ปักรักภักดี (นิยายชุด องครักษ์ยอดร้าย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 52,090 Views

  • 70 Comments

  • 393 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    25

    Overall
    52,090

ตอนที่ 4 : Loyalist of Heart ♣ Ep.03 Kiss Me Like You Wanna Be Loved

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    1 ก.พ. 61

http://i.imgur.com/2SmVTDY.jpg

Loyalist of Heart 03

Kiss Me Like You Wanna Be Loved

 

            “ภักดีคุณนอนกับเพื่อนฉันแล้วเหรอ คนใจร้าย

         “ก็นอนด้วยกันแบบนี้ จะไปนอนกับคนอื่นได้ไง ยัยคุณหนูเอ๋อเอ๊ย

         เสียงตัดพ้อของภัครดา และเสียงทอดถอนใจของภักดีทำให้สรลิลได้แต่นอนกัดผ้านวมด้วยความอิจฉา ยัยเพื่อนตัวแสบบอกมาได้ว่าไม่มีอะไรกับบอดีการ์ดหนุ่มหล่อ แล้วที่งอนง้อ อาบน้ำด้วยกันในห้องน้ำนั่นเล่า มันหมายความว่าอย่างไรกัน

         “เฮ้อ” สรลินได้ยินเสียงถอนหายใจของชายหนุ่มอีกหน ท่าทางว่าภัครดาคงสร้างเรื่องวุ่นวายให้ภักดีมากทีเดียว แต่แหม เห็นแล้วรู้สึกเหมือนเมียทาสอย่างไรชอบกลก็ไม่รู้

         คิดเอง สรลิลก็เขินเอง เธอก็หวังอยากจะเจอหนุ่มหล่อล่ำแบบภักดีสักคน ทีแรกก็ถูกตาต้องใจอยู่หรอก แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจตัวเองเลยนี่สิ ถึงได้แอบอิจฉาเพื่อนอยู่ลึกๆ คงต้องฝันต่อไปว่าวันหนึ่งจะเจอใครสักคนที่เป็นผู้ชายเต็มตัวแบบภักดีบ้าง

 

            ภัครดาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวมากเพราะอาการเมาค้าง จำอะไรไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนบ้าง เห็นสรลิลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็แสนจะหมั่นไส้นัก

            “งั้น ฉันจะบอกพ่อเลยนะ” ภัครดาพูดกับสรลิลหลังจากที่ภักดีเปลี่ยนเสื้อผ้าลงไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าเหมือนทุกวัน และคำถามนั้นทำให้คนเป็นเพื่อนขมวดคิ้วอย่างงุนงง

            “แกว่าไงนะรดา” สรลิลแปลกใจ ไม่รู้ว่าแม่เพื่อนสาวสุดฮอตยังเมาอยู่ไหม

            “ก็แกได้กับภักดีแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันจะได้บอกให้พ่อฟัง ทีนี้ภักดีจะได้ดูแลแกแทน แล้วออกจากบ้านฉันซะที” พูดไปแล้วภัครดาก็กะพริบตาถี่ พบว่าตัวเองนอนกับพื้นห้อง ฟูกนอนยับยุ่งไปหมด กวาดสายตามองรอบตัว เห็นสรลิลที่ยังนอนบนเตียงยิ้มแปลกๆ มาให้ก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที

            “ยิ้มอะไรยะ ดีใจล่ะสิที่ได้ผู้ชายคนนั้นแล้วน่ะ” ภัครดาเม้มปาก เกลียดความรู้สึกปวดหน่วงในหัวใจที่มันผลักน้ำตาให้ซึมแทบจะตลอดเวลา ไม่กล้าจะตามหาความจริง ด้วยกลัวคำตอบที่ต้องยอมรับมัน

            “แกนี่พิลึก กล้ายกสามีให้คนอื่นจริงอะ”

            “สามี? พูดถึงเรื่องอะไร” ภัครดาไม่ได้แกล้งถาม แต่เธอไม่เข้าใจที่สรลิลกำลังพูด เอ่อ ที่จริงแล้วก็คล้ายจะรู้รางๆ แล้ว จึงเลี่ยงที่จะสบตากับเพื่อน

            เมื่อคืนเธอทำพิรุธอะไรออกไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ จำเรื่องราวได้มากสุดตอนที่กอดนัวเนียกับบอดีการ์ดหนุ่มรูปหล่อที่กระโปรงรถ แล้วจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟูกที่พื้นแบบนี้ ส่วนสรลิลก็นอนอยู่บนเตียง

            “แกน่ะสิ แกนอนบนเตียงฉัน แล้วจะมาพูดว่า” ไม่ว่ายังไงภัครดาก็พูดไม่จบประโยค ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตั้งใจจะพูดอะไร พานหงุดหงิดงุ่นง่านมากกว่าเดิม

            “ถามจริง จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ” สรลิลขำ ท่าทางของภัครดาตอนนี้เหมือนคนกำลังสับสนอย่างหนัก คงเข้าใจเรื่องราวผิดไปใหญ่โตแล้ว

            “เมื่อคืนแกเมากลับมา คนรู้กันทั้งบ้าน” เธอพูดต่อ ภัครดาก็หันขวับมามองพร้อมกับทำตาโตด้วยความตกใจ

            “ไงนะ” ทั้งบ้านงั้นเหรอ มีใครที่รู้เห็นบ้างกันล่ะเนี่ย

            “เขารู้กันทั้งบ้านว่าแกเมาเละกลับมาน่ะ” ถึงไม่ได้ลงไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ก็เดาเหตุการณ์ได้ไม่ยากหรอก

            “ตายแน่ฉัน” ถึงจะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง แต่ภัครดาคิดว่ามันคงจะหนักหนาเอาเรื่องแน่

            “โอย” เธอครางเพราะเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ อย่างน่ากลัว ร่างกายก็ร้าวระบมไปหมด รู้สึกกลัวจนไม่กล้าจะลงไปเจอกับครอบครัวเลย

            “อีกอย่าง แกคิดยังไงจะยกสามีให้คนอื่นยะ” สรลิลถามคำเดิมที่เพื่อนยังไม่ได้ตอบตั้งแต่ก่อนหน้านี้

            “ฉันยังไม่มีสามีซะหน่อย” ภัครดาตอบเสียงอุบอิบ หน้าร้อนผ่าวแดงระเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น

            “อ้าว แล้วคนที่พาแกกลับบ้าน ลากแกไปอาบน้ำ แล้วก็นอนกอดกันจนถึงเช้า ไม่เรียกสามีแล้วเรียกอะไรยะ”

            “ฮะ!?

            ภัครดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า สรลิลแสนจะหมั่นไส้ ก่อนจะพูดต่อด้วยความงอน

            “นี่แกกำลังงอนคุณภักดีใช่ไหม เลยหาเรื่องเขาแบบนี้ เขาอุตส่าห์ไปตามตัวกลับบ้าน มาถึงบ้านก็อาบน้ำให้ แถมนอนกอดกันทั้งคืนแบบนี้จะไม่เรียกว่าสามีแล้วจะเรียกว่าอะไรยะ”

            “อาบน้ำ” ภัครดาเสยผมที่ลุ่ยปรกหน้าขึ้น ใบหน้าหวานแดงสลับซีดกับความจริงที่เพิ่งได้ยิน

            “แกโกหกฉันรึเปล่า” เธอจ้องหน้าเพื่อนอย่างเอาเรื่อง จะมาล้อเล่นแบบนี้มันไม่ตลกเลย

            “ใครจะโกหกล่ะ คุณภักดีเขาดีกับแกจริงๆ นะยะ ถ้ายังดื้อมากๆ เข้า ระวังเหอะจะเสียใจทีหลัง ฉันไปอาบน้ำก่อนล่ะ ต้องลงไปขอโทษคุณลุงคุณป้าด้วย ที่ให้เด็กดื้อที่ไหนไม่รู้แอบขโมยรถเข้าผับจนเมาแอ๋น่ะ”

            “ยัยลิล” ภัครดาครางเสียงต่ำ แต่สรลิลไม่กลัวเลยสักนิด กระโดดลงจากเตียงก่อนจะเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางสบายอารมณ์

            แต่คนที่กำลังรู้สึกแย่สุดประมาณคือภัครดา เธอปวดหัวเหมือนจะระเบิด จำไม่ได้ด้วยว่าเมื่อคืนก่อเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง แล้วถ้าคนทั้งบ้านเห็นเธอเมากลับมาดึกดื่น แถมยังให้บอดีการ์ดไปตามกลับอีก ยิ่งทำให้ปวดหัวเข้าไปอีก ซ้ำตอนนี้ยังอยากจะอาเจียนอีกด้วย

            ภัครดารอจนกระทั่งสรลิลอาบน้ำเสร็จก็เดินโผเผเข้าห้องน้ำบ้าง เธอเริ่มอาเจียนออกมาโดยที่สรลิลช่วยลูบหลังให้อย่างเป็นห่วง

            “แกนี่อาการหนักมากเลยนะรดา ดื่มอะไรเข้าไปเนี่ย”

