Wolves Blood กับดักรักร้ายเจ้าชายหมาป่า ภาค 3 [เล่มจบ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,180 Views

  • 7 Comments

  • 47 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5

    Overall
    6,180

ตอนที่ 2 : Wolves Blood SS1 (P.3) EX. EP01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 716
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ก.พ. 57

Sparkling Angel 01

Still Doll (Again)

 

Maia’s story

 

“วีล

            เสียงแผ่วๆ ของฉันดังจนแทบจะไม่ได้ยินเสียง มือของฉันไขว่คว้าไปกลางอากาศเพื่อที่จะสัมผัสกับมือของวีลเอาไว้

            ฉันคือไมอามีสายเลือดของหมาป่าพิเศษที่เป็นเลือดผสมอย่าง White Blood ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชีวิตของฉันเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาที่บรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากมนุษย์หมาป่าเท่านั้น แม้ว่าผู้หญิงจะไม่สามารถกลายร่างเป็นหมาป่าได้ดังเช่นผู้ชาย แต่เลือดที่ไหลเวียนในร่างกายนี้ก็มีอำนาจพิเศษที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง

            ฉันเกิดมาเป็นผู้หญิงและมีเลือดสีดำในคราแรก Black Heart คือสายเลือดของฉันที่ข่มเลือดสีขาวที่เรียกว่า White Blood เอาไว้ เหมือนกับพลังหยินหยาง แต่เมื่อเติบใหญ่กาลเวลาหมุนผ่านไปเรื่อยๆ จนครบวาระยี่สิบปีหรือหนึ่งรอบของมนุษย์หมาป่า

            ดวงจันทร์กลับดึงเอาอีกเลือดที่หลับใหลในกายของฉันที่ถูกกดทับไว้เบื้องลึกออกมา จาก Black Heart เลือดสีดำก็แปรเปลี่ยนให้ฉันกลายมาเป็นเจ้าหญิงเลือดสีขาวที่ไม่มีใครปรารถนาจะให้ฉันเป็น ไม่ว่าจะเยื้องย่างไปทางใด ไม่ว่าจะเฉียดกลายเข้าใกล้ผู้ใด สายเลือดสีขาวที่น่าอัศจรรย์นี้มักจะดึงดูดทั้งพลังงานชีวิต และพลังเนตรจากผู้คนที่พบเจอผ่านมาเข้าหาตัวไม่มีวันจบสิ้น

            ฉันเป็นผู้หญิงเลยไม่สามารถจะถ่ายเทพลังงานที่ล้นทะลักกัดกินร่างกายของฉันภายในนี้ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไปแค่เดือนเดียวฉันก็มีร่างการทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมที่ดำสนิทเป็นเงางามบัดนี้ได้กลายมาเป็นเส้นผมสีเทาใกล้จะหงอกขาวโพลนไปทั้งหัว

            ร่างกายของฉันเหมือนถูกอะไรบางอย่างกัดกินจนเจ็บแสบ ร้อนเร่าและสุดท้ายฉันอาจจะเน่าเปื่อยสูญสลายหายไปในที่สุด

            “ไมอา” เสียงของวีลผู้เป็นพี่ชายที่รักของฉันดังให้ได้ยิน

            เขาขยับเข้ามาอยู่ข้างเตียงของฉัน และกุมมือฉันไว้เมื่อตอนที่ฉันร้องไห้ ฉันมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งไปเวลาที่ฉันอยู่คนเดียว

          “ฉันกลัว ฉันเจ็บไปหมดทั้งตัว” ฉันบอกเขาแล้วก็ลูบแขนตัวเองไปด้วย

            และยิ่งเขาเข้ามาใกล้ฉันเท่าไหร่ ฉันก็พบว่าตัวเองนั้นดูดกลืนพลังงานของเขาเข้ามาในตัวเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

            ความมืดมิดและเปล่าเปลี่ยวทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวและกระวนกระวาย

            เสียงเพลงจากกล่องดนตรีขับขานยามค่ำคืนที่มืดมิดยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกลัว พ่อกับแม่ไปหาคุณปู่คุณย่าเพื่อบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของสายเลือดของฉัน

            คุณปู่คุณย่าของฉันเป็นฝาแฝดและใช้ชีวิตสืบทอดสายเลือดด้วยกันเอง มันอาจจะเป็นเรื่องผิดจารีตของพวกมนุษย์ หากแต่สำหรับมนุษย์หมาป่าอย่างพวกฉันมันเป็นเรื่องธรรมดามาก และในการที่จะรักษาความเข้มข้นของสายเลือดนี้เอาไว้ พวกสายเลือดบริสุทธิ์มักจะเลือกคู่ครองที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน

            และสำหรับพวกเลือดผสมอย่างฉัน มักจะแต่งงานกันเองในเครือญาติ

            พ่อและแม่ของฉันเป็นฝาแฝดและแต่งงานจนมีวีลและฉันขึ้นมา ส่วนบรรพบุรุษรุ่นแรกของเลือดผสมครอบครัวของฉันนั่นคือ คุณย่า ท่านเป็นเลือดบริสุทธิ์ Green Claws มาก่อนและได้รักและร่วมชีวิตกับคุณปู่ที่เป็นเลือดบริสุทธิ์อีกสายพันธุ์นั่นคือ Red Tails

          ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ทั้งพ่อและแม่ของฉันจะต้องตายเมื่ออายุครบยี่สิบปี เนื่องจากการข้ามสายเลือดโดยที่ธรรมชาติมักจะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านเลย แต่เมื่อท่านทั้งสองเป็นฝาแฝดที่ไม่มีความสมดุลทางธรรมชาติทำให้ผ่านจุดนั้นมาได้

            และก้าวข้ามผ่านมารอดชีวิตกลายเป็น Black Heart ด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อสายเลือดถูกส่งผ่านมามารุ่นต่อรุ่น ทำให้สายเลือดอีกสีหนึ่งซึ่งเป็นสีขาวได้ปรากฏขึ้นที่ฉัน เมื่อครบอายุยี่สิบปีแล้ว

            พ่อกับแม่ตกใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ท่านรู้ดีว่าเลือดของฉันที่เป็นสีขาวนี้ส่วนหนึ่งนั้นเกี่ยวพันใกล้ชิดกับคุณย่าของฉันที่เป็น Green Claws ดังนั้นท่านทั้งสองเดินทางไปหาคุณปู่คุณย่าของฉัน เพื่อหาทางรักษาชีวิตของฉันเอาไว้ไม่ให้จบสิ้นเพียงเท่านี้

 

            “หิวน้ำมั้ยไมอา” วีลถามฉันอย่างเป็นห่วงจากนั้นก็นำแก้วน้ำมาให้ฉันดื่ม

            ฉันมองหน้าพี่ชาย หลายครั้งเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าฉันคิดเช่นไรกับผู้ชายคนนี้ หากไม่ได้มองเขาเป็นพี่ชายแล้วล่ะก็ ฉันคิดว่าฉันชอบเขาเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งชอบผู้ชายสักคน

            “อือ” ฉันครางตอบเขาในคอ

            ตอนนี้ท้องฟ้ามืดมิด เข็มนาฬิกาลูกตุ้มทรงโบราณในห้องนอนของฉันบอกเวลาเที่ยงคืนพอดี ดวงจันทร์เต็มดวงและสาดแสงสีเงินลงมายังพื้นโลก ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูสว่างไสวไปหมด

            วีลลุกขึ้นจากที่นั่งคุกเข่าลงข้างเตียงและเดินไปหยิบแก้วน้ำมาให้ฉัน ตอนที่ฉันกำลังดื่มน้ำด้วยความกระหายนั้น แววตาของวีลเริ่มแปรเปลี่ยนจากสีดำสนิทดุจขนนกกาน้ำ กลายเป็นฝ้าละอองขุ่นๆ ที่ค่อยแผ่ออกมาจากดวงตาของเขา มันดันให้แว่นที่เขาสวมอยู่นั้นหลุดออกจากกรอบหน้าของเขา

            และเพียงพริบตาเดียวมือของวีลที่ตวัดผ่านเฉียดแก้มของฉันไป เขาก็บีบอะไรสักอย่างที่อยู่ข้างๆ ไหล่ของฉันจนได้ยินเสียงหักกรอบแกรบ

            ดวงตาของฉันเบิกกว้างขึ้น หัวใจเริ่มเต้นถี่กระชั้นทีละน้อย รู้สึกเหมือนว่าเสื้อนอนที่ใส่อยู่ตรงหัวไหล่จะเปียกชุ่มด้วยหยดน้ำอะไรสักอย่าง

