ตอนที่ 3 : Inspiring Lunar 🌔 02 This Is Just a Dream

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 138 ครั้ง
    11 ต.ค. 61

Inspiring Lunar 02

This Is Just a Dream

 

            “ฉันเกลียดคุณ ฉันจะเกลียดคุณไปจนวันตาย” มินรญาสะอื้นไห้และอาฆาตเขาสุดหัวใจ ขณะที่ถูกพาตัวนำส่งโรงพยาบาลกลางดึก

            คลินต์เองก็รู้สึกผิดมาก แต่สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้เลย เห็นแขนเธอบวมขึ้นทันตาเห็นก็ตกใจลนลาน และแทบสติแตกเมื่อเห็นคนตัวเล็กหมดสติต่อหน้าต่อตา

            ชายหนุ่มสบถให้วุ่นวาย สั่งการให้ลูกน้องที่กำลังขับรถอยู่เร่งความเร็วขึ้น ตอนนี้มินรญาคงถึงขีดสุดแล้ว ถึงได้หมดสติไปแบบนี้ ใบหน้าหวานใสซีดเผือดราวกับกระดาษ มันทำให้รู้สึกแย่จนไม่สามารถอธิบายความรู้สึกด้วยตอนนี้ได้เลย

            “ใกล้จะถึงหรือยัง” คลินต์ตะคอกด้วยความร้อนใจ ไม่เคยรู้สึกว่าเวลามันเดินช้าเท่าวันนี้มาก่อน ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับคนตัวเล็ก คงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้แน่

            “ใกล้แล้วครับ” ปาโก บอดี้การ์ดคนสนิทของคลินต์รีบบอก ก่อนที่ผู้เป็นเจ้านายจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ไปมากกว่านี้ เขาเองก็ไม่เคยเห็นเจ้านายเป็นแบบนี้มาก่อนเลย นี่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมินรญาถึงได้แขนหักไปแบบนั้น สภาพของสาวน้อยดูย่ำแย่มาก

            แต่บอกเลยว่าสีหน้าแววตาของคลินต์แย่กว่าหลายเท่า

            “มินนี่” คลินต์มองคนในอ้อมแขนด้วยความเสียใจ เขารู้สึกแย่มากที่เป็นสาเหตุทำให้เธอต้องบาดเจ็บแบบนี้ เริ่มโกรธตัวเองที่เรียนศิลปะป้องกันตัวมา แต่กลับทำให้คนอื่นต้องมาเจ็บเอาอย่างนี้

            ถ้าเป็นคนร้ายที่คิดร้ายต่อตัวเองน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่กลายมาเป็นสาวน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรต้องมาบาดเจ็บเสียนี่

            ถึงตอนนี้มินรญาไม่ได้สติแล้ว ร่างกายของเธอเย็นเฉียบจนรู้สึกกลัวจับใจ อาการบาดเจ็บที่เห็นชัดที่สุดก็คือแขนของเธอที่หักต่อหน้าต่อตา ผิวบริเวณตรงที่บาดเจ็บเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำอย่างน่ากลัว ลมหายใจของคนตัวเล็กเริ่มติดขัดไม่เป็นจังหวะ เหงื่อชุ่มหน้าหวานเหมือนเพิ่งล้างหน้ามาอย่างไรอย่างนั้น

            “มินนี่ ฉันขอโทษ

            คลินต์เสียใจนัก และสัญญากับตัวเองในใจ ว่าจะไม่ทำให้เธอต้องบาดเจ็บแบบนี้อีกแล้ว

 

            ทันทีที่รู้สึกตัว มินรญาก็รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะบริเวณแขนซ้ายของตัวเอง เมื่อลืมตาขึ้นมาพบว่าเพดานนั้นไม่คุ้นเคยเลย ต้องเรียบเรียงสติความคิดอยู่นานกว่าจะนึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้ว เธอมาเที่ยวที่สเปนก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น

            “อืม” เธอครางอยู่ในคอเบาๆ รู้สึกร้าวระบมไปหมด กวาดสายตามองไปรอบตัวก็พบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ไม่คุ้นเคยเลย แต่สิ่งที่มันสะดุดตาเธอมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นเฝือกที่แขนข้างซ้ายของตนเองนั่นแหละ

            “เป็นยังไงบ้างคะ

            มินรญาต้องตกใจอีกครั้งเมื่อมีคนขยับเข้ามาใกล้ในทันที เธอช้อนสายตาขึ้นมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดขาว เท่าที่เห็นแล้วก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นนางพยาบาลนั่นเอง

            “ที่นี่ที่ไหน” มินรญาพึมพำด้วยภาษาบ้านเกิดของตัวเอง แต่เมื่อเห็นนางพยาบาลทำหน้างงก่อนเลยเปลี่ยนมาพูดเป็นภาษาสเปนแทน

            “ที่นี่โรงพยาบาลเหรอคะ” ถึงตรงนี้มินรญายังจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง รู้แค่ว่าตัวเองบาดเจ็บ จนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ก็จำรายละเอียดก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย

            “ค่ะ คุณแขนหัก คงต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลสักวันสองวันนะคะ” นางพยาบาลอธิบายอย่างใจเย็น พร้อมกับรับเตียงของคนไข้ให้ชันขึ้นเล็กน้อย

            แต่คำพูดของหล่อนนั้นทำให้มินรญาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ คนเจ็บตัวน้อยทำตาโตก่อนจะน้ำตาคลอ หลังจากที่จำเรื่องได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง

            อีตาคลินต์คนโง่ ผู้ชายร้ายกาจสารเลวคนนั้นนั่นเองที่ทำให้เธอต้องบาดเจ็บแบบนี้

            “แล้วเขาไปไหน” มินรญาทำเสียงแข็ง รู้สึกเจ็บจี๊ดที่แขนซ้ายยิ่งกว่าเดิม ถ้าคลินต์อยู่แถวนี้จะได้ระบายอารมณ์ใส่เขาสักหน่อย

            “เขา อ้อ” นางพยาบาลพึมพำ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าคนเจ็บตัวหมายถึงใคร แต่ก็เดาได้ว่าสาวน้อยคนนี้น่าจะพูดถึงคลินต์นั่นเอง

            “คุณคลินต์บอกว่าถ้าเสร็จธุระแล้วจะเข้ามาตอนบ่ายค่ะ ตอนนี้คุณจะเข้าห้องน้ำไหมคะ” หล่อนถามด้วยความเห็นใจ ต้องมาเจ็บตัวถึงกับขนาดแขนหักนี่มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย

            “ก็ดีค่ะ” สาวน้อยพูดพลางน้ำตาซึม เธอรู้สึกเจ็บมาก และรู้สึกโกรธคลินต์มากเหมือนกัน

            จำได้ว่าเมื่อคืนเธอนอนอยู่ดีๆ แค่ขยับตัวบนเตียงไปโดนร่างกายของเขานิดเดียวเท่านั้น เหมือนเดินเหยียบกับระเบิดเข้าจัง ไม่ทันได้กระพริบตาเธอก็นอนเจ็บอยู่ที่พื้นแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นตกใจจนลืมร้องไห้ รู้สึกเจ็บเหมือนร่างกายจะหลายเป็นชิ้นๆ ตอนที่คลินต์รีบลนลานลงจากเตียงมาประคองนั่นแหละ

            เท่านั้นเธอก็ร้องไห้โฮด้วยความเจ็บและตกใจ คลินต์ก็เอาแต่ปลอบใจว่าไม่เป็นไรๆ อยู่นั่นแหละ แต่เขาไม่ได้เป็นคนเจ็บเหมือนเธอนี่นา

            “ขอบคุณมากนะคะ” มินรญาบอกขอบคุณนางพยาบาลที่ช่วยประคองกลับไปถึงเตียงอย่างระมัดระวัง เธอยังสับสนจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลย ถ้าอยู่คนเดียวมีหวังได้ร้องไห้โฮด้วยความกลัวไปแล้วแน่ๆ

            “เดี๋ยวจะมีคุณหมอเข้ามาดูอาการนะคะ ยังไงนอนพักก่อนเลยค่ะ แล้วมื้อเช้าจะรับอะไรดีคะ”

            “อะไรก็ได้ค่ะ” ความจริงแล้วมินรญาไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด แต่กลัวว่าถ้าไม่ยอมกินอะไรสุขภาพตัวเองจะแย่ยิ่งกว่านี้ ก็เลยบอกไปแบบนั้น

            “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันมานะคะ” พูดจบนางพยาบาลก็เดินออกจากห้องพักฟื้นของมินรญาไปอย่างเงียบเชียบ

            ทิ้งให้คนไข้ตัวน้อยอกสั่นขวัญแขวนกับสถานภาพของตัวเองที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ ตอนนี้เธอยังเป็นคนร้ายในสายตาของคลินต์อยู่หรือเปล่า หรือจะเป็นเชลยรักกันแน่

