ตอนที่ 4 : Charming Moonlight 🌘 03 Love Keeps Calling

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3512
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    25 ม.ค. 62


Charming Moonlight 03

Love Keeps Calling

 

            หลังจากที่คนตัวร้ายออกจากห้องนอนไปแล้ว ดาหลันก็เด้งตัวออกจากเตียงนอนทันที เธอหยิบเสื้อผ้าหลายตัวมาทาบบนตัวเองอย่างร่าเริงมีความสุข แน่นอนว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนตัดเย็บอย่างดีงดงามอย่างมาก ราคาของมันคงจะแพงลิบลิ่วอย่างไม่ต้องสงสัย

            ดาหลันไม่สนใจว่ามันจะมีราคาเท่าไหร่ เพราะถือว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำถ้าหากเทียบกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป

            เธอโกรธทุกคนไม่ว่าจะเป็นบิดา พี่ชาย หรือแม้แต่เวอร์นอน และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมตัวเองถึงได้ยอมเขาถึงขนาดนี้

            มีอย่างที่ไหน เจอหน้ากันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็เสียตัวให้เขาแล้ว มันเป็นเรื่องที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

            เอาเถอะ คิดไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา ในเมื่อทุกคนปั่นหัวเธอได้ เธอก็จะทำแบบนั้นบ้างเหมือนกัน

         ดังนั้น หลังจากที่แต่งตัวแต่งหน้าแล้ว เธอก็เดินนวยนาดออกจากห้องนอน และพบว่ามีบอดี้การ์ดสองสามคนรออยู่ข้างนอก หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นหัวหน้า เขาได้เข้ามาแนะนำตัวด้วยท่าทางสุภาพขึงขัง

            “ผมชื่อแดนนี่ครับ เป็นการ์ดส่วนตัวของคุณคริสซี่” บอดี้การ์ดหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง พาให้ดาหลันทราบดีว่าหลังจากนี้คงจะต้องตัวติดกับเขาตลอดไปแน่

            “คุณจะไปไหนเหรอครับ” แดนนี่ถามอย่างสุภาพ ดาหลันก็เลยจำต้องบอกไปอย่างจำใจ

            “ไปซื้อของค่ะ เวอร์นอนบอกว่าฉันออกไปข้างนอกได้ค่ะ” ดาหลันมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิด แดนนี่ก็พยักหน้าให้

            “เชิญเลยครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มผายมือให้กับผู้เป็นเจ้านาย

            ดาหลันรู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้างแต่ก็ยอมเดินออกมาแต่โดยดี อย่างน้อยก็ดีกว่าการถูกครับเอาไว้อยู่แต่ในห้องเป็นไหนๆ ล่ะนะ

            ตอนแรกที่เข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ไม่ทันได้สังเกตอะไรมาก มาตอนนี้ดาหลันซึ่งพบว่ามันเป็นโรงแรมที่ดูยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นกาสิโน ล็อบบี้โรงแรม ร้านค้าต่างๆ ล้วนแต่เป็นแบรนด์ดังหรูหราราคาแพง ถึงแม้ว่าจะเคยชินกับการใช้ข้าวของแบบนี้มาตลอด แต่มันก็ทำให้สาวน้อยอดรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่ได้เลย

            เพราะมีบอดี้การ์ดตามมาหลายคน ดังนั้นดาหลันเลยเดินเข้าไปในห้องเสื้อที่ตัวเองชอบซื้อใส่เป็นประจำ ด้วยแบล็กการ์ดที่ได้มาจากเวอร์นอน ทำให้เธอไม่ลังเลใจที่จะเดินเข้าไปในห้องเสื้อนั้นอย่างอารมณ์ดี

            บอดี้การ์ดยืนรออยู่หน้าร้านไม่ได้เข้าไปวุ่นวายอะไรด้วย เพราะเข้าใจว่าผู้เป็นนายหญิงน่าจะต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อดาหลันออกมาจากห้องเสื้อช่วยถือถุงเสื้อผ้าพวกนั้นให้ด้วยความเต็มใจ

            ตอนแรกดาหลันคิดว่าพวกเขาน่าจะเบื่อน่ารำคาญยอมแพ้ไม่ตามมาอีก แต่บอดี้การ์ดพวกนี้ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี พวกเขาแทบไม่แสดงสีหน้าเลยแม้แต่น้อย คนที่ยอมแพ้ก็เลยกลายเป็นดาหลันซะเอง

            “บ้าจริง” เธอบ่นกับตัวเองเบาๆ รู้สึกอ่อนเพลียไปหมด ร่างกายก็ยังไม่แข็งแรงจากการที่ถูกรังแกเมื่อคืนก่อน ส่วนตัวการของเรื่องป่านนี้ก็คงกำลังเตรียมตัวจะไปแอลเอแล้วกระมัง

            “เอ่อ คุณแดนนี่คะ” ดาหลันเรียกชื่อบอดี้การ์ดหนุ่มรูปหล่ออย่างระมัดระวัง ซึ่งชายหนุ่มก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยแล้วส่งยิ้มให้

            แหม เจ้าชายกับลูกน้องนี่หล่อเหมือนกันทุกคนเลยนะ สาวน้อยอดคิดแบบนั้นกับตัวเองไม่ได้จริงๆ เพราะบอดี้การ์ดหนุ่มคนนี้ดูที่โดดเด่นราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากแม็กกาซีนเลยทีเดียว

            “ตอนนี้กาสิโนเปิดหรือยังคะ” ดวงตากลมโตของดาหลันเป็นประกายใสซื่อ แดนนี่เองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตอนนี้นายหญิงกำลังคิดวางแผนการอะไรในหัวหรือเปล่า ก่อนที่เจ้านายอย่างเวอร์นอนจะออกไปข้างนอกนั้น ได้บอกเอาไว้ว่า สาวน้อยคนนี้ร้ายกาจไม่ใช่น้อย ยังไงก็ต้องคอยจับตามองเธออย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ห้ามคลาดสายตาไปไหนเป็นอันขาด

            แต่ไปกาสิโนก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะพาไปด้วยไม่ได้นี่นา แดนนี่บอกตัวเองแบบนั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องติดตามดาหลันทุกฝีก้าวอยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยตอบไปตามความจริง

            “เปิดแล้วครับ กาสิโนของเราเปิดให้บริการตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงตีห้าคับ” ชายหนุ่มรายงานครบถ้วนไม่ตกหล่น

            ดาหลันก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยิ้มหวานให้กับเขาเป็นการขอบคุณ

            “ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปเที่ยวดูที่กาสิโนได้ไหม” ดาหลันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ แดนนี่มั่นใจว่านายหญิงคนนี้ต้องการไปเปิดหูเปิดตาเล่นเท่านั้น จึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร

            “เชิญครับ

            “ฉันไม่รู้ว่าไปกาสิโนทางไหน คุณช่วยเดินนำฉันไปหน่อยสิ” ดาหลันยิ้มจนตาหยี แดนนี่และบอดี้การ์ดคนอื่นไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเวอร์นอนถึงได้หลงเสน่ห์เธอจนไม่ยอมให้ออกจากห้องนอนไหนเลย

            สาวน้อยคนนี้เป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตนเอง และไม่ได้วางท่าว่าเป็นสาวสวยสง่างามตลอดเวลาด้วย เธอช่างสดใสอารมณ์ดีราวกับมีดอกไม้เบ่งบานรอบตัว ทำให้คนมองต่างยิ้มตามด้วยไม่รู้ตัวเลย

            “เชิญทางนี้เลยครับ” แดนนี่เดินนำหน้าผู้เป็นนายหญิง ก่อนจะพาดาหลันไปถึงกาสิโนในเวลาต่อมา

 

            ความจริงดาหลันก็เคยเข้ามาเดินเล่นในกาสิโนแห่งนี้แล้ว ก็ตอนที่ถูกใส่ความว่าตัวเองเป็นคนขโมยชิพแทนเงินสดของแขกคนหนึ่งในกาสิโนนั่น คิดแล้วก็อดโมโหเวอร์นอนไม่ได้ ทำไมเขาถึงไม่พยายามตามสืบความจริงอย่างละเอียดมากกว่านี้ ถ้าหากว่าคนร้ายตัวจริงวันกลับมาที่นี่ล่ะ จะไม่โทษว่าเธอเป็นตัวการอีกหรือ คิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงหันไปมองแดนนี่ทันที

            “มีอะไรหรือเปล่าครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มถาม เมื่อเห็นสายตาของนายหญิงที่มองมา

