพูดไปแล้วฉันก็นึกเสียใจทีหลัง ไม่น่าจะพูดแบบนั้นเลยจริงๆ

            “ตัวเองนี่น่ารักจังเลยแฮะ บางอย่างก็ไม่เข้าท่าอยู่หรอก แต่บางเรื่องก็น่ารักจัง” คลื่นยิ้ม ส่วนฉันก็ยังงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไรอยู่ คลื่นก็คงรู้ว่าฉันสงสัยเลยอธิบายให้ฟัง

            “ก็นิสัยชอบหนีไม่ยอมฟังอะไรของตัวเองมันทำเค้าหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน แต่นิสัยที่เข้าใจอะไรง่ายๆ มันก็น่ารักทำเค้างี้ใจบางเลย” เขาว่า ฉันเลยกะพริบตากับตัวเองปริบๆ นี่มันน่ารักเหรอ และรู้ด้วยว่าส่วนงี่เง่าตรงไหนที่ทำให้เขาไม่ชอบใจ ได้พูดกันตรงๆ แบบนี้ก็ดีใจนะเพราะฉันจะได้เอาสิ่งเหล่านั้นมาย้อนมองตัวเองและทำตัวเองให้ดีขึ้น

            “แต่ก็ไม่แปลกหรอกที่ตัวเองจะหนี เมื่อก่อนเค้าทั้งโง่ทั้งควา-เลย เอาหัวใจคนทั้งคนไปแลกกับเงินไม่กี่พันได้ยังไง” คำพูดของคลื่นทำฉันสะดุ้ง ไม่ต้องว่าตัวเองแรงขนาดนั้นก็ได้ เพราะเหมือนถูกด่าไปด้วยด้วย

            “แต่ไม่เอาแล้วนะ ไม่หนีต้องคุยกันแล้วก็ห้ามดื้อด้วย”

            ฉันยิ้มให้คลื่นแต่ก็อยากเถียงกลับไปเหลือเกินว่าคนที่ดื้อน่ะ คือเขาต่างหาก

 

            ฉันเพิ่งมาสังเกตว่าน้ำหอมที่คลื่นใช้นั่นน่ะ มันแพงมากเลย เห็นราคาแล้วก็หลอนมั่นใจว่าตังค์ไม่พอแน่

            คลื่นเองก็เหมือนจะรู้ว่าฉันกังวลเรื่องอะไรอยู่ เขาเลยพูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ฉันไม่ค่อยมั่นใจว่าเป็นการเลือกของขวัญให้เขาจริงๆ หรือเปล่า

            “ชอบน้ำหอมที่เค้าใช้ก่อนหน้านี้รึเปล่า?” เขาถามเสียงกรุ้มกริ่ม ฉันก็ไปต่อไม่เป็นเลยสิ ไม่ค่อยชินเวลาที่เขามาพูดหวานๆ อ้อนเอาใจแบบนี้เลย

            “ว่าไง” คลื่นถามซ้ำเพราะฉันยังไม่กล้าตอบอะไรกลับไป

            “งั้นเลือกที่ตัวเองชอบเลย แล้วเค้าจะจ่ายตังค์เอง” เขาบอกอย่างใจป้ำ ส่วนฉันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเลยสิ

            ตั้งใจว่าซื้อของขวัญให้เขา แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องจ่ายค่าของขวัญเอง มันใช่เหรอเนี่ย

            แน่นอนว่าท่าทางไม่สบายใจของฉันอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา เขาเลยยิ้มแล้วอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น

            “เราก็อยู่ด้วยกันแล้ว เมื่อก่อนเค้าก็ทำเลวเอาไว้ตั้งหลายอย่าง ตอนนี้ตัวก็ยังโกรธเรื่องเมื่อก่อนจนไม่กล้าไว้ใจอยู่ไม่ใช่เหรอ อีกอย่างเมื่อคืนได้มาตั้งเยอะแล้ว ฮิๆ” เขาหัวเราะจนยาหยีฉันเลยยกมือทุบไปแรงๆ ทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้

            คลื่นก็เป็นแบบนี้ทุกที จะคุยกันให้จริงจังก็มีเรื่องให้คุยอะไรไม่น่ารักแบบนี้ตลอดเลย ใ

         “ถ้าพูดแบบนี้อีกฉันจะงอนจริงๆ แล้วนะ”

            พอฉันขู่เขาก็หัวเราะ ไม่ได้กลัวอะไรเลยสักนิด นี่แหละ คลื่นสมุทรที่ฉันตกหลุมรักทันทีที่เราได้สบตากัน

            ความรักความประทับใจครั้งแรกเนี่ยมันน่ากลัวนะ ต่อให้จะมีใครคนอื่นเข้ามายังไง จะแสนดีมากแค่ไหน แต่ก็ตัดใจลืมรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างน่ากลัวครั้งแรกไม่ได้เลย

            “เลือกได้เลย เค้าอยากให้ตัวเองรักเค้าให้มากๆ จะให้ทำอะไรก็ยอมล่ะ

            แล้วดูเขาอ้อนสิ แบบนี้ฉันจะทนได้เหรอ

            “ว่าไง” คลื่นเริ่มรุกเข้ามาอย่างน่ากลัว แทบจะเข้ามากอดมาจูบฉันแล้วมั้ง สุดท้ายฉันก็เลยส่งแผ่นกระดาษที่ใช้ทดสอบกลิ่นน้ำหอมก่อนหน้านี้ให้กับเขาไป

            “ชอบอันนี้” ฉันบอกก่อนจะอายจนหน้าแดง เพราะคำพูดที่คลื่นใช้สวนกลับมา ขนาดพนักงานขายน้ำหอมยังหัวเราะเลย ฉันก็เลยยิ่งเขินเข้าไปใหญ่

