ตอนที่ 2 : Charming Moonlight 🌘 01 Beneath Your Beautiful

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    2 ม.ค. 62


Charming Moonlight 01

Beneath Your Beautiful

ใต้ความงดงามของคุณ

 

            ทันทีที่ดาหลันตื่นขึ้นมา เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่ใช่ที่ที่เห็นผ่านตามาตลอด รู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำก็เลยขยับตัว แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นว่ามีท่อนแขนแข็งแรงเปลือยเปล่าพาดอยู่ที่ช่วงเอวของตัวเองเข้า

            ดาหลันรู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นใครบางคนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน และเขาตัวเปล่าเปลือยไม่ได้สวมอะไรเลย!

            ด้วยความตกใจทำให้เธอกระถดตัวหนี ก่อนจะหล่นตุบลงกับพื้นอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บจุกไปหมด และเสียงของเธอก็ปลุกใครบางคนให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันที

            “อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” คนที่อยู่บนเตียงยกมือเท้าคางหลังจากที่พลิกตัวนอนตะแคงแล้ว ก่อนจะใช้ดวงตาสีสวยมองคนตัวเล็กด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

            ดาหลันตกใจมาก ก่อนจะนึกออกว่าผู้ชายที่อยู่บนเตียงคือใคร

            ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นเจ้าของกาสิโนที่แวะเข้าไปดูเมื่อวาน ก่อนจะเกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้

            “โทรศัพท์ ของของฉัน” แล้วดาหลันก็นึกออกว่าข้าวของที่อยู่ในกระเป๋าถูกขโมยหายไปหมดจนไม่มีอะไรเหลือ แทนที่ด้วยชิพแทนเงินสดจำนวนมหาศาลในกระเป๋า แล้วจากนั้นก็ถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมย ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลยสักนิด มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรกับเธอกันแน่

            “ดูเหมือนว่าเมื่อคืนเธอจะโทรไปหาพี่ชาย แล้วก็บังเอิญเป็นลมไปซะก่อน”

            แน่นอนว่าคนที่พูดประโยคนี้อยู่นั่นก็คือเวอร์นอน เดมป์ซีย์

            เขาเป็นเจ้าเตียงนอนที่ดาหลันเพิ่งจะลุกออกไป และก็เป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ด้วย

            ใช่ ดาหลันนึกได้ว่านั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่ตัวเองจำได้ เธอจำได้ว่าโทรไปหาคริส แล้วทุกอย่างก็ดับมืดไปในพริบตาเดียว

            “แล้วพี่ชายฉันว่ายังไงบ้างคะ” ดาหลันยังนั่งอยู่กับพื้น รีบกระชับเสื้อนอนที่สวมอยู่เอาไว้แน่น เมื่อมองเห็นสภาพร่างกายของตัวเองชัดๆ อีกครั้ง

            เสื้อนอนที่เธอสวมอยู่นั้น มันเข้าคู่กับกางเกงนอนที่คนตัวต่อบนเตียงสวมอยู่ ซึ่งเธอสวมแค่เสื้อ ส่วนเขาสวมแค่กางเกง ดาหลันไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้มันเป็นสถานการณ์แบบไหนกันแน่ แต่ก็พยายามควบคุมสติอารมณ์ไม่ให้ร้องโวยวายก่อนที่จะทันได้รู้เรื่องทุกอย่าง

            “คุยเองสิ” พูดแล้วตะวันลุกขึ้นนั่งกลางเตียง ก่อนจะโยนโทรศัพท์มือถือของตัวเองส่งให้กับขวัญตัวเลขที่นั่งจุมปุ๊กกับพื้นไป

            ดาหลันรับไปด้วยอาการมือไม้สั่น ทั้งโกรธทั้งเกลียดสายตานั้นเหลือเกิน เธอไล่ดูเบอร์โทรที่โทรออกแล้วก็เห็นเบอร์โทรของพี่ชาย จึงมั่นใจว่าเรื่องทุกอย่างไม่ได้ฝันไป เวลาที่โทรเมื่อคืนก็จำได้รางๆ ว่าใช่เวลาในตอนนั้นจริงๆ

            ดาหลันกลั้นเสียงหายใจเอาไว้ ระหว่างที่รอพี่ชายรับสาย

            การรอคอยที่แสนยาวนานของดาหลันจบลง เมื่อปลายฝ่ายยอมรับสายในที่สุด

            “พี่คริส” เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร คนปลายสายชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

            “ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วยทั้งนั้น ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผิดชอบเองสิ แค่นี้นะ

            แล้วปลายสายก็ตัดไป มันทำให้ดาหลันถึงกับอึ้งเพราะคิดไม่ถึง ไม่นึกมาก่อนเลยว่าพี่ชายจะพูดแบบนี้กับตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว คริสรักเธอยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น และสนิทกันมากจนใครๆ ต่างก็รู้ดี

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกัน

            ใบหน้าหวานของดาหลันซีดเผือดในพริบตาเดียว อาจเป็นไปได้ว่าตอนนี้คริสกำลังโกรธอยู่ คงเข้าใจว่าน้องสาวคนนี้เป็นหัวขโมยจริงๆ ก็เลยอยากดัดนิสัยให้รับผิดชอบเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง แล้วเธอจะรับผิดชอบอะไรได้ยังไงล่ะ

            “ไง อย่างที่ฉันบอกเลยใช่ไหม พี่ชายของเธอ บอกว่าจะให้ฉันทำอะไรก็ได้กับเธอ และเขาจะไม่รับผิดชอบทุกอย่างที่เธอทำเอาไว้ด้วย”

            คำพูดของเวอร์นอนไม่ได้เข้าหัวดาหลันเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอกำลังตกใจกับเรื่องของพี่ชายมากกว่า

            คนอย่างคริสน่ะเหรอจะทิ้งเธอแบบนี้ ที่ผ่านมาคริสได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ด้วยซ้ำไป แล้วสิ่งที่ได้ยินเมื่อกี้มันหมายความว่ายังไงกัน

            ดาหลันไม่รู้สึกตัวเลยว่าเวอร์นอนลงมาจากเตียงตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาใกล้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สะดุ้งสุดตัว เพราะผู้ชายตัวใหญ่กำยำตรงหน้าตรงเข้ามาช้อนร่างตัวเองจากพื้นขึ้นไปกอดแนบอกกับอกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเลย

            “ปล่อยฉันนะ!” ดาหลันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พยายามจะดิ้นรนสุดกำลังที่ตัวเองมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากอ้อมแขนที่แข็งแรงราวกับปลอกเหล็กได้เลย

            “คุณจะมาทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ” ตั้งแต่เกิดมาพึ่งเคยจะเห็นผู้ชายบุกเข้ามาประชิดตัวแบบนี้เป็นครั้งแรก แล้วเขาก็น่ากลัวมากด้วย จนหัวใจของเธอเต้นแรงแทบจะทะลุหน้าอกออกมาให้ได้

            “ทำไมจะทำไม่ได้ หรือเธออยากจะเข้าไปอยู่ในคุก นอนเล่นๆ ที่นั่นสักสองสามปี” คำขู่ของเวอร์นอนทำให้คนตัวเล็กชะงักไปในพริบตาเดียว แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

            “มันไม่ได้เป็นคดีอาญาสักหน่อย ฉันคงไม่ต้องเข้าไปอยู่ในคุกหรอก” สาวน้อยเองไม่แน่ใจเรื่องกฎหมายเท่าไหร่นัก แต่ก็มั่นใจว่าความผิดของตนเองคงจะไม่ถึงขั้นนั้น และเธอก็ไม่ได้เป็นคนทำอะไรผิดไรด้วย ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่เคยเปิดใจยอมรับฟัง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอยากจะบ้าตายเหลือเกิน

            “แน่ใจ?” เวอร์นอนหัวเราะด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย พาให้หัวใจดวงน้อยของฉันค่ะเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

         “ฉันทำได้ทุกอย่างแหละถ้าฉันต้องการ” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็ง เขาไม่ได้พูดต้องพูดจริงทำจริงแน่นอน

            นัยน์ตาของดาหลันสั่นไหว หวาดกลัวจับหัวใจว่าชีวิตของตัวเองคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ได้แต่มองเขาเดินเข้าห้องน้ำด้วยหัวใจที่หวั่นไหวเต้นระทึกอย่างน่ากลัว

 