            “เปล่า ไม่มีอะไร” หญิงสาวเปลี่ยนใจไม่ทำอะไรทั้งนั้น ถ้าหากว่าเวอร์นอนจะโง่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาขโมยของง่ายๆ มันก็เรื่องของเขา แต่คราวนี้จะมาโทษว่าเธอเป็นนางนกต่อหัวขโมยอะไรไม่ได้นะ ก็เล่นมีคนตามปรกติตัวต่อตัวแบบนี้ เธอจะแยกร่างไปขโมยของได้ยังไงล่ะ จริงไหม

            “ฉันอยากเล่นสล็อต” เธอเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะเห็นสายตาของแดนนี่มองมาแปลกๆ

            ผู้ชายคนนี้เป็นถึงบอดี้การ์ดส่วนตัวของเวอร์นอน แน่นอนว่าเขาคงไม่ใช่คนธรรมดาหรอก คงฉลาดเป็นกรดเลยทีเดียว เพราะไม่อยากให้ใครมองมาจับผิดก็เลยแกล้งทำทีว่าไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ

            “ทางนี้เลยครับ” ชายหนุ่มเดินนี้ด้วยความเต็มใจ ถ้าเจ้านายมีความสุข ลูกน้องคนอื่นก็ยอมที่จะมีความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจจากไปด้วย

            ในที่สุดดาหลันก็เดินมาถึงตู้สล็อตที่ตั้งเรียงรายหลายสิบแถว พวกมันเป็นประตูที่มีไฟกระพริบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตื่นตาตื่นใจวูบวาบไปกับสิ่งเร้ารอบตัวอย่างง่ายดาย นอกจากจะมีการเล่นพนันหลายอย่างให้เลือกลองเล่นแล้ว ยังมีบริกรที่ถือถาดเครื่องดื่มและของว่างเล็กๆ น้อยๆ เดินให้บริการแทบจะตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ

            “ตรงนั้นเป็นโต๊ะอาหารเหรอคะ” ดาหลันไม่มีความรู้เรื่องกาสิโนเลยจริงๆ เห็นอะไรแปลกตารู้สึกว่ามันตื่นตาตื่นใจไปทุกอย่าง และอยากจะรู้เรื่องราวอย่างละเอียดด้วย

            “ใช่ครับ แต่ว่าไม่ใช่อาหารหลักแบบเมนคอร์สนะครับ ส่วนมากจะมีเครื่องดื่มแล้วก็ของว่างครับ ส่วนถ้าต้องการการรับประทานอาหารจริงๆ ทางเราจะจองโต๊ะที่ห้องอาหารให้ครับ” แอนนี่อธิบายด้วยด้วยความเต็มใจ ดาหลันจึงพยักหน้าให้หงึกหงัก ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง

            ตอนแรกดาหลันคิดว่ากาสิโนก็คงจะมีโต๊ะเล่นพนันอย่างเดียวเท่านั้น มาตอนนี้ถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคิดเอาไว้เลย

            “ขนมอร่อยนะครับ เครื่องดื่มอะไร ส่วนมากจะเป็นไวน์กับแชมเปญครับ”

            “อ้อ” ดาหลันได้แต่พยักหน้าไปตามเรื่องราว แดนนี่จึงโบกมือเรียกบริกรให้เข้ามาใกล้ แล้วหยิบจานของว่างจานนึงให้กับผู้เป็นเจ้านาย

            “มาการอง[1]นี้ ปาติซิเยร์[2]ชื่อดังเป็นคนทำให้เลยนะครับ” แดนนี่อธิบายให้ฟัง ดาหลันก็ยอมหยิบขนมสีหวานเข้าปากแต่โดยดี และต้องยอมรับว่ามันอร่อยมากจริงๆ

            “ใครๆ ก็เอากับพูดว่าการทำกาสิโนมันไม่ดีเลย มีแต่มาม่าให้ประชาชนเสพติดการพนัน แต่อย่างน้อยมันก็สามารถทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้รับโอกาสมีงานทำมากขึ้น”

            ดาหลันไม่เข้าใจว่าประโยคนี้แดนนี่อธิบายให้เธอฟังทำไม แต่ก็พอเข้าใจ ว่าเขาคงไม่อยากให้เธอมองเวอร์นอนในสายตาที่ไม่ดี อยากให้ชื่นชมบูชาเขาล่ะมั้ง เหอะ ไม่มีทางซะหรอก

            “อย่างแม่บ้านคนนั้น หล่อนเคยติดคุกมาก่อนข้อหาอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครยอมรับเข้าทำงาน หล่อนมีลูกต้องเลี้ยงดูหลายคน ถ้าหากว่าไม่มีกาสิโนแห่งนี้ เธอก็คงไม่มีเงินเลี้ยงดูลูก”

            ได้ฟังแล้วดาหลันรู้สึกเจ็บปวดในใจเล็กน้อย ขนาดว่าเธอไม่ได้เป็นผู้ต้องหาที่ลักเล็กขโมยน้อยจนต้องเข้าไปอยู่ในคุกจริงๆ ยังถูกเวอร์นอนลงโทษซะขนาดนี้ คนที่เคยกระทำความผิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบหรือตั้งใจก็คงไม่มีทางเลือก และถ้าหากไม่มีใครให้โอกาส ชีวิตก็คงจะต้องเหมือนตกนรกทั้งเป็น

            “พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนมากเหมือนกันครับ เป็นคนที่สังคมไม่เคยให้โอกาส แต่ที่นี่มันชีวิตใหม่ของพวกเขา”

            “เจ้านายของคุณไม่กลัวว่าคนพวกนี้อาจจะใช้นิสัยเดิมๆ อีก อย่างเช่นลักขโมยของอะไรแบบนี้” ดาหลันอดถามไม่ได้ ก่อนจะรับคำตอบจากแดนนี่ที่มันทำให้เธอถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว

            “พวกเขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรครับ ในเมื่อตอนนี้พวกเขามีงาน มีเงิน ไม่จำเป็นต้องลักขโมยที่แล้วมา มันไม่คุ้มหรอกครับ กับการที่ต้องแลกชีวิตปกติสุขเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง”

            คำพูดของแดนนี่ทำให้ดาหลันเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นสินะ ใครอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในคุกที่ต้องหมดอิสรภาพกันล่ะ

            “อืม ขอฉันเล่นสล็อตหน่อยได้ไหมคะ” ดาหลันเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อยากได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับเวอร์นอนอีก โดยเฉพาะในด้านที่ดีของเขา มันทำให้เธอรู้สึกใจอ่อนตลอด จึงไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น

            “เชิญครับ นี่ชิพแทนเงินสดครับ” พูดจบแดนนี่ก็ส่งชิพมาให้กับนายหญิงทันที ดาหลันเองก็ไม่รู้ว่าเขาไปเตรียมมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหน แต่ก็ยอมรับมันมาแต่โดยดี

            ความจริงแล้วดาหลันก็ไม่ได้อยากจะเล่นพนันอะไรหรอก แต่เธอรู้สึกหงุดหงิดไม่อยากจะอยู่แต่ในห้องพักอย่างเดียวเท่านั้น และนอกจากนั้นก็ยังอยากเอาคืนเวอร์นอนเล็กๆ น้อยๆ บ้าง

            เมื่อแดนนี่กับบอดี้การ์ดคนอื่นขยับห่างออกไปเล็กน้อย เธอแกล้งทำทีว่ากำลังสนุกอยู่กับการเล่นสล็อต ซึ่งไหนสุดท้ายชิพแทนเงินสดที่ถืออยู่ในมือก็หมดไป

            “ว้า แย่จัง ฉันคงไม่มีดวงเรื่องแบบนี้” ดาหลันหัวเราะกับแดนนี่ ก่อนจะลุกขึ้นไปดูการเล่นพนันอย่างอื่นต่อ

            แดนนี่ส่งสายตาให้บอดี้การ์ดคนอื่นอยู่ห่างจากดาหลันเล็กน้อย เว้นระยะห่างเอาไว้เพื่อไม่ให้ผู้เป็นเจ้านายต้องรู้สึกอึดอัดจนเกินไป

            ดาหลันอยากจะรู้เหลือเกิน ถ้าหากว่าเวอร์นอนรู้ว่าเธอแอบลักเล็กขโมยน้อยอีกครั้ง เขาจะรู้สึกยังไง แต่เท่าที่ฟังจากปากของเดือนนี้มา เวอร์นอนคงไม่ชอบใจเท่าไหร่ครับการที่คนในการปกครองของตนเองหันไปในทางผิดๆ อีก ซึ่งถ้าเป็นเธอทำก็คงจะมีผลลัพธ์แบบเดียวกัน