            “ถ้าเค้าใช้แล้วตัวจะชอบใช่มั้ย กอดได้จูบได้ปล้ำได้เลยนะ”

            ฉันขึงตาใส่ที่เขาเริ่มทำตัวไม่น่ารัก คลื่นเลยหัวเราะก่อนพยักหน้าให้อย่างอ้อนๆ

            “งั้นเอาอันนี้ครับ” คลื่นส่งแผ่นทดสอบกลิ่นน้ำหอมและบัตรเครดิตให้พนักงานไป ก่อนจะมาพูดจ๊ะจ๋ากับฉันต่อ

            “แล้วไปไหนต่อดี แวะไปซื้อของให้ตัวต่อเลยดีมั้ย”

            “ฉัน? เอ่อ ของเราเหรอ” ฉันเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองซะใหม่ เพราะที่ผ่านมาถ้าไม่นับตอนที่เราทะเลาะกัน คลื่นก็พูดจาสุภาพน่ารักกับฉันมาตลอด ฉันก็เลยอยากจะน่ารักในสายตาของเขาบ้าง

            “ใช่ ไปซื้อของกันต่อเลยมั้ย”

            “แต่ที่ซื้อมาก็ยังอยู่ในห้องอยู่เลยนะ ที่ครามเอามาให้น่ะ” ฉันไม่เข้าใจว่าคำตอบของฉันมันน่าหัวเราะตรงไหน แต่คลื่นก็หัวเราะไปแล้ว เขาทั้งยิ้มทั้งหัวเราะไม่รู้ว่ามีความสุขอะไรนักหนา มันทำให้ฉันเข้าข้างตัวเองไม่ได้เรียกว่าที่เขามีความสุขแบบนี้ก็เพราะฉัน

            และเพราะอย่างนั้นฉันก็เลยอยากจะรักษารอยยิ้มของคลื่นแบบนี้เอาไว้ตลอดไป

            “ก็หมายถึงชุดอยู่บ้านอะไรก็ได้ ชุดชั้นในอะไรอย่างนี้” พูดจบคลื่นก็ยิ้มกว้าง เป็นอันเข้าใจกันได้ง่ายๆ ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

            “เถอะนะ ขอให้เค้าได้ดูแลตัวเองบ้างเถอะ ที่ผ่านมาเค้าทำเลวเอาไว้ตั้งเยอะ ไม่เคยได้ดูแลอะไรเลย นะครับ”

            คลื่นนี่ร้ายกาจมากจริงๆ เค้ารู้อยู่แล้วแหละว่าฉันมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง และเขาก็ใช้มันได้ผลทุกที

            “ขอเป็นวันอื่นได้มั้ย วันนี้มากับเพื่อนไม่อยากทิ้งเพื่อนไว้แบบนี้น่ะ”

            “แล้วเพื่อนที่ว่าคือใครเหรอ” คลื่นมองซ้ายมองขวาฉันก็เลยรีบหันไปมองแพตตี้กับข้าวสวยบ้าง

            แน่นอนว่าเพื่อนรักทั้งสองคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พ่อพลิกหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็เห็นว่าแพตตี้ส่งข้อความมาบอกว่าจะออกไปข้างนอกกับข้าวสวย และให้ฉันอยู่กับคลื่นได้ตามสบายเลย จ้ะเพื่อนรัก

            “แพตตี้กับข้าวสวยออกไปตั้งแต่ตอนไหนอะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ฉันถามแก้เขิน คลื่นเลยส่งยิ้มมาให้ด้วยสายตาอ่อนโยน

            “เห็นเดินออกไปสักพักแล้วล่ะ”

            “แล้วก็ไม่บอกอะไรเลยสักคำนะ”

            “เอาน่า เพื่อนของตัวก็คงอยากให้เราสองคนได้สวีตกันละมั้ง”

            สุดท้ายแล้วฉันก็พูดอะไรไม่ออกเลย

 

            ผู้ชายที่มีชื่อว่าคลื่นสมุทรคนนี้ไม่รู้จักคำว่าอายเลยจริงๆ เขาพาฉันไปที่ร้านชุดชั้นในอย่างเปิดเผยไม่อายสายตาของใครทั้งนั้น ท่าทางดูเหมือนเคยทำมาแล้วลายครั้งอย่างนั้นแหละ

            “ก็มันน่าอายนี่นา” ฉันพึมพำบอกกับเขาเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน ถึงแม้ว่าจะมีคู่รักหนุ่มสาวเข้าไปอยู่ในร้านหลายคู่ก็ตาม แต่สำหรับฉันมันเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่จะชินกับมัน

            “จะอายไปทำไมล่ะ”

            “ทำไมถึงทำเหมือนว่าอยากจะซื้อของพวกนี้เหลือเกิน กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ” ท่าทางของเขาดูน่ากลัวฉันก็เลยอดถามไปไม่ได้

            “แหม ของแบบนี้ก็รู้ๆ กันอยู่” เขายิ้มหวานจนเห็นลักยิ้มข้างแก้ม สายตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์แบบที่มองก็รู้แล้วว่ากำลังคิดจะทำอะไร

            “ถ้าผู้ชายซื้อเสื้อผ้าให้ผู้หญิง มันก็แปลว่าพวกเขาอยากถอดให้ ของมันแน่นอนอยู่แล้ว” คนอย่างคลื่นไม่มีคำว่าสลดหรอก ดูเอาเถอะว่าตอนนี้เขาหัวเราะยิ้มกว้างได้ขนาดไหน