            “คิดอะไรอยู่น่ะมินนี่” มินรญาถอนหายใจพร้อมกับเอนหลังพิงหมอนที่ซ้อนไว้ด้านหลังอย่างเหนื่อยล้า สายตายังมองเฝือกที่แขนซ้ายไม่หยุด เห็นแขนตัวเองแบบนี้แล้วรู้สึกตลอด งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ถ้าคลินต์ไปทำอะไรสักอย่างให้เธอรู้สึกดีขึ้น เธอจะเอาเฝือกไปฟาดหัวเขาให้แตกเป็นชิ้นๆ เลย คอยดูสิ

            แต่คิดคาดโทษเข้าไปมันก็เท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้คลินต์อยู่ไหนทำอะไรอยู่ เขาจะรู้สึกผิดหรือเปล่าที่ทำให้เธอบาดเจ็บขนาดนี้ยังไม่รู้เลย คิดแล้วก็ต้องร้องไห้ให้กับตัวเองนี่แหละ

            คนอะไรโง่ล้วนๆ ไม่มีความฉลาดเข้ามาผสมเลย

            คิดว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรมสูงส่ง คิดว่าช่วยเหลือเพื่อแค่นี้คงไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาเธออยู่ในโลกแสนสวยที่ไม่มีอะไรมาแตะต้องตัวเองได้ เพราะมีครอบครัวคอยปกป้องคุ้มครอง มีคนช่วยคิดช่วยตัดสินใจให้ทุกอย่าง พอต้องมาเจอเรื่องราวที่มันเกี่ยวข้องกับตัวเองก็ถึงกับไปไม่เป็น

            มาตอนนี้ก็ได้แต่ร้องไห้น้ำตาตกให้กับความโง่ของตัวเอง รู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ตกปากรับคำบริแอนไปแบบนั้น ถ้าหากว่าเธอทำนายอนาคตของตัวเองได้ คงไม่ต้องมาคิดเสียใจทีหลังแบบนี้หรอก

            “ยัยโง่มินนี่ ตาทึ่มคลินต์

 

            คนที่มินรญากำลังพร่ำบ่นก่นด่าอยู่นั้นก็กำลังไม่สบายใจมากเช่นเดียวกัน เขาแทบไม่มีสมาธิในการประชุมเลย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะคาบี เลขาคนสนิท หรือพนักงานระดับสูงที่เข้าประชุมด้วยกันมาตลอดก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน

            คาบีส่งสายตามองไปยังปาโกอย่างสงสัย เพราะเขาไม่ได้อยู่ข้างกายผู้เป็นเจ้านายตลอดเวลาเหมือนปาโก จึงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างรึเปล่า

            ปาโกได้แต่ยิ้มให้เพื่อนสนิท แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะยังอยู่ในการประชุมสำคัญ ทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้เล็กน้อย เพื่อบอกว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับคลินต์จริงๆ

            “ขอบคุณสำหรับทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้นะครับ” คลินต์บอกกับทุกคนในที่ประชุมหลังจากที่การประชุมสิ้นสุดลงแล้ว เขาถอนหายใจโล่งอกเพราะตอนนี้จิตใจเป็นห่วงพะวงกับเรื่องของมินรญาคนเดียวเท่านั้น

            “แล้วเจอกันครับ” เขาค้อมศีรษะให้กับทุกคนเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกไปจากห้องประชุมทันที

            คาบีรีบเรียกปาโกเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินตามหลังผู้เป็นเจ้านายไป เพราะอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคลินต์กันแน่

            “มีอะไรรึเปล่า เจ้านายดูแปลกๆ ไป”

            “จะไม่ให้แปลกได้ยังไงล่ะ” ปาโกพูดเป็นเสียงกระซิบ หลังจากที่แน่ใจว่าเจ้านายเดินคนออกจากห้องประชุมไปแล้ว ไม่อย่างนั้นได้ถูกกระทืบตายคาเท้าคลินต์แน่นอน

            “นายจำผู้หญิงที่มาทำงานกับเจ้านายเมื่อวันก่อนได้ไหมล่ะ ที่บอกว่าตัวเองชื่อบริแอนน่ะ”

            “อ้อ คนที่ยักยอกเงินบริษัทไปน่ะเหรอ” ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนี้ คาบีก็เข้าใจได้ว่าทำไมคลินต์ถึงดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่มันก็น่าจะมีอะไรสักอย่างอยู่ดีนั่นแหละ

            เพราะไม่ว่าจะสายตาของคลินต์ปาโกดูเป็นกังวลแปลกๆ เขาเองก็รู้จักสนิทสนมกับทั้งสองคนมาเป็นเวลาหลายสิบปี หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือผิดสังเกตไปสักเล็กน้อยก็ย่อมที่จะรู้ดีกว่าใคร

            “ความจริงผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่บริแอนคนที่โกงเงินไปหรอก แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพื่อนกันน่ะ”

            “แล้วยังไงต่อ” คาบีถาม รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่มันไม่ชอบมาพากลเลย

            “เจ้านายของเราถูกใจผู้หญิงคนนั้นน่ะสิ เห็นว่าชื่อมาร์กาเร็ตนะ แต่เจ้านายเรียกว่ามินนี่” ปาโกอธิบาย คาบีก็เลยหัวเราะน้อยๆ เป็นอันเข้าใจว่าการที่เจ้านายดูร้อนใจแบบนั้นมันเป็นเพราะอะไร

            “ก็ไม่มีอะไรให้น่าห่วงนี่

            “จำไว้ให้น่าห่วงได้ยังไง เจ้านายทำเธอแขนหักนะ”

            “ฮะ! แขนหัก” คาบีอุทานด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่าเจ้านายจะอารมณ์รุนแรงได้ถึงขนาดนี้

            “เออ แถมยังช้ำไปทั้งตัวเลยด้วย ฉันก็ไม่รู้อะไรมาก เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนแล้วกัน ฉันต้องรีบตามเจ้านายไปแล้ว” ถ้าคืนชักช้าไปมากกว่านี้ ท่าทางว่าคลินต์คงได้มาถลกหนังแน่ ปาโกคิดอย่างหวาดกลัว ก่อนจะขอตัวจากเพื่อน ไม่อยากเสี่ยงกับอารมณ์ที่อ่อนไหวแปรปรวนของเจ้านายในเวลาแบบนี้เลยจริงๆ

            “เออๆ โชคดี”

            “เออ ขอบใจ” บอดี้การ์ดหนุ่มคนเก่งประชดใส่คาบี คบกันมานานทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ

            “ฉันไปล่ะ เจ้านายดูอารมณ์ไม่ดีสุดๆ” คาบีบอกอย่างสยองขวัญ ไม่กล้าชักช้าต่อไปอีกแม้วินาทีเดียว รีบเดินออกจากห้องประชุมไปในทันที

 

            คาบีกังวลกับสภาพอารมณ์ของเจ้านายที่ไม่สู้ดี คิดว่าคลินต์อาจจะอารมณ์เสียที่เป็นต้นเหตุให้มินรญาบาดเจ็บจนถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล แต่กลายเป็นว่าเขาคิดผิด

            เพราะทันทีที่เดินทางมาถึงห้องพักส่วนตัวของคนเจ็บมินรญานั้น รอยยิ้มได้กลับคืนมาสู่ใบหน้าของคลินต์อย่างน่าเหลือเชื่อ

            เจ้านายอารมณ์ร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเมื่อว่ามัจจุราชกระหายเลือดไม่เหลือเค้าคนเดิมตอนที่อยู่ในห้องประชุมเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้คลินต์ทั้งนี้ต้องทำหัวเราะตอนที่อยู่ข้างกายของคนเจ็บ ตอนแรกเขาก็คิดว่าอาการบาดเจ็บของมินรญาคงจะหนักหนาอยู่ไม่น้อย แต่ก็พอโล่งใจได้เมื่อเธออารมณ์เสียตวาดใส่เจ้านายหลายต่อหลายครั้ง

            เดี๋ยวนะ ทำไมเขาถึงรู้สึกโล่งใจที่มีผู้หญิงมาด่าเจ้านายล่ะ

            ปาโกคิดว่าตัวเองคงจะเพี้ยนเหมือนกับคลินต์ไปแล้ว ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับมินรญาคนนี้ ก็รู้สึกได้เลยว่าบรรยากาศทุกอย่างมันเปลี่ยนไปอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ตัวเองก็ยังต้องประหลาดใจ

            “คนเลว ฉันเกลียดคุณ” คนเจ็บตะคอกทำน้ำตาคลอใส่คลินต์ตลอดเวลา เธอพูดคำว่า เกลียด ทุกสามนาทีเห็นจะได้

