จันทร์พร่างแพร (นิยายชุด จันทราแห่งใจ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 30,488 Views

  • 97 Comments

  • 194 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    51

    Overall
    30,488

ตอนที่ 4 : Inspiring Lunar 🌔 03 Baby Don’t Hurt Me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 152 ครั้ง
    26 ต.ค. 61


Inspiring Lunar 03

Baby Don’t Hurt Me


 

         มินรญาถึงกับนิ่งอึ้งไปเพราะไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้

            เคยตั้งปณิธานในใจว่าจะไม่ขอกลับมาเจอกับคลินต์อีกแล้ว แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงได้กลายมาเป็นแขกคนสำคัญของบิดา ได้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเสียนี่

            สาวน้อยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำหน้ายังไงอยู่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกคนคุยอะไรกันบ้าง รู้เพียงอย่างเดียวว่าอากาศมันเหมือนค่อยๆ หายไปอย่างน่ากลัว จนรู้สึกเหมือนว่าหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

            “อาหารไม่อร่อยเหรอครับ คุณมินนี่” คลินต์จงใจพูดกับมินรญาอย่างชัดเจน เขายิ้มหวานให้เธอขณะที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของคนตัวเล็ก

            “นั่นสิมินนี่ ทำไมหนูไม่กินอะไรเลย” มาร์คัสถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้มาก่อน ถึงจะบอกว่ามินรญากำลังปวดแขนอยู่ก็ไม่สบายใจอยู่ดี

            “เอ่อ” มินรญาอึกอักตะกุกตะกักด้วยความตกใจ

            แล้วคลินต์ก็ยังทำเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟเข้าไปอีก

            “หรือว่าเจ็บแขนอยู่ครับ แล้วแขนไปโดนอะไรมา” คลินต์จงใจพูดกับสาวน้อย ไม่กลัวสายตาของเธอที่จ้องมองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเลยแม้แต่น้อย

            “ท่าทางจะเจ็บน่าดูนะครับ”

            มินรญาได้แต่ขึงตาใส่คนตัวโต อยากจะตะกุยดวงตาแพรวพราวของเขาให้เป็นรอยนัก กล้าพูดมาได้ว่าไปโดนอะไรมา เพราะเขาไม่ใช่เธอที่เหวี่ยงเธอตกจากเตียงอย่างแรงน่ะ แรงไม่แรงก็ทำให้เธอแขนหักและช้ำไปทั้งตัวได้ก็แล้วกัน

            “ลูกสาวผมซุ่มซ่ามมากครับ เลยได้แผลติดตัวตลอด นิสัยแบบนี้แก้ไม่เคยหายเลย” มาร์คัสส่ายหน้าอย่างขำๆ

            มินรญาเลยวางช้อนลงกับจานอาหารอย่างโมโห ตั้งใจจะหนีกลับขึ้นห้องของตัวเอง แต่เสียงข้อความดังขึ้นมาเสียก่อน ก็เลยต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนจากสบตากับคลินต์อย่างโมโห เพราะเขานั่นแหละเป็นคนส่งข้อความมาให้

 

            Clint Fàbregas :: พักอยู่ห้องไหน

            Minraya M. Leonhardsen :: ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย

            Clint Fàbregas :: ถ้าไม่บอก ฉันก็จะบอกพ่อแม่เธอเองว่าทำไมเธอถึงแขนหัก อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะ

 

            มินรญาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ของตัวเอง ก่อนจะสบตากับคลินต์ด้วยความโกรธเคืองจับใจ

            “กินข้าวก่อนสิลูก” มาณวิกามองใบหน้าของลูกสาวด้วยความไม่สบายใจ หมู่นี้มินรญาดูไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ราวกับว่ามีเรื่องบางอย่างที่กำลังปิดบังเอาไว้อยู่ หวังว่าลูกสาวจะอารมณ์ดีขึ้นมาได้มาพักผ่อนต่างประเทศ แต่ก็ดูไม่ค่อยจะดีขึ้นเลย

            “หนูไม่สบายรึเปล่า”

            คำถามของมาณวิกานั้น ทำให้คลินต์ต้องมองใบหน้าหวานซึ้งของมินรญาด้วยความเป็นห่วง เขาเองก็มองออกว่าคนตัวเล็กดูอ่อนเพลียเหลือเกิน แล้วก็ยังไม่ยอมกินข้าวกินน้ำอีก ถ้าเป็นปกติตอนที่อยู่ด้วยกันคงบังคับป้อนข้าวป้อนน้ำให้เธอด้วยตัวเองไปแล้ว

            “หนูเพลียนิดหน่อยค่ะ หนูขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ” มินรญาหลบสายตาทุกคนที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะลุกขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย

            ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั้น เธอสบตากับคลินต์อีกครั้งอย่างกังวลใจ กลัวว่าเขาจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้บิดามารดาฟัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

            “มีอะไรก็บอกพ่อกับแม่ได้นะ” มาณวิกายังเป็นห่วง สงสารลูกสาวจับใจที่ต้องมาหักจนซึมไปแบบนี้

            “ค่ะ” มินรญาตอบคำถามของอย่างมารดาเสียไม่ได้ ก่อนจะรีบเดินหนีออกมาทันที

            แล้วก็ต้องเจ็บใจตัวเองเป็นกำลัง ที่ต้องตอบคำถามของคลินต์ไม่เต็มใจเลยสักนิด

 

            Minraya M. Leonhardsen :: ห้อง 2303 ขอร้องล่ะ อย่าพูดเรื่องบ้าๆ กับพ่อแม่ฉันนะ

 

            คลินต์ยิ้มกับตัวเองอย่างพอใจ เมื่อมินรญาส่งข้อความตอบกลับมาว่าตอนนี้เธอพักอยู่ห้องไหน รู้ดีแก่ใจว่าเธอไม่เต็มใจจะบอกหรอก แต่เขาก็ไม่คิดสนใจอะไรอีกแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าถ้าแข่งวัวเรียบร้อยเมื่อไหร่แล้วจะตามไปหาที่นอร์เวย์ แต่กลายเป็นว่าสาวเจ้าพาตัวเองมาเจอถึงที่สเปน ถ้าไม่เรียกว่าบุพเพสันนิวาสแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก

            “แล้วครั้งนี้จะไปแข่งที่ไหนล่ะครับ” มาร์คัสถามคลินต์ด้วยความรู้สึกอยากรู้ รู้สึกถูกชะตากับหนุ่มหล่อคนนี้มาก เพราะชายหนุ่มคนนี้รูปงาม มีมารยา และเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนที่ไม่เคยเจอจากใครมาก่อนเลยด้วย

            “บาเลนเซียที่นี่แหละครับ” คลินต์ตอบไป หวังเหลือเกินว่ามาร์คัสจะอยู่ที่นี่ต่อ เพราะคิดว่ามินรญาก็คงจะอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน แต่ต่อให้เธอจะหนีกลับนอร์เวย์ ยังไงเขาก็มีวิธีการที่จะทำให้ภรรยาตามพฤตินัยของตัวเองยอมอยู่ที่บาเลนเซียต่อได้อยู่ดี

            “คุณจะไปดูผมแข่งด้วยไหมครับ” มาทาดอร์หนุ่มยิ้มหวาน หลังจากที่ได้รับคำตอบที่พึงพอใจจาก(ว่าที่)พ่อตาแล้ว

            “แน่นอนครับ

            แหม ดีจัง อยากจะรู้ว่าเธอจะหนีฉันรอดได้อีกไหม มินนี่ ดวงตาคมกริบของคลินต์เป็นประกายหมายมาด สิ่งใดที่เขาต้องการไม่มีวันที่จะหลุดมือไปได้

            รวมถึงเมียตัวร้ายของตัวเองด้วย

 

            มินรญาอาบน้ำล้างหน้าล้างตาตัวเองอย่างทุลักทุเลเพราะแขนยังต้องใส่เฝือกเอาไว้อยู่ เธอไม่คิดฝันเลยว่าจะได้มาเจอคลินต์ในสถานที่แบบนี้ แล้วไหนจะคำพูดของมาร์คัสนั่นอีก

            “แฟนตัวจริง” เธอพึมพำกับตัวเองในกระจก ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

            ยังจำสีหน้าของคลินต์ได้ที่ตอนที่เขาได้ยินแบบนั้น เขาหัวเราะ คงขำแทบตายที่เห็นเธอทำท่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนคนกำลังจมน้ำ คิดแล้วก็แค้นเหลือเกิน

