จันทร์พร่างแพร (นิยายชุด จันทราแห่งใจ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 30,519 Views

  • 97 Comments

  • 195 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    82

    Overall
    30,519

ตอนที่ 1 : Inspiring Lunar 🌔 00 Prologue...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3098
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    20 ก.ย. 61

จันทร์พร่างแพร

Inspiring Lunar

 

(คลินต์ ฟาเบรกัส & มินรญา มาร์กาเร็ต ลีออนฮาร์ดเซน)

 

เจ้ารังเกียจเคียดแค้นด้วยอันใด    ดวงใจแสนสุดเสน่หา

เชิญมาร่วมอาสน์ภิรมยา                      สั่งสนทนาด้วยกัน

ว่าพลางลดองค์ลงนั่งแนบ           อิงแอบลูบหลังแล้วรับขวัญ

เราจะร่วมทุกข์ร่วมชีวัน                       ไฉนจึ่งผินผันไม่ไยดี

อันความพิศวาสรุมรึง                 ติดตรึงแน่นในอุระพี่

เมตตาบ้างเถิดนะเทวี                          มารศรีอย่าสลัดตัดรอน

บทละครนอกเรื่อง ยุขัน

 

Inspiring Lunar 00

Prologue

บทนำ

 

บาเลนเซีย[1] ราชอาณาจักรสเปน

 

            ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนที่ล้อมรอบด้วยแผงขนตางอนยาวมองการ์ดในมือต้องถอนหายใจออกมา มินรญา มาร์กาเร็ต ลีออนฮาร์ดเซน บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมตอนนี้ถึงได้รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย แต่จะว่าไปแล้ว ที่ไม่สบายใจก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้วในเวลานี้ เพราะว่าแม่เพื่อนรักอย่างบริแอนมาทิ้งกันดื้อๆ หลังจากที่เธอถูกเทจากอังศุมาลิน[2]มาก่อนหน้านี้ด้วยอีกคน

            เธอหรืออุตส่าห์ดั้นด้นมากไกลจากนอร์เวย์ ตั้งใจว่าสามารถหาเพื่อนรัก แต่กลายเป็นว่า อังศุมาลินเดินทางออกนอกประเทศ ไม่รู้ว่าไปที่ไหนกับใคร โทรไปหาก็ไม่มีใครรับสายเลย แถมตอนนี้บริแอนก็ยังไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยเสีย

            สิ่งที่อยู่ในมือของมินรญาตอนนี้ก็คือการ์ดแผ่นหนึ่ง แต่มันไม่ใช่เพียงแค่การ์ดธรรมดาเท่านั้น แต่มันเป็นบัตรประจำตัวของสเปน แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนสเปน แต่เป็นลูกครึ่งนอร์เวย์-ไทย ได้รู้จักกับสาวลูกครึ่งสเปนอังศุมาลินเมื่อหลายปีก่อน น่าจะสิบปีก่อนเห็นจะได้ จากการเข้าค่ายที่สเปนตอนที่ยังเรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษา นั่นเป็นเพราะว่าอังศุมาลินเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงสนิทสนมกันเร็วกว่าคนอื่นๆ

            เธอตั้งใจเดินทางมาสเปนเพื่อพักผ่อน คิดจะชวนอังศุมาลินไปเที่ยวกันเงียบๆ สองคน แต่กลายเป็นว่าแม่เพื่อนรักหายไปไหนก็ไม่รู้ เธอก็เลยต้องมาเจอบริแอนแทน แต่ตอนนี้ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับบริแอนด้วยอีกคน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างน่าสงสาร

            “เอาวะ ช่วยเพื่อนสักครั้งแล้วกัน” เสียงหวานของมินรญาพึมพำกับตัวเอง

            เพราะว่าบัตรประจำตัวที่เพิ่งจะได้มันมานั้น มันเป็นรูปถ่ายใบหน้าของตัวเองก็จริง แต่มันไม่ใช่ชื่อของเธอเลย

            เนื่องจากชื่อที่ปรากฏอยู่บนบัตรนั้น เป็นชื่อของบริแอน ไม่ใช่ชื่อ มินรญา หรือ มาร์กาเร็ตเลย ซึ่งทั้งหมดเพราะว่าต้องการจะช่วยเพื่อนอย่างบริแอนนั่นแหละ

            ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน บริแอนเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ต้องขาหัก แล้วก็ต้องรีบไปทำงานซึ่งเพิ่งจะได้งานทำเป็นครั้งแรกเสียด้วย

            บริแอนร้องห่มร้องไห้ขอให้เธอช่วยเหลือ เพราะถ้าหากว่าไม่ได้งานนี้แล้วล่ะ ประวัติการทำงานก็จะติดตัวไปแบบนั้นตลอด ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนอาจจะไม่มีใครรับอีกเลยก็ได้

            แน่นอนว่ามินรญาถามไปแล้ว ว่าเธอกับบริแอนหน้าไม่เหมือนกันเลยสักนิด แล้วคนอื่นจะจับไม่ได้หรือว่าความจริงแล้วเธอไม่ใช่บริแอนน่ะ

            แต่บริแอนปฏิเสธเสียงขึงขัง บอกวันนี้เป็นเพียงการทำงานชั่วคราวเท่านั้น เพราะการทำงานจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำที่เดียวตลอดไป อาจจะไม่ค่อยมีใครสงสัยก็ได้

            แต่อันที่จริงแล้ว มินรญาทราบดีทีเดียวว่าทำไมแอนมาถึงได้มั่นใจขนาดนี้ว่าจะไม่มีใครจับได้

            นั่นเป็นเพราะว่าตระกูลลีออนฮาร์ดเซน เป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง กับการที่เจาะเข้าไปในระบบแล้วจัดการเปลี่ยนแปลงเอกสารรูปถ่ายต่างๆ มันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงอะไรเลย

            มินรญาปฏิเสธไม่ได้ เพราะครั้งหนึ่ง บริแอนก็ช่วยเธอเอาไว้เป็นเรื่องสำคัญมากด้วย เมื่ออีกฝ่ายยกเรื่องเก่าขึ้นมาขอร้อง เธอก็เลยไม่รู้จะปัดได้อย่างไร ครั้นจะให้คนอื่นมาปลอมตัวเป็นบริแอนเข้าไปทำงานแทนไม่ได้อีกนั่นแหละ นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวและเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่ไม่อยากให้คนนอกเข้ามารับรู้ ดังนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องฝืนใจอยู่ไม่น้อย แต่มินรญาก็ตอบตกลงว่าจะปลอมตัวเข้าไปทำงานแทนเสียไม่ได้

            “เฮ้อ ทำตัวเองแท้ๆ เชียว มินนี่

            ในเมื่อได้ตกลงไปแล้ว มินรญาตั้งใจว่าจะทำงานแทนเพื่อนจนกว่าบริแอนจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากนั้นจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองที่นอร์เวย์ แล้วค่อยโทรปรึกษากับอังศุมาลินอีกครั้งว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี ตอนนี้ถึงจะเปลี่ยนคำพูดตัวเองแค่ไหน แต่ก็คงทำแบบนั้นไม่ได้อยู่ดี

            ในมือของมินรญาตอนนี้ถือบัตรประจำตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว บริแอนบอกว่าหน้าที่ของเธอไม่มีอะไรมากนอกจากทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขาของนักธุรกิจหนุ่มคนดังในบาเลนเซีย แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าผู้ชายคนนั้นชื่ออะไร ได้ยินว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง แล้วยังมีภาพลักษณ์โดดเด่นราวกับเทพบุตรอีกด้วย คิดแล้วยังสงสัย ว่าทำไมบริแอนถึงไม่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะไปทำงานกับเจ้านายหนุ่มคนนี้ ที่ผ่านมา แม่เพื่อนคนสวยคนนี้ไม่พลาดที่จะเข้าใกล้คนหล่อเลยสักที

            แต่เธอก็ไม่ได้สนใจคิดอะไรมากไปกว่านั้น ไหวไหล่ทีหนึ่งแล้วก็สอดบัตรประจำตัวที่ว่านั้นลงในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาบิดา เพื่อบอกว่าอาจจะเดินทางกลับบ้านช้ากว่ากำหนดสักเล็กน้อย และคงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง

            “แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรน่ะมินนี่” มาร์คัส ลีออนฮาร์ดเซน[3] บิดาของมินรญาถามมาตามสายอย่างเป็นห่วง

            “ไม่เป็นไรค่ะป๊า มินนี่ดูแลตัวเองได้” เสียงใสตอบไปอย่างร่าเริง เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง

            “จะไม่ให้ป๊ากลับม้าเป็นห่วงได้ยังไง หนูเป็นลูกสาวคนเดียวของป๊าเลยนะ ไม่เหมือนพี่ชายของเรา พวกนั้นน่ะจะไปไหนก็ไปเถอะ รำคาญ” คำพูดของมาร์คัสทำให้มินรญาหัวเราะร่วน เธอรู้ดีทีเดียวว่าคำว่ารำคาญของบิดามันแปลว่าอะไร

            นั่นเป็นเพราะว่าพี่ชายอีกสามคนของเธอเป็นคนที่ขี้อ้อนอย่างหนัก และคนที่ถูกอ้อนไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือมาณวิกาผู้เป็นมารดาของเธอนั่นเอง

            มาร์คัสรักผู้เป็นภรรยามาก ต่อให้คนที่เข้ามาอ้อนมาณวิกาจะเป็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเองก็อดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี

            “ป๊าก็

            “เอาเป็นว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็รีบโทรมาบอกป๊าทันทีเลยนะ ตอนนี้ป๊าต้องไปดูงานที่เขื่อนน่ะ คงจะไปหลายเดือนเลยล่ะ”

            “ว้า มินนี่ก็อยากไปที่นั่นบ้างจัง” สาวน้อยพึมพำอย่างเสียดาย

            เพราะเขื่อนบิดาเอยถึงนั้นเป็นเขื่อนกันน้ำขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในธุรกิจของลีออนฮาร์ดเซนด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีบ้านแก้วหลังเล็กที่งดงามน่าอยู่มาก แล้วที่นั่นยังเป็นสถานที่สำคัญในความทรงจำของพ่อแม่ ที่ทำให้เธอและพี่ชายเกิดมาได้ยังไงล่ะ

            “งั้นเราก็รีบกลับบ้านสิ แล้วป๊าจะได้พาไปเที่ยว”

            “ขอมินนี่ทำธุระที่นี่ให้เสร็จก่อนนะคะ แล้วจะรีบกลับค่ะ”

            “เอาเป็นว่า หนูต้องอยู่ที่นั่นตอบเกือบเดือนเลยใช่ไหม” มาร์คัสถามลูกสาวอีกครั้งอย่างชัดเจน รู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าลูกสาวคนนี้จะไม่เคยทำตัวเกเรเหลวไหล แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นผู้หญิง แถมยังตัวเล็กอ่อนแออีกต่างหากจะสู้อะไรใครไหว ก็เลยไม่ค่อยจะไว้ใจอยู่ดี

            “ค่ะ คงจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ” ใจจริงมินรญาก็อยากจะเดินทางกลับบ้านเลย แต่ในเมื่อได้รับปากกับเพื่อนเอาไว้ก็ไม่อยากจะผิดคำพูด

            “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวป๊าจัดการเรื่องโรงแรมให้แล้วกัน”

            “มินนี่ต้องอยู่ที่นี่ต่อเป็นเดือนเลยนะคะ หนูว่าไปหาห้องเช่าอยู่ดีกว่า มันเปลืองน่ะค่ะ” สาวน้อยแย้ง

            ถึงแม้ว่าจะเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาล แต่มินรญาก็ไม่เคยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายใช้จ่ายเงินทองที่พ่อแม่หามาด้วยความยากลำบาก เพราะตัวเองยังไม่ได้ทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเอง

            “มันไม่เปลืองหรอกลูก พักที่โรงแรมดีกว่าเพราะมันปลอดภัยกว่าห้องพักทั่วไป” มาร์คัสบอกเสียงเข้ม มินรญาจึงไม่กล้าปฏิเสธอีก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่บิดาใช้น้ำเสียงแบบนี้ มันแปลว่าห้ามขาดห้ามเถียงห้ามดื้ออย่างเด็ดขาด

            “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากเลยค่ะ

            “ป๊าไว้ใจหนูนะมินนี่ แต่หนูก็ต้องระวังตัวเอาไว้บ้างนะ” คนเป็นพ่อยังห่วงใยไม่เปลี่ยน ต่อให้ลูกๆ จะเติบโตเป็นหนุ่มสาวแล้วก็ตาม

            และถึงแม้ว่าที่ผ่านมามินรญาจะไม่เคยทำตัวให้ต้องกังวล ไปพักผ่อนต่างประเทศกับเพื่อนแบบนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้มาร์คัสกังวลสังหรณ์ใจแปลกๆ แบบนี้มาก่อนเลย