            “ฉันก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้สึกแย่มากเลยลิล” บทเรียนครั้งนี้ช่วยเตือนใจให้ภัครดาไม่อยากทำพลาดซ้ำสองอีก บอกตัวเองว่าครั้งหน้าจะไม่ดื่มเหล้าอีกเด็ดขาด และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ออกไปนอกบ้านอีกหรือเปล่า หลังจากก่อเรื่องเอาไว้ขนาดนี้แล้ว

            “งั้นเดี๋ยวอาบน้ำลงไปหากาแฟดำดื่มไหม จะได้ดีขึ้น” สรลิลหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กให้ ภัครดาก็รับมาด้วยอาการอ่อนระโหยโรยแรง

            “ฉันไม่กล้าลงไป” ภัครดาบอกเสียงแผ่วเบา ใจจริงอยากรอให้สายกว่านี้จนกว่าบิดามารดาจะออกไปข้างนอกแล้วจึงค่อยลงไปข้างล่าง ตอนนี้ไม่กล้าจะสู้หน้าใครทั้งนั้น

         “ไม่กินอะไรซะหน่อยก็แย่เอาหรอก ลงไปเถอะน่า” สรลิลพยายามโน้มน้าว แต่ภัครดาก็ยังดื้อดึง ไม่อยากเจอหน้าใครในตอนนี้

            “ผมดูแลต่อเองครับ” ภักดีกลับมาโดยไม่ให้สุ้มเสียง เขาปรากฏตัวขึ้นในห้องน้ำ ทำให้ผู้หญิงสองคนตกใจจนตัวโยน โดยเฉพาะภัครดาที่มองอย่างระแวงระวังไม่ไว้ใจ

            “ผมดูต่อเองครับ” ชายหนุ่มย้ำคำเดิม ภัครดาก็แทบจะร้องกรี๊ด กำลังจะปฏิเสธแต่เพื่อนรักหนีออกจากห้องน้ำไปหน้าตาเฉย ปล่อยให้เผชิญหน้ากับผัวจอมโหด เอ๊ย บอดีการ์ดใจโหดตามลำพังซะได้ ไหนบอกว่าชอบนักชอบหนาอยากได้มาเป็นของตัวเองไงเล่า แล้วทำไมถึงได้ทิ้งกันได้ลงคอ

         “ออกไปเลยนะ” ภัครดาขู่เสียงเข้มแต่ดูไม่เข้มแข็งเอาซะเลย เพราะเสียงหวานทั้งแหบทั้งสั่น นัยน์ตาก็ยังไหวระริกอีกด้วย

            “จะอายทำไมกัน” คนตัวโตไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังเดินตรงเข้าไปหาจนหญิงสาวต้องถอยกรูดหลังติดกับอ่างล้างหน้าขยับตัวไปไหนไม่ได้อีก

            “ฉันไม่ได้อาย แต่ฉันไม่ชอบ ออกไปเลยนะ” หัวใจดวงน้อยแทบจะทะลุออกมาทางปาก ส่ายหน้าหวือบอกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ทั้งนั้น แต่บอดีการ์ดมือดีก็ทำหน้าซื่อตีหน้ามึนไม่รับรู้ความลำบากใจของนายสาวสักนิด

            “ไม่ต้องอายหรอก เมื่อคืนผมก็ยังอาบให้คุณอยู่เลย แถมยังเช็ดอ้วกให้ด้วย” ท้ายประโยคไม่ใช่เรื่องจริงหรอก แต่ภักดีคิดว่าพูดไปแบบนี้ภัครดาคงจะไม่อายและยอมให้อาบน้ำให้แต่โดยดี

            แต่คนฟังเหมือนจะเป็นลม นี่เมื่อคืนเธอเมาขั้นไหนกันเนี่ย ถึงได้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

         “คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงรอกินข้าวเช้าอยู่ รีบอาบน้ำกันเถอะครับ”

            “คุณก็ไปอาบน้ำที่ห้องคุณสิ!” ห้องส่วนตัวของเขาก็มี แล้วทำไมต้องมายุ่มย่ามให้ห้องของเธอด้วย

            “อย่าเรื่องมากน่า เสียเวลามากแล้ว”

            “งั้นฉันจะไปอาบน้ำที่ห้องคุณก็แล้วกัน” คนตัวเล็กแทบจะสร่างเมาเมื่อชายหนุ่มไม่ฟังเสียง ตรงเข้ามาใกล้อีกต่างหาก รู้ตัวอีกทีก็ถูกลากไปยังห้องอาบน้ำที่กั้นเอาไว้ด้วยกระจกใสแล้ว อยากจะร้องกรี๊ดแต่เสียงแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองเลย

            “บอกแล้วไงว่าเสียเวลา อาบด้วยกันนี่แหละ ประหยัดเวลาดี” ภักดีไม่ฟังคำปฏิเสธใดๆ อีกแถมยังแกะกระดุมเสื้อนอนเธอออกอีกด้วย

            ภัครดาเริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว แต่พบว่าน้ำตาของตนเองไม่มีผลใดๆ สำหรับผู้ชายหน้าตายคนนี้เลยแม้แต่น้อย กว่าจะออกมาจากห้องน้ำได้ ก็พบว่าตัวเองแดงไปทั้งตัวราวกับกุ้งลวก ตอนที่อาบน้ำด้วยกันก็พยายามอย่างมากที่จะมองต่ำสุดแค่ปลายคางของเขาเท่านั้น ไม่กล้าจะมองต่ำไปกว่านั้นเลย เพราะภักดีเองก็เปล่าเปลือยตอนที่อาบน้ำด้วยกัน

            กรี๊ด แม่อยากจะกรี๊ด!

            เกิดมาก็ไม่เคยอาบน้ำกับใครมาก่อน อย่าว่าแต่ผู้หญิงด้วยกันเลย แล้วนี่ต้องมาอาบน้ำกับผู้ชายที่หล่อลากเลือดตั้งแต่หัวเราะจรดเท้า แล้วจะไม่ให้อายเหมือนจะตายได้อย่างไรกัน

            แถมพอตอนออกมาจากห้องน้ำ แม่เพื่อนตัวดีอย่างสรลิลก็เอาแต่หัวเราะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่ได้เป็นห่วงเพื่อนบ้างเลยว่าถูกทำมิดีมิร้ายสึกหรอไปเท่าไหร่แล้ว

            “เปลี่ยนเสื้อผ้า เราจะได้ไปกินข้าวกัน” ภักดีเดินตามหลังออกมา ทั้งร่างมีเพียงแค่ผ้าขนหนูผืนเดียวพันรอบเอวสอบเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ ไม่รู้ว่าผ้ามันเล็กไป หรือร่างกายของเขาสูงใหญ่เกินมาตรฐานกันแน่ ถึงได้ดูน่าหวาดเสียวเหมือนจะหลุดมิหลุดเหล่แบบนั้น

         สรลิลมองตามตาค้าง อ้าปากเหวอไม่รู้ตัว จนภัครดาต้องกระแอมไอใส่

            “อะแฮ่ม

            “จ้ะ ให้ฉันลงไปรอข้างล่างก่อนไหมล่ะ” สรลิลยิ้มใส่ ทีตอนแรกบอกว่าไม่สนใจอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วตอนนี้กลับมองตาขวางเสียอย่างนั้น

            “ไม่ต้อง เราลงไปพร้อมกันนี่แหละ รอแป๊บ” ภัครดาบอกเสียงเข้ม โกรธที่เพื่อนไม่ยอมช่วยเลย ตอนที่ถูกภักดีลากเข้าห้องน้ำไปแบบนั้น แล้วตอนนี้มาทำหน้าฟินอยู่ได้คนเดียว น่าหมั่นไส้เหลือเกิน

            “จ้ะ รอก็ได้” ปากบอก สายตาก็มองตามร่างสูงของภักดีตลอดเวลาจนตาปรอย ภัครดาทนไม่ไหว ต้องผลักร่างของชายหนุ่มที่เลือกเสื้อกับกางเกงได้แล้วเข้าห้องน้ำไปอย่างโมโห

            ภักดียิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก เพิ่งเคยเห็นคนตัวเล็กเป็นแบบนี้ครั้งแรก

            “ฉันจะแต่งตัวแล้วจะลงไปก่อน” ภัครดาบอกเสียงแข็งแล้วก็ปิดประตูห้องน้ำตามหลังเสียงดัง

            “แหม มองแค่นี้ทำหวง” สรลิลเย้า ภัครดาเลยหันไปมองเพื่อนอย่างค้อนๆ

            “โอกาสของเธอหมดไปตั้งแต่ทำแผนการล่มแล้วย่ะ ยัยลิล!