            เธอเช็ดหน้าเช็ดตาจนแห้งดีแล้วจึงกลับไปที่เตียงนอน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแต่ไม่มีข้อความอะไรถูกส่งเข้ามา มีแต่ข้อความที่ตัวเองส่งไปก่อนหน้านี้ ที่บอกกับคลินต์ว่าเธอพักอยู่ห้องไหนนั่นแหละ เห็นแล้วก็อยากจะบ้าตาย ทำไมถึงได้บอกอะไรแบบนั้นไป รู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา

            แต่คลินต์จะกล้าหรือ อย่างน้อยเขาก็น่ารู้สึกเกรงใจบิดามารดาของเธอบ้าง

            แล้วมินรญาก็แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้นั้น มันผิดทุกอย่าง

            “คุณทำบ้าอะไรเนี่ย” มินรญากระซิบต่อว่าคลินต์ เมื่อเปิดประตูออกมาเจอเขารออยู่หน้าห้องของตัวเอง

            เสียงเคาะประตูโครมครามทำให้เธอจำต้องเปิดประตูมาดูว่าใครเป็นคนเสียมารยาทกันแน่ ซึ่งก็นึกเอาไว้อยู่แล้วว่าคงจะเป็นคลินต์ ฟาเบรกัส คนนี้ แต่ไม่คิดว่าเขาจะหน้าหนาขนาดนี้น่ะสิ

            “เดี๋ยว!” สาวน้อยตกใจเมื่อร่างสูงของคลินต์เดินสวนผ่านเข้าไปในห้องหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าของห้องเธอไม่เต็มใจที่จะต้อนรับเขา

            “หนวกหู เงียบน่า” คลินต์ส่ายศีรษะ ก่อนจะใช้สายตาชนิดหนึ่งมองมินรญาไม่กระพริบตา

            เห็นแบบนั้นแล้วสาวน้อยก็ไม่กล้าใจแย้งอะไรอีก ก็เพราะว่าสายตาของเขาดูน่ากลัวมาก ยังเห็นสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจนั่นอีก ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ไม่นานนัก แต่ก็พอจะรู้จักนิสัยที่น่ากลัวของคลินต์อยู่เหมือนกันล่ะนะ

            สมญานามของคลินต์ตอนที่อยู่ในสนามสู้วัวนั้นคือ มัจจุราชร้าย ว่ากันว่าเขาสามารถสังหารวัวตัวใหญ่ได้ในพริบตาเดียวโดยที่พวกมันไม่รู้สึกทรมานเลย

            เพิ่งรู้ตอนที่ได้ทราบว่าคลินต์เป็นมาทาดอร์ชื่อดังของสเปน ก็เลยสืบเรื่องของเขาจากอินเทอร์เน็ต รู้สึกโชคดีมากที่ตัวเองสามารถใช้ภาษาสเปนได้อย่างคล่องแคล่ว ก็เลยรู้จักแง่มุมลึกๆ ในฐานะที่เขาเป็นมาทาดอร์มากกว่าคนอื่นเล็กน้อย

            เข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมตัวเองถึงแขนหัก เพียงแค่พลิกตัวไปโดนตัวเขาตอนนอนบนเตียงด้วยกัน

            โอ๊ย แล้วแกจะคิดเรื่องงานให้หงุดหงิดทำไมเนี่ยมินนี่ มินรญาด่าตัวเองอยู่ในใจ ไม่ลืมยกมือมาเคาะหัวตัวเองไปด้วย

            “ทำไมชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง” คลินต์จับมือของมินรญาเอาไว้ ไม่ให้เธอประทุษร้ายตัวเองได้อีก

            “อาบน้ำแล้วก็ไปนอนไป ฉันจะอาบน้ำ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ขณะที่มินรญายังสับสนจนทำอะไรไม่ถูก

            มินรญาเพิ่งจะสังเกตเห็นนี่เองว่าคลินต์เอากระเป๋าติดตัวมาด้วย แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเขาทำท่าว่าจะมาอยู่ที่นี่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้น

            “คุณว่าอะไรนะ” เธออย่างถามตกใจ ขณะที่คลินต์ทำท่าระอาใจเหลือเกิน

            “ฉันจะมานอนกับเธอ”

            “อะไรนะ!” คนตัวเล็กอุทานเสียงแหลมปรี๊ด หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอกไปหมด

            “หรือว่าอยากจะอาบน้ำด้วยกันล่ะ ฉันไม่มีปัญหานะ” พูดจบคลินต์ก็รวบเอวเล็กของมินรญาเข้ามาหาตัวเอง ทำให้สาวน้อยต้องดิ้นหนีออกจากอ้อมแขนของเขาเป็นพัลวัน

            “คุณ” มินรญารู้สึกเหมือนว่าตัวเองหัวใจจะวายตายให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้เลย

            “ขึ้นนอนได้แล้ว ฉันจะอาบน้ำ” ชายหนุ่มชักสีหน้าใส่อย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินเลยเข้าห้องน้ำไป

            ทิ้งให้มินรญาสับสนไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดหรือ กำลังจะกระทืบเท้าร้องกรี๊ดๆ ระบายอารมณ์ แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งจนได้

            โอ๊ย ตายแน่มินนี่ สาวน้อยอยากจะเป็นบ้าตายเหลือเกิน แต่ก็ต้องรีบเปิดประตูเพราะเข้าใจว่าคงเป็นมาร์คัสหรือไม่ก็คงจะเป็นมาณวิกาที่มาหากลางดึก ซึ่งก็จริงอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ

            “คุณพ่อ คุณแม่” มินรญายิ้มแหย รู้สึกเครียดเหมือนผมจะร่วงหมดหัวได้อยู่แล้ว เธอไม่กล้าให้บิดามารดาเข้ามาในห้องพัก เพราะมีมาทาดอร์เลือดร้อนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องนั่นแหละ

            “พ่อกับแม่แวะมาดูหนูน่ะจ้ะ กำลังจะนอนแล้วใช่ไหม” มาณวิกายิ้มให้ลูกสาว เห็นมินรญาสวมชุดนอนแล้วก็สบายใจ อีกทั้งสีหน้าแววตาของสาวน้อยก็ดูสดชื่นแจ่มใสขึ้นเล็กน้อยด้วย

            “ค่ะ ค่ะ” ตอนนี้มินรญาอยากร้องไห้เหลือเกิน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองซ่อนผู้ชายเอาไว้ในห้อง ระหว่างที่คุยกับบิดามารดาอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บาปกว่านี้มีอีกไหม

            “ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่ไม่กวนแล้วจ้ะ พักผ่อนให้เยอะๆ นะจ๊ะ

            “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” มินรญายิ้มแห้งๆ ก่อนจะปิดประตูลงในที่สุด ไม่รอให้มาร์คัสกับมาณวิกาได้ถามอะไรอีก

            และเป็นจังหวะเดียวกับที่คลินต์เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพสุดแสนเซ็กซี่พอดี เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวของเขามีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันเอวสอบเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ ก้าวขาแต่ละทีหัวใจจะวาย กลัวว่าผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้นมันจะหลุดไปกองที่พื้น

            “จังหวะดีเหลือเกินนะ” เสียงหวานประชดอย่างแค้นใจ แล้วก็ต้องแค้นตัวเองด้วย ที่ใจสั่นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้เห็นร่างกายแทบจะเปลือยเปล่าของคนใจร้าย

            “มีอะไร” คิ้วเข้มของคลินต์เลิกสูง เขาซับเส้นผมที่เปียกชื้นไปพลางระหว่างมองคนตัวเล็กอย่างสงสัย

            “ออกจากห้องฉันเดี๋ยวนี้เลย” คนตัวเล็กชี้นิ้วไล่ อาจจะดูขึงขังกว่านี้ถ้าหากว่าแขนข้างหนึ่งของเธอไม่ได้ใส่เฝือกเอาไว้

            “ให้ออกจากห้องเธอ แล้วไปเคาะห้องพ่อกับแม่ของเธอเลยดีไหม” ชายหนุ่มยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มของมัจจุราชอย่างแท้จริง

 

            มินรญารู้สึกอึดอัดใจแทนบ้าเพราะคลินต์ไม่ได้มาตัวเปล่า เขายังสั่งรูมเซอร์วิสให้มาส่งอาหารถึงห้องอีกต่างหาก พอไม่กินก็เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาข่มขู่สารพัดอย่าง สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งตักกว้างของเขาตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วยังเอนหลังพิงอกแกร่งอย่างสบายออกสบายใจอีกต่างหาก ในมือของเขาถือขนมชูครีมแสนอร่อยเอาไว้ แล้วป้อนให้ถึงปากเล็กจิ้มลิ้ม ระหว่างที่นั่งดูรายการโทรทัศน์บนเตียงด้วยกัน