         ทางด้านคริส บารอส ผู้เป็นพี่ชายของดาหลันก็ยังต้องทำธุระที่ต่างเมืองต่อไป ไม่มีทีท่าว่างานที่ทำอยู่จะเสร็จตอนไหน ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวเขาจึงโทรกลับไปหาดาหลัน แต่ก็พบว่าเธอไม่ยอมรับสายเลย นอกจากนั้นก็เหมือนว่าโทรศัพท์ถูกปิดเครื่องเอาไว้ด้วย

            เมื่อไม่สามารถติดต่อดาหลันได้โดยตรง คริสก็ตัดสินใจโทรไปหาเด็บบี้ เพราะเพื่อนรับปากเอาไว้ว่าจะช่วยดูแลดาหลันตอนที่เขาทำธุระอยู่ที่อื่น

            “คริส” เด็บบี้อุทานดีใจเมื่อพบว่าชายหนุ่มโทรมาหา กำลังจะหน้าเจื่อนลงกับประโยคแรกของคริสที่เอ่ยถามตัวเอง

            “คริสซี่ไม่ยอมรับสายฉันเลย แกยังอยู่กับคุณใช่ไหม” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้น้องสาวระหว่างที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้ดาหลันจะบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรในสายตาของตัวเอง เธอก็เหมือนเด็กผู้หญิงตัวน้อยอยู่ดี

            “คริสซี่” เด็บบี้หันไปมองรอบตัว จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองแยกจากดาหลันตอนไหน ถามใครก็ไม่มีใครทราบเรื่องนี้เหมือนกัน ด้วยความกลัวก็เลยตัดสินใจบอกปัดๆ ไป

            “คริสซี่บอกว่าจะกลับเอง ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงค่ะ” เธอตัดสินใจบอกไปแบบนั้น ทำให้คริสถึงกับขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ

            “กลับบ้านเหรอ” เขาถามซ้ำเพื่อความมั่นใจ ขณะที่เด็บบี้เริ่มไม่สบายใจเป็นเท่าตัว

            ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องดูดีในสายตาของคริสตลอด ไม่อยากถูกเขาเข้าใจว่าปล่อยปละละเลยน้องสาวของเขา ก็เลยตัดสินใจพูดเออออไปแบบนั้น

            “คริสซี่ก็บอกฉันมาแบบนั้นน่ะค่ะ เมื่อวานฉันต้องรีบไปถ่ายแบบก็เลยไม่ได้ถามอะไรมาก กำลังจะโทรไปหาคุณก็โทรมาพอดี” เด็บบี้ตอบด้วยน้ำเสียงแสนหวาน ได้ยินแบบนั้นคริสก็เข้าใจว่าน้องสาวคงจะเดินทางกลับบ้านที่โมนาโก[1]แล้ว และคงจะงอนที่เขาไม่ได้อยู่ด้วยเหมือนทุกครั้ง

            “ขอบคุณมากนะที่ช่วยดูแลคริสซี่ให้” คริสบอกกับนางแบบสาวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทำให้เด็บบี้ยิ้มหวานอย่างดีใจ

            “ด้วยความยินดีค่ะ น้องสาวของคนก็เหมือนน้องสาวของฉัน แต่ตอนนี้ฉันติดต่อแกไม่ได้เลย ยังไงคุณช่วยโทรมาบอกฉันด้วยนะคะ” เด็บบี้เริ่มกลัวว่าที่ดาหลันหายตัวไปอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เป็นได้ อาจจะเป็นอุบัติเหตุหรืออย่างอื่น ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยต้องพูดไปแบบนั้น

            “ครับ ถ้าผมได้คุยกับคริสซี่แล้วจะโทรมาบอกคุณนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวโทรกลับไปที่บ้านก่อน”

            “ค่ะ

            หลังจากวางสายแล้ว นางแบบสาวก็ต้องถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ดาหลันไปเกเรเถลไถลที่ไหนแล้ว จนเกือบจะทำให้เธอต้องลำบากไปด้วย

            “ยัยเด็กคนนี้ ดื้ออย่างที่คริสบอกเลยจริงๆ” เธอพึมพำ จากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เพราะกำลังสนุกอยู่กับเพื่อนคนอื่นในกลุ่มนั่นเอง

            ด้านคริส หลังจากที่วางสายจากเด็บบี้แล้วก็รีบโทรศัพท์กลับไปที่บ้านทันที เพราะเป็นห่วงน้องสาวที่ตอนนี้ไม่สามารถติดต่อได้ มีความเป็นไปได้สูงว่าดาหลันจะนอนแล้วแอบหนีกลับบ้านโดยที่ไม่บอกอะไรเขา ทั้งเป็นห่วงทั้งโมโห เมื่อได้ยินมารดารับโทรศัพท์ก็จึงโล่งใจได้บ้าง

            “คริสซี่เป็นยังไงบ้างครับ สบายดีนะครับ” คริสคุยกับดุสิตา[2]ผู้เป็นมารดา แต่ไม่รู้ว่านรกชังหรือสวรรค์แกล้ง ผู้เป็นมารดากลับได้ยินไปอีกอย่างหนึ่ง

            ดุสิตาได้ยินว่า คริสซี่สบายดีครับ ได้ยินแบบนั้นหล่อนรู้สึกโล่งใจ เพราะทางบ้านก็เป็นห่วงดาหลันอยู่เหมือนกัน

            “จ้ะ ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลน้อง” คนเป็นแม่บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันที่ลูกสาวไม่ได้โทรมาหาเลย

            คริสได้ยินดุสิตาพูดแบบนั้นก็เข้าใจว่าตอนนี้ดาหลันกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว และมารดาก็คงขอบคุณเขาที่ดูแลน้องสาวเวลาที่อยู่ลาสเวกัสด้วยกัน

            “คริสซี่เป็นน้องสาวของผมนะครับ ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจ”

            “แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ ต้องอยู่ที่โน่นต่ออีกกี่วันกัน” ดุสิตาถามลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกๆ จะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว แต่ในสายตาของพ่อแม่ก็ยังเห็นว่าเป็นเด็กตัวเล็กเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

            “คงต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกเป็นเดือนเลยครับ” พูดแล้วคริสก็ต้องถอนหายใจ ใจจริงเขาอยากจะรีบกลับบ้านไปช่วยงานคิลเลียนผู้เป็นบิดามาก แต่งานครั้งนี้หนักหนาเอาเรื่อง ว่าจะสะสางให้เสร็จเรียบร้อยก็ต้องใช้เวลาพักหนึ่ง

            “ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะลูก อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเองบ้าง โหมงานตลอดเดียวก็ล้มป่วยเหมือนคุณพ่อเอาหรอก นี่แม่ก็ต้องบังคับให้หยุดงาน ไม่อย่างนั้นก็คงไปบริษัทเหมือนทุกทีนั่นแหละ” พูดถึงคิลเลียนผู้เป็นสามีแล้ว ดุสิตาก็ต้องถอนหายใจเหนื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือลูกชายล้วนนิสัยเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

            ทั้งคริสและครูซนั้นราวกับถอดแบบลอกเอานิสัยของคิลเลียนมาใช้ทุกอย่าง นึกแล้วก็ยังรู้สึกผวา เพราะกว่าจะได้มีความสุขกับเขาได้แบบนี้ ต้องผ่านพบเจอความเจ็บปวดและคราบน้ำตามานักต่อนัก นึกว่าชีวิตนี้จะต้องซมซานกลับเมืองไทยแล้วไม่ได้พบเจอกับเขาอีก

            แต่สุดท้าย หล่อนกับคิลเลียนอยู่ด้วยกันเป็นสามีภรรยาที่มีความสุขยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ครอบครัวถูกเติมเต็มด้วยลูกๆ อีกสามคน จนกลายเป็นครอบครัวที่อบอุ่นผูกพันมาตลอด

            “ผมจะรีบจัดการงานทางนี้ให้เรียบร้อยจะได้กลับบ้านนะครับ” คริสหัวเราะเมื่อได้ยินมารดาบ่นถึงผู้เป็นบิดา แต่ก็น่าเป็นห่วงคิลเลียนอยู่เหมือนกัน จึงตัดสินใจว่าจะรีบทำงานแล้วกลับไปช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