            “มาเถอะน่า ของพวกนี้มันก็เป็นของใช้ที่จำเป็นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

            นั่นน่ะสินะ ช่วงนี้ต้องมาอยู่กับคนอื่นการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และผู้ชายอย่างคลื่นสมุทรก็มีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงมากด้วย ฮือ พูดฉันอายแทบจะตายให้ได้เลย แต่ทุกอย่างมันเป็นความจริงทั้งหมด เพราะอย่างนั้นฉันเลยมีปัญหากับชุดชั้นในมาก

            เมื่อก่อนจะใส่อะไรก็ได้ไม่เคยจะสนใจมันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะถูกถอดออกตอนไหนฉันก็เลย

            ที่สำคัญ ระยะหลังมานี้ฉันใช้ชุดชั้นในเปลืองมาก แป๊บๆ ก็ต้องถอดแล้ว โอ๊ย นี่ฉันกำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่กันแน่เนี่ย ยัยคนหื่นเอ๊ย

            “ป่ะ ไปกันเถอะ”

            คลื่นไม่รอคำตอบจากฉัน เขาดึงข้อมือฉันให้เข้าไปแนวร้านขายชุดชั้นในทันที แต่ร้านนี้เป็นร้านที่ฉันไม่เคยเข้ามากอง และมั่นใจว่าราคาสินค้าในนี้คงจะสูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมตามมาอยู่ในร้านนี้จนได้

            “ไม่เลือกเหรอ”

            ฉันตัวแข็งชื่ออยู่ไหนร้านขายชุดชั้นในชื่อดัง คงทำหน้าตลกมากเพราะคลื่นทำเสียงหัวเราะคิกคักอย่างน่าตี

            “เอ่อ

            “งั้นเค้าเป็นคนเลือกให้เองแล้วกันนะ เค้ามั่นใจว่าคงกะไซซ์ไม่พลาดแน่” คลื่นทำสายตาเจ้าเล่ห์ซอกแซกจนฉันต้องยกมือตีเขาแรงๆ ทีหนึ่งอย่างโมโห

         “เค้ามีชุดที่อยากจะให้ตัวใส่ตั้งหลายอย่างแน่ะ ถ้าตัวเองได้ใส่แล้วต้องน่ารักมากแน่ๆ”

            อยากพูดแบบนี้ซี ถ้าใส่ไม่ขึ้นคนที่อายก็คือฉันนี่แหละ

            แล้วสิ่งที่เขาเลือกมาก็นะ ทำไมถึงมีราคาแพงลิบลิ่วขนาดนั้น ทั้งที่มันเป็นแค่ชุดชั้นในชิ้นเล็กๆ เท่านั้น

            “มันแพงไปรึเปล่า” ฉันพยายามจะท้วงเมื่อเห็นคลื่นหยิบชิ้นนั้นชิ้นนี้มาทาบตัวของฉัน แน่นอนว่าราคาของมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

            ฉันรู้ว่าเขามาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมีฐานะ แต่ฉันก็ไม่อยากได้รับของที่มีราคาแพงขนาดนี้เลย เพราะถึงเราจะเป็นแฟนกันมาอยู่ด้วยกันแล้ว แต่ก็มีแค่ฉันที่ได้รับจากเขาอยู่ฝ่ายเดียว ฉันเลยไม่สบายใจไม่อยากรับของที่มีราคาแพงจากเขาอีกแล้ว

            “มันก็ไม่ได้แพงมากนี่นา อีกอย่างมันเป็นของที่มีคุณภาพไม่ใช่เหรอ ดีกว่าไปซื้อของที่มันถูกๆ แต่ใช้ได้แค่ไม่กี่ครั้งนะ” คลื่นมีเหตุผลที่จะทำให้ฉันยอมรับได้เสมอ และฉันก็ไม่รู้จะค้านเขาได้ยังไงด้วย

            “เอาเถอะน่า ก็ไม่ได้ซื้อทุกวันนี่ ถือเป็นของขวัญวันเกิดของเค้าด้วย”

            “ของขวัญวันเกิด?” ฉันมองคลื่นอย่างไม่เข้าใจ

            เดี๋ยวนะ ก็เป็นวันเกิดเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องมาสนใจชุดชั้นในของผู้หญิงด้วย ไม่เห็นจะเข้าใจเลย

            “ก็แบบว่าอันนี้

            คลื่นหันไปหยิบชุดชั้นในสีแดงแปร๊ดขึ้นมาชุดหนึ่ง เห็นแล้วฉันอยากจะเป็นลมพร้อมมันทางบางเบาและวาบหวิวมาก เป็นชุดชั้นในที่ไม่มีวันจะอยู่กับตัวคนใส่ได้นานอะ บอกได้เลย

            ยิ่งเป็นคลื่นสมุทรด้วยแล้ว หึๆ อย่าให้พูดมากไปกว่านี้เลย

            “เห็นรึเปล่าว่ามันมีโบด้วย มันก็เหมือนริบบิ้นห่อของขวัญอะ”

            “แล้ว

            ฮึก สายตาของเขาน่ากลัวจัง อย่าบอกนะว่า

            “ก็ตัวเองเป็นของขวัญของเค้าไง เค้าจะได้จะแกะห่อของขวัญด้วยมือของเค้าเอง”

            ทำไมไม่แม่นเหมือนตอนซื้อหวยบ้างน้า เจ้าเอย

 

Kluen-Samut`s talking…

            ผมพาเจ้าเอยกลับมาถึงห้องชุดอย่างชื่นมื่น ได้ของขวัญ เอ๊ย ได้น้ำหอมและชุดชั้นในของเจ้าเอยกลับมาหลายชิ้น ทุกอย่างมันเป็นเหมือนของขวัญสำหรับผมคนเดียวเท่านั้น หึๆ