            “อร่อยไหม

            “อืม” ตอบไปแล้วมินรญาต้องตกใจ เพราะตอนนี้เธอเอนตัวพิงร่างสูงใหญ่ของคลินต์อย่างสบายอารมณ์ ให้เขาป้อนข้าวป้อนขนมให้เหมือนเป็นราชินี แถมยังแนบชิดกันมาก แล้วไหนที่ตั้งปณิธานในใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกล่ะ

            “ปล่อยเลยนะ” มินรญาดิ้นรนในอกกว้างเพื่อจะหนี แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงมาทาดอร์สามารถล้มวัวกระทิงได้เลย แต่ถ้าเอาชนะเขาได้ก็คงน่าตกใจ แสดงว่าตัวเองคงมีแรงเยอะกว่าวัวกระทิงอีกมั้ง

            “เธอนี่ผีเข้าผีออก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตามไม่ทันแล้วนะ”

            “วะว่าไงนะ” สาวน้อยโกรธมากที่ถูกหาว่าผีเข้า คลินต์คนนี้มีความสามารถพิเศษในการยั่วโมโหเธอเหลือเกิน

            “จะนอนก็นอนไป ฉันจะดูทีวี”

            “เดี๋ยวก็คงได้ถูกเหวี่ยงตกเตียงอีกอะ ไม่รู้ว่าคราวนี้อะไรจะหักบ้าง” เสียงหวานประชดใส่ขุ่นเคือง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงร้องวี้ด เมื่อถูกพลิกร่างให้นอนหงายบนเตียงใต้อาณัติของมาทาดอร์หนุ่มโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            ชูครีมแสนหวานเปื้อนไปถึงแก้ม ต้นคอ และอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวรุนแรง เพราะคนตัวเล็กกำลังตื่นกลัวสุดแสน

            “ขนมน่าอร่อยจังนะ” ดวงตาของคลินต์เป็นประกายขึ้นมาในพริบตาเดียว และมินรญาก็รู้อยู่แก่ใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

            “ไม่! ไม่เอานะ” มินรญาส่ายหน้าเป็นพัลวัน น้ำตาคลอด้วยความหวามหวั่น แต่ก็แทรกด้วยความรู้สึกโหยหาอยู่ไม่น้อย ราวกับว่ากำลังเข้าถวิลหาถึงสัมผัสเร่าร้อนอ่อนโยนของมาทาดอร์ตัวร้าย

            พลันร่างบางของมินรญาก็ต้องสะท้านสุดตัว เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของคลินต์ก้มต่ำลงมา พร้อมกับจูบกวาดเลียเอาครีมหวานๆ บนร่างกายของตัวเองออกอย่างตั้งอกตั้งใจ

            “ขอให้ฉันได้กินเธอจนหายอยากหน่อยเถอะ อดอยากปากแห้งมานานแล้ว”

            “คลินต์” มินรญาน้ำตาคลอด้วยความหวาดกลัว เพราะรู้ดีว่าคลินต์ไม่ได้พูดเล่นแน่นอน

            “ไม่ต้องเรียกหรอกที่รัก ไม่รอดแน่

 

            ไม่รู้ว่าเป็นโชคร้ายหรือโชคดีสำหรับมินรญา เพราะมาร์คัสผู้เป็นบิดามีนัดหมายพูดคุยกับลูกค้าทั้งวัน ดังนั้นเธอเลยต้องอยู่คนเดียวที่ห้องพัก เพราะมาณวิกาก็ต้องออกไปข้างนอกพร้อมกับมาร์คัสด้วย

            ไม่สิ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวเลย แต่ยังมีมาทาดอร์หัวดื้อคนโง่อย่างคลินต์อยู่ด้วย

            ไม่ว่าจะขอร้องอ้อนวอนให้เขากลับไปอย่างไร แต่ชายหนุ่มไม่ยอมไปแต่โดยดี เอาแต่วอแวข้างกายตลอดเวลาไม่ยอมห่างไปไหน ทำตัวเหมือนเป็นสุนัขตัวโตชอบอ้อนเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น

            ไม่รู้ว่าคลินต์สงสารหรือรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอต้องหมดเรี่ยวหมดแรงแบบนี้ เขาก็เลยคอยอยู่ดูแลตลอดเวลา ทางอาบน้ำให้ ทั้งแต่งตัวให้ แล้วก็ยังป้อนข้าวให้อีกต่างหาก

            ที่เธอยอมให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะใจอ่อนหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่าเธอยังเจ็บแขนอยู่ต่างหาก ก็เลยขยับอะไรเองไม่ไหว จึงต้องปล่อยเลยตามเลย

            “เดี๋ยวฉันจะไปคุยงานข้างนอก มีอะไรก็โทรไปหาแล้วกัน”

            คลินต์ทำท่าราวกับว่าเขาเป็นสามีจอมเผด็จการ แต่เธอเป็นเพียงแค่เมียเก็บของเขาเท่านั้น ไม่ได้เป็นเมียออกหน้าออกตาเหมือนคนอื่น

            ก็ดูที่คลินต์ทำแต่ละอย่างสิ แล้วจะไม่ให้คิดว่าตัวเองเป็นเมียเก็บของเขาได้ยังไง

            “ทำไมต้องทำหน้าโง่ เอ๊ย หน้างอแบบนั้นด้วย”

            “คนว่าฉันโง่เหรอ” มินรญาอารมณ์ปรี๊ดขึ้นมาอีก ทั้งหมดเป็นเพราะความร้ายกาจของคนตัวโตคนนี้แหละ

            “ก็จริงนี่นา ถ้าเธอไม่โง่ เธอก็ควรบอกพ่อกับแม่เธอว่าเราเป็นอะไรกัน” คลินต์พูดเหมือนกับว่าเธอกับเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันตอนที่เรียนอนุบาลอย่างนั้นแหละ คิดว่ามาร์คัสจะยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ หรือ

            ดีไม่ดีเขาอาจจะถูกมาร์คัสเอาปืนมาไล่ยิงเลยก็ได้

            “เอาเป็นว่า เรื่องนี้ฉันให้เธอตัดสินใจแล้วกัน ว่าจะบอกพ่อกับแม่เธอตอนไหน หรือจะให้ฉันพูดเลย” มาถึงตรงนี้แล้ว คลินต์ก็ไม่ปฏิเสธว่าเขามีความรู้สึกผูกพันกับมินรญา และต้องการเป็นสามีที่ถูกต้องข้างทางพฤตินัยและนิตินัยของเธอด้วย ใจจริงก็อยากจะบอกกับมาร์คัสไปตามตรง แต่ก็กลัวว่าหญิงสาวจะไม่สบายใจ เพราะรู้ดีว่าการที่ได้มาพบเจอกันครั้งนี้มันเป็นเรื่องบังเอิญ

            คลินต์เองก็ไม่ได้คิดฝันมาก่อนว่าจะเจอกันในรูปแบบนี้ แต่ก็รู้ดีว่ามินรญากลัวและกังวลใจมากแค่ไหน คงต้องรอให้สาวน้อยรู้สึกสบายใจและเต็มใจที่จะบอกกับทุกคนเอง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีเรื่องกันอีก

            “มินนี่” คลินต์ขึ้นเสียงเข้ม เพราะคนตัวเล็กไม่ยอมตอบอะไรทั้งนั้น

            “ถ้าอย่างนั้นฉันจัดการเองเลยแล้วกัน” เขาตัดสินใจในที่สุด แต่มินรญารีบส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหาเกาะแขนแข็งแรงเอาไว้แน่น

            “อย่าเพิ่ง ตอนนี้ไม่ดีแน่” ใบหน้าหวานของมินรญาเต็มไปด้วยความกังวล สาบานได้ ถ้าหากเขาบอกความจริงเรื่องนี้ให้กับมาร์คัสได้รู้ เป็นได้มีเรื่องราวใหญ่โตแน่

            “ขอเวลาอีกสักหน่อยก็แล้วกัน” มินรญาไม่กล้าสบตากับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของตัวเอง

            เธอยังไม่มั่นใจว่าจะได้อยู่กับเขาตลอดไปหรือเปล่า ไม่คิดฝันว่าจะได้เป็นเจ้าสาวของคลินต์ ฟาเบรกัส คนนี้ เพราะอนาคตข้างหน้าไม่มีใครล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีตอนนี้ ชายหนุ่มอาจจะแค่หลงของใหม่ที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน เวลาผ่านไป ตัวเองก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการอีก

            “บอกก่อนเลยนะ ว่าฉันไม่ได้เป็นคนใจเย็นรอคอยอะไรได้นานๆ” คลินต์เชยคางมนของมินรญาขึ้นเพื่อจะได้สบตากัน เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ในหัวเล็กๆ ของสาวน้อยคิดอะไรอยู่ แต่เขาจะพูดทุกอย่างอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา จะไม่ยอมให้เธอคิดอะไรผิดไปฝ่ายเดียวแน่นอน