            “ไม่ต้องห่วงทางนี้นะลูก เดี๋ยวแม่จัดการเอง” ดุสิตาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ดังนั้นคริสเลยเข้าใจว่าตอนนี้น้องสาวกลับบ้านอยู่กับมารดาเรียบร้อยแล้ว ใจจริงก็อยากจะคุยกับดาหลันสักคำสองคำ แต่ก็ต้องรีบไปทำงานต่อ ซึ่งต้องขอตัววางสายจากดุสิตาก่อน

            “ถ้าอย่างนั้นผมไปทำงานก่อนนะครับแม่ แล้วผมจะโทรหา” ชายหนุ่มบอกกับผู้เป็นมารดาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง จากนั้นก็วางสาย ไม่ลืมส่งข้อความไปบอกเด็บบี้ว่าตอนนี้ดาหลันกลับไปถึงบ้านที่โมนาโกเรียบร้อยแล้ว

            ไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้น้องสาวสุดที่รักของตนเองกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งกาสิโนนั่นเอง

 

            ทางด้านดาหลันเองก็กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะตอนนี้ถูกขังอยู่ในห้องนอนกับเสือร้ายอย่างเวอร์นอน น่ากลัวว่าจะต้องเสียตัวให้เขาเหลือเกิน

            “ ฉันว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เข้าใจผิดอย่างรุนแรง พี่ชายของฉันไม่มีวันปล่อยให้ฉันอยู่กับผู้ชายแบบคุณแบบนี้แน่” ดาหลันแทบจะร้องไห้ให้ได้ ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายอย่างคริส บางทีอาจจะมีอะไรที่เข้าใจผิดกันก็เป็นได้

            “ฉันบันทึกเสียงพี่ชายของเธอเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว ยังไงเธอก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดี ยอมดีๆ เถอะน่า อย่าเล่นตัวมันน่ารำคาญ”

            คำพูดของเวอร์นอนทำให้ดาหลันถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาทำเหมือนกับว่าเธออยากจะเป็นของเขาแทบตายนั้นแหละ ฝันไปเถอะ คนอย่างดาหลันไม่มีวันจะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ หรอก เมื่อคิดแบบนั้นเธอก็มองซ้ายมองขวาเพื่อหาเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย แต่ก็ไม่มีอะไรพอจะหยิบฉวยได้เลย

            ขณะที่เวอร์นอนเองก็มองจากบนเตียงด้วยสายตาเป็นประกาย อยากจะรู้นักว่าสาวน้อยคนนี้จะทำยังไงต่อไป

            แล้วเวอร์นอนก็ต้องตกใจเมื่อคนตัวเล็กหันมามองตาวาว ยังไม่ทันได้ขยับตัวก็ต้องหัวเราะ เมื่อสาวน้อยกระชากกางเกงที่ตัวเองสวมอยู่จนหลุดออกจากเอวสอบแรงๆ

            “อยากเล่นจ้ำจี้กันก็ได้นะ ไม่ต้องออกแรงเองหรอก ฉันทำเองได้” เวอร์นอนให้ความร่วมมือด้วยการขยับเอวของตัวเองไปพลาง

            “อ๊าย!” ดาหลันยกมือปิดตาแทบไม่ทัน เมื่อชายหนุ่มไม่ได้สวมบอกเซอร์หรือกางเกงชั้นในเอาไว้เลย

            เกือบ เกือบจะเห็นของดีแล้วไหมล่ะ

            “ฉันไม่ได้ต้องการแบบนี้ ฉันแค่ต้องการกางเกง” สาวน้อยอยากจะร้องไห้ นี่มันเป็นสถานการณ์อะไรกันหนอ เธอไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อใคร แล้วทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเอง ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            “ฉันขอร้องล่ะ ขอฉันโทรกลับไปหาพ่อได้ไหม แล้วฉันจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้เอง” ดาหลันถอยหนีไปไกล เปลี่ยนใจไม่ต้องการกางเกงของเวอร์นอนแล้ว

            “ทำไมจะต้องโทรไปหาพ่ออีก ในเมื่อพี่ชายเธอก็ยกเธอให้ฉันแล้ว”

            เห็นคนตัวเล็กดูหวาดกลัวขนาดนั้น เวอร์นอนก็ไม่คิดฝืนใจ เพราะยังมีเวลาอีกมากที่จะไล่ต้อนผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่สามารถนี้ออกไปจากโรงแรมแห่งนี้ได้อยู่แล้ว

            “เพราะฉันมีเงิน ยังไงฉันก็จะหาเงินมาใช้คืนคุณให้ได้” น้ำเสียงของดาหลันสั่นพร่า ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอประสบการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ผู้ชายคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมเขาถึงได้วางอำนาจทำบาตรใหญ่ ทำราวกับว่าเธอเป็นทาสคนหนึ่งของเขาอย่างไรอย่างนั้น

            ถ้าเธอทำความผิดจริงแล้วทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาจัดการเลยล่ะ ถึงตอนนั้นก็ได้เองรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

            แต่ลองมาคิดดูอีกที การไปเจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมันก็ไม่ใช่เรื่องปลอดภัยอะไรแน่ สำหรับโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของอเมริกาด้วยแล้ว

            ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอตอนนี้ก็น่าจะเป็นการโทรไปหาผู้เป็นบิดานั่นแหละ

            “คนที่ขโมยของของฉันทุกคนบอกว่าตัวเองมีเงิน บอกว่าที่บ้านจะจัดการให้ได้ ได้กับผีน่ะสิ” เวอร์นอนทำเสียงแข็ง ก่อนที่เขาจะลงจากเตียงด้วยความหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย

            “เธอเอาของของฉันไป ก็ต้องชดใช้สิ เคยได้ยินไหมคำที่ว่า Give and Take น่ะ” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พาให้ดาหลันต้องขยับตัวอีกครั้งไม่ค่อยเข้าใจ

            แต่ไอ้คำว่า Give and Take น่ะ เธอเข้าใจที่ว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันแปลว่าการที่ใครบางคนให้อะไรเรามา เราก็ต้องตอบแทนกลับไป แต่ผู้ชายคนนี้เคยให้อะไรเธอซะที่ไหนล่ะ แล้วทำไมเธอจะต้องเป็นฝ่ายตอบแทนเขาด้วย

            “เธอคงไม่รู้ใช่ไหมว่าฉันคือใคร” เวอร์นอนเอียงคอถาม สาวน้อยคนนี้ทำหน้าตื่นตกใจตลอดเวลา ไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นที่เคยรู้จักมาก่อน กระทั่งน้ำเสียงสำเนียงของเธอก็ฟังดูแปลกแปร่ง คิดว่าไม่น่าจะใช่คนอเมริกันอย่างแน่นอน

         “เอ่อ

            มันเป็นความจริงที่ดาหลันไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แต่ก็เดาได้ว่าเขาน่าจะเป็นเจ้าของกิจการกาสิโนแห่งนี้นี่แหละ แต่เธอก็ไม่ได้รู้จักเขามาก่อน เพิ่งเคยเห็นว่าคนที่กำบังเหียนสูงสุดของกิจการที่ยังดูหนุ่มขนาดนี้

            “ฉันชื่อเวอร์นอน เดมป์ซีย์ เป็นเจ้าของกิจการที่นี่ และหลังจากนี้เธอจะเป็นเมียเก็บของฉัน”

            พูดจบตะวันก็ยืนเต็มความสูงของตนเอง สายตาที่ทอดมองคนตัวเล็กเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เป็นปริศนาที่อธิบายไม่ได้เลย

            ขณะที่ดาหลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินคำพูดจากปากของผู้ชายที่ดูหล่อเหลาสง่างามอย่างผู้ชายคนนี้

            “เมียเก็บ” เสียงหวานทวนคำพูดของเขาแผ่วเบา ไม่อยากเชื่อหูแล้วว่าจะได้ยินคำพูดหยาบช้าแบบนี้จากปากของผู้ชายที่ดูสง่างามเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง

            คนอย่างเขาไม่ควรต้องมาบีบบังคับผู้หญิงที่ไม่เต็มใจเลย คงมีผู้หญิงอีกมากมายที่เต็มใจอยากจะช่วยอุ่นเตียงของเขาสักคืนหนึ่ง

            “คุณนี่มัน” ส่วนตัวเล็กไม่สามารถหาคำไหนมาต่อว่าผู้ชายคนนี้ได้เลย

            ไม่ได้จริงๆ

            “เอาเป็นว่างานของเธอเริ่มคืนนี้เลยก็แล้วกันนะ” เวอร์นอนพูดด้วยน้ำเสียงเซ็กซี่ ก่อนจะจากไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ดาหลันตะลึงงันอยู่อย่างนั้นเป็นนาน กว่าจะหุบปากที่อ้าค้างของตัวเองได้