         แต่มันก็น่าแปลกใจตรงที่คลินต์ไม่มีท่าทีว่าจะโกรธเธอเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทั้งกระเซ้าเย้าแหย่ให้มินรญาหัวเสียตลอดเวลาอีกต่างหาก พอเป็นแบบนั้นบอดี้การ์ดทุกคนถึงกับเงิบรับประทานกันไป

            เชื่อสิ ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนเจ็บคนสวยคนนี้ คลินต์คงตะคอกกลับใส่อย่างเจ็บๆ ไปแล้ว หรือไม่ก็อาจถูกจัดการโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

            “คุณทำอะไรน่ะ” มินรญาถามอย่างหัวเสีย เมื่อเขายกโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาถ่ายรูปเธอตอนที่ดูไม่ได้เลย พอจะเข้าไปแย่งก็ทำไม่ได้

            “แล้วไงล่ะ” คลินต์ถามกลับอย่างไม่รู้สึกผิดอะไรเลย

            “ขอให้คุณเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บบ้างเถอะ สาธุ!” มินรญายกมือไหว้ท่วมหัว ก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองคิดผิด เพราะลืมว่ายังใส่เฝือกที่แขนอยู่ ก็เลยต้องเป็นฝ่ายเจ็บซะเอง

            “สมน้ำหน้า” ปากบอกแบบนั้น แต่ร่างกายกลับผวาเข้าไปช่วยประคองเธอเอาไว้ในทันที คลินต์เองไม่รู้ตัวเลย ทุกอย่างที่ทำไปนั้นมันเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของตัวเองล้วนๆ

            เหล่าบอดี้การ์ดเองมองเจ้านายด้วยสายตาแปลกๆ ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับมินรญาคนนี้ คลินต์ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากนี้พวกเขาคงจะมีเจ้านายคนใหม่เพิ่มขึ้นอีกคนเป็นแน่

            “เธอพูดแบบนี้เหมือนกำลังแช่งฉันเลย” คลินต์ปรับเตียงของคนเจ็บให้เอนลงตามปกติ เพราะมินรญาจะได้ลุกขึ้นมาอาละวาดไม่ได้อีก

            “ฉันเหรอที่แช่งคุณ คุณต่างหากที่ทำให้ฉันเจ็บ” สาวน้อยพูดผูกใจเจ็บ รู้สึกโกรธจนแทบจะร้องไห้ แต่ยังไม่มีใครได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ซึ่งมินรญาจำได้แม่นว่านั้นเป็นเสียงโทรศัพท์ของตัวเอง ที่ตั้งไว้ว่าเป็นเบอร์โทรของบิดาโทรเข้ามา

            “พ่อฉันโทรมา ขอฉันคุยกะพ่อเถอะนะ” เสียงใสเริ่มสั่นพร่า ดวงตากลมโตของคนตัวเล็กที่มีน้ำตาคลอตลอดเวลา มินรญาหวังอย่างมากว่าคงจะได้คุยกับบิดา แต่กลับกลายเป็นว่าคลินต์เดินเลี่ยงออกจากห้องพักฟื้นของเธอไปหน้าตาเฉย โดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

            มินรญาหัวเสียมาก อยากจะอาละวาดสักตั้งให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่บังเอิญว่านางพยาบาลเข้ามาดูอาการเสียก่อน ดังนั้นเหล่าบอดีการ์ดทั้งหลายก็เลยออกจากห้องพักไปกันจนหมด เหลือแต่เธอกับนางพยาบาลที่กำลังเปลี่ยนถุงน้ำเกลือให้นี่เอง

            “คุณคะ” มินรญาเรียกนางพยาบาลเอาไว้ หลังจากที่อีกฝ่ายเปลี่ยนถุงน้ำเกลือให้เรียบร้อยแล้ว

            “คะ” นางพยาบาลหันมาถามด้วยรอยยิ้ม หล่อนเป็นนางพยาบาลพิเศษของสาวน้อยคนนี้ ถ้าหากว่าเธอต้องการอะไร ก็พร้อมจะทำให้ทุกอย่าง

            เธออ่านนิยายของมิรามาเยอะ รู้หรอกน่าว่าถ้าหากกินยาคุมกำเนิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่มีทางที่จะอุ้มท้องลูกผู้ชายร้ายกาจอย่างคลินต์ ฟาเบรกัส คนนั้นแน่นอน ทางเดียวที่น่าจะปลอดภัยก็น่าจะเป็น

            “ฉันอยากฝังยาคุมค่ะ ช่วยหน่อยได้ไหมคะ”

 

            มินรญาไม่รู้เลยว่าคลินต์คุยอะไรกับบิดาของตัวเองบ้าง หรือไม่ความจริงแล้วเขาก็อาจจะไม่ได้รับสายของมาร์คัสเลยก็ได้ มันทำให้รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก ด้วยกลัวว่าครอบครัวจะเป็นห่วงที่เธอไม่ได้ติดต่อกลับไปบ้างเลย และตอนนี้อยากกลับบ้านใจแทบขาดแล้ว

            คลินต์เข้ามากวนอารมณ์ของเธออีกครั้ง แล้วก็ยังอยู่รับประทานอาหารเย็นด้วยกันอีกต่างหาก มันทำให้คนเจ็บอึดอัดอกแทบแตกตาย ไม่เข้าใจว่าไปติดหนี้คลินต์ตั้งแต่ชาติปางไหน ตอนนี้ถึงต้องมาชดใช้ให้กับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อแบบนี้น่ะ

            “บริแอนได้ติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่าคะ” มินรญาพยายามไม่ใส่อารมณ์ตอนที่พูดคุยกับคลินต์ เพราะไม่อย่างนั้นสถานการณ์คงจะยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมแน่

            “คนที่ยักยอกเงินบริษัทฉันไปน่ะเหรอ ไม่เลย” คลินต์ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะตักอาหารเข้าปากมินรญาอย่างระมัดระวัง

            เขาอยากช่วยเหลือตอบแทนอะไรคนตัวเล็กบ้างที่เป็นฝ่ายทำให้มินรญาบาดเจ็บแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตาม ได้มานั่งป้อนข้าวป้อนน้ำเธอแบบนี้รู้สึกดีเหมือนกัน และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องฝืนใจเลยแม้แต่น้อย

            ได้ยินแบบนั้นมินรญาก็ต้องทำหน้าเศร้า ถึงเธอจะเป็นคนโง่ไปสักหน่อย แต่ก็รู้แล้วว่าทำไมบริแอนถึงได้คะยั้นคะยอขอร้องให้เธอมาทำงานแทนแบบนี้ เพราะจะใส่ร้ายป้ายสีให้ตัวเองเป็นคนผิดแทนน่ะสิ คงคิดว่า ถ้าหากว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับเธอ มาร์คัสอาจจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้

            ได้กับผีน่ะสิ

            ตอนนี้เธอถึงกับต้องสังเวยความสาวให้กับคนเลวที่ไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งนั้น แถมยังแขนหักต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกต่างหาก คิดแล้วแค้นใจจริงๆ ไม่ว่าจะคลินต์ บริแอน หรือว่าตัวเองก็ตาม

            “แล้วฉันจะทำยังไงต่อไปล่ะ” มินรญาไม่ชอบสถานการณ์ที่ตัวเองตกเป็นรองแบบนี้เลย ทั้งที่เธอไม่ใช่คนผิด ทั้งที่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่ใช่บริแอนคนนั้น แล้วทำไมถึงทำร้ายกันอย่างนี้ คิดไปคิดมาน้ำตาก็หล่นเผาะๆ ทำให้คนที่ป้อนข้าวให้อยู่ถึงกับตกใจ

            “คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนผิด แล้วทำไมคุณต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วย” คนเจ็บร้องห่มร้องไห้ ไม่คิดรักษาภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น

            “ฉันก็บอกแล้วว่าฉันไม่ได้เป็นคนทำ ฉันไม่ได้เอาเงินคนไปสักหน่อย แล้วทำไมคุณต้องทำกับฉันแบบนี้” สาวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นทั้งกลัวทั้งเจ็บใจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมามาร์คัสประคับประคองเธอเอาไว้ในอุ้งมือ ไม่ค่อยมีอะไรมาระคายใจเลยแม้แต่น้อยนิด แล้วผู้ชายคนนี้เป็นใครกันทำไมถึงได้ทำร้ายเธอจนย่อยยับแบบนี้

            คลินต์ก็เริ่มไม่สบายใจเมื่อเห็นคนตัวเล็กเสียใจหวาดกลัว แต่ก็รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

            เขาไม่เคยเจอใครที่เหมือนกับมินรญาคนนี้มาก่อน ที่ผ่านมามีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังเอาอกเอาใจบูชาราวกับเทพเจ้า แต่ผู้หญิงคนนี้กลับพยายามจะตีตัวออกห่าง ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างไรอย่างนั้น

            ความจริงน่ะหรือ เธอเป็นเมียของคลินต์ ฟาเบรกัส คนนี้แล้ว แล้วทำไมถึงได้พยายามจะหลบเลี่ยงตลอดเวลา มันเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            “คุณบอกว่าจะให้ฉันจ่ายค่าเสียหายด้วยเวอร์จิ้น ฉันก็จ่ายให้คุณไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทีนี้ก็ปล่อยฉันกลับบ้านสิ ส่วนเรื่องของบริแอนคุณจัดการเอาเอง เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรเลย” มินรญาร้องไห้เป็นเด็กๆ น้ำมูกน้ำตาไหลเป็นทางจนหน้าหวานเปื้อนไปหมด ซ้ำเจ้าตัวก็ยังยกหลังมือมาเช็ดน้ำมูกด้วยการปาดเอาๆ มันก็เลยเลอะเทอะยิ่งกว่าเดิม

            “ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากกลับบ้าน!