            เจ้าเอยดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ที่ผมซื้อชุดชั้นในมาหลายชิ้น แต่อีกไม่นานคงจะชินกับผมไปเอง อย่างที่บอกไปมันไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยสักหน่อย มันเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันนี่นา จริงไหม ฮิๆ

            เธอรีบหนีเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อเรากลับมาถึงห้อง และยืนยันหนักแน่นว่าครั้งนี้เธอจะอาบน้ำคนเดียวไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งด้วย แต่ก็เอาเถอะ เรายังมีเวลาอีกมากมายที่จะอยู่ด้วยกันได้ใช้ชีวิตด้วยกัน นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเอง ผมจะพยายามใจเย็นและแสดงความจริงใจจะให้เจ้าเอยได้รับรู้ว่าผมจริงจังกับเธอมากแค่ไหน

            คงไม่นานนักหรอก ผมจะได้หัวใจของเธอไม่อยู่ในมือ

            ระหว่างที่เจ้าเอยกำลังอาบน้ำอยู่ ผมก็เก็บเครื่องสำอางที่ซื้อมาไปไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนชุดชั้นในหลายชิ้นพวกนั้นเจ้าเอยหยิบติดมือเอาเข้าไปในห้องน้ำด้วยแล้วล่ะ

            ตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น ผมก็เลยต้องรีบรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นไอ้ครามโทรมา

            “ว่าไง

            (มึงเห็นไฟแช็กกูป่ะ ไฟแช็กที่ซื้อมาจากสโลวาเกียอะ เมื่อวานจำได้ว่ากูสูบบุหรี่ที่ร้านไอ้ฌอนมัน แต่ไม่แน่ใจว่าได้เก็บมันมาด้วยหรือเปล่า) ไอ้ครามพูดถึงไฟแช็กชิ้นโปรดของมัน มันเป็นของเก่าและสวยมาก เรียกได้ว่าเป็นเครื่องรางประจำตัวของมันเลยล่ะมั้ง

            “ไม่เห็นนะ”

            (มึงลองหาดูให้กูหน่อย เผื่อว่ามึงหยิบติดตัวไป) เสียงไอ้ครามเริ่มฟังดูน่ากลัว ผมก็เลยรีบตอบ

            “เออๆ เดี๋ยวกูหาให้”

            (เออ ขอบใจ) พูดจบครามก็วางสายไป ผมก็เริ่มต้นค้นหาของรักของน้องชายฝาแฝดให้อย่างเนือยๆ

            ผมหยิบเสื้อแจ็กเก็ตที่ใส่ไปเมื่อวานขึ้นมาดู เผื่อว่าจะเผลอหยิบไฟแช็กของครามติดมาด้วยจริงๆ

            แล้วผมก็เจออะไรบางอย่างในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต แต่พอหยิบออกมากลับไม่ใช่ไฟแช็กของครามที่ควรจะเป็น

            แต่มันกลับกลายเป็นยาคุม

         “เอย

 

         “มองแบบนี้มีอะไรรึเปล่า” เจ้าเอยถามผม หลังจากที่ผมเอาแต่จ้องหน้าเธอไม่ละสายตาไปไหนทั้งนั้น

            “ฉันทำอะไรผิดเหรอ” ดูเจ้าเอยกังวลมากจริงๆ ตอนที่ผมนิ่งไม่พูดอะไร

            แต่พอเธอจะร้องไห้ ผมก็เลยถอนหายใจแล้วบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ อะไรวะเนี่ย ผมกลายเป็นคนใจอ่อนกับผู้หญิงไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

            “เปล่าหรอก แค่เหนื่อยๆ น่ะ” ผมตอบเธอไป แต่เจ้าเอยก็ยังเหมือนไม่เชื่ออยู่ดี

            นี่ขนาดว่าเราเพิ่งได้กลับมาอยู่ด้วยกันแค่ไม่เท่าไหร่เองนะ แต่เธอดูเหมือนจะรู้จักผมดีจนผมเองก็ยังต้องแปลกใจเลยล่ะ

            “เหนื่อยเป็นด้วยเหรอ” เจ้าเอยหัวเราะ ผมเลยส่ายหน้าน้อยๆ แล้วตบที่ว่างข้างตัวบนเตียง เท่านั้นแหละ ยัยตัวดีก็เงียบกริบไปในทันที

            “มานอนได้แล้วมา ดึกละ” นี่ผมไม่ได้โกหกนะ ตอนนี้มันดึกมากแล้วจริงๆ

            “เอ่อ

            “เมื่อกี้ยังหัวเราะอยู่เลยนี่” ผมหรี่ตาถาม เธอเลยทำท่างอนๆ ก่อนจะยอมขึ้นเตียงตามมาแต่โดยดี

            ก็แค่เนี้ยทำไมต้องให้โกรธต้องให้หงุดหงิดตลอดด้วยก็ไม่รู้

            “คืนนี้ขอนอนเฉยๆ ได้มั้ย” เธอเริ่มอ้อน ผมเลยกลายเป็นฝ่ายพูดไม่รู้เรื่องบ้าง

            “หมายความว่าไงเหรอ”

            “ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเลย” เจ้าเอยทำตาโตใส่ผมแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัวเอาไว้ แถมยังตะแคงตัวหันหลังหนีอีกต่างหาก