            “ไอ้คนเลว

 

            เพราะว่าห้องพักที่ถูกขังอยู่ห้องที่ติดรหัสผ่านหน้าประตูเอาไว้ ทำให้ดาหลันไม่สามารถจะหนีออกไปได้เลย อีกเธอก็ไม่กล้าออกจากห้องไปในสภาพแบบนี้ด้วย มีเพียงแค่เสื้อนอนและอันเดอร์แวร์ตัวบางๆ ติดตัวอยู่อย่างนี้ ออกไปข้างนอกคงถูกหมาป่าขย้ำเป็นอาหารจนไม่เหลือชิ้นดีแน่

            ดังนั้นตอนที่เวอร์นอนออกมาจากห้องน้ำ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปซ่อนตัวในห้องน้ำบ้าง เมื่อกลับออกมาอีกครั้งก็พบว่ามีเสื้อผ้าของใช้ของผู้หญิงหลายอย่างถูกเตรียมเอาไว้ในห้องนอนเรียบร้อยแล้ว

            ดาหลันไม่กล้าคาดเดาว่าคนตัวโตทราบขนาดสัดส่วนร่างกายของตัวเองได้อย่างไร ผู้ชายที่ดูเพลย์บอยเอาแต่ใจเวอร์นอนคงช่ำชองเรื่องแบบนี้อยู่แล้วล่ะ และคนที่อายก็คือเธอนั่นเอง ตอนนี้ไม่รู้ว่าชายหนุ่มไปไหนแล้ว และก็ไม่อยากคิดถึงเขาให้ต้องหงุดหงิดใจด้วย

            ด้วยไม่อยากอยู่ในสภาพล่อแหลมชวนให้ผู้ชายคนนั้นพุ่งเข้าใส่ตลอดเวลา ดังนั้นดาหลันก็เลยยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แต่โดยดี ถึงแม้ว่าจะเกลียดผู้ชายคนนั้นมากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่ารสนิยมของเวอร์นอนตรงกับเธอไม่น้อยเลย

            ชุดลำลองที่สวมอยู่เป็นผ้าเนื้อดี แม้แต่รองเท้าสลิปเปอร์เองก็ดูมีราคาแพง ถึงจะไม่ชอบใจเวอร์นอนสักเท่าไหร่ แต่ดาหลันต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนั้นเอาใจใส่เธออย่างดีทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้

            “บางทีเขาอาจจะให้เลขาของเขาช่วยหามาให้ก็ได้นะ คริสซี่” ดาหลันเตือนตัวเองในใจไม่ให้คิดเพ้อฝันอะไรไปมากกว่านี้

            อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่เคยสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ชายคนไหนนอกจากครอบครัวมาก่อน มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นในใจ โดยที่ตัวเองไม่ทราบเหมือนกัน ว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่นี่มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันแน่

            ดาหลันไม่กล้าออกไปข้างนอก หรืออันที่จริงเธอก็ไม่สามารถออกไปได้อย่างใจคิดอยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยนั่งหน้าตึงอยู่ในห้องนอน รอคอยให้ผู้ชายใจร้ายคนนั้นกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะได้ต่อรองกัน

            “คราวนี้แกต้องพูดให้ได้นะคริสซี่” สาวน้อยย้ำเตือนกับตัวเองอยู่ในใจ เพราะไม่อย่างนั้นแม้แต่ชีวิตก็อาจจะไม่เหลือรอดกลับไปเลยก็เป็นได้

            ไม่รู้ว่าป่านนี้ที่บ้านจะเป็นห่วงเธอมากแค่ไหนแล้ว และก็ไม่เข้าใจเลยด้วยว่าทำไมคริสถึงไม่สนใจไยดีตัวเองเลยแม้แต่น้อย

            ดาหลันได้แต่คิดวุ่นวายอยู่ในหัว ไม่มีอะไรที่เธอเข้าใจได้ในเวลานี้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วเหลือเกินจนตั้งตัวไม่ทัน สุดท้ายก็ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตามันหล่นร่วงตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว

            ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเปิดปิดประตูดังขึ้น เธอหันไปมองทำประตูก็พบว่าเป็นเวอร์นอนนั่นเองที่เข้ามาในห้อง พร้อมกับถาดอาหารในมือ

            “ร้องไห้ทำไม” คำถามของเวอร์นอนทำให้ดาหลันรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ เธอรีบยกมือเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นที่ไม่ต้องเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาอีก

            “งั้นก็มากินข้าวได้แล้ว” เวอร์นอนไม่อยากทะเลาะกับคนตัวเล็กให้เสียเวลา เพราะยังมีธุระที่ต้องไปจัดการ

            “ไม่หิวเหรอ” คิ้วเข้มของเวอร์นอนเลิกสูง สาบานได้เลยว่าเขาเพิ่งเคยเจอผู้หญิงแบบนี้เป็นครั้งแรก เธอช่างไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเลยจริงๆ

            “ว่าแต่เธอชื่ออะไรแล้วนะ”

            คำพูดกลั้วหัวเราะของเวอร์นอนทำให้ดาหลันต้องหันไปมองเขายังไม่พอใจ นั่นน่ะสินะ เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่อสกุลอะไร แล้วก็ยังมีหน้ามาจับขังเอาไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ทั้งที่เธอไม่ใช่คนผิดเลยสักนิด

            “เอ หรือว่าเธอไม่มีชื่อ หรือกลัวว่าถ้าฉันรู้จักชื่อของเธอแล้ว ฉันจะสาวไปถึงกลุ่มเพื่อนของเธอได้” เวอร์นอนมั่นใจว่าตัวเองคงคิดไม่ผิด แต่ก็เห็นว่าคนตัวเล็กทำทานลังเลใจขึ้นมาในทันที

            “คุณเอาชื่อของฉันไปหาดูได้เลย ฉันไม่ใช่คนร้ายที่มาขโมยของของคุณแน่ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

            “อาฮะ

            ระดับสูงของเวอร์นอนเดินตรงไปยังระเบียงห้อง ที่ตรงนั้นมีโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่ มองจากตรงนี้ก็ได้เห็นว่าวิวข้างนอกสวยมากแม้จะเป็นเวลาช่วงกลางวัน บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากโมนาโกบ้านเกิดของตัวเองเหลือเกิน ดาหลันคิดได้เท่านี้ก็ต้องรีบตบแก้มเรียกสติตัวเองเป็นการใหญ่ เพราะไม่ทันไรก็เอาแต่คิดฟุ้งซ่านไปสารพัดอย่างแล้ว

            “ถ้าหิวก็มากินอะไรหน่อย ตอนนี้อากาศดีอยู่ ออกมากินข้างนอกก็ดีนะ”

            เมื่อเห็นว่าเวอร์นอนดูอารมณ์ดีผิดปกติ ดาหลันก็ทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้เขาอย่างระมัดระวัง แต่ก็เกลียดสายตาของเขาที่มองมากเหลือเกิน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ที่เห็นว่านัยน์ตาสีทองของเขาส่องประกายระยิบระยับราวกับบุษราคัมน้ำงาม ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นว่าใครจะมีตาที่สวยได้ขนาดนี้ ถ้าหากว่านิสัยของเขางดงามได้เหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอกบ้างเล็กน้อยก็คงจะดี ไม่ใช่ว่ามาจากผู้หญิงมาขังเอาไว้แล้วใส่ความสารพัด แบบนี้มันไม่ใช่นิสัยของสุภาพบุรุษเลย

            “แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ” เวอร์นอนถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่สาวน้อยยอมตามมานั่งที่ระเบียงด้วยกันอย่างว่าง่ายแล้ว

            “ดาหลัน คริสซี่ บารอส ค่ะ” ดาหลันอย่าบอกชื่อเต็มของตนเองกับผู้ชายร้ายกาจตรงหน้า ด้วยหวังว่าเขาจะยอมเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นการเข้าใจผิด ตัวเองจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองสักที ไม่ใช่ว่ามาถูกจับขังเอาไว้บนหอคอยที่สูงเสียดฟ้าอย่างนี้

            “บารอส” เวอร์นอนพึมพำตามหลัง รู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับนามสกุลที่คนตัวเล็กบอกมาเหลือเกิน