            ดังนั้น ดาหลันจึงตัดสินใจขโมยชิพเงินสดของแขกในกาสิโนอย่างจงใจให้ถูกจับได้ เพราะตอนนี้ไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังโกรธบิดากับพี่ชายอยู่ แต่มันก็ดีกว่าการที่ต้องอยู่กับคนแปลกหน้าแบบนี้ไม่ใช่หรือ การกลับบ้านน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองแล้ว

            “นี่เธอ! ทำอะไรน่ะ”

            ในที่สุดเหยื่อที่ตกเป็นเป้าของดาหลันก็รู้ตัว เขาคว้าหมับที่ข้อมือเล็กแล้วถามอย่างโกรธๆ สาวน้อยก็ทำเป็นเล่นละครทันที

            “ฉันเปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไร ดาหลันยืนยันเสียงแข็ง แต่สุดท้ายก็ถูกพาตัวไปยังสถานีตำรวจโดยที่ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย

            แต่ความจริงแล้ว เธอก็จงใจให้ตัวเองถูกจับได้ และจะได้รู้กัน ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

            เจ้าทุกข์ของดาหลันเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีดูร่ำรวยมหาศาล ดาหลันรู้สึกแปลกใจมากที่ไม่ทันได้สังเกตว่าตัวเองกล้าไปวุ่นวายกับคนแบบนี้ได้อย่างไร

            รู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกสวมกุญแจมือแล้วผลักเข้าห้องขังเสียแล้ว

            ดาหลันรู้สึกหวาดกลัวมาก แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีวันยอมแพ้ และอยากจะรู้เหลือเกินว่าเวอร์นอนจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าหากเขารู้ว่าเธอกำลังจะถูกคุมตัวเข้าไปอยู่ในคุกแบบนี้

            “เดี๋ยว” ดาหลันชะงักเล็กน้อย เมื่อเจ้าทุกข์ของตนเองเรื่องเอาไว้ก่อนที่จะถูกพาตัวเข้าไปอยู่ในห้องขัง

            “ฉันจะไม่เอาเรื่องเธอก็ได้ ถ้าหากเธอยอมมาเป็นผู้หญิงของฉัน ตกลงไหม

            ดาหลันมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ดีเชื่อสายตา ไม่ว่าใครก็มองเธอเป็นเพียงแค่วัตถุทางเพศกันทุกคนเลยหรือ อย่าหวังเลยว่าคนอย่างดาหลันจะยอมโง่อีก ประสบการณ์ครั้งเดียวที่ได้รับมาจากเวอร์นอนก็เกินพอแล้ว ดังนั้นเธอถึงเพียงแค่มองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาว่างเปล่า ก่อนจะเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงไปยังห้องขังอย่างไม่ลังเล

            คนที่ตกใจจนหัวใจแทบวายตายคือสมิธ เขาคือผู้จัดการโรงแรม ที่เวอร์นอนไว้ใจให้ดูแลแขกรวมถึงกาสิโนทั้งหมด แต่มาตอนนี้เห็นทีว่าผู้เป็นเจ้านายคงไม่ไว้ใจให้เขารับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงแรมอีกแล้วกระมัง

            เขาเองก็ไม่อยากให้เรื่องราวมันลงเอยแบบนี้เลย ถ้าหากว่าดาหลันไม่ได้เป็นคนโปรดของเวอร์นอน เรื่องมันคงไม่ยุ่งยากขนาดนี้

            คนที่ถูกขโมยชิพแทนเงินสดคือวิลเลียม เมเยอร์ แค่คนสำคัญของดีเอ็มกาสิโน

            วิลเลียมคนนี้เป็นแขกประจำที่แวะเวียนมายังกาสิโนอยู่บ่อยครั้ง เขามักจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสนุกกับการเล่นพนันโดยไม่สนใจว่าจะเสียหรือได้ นอกจากนั้นก็ยังพาแขกคนอื่นๆ แวะเวียนมายังกาสิโนแห่งนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง จนทำให้สนิทสนมคุ้นเคยกับเวอร์นอนในเวลาต่อมา เนื่องจากว่าทั้งสองคนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และเคยได้พบเจอกันตามงานต่างๆ มาก่อน

            สมิธไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เมื่อวิลเลียมพูดอย่างชัดเจนหนักแน่นว่าต้องการเอาเรื่องคนที่มาขโมยชิพเงินสดของตนเอง พยายามจะโทรหาเวอร์นอนแล้ว แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นเร็วเหลือเกิน

            วิลเลียมเป็นคนจัดการนำตัวดาหลันมาถึงสถานีตำรวจด้วยตัวเอง โดยที่ใครหลายคนไม่สามารถห้ามเอาไว้ได้ทัน เนื่องจากว่าวิลเลียม เมเยอร์ คนนี้มีอิทธิพลระดับหนึ่ง ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถห้ามปรามทัดทานเขาได้ รู้ตัวอีกที ทุกคนก็มาอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว

            สถานการณ์มันเลวร้ายลงทุกขณะ เมื่อดาหลันถูกสวมกุญแจมือเอาไว้อย่างแน่นหนา กลายเป็นผู้ต้องหาโดยสมบูรณ์ วิลเลียมก็ยืนยันว่าจะเอาผิดให้ถึงที่สุด

            สิ่งที่สมิธทำได้อย่างเดียว นั่นก็คือโทรไปหาผู้เป็นเจ้านายอย่างเวอร์นอน เพื่อให้อีกฝ่ายเข้ามาจัดการเรื่องก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้

            แต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรดาหลันก็คงต้องถูกคุมตัวเอาไว้ในห้องขังเป็นที่แน่นอนแล้ว

            สมิธได้แต่สบตากับแดนนี่ด้วยความไม่สบายใจ เขาไม่อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะจัดการได้อย่างไรเช่นกัน

            แล้วเรื่องมันก็ยิ่งเลวร้ายกว่าที่ทุกคนจะคาดเดาได้ เมื่อวิลเลียมดูเหมือนจะมีท่าทีถูกใจดาหลัน จนถึงกับเอ่ยปากบอกให้เธอมาเป็นผู้หญิงข้างกาย เพื่อนแลกกับการที่ไม่ต้องถูกคุมตัวในห้องขัง

            คนที่ใจหายใจคว่ำมากที่สุดเห็นจะเป็นแดนนี่ เพราะเขาทราบดีแก่ใจว่าเจ้านายอย่างเวอร์นอนนั้น เอ็นดูถูกใจสาวน้อยคนนี้มากแค่ไหน ถ้าหากว่าดาหลันยอมตกลงที่จะเป็นผู้หญิงของวิลเลียม เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรตามมาบ้าง ได้แต่ภาวนาขอให้ดาหลันปฏิเสธไป

            แต่ถ้าหากว่าดาหลันปฏิเสธ นั่นก็เท่ากับว่าเธอจะต้องถูกคุมตัวครั้งเอาไว้อยู่ในห้องขัง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรอก โดยเฉพาะสาวน้อยที่ดูอ่อนแอบอบบางยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เธอจะทนรับความกดดันและความน่ากลัวของห้องขังได้อย่างไร

            ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเงียบกริบ แทบจะไม่ได้ยินเสียงหายใจเลยด้วยซ้ำ เพราะรอฟังว่าดาหลันจะตอบคำถามของวิลเลียมว่าอย่างไร

            “ว่ายังไงล่ะ เธอชื่ออะไรแล้วนะ” สายตาของวิลเลียมเป็นประกาย ยอมรับว่ารู้สึกถูกใจสาวน้อยคนนี้มาก มองดูเผินๆ เธอน่าจะเป็นลูกครึ่งเอเชีย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อชาติไหนกันแน่ รู้เพียงอย่างเดียวว่าถูกใจดวงตาสุกใสของสาวเจ้าหญิงกว่าอะไรทั้งนั้น ราวกับว่าดวงตาคู่นั้นมันมีชีวิตเป็นของตัวเองอย่างนั้นแหละ

            นอกจากนั้น เธอก็ยังตัวเล็กดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอม ผิวกายขาวเนียนดุจน้ำนม ดวงตากลมโตสีดำขลับ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถูกใจ

            ” ดาหลันเม้มปากเอาไว้แน่น เธอกำลังชั่งใจว่าควรจะตอบคำถามเข้าไปแต่โดยดีหรือเปล่า แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเธอไม่ต้องการเป็นผู้หญิงของใครคนไหนอีกแล้วนอกจากเวอร์นอน

            เอ่อ หมายถึงว่า เธอไม่อยากจะเสียเปรียบผู้ชายคนไหนอีกแล้ว อย่างที่เจอมาจากเวอร์นอนน่ะ

            “เธอชื่ออะไร ถ้าเธอยอมเป็นผู้หญิงของฉันดีๆ ฉันจะพาเธอไปจากที่นี่ เธออยากได้อะไรฉันจะให้ทุกอย่าง” วิลเลียมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

            คนติดตามของวิลเลียมต่างสบตากันด้วยความแปลกใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้านาย จะมาถูกใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เหมือนกับเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะแบบนี้ จริงอยู่ว่าดาหลันน่ารักน่าเอ็นดู แต่เธอก็ไม่เข้าข่ายผู้หญิงเซ็กซี่ที่เจ้านายเคยควงเลยแม้แต่น้อย

            แดนนี่อยากขยับตัวพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเวอร์นอนกับวิลเลียมถึงได้รู้จักและสนิทสนมกันระดับหนึ่ง เพราะทั้งสองคนมีความชอบเหมือนกันนี่เอง ถึงได้พูดคุยกันถูกคอ แต่ก็ไม่น่าจะมาถูกใจผู้หญิงคนเดียวกันแบบนี้เลย เพราะยังไงก็มั่นใจว่าเวอร์นอนไม่มีวันปล่อยมือจากดาหลันคนนี้เด็ดขาด

            “เธอคงมีเรื่องลำบากอยู่ล่ะสิ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาขโมยของของคนอื่นหรอก ถ้าเธอยอมมาเป็นผู้หญิงของฉัน ฉันจะให้เธอทุกอย่างที่เธอต้องการเลย”

            ได้ยินดาหลันก็ต้องเบ้ปาก ไม่ว่าใครคนไหนก็พูดแบบนี้ด้วยกันทุกคน คิดว่ามีเงินแล้วจะสามารถอะไรก็ได้หรือ คนอย่างดาหลัน บารอส ไม่ใช่ว่าจะซื้อได้ด้วยเงินหรอกนะ

            “ฉันไม่ได้ลำบาก” ดาหลันพูดเสียงแข็ง ไม่อยากให้คนอื่นมองมาด้วยสายตาสมเพช

            “ไม่ลำบากแล้วเธอมาขโมยของของคนอื่นทำไมล่ะ” คิ้วเข้มของวิลเลียมเลิกสูง รู้สึกได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้เย่อหยิ่งจองหอง แม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าเขาก็ยังไม่แสดงอาการหวาดกลัวให้เห็นเลยสักนิด ช่างเป็นผู้หญิงที่แปลก และไม่เคยพบพานมาก่อนเลยด้วย

            “ฉันเป็นโรคจิต!” พูดไปดาหลันรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะคำพูดของเวอร์นอนคอยตามหลอกหลอนมาจนถึงตอนนี้

            “โรคจิต…?” วิลเลียมหัวเราะน้อยๆ เขาไม่เข้าใจว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

            “คุณเคยได้ยินไหมล่ะ โรคจิตชอบขโมยของน่ะ ฉันเป็นโรคจิตเจ็บป่วยด้วยโรคนั้นแหละ” ถึงตรงนี้ดาหลันก็จะยอมรับทุกอย่างที่ถูกกล่าวหา อยากรู้เหมือนกันว่าใครอยากจะได้เธอไปเป็นผู้หญิงข้างกายอยู่ไหม โดยเฉพาะเวอร์นอน เดมป์ซีย์ คนนั้น

            คำพูดของดาหลันทำให้วิลเลียมต้องหรี่ตามองเธออย่างค้นคว้า ยิ่งเธอต่อล้อต่อเถียงด้วยเท่าไหร่ ก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น เขาเองก็คงจะกลายเป็นคนโรคจิตด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง

            “ฉันชอบขโมยของ มือใหม่มันอยู่ไม่สุข เป็นโรคจิต ต้องเข้าโรงพยาบาล คุณยังอยากได้อยู่เหรอ!” เสียงหวานใสตะคอกใส่อย่างขัดเคือง ราวกับว่าคนตรงหน้าคือเวอร์นอน

            “ใช่! ในเมื่อเธอป่วยแบบนี้เธอก็ควรจะไปโรงพยาบาลมากกว่าจะมาอยู่บนโรงพัก!

            เสียงทุ้มหนักที่แผดลั่นขึ้นมากะทันหันทำให้ทุกคนถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ แม้กระทั่งวิลเลียมที่กำลังมองหน้าหวานเพลินตา

            ทุกคนหันไปมองข้างต้นเสียง ก็จะพบว่าเป็นเวอร์นอนนั่นเอง

 

            “เจ้านาย!” ทั้งสมิธและแดนนี่อุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อได้เห็นหน้าคนที่อยากเจอมาตลอดแล้ว

            ทั้งสองคนแสนจะโล่งใจเมื่อดาหลันยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในห้องขัง เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเวอร์นอนจะหัวเสียมากแค่ไหน ที่ได้เห็นว่าผู้หญิงข้างกายของตนเองเข้าไปอยู่ในห้องขังต่อหน้าต่อตา

            “มันเกิดอะไรขึ้น!

            สีหน้าของเวอร์นอนนั้นดูน่ากลัวอันตรายอย่างมาก แม้แต่ดาหลันที่ปกติก็ไม่ได้เกรงกลัวเขาเท่าไหร่รู้สึกผวาไม่น้อย แต่เธอก็ยังเชิดหน้าขึ้นทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “ว่าไง เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เวอร์นอนถามเสียงดัง ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่ากำลังพูดอยู่กับใคร

            “เอ่อ

            “ฉันขโมยของของผู้ชายคนนี้ ก็ถูกจับได้ กำลังจะถูกพาตัวเข้าห้องขังนี่แหละ มีอะไรไหม”

            คนที่ตอบคำถามคือผู้ต้องหาตัวจริงอย่างดาหลัน ยิ่งทำให้เวอร์นอนหัวเสียเป็นเท่าตัว

            “ทำไมถึงทำแบบนี้ คริสซี่!” เขาขึ้นเสียงใส่อย่างโมโห ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดาหลันถึงได้นิสัยเสียแบบนี้

            “ฉันก็ให้เงินเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เอาไปซื้อของ ไปขโมยของคนอื่นทำไม” หัวใจของเวอร์นอนเต้นแรง เขาทั้งกลัวทั้งตกใจ ไม่ต้องการให้ดาหลันเข้าไปอยู่ในสถานที่อันตรายแบบนั้น

            “คุณบอกเองว่าฉันเป็นโรคจิต” คนตัวเล็กย้อนกลับมาหน้าตาเฉย ยิ่งทำให้เส้นเลือดตรงขมับของเวอร์นอนเต้นแรงตุบๆ อย่างน่ากลัว

            “ฉันก็เป็นโรคจิตอย่างที่คุณต้องการแล้วไง” ถึงตรงนี้น้ำเสียงของดาหลันเริ่มสั่นเครือ ใครล่ะจะเป็นโรคจิตที่ถูกใส่ความกล่าวหา ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครสนใจรับฟัง ตอนนี้เธอเลยยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วมันไม่ดีตรงไหน

            “คริสซี่” สายตาของเวอร์นอนแทบจะลุกเป็นไฟ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครที่จะดื้อดึงเอาแต่ใจเท่าผู้หญิงคนนี้มาก่อน เธอไม่รู้เลยหรือว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเลวร้ายมากแค่ไหน ถ้าหากถูกคุมตัวเข้าไปอยู่ในห้องขังจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

            “อยากจะเข้าไปอยู่ในคุกนักหรือไง” สีหน้าของเวอร์นอนแทบจะทำให้ใครต่อใครลนลานหนีหายไม่กล้าจะเผชิญหน้าด้วย โดยเฉพาะสมิธกับแดนนี่

            แดนนี่รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลมหายใจติดขัดจนแทบหายใจไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอสถานการณ์ที่บีบรัดหัวใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก ให้ลงสนามต่อสู้กับคนร้ายยังง่ายกว่าเป็นไหนๆ