            “ฉันต้องการเธอ และฉันต้องได้เธอ เข้าใจที่พูดใช่ไหม” น้ำเสียงของคลินต์เย็นเยียบราวกับน้ำเสียงของมัจจุราช ถึงตรงนี้มินรญามั่นใจแล้วว่าทำไมชายคนนี้ถึงได้รับสมญานามแบบนั้น เวลาที่เขาจริงจังก็น่ากลัวจนไม่กล้าล้อเล่นด้วย สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหวาดๆ ไม่กล้าจะทำให้เขาอารมณ์เสียไปมากกว่านี้

            “ดี ฉันจะไปคุยงาน คืนนี้จะกลับมาดึกหน่อย อย่าลืมกินมื้อเย็น แล้วจะกลับมานอนด้วย” สั่งความจบ คลินต์ก้มหน้าจูบริมฝีปากบางระเรื่อหนักหน่วง ก่อนจะถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง

            หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนจับจังหวะไม่ได้ แก้มใสของมินรญาแดงพร่าง ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าและกลางอก ก่อนที่คลื่นความร้อนนั้นกระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว

            “ฉันโทรมาต้องรับสายด้วย เข้าใจใช่ไหม”

            “รู้แล้วน่า” มินรญารีบก้มหน้าลงหลบสายตาร้อนแรงของมาทาดอร์หนุ่ม ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแล้ว ชิมน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ทำตัวเป็นสามีจอมวายร้ายอารมณ์เสียฟึดฟัดตลอดเวลา ทำไมไม่อ่อนโยนให้ได้สักครึ่งของมาร์คัสก็ไม่รู้

            “ก็เท่านี้แหละ” คลินต์จัดเสื้อผ้าบนตัวให้เข้าที่ ก่อนจะมองคนตัวเล็กด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

            “มินนี่

            “อะไร” สาวน้อยทำเสียงอุบอิบ ยังไม่สามารถสบตากับคนเป็นสามีได้

            “มาทางนี้หน่อย” ชายหนุ่มทำสายตาเป็นประกายวิบวับ มินรญาสบตากับเขาได้เพียงแค่เสี้ยววินาทีต้องมีหลบสายตาตามเดิม

            “ทำไม มีอะไร

            “มาหาฉันหน่อย ถ้าไม่มา ไม่รับประกันว่า

            ยังพูดไม่จบประโยคคนตัวเล็กก็เดินสับขาเข้ามาหาทันที คลินต์ไม่สามารถห้ามเสียงหัวเราะของตัวเองเอาไว้ได้ เขาหัวเราะลั่นด้วยความเอ็นดู ก่อนจะยกแขนโอบเอวเล็กแล้วรั้งให้เธอเข้ามาหาตัวเองทันที ก่อนจะกอดเธอไว้หลวมๆ ไม่ยอมปล่อย

            “จัดเนกไทให้หน่อยสิ”

            คำสั่งของคลินต์ทำให้มินรญากลืนน้ำลายฝืดคอ ใช่ว่าเธอผูกเนกไทไม่เป็น แต่ไม่เคยผูกให้ใครมาก่อนนอกจากบิดาและพี่ชาย ซ้ำคนที่กำลังสั่งอยู่เป็นถึงมาทาดอร์ตัวร้าย กลัวเหลือเกินว่าเขาจะฆ่าตัวเองเหมือนวัวในสนาม

            “ผูกไม่เป็นเหรอ สอนให้เอาไหม คราวหลังเธอจะได้ผูกให้ฉันได้”

            มินรญาใจสั่นไหวอย่างน่ากลัว หัวใจมันเต้นตีลังกาพลิกคว่ำพลิกหงายในอกข้างซ้ายอย่างรุนแรง เพราะไม่ว่าจะน้ำเสียงสายตาของคลินต์ดูเจ้าเล่ห์น่ากลัวเหลือเกิน

            “แต่ขอคิดค่าสอนนิดๆ หน่อยๆ นะ” คลินต์ยิ้มหวานให้ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มินรญามือไม้สั่นไปหมด จนต้องรีบยกมือขึ้นจัดไทและกระดุมให้เขารีบร้อน

            ผู้ชายคนนี้เหลือเกิน รู้ทั้งรู้ว่าแขนของเธอใส่เฝือกอยู่แต่ก็ยังสั่งให้มาจัดไทให้ ถ้าไม่เรียกว่าการกลั่นแกล้งกันแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก มินรญายกมือยกไม้เก้ๆ กังๆ สุดท้ายก็จัดไทเส้นสวยให้เขาสำเร็จ ผู้ชายคนนี้นี่เหลือเกินจริงๆ

            “อ้าว ก็ผูกเป็นนี่นา” พูดจบคลินต์ก็ให้รางวัลคนตัวเล็กด้วยการจูบแก้มซ้ายขวาซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนแก้มใสของมินรญาแดงก่ำ รู้สึกเขินจนแทบจะละลายให้ได้อยู่แล้ว

            “งั้นช่วยอีกอย่างหนึ่งนะ ช่วยติดคัฟฟ์[1]ลิงค์ให้หน่อย”

            มินรญาถึงกับทึ่งที่เขาเตรียมเสื้อผ้าอุปกรณ์การแต่งตัวมาพร้อมสรรพขนาดนี้ อยากรู้เหลือเกินว่ากระเป๋าหนังที่เป็นกระเป๋าเดินทางของเขาซึ่งเอาติดตัวมาด้วยข้างในบรรจุอะไรเอาไว้บ้าง ทำไมถึงมีอะไรมากมายเหลือเกิน หรือว่านี้เป็นกระเป๋าโดราเอมอน เวอร์ชั่นมาทาดอร์เลือดร้อน

            “ช่วยหน่อยครับ” คลินต์ยกแขนข้างหนึ่งให้คนตัวเล็ก แต่มินรญาถอนหายใจน่าสงสาร

            “คุณก็รู้ว่าแขนฉันใส่เฝือกอยู่ จัดไทให้ได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว” สาวน้อยพูดอย่างแง่งอน ท่าทางว่าเขาจะเป็นพวกซาดิสม์[2] ถึงได้ชอบแกล้งคนที่ไม่มีทางสู้อย่างนี้

            ส่วนเธอก็คงจะเป็นพวกมาโซคิสม์ ถึงได้ใจเต้นเวลาถูกกลั่นแกล้งแบบนี้น่ะ ฮือ แบบนี้มันไม่ตลกเลยนะ

         “เดี๋ยวเจอกันนะครับ ไปก่อนล่ะ” ชายหนุ่มจูบแก้มใสของคนตัวเล็กอีกครั้งก่อนจะผลักออกห่าง ไม่ได้สนใจกับคัฟฟ์ลิงค์อีก

            ด้านมินรญารู้สึกสงสัยเหลือเกินว่าคลินต์จะไปไหนทำอะไรกันแน่ แต่หมั่นไส้ว่าเขาคงไม่ได้ไปคุยงานกับบิดาแน่นอน ถึงแม้อยากจะรู้แค่ไหนแต่เธอก็ไม่กล้าจะถาม ชายหนุ่มเองคงจะทราบว่าเธอกำลังอยากรู้ ถึงได้ยิ้มหน่อยยิ้มใหญ่เหมือนแกล้งอยู่ว่าให้อยากรู้มากขึ้นอย่างนั้นแหละ

            “อย่าลืมนะ โทรมาต้องรับสายด้วย” คลินต์บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังจนมินรญาไม่กล้าปฏิเสธ รอจนกระทั่งเขาออกจากห้องไปแล้วจึงตามไปล็อกประตูอีกครั้งอย่างแน่นหนา

            แต่ประตูของโรงแรมจะล็อกอะไรได้มากกว่านี้ล่ะ สุดท้ายมินรญากลับไปลงตัวนอนบนเตียงอ่อนเพลีย อยู่กับคลินต์ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงแต่กลับรู้สึกยาวนานเหมือนเป็นปี

            แต่ถึงจะบ่นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ในใจ แต่มินรญายิ้มที่มุมปากน้อยๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าความสุขและความเศร้าจะมีต้นเหตุมาจากผู้ชายคนนั้นคนเดียว คลินต์ช่างเป็นคนที่มีอิทธิพลจริงๆ หนอ

 

            ไม่ใช่เพียงแค่มินรญาเท่านั้นที่รู้สึกสดใสขึ้นเล็กน้อย แต่มาร์คัสและมาณวิกาเองก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน

            ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างมีความสุข เมื่อได้เห็นว่ามินรญาเริ่มยิ้มและหัวเราะ กลับมาเป็นมินนี่ที่แสนร่าเริงคนเดิมได้อีกครั้ง

            “หนูไม่กินของหวานหน่อยเหรอลูก” มาณวิกาถามลูกสาว เมื่อเห็นมินรญากินพุดดิ้งแค่ไม่กี่คำเท่านั้น

            “หนูอิ่มแล้วค่ะ กลัวอ้วนด้วย” มินรญาตอบมารดาได้ยิ้มๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าของหวานอะไรก็กินไม่อร่อยเลย ถ้าไม่มีคนคอยป้อน

            ฮื้อ มินนี่แกคิดอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้วนะ เธอต่อว่าตัวเองอยู่ในใจ เพราะคนที่คอยป้อนน่ะมีแค่คลินต์คนเดียวเท่านั้น คิดแบบนี้ก็เท่ากับว่ากำลังคิดถึงผู้ชายใจร้ายคนนั้นอยู่น่ะสิ

            “ตัวแค่นี้เอง พูดได้ยังไงว่าอ้วน” มาร์คัสส่ายหน้าไปมา ไม่เห็นด้วยกับคำว่าอ้วนของลูกสาวเลย

            “แล้วนั่นคอไปโดนอะไรมา ทำไมถึงได้แดงแบบนั้น” คนเป็นพ่อตาดีสังเกตเห็นรอยแดงที่ต้นคอของลูกสาวคนสวยจึงเอ่ยถาม แต่นั่นทำให้มินรญาถึงกับสะดุ้งโหยงตัวโยนด้วยความตกใจ

            “คะ!” เธอรีบยกมือมาปิดต้นคอตัวเองเอาไว้ แต่ก็รู้ดีว่าคงสายไปแล้ว รอยช้ำบนร่างกายมีเต็มไปหมด ทั้งหมดก็เป็นเพราะคนใจร้าย มาทาดอร์มัจจุราชเลือดร้อนเลือดเย็นสะเทินบกสะเทินน้ำคนนั้นนั่นแหละ ฮือ เธอต้องเอาแต่โกหกทุกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

            “เอ่อ ผื่นขึ้นค่ะ สงสัยว่าจะถูกแมลงแถวนี้กัดเอา”

            แถมยังเป็นแมลงตัวใหญ่น่ารำคาญอีกต่างหาก คิดแล้วก็อดโมโหไม่ได้ทุกทีเลย

            “ยังไงก็ต้องระวังหน่อยนะมินนี่ แมลงกับอากาศที่นี่ไม่ได้เหมือนบ้านเราด้วย” มาณวิกาเป็นห่วงมาก สงสารที่ลูกสาวนอกจากจะแขนเจ็บก็ยังเป็นผื่นลมพิษขึ้นด้วยเสียอีก

            “ค่ะ” มินรญารับคำมารดา คันปากยิบอยากจะเถียงกลับไปเหลือเกินว่า ผู้ชายที่นี่ก็ร้ายกาจไม่ต่างกัน แต่จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้

            “แล้วหนูมียากินหรือยังลูก”

            “เดี๋ยวทาแป้งเอา แล้วนอนพักเอาน่าจะดีขึ้นเองค่ะ” มินรญาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจอยู่เล็กน้อย

            ไม่ใช่ว่าหงุดหงิดมาณวิกา รู้สึกพาลไปถึงคลินต์คนนั้นมากกว่า คนอะไรก็ไม่รู้ ขนาดว่าตัวไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ยังสร้างปัญหาให้เธอได้ตลอด

            “ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ” มินรญากลัวว่าจะถูกจับได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้จึงรีบขอตัวหลบ ไม่ยอมสบตาบิดามารดาเลยสักแวบเดียว

            “จ้ะ อยากได้อะไรก็บอกแม่นะลูก”

            “ค่ะ” คนตัวเล็กยิ้มหวานให้กับมารดาอีกครั้ง แล้วรีบหลบออกมาทันที

            “คุณว่าพักนี้ยัยหนูดูแปลกๆ ไปหรือเปล่าคะ” เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของลูกสาว มาณวิกาก็อดถามกับสามีไม่ได้

            “นั่นน่ะสิ ดูแปลกไปจริงๆ นั่นแหละ” มาร์คัสพึมพำ เพราะเขาสนิทกับลูกสาวมากมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อมีอะไรผิดสังเกตไปเล็กน้อยก็จับพิรุธได้ในทันที

            “ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร หรือว่าแกโกรธเราคะ ที่บังคับให้แกมาด้วยกัน” มาณวิกาเริ่มกังวล ด้วยมินรญาแปลกไปจากเดิมมากเหลือเกิน

            “แกคงไม่ได้โกรธเราหรอกมั้ง คงไม่มีอะไรหรอก อย่างมินนี่ ถ้ามีอะไรไม่พอใจแกพูดออกมาตามปกติอยู่แล้ว คงจะเหนื่อยและเพลียมากนั่นแหละ” คนเป็นสามีปลอบใจ แต่คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก

            “เดี๋ยวแกก็ดีขึ้นเอง คงจะหงุดหงิดที่ต้องใส่เฝือกล่ะมั้ง” มาร์คัสคิดแบบนั้น เพราะไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดเป็นธรรมดาหากต้องใส่เฝือกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาแบบนั้น

            “ค่ะ” มาณวิกาพยายามทำใจไม่ให้คิดมาก ก่อนจะรับประทานของหวานร่วมกับสามีต่อ จะว่าไปก็นานมากแล้วจริงๆ นั่นแหละ ที่ไม่ได้ออกมาเที่ยวกับสามีแบบนี้ จึงไม่อยากทำตัวเป็นกังวลมากเกินไป กลัวจะทำให้มาร์คัสรู้สึกไม่สบายใจไปด้วยอีกคน

            มันก็จริงอย่างที่มาร์คัสบอกเอาไว้ มินรญาน่าจะหงุดหงิดกับการที่ต้องบาดเจ็บอยู่ ถ้าหากหายดีแล้วอารมณ์คงจะกลับมาสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิม

            “อ้อ เดี๋ยวพรุ่งนี้ ผมคิดว่าจะพามินนี่ไปโรงพยาบาลนะ” มาร์คัสหันไปบอกกับภรรยาเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก

            “ทำไมคะ มีอะไรหรือเปล่า” ได้ยินแบบนั้นมาณวิกาก็ตกใจ นึกว่าลูกสาวจะเป็นอะไรไปโดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง

            “ก็เรื่องเฝือกเรื่องแขนหักนั่นแหละ ผมตั้งใจว่าจะพามินนี่ไปโรงพยาบาลเดิมที่เคยมาเมื่อคราวก่อน จะได้ค่าหมอให้แน่ใจ”

            “อ้อ” เมื่อได้รับคำตอบแล้วมาณวิกาก็สบายใจขึ้น ก่อนจะยิ้มให้สามีอย่างขอบคุณ

            “ว่าแต่ คุณยังจะไปดูแข่งวัวอีกเหรอคะ”

            “น่า นะคุณนะ ไหนๆ เราก็ได้รู้จักกับมาทาดอร์เป็นการส่วนตัวแล้ว และผมก็บอกกับเขาไปแล้วด้วยว่าจะไปดู ผมไม่อยากผิดสัญญานี่นา”

            “คุณนี่นะ” มาณวิกาส่งค้อนให้สามี เรื่องแบบนี้นี่ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจเลยจริงๆ

            “เดี๋ยวเถอะ กรรมจะตามสนองเอา”

            “ผมไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แค่ไปดูเอง ไม่ได้รับกรรมอะไรหรอกน่า” มาร์คัสพูดมั่นอกมั่นใจ มาณวิกาก็คร้านจะเถียงด้วยอีก

            “ค่ะๆ อย่ามานึกเสียใจทีหลังแล้วกัน” หล่อนว่า แต่มาร์คัสก็ยังเอาแต่ยิ้มกริ่มไม่ได้เถียงอะไรกลับไป

            ถ้าหากว่ามาร์คัสสามารถรู้อนาคตได้ เขาคงต้องเสียใจมากที่ไม่ยอมเชื่อคำพูดของภรรยาตั้งแต่แรก

 

            หลังจากที่คุยงานกับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว คลินต์ก็เดินทางกลับไปยังโรงแรมที่ครอบครัวลีออนฮาร์ดเซนพักผ่อนอยู่ทันที เขารู้จักกับเจ้าของโรงแรมนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาหลายปี จึงสามารถเข้านอกออกในได้อย่างง่าย

            “อะไรนะ ขอกุญแจห้องที่แขกมาพักเหรอวะ!” เอียโก้ ถึงกับตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเพื่อนรักคลินต์มาบังคับให้เขาส่งกุญแจห้องพักของแขกในโรงแรมให้