            “จะสาบานได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจเลย พวกคุณเข้าใจผิด ฉันไม่เคยขโมยของอะไรทั้งนั้น ไม่ได้เป็นนางนกต่อให้กับใครด้วย ถ้าหากว่าคุณยอมให้ฉันโทรไปหาพ่อ เพราะฉันจะอธิบายให้ฟังว่าเรื่องมันเป็นยังไง” สาวน้อยรู้สึกมีความหวัง และภาวนาขอให้เวอร์นอนยอมเชื่อด้วยเถอะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไรบ้าง

            “แล้วที่พี่เธอบอกมาล่ะ มันหมายความว่ายังไง”

            ดาหลันนิ่งไปกับคำถามของเวอร์นอน เธอเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย ทำไมคริสถึงได้ผลักไสไล่ส่งเธอขนาดนี้ ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้เลย คริสทั้งแรกทั้งหวงเธอยิ่งกว่าอะไร แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมช่วย แต่ถามไปวัดราวกับเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ยังไงมันก็ผิดวิสัยมากจนน่ากลัว

            “เอ่อ” สาวน้อยตอบคำถามไม่ได้ เวอร์นอนจึงพูดให้ฟังอีกประโยค

            “ฉันโทรไปหาพี่ชายเธออีกครั้งก็ได้คำตอบเหมือนเดิม หมอนนั้นบอกว่าจะทำยังไงกับเธอก็ได้ มันไม่ขอรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”

            ดาหลันรู้สึกใจหายมาก อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บอกได้เลยว่าสายตาขอเวอร์นอนคงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ อย่างแน่นอน

            “ยังไงก็กินข้าวก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องของเธอ ฉันจะจัดการอีกที” พูดแล้วเวอร์นอนทำท่าจะเดินออกจากห้องนอน ดาหลันก็ตกใจรีบเรียกเขาเอาไว้ทันที

            “เดี๋ยวสิ! เรายังคุยกันไม่เข้าใจเลยนะ”

            “ช่าย เรายังคุยกันไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ตอนนี้ฉันมีประชุมสำคัญที่ต้องไปดู เพราะงั้นเธอก็กินข้าวนอนพักผ่อนไปก่อน เดี๋ยวฉันจะกลับมาคุยเรื่องพ่อของเธอ” เวอร์นอนส่งยิ้มให้กับคนตัวเล็ก มันเป็นรอยยิ้มที่กระชากหัวใจอย่างรุนแรง

            ดาหลันเผลอมองตามเขาจนตาค้าง รู้ตัวอีกทีแผ่นหลังของชายหนุ่มหายไปจากประตูห้องแล้ว ถึงได้ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหารหมดแรง ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างเลยเป็นแบบนี้

            สาวน้อยไม่รู้สึกปากอยากอาหารเลยสักนิด แต่ก็ทนความหิวไม่ไหว จำต้องตักอาหารเข้าปากอย่างแกนๆ แต่กินได้ไม่กี่คำต้องรวบช้อนส้อมเอาไว้ตามเดิม เพราะรู้สึกตื้นตันจนกลืนอะไรไม่ลง

            ร่างเล็กลุกจากโต๊ะอาหารที่ระเบียงตรงกับไปยังเตียงนอนหลังกวางอีกครั้งพลางล้มตัวลงนอน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายถึงได้เย็นชาขนาดนั้น คริสไม่เป็นห่วงน้องสาวเลยหรือ มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับพี่ชายกันแน่ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายก็หลับสนิทบนเตียงอีกครั้งโดยไม่รู้สึกตัวเลย

 

            ดาหลันรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งก็เย็นย่ำมากแล้ว ที่ต้องตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีคนเดินเข้ามาปลุกใกล้ๆ เมื่อลืมตาตื่นก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้งเมื่อพบกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมาก่อน การแต่งตัวของอีกฝ่ายดูแล้วน่าจะเป็นแม่บ้าน ก็เลยทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่าการที่ได้เห็นบอดี้การ์ดตัวต่อของเวอร์นอนเป็นไหนๆ

            “มีอะไรคะ” สาวน้อยรีบลุกขึ้นนั่ง ถึงจะเป็นผู้หญิงเหมือนกันแต่ก็ไม่ไว้ใจสักทีเดียว ตอนนี้เธอไม่กล้าไว้ใจอะไรทั้งนั้นแหละ

            “ดิฉันยกอาหารมื้อค่ำมาให้ค่ะ รับประทานสักหน่อยนะคะ เจ้านายสั่งเอาไว้ค่ะ” แม่บ้านอธิบายอย่างใจเย็นพร้อมกับรอยยิ้ม แต่ไม่ได้ทำให้ดาหลันรู้สึกดีขึ้นเลย

            “แล้วเจ้านายคุณอยู่ไหน” เสียงหวานถามอย่างหวั่นระแวง แล้วก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มหนักที่เริ่มจะคุ้นเคยเข้าไปทุกทีดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทำให้ต้องหันขวับไปมองอย่างตกใจ

            “ฉันอยู่นี่

            แน่นอนว่าคนที่พูดก็คือเวอร์นอน เดมป์ซีย์ ตอนนี้เขาอยู่ในชุดหรูหราที่ดูสบายๆ กว่าปกติ เขาสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสเล็กสีดำที่เข้ารูป ถึงแม้ว่าจะแต่งกายเพียงน้อยชิ้นแต่ก็ดูงดงามราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากโทรทัศน์ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไร้ที่ติ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ชายอย่างนี้จะต้องทำตัวร้ายกาจหยาบคายกับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอย่างเธอด้วย

            สุภาพบุรุษที่ไหนจะพูดกับผู้หญิงว่าต้องการให้มาเป็นเมียเก็บของเขา คิดแล้วอารมณ์ขึ้นทุกที

            “ถ้าเธอกินข้าวฉันจะยอมโทรไปหาพ่อกับแม่ของเธอ” เมื่อเวอร์นอนยื่นข้อเสนอมาแบบนั้น ดาหลันก็ทำตาโตขึ้นมาทันที

            “จริงนะ” สาวน้อยไม่กล้าเชื่อเต็มร้อย เพราะไม่รู้จักคนคนนี้เลย แม้แค่นิดเดียวก็ไม่รู้จัก เพราะอย่างนั้นก็เลยไม่กล้าไว้ใจเขาจริงๆ

            “ฉันพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว มากินข้าวสิ จะได้คุยกับพ่อของเธอให้เข้าใจ”

            หัวใจดวงน้อยของดาหลันเต้นระทึก เธอไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้เลย หรืออันที่จริงแล้ว ไม่เข้าใจเลยต่างหากว่าที่ผ่านมาอะไรเป็นอะไร รู้สึกว่าตัวเองซวยเหลือเกินที่ถูกพวกมิจฉาชีพเอาชิฟแทนเงินสดมาโยนใส่ในกระเป๋าเพื่อป้ายความผิด อธิบายให้กับผู้ชายคนนี้ฟังหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่เคยสนใจรับฟังเลย แล้วแบบนี้จะให้ไว้ใจได้อย่างไร

            แต่เพราะว่าอยากคุยกับบิดามารดามาก ดังนั้นจึงยอมเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อรับประทานอาหารกับเขา ซึ่งไม่ได้เต็มใจเลยแม้แต่น้อย

            “จำเบอร์โทรของพ่อได้ไหมล่ะ” เวอร์นอนส่งโทรศัพท์มือถือของเขาให้กับคนตัวเล็ก ระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน

            “โทรสิ

            ไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มสั่งซ้ำสอง ดาหลันรีบคว้าโทรศัพท์ของเขามากดเบอร์โทรของบิดาทันที ก่อนที่เวอร์นอนจะเอื้อมมือมากดโทรออกเป็นวิดีโอคอลแทน

            “คุยแบบเห็นหน้ามันเข้าใจกันง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มย้อนถาม สาวน้อยก็เลยไม่มีคำโต้แย้งใดๆ อีก

            ระหว่างที่รอให้คิลเลียนรับสายอยู่นั้น เวอร์นอนลุกจากโต๊ะอาหารไปหยิบอะไรบางอย่าง ก่อนที่คิลเลียนจะรับสายในวินาทีต่อมา

            “คุณพ่อ!” ดาหลันอุทานออกมาด้วยความดีใจ เมื่อคิลเลียนรับสายในที่สุด เธอจะได้เป็นอิสระเสียที