            “เป็นโรคจิตอยากเข้าคุกก็ดีเหมือนกันนะ” ดาหลันลอยหน้าลอยตาชวนให้คนมองโมโหหนักกว่าเดิมอย่างไม่เกรงกลัว จนว่านางต้องพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้มันระเบิดออกมาตอนนี้

            “คริสซี่” น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย หากแค่นัยน์ตากำลังจะลุกเป็นไฟได้อยู่แล้ว

            “คุณรู้ไหมว่ากำลังทำให้คนอื่นเสียเวลา” ดาหลันแกล้งทำเป็นถอนหายใจ นั่งทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของเวอร์นอนต้องขาดผึง

            “ถ้าเธอต้องการอย่างนั้นก็ได้” มุมปากหยักของชายหนุ่มกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาให้เห็น แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วดาหลันก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกต่อไป

            “เชิญคุณตำรวจพาตัวผู้หญิงคนนี้เข้าห้องขังได้เลยครับ จนกว่าจะมีการบันทึกความผิด ค่อยมาตัดสินกันว่าโทษของเธอจะได้รับยังไงบ้าง” เวอร์นอนหันไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูราวกับเสียงร้องครางของอสุรกาย

            แดนนี่กุมมือเอาไว้แล้วก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิด ถ้าหากเขาดูแลดาหลันให้อยู่ในสายตาได้ดีกว่านี้ เรื่องนี้มันคงไม่เกิดขึ้น

            เวอร์นอนถึงกับยกเลิกนัดสำคัญเพื่อมาที่นี่ บอกให้รู้ว่าดาหลันคนนี้มีความหมายต่อเวอร์นอนมาก แต่ตอนนี้เจ้านายคงกำลังโมโหอยู่เลยผลักไสอย่างเย็นชา ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวเข้าห้องขังอย่างโหดเหี้ยม

            ดาหลันสบตากับเวอร์นอนแวบหนึ่งแล้วก็เชิดหน้าขึ้นไม่สนใจอะไรอีก แน่นอนกลัวเธอโกรธเขามาก แต่จะใช้วิธีการของตัวเองต่อไป จะไม่กรีดร้องโวยวายง่ายๆ แน่

            “ทางนี้” เจ้าหน้าที่ตำรวจดึงตัวดาหลันให้ออกห่างจากกลุ่มผู้คน ก่อนจะนำตัวเขาไปฝากขังเอาไว้ในห้องขังก่อนเป็นการชั่วคราว

            สีหน้าของดาหลันดูไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งนั้น ผิดกับสีหน้าของเวอร์นอนที่เดือดดาลคั่งแค้นใจจนบิดเบี้ยวไม่น่ามอง สีหน้าของเขาชวนให้ทุกคนขวัญผวา ไม่มีใครกว่าจะสบตาด้วยเลยแม้แต่คนสนิทอย่างโรเบิร์ตและเคนนา

            ทุกคนเงียบกริบไป จนกระทั่งลับหลังร่างของดาหลันที่ถูกนำตัวเข้าไปยังห้องขังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวอร์นอนจึงหันไปส่งสายตาร้อนเป็นไฟให้ผู้จัดการโรงแรมของตนเองทันที

            “เอ่อ” สมิธทำท่าจะอธิบายบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพอ จำต้องก้มหน้านิ่งไม่กล้าจะสบตากับผู้เป็นเจ้านายเลยแม้แต่แวบเดียว

            “ความผิดของผมเองครับเจ้านาย” แดนนี่รับผิดชอบการกระทำของตนเอง ถ้าหากว่าเขาไม่ปล่อยให้ดาหลันคลาดสายตา เรื่องแบบนี้มันคงไม่เกิดขึ้น

            เวอร์นอนหันไปมองแดนนี่ก่อนจะเบือนสายตามองไปยังวิลเลียมเป็นคนต่อมา เขาอยากจะพูดอะไรสักคำแต่ก็คิดคำพูดไม่ออก ตอนนี้หูมันอื้อไปหมดเพราะกำลังโกรธสาวน้อยคนนั้นอยู่ ดาหลันคนนี้ช่างมีความสามารถพิเศษในการยั่วโมโหคนจริงๆ

            “ไง เวอร์นอน” วิลเลียมยิ้มทักทายเวอร์นอน ในขณะที่คนอื่นไม่กล้าที่จะทำแบบนี้

            “นายรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นสินะ” วิลเลียมหยั่งเชิงถาม อยากจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเวอร์นอนกับสาวน้อยคนนั้นเหลือเกิน และดูเหมือนว่าสาวน้อยคนนั้นจะมีชื่อว่าคริสซี่

            “ใช่” เวอร์นอนรับคำอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะประสานสายตากับวิลเลียมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของเขา

            แน่นอนว่าวิลเลียมอ่านสายตาของเวอร์นอนออก แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะยอมปล่อยมือจากเธอคนนั้นหรือเปล่า

            “ว่าแต่เกิดอะไรขึ้น คริสซี่ขโมยของของนายเหรอ” เวอร์นอนถามวิลเลียมด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเดาไม่ออกเลยว่าตอนนี้ดาหลันวางแผนการจะทำอะไรกันแน่

            แต่เขารู้ดีว่าวิลเลียมมองดาหลันด้วยสายตาแบบไหน

            เพราะเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ยอมที่จะอ่านสายตาของผู้ชายด้วยกันออก แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาวุ่นวายกับดาหลันเด็ดขาด โดยเฉพาะวิลเลียม เมเยอร์ คนนี้

            “อืม เธอบอกว่าเธอป่วย ป่วยเป็นโรคอะไรแล้วนะ อ้อ เธอบอกว่าเธอป่วยเป็นโรคชอบขโมยของ มันเป็นความจริงเหรอ” วิลเลียมถาม เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นมันถูกต้องหรือเปล่า

            “ใช่ เดี๋ยวฉันจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้ได้เอง หวังว่าจะไม่โกรธกัน” ปากบอกไปแบบนั้น แต่สายตาของเวอร์นอนเป็นประกายเจิดจ้า และส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน ว่าอย่าได้มายุ่งกับดาหลันเด็ดขาด

            “ผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวฉันจะลงโทษเอง นายไม่ต้องเป็นห่วง

 

            ดาหลันเองก็ไม่นึกฝันเหมือนกันว่าตัวเองจะลงเอยแบบนี้ได้ เกิดมาก็เพิ่งเคยน้ำตาตกในเป็นครั้งแรก ตอนที่ต้องเข้ามาอยู่ในห้องขังต่างแดนแบบนี้แหละ

            ห้องฝากขังชั่วคราวนั้นมีผู้ต้องหาอยู่ร่วมกันในห้องครั้งนี้หลายคน แต่ละคนมองมาด้วยสายตาน่ากลัว ซึ่งดาหลันก็พยายามทำตัวเองเป็นธาตุอากาศ พยายามไม่เป็นจุดสนใจของใครทั้งนั้น เธอนั่งลงที่พื้นใกล้กับประตู ชะเง้อชะแง้ออกไปมองข้างนอกแต่ก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น มาทบทวนการกระทำของตัวเองอีกที เริ่มสงสัยว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันดีหรือเปล่า

            ถ้าเขาไม่พอใจ เดี๋ยวเขาโทรไปบอกพี่คริสเองนั่นแหละ ดาหลันปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเวอร์นอนจะทำแบบนั้นหรือเปล่า

            เวอร์นอนอาจจะไม่พอใจที่เธอทำตัวเป็นขโมย แล้วก็ยังขโมยของของแขกในกาสิโนของเขาอีกต่างหาก เธอพอจะรู้มาจากคำพูดของแดนนี่ที่ได้พูดคุยกันก่อนหน้านี้ เวอร์นอนเป็นคนที่ไม่ชอบการหักหลัง ถ้าหากว่าเขาเคยให้โอกาสครั้งหนึ่งแล้วมันเกิดขึ้นอีกครั้ง เขาคงไม่มีวันอภัยให้ใครคนนั้นแน่

            ทำยังไงดี ดาหลันถามตัวเองในใจด้วยความหวาดกลัว มือน้อยจับซี่ลูกกรงเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มลง เดาอนาคตของตัวเองไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

            ในจังหวะนี้เอง มีผู้ต้องหาหญิงอีกสองคนถูกพาตัวมายังห้องขังแห่งนี้ ดาหลันต้องขยับตัวออกมาเล็กน้อย พยายามไม่สบสายตากับใครทั้งนั้น ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ทำให้หูอื้ออึงไปหมด

            “หลีกไป ร้องไห้อยู่ได้ น่ารำคาญ!