            “หนูระวังตัวอยู่แล้วค่ะ ป๊าเองก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะคะ”

            “จ้ะ

            มินรญาพูดกับบิดาอยู่อีกสองสามประโยคแล้วจึงวางสาย เธอถอนหายใจด้วยความกังวลอยู่ลึกๆ ก่อนจะโทรไปหาบริแอนเป็นคนต่อไป

            “มีอะไรเหรอมินนี่” บริแอนถามมาตามสาย มินรญาจึงถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง

            “เป็นยังไงบ้างบริแอน ดีขึ้นหรือยัง”

            “ดีขึ้นนิดหน่อยแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ แกโทรมาหาฉันทำไมเหรอ”

            “อ้าว แกนี่ก็ถามแปลก ก็เป็นห่วงแกน่ะสิก็เลยโทรมาถาม” มินรญาส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะหัวเราะ

            “อยากกินอะไรไหมเดี๋ยวฉันจะซื้อเข้าไปฝาก”

            เวลาตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสี่โมงเท่านั้น มินรญาจึงตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมแอนมาที่โรงพยาบาล และจะซื้อของฝากเข้าไปเยี่ยม รวมถึงอยากถามอะไรบางอย่างให้แน่ใจด้วย

            “แกจะเข้ามาหาฉันเหรอ” น้ำเสียงของบริแอนฟังดูตกใจ มินรญาจึงขมวดคิ้วทันที

            “ทำไมแกต้องถามแบบนั้นด้วยล่ะ ก็ฉันเป็นเพื่อนแก จะไม่ให้เข้าไปเยี่ยมแกเลยเหรอ บ้ารึเปล่า” พอต่อว่าไปแบบนี้ บริแอนหัวเราะกลับมาให้แทน

            “ไม่ใช่แบบนั้น แบบว่าตอนนี้แฟนฉันมาหาน่ะ กลัวว่าแกจะไม่สะดวกใจ”

            “อ้าว แฟนเป็นเฝ้าไข้แกเหรอ” มินรญาถามอย่างพาซื่อ บริแอนจึงรีบอธิบายต่อทันที

            “ใช่ นานๆ จะได้เจอกันสักทีน่ะ”

            “แล้วแกมีแฟนตอนไหนวะ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

            “ก็เพิ่งจะคบกันนี่แหละ คืนนี้เขาจะนอนเฝ้าไข้ฉันที่โรงพยาบาล แกไม่ต้องมาก็ได้ฉันเกรงใจ”

            “อ่า เอางั้นก็ได้” มินรญาก็ไม่อยากเป็นก้างขวางคอเพื่อนหรอก ได้ยินว่ามีคนไปอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็วางใจ

            “ว่าแต่ พรุ่งนี้แกห้ามเบี้ยวฉันเด็ดขาดเลยนะ” บริแอนทวงสัญญาที่มินรญาได้ให้ไว้เสียงเข้ม มินรญาจึงพยักหน้าทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้เห็นด้วยเลย

            “เออน่า ฉันบอกว่าจะช่วยก็ช่วยสิ ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปอาบน้ำแล้วออกไปหาอะไรกินก่อนแล้วกันนะ”

            “จ้ะ ขอบคุณมากเลยนะมินนี่”

            “แกก็เคยช่วยฉันมาตลอด ถ้าฉันพอจะช่วยอะไรแกได้บ้างฉันเต็มใจ” มินรญาต่อไปจากใจจริง รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเงียบไปอึดใจหนึ่ง

            “มินนี่

            “ว่าไง” เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ บริแอนก็เรียกชื่อตัวเองเสียงเข้ม

            “เอ่อ คือ ขอบคุณมากเลยนะ” น้ำเสียงของบริแอนฟังดูตะกุกตะกักอยู่เล็กน้อย มินรญาจึงยิ้มก่อนจะปลอบใจเพื่อนไม่ให้ต้องคิดมาก

            “ไม่เป็นไรหรอกบริแอน เราเป็นเพื่อนกันนี่นา ตอนนี้แกก็พักผ่อนให้เยอะๆ นะ จะได้หายไวๆ ฉันก็จะได้กลับบ้านสักที”

            “อืม ขอบคุณมากนะมินนี่

 

            มินรญาแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเองเมื่อได้เห็นตึกสูงตรงหน้า ป้ายสีทองขนาดใหญ่ตั้งเด่นหราอยู่นะตึกระฟ้า ปรากฏคำว่า ‘Fàbregas Group’ คาดคะเนด้วยสายตาว่าน่าจะสูงเกินหนึ่งร้อยชั้นอย่างแน่นอน เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับความยิ่งใหญ่ตระการตาของมัน มองอยู่นานจนกระทั่งเห็นสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมามองตัวเองนั่นแหละ ถึงได้รู้ตัวว่าทำท่าทางน่าขายหน้าออกไปให้คนอื่นเห็นเสียแล้ว

            มือเล็กจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

            บริแอนบอกว่าให้แนะนำตัวกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าชื่ออะไร พร้อมทั้งส่งบัตรประจำตัวให้ไป เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่พาไปยังห้องทำงานเอง

            ถึงแม้ว่าจะไม่เคยทำงานมาก่อน แต่หญิงสาวก็เคยไปช่วยบิดาทำเอกสารเล็กๆ น้อยๆ มันคงไม่ต่างจากหน้าที่ผู้ช่วยเลขาที่กำลังจะต้องทำสักเท่าไรหรอกมั้ง มินรญาบอกตัวเองแบบนั้น

            และก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไร ที่เธอใช้ภาษาสเปนได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นวิชาเลือกเรียนที่เรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วนั่นเอง เพิ่งรู้ว่ามันมีประโยชน์ตอนนี้ด้วย

            เพราะที่นี่คือสเปน ต้องใช้ภาษาสเปนในการพูดคุยสื่อสารตลอดเวลาด้วย ตอนแรกก็รู้สึกขัดๆ อยู่เล็กน้อย แต่เพราะว่ามีเพื่อนคอยพูดคุยไม่ว่าจะเป็นบริแอน หรืออังศุมาลิน มันทำให้เธอได้ใช้ภาษาสเปนอยู่บ่อยๆ มันก็เลยเป็นประโยชน์มาจนถึงตอนนี้ด้วย

            “บริแอนค่ะ ฉันชื่อบริแอน” มินรญาส่งบัตรประจำตัวให้กับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ไป พร้อมทั้งพูดภาษาสเปนฉะฉานส่งยิ้มสดใสร่าเริงให้ไปด้วย

            ประชาสัมพันธ์คนสวยยิ้มรับ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบบัตรประจำตัวนั้นไป

            “รอสักครู่นะคะ” เธอบอกพร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้น อีกมือก็ป้อนข้อมูลผ่านเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว

            ระหว่างนี้มินรญาก็เหลียวมองรอบตัวด้วยความสนใจ สถาปัตยกรรมของบาเลนเซียแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่นอร์เวย์ โดยเฉพาะบริษัทของบิดา ในเมื่อได้มีโอกาสได้มาทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ สาวน้อยก็บอกตัวเองว่าจะทำหน้าที่นี้ให้สุดความสามารถ อย่างน้อยมันก็เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่อาจจะเอาไปใช้ช่วยงานบิดาได้

            “คุณบริแอนคะ

            มินรญาหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์เรียก เกือบจะลืมไปแล้วเชียวว่าตอนนี้บริแอนคือชื่อของตัวเอง ไม่ใช่มินรญาหรือมาร์กาเร็ตอีกต่อไปแล้ว

            “ค่ะ” สาวน้อยยิ้มหวาน การมาทำงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดใจเท่าไหร่แล้ว คิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้อะไรติดตัวกลับไปบ้างแน่นอน

            “กรุณานั่งรอตรงนี้สักครู่นะคะ แล้วเดี๋ยวคุณคาบี จะมารับไปพบกับบอสค่ะ” ประชาสัมพันธ์บอกเสียงนุ่ม มินรญาจึงพยักหน้ารับ แต่ก็ลืมตัวเผลอพึมพำออกไปโดยไม่รู้ตัวเลย

            “บอส

            “ค่ะ บอสใหญ่คลินต์ ยังไงล่ะค่ะ” เมื่อพูดชื่อ ประชาสัมพันธ์สาวสวยการทำสายตาหวานเยิ้มเป็นประกาย มินรญาจึงยิ้มตาม มั่นใจว่าบอสหนุ่มคนนี้คงจะรูปงามอยู่ไม่น้อยทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งใจลอยตาลอยได้ขนาดนี้แน่