 

            เพราะว่าทำผิดไปจริงๆ ภัครดาเลยขอโทษบิดามารดาโดยที่ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งนั้น และยังรู้สึกผิดมากด้วย ให้สัญญาว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งชาติชายและภารดียังไม่พอใจอยู่ดี สรลิลเองก็รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดด้วย จึงขอโทษจากใจจริงและกลับไปหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว

            “หนูขอโทษ” ภัครดาเอ่ยขอโทษอีกครั้ง สีหน้าสลดลงไม่เหมือนกับคุณหนูผู้เอาแต่ใจเหมือนก่อน

         “หนูผิดไปแล้วค่ะ หนูขอโทษจริงๆ” ดีนะที่เมื่อคืนภักดีตามตัวกลับมาได้ เมาไม่ได้สติแบบนั้น ถูกใครลากไปทำอะไรไม่ดีก็ไม่มีทางรู้ตัวแน่

            “เอาเถอะ แม่ไม่อยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืนอีก” ภารดียังโกรธไม่หาย ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มั่นใจว่าลูกสาวของตนเป็นเด็กดีและดูแลตัวเองได้หายวับไปกับตา

            “นี่แม่ยังสงสัย ว่าตอนลูกอยู่อังกฤษ ลูกทำตัวแบบนี้ด้วยหรือเปล่า” หล่อนถามเสียงแข็ง ทำน้ำตาของภัครดารื้นซึมขึ้นมาในทันที

            “คุณแม่ ภัครดาพูดเสียงเครือ แต่ก็รู้เต็มอกว่าพฤติกรรมของตัวเองทำให้ทุกคนคิดแบบนั้น ใจเสียเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสายตาของบิดามารดามองมาอย่างผิดหวัง

            “แม่ไม่ว่าหรอกนะที่จะไปสังสรรค์ไปเที่ยวกับเพื่อน แต่นี่ลูกหนีออกจากบ้าน ไม่ยอมบอกใคร เมาไม่ได้สติ ถ้าถูกใครลากไปข่มขืนทำร้ายเอาจะว่ายังไง แม่เคยคิดว่าลูกเป็นผู้ใหญ่ดูแลตัวเองได้ แต่ตอนนี้แม่ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”

            “หนูขอโทษ” สาวน้อยก้มหน้านิ่ง น้ำตาร่วงหลายหยด ได้แต่ใช้มือเช็ดออกไปจนภักดียื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ แต่ไม่อยากได้รับความช่วยเหลือจากเขา เลยเบือนหน้าหนีอารมณ์หงุดหงิดเริ่มก่อตัวอยู่ในอก ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะว่าเขาเข้ามาวุ่นวายในชีวิตไม่ใช่หรือ ทุกอย่างเลยกลับตาลปัตรไปหมดเช่นนี้น่ะ

            “พรุ่งนี้เก็บของด้วยนะรดา”

            “เก็บของ เก็บของจะไปไหนคะ” ภัครดาอุทานเสียงหลง ตามไม่ทันว่ามารดาจะบอกอะไรกันแน่

            “แม่รู้นะว่าลูกกับภักดีมีอะไรกันแล้ว เพราะงั้นช่วงลูกไปพักผ่อนที่อื่นก่อนสักพักก็แล้วกัน เพราะถ้าเกิดท้องไส้ขึ้นมาตอนนี้ พ่อกับแม่จะขายขี้หน้าคนอื่นเขา

            “คุณแม่” หญิงสาวกระซิบเสียงเบาหวิว เบิกตากว้างมองมารดาอย่างไม่เชื่อสายตา

            นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะหลุบเปลือกตาลง ก้มหน้าจนคางแทบจะจรดหน้าอกอยู่แล้ว

            “คิดว่าคนในบ้านไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ” ภารดีพูดเสียงเข้ม ภัครดาเองก็อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เธอก็พูดไม่ออก ซ้ำริมฝีปากยังสั่นระริกจนต้องขบเม้มมันเอาไว้แน่น

            “เก็บของซะ เราไปต่างประเทศสักพักก็แล้วกันนะรดา ทางนี้ก็กำลังวุ่นๆ อยู่ พ่อกับแม่ไม่อยากให้เราต้องมาเสี่ยงเจอเรื่องร้ายๆ” คนเป็นแม่ทำใจเย็นลง เมื่อคืนที่ได้ยินคนอื่นพูดถึงลูกสาวในทางที่ไม่ดี หัวอกคนเป็นแม่ย่อมร้อนรุ่ม ไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ อะไรขึ้นกับลูกของตัวเอง

            แต่เรื่องนี้ หล่อนก็คุยกับสามี ลูกชาย รวมถึงภักดีแล้วว่าจะไม่เล่าให้ภัครดาฟัง ด้วยกลัวว่าลูกสาวจะตกใจมากกว่าเดิม และกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปมากกว่านี้

            “รดา” หล่อนเรียกภัครดาอีกครั้ง เมื่อลูกสาวไม่ตอบอะไรกลับมาเลย

            “แต่หนู” ภัครดาตั้งสติยังไม่ได้ กระสับกระส่ายนั่งแทบไม่ติดที่ เหงื่อไหลซึมร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

            “ไม่มีแต่

            “ทำไมไม่เคยมีคนถามหนูบ้างเลย ว่าหนูต้องการอะไร หนูอยากไปไหน หนูเป็นยังไงบ้าง ทำไมถึงไม่มีใครสนใจหนูบ้างเลย” เสียงหวานของภัครดาแหบพร่า น้ำตาเอ่อคลอดวงตากลมโตจนชุ่มไปหมด

            และที่น่าโมโหที่สุดคือภักดี

            เขาเอาแต่เงียบไม่พูดอะไรทั้งนั้น ช่างเป็นบอดีการ์ดที่แสนดีเหลือเกิน เธอหันไปมองเขาอย่างโมโห แต่ชายหนุ่มยังนิ่งเฉยทั้งยังยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอีกด้วย

            “หนูต้องการอะไร ทุกคนเคยสนใจบ้างไหม” ภัครดาตัดพ้อเสียงแหบพร่า เธอไม่ต้องการอะไรเลย ตั้งแต่กลับมาจากอังกฤษ คิดว่าที่บ้านจะดีใจตื่นเต้นกับการกลับมาของเธอ จะเป็นครอบครัวสุขสันต์เหมือนอดีตที่ไม่ได้พบเจอมานานแล้ว

            แต่ทุกคนกลับเอาแต่ยุ่งกับเรื่องของตัวเอง เหมือนเธอไม่มีตัวตนในบ้านหลังใหญ่นี้เลยด้วยซ้ำ ความเสียใจ น้อยใจผลักดันให้ทำเรื่องร้ายๆ ตลอด ทำทุกอย่างก็แค่จะเรียกร้องความสนใจเท่านั้น แต่สิ่งที่ได้รับตอแทบกลับมานี่สิ

            เธอกลายเป็นคนแปลกหน้าในครอบครัวของตัวเอง เหมือนเด็กเอาแต่ใจอยากได้อะไรต้องได้ และไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง

            ทั้งที่สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือความรักความอบอุ่นจากทุกคนในครอบครัวเท่านั้น

            “เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการเองครับ” ภักดีที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ภัครดาต้องการจะฟังในเวลานี้

            ร่างเล็กผุดลุกขึ้นยืนพลางตบโต๊ะอาหารเสียงดัง ทำหลายคนสะดุ้ง ยกเว้นแค่ภักดีที่ส่งสายตาเตือนเงียบๆ ให้เธอนั่งลงตามเดิม

         “หนูไม่ไป ไม่ไปไหนทั้งนั้น ทุกคนต้องการอะไรจากหนูกันแน่” ภัครดาแหวลั่น มองคนนั้นคนนี้ด้วยสายตาผิดหวังเสียใจ

            เปลี่ยนความตั้งใจที่จะวิ่งหนีกลับขึ้นห้องนอนของตัวเอง เพราะรู้ดีว่ายังไงภักดีก็ตามเข้าไปได้อยู่แล้ว ด้วยเหตุนั้นทำให้ภัครดาเลือกจะวิ่งหนีออกไปทางหน้าบ้านแทน พร้อมกับคว้าโทรศัพท์มือถือติดมือไปด้วย

            “รดา!” ภารดีตะโกนเมื่อลูกสาววิ่งหนีออกจากห้องอาหารไปทางหน้าบ้านโดยไม่เหลียวหลัง

            ภักดีขยับตัวอย่างรวดเร็ว เขาตามหลังภัครดาไปในพริบตาเดียว ขณะที่ภารดีลุกขึ้นยืนแต่ก็โงนเงนเหมือนจะล้ม จนคนเป็นสามีต้องประคองไว้

            “คุณคะ” หล่อนครางอย่างไม่สบายใจ คิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกสาวมาต้องผิดหวังเสียใจแบบนี้

            “ไม่เป็นไรหรอกคุณ” ชาติชายปลอบภรรยา แต่เขาก็ไม่มั่นใจเลยว่าไม่เป็นไรอย่างที่พูดกับภารดีหรือเปล่า

            แล้วตอนนั้นเองที่เกิดเสียงเอะอะจากทางหน้าบ้าน ทั้งยังเสียงกระสุนปืนนัดหนึ่งที่ดังขึ้น มันทำให้ชาติชายและภารดีสะดุ้งจนตัวโยน ทั้งสองเดินเป็นวิ่งออกไปหน้าบ้านทันที หัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อคิดว่าอาจจะเป็นลูกสาวที่