 

ออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์

            มินรญาไม่คิดฝันมาก่อนว่าตัวเองจะเดินทางกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

            ไม่สิ จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก

            เพราะจนถึงตอนนี้แขนซ้ายของเธอก็ยังต้องใส่เฝือกอยู่เหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกดีใจยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เมื่อเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ลีออนฮาร์ดเซนได้แล้ว

            “เป็นยังไงบ้างยัยหนู” มาณวิกาผู้เป็นมารดาออกมาต้อนรับอย่างดีใจ เมื่อลูกสาวเดินทางกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากที่เอาแต่เถลไถลไม่ยอมกลับมาเสียที

            “แต่จะว่าไปแล้ว หนูกลับมาก่อนเวลาที่บอกคุณพ่อเอาไว้ซะอีกนะ”

            เพราะมาณวิกาจำได้ ว่ามาร์คันบอกเอาไว้ว่าลูกสาวตัวดีจากพักอยู่ที่สเปนอีกสักระยะหนึ่งถึงจะเดินทางกลับบ้าน แต่นี่ยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์เลยด้วยซ้ำก็กลับบ้านเสียแล้ว

            อย่างว่าล่ะนะ มินรญาเป็นลูกสาวคนโปรดของมาร์คัสนี่ ไม่ว่าจะต้องการดวงเดือนหรือดวงดาว ผู้เป็นสามีพร้อมจะเสาะหามาให้ทุกอย่าง หล่อนเองก็เคยบอกเอาไว้ว่าอย่าตามใจลูกจนเกินพอดี แต่มีใครฟังเสียที่ไหน แล้วยังจะลูกชายอีกสามคนซึ่งเป็นพี่ชายของสาวน้อย สองหนุ่มก็ตามเอาใจน้องสาวทุกอย่าง สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่ามินรญาเป็นเด็กเอาแต่ใจอยากได้อะไรก็ต้องได้แบบนี้

            “หนูเบื่อแล้วค่ะ อีกอย่าง แขกหักแบบนี้กลับบ้านดีกว่า” มินรญาทำหน้าเศร้า มองดูแขนซ้ายของตัวเองด้วยสายตาเจ็บปวด

            มาณวิกามองตามสายตาของลูกสาวแล้วก็สงสารนัก เข้าใจว่ามินรญาคงซึมจากอาการแขนหักที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเหมือนกัน ตอนที่ทราบว่าสาวน้อยแขนหักต้องอยู่โรงพยาบาลทำเอาตกอกตกใจกันใหญ่โต โดยเฉพาะมาร์คัส ที่ร่ำร้องว่าจะไปรับลูกสาวกลับจากสเปนท่าเดียว แต่มินรญาบอกว่าจะเดินทางกลับบ้านเองก็เลยไม่ได้ไปรับถึงที่

            “แล้วเจ็บมากไหมมินนี่ แม่เป็นห่วงจัง” มาณวิกามองด้วยความไม่สบายใจ ทั้งที่อากาศตอนนี้กำลังสบาย แต่วงหน้าเล็กน่ารักของลูกสาวกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ

            “ก็นิดหน่อยค่ะ หนู หนูขอไปพักผ่อนก่อนได้ไหมคะ” มินรญาไม่สามารถสบตากับผู้เป็นมารดาได้เลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่อยู่บาเลนเซียตามมาหลอกหลอนจนถึงที่ออสโล อยากจะหลอกตัวเองว่ามันเป็นความฝัน แต่สุดท้ายมันก็เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

            เธอเป็นผู้หญิงของคลินต์ ฟาเบรกัส คนนั้นแล้ว

            ช่างน่าหัวเราะเหลือเกินที่พรหมจรรย์ของตัวเองไม่ต่างอะไรจากพรมเช็ดเท้าเลยสักนิด มันช่างไร้ค่าอะไรอย่างนี้

            “ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวแม่ขึ้นไปส่ง” มาณวิกาประคองร่างเล็กของลูกสาวขึ้นไปชั้นบนของคฤหาสน์อย่างระมัดระวัง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกว่ามินรญาเงียบไปอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับมินรญาที่แสนร่าเริงสดใสคนเดิมเลยสักนิด

            แต่ก็อาจเป็นเพราะว่าตอนนี้มินรญากำลังบาดเจ็บอยู่ สาวน้อยก็เลยดูซึมๆ ไป

            “แล้วเรื่องแขนว่ายังไงบ้างลูก ต้องใส่เฝือกไว้แบบนี้อีกนานไหม” หัวอกคนเป็นแม่รู้สึกเจ็บตามที่ได้เห็นว่าลูกเจ็บตัวอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้มาณวิกาต้องกังวลใจไปมากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่ถอดเฝือกออกแล้ว กลัวว่าสุขภาพร่างกายของสาวน้อยจะไม่กลับมาเป็นปกติ ได้แต่หวังว่าตัวเองจะกังวลเกินเหตุไปเท่านั้น

            “ก็ราวๆ สองเดือนค่ะ” มินรญาตอบเสียงค่อย ไม่กล้าสบตากับมารดา กลัวว่าจะถูกถามว่าทำไมถึงได้แขนหักเอาได้ เพราะมันทำให้ย้อนนึกกลับไปถึงตอนที่ได้รับบาดเจ็บ

            ก็ตอนนั้นเธอนอนอยู่บนเตียงกับคลินต์น่ะสิ

            “หนูอาบน้ำเองได้ไหม” เห็นลูกสาวอ่อนเพลียซึมไปมาก มาณวิกาก็ไม่อยากเซ้าซี้ อยากให้มินรญาได้พักผ่อน เดี๋ยวสาวน้อยก็กลับมาสดใสเป็นคนเดิมได้เอง

            “ได้ค่ะ” มินรญาพยายามฝืนยิ้มให้กับมารดา ถึงแม้ว่ามาณวิกาจะไม่ได้ถามอะไร แต่ก็มั่นใจว่าตอนนี้คงจะถูกสงสัยมากทีเดียว ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นตอนอยู่ที่บาเลนเซียอย่างแน่นอน

            “ถ้าอย่างนั้นก็อาบน้ำนอนพักนะมินนี่ คุณพ่อคงจะกลับมาถึงตอนเย็นๆ แล้วค่อยเจอกันที่โต๊ะอาหารนะ”

            “ค่ะ” สาวน้อยรับคำเสียงราบเรียบ จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถสบตากับมาณวิกาได้เลย

            เมื่อมาณวิกาเดินออกจากห้องนอนไปแล้ว มินรญาก็พาตัวเองเข้าห้องน้ำอ่อนเพลีย จำได้ว่าวันสุดท้ายที่ได้อยู่กับคลินต์นั้น เขาอาบน้ำแต่งตัวให้เธอ ก่อนจะพาไปส่งถึงที่สนามบิน

            “จะคิดมากไปทำไมวะมินนี่!” เธอด่าตัวเองอย่างหงุดหงิด จิตใจมันคอยแต่พะวงหาคลินต์คนเดียวเท่านั้น ทั้งที่ควรจะรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้อยู่ใกล้คนอันตรายอย่างนั้นแล้ว แต่ทำไมถึงรู้สึกเหงาๆเจ็บที่หัวใจก็ไม่รู้

            หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว มินรญาก็ทุ่มตัวลงนอนบนเตียงอ่อนเพลีย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกว่าบนเตียงมีกลิ่นของคลินต์หลงเหลืออยู่

            แล้วจะมีกลิ่นของผู้ชายคนนั้นอยู่บนเตียงของตัวเองได้ยังไง มินรญาเริ่มโมโหตัวเองที่เอาแต่คิดถึงผู้ชายคนนั้นไม่ได้หยุด อยู่ห่างไกลกันขนาดนี้ ผู้ชายคนนั้นก็ยังมีอิทธิพลต่อตัวเองจนน่ากลัว ถ้าหากว่าเขาคนนั้นอยู่ตรงหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

            ทว่าต่อให้คิดถึงมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก หลังจากนี้เธอก็พยายามจะลืมว่าเคยได้รู้จักกับผู้ชายคนนั้น