         “ไม่เอาสิ หันหน้ามาหน่อย นอนหันหลังให้กันแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” ผมบอกเจ้าเอย ไม่รู้ทำไมสิน่า เวลาไม่เห็นหน้ากันแล้วมันก็รู้สึกแปลกๆ อย่างน้อยขอเห็นหน้าเธอบ้างถึงจะไม่ได้คุยอะไรกันก็เถอะ

            “วันนี้เพลียมากเลย ขอนอนนะ” เจ้าเอยยังทำหน้าหวาดๆ ผมเลยหัวเราะทั้งขำทั้งสงสาร

            “ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ช่วงนี้ก็ไม่ได้หักโหมด้วย เธอนั่นแหละ เอาแต่พูดอยู่ได้ ความจริงอยาก” ผมพูดไม่จบเพราะถูกเจ้าเอยยื่นมือมาปิดปากเอาไว้ซะก่อน อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ

            “ยังจะมาหัวเราะอีก!” แก้มใสๆ ของเจ้าเอยแดงขึ้นอย่างน่ามอง ให้ตายเถอะน่า แกล้งใครก็ไม่สนุกเท่ากับแกล้งผู้หญิงคนนี้เลย

         “นอนล่ะ ปิดไฟล่ะนะ” พูดจบเจ้าเอยก็เอื้อมมือปิดไฟทันที

            ผมเลิกคิ้วขึ้นในความมืด ตอนนี้เธอเริ่มกล้ามีปากมีเสียงขึ้นมาบ้างแล้ว มันต้องอย่างนี้สิ ผมไม่ชอบเวลาที่เธอเอาแต่กลัวทำเหมือนผมเป็นยักษ์เป็นมารเลย แบบนี้สมเป็นแฟนกันหน่อย ไม่ใช่ทำเหมือนคนแปลกหน้า

            ถ้าเป็นปกติผมคงพุ่งชนเจ้าเอยไปแล้ว แต่คืนนี้ผมทำใจเย็นรอดูปฏิกิริยาของเธอเงียบๆ นี่มีแค่ผมคนเดียวเหรอที่แปลกใจ

            ก็เรื่องยาคุมไง ทำไมเธอไม่กินไม่กระวนกระวายถึงมันวะ

            อ้าว ก็ซื้อกินแล้วทำไมไม่กิน หรือว่ามีอะไรมากกว่านั้น ผมจำได้นะ ว่าเสื้อแจ็กเก็ตนั่นน่ะให้เจ้าเอยใส่ตอนอยู่ในร้านของไอ้ฌอนมัน แล้วจะมีใครอีกที่ใส่มันแล้วเอายาคุมมาซุกไว้ หรือผมจะเข้าใจอะไรผิดไปเอง

            แต่ไม่ใช่หรอกมั้ง ก็จำได้นี่หว่าว่าเจ้าเอยขอไปร้านขายยาคนเดียว ไม่ผิดหรอก

            แค่สงสัยว่าทำไมเจ้าเอยไม่กินนี่แหละ หรือจะลืม สงสัยจะเป็นเพราะลืมมากกว่า ก็ยัยนี่เอ๋อกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกถ้าจะลืม

            “ยัยโง่เอ๊ย” ผมอดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปบีบแก้มเธอเบาๆ ในความมืด

            “อื้อ เจ็บนะ” เจ้าเอยปัดมือผมออกครางอืออาในคอแทบไม่เป็นคำ ผมก็ได้แค่ส่ายหน้าไปมายิ้มๆ

         เธอเอ๋อขนาดนี้แล้ว ผมเลยรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างน่าเอ็นดูมากจริงๆ เรื่องของตัวเองก็ยังเอาไม่รอด ผมก็ไม่กล้าจะแกล้งหรือหาเรื่องอะไรอีก

            ลองหาเรื่องดูอีกสิเราสองคนคงไม่ได้คุยกันอีกแน่ เจ้าเอยคงจะกลัวผมมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ และผมไม่ต้องการให้เราสองคนต้องย้อนกลับไปเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว

            ที่เจ้าเอยเป็นแบบนี้ ทุกอย่างมันเป็นเพราะผมที่เอาความรู้สึกของเธอแลกกับเงินแค่ไม่กี่พันกับความคึกคะนองของตัวเอง ถ้าเธอจะไม่ไว้ใจจะไม่เชื่อว่าผมจริงใจกับเธอมากแค่ไหน คงจะโทษว่าเป็นความผิดของเจ้าเอยไม่ได้ มันเป็นเพราะตัวผมเอง

End Kluen-Samut talk…

 

         หลังจากผ่านวันเกิดของคลื่นแล้ว ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปเองหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกเหมือนว่าคลื่นติดฉันแจแทบจะตลอดเวลาเลย นอกจากเข้าห้องน้ำแล้ว ฉันก็ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย นี่มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ ถึงจะเป็นแฟนกันอยู่บ้านเดียวกันก็เถอะนะ แต่ฉันเหมือนจะหายใจไม่ออกเลยอะ

            “หิวยัง ออกไปกินข้าวข้างนอกกันมั้ย” คลื่นชวนฉันเมื่อเวลาเลยเที่ยงวันไปแล้ว

            ตอนเช้าคลื่นก็ทำอาหารให้ฉันกิน มาตอนนี้ก็ชวนไปกินข้าวข้างนอก ความใจดีประหลาดๆ ของเขามันทำให้ชวนหลอนอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่านี่จะเป็นการทำดีครั้งสุดท้ายของเขา จากนั้นฉันก็จะถูกฆ่าตาย ฮึก

            “ทำไมต้องทำหน้างั้นด้วย” เขาหัวเราะเมื่อมองมาทางฉัน

         “ทำไมถึงทำดีด้วยล่ะ” คำถามนี้ฟังดูโง่จัง ฉันเองก็ไม่รู้ว่าหลุดปากถามไปแบบนี้ได้ยังไง