            “คุณคะ” ภารดีเรียกสามีด้วยอาการสั่นเทาไปทั้งตัว หล่อนจับแขนของชาติชายเอาไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง เดินไปก็เหมือนจะล้มไป คิดว่าจะเป็นลมแล้วจริงๆ จนกระทั่งเห็นภักดีประคองภัครดากลับเข้ามาในบ้าน

            “รดา! หล่อนเรียกลูกสาวอย่างหวาดหวั่น โล่งใจเหลือเกินที่ภัครดาปลอดภัยไม่บาดเจ็บอย่างที่กลัว คงมีแต่ใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีเลือด

            “เกิดอะไรขึ้น” ชาติชายถามภักดีเสียงเรียบ เพราะคนที่พกปืนติดตัวตลอดเวลาก็มีเพียงแค่บอดีการ์ดหนุ่มคนเดียวเท่านั้น

            “มีคนมาด้อมๆ มองๆ หน้าบ้านครับ ขี่มอเตอร์ไซค์มาสองคน พอเห็นผมกับคุณหนูวิ่งออกไป สองคนนั่นเลยตกใจหยิบปืนจะยิงใส่คุณหนู ผมเลยชิงยิงไปก่อนแต่ไม่โดน” ภักดีบอกเสียงเรียบ ทำให้ภารดีซวนเซจะล้มลง จนชาติชายต้องประคองไปนั่งที่โซฟาทันที

            “ใครกัน” หล่อนยกมือทาบอกด้วยความหวาดหวั่น ขยับตัวไม่ได้นอกจากมองดูลูกสาวจากโซฟาอีกตัวเท่านั้น

            “เอายังไงดีครับ” ภักดีถามชาติชายเพื่อขอความเห็น

            เพราะคฤหาสน์อัศวโชติปลูกสร้างขึ้นในที่ดินส่วนตัวที่กว้างขวางและห่างไกลจากบ้านหลังอื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทั้งง่ายและยากเมื่อมีคนมาป้วนเปี้ยนดูลาดเลา เพราะถ้ามาแบบมีพิรุธก็จะถูกจับได้ทันที แต่การลอบเข้ามาก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายอีกเช่นเดียวกัน

            “เดี๋ยวผมจะโทรหาชัชวาลตอนนี้เลย ส่วนคุณช่วยดูแลรดาต่อได้ไหม” ชาติชายบอก พลางปรายตามองดูลูกสาวที่เนื้อตัวสั่นระริก ใบหน้าขาวซีด คงขวัญเสียอย่างถึงที่สุดเพราะไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

            และที่เขาสังเกตได้ชัดเจนอีกอย่าง คือการที่ภัครดากอดแขนของภักดีเอาไว้แน่น บอกชัดว่าเชื่อใจและไว้ใจคนที่กอดอยู่มากแค่ไหน เพราะถ้าเป็นปกติ ลูกสาวคงจะโผเข้ามากอดแขนของตนเองไว้แล้ว ไม่ใช่โผเข้ากอดชายอื่นเช่นนี้

            ความรู้สึกของคนเป็นพ่อตอนนี้ออกจะสับสนอยู่ไม่น้อย แต่ที่เขาเชื่อมั่นที่สุด นั่นคือเชื่อว่าภักดีจะช่วยปกป้องและคุ้มครองภัครดาได้อย่างดีแน่นอน

            “ได้ครับผมคิดว่าผมคงต้องพาคุณหนูรดาไปจากที่นี่สักทีครับ

 

            ด้านชัชวาลก็เป็นเดือดเป็นแค้น เมื่อได้ยินว่ามีคนไปด้อมๆ มองๆ ที่บ้าน ทั้งยังจงใจจะยิงน้องสาวด้วย ดีที่ภักดีมีปฏิกิริยาว่องไวจึงสวนกลับได้ทันก่อนที่จะมีคนในบ้านเป็นอันตราย

            “ผมว่าจะให้เพื่อนที่เป็นตำรวจเข้าไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านนะครับ” เขาตัดสินใจในที่สุด เพราะช่วงนี้ก็ติดภารกิจหลายอย่าง ทำให้กลับบ้านได้ไม่บ่อย จึงเกิดความกังวลหลายต่อหลายอย่างจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว

            และสิ่งที่กลัวมันก็เกิดขึ้นจนได้

            “แล้วน้องล่ะครับ” ชัชวาลถามถึงภัครดาอย่างเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าบอดีการ์ดอย่างภักดีคงจะช่วยดูแลน้องสาวเป็นอย่างดีทุกอย่าง แต่คนเป็นพี่ชายจะทำใจเย็นมองดูชายอื่นมาวุ่นวายกับน้องได้อย่างไรกัน

            “ตอนนี้พ่อกับแม่จะให้น้องไปต่างประเทศสักพัก ก็ไปกับภักดีนั่นแหละ จะได้ปลอดภัย พ่อจะได้สบายใจด้วย” ชาติชายตอบพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลูกสาวคนนี้ดื้อรั้นเอาแต่ใจมากแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้เล่า นี่ก็ไม่รู้ว่าจะยอมออกนอกต่างประเทศตามที่ขอร้องแต่โดยดีหรือเปล่า

            “รดาจะยอมเหรอครับ” ชายหนุ่มถาม ทำให้ชาติชายหัวเราะออกมา ทั้งโล่งใจทั้งหนักใจอย่างบอกไม่ถูก

            “ยอมไม่ยอมก็ไม่รู้แหละ แต่ตัวเองเกือบถูกยิงแบบนั้นคงจะกลัวน่าดู”

            “ทำไมคนพวกนั้นคิดจะยิงรดา ผมไม่เข้าใจ” เรื่องนี้ยังคาใจชัชวาลอยู่ เขามั่นใจว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักและเคยเห็นหน้าภัครดาเลย แล้วเหตุใดจึงมีคนร้ายถือปืนมาวนเวียนรอบบ้าน และตั้งใจจะลั่นไกใส่ภัครดาเล่า

            “ภักดีบอกว่าไอ้คนร้ายสองคนนั่นคงตกใจน่ะ เพราะตอนนั้นรดาทะเลาะกับพ่อแม่อยู่ เรื่องที่จะให้ไปต่างประเทศสักพักนั่นแหละ แล้วรดาก็โกรธวิ่งหนีไปนอกบ้านกะทันหัน คนร้ายคงตกใจเลยยกปืนขึ้น ดีนะที่ภักดีช่วยไว้ทัน ไม่อย่างนั้นพ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่า” ชาติชายเงียบไป เขาเองก็ใจเสียแทบจะทำอะไรไม่ถูก เพียงแค่คิดว่ากระสุนปืนเกือบจะพุ่งชนใส่ร่างเล็กๆ ของบุตรสาวแล้ว

            “ผมจะจัดเวรกำลังเฝ้าบ้านเพิ่มครับ หรือว่าพ่อจะออกมาอยู่ข้างนอกก่อน” ชัชวาลขบกรามแน่น ใครที่คิดบังอาจทำร้ายครอบครัวของเขา มันผู้นั้นต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสมแน่

            “ย้ายไม่ได้หรอกชัช ลูกก็รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไง อีกอย่างคนในบ้านก็อยู่กันตั้งหลายคน ถ้าขาดพ่อไปสักคน ทุกคนก็คงจะกลัวเหมือนกัน อีกอย่าง พ่อคุยกับเพื่อนแล้ว ทางนั้นก็บอกว่าจะส่งคนมาช่วยดูแลด้วย ไม่ต้องห่วงไปหรอก”

            “ทำไมจะไม่ห่วงล่ะครับ”

            “เอาเถอะ ที่ต้องห่วงน่ะคือน้องสาวของเรามากกว่า นี่ก็ไม่รู้จะว่ายังไง แม่กำลังคุยอยู่ ขอให้หลบไปเที่ยวสักระยะ ไม่รู้ว่าจะได้ผลไหม” เรื่องที่กลัวมันเกิดขึ้นแล้ว ชาติชายไม่เคยคิดเลยว่าเส้นทางทางการเมืองของตัวเองจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนไปด้วย แต่ถ้าเขาล้มเลิกตอนนี้ก็ใช่ว่าศัตรูจะยอมปล่อยไปง่ายๆ นอกจากนั้นคนอื่นๆ รอบตัวก็จะไม่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน

            “วันนี้ผมต้องอยู่ที่ค่ายยังกลับไม่ได้ ถ้าจัดการธุระผมจะรีบกลับทันทีเลยนะครับ”

            “เราเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะชัช สถานการณ์บ้านเราน่ากลัวจริงๆ” ชาติชายบอกกับลูกชายอย่างเป็นกังวล

            “คงยังดีกว่าบ้านสตาร์คใน Game of Thrones ล่ะครับ”