            “ไงคริสซี่

            เวอร์นอนเองก็ได้ยินเสียงพูดคุยระหว่างสาวน้อยกับคนที่อยู่ในสาย เขากำลังหยิบแท็บเล็ตติดมือมาด้วย ในตอนนั้นเอง คิลเลียนที่กำลังคุยวีดิโอคอลอยู่กับดาหลันก็เห็นเวอร์นอนแวบๆ ในห้องนอน เข้าใจว่าชายหนุ่มเป็นลูกชายของตัวเอง เพราะเห็นหน้าไม่ชัดนัก อีกทั้งรูปร่างท่าทางดูคล้ายคลึงกันอย่างมากด้วย จึงเข้าใจว่านั่นคือคริส เพราะไม่มีทางที่ดาหลันจะไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวอย่างแน่นอน

            “คุณพ่อคะ หนู คือ หนู” ดาหลันแทบจะสำลักลมหายใจ เธอพูดเป็นเสียงละล่ำละลักไม่รู้จะอธิบายเรื่องตรงไหนก่อนดี

            “ใจเย็นยัยหนู สบายดีทั้งสองคนเลยสินะ คริสบอกว่าต้องใช้เวลาอยู่ที่นั่นอีกพักนึงเลย ยังไงเราก็อย่ากวนพี่เขาให้มากล่ะ” คิลเลียนบอกมาแบบนั้น ทำให้ดาหลันทำหน้างงงันด้วยไม่เข้าใจว่าบิดาพูดถึงใครกันแน่

            “เห็นอยู่กันดีไม่ทะเลาะกันพ่อก็สบายใจ แต่เดี๋ยวพอจะต้องไปประชุมก่อนละ คริสซี่หนูก็อย่าดื้อนะลูก อ้อ ฝากดูแลน้องด้วยนะ” ท้ายประโยคคิลเลียนบอกกับเวอร์นอนที่เดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็รับคำงุนงง

            “ครับ ผมจะดูแลคริสซี่เอง

            “ถ้าอย่างนั้นพ่อวางสายก่อนนะลูก พ่อต้องรีบเข้าประชุมก่อน แล้วเจอกัน” พูดจบคิลเลียนก็วางสายไปอย่างรวดเร็วโดยที่ดาหลันไม่ทันได้พูดอะไรเลย สร้างความตกใจให้กับสาวน้อยเป็นอย่างมากจนต้องอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกเป็นนาน

            “เธอเป็นของฉันแล้วนะคริสซี่ พ่อเธอยกเธอให้ฉันดูแลแล้ว” เวอร์นอนหัวเราะด้วยความชอบใจ เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมบิดาของดาหลันถึงได้ยอมให้เขาดูแลเธอแบบนี้ แต่มันก็เข้าทางตัวเองพอดี

         “รีบกินข้าวสิ จะได้ขึ้นเตียงกัน”

            “คุณนี่มัน” ดวงตากลมโตของดาหลันเริ่มแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดใจ ทำให้เวอร์นอนรู้สึกผิดมากที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอเสียใจแบบนี้

            นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เวอร์นอนรู้สึกว่าเสียใจกับคำพูดไม่ยั้งคิดของตัวเอง ผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กกว่าเขาเกือบครึ่ง แต่ก็ยังหาเรื่องรังแกเธอไม่ได้หยุด ช่างเป็นสุภาพบุรุษอะไรอย่างนี้

            “ฉันหมายถึงจะได้นอนพักผ่อนไง กินข้าวเถอะ เธอไม่ได้กินมื้อกลางวันด้วยนี่นา กินแต่มื้อสายคงจะหิวแย่แล้ว” น้ำเสียงของเวอร์นอนเจือไว้ด้วยความห่วงใยรางเลือนจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ดาหลันก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงทราบความเคลื่อนไหวของเธอทุกอย่าง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาแท้ๆ

            เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้หลับสนิทขนาดนั้น มารู้สึกตัวตอนมีคนปลุกก่อนหน้านี้นี่เอง จะว่าเหนื่อยก็ไม่น่าจะใช่ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไปเที่ยวตะลอนที่ไหนเลย แถมยังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายแบบนี้ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะหลับลง

            “คริสซี่ บอกก่อนเลยนะว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น อย่าทำให้ฉันโมโห ขอเตือนเอาไว้เท่านี้แหละ” สีหน้าแววตาของเวอร์นอนดูน่ากลัวมาก เห็นแบบนั้นดาหลันไม่กล้าดื้อด้วยอีก เพราะเธอไม่รู้จักกับเขามาก่อน ไม่รู้ว่านิสัยแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

            ถ้าหากทำให้เขาไม่พอใจจะเกิดเรื่องอะไรกับตัวเองบ้างก็ไม่รู้ เพราะอย่างนั้นเลยแกล้งทำเป็นหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบ แล้วก็หลบสายตาร้อนแรงนั้นทันที

            “บอกให้กินข้าว จิบแค่น้ำส้มแบบนั้นมันจะไปอิ่มอะไร” แววตาของเวอร์นอนดูเข้มขึ้น ถึงตอนนี้ดาหลันก็เริ่มโมโหตัวเอง ทำไมต้องรู้สึกกลัวเขาจนลนลานขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้

            “ถ้าเธอล้มป่วยไปแล้วฉันจะทำยังไง เธอต้องชดใช้หนี้ฉันตั้งหลายอย่าง”

            “ค่ะ!” คนตัวเล็กประชดโกรธเคือง

            ไม่ใช่แค่โกรธเวอร์นอนคนเดียวเท่านั้น แต่ยังพาลไปถึงคริส และคิลเลียนผู้เป็นบิดาด้วย

            ตอนนี้เธอกำลังตกที่นั่งลำบากถูกผู้ชายบ้าอำนาจที่ไหนไม่รู้จับขังเอาไว้ แต่ทำไมทุกคนถึงได้ใจเย็นไม่เป็นห่วงไม่คิดจะให้ความช่วยเหลืออะไรเลย มันเป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            หรือว่าผู้ชายคนนี้รู้จักกับบิดาของเธอตั้งแต่แรก และตอนนี้ทุกคนก็กำลังจากดัดนิสัยเธออยู่ ดาหลันคิดแบบนั้น เพราะนอกจากเหตุผลข้อนี้ไม่น่าจะมีอะไรอย่างอื่นได้อีกแล้ว

            ดูตอนที่เธอวิดีโอคอลคุยกับคิลเลียนก่อนหน้านี้สิ เห็นว่าคิลเลียนพูดคุยกับเวอร์นอนเหมือนรู้จักสนิทสนมกันมานานเลย เมื่อคิดแบบนั้น คนตัวเล็กช้อนสายตาขึ้นมองคนที่อยู่ข้างๆ อีกครั้งอย่างค้นคว้า

            “คุณรู้จักพ่อของฉันเหรอคะ” สีหน้าแววตาของคนพูดไม่บ่งบอกว่ากำลังเล่นละครอยู่

            เวอร์นอนเองก็รู้สึกแปลกใจกับการสนทนาก่อนหน้านี้กับคิลเลียนเหมือนกัน เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักบิดาของดาหลันมาก่อน และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมพ่อของสาวน้อยคนนี้ถึงได้ฝากให้เขาช่วยดูแลเธอ

            “คุณรู้จักกับพี่ชายของฉันด้วยใช่ไหม” สาวน้อยคาดเดา เพราะไม่อย่างนั้นคริสคงไม่ยอมให้เธออยู่กับผู้ชายแปลกหน้าแบบนี้หรอก มันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจก็ได้

            ชายหนุ่มเองก็กำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างหนัก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงไม่ดูเป็นห่วงสาวน้อยคนนี้เลย

            แต่มานึกดูอีกทีแล้ว ดาหลันคนนี้ถึงจะดูใสซื่อบริสุทธิ์แต่ก็ดื้อรั้นเอาแต่ใจมาก แม้จะดูเป็นคนร่ำรวยมีฐานะ แต่กลับกล้าขโมยของอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีคนจับได้ คงเข้าใจว่าอำนาจของเงินของจะจัดการทุกอย่างได้กระมัง สาวน้อยอาจจะทำแบบนี้มาหลายครั้งจนที่บ้านเหลืออด จนอยากจะดัดนิสัยให้เข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด

            ใช่ มีผู้ป่วยจิตเภทชนิดหนึ่งที่ชอบลักขโมยของจริงๆ เรียกกันง่ายๆ ว่าโรคชอบขโมยของ[3]นั่นเอง