            คลินต์ ฟาเบรกัส

            เขาจะเป็นเพียงฝันร้าย ที่อีกไม่นานก็จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

            มินรญาได้แต่หวังไว้แบบนั้น

 

            มินรญาจำแทบไม่ได้เลยว่าคุยกับบิดามารดาเรื่องอะไรไปบ้าง

            เธอบอกเพียงแค่ว่าไม่ได้เจอกับอังศุมาลินที่ตั้งใจ แล้วเกิดอุบัติเหตุหกล้มเข้าอย่างจังจนแขนหัก ก็เลยต้องรีบเดินทางกลับบ้านก่อน

            มาร์คัสผู้เป็นบิดาเป็นเดือดเป็นร้อนมากกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเธอ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการพูดปลอบใจว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะดีขึ้นเอง และให้เธอกินยาเป็นประจำ อาการบาดเจ็บจะได้ทุเลาลง

            “พ่อเองก็ตั้งใจว่าจะไปสเปนเหมือนกัน” มาร์คัสพูดขึ้นระหว่างที่นั่งดูรายการโทรทัศน์กับภรรยาและลูกสาว

            มินรญาบอกว่านอนมาตลอดทั้งบ่ายก็เลยไม่ง่วง ท่าทางเหมือนมีความลับอะไรบางอย่าง เขาก็เลยตั้งใจจะลองถามดูเลยชวนให้มานั่งดูรายการโทรทัศน์ด้วยกัน

            “พ่อจะไปที่ไหนคะ

            ได้ยินคำว่าสเปนมินรญาขยับตัวทันที ไม่ว่าจะสั่งให้ตัวเองลืมเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่หัวใจมันก็ไม่ยอมรับฟังเลยจริงๆ

         “พ่อมีธุระที่มาดริด[1]น่ะ แต่ถ้าเสร็จธุระแล้วน่าจะอยู่ที่นั่นต่อ”

            “ทำไมเหรอคะ” หัวใจดวงน้อยของมินรญาเต้นแรง กล่าวว่าความลับที่ปกปิดเอาไว้จะรู้ถึงหูผู้เป็นบิดาแล้ว

            “พ่อตั้งใจจะไปดูเทศกาลวิ่งวัว[2]น่ะ

            “เทศกาลวิ่งวัว” มินรญาพึมพำ

            “น่าสงสารวัวกระทิง ทำแบบนี้มันเป็นการทารุณสัตว์ชัดๆ เลย” มาณวิกาบ่นว่า ก่อนจะส่ายหน้าไปมาน้อยๆ

            “ถึงแม้ว่ามันจะเหมือนเป็นการทารุณสัตว์ แต่มันก็เป็นประเพณีอย่างหนึ่ง แถมยังช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นอีกด้วยนะ อีกอย่าง งานนี้ก็ไม่ได้จัดขึ้นทุกวันซะหน่อย” มาร์คัสแย้ง ก่อนจะถูกผู้เป็นภรรยาคอนปะหลับปะเหลือกใส่

            “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ไปด้วยดีกว่า”

            “อย่าทำแบบนั้นสิวิกกี้ คุณก็รู้ว่าผมต้องไปทุกที่กับคุณ ถ้าคุณไม่ไปด้วยแล้วผมจะทำยังไงล่ะ” มาร์คัสอ้อนภรรยา เพราะนับตั้งแต่ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมา เขากับมาณวิกาก็แทบจะไม่เคยห่างกันเลย ต่อให้ต้องไปทำงานต่างประเทศก็มักจะพาภรรยาไปด้วยกันเสมอ

            “แต่กีฬาแบบนี้มันน่าสงสารสัตว์นะคะ” มาณวิกาท้วงไม่เห็นด้วย รู้สึกสงสารวัวกระทิงที่ต้องมาจบชีวิตในเทศกาลบ้าระห่ำแบบนี้หลายต่อหลายตัว ถึงจะบอกว่ามันเป็นกีฬาเป็นประเพณีที่ทำกันมาแต่ดั้งเดิม แต่ก็อดสงสารสัตว์ที่ไม่มีความผิดพวกนั้นไม่ได้

            “ถ้าคุณไม่ชอบใจผมไม่ไปดูแล้วก็ได้ แต่คุณต้องไปมาดริดกับผมนะ”

            มินรญามองบิดามารที่งอนง้อกันด้วยความรู้สึกเศร้าใจอยู่ลึกๆ เธอเองมีความสุขมากที่มาร์คัสกับมาณวิการักใคร่กันดีจนถึงตอนนี้ แต่มันก็อดเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองไม่ได้

            ทำไมเธอถึงไม่โชคดีได้เจอผู้ชายแบบบิดาบ้างหนอ

            “มินนี่ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก”

            เห็นมินรญาเงียบไป มาณวิกาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง หล่อนมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ หลังกลับมาจากสเปนลูกสาวก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนคนเดิมเลย จะเป็นเพราะว่าอ่อนเพลียจากการเดินทางกลับมาก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะเป็นอาการบาดเจ็บจากการแขนหักก็ไม่เชิง เพราะสายตาของมินรญาดูไม่ได้สดใสเหมือนเดิมเลย

            “หนูกินยาแก้ปวดก็เลยมึนๆ นิดหน่อยค่ะ” สาวน้อยพยายามส่งยิ้มให้บิดามารดา ไม่อยากให้ทั้งสองต้องเป็นกังวลกับเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะมาร์คัสที่ออกอาการเป็นห่วงเธอมาก

            “ว่าแต่ คุณพ่อจะไปสเปนตอนไหนคะ” ถามไปแล้วหัวใจเต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะ มินรญาบอกตัวเองว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่ถามพ่อว่าจะไปต่างประเทศตอนไหนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงเอาไว้เลย แต่ลึกลงไปแล้วเธอก็รู้อยู่แก่ใจ ว่ายังลืมผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย

            “น่าจะอาทิตย์หน้านะ หนูอยากไปด้วยเหรอ” มาร์คัสถามลูกสาวอ่อนโยน

            แต่นั่นทำให้มินรญาถึงกับสะดุ้ง ก่อนที่สาวน้อยจะรีบทำตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            มินรญากำลังคิดว่าจะตอบคำถามบิดาอย่างไรดี แต่มาร์คัสเปลี่ยนเรื่องซะก่อน ด้วยการชี้ชวนให้ทั้งมาณวิกาและมินรญาดูหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ตรงหน้าแทน

            “คนนี้ไง มาทาดอร์[3]ที่กำลังมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้รับการจัดอันดับว่าเก่งลำดับที่สามของมาทาดอร์ปีนี้เชียวนะ”

            มาร์คัสอธิบายให้ภรรยาและลูกสาวฟัง เมื่อหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่กฎรูปถ่ายของผู้ชายคนนึงที่อยู่ในชุดขาวสวมทับด้วยเสื้อสีดำขลิบทองแปลกตา ตรงบ่าประดับด้วยอินทรธนู[4]สีทองสว่าง ใบหน้าของเขาหล่อเหลางดงามเรียบเฉย ดวงตาคมกริบสีทองเป็นประกายราวกับว่ามันมีชีวิตของมันเอง พาทำให้หัวใจของมินรญากระตุกวูบอย่างรุนแรง

            “คลินต์” มินรญากระซิบออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้มาร์คัสหันมามองด้วยความแปลกใจ

            “หนูรู้จักด้วยเหรอมินนี่” คนเป็นพ่อถาม ทำให้มินรญาต้องคิดหาคำตอบในหัวอย่างรวดเร็ว

            “หนูเคยเห็นเข้าในทีวีตอนที่อยู่สเปนค่ะ” ตอบไปแล้วหัวใจของมินรญาก็ยังเต้นแรงไม่หยุด ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอเขาในรูปแบบนี้

            “เห็นว่ามาจากตระกูลเก่าแก่ร่ำรวย แถมยังเป็นนักธุรกิจชื่อดังอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาเป็นมาทาดอร์ แต่เห็นว่าเขาเก่งมากเลย อายุก็ยังไม่มาก หน้าตาก็ดี พ่อก็เลยอยากจะไปดูเขาแข่งวัวสักครั้ง”

            “คุณพูดเหมือนกำลังมีความรักเลยนะคะ” มาณวิกาอดประชดไม่ได้ จริงอยู่ที่มาทาดอร์หนุ่มคนนั้นหน้าตาดีราวกับเทพบุตร แต่ไม่ว่าอย่างไรการฆ่าวัวสำหรับหล่อนมันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงเห็นว่ามันเป็นเทศกาลเฉลิมฉลอง ทั้งที่มีการสูญเสียเลือดสูญเสียชีวิตหลายต่อหลายครั้ง แต่ประเพณียังไม่หายไปจากสังคมเสียที

            “แม่ก็ อย่างที่พ่อได้บอกไป เทศกาลนี้มันทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจนะ อย่างน้อย ทำให้คนที่นั่นมีงานมีเงินไม่อดอยาก”