            ดาหลันเพิ่งรู้ตัวว่ามีคนพูดประโยคนั้นกับตัวเองก็ตอนที่ถูกผลักไหล่แรงๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังร้องไห้อยู่ รู้เพียงอย่างเดียวว่าไม่อยากจะอยู่ในห้องขังอีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว ถ้าหากว่าเวอร์นอนเดินมาหาตรงนี้ เธอก็จะขอโทษเขายังไม่ลังเล และขอร้องให้เขาช่วยพาออกไปจากที่นี่เสียที

            “จะว่าไปเธอนี่ก็สวยเหมือนกันนะ” ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ดาหลันอย่างตั้งใจ พลางไล้มือกับแก้มใสของเธอไปมา

            ดาหลันถึงกับสะดุ้ง รีบปัดมือของใครคนนั้นออกไปจากใบหน้าของตัวเองสุดแรง จนเล็บของเธอนั้นไปข่วนเอากับหลังมือของอีกฝ่ายจนเป็นแผลถลอกเลือดซิบในพริบตาเดียว ใบหน้าหวานซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

            “นังบ้า!” คู่กรณีของดาหลันแหวเสียงสูงด้วยความโกรธ

            ก่อนที่ใครจะทนได้ตั้งตัว ฝ่ามือของผู้หญิงคนนั้นก็ฟาดเข้าใส่หน้าเนียนของดาหลันสุดแรง จนสาวน้อยล้มคว่ำลงกับพื้นกระแทกสุดแรงจนเจ็บจุก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คู่กรณีรู้สึกสาแก่ใจแต่อย่างใด หล่อนปราดเข้ามานั่งคร่อมหลังดาหลันที่เลอะเลือนสะลืมสะลือเพราะอาการบาดเจ็บ ก่อนจะขยุ้มเส้นผมหนานุ่มแรงๆ แล้วฟาดลงกับประตูอย่างโกรธแค้น

            ดาหลันหมดสติไปในพริบตาเดียว ท่ามกลางเสียงโวยวายของคนในห้องขังที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยสักนิด

 

            เวอร์นอนเดินลงจากสถานีตำรวจด้วยอาการหัวเสีย เขาตั้งใจว่าจะดัดนิสัยดาหลันให้สำนึก ด้วยการทิ้งเธอเอาไว้ที่นี่สักคืนนึงแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาประกันตัวออกไป แต่พอเห็นสายตาของวิลเลียมที่ดูวับวาวแปลกๆ แล้วก็เปลี่ยนใจ เดินกลับขึ้นไปบนโรงพักอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจเลย

            “ขอเจอตัวผู้ต้องหาที่ชื่อว่าคริสซี่!” เวอร์นอนประกาศกร้าว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้พบดาหลันที่ตัวเองต้องการให้ได้

            เจ้าหน้าที่ตำรวจกระสับกระส่ายมองหน้ากันไปมา ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเป็นคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ

            “เราให้พบผู้ต้องหาไม่ได้ค่ะ”

            “ทำไม!” ดวงตาของเวอร์นอนแทบจะกลายเป็นสีเพลิง รู้สึกโกรธจนอยากถล่มที่นี่ให้ราบคาบ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะช่วยทำให้ความโกรธของตัวเองลดลงได้หรือเปล่า

            “เราให้พบผู้ต้องหาไม่ได้จริงๆ ค่ะ”

            ขืนให้พบตอนนี้คงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ เพราะว่าตอนนี้ผู้ต้องหาที่มีชื่อว่าคริสซี่ บาดเจ็บรุนแรง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไปเมื่อสักครู่นี้นี่เอง ไม่ว่ายังไงก็ต้องพยายามถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน

            “ฉันมีสิทธิ์ ถ้าหากไม่ยอมให้เจอ เรามาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เวอร์นอนกระซิบเสียงลอดไรฟัน

            สุดท้ายเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่พอใจ เวอร์นอนก็กระแทกเขาเดินตรงไปยังห้องคุมขังผู้ต้องหาทันที โดยมีบอดี้การ์ดหลายคนตามหลังเพื่ออารักขาคุ้มครองเจ้านาย

            แล้วเวอร์นอนก็แทบเสียสติเมื่อเห็นเลือดเปรอะเปื้อนบนพื้นในห้องขัง พยายามจะสอดส่ายสายตามองหาดาหลันแต่ก็ไม่พบ หัวใจของเขาร่วงไปอยู่ที่พื้น ไม่บอกก็รู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับผู้หญิงของตนเอง

            “คริสซี่อยู่ไหน ภรรยาของฉันอยู่ไหน!” เวอร์นอนตรงเข้าไปกระชากคอเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาพองกร้าวเป็นประกายน่ากลัว สามารถฆ่าคนได้จริงๆ ถ้าหากว่ายังไม่ได้พบหน้าดาหลัน

            “เอ่อ อึก” เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกหวาดกลัวมาก ก่อนที่เคนนาจะเข้าไปห้ามเอาไว้ ด้วยกลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่านี้

            “เจ้านายครับ” เคนนาพยายามจะเตือนสติเจ้านาย ซึ่งลูกน้องหลายคนพยายามกันตัวเวอร์นอนเอาไว้ไม่ให้โทรเข้าไปทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่

            ขณะที่โรเบิร์ตเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ไม่ต้องการคำปฏิเสธใดๆ ทั้งนั้น

            “เราต้องการพบคนของเรา ไม่อย่างนั้นเราจะฟ้องร้องคุณแน่นอนครับ

            “เอ่อ เอ่อ” เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงรู้สึกกระวนกระวายใจมาก สุดท้ายก็ตอบไปตามความเป็นจริง

            “ผู้ต้องหาหญิง คริสซี่ บารอส ถูกทำร้ายร่างกายในห้องขัง ตอนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วค่ะ”

            เวอร์นอนได้ยินเสียงกระซิบนั้นเหมือนเป็นเสียงตะโกนดังลั่นโลก เขาไม่เคยหวาดกลัวอะไรเท่าวันนี้มาก่อน กำลังจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่บอดี้การ์ดช่วยกันเอาไว้ก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องร้ายแรงมากไปกว่านนี้

            “เจ้านายครับ เรารีบไปโรงพยาบาลกันดีกว่า แบบนี้ไม่ดีแล้วครับ” เคนนาหางเสียงสั่นๆ ตั้งแต่ทำงานข้างกายผู้เป็นเจ้านายมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้สึกหวาดกลัวจนขนหัวลุก

            “เจ้านายครับ คุณคริสซี่กำลังแย่ ไปดูอาการคุณคริสซี่ดีกว่าครับ”

            คำพูดของเคนนาทำให้เวอร์นอนพยายามข่มความโกรธเอาไว้อย่างสุดกำลัง เขาลงจากโรงพักอีกครั้งด้วยความแค้นที่สุมเต็มอก สาบานกับตัวเองในใจว่าดาหลันจะไม่เจ็บตัวฟรีอย่างแน่นอน ต้องมีใครรับผิดชอบการกระทำนี้ให้เธอ และมันคนนั้นต้องได้รับกรรรมอย่างสาสมแน่นอน

            “โรงพยาบาลใกล้ๆ นี้เอง รีบไปกันเถอะ” โรเบิร์ตตามมาสมทบหลังจากที่รู้ชื่อโรงพยาบาลแล้ว เขาเองก็รู้สึกใจหายไม่แพ้ทุกคน ไม่กล้าคาดเดาเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

            เวอร์นอนไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าขึ้นมาอยู่บนรถได้อย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าร่างกายของตนเองชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้าหนักอึ้งเพราะเปียกเหงื่อ ไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวขนาดนี้มาก่อน ยังจำรอยเลือดที่เปื้อนอยู่บนพื้นในห้องขังได้ขึ้นใจ

            นั่นคือรอยเลือดของคริสซี่ เพียงแค่คิดร่างกายของเวอร์นอนก็สั่นสะท้านด้วยความกลัว หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นให้ได้

            ถ้าหากว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับดาหลัน เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรบ้าง

            “คริสซี่ อย่าเป็นอะไรไปเลยนะ คริสซี่” เวอร์นอนได้แต่กระซิบบอกตัวเองอยู่อย่างนั้น สายตาเลื่อนลอยไปไกลจนไม่มีใครจะกล้าพูดส่งเสียงอะไรทั้งนั้น