            “ว่าไงนะ” ชาติชายถามซ้ำเพราะได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก แต่ชัชวาลหัวเราะพร้อมกับบอกว่าไม่มีอะไร

            “ไม่มีอะไรครับพ่อ ผมงี่เง่าเอง เวลาแบบนี้ยังคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ อ้อ แล้วคนที่พ่อต้องห่วงคือรดาครับ ไม่ใช่ผม ผมเองก็อยากให้น้องหลบไปอยู่ที่อื่นสักพัก จะได้สบายใจ”

            “พ่อก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน

 

            ภัครดาไม่ออกอาการดื้ออีกเลยหลังจากที่เจอเรื่องน่าพรั่นพรึงมากับตาตัวเอง ยังจำได้ว่าปลายกระบอกปืนสีดำจ่อมายังตัวเอง และคิดว่าคงจะตายไปซะแล้ว ถ้าหากว่าภักดีไม่วิ่งเข้ามากอดเธอเอาไว้และหมุนตัวให้ร่างกายของเขาเป็นเกราะกันกระสุนให้

            เสียงปืนดังขึ้น มันดังก้องในหูของเธอซ้ำไปซ้ำมา ทั้งยังได้กลิ่นเขม่าดินปืนที่ยังหลงเหลืออยู่ในนาสิกประสาท มันเขย่าขวัญเธอจนนิ่งเงียบเหมือนเป็นใบ้คิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

            มารดากลับออกจากห้องไปแล้ว หลังจากที่มาคุยโน้มน้าวให้เธอยอมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศสักระยะหนึ่ง จนกว่าการเมืองที่เมืองไทยจะสงบลง ภัครดาไม่มีกะจิตกะใจอยากจะไปเที่ยวที่ไหนเลย แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาหมาดๆ ทำให้ต้องกลับมาทบทวนเรื่องทุกอยางอีกครั้ง

            นี่คงเป็นสิ่งที่ครอบครัวพยายามจะบอกมาตลอด เพียงแต่ไม่สามารถจะอธิบายให้เข้าใจได้ ครั้นจะบอกทุกอย่างตามความจริง ก็คงกลัวว่าเธอจะขวัญหายกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร

            เธอบอกขอโทษมารดาไปแล้วกับเรื่องทุกอย่างที่ได้ทำลงไป ยอมที่จะออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อความสบายใจของทุกคน

         แต่ภัครดาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกคนอยากจะให้ไปอยู่ที่ไหน แล้วถ้าไปที่อื่นแล้วทุกคนจะสบายใจขึ้นหรือเปล่า ตัวเธอเองคงจะไม่สบายใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าทุกคนในบ้านยังไม่ปลอดภัย นึกอยากให้บิดาถอนตัวออกมาจากการเมือง แต่มันคงจะเป็นเรื่องยาก ชาติชายนั้นทุ่มเทกายใจเพื่อต้องการจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น และอยากเห็นความหวังของตัวเองเป็นจริงให้ได้

            ภัครดาหลุดออกจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และมันเป็นโทรศัพท์ของภักดี อดที่จะแอบฟังไม่ได้ อ้อ ไม่ได้แอบนะ แต่เขาไม่ยอมไปคุยที่อื่นนี่ คนอื่นได้ยินด้วยจะมาว่าเสียมารยาทไม่ได้นะ ก็นี่มันห้องนอนของเธอนี่นา

            “ว่างครับ ป๊ามีอะไรรึเปล่า ธุระด่วนไหมครับ” ภักดีพูดเป็นภาษาอิตาเลียน พร้อมทั้งชำเลืองดูนายสาวของตนเองไปด้วย ภัครดาทำเหมือนไม่สนใจ แต่แววตาเป็นประกายขึ้นมา ทำให้เขาสบายใจขึ้นได้เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้สาวน้อยหน้าเสียนิ่งสนิทจนอดกังวลใจไม่ได้

            “คือ ป๊า เอ่อ ป๊าเป็นห่วงรักน่ะ ก็อย่างที่รู้ เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้รักเผลอดื่มเหล้าเข้าไปแล้วแพ้แอลกอฮอล์ ป๊าเลยเป็นห่วงรัก ดีจะย้ายมาทำงานที่อัมสเตอร์ดัม[1]แทนรักได้ไหม แล้วให้รักไปทำงานที่เมืองไทยแทนดีน่ะ” วิลเลียมไม่อ้อมค้อม พูดขอร้องกับลูกชายอย่างตรงไปตรงมา

            “ป๊าว่าอะไรนะ” ภักดีเลิกคิ้วสูงแล้วทวนถามด้วยความสงสัยกลับไป

            “ป๊าจะให้ผมไปอัมสเตอร์ดัมเหรอ แล้วให้รักมาทำงานที่เมืองไทยแทนผม” เขาส่ายหน้าไปมา ก่อนหน้านี้จงรักก็มาพูดจาแปลกๆ แล้วทีหนึ่ง ตอนนี้บิดาถึงกับโทรมาขอร้องด้วยตัวเอง สมแล้วที่เป็นลูกสาวสุดที่รักของวิลเลียม กราเซียนี

            คนที่ฟังเหตุการณ์เงียบๆ อย่างภัครดาก็ยิ่งเงียบกริบจนแทบจะลืมหายใจด้วยซํ้า ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือไม่พอใจดีกับสิ่งที่ตัวเองได้ยินอยู่ในเวลานี้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ก็ได้ยินทุกอย่างหมดแล้ว รู้สึกแปลกๆ ในใจเมื่อคิดว่าภักดีจะไปทำงานให้คนอื่น และจงรักผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดของเขาจะมาช่วยดูแลคุ้มกันเธอ

            เขาไปก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอรดา เขามันโจรชั่วฉวยโอกาสนี่ มันดีแล้วล่ะรดา พยายามจะบอกตัวเองแบบนั้น แต่หัวใจกลับเจ็บแปลบขึ้นมากะทันหัน

            “ใช่ แล้วทำแบบนั้นให้ป๊าได้ไหม” เสียงของวิลเลียมที่ลอดผ่านออกมา มันเร้าเสียงหัวใจของภัครดาโดยไม่รู้ตัว เธอรอฟังคำตอบของภักดีโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหลบสายตาเมื่อภักดีหันมามอง หัวใจพลันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอก

            “ผมขอโทษนะป๊า แต่ผมทำงานนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว รักเองก็น่าจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน ผมไม่อยากเสียเวลาเริ่มต้นงานใหม่ ทำความรู้จักกับเจ้านายคนใหม่อีกแล้ว ผมขอโทษจริงๆ นะครับป๊า” ภักดีตอบ แล้วแอบหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงหายใจของนายสาวคนสวย

            ด้านภัครดาก็หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอถอนหายใจออกไปตอนไหน ทำเหมือนโล่งอกเหลือเกินที่ภักดีจะยังเป็นบอดีการ์ดของตัวเอง รีบหลบเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากถูกจ้องด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกของภักดีอีก

            “อย่าบอกว่าเราน่ะ ตกหลุมรักเจ้านายเข้าก็แล้วกัน” วิลเลียมพูดทำให้ภักดีถึงกับสะดุ้งทันทีเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว

            “ป๊า ว่าอะไรแบบนั้น” ภักดีร้อนรน แต่โชคดีที่ภัครดาเลี่ยงเข้าห้องน้ำไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้วางหน้าไม่ถูกไปแล้ว เพราะมั่นใจว่านายสาวได้ยินทุกอย่าง

            “เรื่องแบบนี้ป๊าผ่านมาก่อนแล้ว ก็ไม่ได้อยากได้หรอกนะแม่เราน่ะ ไม่รู้จับพลัดจับผลูมาเจอกันได้ยังไง เหมือนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองไม่มีผิด โอ๊ย คุณ เจ็บนะ! วิลเลียมร้องเสียงลง ทำให้ภักดีหัวเราะเบาๆ

            “ผมยังไม่เจอโชคดีเหมือนป๊ามั้ง เลยยังไม่เจอผู้หญิงน่ารักๆ แบบมาม้าเลย แต่เอาเถอะ ผมคงไปทำงานแทนรักไม่ได้นะครับ รักเองก็คงไม่อยากทิ้งหน้าที่กลางคันเหมือนกันกับผมนี่แหละ” ภักดีบอก พร้อมกับปรายตามองดูประตูห้องน้ำไปด้วย

            เขาจะทิ้งภัครดาได้อย่างไรกัน ในเมื่อเห็นว่าคนมีปองร้ายเธอแบบนั้น คงไม่สามารถหันหลังให้ได้ง่ายๆ

            พี่สาวก็อีกคน สังหรณ์ใจอย่างไรชอบกลว่าจะมีเรื่องวุ่นๆ ตามมาอีกเป็นแน่

            ภัครดาออกมาจากห้องน้ำไม่มั่นใจว่าภักดีจะคุยโทรศัพท์เรียบร้อยแล้วหรือยัง โล่งใจเมื่อเห็นว่าคนตัวโตวางสายเรียบร้อยแล้ว และกำลังเก็บเสื้อผ้าให้ต่อ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เห็นว่าผู้ชายต้องมาเก็บกระเป๋าเดินทางให้ตัวเองแบบนี้