            “จะบ้าเหรอ ทำแบบนั้นเดี๋ยวฉันได้ถูกฟ้องร้องตายแน่” ให้ตายยังไงก็ให้ไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นได้เกิดหายนะมาสู่โรงแรมหลายดาวของตนเองเป็นแน่

            “ก็นั่นไม่ใช่แค่ธรรมดานี่หว่า นั่นน่ะเมียฉัน” คลินต์พูดเต็มปากเต็มคำ ทำให้เอียโก้ถึงกับสะดุ้ง

            “ถ้าคนนั้นเป็นเมียของแกจริง แล้วทำไมต้องมาขอกุญแจจากฉันอีกวะ” เอียโก้ถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ก็ตอนนี้มันดึกแล้ว ถ้าไปเคาะประตูเรียกตอนนี้เดี๋ยวก็งอนอีก” คลินต์บอกไปตามความจริง อีกอย่าง ไม่อยากไปขอบประตูตอนดึก กลัวว่าถ้าส่งเสียงดังจะทำให้บิดามารดาของมินรญารู้เรื่องเข้า ไม่ใช่ว่าอยากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่นึกอยากแกล้งสาวน้อยจับใจ อยากเล่นตัวทำไม่รู้ไม่ชี้ดีนัก ก็เลยจะแกล้งให้หัวใจวายตายเล่นๆ แบบนี้แหละ

            “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันวะ แกถึงได้พูดเต็มปากเต็มคำว่าเป็นเมีย” เอียโก้สงสัยอย่างมาก นึกอยากจะรู้เหลือเกินว่าผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นเป็นใคร

            เช่นเดียวกับมาร์คัส ที่บังเอิญผ่านมาได้ยินสองหนุ่มกำลังคุยกันอยู่พอดี

            ก็ไม่แปลกหรอกถ้าเขาจะมีภรรยาแล้ว มาร์คัสคิดในใจระหว่างปรายตามองคลินต์ด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ

            ไม่รู้ทำไมถึงได้คิดว่าคลินต์คนนี้เหมาะสมคู่ควรกับลูกสาวของตัวเอง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมีภรรยาเขาก็ไม่อยากคิดอะไรมากอีก

            หลังจากที่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนแล้ว มาร์คัสก็กลับไปยังห้องพักของตัวเอง ตอนที่เดินออกจากลิฟท์โดยสาร ก็สังเกตเห็นว่าคนที่เดินนำหน้าอยู่ไกลๆ นั่นคือคลินต์ สงสัยว่าชายหนุ่มกำลังจะกลับไปหาภรรยาของเขากระมัง

            แต่แล้ว มาร์คัสก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคลินต์หยุดอยู่หน้าห้องพักของลูกสาว

         มาร์คัสตกใจมาก กำลังจะเดินเข้าไปถามให้แน่ใจ แต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องละสายตาจากร่างสูงของมาทาดอร์หนุ่ม แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทน เนื่องจากว่ากลัวจะเป็นลูกค้าคนสำคัญจึงไม่อยากให้ปลายสายรอนาน

            “มาร์คัสพูดอยู่ครับ” มาร์คัสรับสาย พอเงยหน้าขึ้นก็ไม่พบคลินต์แล้ว

            “ครับ มะรืนนี้ผมว่างครับ” เขาพูดต่อ รู้สึกสงสัยว่าคลินต์หายไปทางไหนแล้ว ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปห้องพักของลูกสาวทันที

            เขาคุยสายกับลูกค้าจนกระทั่งคุยจบ จากนั้นจึงยกมือเคาะประตูเรียกมินรญาอย่างใจเย็น

            รออยู่ไม่นานมินรญามากเปิดประตูให้ ท่าทางของลูกสาวดูหน้าตาตื่นๆ อยู่เล็กน้อย พาให้รู้สึกสงสัยอย่างไรชอบกล

            “คุณพ่อมีอะไรรึเปล่าคะ” มินรญาถามเสียงสั่นๆ ภาวนาขอให้บิดาอย่าสงสัยอะไรเลย

            ใจจริงมาร์คัสอยากเดินเข้าไปค้นห้องลูกสาวให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ถ้าทำแบบนั้นคงทำให้มินรญาตกใจกลัว เขาเองก็คงคิดมากไปฝ่ายเดียว เพราะสองหนุ่มสาวไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกันเลย เคยเจอกันครั้งเดียวก็ตอนที่รับประทานอาหารในโรงแรมนั่นแหละ คลินต์กับมินรญาจะไปรู้จักกันตอนไหนได้

            เมื่อคิดแบบนั้นมาร์คัสรู้สึกสบายใจขึ้น ก่อนจะส่งยิ้มให้ลูกสาวเป็นเชิงขอโทษที่คิดอะไรไม่เข้าท่า

            “พ่อแค่แวะมาดูหนูน่ะ วันนี้เราไม่ได้เจอกันเลย พ่อกลัวว่าหนูจะงอน”

            “หนูจะงอนอะไรคะ ไม่หรอกค่ะ” มินรญาส่งยิ้มให้บิดาก่อนจะก้มหน้าลง

            “ถ้าอย่างนั้นพ่อไม่กวนแล้ว นี่ก็ดึกมากแล้ว ไปนอนเถอะจ้ะ”

            “ค่ะ” สาวน้อยยืนรอส่งบิดาจนเดินกลับห้องพักไป ก่อนจะค่อยๆ ปิดประตูห้องลงตามเดิม

            มินรญาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง คิดว่าความจะแตกแล้วเสียอีกที่มีผู้ชายคนหนึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องพักของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ผู้ชายคนที่ว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินร่อนออกมาจากห้องน้ำ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยสักนิด

            คลินต์ทำให้เธอตกใจมาก ตอนที่เขาเปิดประตูเข้ามาด้วยคีย์การ์ดในมือ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาได้มันมาจากไหน แต่ระดับคนอย่างคลินต์ ฟาเบรกัส แล้ว เรื่องแค่นี้คงไม่ลำบากยากเย็นอะไรหรอก เธอนี่สิแทบจะหัวใจวายตาย นึกว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาหมายจะทำร้ายตัวเองเสียอีก

            พอเห็นว่าเป็นคลินต์ มาทาดอร์หนุ่มผู้งดงามก็ตกใจไปหลายวินาที แล้วเขาก็ทำตัวตามสบายเหลือเกิน ด้วยการเปลื้องผ้าต่อหน้าต่อตา ไม่รู้จักอายผีสางนางไม้บ้างเลยสักนิด เธอเสียอีกที่ตะลึงจนแทบทำอะไรไม่ถูก มองอยู่นานจนเขาเปลือยทั้งร่างนั่นแหละ ถึงได้รีบหันตัวหนี เป็นจังหวะเดียวกับที่มาร์คัสมาเคาะประตูเรียกพอดี

            เธอคิดว่าความจะแตกซะแล้ว แต่ก็โล่งอกได้ที่ไม่มีอะไรอย่างที่กลัวเกิดขึ้น

            แต่ตอนนี้นี่สิ คลินต์ก็ยังทำตัวตามสบายเหลือเกิน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เห็นแล้วก็โมโห อยากจะเข้าไประบายอารมณ์กับร่างกายแข็งแรงงดงามนั่นสักทีสองที แต่ก็กลัวว่าคราวนี้แขนจะหักอีกข้างก็เลยไม่กล้า

            “ดึกแล้ว ทำไมไม่นอน” คลินต์ถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่มินรญาต้องชักสีหน้าใส่กลับไปอย่างโมโห

            “ก็ใครกันล่ะที่บุกเข้าห้องคนอื่นหน้าตาเฉย จะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง”

            ช่วงนี้มินรญาเหมือนยืนอยู่บนปากเหว ไม่รู้ว่าจะร่วงลงไปทางไหนกันแน่

            “ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นเตียงนอนได้แล้ว”

            มินรญาไม่พอใจอย่างแรง เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็ต้องขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของเขาอย่างเดียวแล้วหรือ นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอแท้ๆ ยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย แต่กลับวางท่าเป็นสามีจอมเอาแต่ใจอยู่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหจนหน้าหวานยับยุ่งไปหมด

            “หรือว่าต้องกล่อมก่อน อุตส่าห์เห็นใจคิดว่าเมื่อคืนวานได้มาแล้ว มามะ เดี๋ยวฉันกล่อมเอง”

            “ไม่ต้องเลย” มินรญาปัดมือหนาที่ทำท่าจะเข้ามายุ่มย่ามบนร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว ผู้ชายคนนี้ปากว่ามือถึง มือไม้ไวปานงูฉก นี่ถ้าหากว่าเขาเป็นงูจริงๆ ป่านนี้เธอคงถูกกัดแล้วพ่นพิษจนตายไปแล้วแน่