            เมื่อเข้าใจแบบนั้นเวอร์นอนรับสมอ้างทันที

            “ใช่

            “แล้วทำไมคุณพ่อกับพี่คริสถึงทำแบบนี้” ดาหลันโอดครวญด้วยความไม่เข้าใจ เธอทำอะไรผิดถึงได้ถูกแกล้งขนาดนี้ ก็ไม่รู้หรอกว่านี่เรียกว่าเป็นการกลั่นแกล้งได้ไหม แต่เธอรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกเอาเปรียบจากเวอร์นอนเต็มที่เลย แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วย

            “ก็ไม่รู้สิ อยากดัดนิสัยเธอมั้ง

            ความจริงแล้วอาการป่วยชอบขโมยของแบบนี้ควรจะให้จิตแพทย์เป็นคนรักษาจะดีกว่า แต่สำหรับคนในบ้านบารอสแล้ว อาจจะรู้สึกกังวลกลัวว่ามีคนนอกรับรู้ได้

            ตอนนี้เขากำลังสืบค้นข้อมูลบ้านบารอสอยู่ และมั่นใจว่าสาวน้อยคนนี้ก็คือดาหลัน คริสซี่ บารอส จริงๆ

            ครอบครัวบารอสทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการแข่งรถฟอร์มูลาวัน รวมถึงเจ้าของกิจการชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ชื่อดังของทางฝั่งยุโรปขนาดใหญ่ เนื่องจากว่าคิลเลียน บารอส นั้นมีเชื้อสายเชื้อสายฝรั่งเศสและเยอรมันนั่นเอง

            ส่วนภรรยาของคิลเลียนก็เป็นคนไทย ดังนั้นสาวน้อยดาหลันคนนี้ก็มีหลากหลายเชื้อชาติผสมผสานได้อย่างงดงามลงตัวราวกับนางอัปสราตัวน้อยๆ

            วงหน้ารูปไข่ ผิวขาวใสราวกับหิมะ คิ้วเรียวงามโก่งน้อยๆ รับกับดวงตากลมโตที่เป็นประกายสดใสราวกับดวงตาของกวางน้อย แผงขนตางอนยาวน่าลูบไล้ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเป็นกระจับสีแดงระเรื่อดูมีสุขภาพดี แก้มใสก็เป็นสีเลือดระเรื่อ ทุกอย่างที่ประกอบอยู่บนใบหน้าเล็กๆ นี้ ช่างงดงามลงตัวราวกับมีช่างมาปั้นแต่งจับวางทีละชิ้นอย่างบรรจงตั้งใจ

            แน่นอนว่าเขาก็รู้สึกหวั่นไหวกับความงามนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

            ถึงแม้ว่าสาวน้อยคนนี้จะไม่ได้สวยเซ็กซี่เย้ายวนเท่ากับผู้หญิงที่เคยควงด้วยมาก่อน แต่ก็ดูมีเสน่ห์ราวก็ภูตเสน่หาตัวน้อยๆ ที่รักรอให้ผู้คนตกหลุมพรางในความงามของเธอได้อย่างง่ายดาย เป็นความบริสุทธิ์สดใสเมื่อได้มองแล้วก็ไม่สามารถถอนสายตาออกมาได้ง่ายๆ เลย

            “ดัดนิสัย ฉันทำอะไรผิด” ดาหลันไม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไรก็ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย หัวของเธอแทบจะระเบิดให้ได้เพราะไม่สามารถรู้ได้เลย ว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะอะไร และสิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้คืออะไรบ้าง

            “ชอบขโมยล่ะมั้ง” เวอร์นอนพูดไปตามเรื่อง ก่อนจะตักอาหารเข้าปากสบายอารมณ์

            จะไม่ให้สบายอารมณ์ได้อย่างไร ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวของดาหลันยอมให้เธอมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่บอกได้อย่างเดียวว่ามันเป็นผลดีสำหรับเขามากเลยล่ะ

            “ชอบขโมย!?” เสียงหวานทวนคำเสียงแหลมปรี๊ด รู้สึกโกรธจนอยากจะตะบันหน้าหล่อๆ ของคนที่อยู่ตรงหน้าให้สาแก่ใจเหลือเกิน

            แต่คนอย่างเวอร์นอนตีไปก็คงเจ็บเมื่อหรือเปล่า ทั้งหนังทั้งหน้าหนาขนาดนี้ คงไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรหรอก

            “หรือจะเถียง

            “เออ ฉันมันคนขี้ขโมย คุณจะให้ฉันอยู่ด้วยทำไม ดีไม่ดีฉันอาจจะขโมยอะไรไปบ้างก็ไม่รู้” ดาหลันขึ้นเสียงอย่างโมโห ไม่รู้สึกอยากกินอะไรทั้งนั้น อยากจะเอาอาหารหน้าตาน่ารับประทานพวกนี้ปาใส่หน้าเขาเลยด้วยซ้ำ

            “เดี๋ยวจะช่วยดัดนิสัยให้”

            “จะดัดยังไงไม่ทราบ” ดาหลันโมโหมาก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอเรื่องที่มันทำให้วุ่นวายใจขนาดนี้มาก่อนเลย

            นี่มันเรื่องอะไรกันหนอ ทั้งพ่อทั้งพี่ชายถึงได้ผลักไสให้เธอมาอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าแบบนี้ คิลเลียนกับคริสอาจจะรู้จักกับเวอร์นอนเป็นการส่วนตัว แต่เธอไม่รู้จักเขาเลยนี่นา

            แล้วถ้าหากว่าเกิดพลาดท่าเสียทีให้กับผู้ชายคนนี้ขึ้นมาล่ะ ใครจะรับผิดชอบได้

            จะให้เวอร์นอนรับผิดชอบอย่างนั้นหรือ เขาดูเสเพลเอาแต่ใจขนาดนี้ คงจะยอมรับผิดชอบเธอง่ายๆ หรอก

            “กินข้าวได้แล้ว จะบ่นก็บ่นไปกินไป” เวอร์นอนพูดอย่างรำคาญ มันทำให้ดาหลันต้องตาค้างกับความปากคอเราะร้ายของเขา

            สาบานได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครทำกับเธอแบบนี้มาก่อน เวอร์นอนเป็นคนเดียวและเป็นคนแรกเลยล่ะ

            “ก็อย่างที่ทุกคนบอกเอาไว้นั่นแหละ ตอนนี้เธอเป็นสมบัติของฉันแล้ว ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้ จำไว้เลยนะคริสซี่

            หัวใจดวงน้อยของดาหลันเต้นกระหน่ำในอกข้างซ้ายอย่างรุนแรงจนเจ็บหน้าอกไปหมด เธอไม่คิดฝันมาก่อนเลยว่าจะมีใครพูดด้วยคำพูดแบบนี้ ต่อให้มันฟังดูเป็นคำพูดที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมถึงได้รู้สึกหวั่นไหวกับเขาคนนี้เหลือเกิน

 

            “แน่ใจนะ ว่าจะนอนข้างล่าง”

            เวอร์นอนส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกอดหมอนใบหนึ่ง และใช้ผ้าห่มคลุมร่างกายเอาไว้มิดชิดราวกับดักแด้ ซึ่งเธอกำลังนั่งอยู่บนพื้น

            “เตียงนอนนุ่มๆ มีไม่นอน ตามใจ” พูดแล้วว่านอนก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มแสนสบาย ไม่ลืมส่งเสียงครางแสดงความพอใจกับความสบายของเตียงหลังนี้ไปด้วย

            “อ๊า หนุ่มจังเลย สบ๊ายสบาย”

            หลังจากนั้นไฟในห้องก็ค่อยๆ หรี่ลงจนเหลือเพียงความมืดสลัว แต่ดาหลันยังไม่สามารถลองตัวลงนอนได้ เอาแต่กอดหมอนนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาอยู่อย่างนั้น

            “นี่ รู้อะไรไหม”

            ร่างเล็กของดาหลันสะดุ้ง เพราะจู่ๆ คนตัวโตก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เธอยังไม่กล้าจะนอนลง ได้แต่กลอกตาไปมาในความมืด ตั้งใจเอาไว้ว่าจะรอให้เวอร์นอนหลับสนิทไปก่อนถึงจะล้มตัวลงนอนบ้าง