            สิบนาทีให้หลังต่อมา มินรญาก็เข้าใจว่าทำไมประชาสัมพันธ์คนสวยถึงได้ดูหวั่นไหวขนาดนั้นยามเมื่อเอ่ยถึงบอสใหญ่ นั่นเป็นเพราะว่าบอสหรือท่านประธานหนุ่มอย่าง คลินต์ ฟาเบรกัส รูปงามราวกับเทพบุตร เหมือนนายแบบที่หลุดออกจากแมกกาซีนชื่อดังระดับโลกไม่ปาน

            ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายราวกับเทพบุตร นัยน์ตาสีทองส่องประกายราวกับว่ามันมีชีวิตเป็นของตัวเอง เส้นผมสีเข้มหยักศกเล็กน้อย ที่ถูกจัดเข้าทรงเป็นอย่างดี ยิ่งมองก็ยิ่งพบว่าเขามีเสน่ห์จับใจหาตัวจับได้ยาก ไม่เคยเห็นใครที่จะทำให้ต้องจังงังเท่านี้มาก่อนเลย

         ทั้งที่มั่นใจว่าพี่ชายทั้งสามคนของตัวเองก็หล่อเหลาโดดเด่นไม่แพ้ใครอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาพบหน้ากับคลินต์คนนี้ มันทำให้หัวใจดวงน้อยของมินรญาเต้นแรงผิดจังหวะในพริบตาเดียว

            “บริแอน

            ริมฝีปากอยากได้รูปสีแดงสดของคลินต์พึมพำเบาๆ แต่มันทำให้มินรญาถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

            “อ่า ค่ะ ค่ะ ฉันเอง!” มินรญาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองจะต้องสะดุ้งแบบนี้ด้วย หัวใจของเธอเต้นถี่เหมือนมันไม่เคยเป็นมาก่อน คงจะหยุดเต้นในนาทีหนึ่งนาทีได้ข้างหน้าต่อจากนี้ให้ได้

            “อ้อ ยังมีหน้ามาทำงานที่นี่อีกเหรอ” ชายหนุ่มถามเสียงเย้ยหยัน ทำให้มินรญาถึงกับหน้างันไปด้วยความไม่เข้าใจ

            “คะ

            “เธอยักยอกเงินบริษัทไปเกือบแสน แต่ก็ยังใจกล้ามาทำงานต่อ ฉันล่ะยอมรับเธอเลยจริงๆ” ชายหนุ่มหัวเราะ แต่น้ำเสียงเย็นเฉียบจนน่าขนลุก

            “รูปถ่ายนี้ ไม่เหมือนรูปถ่ายอันเก่าเท่าไหร่นะ” ในมือของชายหนุ่มชูบัตรประจำตัวที่เธอส่งให้กับประชาสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาให้ดู มันทำให้มินรญาถึงกับเซ่อไปนึกคิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง

            “แต่บัตรเก่าเธอคงทำไว้หลอกคนอื่นเขาใช่ไหม อันนี้ก็น่าจะเป็นบัตรจริง หน้าจริง ตัวจริง” น้ำเสียงของคลินต์ฟังดูน่ากลัวมากจนมินรญาขยับตัวไม่ได้เลย

            ร่างเล็กเหมือนแข็งทื่อกลายเป็นก้อนหินไปแล้ว รู้ว่าควรจะต้องพูดอะไรบางอย่างอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่สายตาของเขาที่ดูราวกับมัจจุราชร้ายทำให้ขยับริมฝีปากไม่ได้เลย หัวใจของเธอเต้นแรงระทึกจนเจ็บหน้าอกไปหมด ลมหายใจเหมือนจะถี่กระชั้นขึ้นด้วย

            “ถึงว่า คราวก่อนมาทำงานใส่หน้ากากปิดหน้าปิดตาตลอดอ้างว่าไม่สบาย มาตอนนี้ก็เผยหน้าตัวเอง เพราะคิดจะยักยอกเงินต่อล่ะสิ แล้วก็จะย้ายไปที่อื่น ทำกับที่อื่นต่อไปเรื่อยๆ สินะ”

            “มันไม่ใช่แบบนั้น” เป็นนานกว่าที่มินรญาจากเอ่ยพูดออกไปได้ ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่คลินต์กำลังพูดบอกเลย แต่ก็พอจะเดาเรื่องได้รางๆ ว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