            แต่กลิ่นที่คุ้นชินสำหรับหมาป่าอย่างฉันบ่งบอกให้รู้ว่าอะไรที่เปื้อนไหล่ฉันอยู่นั้นไม่ใช่น้ำ หากแต่มันคือ เลือด

          วีลใช้มืออีกข้างจับข้อมือฉันและเหวี่ยงดึงให้ฉันไปหลบอยู่ข้างหลังเขาอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นฉันมองเห็นร่างของหมาป่าตัวใหญ่ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่ในอุ้งมือของวีล

            ดวงตาสีแดงเจิดจ้าทำให้ฉันรู้ว่านี่คือ Red Tails ที่มีหน้าที่ตามกำจัดสายเลือดผสมอย่างฉัน

            “ไมอา ออกไปก่อน” เมื่อหมาป่าตัวนั้นมันหยุดดิ้นแล้ว วีลก็ละมือออกจากคอของมันปล่อยให้ร่างใหญ่ขนสีแดงแกมน้ำตาลของหมาป่าตัวนั้นตกลงกระทบพื้น มันชักกระตุกอยู่สองสามทีก่อนที่ฝ้าละอองสีดำทะมึนจากเนตรของวีลจะเข้าปกคลุมร่างของมัน และกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูกในอีกไม่ช้า

            ฉันตัวสั่นเยือกขึ้นมาทันที อีกแค่เสี้ยววินาที หากว่าวีลไม่ได้อยู่ข้างๆ ฉัน

            คนที่จะตายคือฉัน ไม่ใช่หมาป่าตัวนั้นแน่นอน ฉันกอดไหล่และห่อตัวเองเอาไว้เมื่อเห็นว่าร่างของหมาป่าตัวนั้นค่อยๆ ถูกดูดกลืนหายไปในที่สุด

            “พวกฮันเตอร์กำลังมาทางนี้ เราต้องออกจากบ้าน” วีลพูดแล้วก็ฉุดให้ฉันเดินตามเขาไป

            เขาเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเอาเสื้อโค้ทที่แขวนในตู้ออกมาคลุมร่างของฉัน ที่มีเพียงชุดนอนบางเบาติดตัวอยู่ตัวเดียว เพราะไอร้อนที่ลอยวนในร่างกายทำให้ฉันต้องหาเสื้อผ้าบางๆ แบบนี้มาติดตัวเอาไว้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเหงื่อตกและร้อนตายถ้าใส่เสื้อโค้ทหนาๆ เหมือนคนอื่น

            “มันกำลังมาอีกสองตัวแล้ว รีบใส่เสื้อเข้า” วีลบอกฉันเสียงเรียบ แต่ฉันสั่นไปหมดทั้งตัว ฉันไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่พ่อและแม่ของฉันจะปกป้องคุ้มครองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้แต่หยดน้ำก็ยังไม่เคยหล่นกระทบตัวของฉัน แน่นอนว่าท่านทั้งสองเป็นสายเลือดที่แข็งแกร่งและเป็นที่เกรงขามของบรรดาหมาป่าธรรมดา รวมไปถึงสายเลือดบริสุทธิ์และ สายเลือดผสมด้วยกันเอง

            วีลเองก็ได้รับคุณสมบัตินี้มาจากพ่อและแม่ แต่สำหรับฉัน ฉันเป็นเหมือนลูกกระต่ายที่ถูกหมาป่าเก็บมาเลี้ยง ฉันมักจะตื่นกลัว ชอบจะหลบอยู่หลังพี่ชาย และหวาดกลัวไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จนไม่น่าเชื่อว่าฉันจะเกิดมาในตระกูลนี้ได้

            “พ่อกับแม่ไม่อยู่ มันเลยคิดจะเก็บเรา” วีลพูดและชักฝักดาบสีเงินติดตัวไปด้วย

            ดาบเล่มนี้พ่อให้กับวีลเอาไว้เมื่อตอนที่จะออกเดินทางไปหาคุณปู่คุณย่า แต่ฉันไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกโจมตีได้เร็วแบบนี้ และตอนนี้ฉันก็แทบจะไม่มีสติและควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว

 

            ระหว่างทางที่เดินฝ่าลมหนาวและกลุ่มหมอกที่หนาทึบ วีลออกอาการหนาวจนตัวสั่นแต่สำหรับฉัน ฉันทนสภาพอากาศแบบนี้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ และรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เราสองคนเดินลัดเลาะไปตามป่าที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเดินเฉียดกลาย กลิ่นดอกไม้กลางคืนและสมุนไพรจะช่วยกลบกลิ่นของเราเอาไว้ ไม่ให้พวกฮันเตอร์สายเลือดบริสุทธิ์ได้ตามหาตัวเจอได้ง่ายๆ