            “งั้นก็ขึ้นนอนสิครับ ทำตาวาวใส่อยู่ได้ รู้ไหมว่ามันน่ากลัว”

            “คุณนั่นแหละน่ากลัวกว่าอีก!” เสียงหวานตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด ผู้ชายคนนี้นี่มีทักษะการยั่วโมโหคนอื่นเป็นเลิศ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ได้รู้จักมุมนี้ของเขา

            “นอนได้แล้ว

            “คุณก็ไปสิ” ผู้ชายคนนี้ท่าทางจะพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง บอกก็แล้ว ขอร้องก็แล้ว ตะคอกก็แล้ว ช่างมึนได้ใจจนน่าหงุดหงิด ถ้าวันไหนเส้นเลือดในสมองของเธอแตกตายจะไม่แปลกใจเลย

            “จะให้ไปไหน? อย่าคิดว่าจะไล่ฉันได้นะมินนี่ ไม่อย่างนั้นเธอได้ร้องไห้แน่”

            ทำอย่างกับว่าก่อนหน้านี้เธอไม่เคยร้องไห้เพราะเขาอย่างนั้นแหละ คิดแล้วก็ยิ่งโมโห สุดท้ายมินรญาทนไม่ไหว ต้องยกเท้าเตะหน้าแข้งของคลินต์เข้าอย่างแรง หวังว่าเขาจะเจ็บปวดบ้าง แต่กลายเป็นตัวเองซะนี่ ที่เจ็บจนน้ำตาเล็ด

            “โอ๊ย!” มินรญาน้ำตาคลอ จะก้มลงไปดูขาตัวเองก็ทำไม่ได้เพราะติดเฝือก ขณะที่คลินต์หัวเราะลั่นอย่างชอบใจ

            ก็บอกแล้ว ผู้ชายคนนี้กวนโมโหเก่งอย่าบอกใครเลย

            “สมน้ำหน้า เจ็บแล้วไม่เจียม”

            มินรญาอยากจะกรี๊ดเหลือเกิน เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็นใครจะร้ายกาจเท่าผู้ชายคนนี้ นี่เขาเป็นสุภาพบุรุษบ้างหรือเปล่า ทำไมถึงไม่เคยลดราวาศอกให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอบ้างเลย ปากคมราวกับกรรไกร ลิ้นนี่เหน็บใบมีดโกนเอาไว้ พูดอะไรแต่ละอย่างนี่เจ็บไปถึงเนื้อในเลยทีเดียว

            “มา นอนได้แล้ว เล่นตัวอะไรนักหนา แค่นี้ผัวก็หลงจนไม่เป็นอันทำการทำงานแล้วครับ” คลินต์ไม่รออีกต่อไป จัดแจงอุ้มร่างเล็กของมินรญากลับไปทีเตียงทันที

            “คุณนี่มัน” มินรญาอยากจะดีดดิ้นแต่ก็ทำไม่ถนัด นอกจากจะเจ็บแขน หน้าแข้งก็ยังแดงเป็นปื้นอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าร่างกายของคลินต์ทำมาจากทองคำหรือพลูโตเนียม[3]หรือเปล่า ตั้งใจจะทำร้ายเขา แต่กลายเป็นว่าตัวเองต้องมาเจ็บแทนเสียนี่

         คลินต์วางร่างบางของมินรญาลงกับเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อดูรอยแดงที่ขาของคนตัวเล็กให้อย่างอ่อนโยน

            มินรญานิ่งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าคลินต์จะคุกเข่าลงตรงหน้าของตัวเอง แล้วยิ่งกว่าตกใจตอนที่ชายหนุ่มก้มหน้าแนบเรียวปากรุ่มร้อนลงกับรอยแดงบนขาอย่างอ่อนโยน เธอตกใจจนลืมความเจ็บ ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเลย

            “ไม่เจ็บแล้วนะ” คลินต์เงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวเล็กก่อนจะส่งยิ้มให้ หัวใจดวงน้อยของมินรญาแทบจะหยุดเต้นด้วยความหวามไหว ไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากกระพริบตาปริบๆ

            “ทีนี้ก็นอนได้แล้วครับ” พูดจบคลินต์ก็แทรกตัวขึ้นมานอนด้วยกันบนเตียง ไม่สนใจว่าตอนนี้จังอยากจะทำหนาตื่นตกใจมากแค่ไหน เห็นแบบนี้สนุกดีเหมือนกัน

            “ถ้ายังไม่นอนอีก เดี๋ยวจะกล่อมแบบเต็มสูตรกันเลย”

            “นอนแล้วค่ะ” มินรญากระแทกเสียงเข้าใส่เพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นแรงของตัวเอง รีบหลับตาลงไม่อยากสบตากับคนเจ้าเล่ห์อีก

            คลินต์หัวเราะน้อยๆ ในคอ ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมร่างเล็กเอาไว้ สอดแขนกอดเอวคอดบางของคนตัวเล็ก แขนอีกข้างก็โอบรอบร่างเล็กเอาไว้ไม่ยอมให้ห่าง จนมินรญารู้สึกอึดอัดเหลือเกิน

            “อยากกอดฉันได้ไหม”

            “ทำไม?” คลินต์ถามอย่างมีอารมณ์ ถ้าได้คำตอบที่ไม่พอใจ คราวนี้จะแกล้งให้ร้องไห้ทั้งคืนเลย

            “ก็ฉันกลัวว่าจะถูกเหวี่ยงลงไปนอนจุกกับพื้นอีกน่ะสิ นี่ยังเจ็บแขนไม่หายเลย” สาวน้อยพูดอย่างงอนๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของคลินต์คนเดียวเท่านั้น

            “ฉันขอโทษ” ชายหนุ่มรู้สึกผิดมากที่เป็นต้นเหตุทำให้คนตัวเล็กต้องบาดเจ็บ แต่เขาก็ให้สัญญากับตัวเองในใจ ว่าจะไม่ทำให้มินรญาต้องเจ็บอีกแม้แค่ปลายเล็บ

            “ฉันจะไม่ทำให้เธอเจ็บอีกแล้ว สัญญาเลย

            “แต่ฉันกลัวนี่นา” เพราะเจ็บมาก่อนแล้วทำให้เธอรู้สึกกลัวมาก ต่อให้คลินต์ให้สัญญาว่ามันจะไม่เกิดขึ้นแต่ก็ยังกลัวอยู่ดี

            “ขอโทษจากใจให้นะมินนี่ ฉันจะไม่ทำให้เธอต้องเจ็บอีก”

            สัญญาเพียงลมปากมันแทบจะเชื่ออะไรไม่ได้เลย แต่กระนั้นมินรญาก็รู้สึกว่าตัวเองเชื่อคำมั่นสัญญาของคลินต์มากจนตัวเองก็ยังแปลกใจ

            “นอนได้แล้วครับ พรุ่งนี้ฉันต้องตื่นแต่เช้า อย่าดื้อนะ”

            ใครกันแน่ที่ดื้อ มินรญาเถียงอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ไออุ่นจากร่างกายสูงใหญ่ที่รายล้อมรอบกายอยู่ทำให้เธอรู้สึกง่วงขึ้นมาในฉับพลัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของมาทาดอร์ซึ่งมีสมญานามว่ามัจจุราชร้าย ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

            เพียงไม่นานมินรญาก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข โดยมีมาทาดอร์หนุ่มเลือดร้อนคอยจูบลูบเรียวแขนเหมือนจะครับกล่อมให้นอนพักผ่อนเงียบๆ

            ถึงตรงนี้คลินต์เองรู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะมีความรักลึกซึ้งกับใครคนไหนได้ จนกระทั่งได้มาพบกับมินรญาคนนี้

            “เธอนี่น่ากลัวจริงๆ มินนี่” คลินต์หัวเราะกับตัวเอง ก่อนจะหลับตาลงอย่างสบายอารมณ์

 

            คลินต์ตื่นก่อนคนตัวเล็กเหมือนเคย

            แต่เช้านี้เขาไม่ฟื้นปลุกให้มินรญาตื่นขึ้นมาผูกเนกไทให้ เพราะคนตัวเล็กตัวร้อนรุมๆ เล็กน้อย เลยอยากให้เธอได้นอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย

            หลังจากที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เดินออกจากห้องพักด้วยท่วงท่าสง่างาม แล้วคลินต์ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ามาร์คัสและมาณวิกากำลังเดินออกจากห้องพักพอดิบพอดี เกือบจะทันเห็นว่าเขาเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของมินรญาไปเหมือนกัน

            คลินต์รู้สึกตกประหม่าในพริบตาเดียว เพราะไม่ทันตั้งตัวว่าจะได้มาพบกันในเวลาแบบนี้เลย ซ้ำเพิ่งออกมาจากห้องนอนของลูกสาวเขาเสียนี่ ก็เลยประดักประเดิดทำตัวไม่ถูกเป็นครั้งแรก

            “สวัสดีครับ” เขาจำต้องทักทายเมื่อมาร์คัสกับมาณวิกาหันมามองพอดี

            “อ้าว คุณคลินต์พักอยู่ชั้นนี้เหมือนกันเหรอคะ” มาณวิกายิ้มให้หนุ่มรูปหล่อ ยิ่งได้มามองใกล้ๆ แบบนี้ก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาถึงขึ้นชื่อว่างดงามจนสาวๆ ทั้งเมืองหลงใหล ทั้งร่างกายสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายมีชีวิตชีวานัก

            “เอ่อ” คลินต์ถึงกับไปไม่เป็น ตอนแรกรู้สึกชอบใจที่เห็นมินรญากระวนกระวาย แต่มาตอนนี้ เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างชัดเจนแล้ว

            เขาอยากบอกความจริงกับมาร์คัสและมาณวิกา ว่าเขาไปนอนค้างกับมินรญามาแต่ไม่กล้าพอ ถ้าบอกไปแบบนั้นคนเป็นพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร แล้วไหนจะความรู้สึกของมินรญาอีก

            “อ้อ คุณคงมาพักภรรยาของคุณสินะครับ” มาร์คัสถามด้วยรอยยิ้ม

            แต่นั่นกลับทำให้คลินต์ถึงกับต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ เขาอ้ำอึ้งอึกอักอยู่นาน ไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี

            “เอ๊ะ คุณคลินต์มีภรรยาแล้วเหรอคะ” มาณวิกาถามด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยกมือปิดปากเล็กน้อยด้วยความรู้สึกละอาย

            “ขอโทษค่ะ ฉันไม่น่าละลาบละล้วงเลย”

            “เอ่อ เปล่าหรอกครับ” คลินต์รู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก รู้สึกผิดจับใจที่ทำให้เรื่องกลายมาเป็นแบบนี้

            “เอ่อ ผมเองต้องขอโทษด้วยครับที่พูดไม่ทันคิด” มาร์คัสพูดขึ้นบ้าง ก่อนจะอธิบายให้คลินต์เข้าใจเรื่อง

            “เมื่อคืนผมได้ยินคุยพูดกับเพื่อนของคุณเข้าพอดีน่ะครับ ก็เลยรู้ว่าคนมีภรรยาแล้ว” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิด เพราะไม่แน่ใจว่าคลินต์ต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า

            “อ้อ” มาทาดอร์หนุ่มเสียวสันหลังวาบ อะไรๆ มันดูผิดที่ผิดทางไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายให้มาร์คัสกับมาณวิกาเข้าใจอย่างไรดี

            “แต่ก็คงไม่แปลกหรอกค่ะ คุณหน้าตาดี แถมยังมีกิจการมั่นคง ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของคุณคงจะโชคดีมาก” มาณวิกายิ้มหวานให้

            คลินต์หัวเราะแห้งๆ ไม่อยากจะบอกว่าภรรยาของเขาก็คือลูกสาวของมาณวิกานั่นแหละ รู้สึกแย่มากที่มาพบกันในสถานที่และเวลาแบบนี้ รู้สึกเหมือนอะไรมันไม่ถูกที่ถูกเวลาเลย ถ้าบอกความจริงกับมาร์คัสและมาณวิกาไปว่า มินรญาคือผู้หญิงของตัวเองจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

            “ถ้าอย่างนั้นเราไปก่อนนะคะ เอ๊ะ คุณจะไปห้องอาหารหรือเปล่าคะ จะได้ไปหาด้วยกันเลย” มาณวิกาถามอย่างสนใจ คลินต์เลยขยับเข้าไปใกล้สองสามีภรรยาลีออนฮาร์ดเซน ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกันทั้งสามคน

            “ผมมีธุระที่ต้องไปทำครับ คงไม่ได้ไปรับประทานอาหารเช้าด้วย” คลินต์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ไม่อยากทนเก็บความลับเอาไว้อีกแล้ว

            “คุณมาร์คัสครับ” เขาตัดสินใจเรียกมาร์คัสเอาไว้ เมื่อลิฟต์โดยสารเลื่อนลงมาจนถึงชั้นล่างสุดของโรงแรมแล้ว

            “ครับ” มาร์คัสหันกลับไปมองคลินต์ และมีท่าทีตั้งใจรับฟัง

            “ผม



[1] คัฟฟ์ลิงค์ (Cufflinks) คือ กระดุมข้อมือ โดยคัฟลิงค์จะเป็นตัวเชื่อมปลายแขนเสื้อให้ติดกันแทนการใช้กระดุม ถือเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ชายชนิดหนึ่ง

[2] ซาดิสม์ (Sadism) คือความสุขหรือความพึงพอใจในความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่น คำนี้มีที่มาจากชื่อของมาร์กีส์ เดอ ซาด (Marquis de Sade) นักเขียนและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อในการเขียนนิยายแนวนี้

- มาโซคิสม์ (Masochism) หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจเมื่อได้รับความเจ็บปวดกับตัวเอง

[3] พลูโทเนียม (Plutonium) เป็นธาตุที่มีเลขอะตอม 94 และสัญลักษณ์ คือ Pu เป็นธาตุโลหะกัมมันตรังสี เป็นโลหะแอกทิไนด์สีขาวเงิน และจะมัวลงเมื่อสัมผัสอากาศซึ่งเกิดจากการรวมตัวกับออกซิเจน สามารถนำไปประยุกต์สร้างอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้

 




Talk...

Song :: Ash Gale - End Up With You

ขอโทษที่หายไปนานนะคะ เฟซมู่พังค่ะช่วงนี้

มันโพสอะไรไม่ได้เลย ถ้าแบบโพสรูปอะไรพวกนี้ได้อยู่

แต่ถ้าแจ้งอัพนิยายมันยุ่งยากมากเลยค่ะ หลายขั้นตอนมาก

ก็เลยหายไปหลายวันเลย ไม่รู้อาการนี้จะหายตอนไหน

แต่จะพยายามมาให้เร็วกว่านี้นะคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ



งานหนังสือจะจบแล้วนะเออ ฝาก จันทราแห่งใจ เอาไว้ด้วยนะคะ

สำหรับใครที่ไม่ได้ไปงานหนังสือ สั่งนิยายชุดนี้ราคาพิเศษผ่านมู่ได้เลยค่ะ

โอนเงินเข้าบัญชี 277-2-22495-0 กสิกรไทย

ชื่อบัญชี เอื้อมพร วงศ์เวียง

แจ้งโอนโดยการส่งสลิป หลักฐานโอนเงินมาให้มู่นะคะ

>>แจ้งโอน คลิกที่นี่เลยค่ะ<<

พร้อมกับชื่อที่อยู่จัดส่ง + เบอร์โทรค่ะ

EMS ราคา 1499 / ลงทะเบียนราคา 1459

หนังสือจะส่งวันที่ 29 นะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 152 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #32 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 16:55

    บอกเลยเเมนๆ
    #32
    0
  2. #31 Bad_Bunny (@yuna2005) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 09:48
    บอกกกกก บอกไปเลยยยย อยากเห็นบททดสอบพ่อตาลูกเขย 555+
    #31
    0
  3. #30 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 09:20
    คลินจะบอกอะไร มาร์คัส ลุ้นๆๆๆ
    #30
    0
  4. #28 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 07:50

    มาเร้วๆน้าาาาา
    #28
    0
  5. #27 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 07:50

    555พ่อตามาเจอแบบนี้ไม่ได้นะ5555
    #27
    0
  6. #26 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 08:58

    แจีคพอตแตกแล้วคลิน55555

    #26
    0
  7. #25 Anotiya330 (@anotiya) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 08:10
    ป๋าจะทำไงหล่ะทีนี้
    #25
    0
  8. #24 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 11:02

    คลินชอบมากกกกก

    #24
    0
  9. #23 sebasteine ciel (@s-black-butler) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 02:10
    hot ได้อีก
    #23
    0
  10. #22 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 01:20

    #จันทร์พร่างแพร???” #คลินต์ #มินรญา

    เฟซมู่เอ๋อไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร

    ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่มาช้านะคะ

    ตอนนี้ก็ฝากมินนี่เอาไว้ด้วยนะเออ

    โถถ สงสารมินนี่จริงๆ นะเออ ????


    #22
    0