            “ฉันทำเองได้” เธอเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะหน้าแดงเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังหยิบเอาบราเซียและอันเดอร์แวร์ตัวจิ๋วออกมา

            “หยุดนะ!” ใบหน้าเล็กน่ารักของเธอแดงก่ำ คว้าชุดชั้นในจากมือของเขามาถือเอาไว้ ร้อนวูบวาบไปทั้งเนื้อทั้งตัว

            ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่ใจลอยไปถึงไหนต่อไหน ลืมไปว่าการเก็บกระเป๋าก็ต้องเก็บข้าวของส่วนตัวด้วย

            “ฉันเก็บของฉันเองได้” ภัครดาแหวใส่ เริ่มกลับมาเป็นภัครดาคนเดิมหลังจากตกใจเหม่อลอยด้วยความกลัวอยู่นานสองนาน

            “ผมเก็บให้เอง ผมเก็บของบ่อย คงจะชำนาญกว่าคุณ”

            “ไม่ต้อง!” มือเล็กพยายามจะดึงเสื้อผ้าตัวอื่นที่ภักดีเลือกให้ด้วยความไม่พอใจ ยังไม่ได้เอาเรื่อง เรื่องที่เขาเป็นตัวการให้เธอต้องเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้เลย

         “ก่อนที่คุณสนใจเรื่องกระเป๋าเดินทาง คุณสนใจเรื่องของตัวเองก่อนดีกว่าไหม ว่าจะเดินทางได้หรือเปล่า”

            “เรื่องของฉัน เดินทาง?” เสียงหวานทวนถามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อชายหนุ่มส่งชุดทดสอบการตั้งครรภ์มาให้

            “สายการบินบางแห่งเขาไม่อนุญาตให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ เดินทาง คุณตรวจดูให้แน่ใจก่อน แล้วเราค่อยไปปรึกษาหมออีกที” คำพูดของภักดีเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาต่อหน้าต่อตาภัครดา เธอเพิ่งนึกเรื่องนี้ออก ทำหน้าไม่ถูกจะร้องไห้ออกมาได้อยู่แล้ว

            ภักดีเลือกใช้วิธีนี้ เพราะว่าจะทำให้เธอสำนึกว่าตัวเองเป็นภรรยาของเขา และภรรยาก็ต้องเชื่อฟังสามีด้วย

            คนอย่างภัครดาไม่ใช่คนที่จะบังคับอะไรง่ายๆ การส่งชุดตรวจสอบการตั้งครรภ์ให้ไป เป็นการข่มขู่กลายๆ ว่าถ้ายังดื้อ ชาติชายและภารดีก็จะเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และนั่นจะทำให้เธอยิ่งเจ็บปวดเสียใจมากขึ้นด้วย

            ภัครดาไม่รู้ตัวเลยว่าเข้ามาในห้องน้ำตอนไหน มือที่ถือชุดตรวจการตั้งครรภ์ก็สั่นอย่างน่ากลัว คำพูดของภักดีลอยวนในหัว มันทำให้เธอต้องเก็บเอามาคิดทบทวนอีกครั้งอย่างสับสน

            “ถ้าท้อง จะขึ้นเครื่องไม่ได้” เธอพึมพำบอกตัวเอง จับที่ตรวจตั้งครรภ์เอาไว้แน่นด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ

            “รดา” ภักดีมาเคาะประตูเรียกเมื่อคนตัวเล็กเข้าห้องน้ำนานเกินไปแล้ว ไม่นานนักภัครดาก็ออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าซีดเซียวเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

            “ว่าไง” ชายหนุ่มถาม มองดูที่ตรวจการตั้งครรภ์ในมือของคนตัวเล็กไปด้วย

            “ฉันท้อง” ภัครดาบอกเสียงแผ่วเบา ขณะที่ภักดีนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ใบหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

            ยัยคุณหนูคนนี้ท้องกับใครวะ ก็ในเมื่อแค่แกล้งหลอกว่ามีอะไรกันนี่หว่า เขาคิดอย่างโกรธๆ และมองหน้าหวานของภัครดาอย่างพิจารณา

            “งั้นก็คงต้องไปหาหมอ ให้หมอออกใบรับรองแพทย์ให้ แล้วก็บอกพ่อกับแม่ของคุณ”

            สาวน้อยยังคงนิ่ง จนภักดีขยับตัวนั่นแหละเธอถึงพูดขึ้น

            “จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้ท้อง” เธอพูด ทำให้ชายหนุ่มต้องหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง

            “แค่ล้อเล่น” ภัครดาบอกเสียงเรียบ ก่อนจะก้มหน้าลง

            “ฉันแค่ไม่อยากไปไหนเท่านั้น ฉันอยากอยู่กับพ่อแม่” น้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาจนเจ้าตัวต้องใช้มือเช็ดมันออกจากใบหน้า

            “ไม่ได้ท้องจริงๆ เหรอ” ภักดียังถามซ้ำเพราะไม่มั่นใจ

            “ฉันตรวจดูแล้ว ไม่ได้ท้องจริงๆ ค่ะ” เสียงหวานเศร้าแสนเศร้า ภัครดาไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นจากจุดไหนกันแน่ แล้วเหตุใดมันถึงได้ลงเอยเช่นนี้

            ตัวเธอกับภักดีมีอะไรกันแล้ว ที่บ้านเข้าใจว่าเธอกับเขาเป็นคู่รักหรือคู่นอนอะไรสักอย่าง และอยากผลักให้ออกจากบ้านเต็มแก่ แม้จะบอกว่าเป็นเพราะกลัวเรื่องการเมือง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามารดากลัวว่าเธอจะท้องก่อนแต่ง แล้วกลายเป็นข่าวครึกโครมตามมา

            ภักดีก้มมองที่ตรวจครรภ์นั่นอีกครั้ง และพบว่ามันขึ้นขีดเดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ไม่ได้มองชัดเจน คิดว่าได้ยินจากปากของหญิงสาวน่าจะดีที่สุด

            “ฉันฉันไม่อยากไปไหน ฉันห่วงพ่อกับแม่” น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้มันไหลลงมาในที่สุด ภัครดาก้มหน้าก้มตา ไม่เหลือคราบของสาวสวยเริ่ดเชิดหยิ่งคนเดิมเลยแม้แต่น้อย เหลือเพียงแค่ผู้หญิงที่กำลังขวัญเสียเหมือนเด็กตัวน้อยหลงทางกับพ่อแม่ ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน และไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไรด้วย

            “พ่อกับแม่ของคุณก็ห่วงคุณมาก ถ้าคุณอยู่ที่นี่ พวกท่านจะยิ่งลำบากใจ” เห็นสาวน้อยร้องไห้เงียบๆ ภักดีก็ใจอ่อน ส่วนหนึ่งที่ทำให้ภัครดาสติแตกแบบนี้ก็เพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ ชายหนุ่มเลยอยากไถ่โทษ อยากดูแลเธอให้ดีที่สุดอย่างที่ทุกคนไว้วางใจให้เป็นองค์รักษ์คอยปกป้องดูแลไม่ห่าง

            “คุณไปกับผมเถอะ ผมสัญญาว่าผมจะดูแลคุณเป็นอย่างดี” ร่างสูงทรุดกายลงนั่งที่ขอบเตียงใกล้ๆ กับภัครดา เพราะน้ำหนักจำนวนมากที่กดทับลงกับฟูกนอน ทำให้เตียงไหวยวบ พาให้ร่างบางเอนตัวไปกับแรงยุบนั้นจนพิงกับอกกว้างของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว

            “แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ” ภัครดาร้องไห้ด้วยความเสียใจ เป็นครั้งแรกที่ไม่ตัดพ้อต่อว่าหรือพูดจาไม่น่ารักกับชายหนุ่ม อาการตกใจก่อนหน้านี้ยังหลอกหลอนจนมือไม้อ่อนเปลี้ยไปหมด

            “พวกท่านจะปลอดภัย ผมให้คนจากบริษัทมาคอยคุ้มกันด้วย จะเป็นบอดีการ์ดคุ้มกันห่างๆ คล้ายๆ กับตำรวจนอกเครื่องแบบน่ะ ไหนจะคนของพี่ชายคุณแล้วก็ท่านนายพลด้วย คุณไม่ต้องห่วงหรอก” ภักดีบอกเสียงทุ้มนุ่ม

            เมื่อเห็นเธอร้องไห้อย่างน่าสงสาร หัวใจของชายหนุ่มก็อ่อนยวบ ไม่เหลือความโกรธเลยแม้แต่น้อย พยายามทำความเข้าใจว่าภัครดาคงห่วงบ้างไม่อยากไปไหนถึงได้พูดจาเหลวไหลไร้สาระบอกว่าท้องก่อนหน้านี้

            เธอไม่มีทางจะท้องแน่ ในเมื่อเขายังไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่ปลายก้อย