            ส่วนคลื่นเหรอ หัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจดูสดใสไม่ต่างจากเด็กตัวเล็กๆ แสนซนคนหนึ่งเลย

            “แน่นอนว่าหวังผลตอบแทนอยู่แล้ว” คลื่นยิ้มเจ้าเล่ห์ นั่นสินะ มันของแน่อยู่แล้ว คนอย่างคลื่นสมุทรเหรอจะไม่หวังอะไรหลังจากทำดีกับฉันแล้ว

            “ก็อยากใช้ชีวิตแบบแฟนกันมั่งไง เราไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี นี่ก็ยังหวานไม่พอเลย” เขายิ้มกรุ้มกริ่มตาหวานเยิ้ม อย่านึกว่าไม่รู้นะ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วที่ผ่านมายังหวานไม่พออีกเหรอ ฉันแทบจะคลานลงจากเตียงทุกเช้าเนี่ยไม่หวานเลยนะ

            อ้อใช่สิ ไม่หวานหรอก แต่หื่นเลยมากกว่า

            “ก็อยากเดทบ้างอะไรบ้าง หรือไม่อยากเดท เอาเป็นว่าอยู่กันแต่ในห้องก็โอเคน้า

            “ไปค่ะ

            เรื่องอะไรจะอยู่กับเขาสองต่อสองที่ห้องอย่างเดียวล่ะ ไม่เอาด้วยหรอก ฮือ

            คลื่นใจดีผิดคาด เขาคอยดูแลเทคแคร์ฉันทุกอย่างจนน่าประหลาดใจ ถึงจะบอกว่าชดเชยกับเรื่องเมื่อหลายปีก่อนก็เถอะนะ แต่บางทีคนเราที่เปลี่ยนไปปุบปับก็น่ากลัวเหมือนกัน

            แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าฉันก็ผ่อนคลายและสบายใจขึ้น คลื่นดูให้เกียรติเอาใจใส่ฉันทุกอย่าง อย่างตอนที่นั่งกินข้าวด้วยกันก็หยิบผ้ามาคลุมตักให้ กับข้าวชิ้นใหญ่ไปเขาก็ช่วยหั่นให้พอดีคำ บางทีฉันก็อาจจะคิดมากไปเองฝ่ายเดียวทั้งนั้น

            นั่นน่ะสิ ทำไมฉันต้องคิดเยอะขนาดนั้นด้วยก็ไม่รู้

            “อยากกินอะไรอีกมั้ย?” คลื่นถามระหว่างที่ฉันกำลังละเลียดของหวานอยู่

            “ไม่แล้วล่ะ” แค่นี้ก็เยอะแล้วนะ เขาอยากขุนให้ฉันกลายเป็นลูกหมูเลยหรือไง

            เหมือนว่าคลื่นเองก็รู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเลยหัวเราะก่อนจะยื่นมือมากุมข้อมือของฉันเอาไว้

            “ข้อมือเล็กแค่นี้เอง กินยังไงก็ไม่อ้วนหรอกน่า ให้มันขยายกว่านี้สักหน่อยแล้วค่อยบ่นว่าอ้วนแล้ว” เขาบอกแล้วยิ้มหวาน เป็นยิ้มที่เจิดจ้ามาจนฉันไม่สามารถจะสบตาด้วยนานๆ เลย

            “จับแรงๆ จะหักมั้ยเนี่ย”

            “ไม่หรอกน่า” ฉันดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเลย เราแนบชิดกันมามากกว่านี้แล้วแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเขินได้ขนาดนี้ ความรู้สึกของคนเรานี่มันช่างน่ากลัวจริงๆ

            “กินเถอะ ฉันชอบคนมีน้ำมีนวลกว่านี้นะ”

            ฉันคันปากยิบอยากจะตะคอกใส่หน้าเขาเหลือเกินว่าถ้าชอบแบบนั้นก็หาใหม่สิ แต่ฉันก็ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกดีๆ ของเราเลยได้แต่เงียบไว้ ไม่รู้ว่าถ้าอ้วนขึ้นจริง เขาจะบ่นให้ฉันไปลดน้ำหนักบ้างรึเปล่า ผู้ชายคนนี้ยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ด้วยสิ

            “เสร็จแล้วเราไปชอปปิงกันนะ”

            “ชอปอีกแล้ว?” ฉันถามเสียงสูง เขานี่น่ากลัวจังเลยแฮะ

            “ไม่เอาแล้วอะ ของวันก่อนก็ได้มาตั้งเยอะ ไหนจะอันเก่าๆ อีก” ไม่อยากคิดเลยว่าทั้งหมดนั่นมันเป็นเงินเท่าไหร่ แล้วถ้าวันนึงเราต้องเลิกกันฉันต้องคืนให้เขาด้วยไหม

            อย่าหาว่าคิดลบเลย ขนาดคู่รักที่รักกันมากแต่งงานหลายสิบปีมีลูกด้วยกันหลายคนยังเลิกกันได้ แล้วฉันกับคลื่นน่ะเหรอจะยาวนานขนาดนั้นได้

            ถ้ามันเป็นไปได้ฉันก็อยากให้มันยาวนานตลอดชีวิตของฉัน ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็อยากแต่งงานมีความสุขกับรักแรกด้วยกันทั้งนั้นแหละ จริงไหมล่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องเผื่อใจเอาไว้บ้าง เพราะไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงตอนไหน ยังไงก็เผื่อใจเอาไว้สักนิดนึง ก็ไม่เสียหายนี่นะ