            ในความรู้สึกของทุกคนระยะทางมันช่างยาวไกลเหลือเกิน กว่าที่จะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลที่ว่านั้น

            เป็นนานกว่าที่เวอร์นอนจะสามารถลงจากรถได้ เขารู้สึกว่าร่างกายอ่อนเปลี้ยไปหมด ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะทำให้รู้สึกหมดแรงได้มากถึงขนาดนี้

            แต่สุดท้าย เวอร์นอนลงจากรถได้สำเร็จ เขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี จนกระทั่งโรเบิร์ตพยักหน้าให้ก่อนจะเดินนำไปก่อน ถึงได้เดินตามหลังไปอย่างล่องลอย

            เขาอยากเจอกับดาหลันพอๆ กับที่ไม่อยากเจอเธอ เพราะไม่อยากจะเห็นว่าคนตัวเล็กบาดเจ็บสาหัส จนต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลแบบนี้ เขามันเป็นผู้ชายแบบไหนกัน ถึงอย่าปล่อยให้ภรรยาตามพฤตินัยของตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องขัง ถูกทำร้ายร่างกายจนต้องเข้าโรงพยาบาล

            ทั้งที่สามารถช่วยเธอเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแต่กลับไม่ทำ ช่างเป็นผู้ชายที่เลวทรามไร้ความสามารถอะไรอย่างนี้

            ในที่สุดทุกคนก็เดินทางมาถึงห้องพักฟื้นของดาหลัน เวอร์นอนถึงกับหน้ามืดไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่เคยได้นอนกอดเมื่อคืนจากหลับสนิทอยู่บนเตียง และมีอาการบาดเจ็บให้เห็นอย่างชัดเจน

            บริเวณที่น่าจะเจ็บที่สุดน่าจะเป็นตรงหน้าผากเนียน ถึงแม้ว่าจะมีผ้าพันเอาไว้แล้วแต่ก็ยังมีจุดเลือดสีแดงซึมออกมาให้เห็นอยู่ดี

            เวอร์นอนครางในคอด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตรงเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยด้วยความสงสารเป็นห่วง ไม่คิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งต้องบาดเจ็บขนาดนี้ รู้ทั้งรู้ว่าดาหลันเป็นคนยังไง แต่ก็ยังบีบคั้นให้เธอเดินเข้าห้องขังไปด้วยตัวเอง

            ดาหลันเป็นผู้หญิงหัวดื้อเอาแต่ใจ เธอไม่มีวันยอมฟังใครหน้าไหนทั้งนั้น ผู้หญิงแบบนี้ไม่ชอบการถูกท้าทาย เมื่อเขาท้าเธอก็ยิ่งรั้น ก่อนที่จะมีจุดจบแบบนี้

            โรเบิร์ตส่งสายตาให้เพื่อนสนิทและบอดี้การ์ดคนอื่นถอยออกมาจากห้องพักฟื้นของนายหญิงก่อน เพราะตอนนี้เจ้านายคงต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ก็สงสารดาหลันจริงๆ ที่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ เธอเป็นเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็กบอบบางคนหนึ่ง ไม่มีทางจะทนรับการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงแบบนี้ได้แน่นอน

            “คริสซี่” เวอร์นอนไม่สนใจว่าใครจะอยู่หรือไป ตอนนี้สนใจเพียงแค่คนตัวเล็กที่หมดสติอยู่ตรงหน้ามากกว่า

            เขาค่อยๆ จับมือเล็กของดาหลันขึ้นมากุมเอาไว้อย่างถนอม เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากคนตัวเล็กก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้เล็กน้อย

            “โรเบิร์ต” เขาพูดชื่อคนสนิทเบาๆ เจ้าของชื่อปรากฏกายอย่างรวดเร็วเช่นกัน

            “ครับ” ตอนแรกโรเบิร์ตรออยู่หน้าห้อง แต่เมื่อได้ยินว่าเจ้านายเรียกชื่อก็รีบเดินเข้ามาในทันที

            “ใครเป็นคนทำร้ายคริสซี่

            “ผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขังเดียวกันครับ เอ่อ กำลังเมา แล้วก็

            “ฉันไม่ได้ถามว่านังนั่นเป็นยังไง ฉันแค่อยากรู้ว่านังนั่นเป็นใครมาจากไหน นายได้ชื่อของนังนั่นมาแล้วใช่ไหม” เวอร์นอนกระซิบเสียงเครียด แววตาเป็นประกายความโกรธเคืองอย่างชัดเจน จนคนเป็นลูกน้องต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

            นานแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้เห็นเจ้านายภาคมารแบบนี้ เมื่อไหร่ที่เวอร์นอนได้เผยด้านมืดออกมา รับรองได้เลยว่าตรงนี้คนโชคร้ายที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอย่างแน่นอน

            “ทราบแล้วครับ

            “นายรู้ใช่ไหมว่าควรจะจัดการยังไง”

            “เอ่อ ครับ” โรเบิร์ตตอบกึ่งรับกึ่งสู้ ยังไม่แน่ใจว่าการจัดการของเจ้านายมันจะไปถึงขั้นไหน แต่ตอนนี้ดาหลันทีอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง ทั่วร่างกายมีอาการบอบช้ำให้เห็น เวอร์นอนคงไม่สาแก่ใจจนกว่าจะได้ทำร้ายอีกฝ่ายให้ย่อยยับคามือแน่นอน

            “ทราบแล้วครับ” หลังจากตอบไปแล้วโรเบิร์ตก็ต้องถอนหายใจ เกิดมาเป็นลูกน้องคนอื่นก็น่าสงสารแบบนี้แหละ สุดท้ายก็ได้แต่พูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นอย่างน่าสงสาร

            “งานที่เราต้องไปคุยน่ะ นายไปคนเดียวได้ใช่ไหม” ระหว่างที่พูดกับเลขาคนสนิท สายตาของเวอร์นอนไม่ได้ละจากหน้าหวานของดาหลันเลย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีวันหายไปต่อหน้าต่อตาอีกแล้วก็ตาม รสชาติความเจ็บปวดที่เพิ่งเคยได้ลิ้มลองมันทำให้รู้สึกหวาดกลัวไปหมดทุกอย่าง หลังจากนี้คงไม่มีวันคลาดสายตาจากเธอได้เลยแม้แต่แวบเดียว

            “ได้ครับ แล้วผมจะรีบจัดการให้”

            “ถ้าอย่างนั้นฉันฝากทุกอย่างไว้กับนายด้วย ช่วงนี้ฉันคงไม่ได้ออกไปไหนสักระยะ ฉันต้องอยู่ดูแลคริสซี่”

            เวอร์นอนบอกตัวเองในใจว่าจะไม่ยอมให้ดาหลันหายไปจากสายตาอีกเป็นอันขาด แม้จะแค่นาทีเดียวหรือชั่วโมงเดียวก็ตาม ภาพที่เธอบาดเจ็บบอบช้ำอยู่ตรงหน้า มันทำให้รู้สึกทรมานจนแทบจะหายใจไม่ออก ถ้ามันเกิดขึ้นเองเป็นครั้งที่สองคงไม่มีปัญญาจะรับความจริงได้

            “ครับ” พูดจบโรเบิร์ตก็เดินออกไปจากห้องพักของดาหลันอย่างเงียบเชียบ ไม่อยากรบกวนเจ้านายอีกแม้แต่วินาทีเดียว

            “ขอโทษ ฉันขอโทษ” เวอร์นอนกระซิบบอกคนตัวเล็กที่หลับสนิทด้วยความรู้สึกลุแก่โทษ ไม่เคยโกรธและเกลียดตัวเองเท่าครั้งนี้มาก่อนเลยจริง

            “ขอโทษนะคริสซี่ ฉันเสียใจ” พูดจบเวอร์นอนก็ก้มหน้าลงจูบแผลของภรรยาตัวน้อยเบาๆ พลางซบหน้าลงกับหมอนของเธอ เจ้าไม่ยอมหายไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้รู้ว่าดาหลันปลอดภัยและไม่มีอาการใดแทรกซ้อนตามมาอีก

         “ฉันเสียใจจริงๆ คริสซี่

 

            เมื่อดาหลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลหรูเสียแล้ว หลังจากที่ทบทวนความทรงจำสุดท้ายก็จำได้ว่าตัวเองถูกทำร้ายร่างกายในห้องขัง หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหนด้วย

            “สองวัน!” ดาหลันถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ หลังจากที่เวอร์นอนเฉลยแล้วว่าเธอหมดสติไปนานหรือเปล่า