            มินรญาไม่ได้ฟังว่าบิดามารดากำลังทุ่มเถียงกันเรื่องอะไรอยู่ สายตาของเธอจับจ้องแค่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ตรงหน้าไม่วางตา จากภาพนิ่งของคลินต์ก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนเป็นภาพเคลื่อนไหว ทำให้มั่นใจว่ามาทาดอร์ที่กำลังมองดูอยู่ในเวลานี้ คือคลินต์ ฟาเบรกัส จริงๆ

            “มินนี่

            สาวน้อยได้สติอีกครั้งตอนที่ได้ยินบิดาเรียกชื่อตัวเอง รู้สึกว่าช่วงนี้ไม่เป็นตัวของตัวเอง มันจะเหม่อมองใจลอยอยู่บ่อยๆ และไม่ชอบที่เป็นแบบนี้เลย

            “ค่ะ พ่อ” มินรญาไม่สามารถสบตากับมาร์คัสได้ เรื่องที่เกิดขึ้นมันยังตามหลอกหลอนเหมือนฝันร้าย รู้สึกผิดกับบิดามารดาที่เลี้ยงดูเธอมาอย่างดีตลอด แต่ตัวเองกลับปล่อยตัวตามอารมณ์ถูกย่ำยีจนไม่เหลืออะไรเลย

            “ไปสเปนกับพ่อไหม เผื่อว่าหนูจะได้ไปเจอแม่อังอีกทียังไงล่ะ

            “หนู” หัวใจของมินรญาจันแรงน่ากลัว ถ้าเธอยอมตกลงว่าจะไปสเปนพร้อมกับมาร์คัส แล้วจะมีโอกาสได้พบกับคลินต์คนนั้นหรือ

            “หนูสนใจมาธาดอร์คนนี้เหรอ” มาร์คัสถาม เมื่อเห็นลูกสาวดูใจลอยแปลกๆ และมองดูมาทาดอร์บนหน้าจอโทรทัศน์ตลอดเวลา จนเริ่มจับอะไรบางอย่างที่ผิดสังเกตได้

            “เอ่อ ตอนที่หนูไปสเปน หนูเห็นเขาออกทีวีบ่อยมากเลยค่ะ เห็นว่าเขาดังมาก ก็เลย” น้ำเสียงของมินรญาตะกุกตะกัก ไม่กล้าบอกความจริงว่าได้พบตัวจริงของคลินต์มาแล้วแบบถึงเนื้อเลยด้วย แต่เรื่องนี้มันต้องเป็นความลับที่เธอจะไม่มีวันแพร่งพรายให้บิดามารดารู้เด็ดขาด

            “หืม จะว่าไปเขาก็หล่อมากเลยนะ” คนเป็นพ่อหัวเราะ คิดว่าลูกสาวของชอบใจกับความงดงามของมาทาดอร์คนนี้ เขาไม่ได้คิดมากอะไร เพราะนึกว่ามินรญาคงจะเป็นหนุ่มหล่อคนนี้เหมือนกับที่ปลื้มศิลปินเกาหลีมาตลอดนั่นเอง

            “ถ้าหนูไปสเปนกับพ่อ พ่อจะพาหนูไปเจอเขาเลย จะไปไหม

            มินรญาถึงกับสะดุ้งก่อนจะรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ตรงกลางอกก็เจ็บร้าวสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป กลัวจนไม่กล้าสู้หน้าบิดามารดาเลย

            “หนูเป็นอะไรไปเนี่ยมินนี่ หนูไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ พ่อเริ่มเป็นห่วงนะเนี่ย” มาร์คัสรู้สึกแปลกใจมาก ก่อนจะหันไปสบตากับมาณวิกาเพื่อขอความคิดเห็น

            “หนูเจ็บแขนน่ะค่ะ กินยาเข้าไปเริ่มง่วง ตอนนี้เพลียมากเลยค่ะ” มินรญาปลอบใจตัวเองว่าไม่ได้โกหกซะทีเดียว เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเวียนหัวมากจริงๆ

            “หนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”

            เพราะไม่สบตากับบิดามารดาได้อีกต่อไป มินรญาจึงตัดสินใจลุกหนีออกมาก่อนที่จะปล่อยโฮให้พ่อกับแม่ต้องตกใจ ทั้งหมดเป็นเพราะคลินต์คนเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เธอรู้สึกอ่อนไหวไม่เข้มแข็งเลยแบบนี้ เพียงแค่ได้มองเขาผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ หัวใจมันก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับว่าจะได้สบตากันต่อหน้าไม่ปาน

            “ไปเถอะจ้ะ เดินขึ้นบันไดระวังด้วยนะลูก หรือจะให้แม่ขึ้นไปส่ง” มาณวิกาทำท่าจะขยับตัว แต่มินรญารีบห้ามเอาไว้เสียก่อน

            “ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูไปเองได้ค่ะ” มินรญาไม่กล้าสบตากับใครเลย รีบลุกออกจากโซฟาแล้วเดินกลับขึ้นไปห้องนอนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเสียน้ำตาทำให้พ่อและแม่ต้องสงสัยมากไปกว่าเดิม

            เมื่อปิดประตูห้องนอนได้แล้วเธอก็รีบยกมือเช็ดน้ำตาที่เปื้อนหน้าออกทันที ไม่คิดเลยว่าคลินต์จะมีอิทธิพลกับตัวเองมากถึงขนาดนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นหน้า แต่เขากับเหมือนวิญญาณร้ายที่ล่องลอยคอยตามหลอกหลอนให้คิดถึงแต่เขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรง กว่าจะเดินกลับไปนอนบนเตียงได้เสียเวลาอยู่นาน พยายามจะข่มตาหลับ แต่ใบหน้าของคนใจร้ายก็ยังโผล่เข้ามาในห้วงความทรงจำ ไม่สามารถโกหกความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป มินรญาต้องยอมรับว่าตอนนี้เธอคิดถึงเขามากเหลือเกิน

            มากเสียจนต้องร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้

 

            มาร์คัสสบตากับภรรยาในเช้าวันใหม่ที่โต๊ะอาหาร เมื่อได้เห็นสีหน้าของลูกสาวที่ดูย่ำแย่เหลือเกิน

            แต่พอท่าทีแปลกๆ ของมินรญาที่เห็นมาสองสามวันนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าสอบถามอะไร คงต้องรอให้ลูกสาวคนนี้ยอมเป็นฝ่ายเปิดใจพูดออกมาก่อน ไม่อย่างนั้นก็รังแต่จะทำให้มินรญารู้สึกไม่สบายใจกว่าเดิม

            “มินนี่” มาณวิกาเรียกลูกสาว ก่อนจะเห็นว่ามินรญาสะดุ้งสุดตัว ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล เพราะไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

            “มีอะไรคะ” มินรญาถามกลับเสียงหวั่นๆ สบตากับบิดามารดาได้แค่แวบเดียวก็ต้องรีบก้มหน้าลงตามเดิม

            “แม่ตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวสเปนกับพ่อนะ หนูจะไปกับเราไหม” คนเป็นแม่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คิดว่าถ้าหากได้พาลูกสาวไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอก มินรญาอาจจะรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมได้ หรือไม่บางทีก็อาจจะได้ไปพบกับอังศุมาลิน ซึ่งมินรญาตั้งใจเอาไว้แต่แรกว่าจะไปหาที่มาดริด แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรสองสาวถึงไม่ได้พบกัน ก่อนที่มินรญาจะกลับมาบ้านพร้อมแขนซ้ายที่การเอาไว้ด้วยเฝือก

            “เอ่อ” มินรญาจำต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับมาณวิกาอีกครั้ง และเมื่อเลื่อนสายตาไปสบตากับมาร์คัส ก็เห็นว่าบิดาพยักหน้าให้

            “เราก็ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันมานานแล้วนะ ไปกับพ่อแม่ไหมลูก” มาร์คัสก็อยากให้ลูกสาวกลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิม จึงรีบชวนอย่างกระตือรือร้น เพราะว่ามันก็นานมากแล้วจริงๆ ที่เขาไม่ได้ไปเที่ยวพร้อมภรรยากับลูกแบบนี้

            “แล้วพี่มาร์ติน พี่มิลาน แล้วก็พี่แม็กซ์ล่ะคะ” สาวน้อยถามถึงพี่ชายทั้งสามคน ก่อนจะหัวเราะออกมาได้ที่สุดเมื่อได้รับคำตอบจากบิดา

            “โอ๊ย เจ้าสองตัวนั่นอย่าให้มันมาวุ่นวายเลย ให้มันไปเที่ยวกันสามคนไม่ต้องมายุ่งกับพวกเราหรอก นี่สายป่านนี้ก็ยังไม่ลงมากินข้าวเลย” พูดแล้วมาร์คัสก็ส่ายหน้า ทำให้มาณวิกาและมินรญาหัวเราะอย่างพร้อมเพรียงกัน