            “คิดว่าจะเลิกกันเหรอ?” แล้วจู่ๆ คลื่นก็ถามขึ้นมา ทำเอาฉันสะดุ้งด้วยความตกใจ เขาอ่านใจคนได้ด้วยเหรอเนี่ย

            “คือว่า

            “ไม่ต้องคิดเลย ลืมไปได้เลย” คลื่นส่ายหน้า ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบแก้มฉันจนปากจู๋

            “แค่คิดว่าเธอจะไปกับผู้ชายคนอื่นฉันก็ว่าฉันฆ่าคนได้เลยล่ะ”

            “บ้า” ฉันปัดมือเขาออกจากหน้าแล้วหัวเราะ เขาเก่งจังทำให้ฉันหัวหมุนเรื่องนั้นเรื่องนี้ในพริบตาเดียว

            “ก็ไม่รู้นะว่าวันที่เราเลิกกันจะมาถึงมั้ย แต่ตอนนี้เธอไม่ชอบฉันไม่อยากอยู่กับฉันเลยเหรอ”

            แล้วเวลาเขาง้อก็นะ ทำเอาแทบจะละลายเลย

            “ก็ไม่ใช่แบบนั้น แต่มันก็แบบว่ามันเยอะไปแล้วรึเปล่า นี่เรายังกลับมาเจอกันไม่ถึงสามเดือนเลยนะ แล้ว

            “ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า”

            “มันต้องคิดสิ ของที่ซื้อให้น่ะมันราคาเท่าไหร่แล้ว ฉันรู้สึกไม่ค่อยดี เรายังไม่ได้แต่งงานกันซะหน่อย”

            “งั้นก็มาแต่งกันเลยมั้ยล่ะ” คลื่นถามด้วยสายตาจริงจัง แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจริงจังด้วยแค่ไหน เล่นแบบนี้ฉันก็ไม่ต่อไม่ถูกขึ้นมาทันที

            “อย่ามาล้อเล่นสิ” ฉันพึมพำ ก่อนจะวางช้อนของหวานลง รู้สึกตื้อจนกินอะไรไม่ลงแล้ว การล้อเล่นแบบนี้มันไม่สนุกเลยนะ

            “งั้นอิ่มยัง เราจะได้ไปกันเลย” คลื่นเอียงคอถาม ทำสายตาอ้อนๆ เหมือนลูกหมาตัวนึง แล้วใครมันไปต้านทานอะไรได้ล่ะ

            “ก็ได้

 

            ฉันตกใจจนหัวใจเหมือนหลุดออกจากทางปาก เมื่อคลื่นพามาถึงสำนักงานเขตซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขามีธุระอะไรที่นี่ แต่สายตาของเขามันชวนให้น่าสงสัยบอกไม่ถูก

            “มาทำอะไรที่นี่เหรอ บัตรประจำตัวหายหรือว่า” ฉันถาม ขณะที่คลื่นหันมามองฉันเหมือนเห็นตัวตลกก่อนจะหัวเราะ

         “ก็รู้อยู่แล้วนี่ เขาไปจดทะเบียนสมรสกัน” พูดจบคลื่นก็ลากฉันเพื่อขึ้นไปยังสำนักงานเขตทันที ฉันก็ตัวปลิวเซหลุนๆ ตามแรงลากของเขาเข้าไปทันที

            “เดี๋ยวสิ เดี๋ยว!” ฉันกระตุกแขนของเขาให้หันมาคุยกันก่อน ของแบบนี้จะทำปุบปับได้ยังไง นี่มันไม่ถูกต้องอย่างแรงเลย

            “ทำไมล่ะ ก็บอกแล้วว่าจะแต่งงานกัน ก็นี่เราก็จดทะเบียนสมรสกันก่อนไง แล้วเราค่อยแต่งงานกัน” คลื่นพูดเหมือนว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก ธรรมดาที่ไหนล่ะ ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยสักคำ ที่บ้านก็ไม่มีใครรู้ด้วยมันใช่เหรอเนี่ย

            “เดี๋ยวก่อนเรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ อีกอย่างไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ฉันรู้แล้วล่ะ ว่านายไม่ได้ล้อเล่นเรื่องของเรา ฉันเองก็ขอโทษด้วยที่ทำเหมือนไม่เชื่อใจกัน หลังจากนี้ฉันจะพยายามไม่ทำตัวงี่เง่าอีกแล้ว” ฉันอธิบายให้คลื่นฟังอย่างใจเย็น รู้สึกว่าตัวเองยังไม่หนักแน่นพอ ไม่ใช่แค่ตัวเองที่รู้สึกแย่ แต่ยังทำให้คลื่นต้องรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

            “แต่เค้าอยากแต่งนี่”

            “จะบ้าเหรอ ตอนนี้เรายังเรียนไม่จบเลยนะ ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ต้องทำ” ฉันพยายามหัวเราะแต่แน่นอนว่าคลื่นไม่ขำด้วย เขาจริงจังจนฉันกลัว แบบนี้ไม่ตลกเลยนะ

            “งั้นก็เลือกมาเลยเจ้าเอย ระหว่างเดินเข้าไปจดทะเบียนสมรสกับเค้าดีๆ หรือว่าจะกลับห้องแล้วขลุกอยู่ด้วยกันสามวันสามคืน”

            “อะไรนะ!” ฉันคิดได้อย่างเดียวว่าตอนนี้เขากำลังล้อเล่น ล้อเล่นจริงๆ ใช่ไหมน่ะ

            “รู้นะว่าแอบซื้อยาคุมมาน่ะ” คำพูดของคลื่นทำให้ฉันตัวเย็นเฉียบ ลืมเรื่องนี้ไปสนิทใจเลย

            “ไม่จดตอนนี้ก็ได้ แต่ไม่รับประกันนะว่าจะท้องก่อนแต่งมั้ย แต่ถ้าไปจดกันตอนนี้ รับรองไม่มีปัญหาเรื่องท้องก่อนแต่งแน่นอนค่ะ”

            ไม่มีกับผีน่ะสิ

            โอ๊ยนี่ฉันหลงกลไปกับผู้ชายคนนี้ได้ยังไง ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

 

เค้าอัพได้ถึงเท่านี้นะคะ

แน่นอนว่ายังมีต่อค่ะ ยังมีเรื่องของธันน์กับเวดแล้วก็แนนซี่ด้วย

แต่มันไม่พอในโควตานี้ ฮืออออออ

แล้วเจอกันในเรื่องของพี่ ธาราคราม นะเออ



Talk...