            ไม่สิ ก็ทำไปนิดหน่อย เอ่อ นั่นแหละ

         อาจจะด้วยเหตุผลนั้น ที่ทำให้ภักดีใจอ่อนไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้มาแตะต้องเธอได้อีกแม้แต่ปลายเส้นผม

            “แต่ว่า

            “หรือว่าคุณอยากจะอยู่ที่นี่ แล้วทำให้คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงท่านเป็นห่วง พวกท่านจะไม่เป็นอันทำอะไรนะ อีกอย่าง มีคนคิดไม่ดีกับคุณด้วย” ภักดีไม่อยากจะบอกเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่คุยกันเลยภัครดาก็จะชะล่าใจจนลืมระมัดระวังตัวเอง อยากให้เธอดูแลตัวเองให้มากกว่านี้ จะได้ไม่เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น

            “ใคร

            “สรัล คุณรู้จักไหมล่ะ ลูกชายของนักการเมืองชื่อดัง”

            “ไม่อะ” คิ้วเรียวของภัครดาขมวดมุ่น เธอไม่ได้โกหกเพราะเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ อีกอย่างก็ไม่ได้สนใจเรื่องทางการเมืองด้วย แต่ก็พอรู้ว่าทุกอย่างที่ภักดีพูดนั้นเป็นความจริง

            ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงเป็นห่วงไม่อยากให้เธออยู่ที่เมืองไทยในเวลานี้ แต่คนที่ห่างบ้านไปนานก็ย่อมคิดถึง อยากได้อยู่กับครอบครัวเหมือนบ้านอื่นๆ เลยเกิดอาการงอแง แต่เมื่อเรื่องมันเริ่มวุ่นวายน่ากลัวและส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากตัวเอง ภัครดาก็ไม่อยากจะเป็นตัวถ่วงหรือเป็นจุดอ่อนทำให้ทุกคนต้องเป็นอันตราย

            และไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังอิงแอบแนบชิดกับภักดีไม่ห่าง ซ้ำยังเกาะเกี่ยวแขนของเขาเอาไว้ไม่ปล่อยด้วย

            “คุณกำลังตกเป็นเป้านะรดา เชื่อผมเถอะ เราหลบไปที่อื่นสักพัก แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ของคุณนี่ ยุคนี้อินเทอร์เน็ตแพร่ไปทุกที่ อยู่ไหนก็โทรหากันได้ วิดีโอคอลก็ได้ ไม่ต้องกังวลไปหรอก” ภักดีใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก้มใส ไล่น้ำตาออกจากหน้าหวานอย่างอ่อนโยน

            “ก็ได้” ภัครดายอมอ่อนลงในที่สุด

            ภักดีลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่สุดท้ายก็กล่อมภัครดาจนได้

            และไม่ใช่แค่บอดีการ์ดหนุ่มคนเดียวเท่านั้น แต่ชาติชายกับภารดีที่แอบฟังเหตุการณ์อยู่ที่ประตูห้องนอนก็ถอนหายใจตามด้วย

            “คุณว่าลูกจะดื้ออยู่ไหมคะ” ภารดีถามสามีแผ่วเบา ระหว่างที่ย่องกลับลงไปชั้นล่างตามเดิม

            ภาพใบหน้าขาวซีดแสนสะเทือนใจของภัครดายังอยู่ในหัว ทำไมหัวอกคนเป็นแม่จะไม่เสียใจเล่า ที่เป็นฝ่ายทำให้ลูกสาวต้องเจ็บปวดเสียใจ แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ภัครดาก็จะดื้อยืนกรานจะอยู่ที่บ้าน และอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่หล่อนสวดมนตร์ภาวนาทุกค่ำคืนว่าอย่าให้คนที่รับเคราะห์ต้องเป็นลูกๆ เลย

            “ลูกคงจะสับสนเสียใจอยู่น่ะ แต่ผมคิดว่าลูกคงยอมไปแล้ว คงจะเสียใจเข้าหน้าเราไม่ได้ถึงได้ยอมไป” ชาติชายเองก็หนักใจ แต่ไม่เหลือทางอื่นที่จะกล่อมให้ภัครดาออกจากบ้านได้เลยนอกจากวิธีนี้

            “ยัยหนูจะวีนแค่ไหนนะ ถ้ารู้ความจริงเข้าน่ะค่ะ

 

อิสตัลบูล[2] สาธารณรัฐตุรกี

            นี่เป็นครั้งแรกที่ภัครดาได้เดินทางมาถึงตุรกี ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมทำให้เธออ้าปากค้างมองตามจนเหลียวหลัง

            เพราะไม่เคยคิดอยากจะเดินทางมาที่นี่เลย แต่เมื่อได้มาเห็นความงดงามตระการตาก็ทำให้เธอถึงกับตาเป็นประกาย อยากรู้อยากเห็นไปซะทุกอย่าง เดินไม่ระวังจนชนคนนั้นคนนี้ไปทั่ว สุดท้ายภักดีจึงโอบไหล่บางเข้ามาหาตัวเอง เพื่อกันไม่ให้คุณหนูตัวร้ายเดินไปชนใครเข้าอีก

            “สวยจัง” ภัครดาถึงกับเพ้อเมื่อเห็นความงดงามตรงหน้า

            “ก็งั้นสิ” มุมปากของภักดียกยิ้ม แต่ไม่ได้เป็นยิ้มหยันแต่อย่างใด และเป็นครั้งแรกที่เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนหวานอบอุ่น

            “เราจะพักกันที่ไหนเหรอคะ” ภัครดาเริ่มว่าง่ายเป็นเด็กดี เพราะไม่อยากให้ภักดีเครียด หลังจากที่ออกมาจากสนามบินแล้ว ชายหนุ่มก็เลือกรถแท็กซี่ไม่ใช้บริการรถเช่าจากทางสนามบิน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาจึงไม่อยากให้ใครแกะรอยตามมาง่ายๆ ถึงจะมั่นใจว่าคงไม่มีใครตามมาจากเมืองไทย แต่ก็ต้องปลอดภัยเอาไว้ก่อน

            ถึงจะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ภักดีรู้ตัวดีว่าเขาไม่อยากเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับภัครดาอีกแล้ว

            ไม่มีใครรู้ว่าเขาใจหายและเดือดดาลมากแค่ไหนที่มีคนหันปลายกระบอกปืนใส่ภัครดา และถ้าหากว่าหญิงสาวมีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยนิด คนที่ทำร้ายเธอมันต้องตายสถานเดียว

            “โรงแรมของคนรู้จักอีกทีน่ะ”

            “ว้าว” เสียงหวานอุทานออกมาเบาๆ นึกทึ่งไม่น้อยที่คนที่ทำอาชีพเป็นบอดีการ์ดจะรู้จักกับนักธุรกิจชื่อดังมีชื่อเสียง แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งรู้ประวัติของภักดีเท่าไหร่ก็ยิ่งชวนให้ตกใจมากเท่านั้น

            “วอลคาน อีเกอร์เป็นเจ้าของโรงแรมอีเกอร์ แกรนด์ พาราไดซ์ โรงแรมห้าดาวเลยล่ะ แต่ก็อย่างที่รู้ ที่นี่เป็นประเทศมุสลิม ที่นี่จะเป็นอาหารฮาลาล[3]ทั้งหมด ผมบอกเอาไว้ก่อนเดี๋ยวจะงอแงอีก”

            “แหม เพื่อนฉันก็เป็นคนมุสลิมตั้งหลายคน ฉันเข้าใจค่ะ แถมอาหารอิสลามอร่อยๆ ก็มีเยอะแยะ” หญิงสาวบอก ทำให้ภักดีเลิกคิ้วสูงก่อนจะหัวเราะน้อยๆ เพราะไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะมีหลายมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

            “งั้นก็ดี นั่นไง ถึงแล้ว” ภักดีชี้ชวนให้ดูโรงแรมที่สูงตระหง่านตรงหน้า ทำเอาภัครดาต้องอ้าปากค้างอีกหน

            โรงแรมแห่งนี้สวยมาก ดูเป็นสากลสวยงาม แขกที่เข้ามาพักก็ล้วนดูดีมีระดับกันทั้งนั้น ภักดีเลือกที่จะให้แท็กซี่จอดก่อนจะถึงโรงแรม แล้วพาเดินเท้าเข้ามา เพื่อที่จะได้ปลอดภัยขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ถึงจะแค่เล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เผื่อแผนสำรองเอาไว้

            และการที่พาเดินเที่ยวมาด้วยกันแบบนี้ ภัครดาก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาก ไม่เหวี่ยงวีนหน้างอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งชายหนุ่มก็คาดไม่ถึงอีกนั่นแหละ

            “ไม่เมื่อยเหรอ เดินมาเนี่ยก็ไกลเหมือนกันนะ ไม่เหนื่อยเหรอ” ภักดีก้มหน้าถามคนตัวเล็กในอ้อมแขน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มใสจนหญิงสาวอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ภัครดารู้สึกขัดเขินไม่น้อยแล้วก็ยอมตอบคำถามของชายหนุ่มแต่โดยดี