            “ตกลงว่ายังไงล่ะมินนี่ จะไปด้วยกันไหม”

            “เอ่อ” มินรญายังไม่สามารถให้คำตอบได้ทันที เธอครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรตัดสินใจอย่างไรดี

            “ตอนที่หนูเข้าโรงพยาบาลน่ะ หนูเข้าโรงพยาบาลไหนลูก” มาณวิกาถามเป็นห่วง มินรญาจึงก้มมองแขนข้างซ้ายของตัวเองอีกครั้ง

            “เอ่อ ตอนนั้นหนูอยู่บาเลนเซียค่ะ” มินรญาตอบไปตามความจริง และพยายามจะซ่อนเฝือกเอาไว้ด้วย

            ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่าคนเอาแต่ใจคลินต์คนนั้น เขียนเบอร์โทรของเขาไว้ที่เฝือกตรงบริเวณท้องแขนเอาไว้ด้วย เธอเองก็เพิ่งจะมาสังเกตเห็นเมื่อวันก่อนนี่เอง ไม่เข้าใจเลยว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

            “แม่ถามหนูทำไมเหรอคะ”

            มินรญาเข้าใจสำนวนไทยคำว่าวัวสันหลังหวะได้อย่างถ่องแท้ก็วันนี้นี่เอง มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเหลือเกิน รู้เพียงแค่ว่าไม่สามารถจะสบตากับใครได้นานๆ เลย รู้สึกเหมือนว่าทุกคนได้ล่วงรู้ความลับที่เธอพยายามปิดบังเอาไว้กันหมดแล้ว

            “ถ้าสมมติว่าหนูไปสเปนด้วยกัน แม่ก็ตั้งใจว่าจะให้หนูไปที่โรงพยาบาลเดิม ให้หมอคนเดิมช่วยดูอาการให้ยังไงล่ะ แม่ว่าให้หมอเจ้าของไข้คนก่อนช่วยดูให้น่าจะดีกว่านะ” มาณวิกาพยายามโน้มน้าวใจลูกสาวอย่างสุดความสามารถ เพราะอยากจะให้มินรญาไปเที่ยวด้วยกันจริงๆ

            “เอ่อ

            เมื่อมารดาพูดมาแบบนั้นมินรญาก็เถียงไม่ได้ เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าควรจะทำยังไงดี

            ใจหนึ่งก็อยากกลับไปที่สเปนอีกครั้ง อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจะของเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นอีก หัวใจของคนเราช่างลึกลับซับซ้อน ทั้งที่พยายามต่อต้านแข็งขืนสักเท่าไหร่ มันไม่สามารถห้ามความปรารถนาที่อยู่ลึกข้างในของตัวเองได้เลย

            “มันก็จริงอย่างที่แม่พูดนะมินนี่ ให้หมอคนเดิมช่วยตรวจน่าจะดีกว่า” มาร์คัสช่วยพูดอีกแรง ก่อนจะยิ้มให้ลูกสาวเมื่อเห็นว่ามินรญาดูลังเลใจอยู่

            “ไหนหนูบอกว่าอยากจะไปดูระบำฟลาเมงโก[5]สักครั้งยังไงล่ะ ถ้าเราไปด้วยกันตอนนี้ จะได้เห็นทั้งวิ่งวัวกระทิง ระบำฟลาเมงโกเลยนะ”

            “คือ หนู

            ตอนที่มินรญากำลังจะบอกปฏิเสธไปนั้น เธอก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่าถ้ายังทำท่าทางแบบนี้ต่อไป บิดามารดาจะต้องสงสัยแน่ว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่สเปนกันแน่ ดีไม่ดี ความลับอาจจะไม่เป็นความลับเลยก็ได้ จึงพยายามผ่อนคลายทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

            “งั้นหนูไปด้วยคนนะคะ

            “จ้ะดีเลย ตอนที่พ่อไปดูสู้วัวอะไรนั่น แม่จะได้ชวนหนูไปชอปปิงแทน” มาณวิกาพูดอย่างดีใจ มินรญาจึงฝืนยิ้มให้มารดาอีกครั้ง

            ถ้ามันทำให้พ่อแม่รู้สึกสบายใจขึ้นได้ ต่อให้มันจะเป็นเรื่องที่ฝืนใจมากแค่ไหน มินรญาตัดสินใจว่าจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ต่อให้จะรู้สึกไม่สบายใจเลยก็ตามที

            “แล้วเราจะไปกันวันไหนคะ” มินรญารู้สึกไม่อยากอาหารเลย เธอยกแก้วนมขึ้นมาจิบก่อนจะวางลงเพราะรู้สึกตื้อตันไปหมด

            และยิ่งได้ยินคำตอบจากมาณวิกาหัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก

            “พรุ่งนี้จ้ะ

 

บาเลนเซีย ราชอาณาจักรสเปน

            มินรญาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองเดินทางกลับมาที่สเปนอีกครั้ง ทั้งที่ตั้งปณิธานในใจเอาไว้ว่าจะไม่หวนกลับมาที่นี่อีกแล้ว หัวใจของเธอเต้นแรงตลอดเวลาจนน่ากลัวว่าจะป่วยเป็นโรคหัวใจวายตาย ท่าทางว่าคงต้องจองโรงพยาบาลเอาไว้เผื่อว่าจะลมพับกะทันหันเอาได้

            ก่อนหน้านี้มินรญาตามบิดามารดาไปทำธุระที่มาดริด หลังจากเสร็จธุระแล้วก็เดินทางมายังบาเลนเซียต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่คิดฝันมาก่อนเลยจริงๆ

            “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะมินนี่” มาณวิกาถามลูกสาวก่อนจะหัวเราะ เพราะปกติมินรญาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ที่ผ่านมาสาวน้อยมักจะร่าเริงมั่นใจในตัวเองมาก ท่าทางว่าอาการบาดเจ็บจะทำให้สาวน้อยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

            “หรือว่าเจ็บแขนจ๊ะ เดี๋ยวเราไปพักกันก่อนดีกว่านะ” พูดแล้วมาณวิกาก็หันไปมองสามีทันที

            “คุณคะ เดี๋ยวฉันจะพายัยหนูไปนอนพักสักหน่อยนะคะ”

            “ครับ” มาร์คัสรับคำภรรยาทันที

            “เดี๋ยวให้ผู้จัดการพาคุณกับลูกไปนอนพักนะ เดี๋ยวผมขอไปเจอลูกค้าก่อน”

            “ค่ะ

            หลังจากนั้นมาณวิกาจึงช่วยประคองมินรญาขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องพักอย่างระมัดระวัง จะว่าไปก็ขำเหมือนกัน เพราะไม่เคยเห็นลูกสาวทำหน้าตื่นตระหนกตกใจตลอดเวลาแบบนี้มาก่อนเลย

            “มีอะไรก็มาเคาะห้องพ่อกับแม่ได้ตลอดเลยนะมินนี่” มาณวิกาพาลูกสาวไปส่งถึงห้องพัก ซึ่งอยู่เยื้องกันไปสองสามห้อง

            เพราะตอนที่จองห้องพักถูกจองไว้จนเต็มเกือบหมดแล้ว จึงไม่สามารถจองห้องพักที่ติดกันได้ เนื่องจากเป็นเทศกาลวิ่งวัวกระทิง ทำให้โรงแรมเกือบทุกที่ถูกจองเต็มเอาไว้หมดแล้ว แต่โรงแรมแห่งนี้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง จึงไว้ใจว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ที่ผ่านมามินรญาก็มักจะเดินทางไปเที่ยวอยู่บ่อยๆ และก็ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียอะไรเลย หล่อนรู้จักลูกสาวดี มินรญาไม่เคยทำตัวเหลวไหลจึงไว้ใจเสมอมา

            “ค่ะ คุณแม่” มินรญาฝืนยิ้มให้มารดาเพื่อไม่ให้ต้องเป็นง่วง จากนั้นก็เดินเข้าห้องพักหมดแรง

            มินรญาไม่ยอมจัดกระเป๋าเพราะขี้เกียจและไม่มีเรี่ยวแรงเลย เธอเปิดกระเป๋าแล้วหยิบเสื้อผ้าออกมาสองสามชุด เลือกชุดนอนติดมือมาได้ตัวหนึ่งเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแล้วจะได้พักผ่อน ไม่แม้จะดื่มน้ำสักอึก ตอนนี้ทุกอย่างมันชวนให้สับสนไปหมด ได้แต่หวังว่าความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นตอนนี้จะหายไป ไม่อย่างนั้นคงได้สติแตกตายเป็นแน่แท้

            ความจริงแล้วมินรญาก็ไม่ได้อยากจะมาที่สเปนเลย แต่กลัวว่าจะทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงก็เลยตัดสินใจยอมมาแต่โดยดี ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนอนพักอยู่ในโรงแรมอย่างเดียวระหว่างที่มาร์คัสและมาณวิกาคุยงานและไปดูเทศกาลวิ่งวัว