            “ทุกที่มันจะมีประวัติเป็นของมันเอง

            ถึงตรงนี้ดาหลันเริ่มไม่สบายใจเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่าทำไมเวอร์นอนถึงได้มาชวนคุยเอาในเวลาแบบนี้ มันใช่เวลาหรือ

            “เธอว่าเตียงนี้เป็นยังไง ฉันเองก็ไม่เคยรู้ด้วยเสียงว่าข้างใต้เตียงมันเป็นแบบทึบ หรือว่ามีขาเตียงกันแน่” เวอร์นอนหัวเราะหึๆ ในคอ ขณะที่ดาหลันรู้สึกขนลุกเกรียวทั่วร่างกายในพริบตาเดียว เธอกลัวมากแต่ก็ไว้ท่าทีว่าไม่รู้สึกอะไร แต่ก็กัดปากแน่นจนเจ็บไปหมด

            “เอ ระวังน้า ตอนที่หลับอยู่จะมีใครบางคนคลานออกมา” พูดไม่จบประโยคเวอร์นอนก็หัวเราะลั่นอย่างชอบใจ เพราะฟังตัวเล็กกระโดดขึ้นเตียงหามาทันที

            “คนบ้า!” เรื่องแบบนี้มันเอามาล้อเล่นกันได้ที่ไหน ถึงจะเป็นเรื่องโกหกเถอะ คนมันกลัวไปแล้วยังไงก็ห้ามความรู้สึกกลัวไม่ได้หรอก

            “แค่เนี้ย จะเล่นตัวอะไรนักหนา”

            ดาหลันหน้าแดงรู้สึกร้อนว่าไปทั้งใบหน้ากับคำพูดของเวอร์นอนที่ได้ยิน เขาพูดเหมือนกับว่าเธออยากจะอ่อยเขาอย่างนั้นแหละ ใครอยากจะทำแบบนั้นกัน ฝันไปเถอะ

            “รู้ไหมว่าเธอโชคดีแค่ไหน ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเกียรติมากแค่ไหนที่ได้นอนร่วมเตียงกับฉัน”

            “เป็นเกียรติเหลือเกินค่ะ” เสียงหวานประชด รู้สึกโมโหเหลือเกินที่ถูกเห็นเป็นตัวตลกแบบนี้

         “ไม่เคยมีใครได้มาอยู่กับฉันแบบนี้หรอกนะรู้เอาไว้ด้วย”

            “อยากรู้ตายละ” ดาหลันพึมพำกับตัวเอง พยายามมองหาหมอนข้างที่จะเอามากั้นกลางระหว่างตัวเองกับคนใจร้ายเอาไว้ แต่ก็ไม่มีเลย มีเพียงแค่หมอนใบใหญ่ซ้อนเรียงกันอยู่หลายใบเท่านั้น จึงหยิบมันเอามาคั่นเอาไว้ก่อน ถึงแม้ว่าคืนก่อนจะนอนด้วยกันมาแล้วก็ตาม

            “พูดแบบนี้อยากจะมีเรื่องกันล่ะมั้ง รู้ไหมว่าฉันเนื้อหอมขนาดไหน” เวอร์นอนรู้สึกหมั่นไส้คนตัวเล็กเหลือเกิน ทำไมเธอถึงไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เคยพบเจอเลยไม่รู้

            “พูดยังกับว่าฉันจะสนใจ” ดาหลันเองก็รู้สึกหมั่นไส้เขามากเหมือนกันแหละ จึงประชดออกไปไม่พอใจ

            “เห็นแบบนี้ ฉันมีคู่หมั้นแล้วนะคะ

            มีที่ไหนกันล่ะ โกหกทั้งเพ

         “อะไรนะ” คนที่ยังไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องโกหกก็คือเวอร์นอน เขารู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาในพริบตาเดียว

            ถ้าหากเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องมาอ่อยมาอ้อยกันแบบนี้ด้วย

            “เธอมีคู่หมั้นแล้ว

            “แน่นอน น่ารัก แสนดี เป็นสุภาพบุรุษมากกว่าคุณเยอะ” ดาหลันพึมพำ ถ้าได้เจอผู้ชายแบบนั้นสักคนคงจะเป็นเรื่องที่วิเศษสุดไปเลยล่ะ

            แล้วเธอก็ต้องตกใจอีกครั้ง เมื่อเวอร์นอนขยับตัวอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เสี้ยววินาทีเธอก็ถูกตรึงอยู่ใต้ร่างของเขาเสียแล้ว

            “ถ้าเธอมีคู่หมั้นแล้ว เรามาทำเรื่องผิดศีลธรรมกันให้เร้าใจหน่อยไหมล่ะ คริสซี่



[1] ราชรัฐโมนาโก (Principauté de Monaco ) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โมนาโก เป็นนครรัฐในยุโรปตะวันตก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ประกอบกับมีคาสิโนที่มีชื่อเสียงและอากาศที่อุ่นสบาย คุณภาพการใช้ชีวิตของประชาชนอยู่ในระดับสูง

[2] คิลเลียน บารอส และ ดุสิตา รัตนากูล จากนิยายเรื่อง จอมโจรทวงรัก เขียนโดย มิรา

[3] โรคชอบขโมย หรือ โรคชอบหยิบฉวย (Kleptomania หรือ Pathological Stealing) เป็นโรคทางจิตเวช ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักขโมยได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะลักขโมยสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ต่อตนเอง อยู่ในกลุ่มโรคขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยกลุ่มโรคดังกล่าว ประกอบด้วยโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคติดการพนัน โรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก และโรคอารมณ์สองขั้ว





Talk...

Song :: Jessie Ware - Love to Love

มู่ชอบเพลงนี้มากๆ เลยค่ะ อยากให้ลองฟังดู

แต่ตอนนี้ เป็นดีเอ็นดูดาหลันขนาดเจ้า

โธ่ ทำไมถึงได้โชคร้ายขนาดนี้ โธ่ ลูกสาว

เข้าใจผิดกันใหญ่โตขนาดนี้ จะเป็นยังไงต่อไป

ฝากติดตามต่อไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ เลย image


ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

สามารถสอบถามสั่งซื้อต่างๆ กดเข้าไปที่รูปได้เลยนะเออ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

150 ความคิดเห็น

  1. #28 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 08:15

    ป๋าก็ยังเข้าใจผิดหราาา นั่นลูกนะจะยกให้ผู้ชายง่ายๆหรา

    #28
    0
  2. #27 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:53
    555555ไปกัน

    ใหญ่แล้ววว
    #27
    0
  3. #26 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:53
    555555ไปกัน

    ใหญ่แล้ววว
    #26
    0
  4. #25 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:52
    555555ไปกัน

    ใหญ่แล้ววว
    #25
    0
  5. #24 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:52
    555555ไปกันใหญ่แล้ววว
    #24
    0
  6. #23 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:52
    555555ไปกันใหญ่แล้ววว
    #23
    0
  7. #22 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:52
    555555ไปกันใหญ่แล้ววว
    #22
    0
  8. #21 sebasteine ciel (@s-black-butler) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:08
    บ้านบารอสควรไปเช็คสายตาและการคิดวิเคราะห์ด่วนนนนน
    #21
    0
  9. #20 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 08:08

    อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น

    #20
    0
  10. #19 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #19
    0
  11. #18 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #18
    0
  12. #17 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #17
    0
  13. #16 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #16
    0
  14. #15 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #15
    0
  15. #14 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #14
    0
  16. #13 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #13
    0
  17. #12 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #12
    0
  18. #11 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #11
    0
  19. #10 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #10
    0
  20. #9 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #9
    0
  21. #8 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555.
    #8
    0
  22. #7 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:05
    เข้าใจผิดเป็นฉากๆทุดคน555
    #7
    0
  23. #6 Suangrat Nonluecha (@suangrato) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 00:27
    โถ่เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ววว
    #6
    0
  24. #5 sebasteine ciel (@s-black-butler) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 22:40
    แล้วที่ดาหลันโทรไปนี่ คือใครยังไงน้อ
    #5
    0
  25. #4 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 20:42

    #โสมส่องพราว???? #เวอร์นอน #ดาหลัน

    ในเซตนี้ คงต้องสงสารหนูคริสซี่มากๆ เลยค่ะ

    คงไม่มีใครน่าสงสารเท่าคริสซี่แล้วล่ะค่ะ

    เรื่องจะเป็นยังไง มาอ่านเลยค่ะ ????

    #4
    0