            บริแอนคงจะยักยอกเงินจากบริษัทแห่งนี้ ตั้งใจให้เธอเข้ามารับเคราะห์แทนด้วยการบอกว่าตัวเองเกิดอุบัติเหตุ มิน่าล่ะ อะไรมันก็เลยดูเหมือนจะเป็นเรื่องประจวบเหมาะไปเสียทุกอย่างแบบนี้

            “แล้วมันแบบไหนล่ะบริแอน” มุมปากของคลินต์ยังมีรอยยิ้มหยันประทับอยู่ไม่เปลี่ยน

            “คิดว่าเปลี่ยนรูปในบัตรแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยเหรอ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะบริแอน

            “ฉันไม่ได้ชื่อบริแอน ฉันไม่ใช่บริแอนด้วยซ้ำ” เหมือนมินรญาเพิ่งจะหาลิ้นของตัวเองเจอ เธออธิบายแต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่เข้าใจ

            ไม่สิ เขาไม่คิดจะรับฟังเลยต่างหาก

            “งั้นเธอชื่ออะไรล่ะ” พูดจบคลินต์ก็ดีดบัตรประจำตัวอันนั้นให้กับคาบี ซึ่งเป็นคนที่พาเธอมาพบกับเขาในห้องทำงานใหญ่ห้องนี้แห่งนี้

            “ฉันชื่อมินนี่” หลังจากตอบไปมินรญารู้สึกโมโหตัวเองอยู่ไม่น้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตอบคำถามผู้ชายที่พูดไม่รู้เรื่องคนนี้ด้วยก็ไม่รู้

            เป็นถึงบอสในบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ แต่กลับไม่คิดจะตรวจสอบอะไรให้แน่ชัด แค่บัตรประจำตัวที่เธอจ้างทำปลอมๆ ก็ยังหลงเชื่อ ก็สมแล้วล่ะที่ถูกยักยอกเงินไปได้มากมายขนาดนั้น

            “เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะให้ทนายมาคุย” มินรญาขี้เกียจจะเถียงด้วยจึงตัดสินใจบอกไปแบบนั้น มั่นใจว่าคงจะหาทนายความดีๆ มาช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดได้ และเธอจะได้รีบกลับบ้านของตัวเองเสียที ส่วนเรื่องที่บริแอนทำไว้ก็คงต้องให้เจ้าตัวนั่นแหละเป็นคนรับผิดชอบ ไม่มีทางที่เธอจะรับใช้หนี้แทนเพื่อนแน่ ทำแบบนั้นโง่น่ะสิ

            “อะไรนะ มินนี่” คลินต์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะมองคนตัวเล็กด้วยสายตาชนิดหนึ่ง

            ซึ่งคนถูกมองรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไรชอบกล สัญญาณเตือนภัยมันร้องลั่น ว่าควรจะอยู่ให้ห่างจากผู้ชายคนนี้ให้มากที่สุด

            “เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะให้ทนายความมาคุย คุณก็จะรู้เองว่าฉันไม่ใช่บริแอนอย่างที่บอกไปจริงๆ” พูดจบมินรญาก็ถอนหายใจออกมาเหนื่อยล้า ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเพื่อนที่รู้จักกันมานานจะทำกันได้ลงคอแบบนี้

            “ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องไป

            “เธอยังเวอร์จิ้นอยู่สินะ”

            ไม่ทันที่มินรญาจะพูดจบ คลินต์ก็ถามคำถามที่หยาบคายมากในความรู้สึกของเธอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองถลันเข้าไปชกอกกว้างสุดแรงแล้ว

            ความจริงก็อยากจะชกหน้าหล่อๆ นั่งอยู่หรอกนะ แต่เขาสูงไปจนเอื้อมไม่ถึง และไม่ตลกเลยด้วย!