            จิตใจของเธอไม่ยอมสงบเลย ยิ่งตอนที่ได้รู้ว่าคลินต์เป็นมาทาดอร์ชื่อดังของสเปนก็ยิ่งตกใจ ถ้าเขาลงสนามแข่งวัวแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า จะได้รับบาดเจ็บบ้างไหม ยิ่งคิดมินรญาก็รู้สึกไม่สบายใจเลย เอาแต่คิดถึงเรื่องของชายหนุ่มคนนั้นวนเวียนไม่รู้จบ สุดท้ายก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

            มินรญารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งมาจากโทรศัพท์พื้นฐานที่อยู่บนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงนั่นเอง ร่างเล็กค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวังเพราะปวดแขนอยู่ ก่อนจะใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว

            “ค่ะ

            “มินนี่ นี่แม่เองนะลูก เมื่อกี้แม่โทรเข้ามือถือของหนูแล้วแต่โทรไม่ติด ไม่รู้ว่าแบตหมดหรือเปล่า ก็เลยโทรเข้าห้องแทน”

            “อ้อ ค่ะ” มินรญาเพิ่งจะรู้นี่ว่าโทรศัพท์ของตัวเองแบตเตอรี่หมด

            “เดี๋ยวหนูอาบน้ำแต่งตัวลงมากินข้าวด้วยกันที่ห้องอาหารนะลูก” มาณวิกาบอกลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะคิดว่าลูกสาวยังไม่ได้กินอะไรแน่ ตอนนี้ก็ทุ่มหนึ่งแล้ว กลัวว่าถ้าไม่ได้กินอะไรเลยจะล้มป่วยเอาได้

            “คุณพ่อรอกินข้าวที่ห้องอาหาร แต่งตัวให้น่ารักหน่อยนะมินนี่

            “ก็ได้ค่ะ” มินรญารับคำด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย แต่เพราะไม่อยากให้บิดามารดาต้องเป็นห่วงก็เลยตอบตกลง

            “ขอเวลาสักครึ่งชั่วโมงนะคะ เดี๋ยวหนูจะลงไปหาที่ห้องอาหารค่ะ”

            “จ้ะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะรอกินข้าวด้วยกันนะ”

            “ค่ะ

            มินรญายิ้มน้อยๆ ไม่รู้ว่าความรักของพ่อแม่มีให้ไม่มีวันสิ้นสุด ถึงแม้ว่าเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่มาร์คัสและมาณวิกาก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจากตอนที่เธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ เลย กัดฟันพาตัวเองลงจากเตียงเพื่ออาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าบางๆ พอมีสีสันไม่ให้คนอื่นต้องตกใจนึกว่าตัวเองเป็นผี ก่อนจะลงไปพบ ก่อนจะลงไปที่ห้องอาหารเพื่อเจอบิดามารดาที่รออยู่ที่นั่นแล้ว

            “พ่อคะ แม่คะ” มินรญายิ้มให้มาร์คัสและมาณวิกาเมื่อมาถึงโต๊ะอาหารแล้ว

            “ขอโทษที่มาช้านะคะ”

            “ไม่เป็นไรจ้ะ นั่งลงเลย เดี๋ยวจะได้สั่งอาหารกัน” มาณวิกาบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปพลาง ทำให้มินรญาต้องมองอย่างไม่ไว้ใจ

            “เดี๋ยวจะมีแขกมานั่งกินข้าวด้วยนะมินนี่ ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก” มาร์คัสบอก มินรญาก็พยักหน้าให้บิดาเงียบๆ

            เธอสนใจกับเมนูอาหารที่บริกรที่นำมาวางให้จนกระทั่งได้ยินเสียงมาร์คัสพึมพำและขยับตัว จึงหันไปมอง จึงได้พบว่ามีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก

            มินรญาเผลอลุกตามด้วยความตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าแขกของบิดาจะเป็นคนคนนี้

            คลินต์ ฟาเบรกัส

            “นี่ครับ มินนี่ลูกสาวของผม เธอเป็นแฟนตัวจริงของคุณเลยครับ” มาร์คัสแนะนำให้คลินต์ได้รู้จักกับมินรญา ขณะที่สาวน้อยถึงกับตกใจเมื่อคลินต์เดินเข้ามาใกล้แล้ว

            “แฟนตัวจริง” คลินต์หัวเราะ ก่อนจะยิ้มให้มินรญาอย่างจงใจ

            “คุณเป็นแฟนตัวจริงของผมเหรอครับ มินนี่



[1] มาดริด (Madrid) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน เป็นเมืองหลวงที่มากไปด้วยเสน่ห์สีสันอีกแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลายแห่ง

[2] เทศกาลวิ่งวัวกระทิง (Running of the Bulls) จัดขึ้นที่เมืองปัมโปลนา (นาบาร์เร่) ประเทศสเปน ในวันที่ 6-14 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นเทศกาลวิ่งวัวกระทิงประจำปีอันโด่งดังไปทั่วโลก โดยผู้เข้าร่วมต้องวิ่งหนีวัวกระทิง โดยแต่งกายด้วยชุดสีขาว และพันผ้าพันคอสีแดง เพื่อให้ดึงดูดสายตาจากสัตว์เหล่านี้ ในช่วงเช้าของวันงานจะมีการปล่อยวัวกระทิงจากคอกวัวในเมืองให้วิ่งไปตามเส้นทางราว 850 เมตร ส่วนในตอนบ่ายเข้าสู่สนามแข่งวัวกระทิงของเมืองจะมีมาทาดอร์รอต่อสู้กับวัวกระทิง

[3] มาทาดอร์ (Matador) นักสู้วัวในกีฬาสู้วัว, นักต่อสู้วัวผู้ฆ่าวัวในกีฬาสู้วัวของสเปน

[4] อินทรธนู คือ เครื่องประดับบ่าอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงยศเป็นต้น

[5] ฟลาเมงโก (Flamenco) เป็นชื่อของแนวดนตรี เพลง และการเต้นรำประเภทหนึ่งจากแคว้นอันดาลูซิอา ทางภาคใต้ของประเทศสเปน ประกอบด้วย "กันเต" (การร้อง), "โตเก" (การเล่นกีตาร์), "ไบเล" (การเต้นระบำ) และ "ปัลมัส" (การตบมือ) ฟลาเมงโกได้รับการอ้างถึงนิทานพื้นบ้านทางตอนใต้ของสเปนโดยได้พัฒนาออกมาจากแนวเพลงและการเต้นรำของชาวอันดาลูซิอาและโรมานี(ยิปซี) จนเป็นศิลปะที่มีรูปแบบซับซ้อนทั้งบทเพลง ดนตรี และการเต้น

ปี ค.ศ. 2010 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้ฟลาเมงโกเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมบอกเล่าและมรดกวัฒนธรรมที่ไม่ใช่กายภาพของมนุษยชาติ




Talk...

Song :: Wanderhouse – Sugar

แซะนิยายตัวเองเก่ง แงงง หัวเราะ

ไปให้สุดลูกมินนี่ อย่าให้ใครจับได้

โดยเฉพาะอิคลินต์ มันร้ายค่ะ

มู่ขอฝาก ebook ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ image




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 138 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #21 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 21:56
    5555ขำพ่อ
    #21
    0
  2. #18 เบลล์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 17:52

    คุณพ่อ!! ชักศึกเข้าบ้านนะค้าาาาา

    #18
    0
  3. #17 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 09:19

    ค้างเลย แล้วจะไงต่อ มินนี่ รอค่ะรอ

    #17
    0
  4. #16 sebasteine ciel (@s-black-butler) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 20:55
    ทำไมพ่อทำร้ายมินนี่แบบนี้
    #16
    0
  5. #15 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 14:42

    ไปสิมินนี่ รอไร


    #15
    0
  6. #14 noynongsin (@noynongsin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 17:40

    ม่ายทันแล้วม้างนู๋มินนี่เลยสองวันแล้วจร้า ครั้งแรกก้อติดได้นะจ๊ะคนสวยhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-06.png

    #14
    0
  7. #13 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 17:04

    แง้ๆๆ มินนี่ไม่ได้คุยกับพ่อเลย


    #13
    0
  8. #12 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 19:09

    #จันทร์พร่างแพร???” #คลินต์ #มินรญา

    เรื่องนี้ หมูมินนี่จะซนๆ ดื้อๆ ไม่กลัวอิพิคลินต์เลยค่ะ

    ส่วนพิคลินต์ก็ออกแนวชอบแกล้งเมียจั๊ง

    แกล้งจนแขนหักเลยไหมคะ

    มาดูว่าหมูมินนี่จะเอาคืนยังไงเลยค่ะ ????


    #12
    0