            “ก็ใช่น่ะสิ เจ็บหนักเลยนะคริสซี่” เวอร์นอนถอนหายใจด้วยความเป็นห่วง เมื่อคนตัวเล็กรู้สึกตัวตื่นขึ้นเขาก็สบายใจขึ้นมาก หลังจากที่กลายเป็นสัตว์ร้ายบาดเจ็บอยู่นาน พึ่งเคยได้รู้จักความหวาดกลัวระดับนี้เป็นครั้งแรก และขอสาบานกับตัวเองในใจว่าจะไม่เจอมันอีกแล้ว

            “ก็ใครกันล่ะที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้” คนเจ็บทำเสียงแง่งอน ขนาดที่เวอร์นอนต้องเลิกคิ้วสูงก่อนจะโคลงศีรษะอย่างระอาใจ

            “ไม่เคยโทษตัวเองนอกจากคนอื่นเลยนะ”

            “เหรอคะ!” เสียงหวานประชด ก่อนจะครางออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อรู้สึกปวดจี๊ดที่ขมับในพริบตาเดียว จนต้องยกมือมาคลึงศีรษะเบาๆ

            “นั่นไงล่ะ ไม่เคยระวังตัวเลยนะ” เวอร์นอนปราดเข้าไปใกล้อย่างเป็นกังวล ก่อนจะช่วยประคองให้เธอนอนลงตามเดิม

            “เดี๋ยวถ้าหมอมาหา ต้องไปตรวจร่างกายอีกครั้งนะ ว่าจะมีอาการอะไรแทรกซ้อนตามมาหรือเปล่า แต่หมอบอกว่าคงไม่เป็นอะไรแล้ว” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอาทรอ่อนหวาน ก่อนจะยกมือลูบเส้นผมหนานุ่มของคนตัวเล็กไปพลาง มันทำให้ดาหลันต้องมองเขาด้วยสายตาที่แปลกไปจากทุกที เพราะไม่เคยเลยสักครั้งที่เวอร์นอนจะเป็นห่วงเป็นใยแบบนี้

            เอ่อ ถึงแม้ว่าที่จริงแล้วเธอกับเขาเพิ่งจะได้มาพบกันเพียงไม่นานก็ตามเถอะ ก็เลยไม่แน่ใจว่าเขามีนิสัยที่แท้จริงอย่างไร แต่มันก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

            “ตอนนี้เจ็บอะไรตรงไหนหรือเปล่า มีอะไรก็ตอบทันทีเลยนะ” น้ำเสียงของเวอร์นอนเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างชัดเจน ต่อให้มีอคติมากแค่ไหน แต่ดาหลันก็รู้สึกได้อยู่ดีว่าคนตัวโตเป็นห่วงตัวเองมากจริงๆ

            “ตอนนี้ไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย” ความจริงแล้วดาหลันรู้สึกร้าวระบมไปทั้งร่างเลยต่างหาก แต่ไม่อยากเห็นเวอร์นอนสติแตกไปมากว่านี้ ก็เลยบอกไปแบบนั้น

            “นอนพักให้มากๆ มีอะไรก็บอกทันทีเลยเข้าใจไหม”

            “ค่ะ” ดาหลันทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เห็นแบบนั้นแล้วเวอร์นอนก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงเข้าไปทุกที เขาไม่สามารถจะปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังได้เลยจริงๆ

            เวอร์นอนสติแตกอยู่หลายวัน จนกระทั่งถึงวันที่ดาหลันสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนั่นแหละถึงจะกลับมาเป็นเวอร์นอน เดมป์ซีย์ คนเดิมได้

            หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดาหลันก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนติดคุกหลายต่อหลายชั้นเหลือเกิน มีผู้คุมเป็นบอดี้การ์ดหนุ่มรูปหล่อหลายชีวิต และมีเวอร์นอนเป็นพัศดีผู้กุมอำนาจเผด็จการเอาไว้ทุกอย่าง

            เช้านี้ก็เหมือนกัน

            ดาหลันไม่สามารถเข้าห้องน้ำคนเดียวได้ เพราะเวอร์นอนยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้เธอเข้าห้องน้ำคนเดียวเด็ดขาด ด้วยกลัวว่าเธออาจจะหน้ามืดเวียนหัวเป็นลมในห้องน้ำ ไม่ว่าจะพยายามยืนกรานแค่ไหนว่าตัวเองไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้น

            แต่เวอร์นอนฟังที่ไหนกัน

            และสิ่งที่เวอร์นอนกลัวมันเกิดขึ้นจริงๆ

            เพราะตอนที่กำลังล้างหน้าอยู่นั้น ดาหลันก็รู้สึกเวียนเหมือนจะอาเจียนขึ้นมากะทันหัน โชคดีที่เวอร์นอนตามเข้ามาเกะกะวุ่นวายในห้องน้ำด้วย เขาก็เลยช่วยประคองเธอเอาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นก็คงจะหกล้มกระแทกพื้นเป็นรอบที่สองไปแล้วแน่ๆ

            “ว่าแล้วเชียว!” เวอร์นอนอุทาน ก่อนจะกอดร่างเล็กของภรรยาเอาไว้อย่างเป็นห่วง

            “ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณก็เวอร์ไป” ถึงแม้ว่าจะตอบไปแบบนั้น แต่ดาหลันก็รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาทันที

            “รู้ตัวไหมคริสซี่

            “คะ” ดาหลันแทบจะกลั้นอาเจียนไม่ไหว ไม่เคยรู้สึกแย่เท่าวันนี้มาก่อนเลย

            “เธอท้อง!



[1] มาการอง (ฝรั่งเศส: macaron, ออกเสียง มาการอง มาการง และ มากาฮอง) เป็นขนมหวานที่ได้จากการผสมเมอแร็งก์กับไข่ขาว น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลทรายขาว ผงแอลมอนด์หรือแอลมอนด์ป่น และสีผสมอาหาร มาการงรูปร่างเหมือนแซนด์วิช เป็นขนมปังสองชิ้นประกบกัน มีสอดไส้ตรงกลาง ส่วนไส้มักจะเป็นกานัช, บัตเตอร์ครีม หรือแยม คำว่า มาการอง แผลงมาจากคาในภาษาอิตาลีว่า macarone, maccarone หรือ maccherone, เมอแร็งก์แบบอิตาลี

[2] ปาติซิเยร์ (Patissier) พ่อครัวขนมหวาน, เชฟทำขนมหวาน ขนมอบ




Talk...

Song :: Anne-Marie & James Arthur - Rewrite The Stars

ก็ดื้อแบบนี้ไง ก็เลยโดนดีเลยยัยหนูคริสซี่

หนูจะดื้อได้อีกแค่ไหน มู่ขอฝากติดตามต่อด้วยนะคะimage


ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

สามารถสอบถามสั่งซื้อต่างๆ กดเข้าไปที่รูปได้เลยนะเออ image






แล้วก็ขอฝาก ebook ไว้ด้วยนะคะ image


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

150 ความคิดเห็น

  1. #46 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 08:37

    คริสซี่ท้องแล้วเป็นไงหล่ะทีนี้ลุ้นๆๆ

    #46
    0
  2. #45 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 08:20

    มีแต่เรื่องตลอดเลยเกิดมาเป็นคริสซี่

    #45
    0
  3. #44 runlarin (@runlarin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:53
    แย่แล้วคริสซี่
    #44
    0
  4. #43 giikhonbaannok (@giikhonbaannok) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:34
    คริสซี่ เมื่อไรพี่คริสจะมาช่วย ทิ้งอิเวอร์นอนให้เดียวดายคากาสิโนไปซะ
    #43
    0
  5. #42 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 11:13
    คริสซี่เอ่ยยยยย
    #42
    0
  6. #41 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 11:13
    คริสซี่เอ่ยยยยย
    #41
    0
  7. #40 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 11:13
    คริสซี่เอ่ยยยยย
    #40
    0
  8. #39 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 08:30

    คริสซี่ก่อเรื่องอีกแล้ว


    #39
    0
  9. #38 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 21:42

    #โสมส่องพราว???? #เวอร์นอน #ดาหลัน

    มู่ชอบเพลงตอนนี้มากเลยค่ะ

    มาจากหนัง เรื่อง The Greatest Showman

    ชอบมากๆ เลยค่ะ เพลงนี้อยากให้ฟัง

    มาช้าไปหน่อย แต่ก็มาแล้วนะเออ ☺️


    #38
    0