            “ตอนอยู่อังกฤษก็เดินซะส่วนมากค่ะ ที่นั่นอากาศดี เลยชอบเดินจะได้เหมือนออกกำลังกายไปด้วย ฉันไม่ชอบออกกำลังกายน่ะ ก็เลยเลือกเดินเอาถ้าไม่ได้ไปไหนไกลๆ” เสียงหวานตอบแล้วหลบสายตาคมกริบของชายหนุ่มที่มองมา

            ภักดีทั้งแปลกใจทั้งเอ็นดู เพราะลูกคุณหนูอย่างภัครดาน่าจะติดหรูอยู่สบาย แต่ใครจะไปนึกว่าสาวเจ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัวระหว่างที่เรียนอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ยังชอบเดินทางด้วยการเดิน ไหนจะทำงานพิเศษอีก ช่างเป็นคนที่ขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน

            “มาถึงแล้ว ไปกันเถอะ” ภักดีเปลี่ยนจากโอบไหล่มาจูงมือสาวน้อยเข้าโรงแรมเมื่อมาถึงแล้ว และส่งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ลากมาให้กับพนักงานด้วย

            “ไง! วิลสัน”

            บุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาโดดเด่นคนหนึ่งทักขึ้น ทันทีที่เห็นภักดีเดินเข้ามาในบริเวณล็อบบี้โรงแรง เสียงเรียกนั้นทำให้ภัครดาต้องหันไปมองตาม ก่อนจะยืนนิ่งมองดูสองหนุ่มกอดทักทายกันเงียบๆ

            “เป็นไงวะ บอกว่าจะให้คนไปรับก็ไม่เอา เดินมาเองเนี่ยไม่เหนื่อยเหรอ”

            “เหนื่อยตรงไหน ไม่ได้เดินไกลเลย แต่ขอบใจนะที่มารับน่ะ” ภักดีทักทายกับเพื่อน แล้วดึงภัครดาเข้ามาใกล้เพื่อแนะนำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกัน

            “นี่วอลคาน อีเกอร์ หนุ่มหล่อ สปอร์ต ใจบุญ สุลต่าน เจ้าของโรงแรมนี้แหละ” ชายหนุ่มบอกกับคนตัวเล็กในอ้อมแขน พาให้ภัครดาหัวเราะร่วนออกมาอย่างขบขัน

            ขณะที่หนุ่มหล่อ สปอร์ต ใจบุญ สุลต่านก็เหมือนจะทำหน้าไม่ถูก โคลงศีรษะไปมาอย่างขำๆ กับคำพูดของเพื่อน

            “แล้วนั่น” วอลคานปรายตามองดูสาวน้อยที่อยู่ในความดูแลของเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเป็นประกาย ภักดีกระแอมไอแล้วโอบร่างเล็กเข้ามาชิดตัวเองอีก

            “นี่ภรรยาของฉัน” เพื่อตัดปัญหาอะไรหลายๆ อย่างทำให้ภักดีเลือกที่จะบอกไปแบบนั้น

            ภัครดาหน้าแดงพร่างแต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร ตอนนี้เธอไว้ใจภักดีมากกว่าใครทั้งนั้น และอาจจะมากกว่าไว้ใจตัวเองด้วยกระมัง

            “แหม มาฮันนีมูนล่ะสิ งั้นเอางี้ ฉันจองห้องเพนต์เฮาส์เอาไว้ให้แล้ว ขึ้นไปดูห้องได้เลย”

            “ไม่เอา ใหญ่ไป ฉันไม่ชอบ ขอห้องสวีทก็พอแล้ว มีระเบียงก็พอ เมียฉันอยากดูวิวน่ะ”

            ภักดีพูดเต็มปากเต็มคำว่าภัครดาเป็นเมีย สาวน้อยหน้าแดงร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ก้มหน้าก้มตาเพราะอาย ไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้น

            “คุณขึ้นไปก่อนนะ ตามพนักงานไปเลย ที่นี่ไว้ใจได้ ขอผมคุยกับเพื่อก่อน” ภักดีก้มกระซิบบอกภัครดา เมื่อวอลคานบอกกับพนักงานเรื่องห้องสวีทเรียบร้อยแล้ว

            ภัครดาไม่สบายใจ แต่ก็ยอมเดินตามพนักงานไปจนได้ ไม่วายเหลียวหลังมองชายหนุ่มหลายต่อหลายครั้งจนภักดีอดสงสารไม่ได้

            “เมียน่ารักนะ” วอลคานกระเซ้า เพราะอาการของเพื่อนก็ดูอาลัยอาวรณ์ไม่แพ้สาวน้อยคนนั้นเลย

            “แล้วมีเรื่องอะไรจะคุยด้วยวะ”

            ภักดีละสายตาจากแผ่นหลังของคนตัวเล็กที่เดินเข้าไปในลิฟต์แล้ว ก่อนจะดึงสายตากลับมามองเพื่อนอีกครั้ง

            “ขอโซ่ แส้ กุญแจมือ

 

มู่ลงซ้ำได้เท่านี้นะคะ เป็นตัวอย่างค่ะ

ฉบับเต็มที่ไม่เคยลงในเน็ต ฝากติดตามต่อในรูปเล่มนะคะ

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ image  image



[1] อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป

[2] อิสตันบูล (Istanbul) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส เป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ในสองทวีป คือ ทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย ในอดีต อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ไบแซนไทน์, คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล, อิสลามบูล เป็นต้น

[3] ฮาลาล (อาหรับ: حلال‎) เป็นศัพท์นิติศาสตร์อิสลามจากภาษาอาหรับ หมายความว่า กฎบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟ (มุสลิมที่อยู่ในศาสนนิติภาวะ) กระทำได้ อันได้แก่ การนึกคิด วาจา และการกระทำที่ศาสนาได้อนุมัติให้

- ในเมืองไทย คำว่า "ฮาลาล" เป็นที่รู้จักในความหมาย อาหารหรือสิ่งเจือปนที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม อาหารสำเร็จรูปประเภทนี้จะมีตราฮาลาลประทับอยู่


 

ตอนนี้ ปักรักภักดี เปิดพรีออเดอร์ล่วงหน้าแล้วค่ะ

เรื่องนี้มู่ออกกับทาง Jailuck นะคะ

มู่ฝากเอาไว้ด้วยนะคะ เราจะได้ออกหนังสือกันอีกเยอะๆ เลย

ขอฝากเอาไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ รายละเอียดคลิกที่รูปได้เลยค่ะ image


http://i.imgur.com/uLeMFwu.jpg
https://lh3.googleusercontent.com/-uPq3LJPbw7k/WThjOqW8AnI/AAAAAAABPJw/gS3Wj7MfZm4kjVahejgEHPTxLseUbtmeACJoC/03PG.gifhttps://lh3.googleusercontent.com/-5NKn0DC6nGs/WThjOhR5trI/AAAAAAABPJw/ZYHwPumZS2YKzZmVfEYeGM5B37oTqzntwCJoC/03VG.gif

Talk...

Song :: Kiss Me - Ed Sheeran (Cover Sara Phillips )

แงงงง ถูกไล่ออกจากบ้านเฉยเลยรดา

ดื้อนักก็เป็นแบบนี้แหละ จะเอายังไงดีทีนี้ imageimage

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #32 noynongsin (@noynongsin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 13:33
    5555 อาวุธป้องกันตนเองหรือทำอารายคร้าภักดี  
    #32
    0
  2. #31 COMANNAN (@imthanan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 16:28
    เดี๋ยวๆใจเย็น 555555555
    #31
    0
  3. #30 BoraNisa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 23:08
    คุณพระ!!!! พี่ภักดี เดี๋ยวนี้แอบซาดิสม์เหรอ 5555
    #30
    0
  4. #29 Porii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 16:01
    โอ้ย ภักดีโซ่แส้กุญแจมือจะเอามาทำไรน้อง
    #29
    0
  5. #27 noynongsin (@noynongsin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 16:51
    เหมือนคุณแม่ใจร้ายเบยคร่า 
    #27
    0
  6. #26 Porii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 07:44
    เสดโจรเอ้ย เสดภักดีสิค่ะ555

    สงสารนาง
    #26
    0
  7. #25 SopapornPogpoon (@SopapornPogpoon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 01:32
    แอบสงสารดาหน่อยๆ เหมือนโดนกลั่นแกล้ง555
    #25
    0
  8. #24 MULEE & MOEI ♚ (@mu_mu_jung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 23:35
    #ปักรักภักดี♣ #LoyalistOfHeart #ภักดี🔫 #ภัครดา 💍
    มาซะดึกเลย แต่เค้ามาแล้วนะเออ
    รดาที่ดื้อมาตั้งแต่ตอนแรก ใกล้จะหมดพยศหรือยัง
    มาเอาใจช่วยภักดีกันเลยค่ะ เอ๊ะ ทำไมเข้าข้างดีขึ้นมาล่ะเนี่ย 😆💓

    #24
    0