            “เธอนี่มันร้ายจริงๆ!” คลินต์หัวเราะก่อนจะรวบร่างเล็กเข้ามากอดไว้กับอก แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเสียงหัวเราะหยันอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม เขาขำจริงๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ถูกผู้หญิงชกอก

            บอดี้การ์ดตัวโตตรงเข้ามาหมายจะลากผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังดิ้นรนทุบตีเตะต่อยเจ้านายเป็นพัลวัน แต่คลินต์เพียงแค่ยกมือห้ามไม่ให้ใครเข้ามายุ่งด้วย

            “ท่าทางจะยังเวอร์จิ้นอยู่จริงๆ”

            เสียงหัวเราะและคำพูดหยาบโลนของคลินต์ทำให้มินรญายิ่งปรี๊ดแตกเข้าไปใหญ่ เธอร้องกรี๊ดใส่หน้าเขาอย่างสุดทน เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอว่าใครจะหยาบคายเท่าผู้ชายคนนี้มาก่อนเลย เสียดายภาพลักษณ์ที่ดูแสนงดงามนี้ เพราะข้างในของเขาเน่าเฟะไม่ต่างจากถูกหนอนไชมาทั้งตัว

            “ไม่ต้องให้ทนายความมาคุยเรื่องค่าเสียหายหรอก” มือหนาที่แข็งกระด้างราวกับคีมเหล็กของคลินต์จับข้อมือเล็กของสาวน้อยแสนพยศเอาไว้ก่อนจะลากออกมาด้วยกัน

            แต่มินรญายังดิ้นรนสุดกำลังไม่ยอมตามไปแต่โดยดี สุดท้ายชายหนุ่มก็ทนรำคาญไม่ไหว ตัดสินใจช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มแนบอกทันที ระหว่างที่พาเธอเดินออกมาจากห้องทำงานไม่เร่งรีบ

            “ปล่อยให้ฉันนะ บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่บริแอน” มินรญาโกนจนเสียงแหบเสียงแห้ง แต่คลินต์ไม่สนใจจะรับฟังเลยสักนิด

            “ค่าเสียหายทั้งหมด จ่ายเป็นเวอร์จิ้นของเธอก็แล้วกันนะ มินนี่

 

Talk...

Song :: Ed Sheeran - Perfect ( cover by J.Fla )

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของ จันทราแห่งใจ ค่ะ

มู่ขอฝากเอาไว้ด้วยนะคะ

คุณคลินต์ร้ายค่ะ แต่บอกเลยว่ามินนี่ร้ายกว่า

ว่าแม่อังเหวี่ยงแล้ว เทียบไม่ได้กับมินนี่เลย จริงๆ นะเออ



[1] บาเลนเซีย (Valencia) มีชื่อทางการและชื่อท้องถิ่นว่า วาเล็นซิอา (บาเลนเซีย: València) เป็นเมืองหลวงของแคว้นบาเลนเซียและจังหวัดบาเลนเซีย เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศสเปนและเป็นย่านอุตสาหกรรมใหญ่ริมชายฝั่งโกสตาเดลอาซาอาร์ เมืองบาเลนเซียมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีฤดูร้อนที่แห้งอบอุ่นและอากาศหนาวที่ไม่รุนแรง มีสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงคือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย

[2] อิสมิล ดิศร บิน คามาล ฮาซาน และ อังศุมาลิน มีรามอนเตส จากนิยายเรื่อง แววบุหลัน เขียนโดย มิรา

[3] มาร์คัส ลีออนฮาร์ดเซน และ มาณวิกา กุลวิชกรณ์ จากนิยายเรื่อง ใต้ปีกรัก เขียนโดย มิรา




มู่ขอฝาก ebook ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ image

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #19 Fang_ju (@reesa_jongkook) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 19:16
    โอ้ยๆๆ เจอกันครั้งแรกก็ถามแบบนั้นก็ได้หรอ555
    #19
    0
  2. #4 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 14:49

    ค้างง่ะ แค่เริ่มก้มันส์แล้ว

    #4
    0
  3. #3 แอ๋วซ่าส์ (@60142525) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 14:29

    รอมานานแล้ว เย้ๆๆๆได้อ่านซะที คลินกับมินนี่ (เซตบอดี้ก่าร์ดยอดร้ายก็รออ่านต่อน๊าาาา )

    #3
    0
  4. #2 เกมส์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 20:18

    รอออ มินนี่ ลูกป๋ามาร์คัสสสส

    #2
    0
  5. #1 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 19:59

    #จันทร์พร่างแพร???” #คลินต์ #มินรญา

    เรื่องที่สองของนิยายชุด #จันทราแห่งใจ ค่ะ

    ทุกคนคงได้เจอคุณคลินต์แวบๆ ใน #แววบุหลัน แล้ว

    ตอนนี้เป็นเรื่องของพี่เค้าเลยค่ะ กับมินนี่

    ซึ่งบอกว่าหนูมินนี่ นี่สุดยอดไปเลยค่ะ ????


    #1
    0