Song :: Mike Arnoult - Fools Gold (feat. Jessie Villa)

แหม นึกจะหวานก็หวานเหรอพิคลื่น

แต่เหมือนมีอะไรแปลกๆ หัวเราะ

เรื่องจะเป็นยังไง ฝากตามต่อด้วยนะเอ จุ๊บๆ image image

มู่ฝาก ebook เอาไว้ด้วยนะคะ คลิกที่รูปได้เลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ image

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 639 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #17946 pianoname (@pianoname) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 01:42
    ซอ=ภูผา มินมิน=ตัวเล็ก คราม=กาย มินมินเธออย่าเชื่อซอนะถ้าเธอเชืรอเธอจะกลายเป็นตัวเล็กทันที
    #17946
    0
  2. #17921 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 01:41
    555555 คลื่นร้ายจริง
    #17921
    0
  3. #17796 IBTBMEDSTD (@WanttobeMedst) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 07:54
    อิคลื่นมันร้ายยยยยยยย
    #17796
    0
  4. #17746 Chaeeunny (@jemapraew) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 00:39
    อยากรู้เรื่องเวดกับแนนซี่ต่อแล้วอ่า กว่าเรื่องนี้จะได้ตีพิมอีกนานเลย เศร้า
    #17746
    0
  5. #17745 REAllllllME (@nesszayn191) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 00:13
    อิจเอยยย
    #17745
    0
  6. #17744 ผู้หญิงของรยู (@pimhell) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 23:52
    พี่มู่ใจจะขาดดด
    #17744
    0
  7. #17743 Guitaryumiss (@Guitaryumiss) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 22:24
    น่ารักอะะะะงื้อออ
    #17743
    0
  8. #17742 Exquisite Pain (@yaya-venus222) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 10:34
    เอยจ๋าสู้สู้นะ
    #17742
    0
  9. #17741 P.khun (@ppluem) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 03:33
    องค์ลงแล้ว
    #17741
    0
  10. #17740 CTCB. (@w-i-r-a-k-a-n) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 21:54
    อัยหยาาาาา
    #17740
    0
  11. #17738 Idea Witsuta (@idea_idea) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 14:19
    เอยไม่รอดแน่ลูก
    #17738
    0
  12. #17737 kek_jung (@kek_jung) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 12:27
    หมันไส้อิคลื่นจริงๆเลย
    #17737
    0
  13. #17736 saiphon (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 11:13

    เอยเอ้ยยยย ฟ้าคงเปลี่ยนสีอ่ะ

    #17736
    0
  14. #17735 puimekk (@puimekk) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 10:27
    ตายแน่ เจ้าเอยยยยย
    #17735
    0
  15. #17733 pepud (@pepud) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 08:25
    เอยยยย ฟ้าเหลืองแน่ๆ
    #17733
    0
  16. #17732 SeaStar ☆' (@seastar1222) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 05:41
    หมั่นไส้จริงๆ ขออนุญาตเกลียดค่ะ เป็นผู้ชายที่สะดีดสะดิ้งมากๆ หลังจากนี้ไม่มีอะไรให้ต้องเดา ทบต้นทบดอกหนูเอยแน่นอน5555
    #17732
    0
  17. #17730 OHOPPA (@ohoppa) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 02:25
    หมั่นไส้คลื่นจริงๆ เอยกินยาคุมก็ผิดอี๊ก555555 อะไรของพี่คลื่นเนี่ย หาเรื่องลงโทษเลยตลอดๆ
    #17730
    0
  18. #17729 PangPitchayapa (@PangPitchayapa) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 01:16
    เอยกินยาคุมก็ดีแล้วนี่นา
    #17729
    0
  19. #17728 REAllllllME (@nesszayn191) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 01:14
    ขอยาดเกลียดคลื่นนิดนึงนะคะ5555
    #17728
    0
  20. #17727 NHDtrai (@NHDtrai) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 00:00
    ซวยแล้วเจ้าเอยยยยย
    #17727
    0
  21. #17724 walinpat65 (@walinpat65) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 14:13
    อยากให้ทุกเรื่องในนี้มีเป็นebookหมดเลยค่าสัญญาใจว่าจะซื้อทุกเล่ม
    #17724
    0
  22. #17723 Foniiz Kanokwan (@foniiz-kt) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 06:46
    นี่คือการทาลิปให้สาวในสไตล์ของคลื่นสินะ มึนได้ใจน้องเลยค่ะ
    #17723
    0
  23. #17719 Chaeeunny (@jemapraew) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 08:04
    นั่นสิธันรู้ได้ยังไง
    #17719
    0
  24. #17718 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 07:21
    พรี่คะ!55555555
    #17718
    0
  25. #17717 iminvy (@milator) (จากตอนที่ 120)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 05:51
    ร้ายกาจ!!!!!!!!
    #17717
    0