            และสุดท้ายฉันก็เหนื่อยหอบเพราะแบกเอาพลังงานทั้งหลายเอาไว้ในตัว จนตอนนี้ฉันแทบจะก้าวเดินต่อไปไม่ไหว สุดท้ายวีลก็พาฉันหยุดนั่งพักที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ฉันเอนหลังพิงต้นไม้นั่นและหลับตาลงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ส่วนวีลก็ส่งกระติกน้ำให้ฉันดื่ม

            น่าแปลกใจที่เขาไม่กลายร่างเป็นหมาป่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเขาห่วงฉันที่กลายร่างเช่นเขาไม่ได้ ฉันดื่มน้ำเสร็จก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อพบว่าต้นไม้ที่พิงอยู่นั้นเริ่มแห้งเหี่ยวและหงิกงอเหมือนโดนไฟสุม

            “ขอโทษนะ” ฉันพึมพำออกมาอย่างเสียใจ

            เลือดสีขาวนี่ดูดกลืนเพลังงานชีวิตของต้นไม้ต้นนี้จนมันตายไป ฉันทำหน้าเสียใจในขณะที่วีลลุกขึ้นดึงแขนฉันกระตุกสองสามที บอกให้รู้ว่าฉันต้องไปต่อแล้ว

            “วีล ฉันสงสารมัน” ฉันบอกเมื่อวีลลากแขนฉันไปตามทาง และหันหลังกลับไปมองต้นไม้ที่ไหม้เกรียมนั้นสะท้อนกับแสงจันทร์จนมันสว่างจ้าไปหมด

            “ไว้เธอค่อยมาคืนชีวิตให้มันทีหลัง” วีลบอกฉัน และฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีนอกจากนิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ

            “แล้วพี่จะมากับเธอ” แต่ประโยคต่อมาของเขาทำให้ฉันยิ้มออกมาได้

            แต่ไม่นานฉันก็ต้องเซล้มไปอีกทางเมื่อมีหมาป่าตัวใหญ่สามตัวกระโจนเข้ามาหาพวกเราพร้อมๆ กัน ฉันหวีดร้องสุดเสียงก่อนจะกลิ้งไปอีกหลายเมตร เนื้อตัวของฉันถลอกปอกเปิกเป็นแผลเลือดไหลซิบ และไม่นานเลือดสีขาวนี้ก็ทำการสมานแผลให้ทันที

            เสียงของวีลตะโกนแทรกเสียงคำรามของหมาป่า แต่ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัดระหว่างที่ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นช้าๆ นั่นฉันก็ต้องกรีดร้องอีกครั้ง เมื่อหมาป่าสีดำตัวใหญ่วิ่งกระโจนมาถึงใบหน้าของฉัน

            ฉันล้มลงอีกครั้งและนึกในใจว่าคงจะตายไปแล้ว หากแต่มีหมาป่าสีขาวตัวหนึ่งเข้ามาขวางเอาไว้ มันงับคอหมาป่าที่พุ่งเข้าใส่ฉัน สะบัดๆ อยู่ไม่กี่ที กลุ่มฝ้าละอองสีดำก็ค่อยๆ กลืนกินร่างกายของหมาป่าตัวนั้นไปทีละน้อย

            ” ฉันสะอื้นในคอไม่เป็นภาษาสั่นไปหมดทั้งตัว และเมื่อหมาป่าสีขาวนั้นหันหน้ามามองฉัน

            ดวงตาสีดำรัตติกาลนั่นตรึงฉันไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ แสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบกับตัวของมันทำให้ขนสีขาวกลายเป็นสีเงินสะท้อนจนแสบตาไปหมด

            “คุณคือใครคะ

            ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังหน้ามืดทรงกายไม่อยู่จนทรุดฮวบลงไปอีกครั้ง ยังดีที่ร่างของหมาป่าสีขาวนี้มาช่วยรองรับตัวของฉันเอาไว้ ก่อนที่ฉันจะน้ากระแทกพื้นไปซะก่อน ไอร้อนที่ฉันพอจะแยกออกนั้นบอกให้รู้ว่าหมาป่าตัวนี้เป็นสายเลือดผสมที่เรียกว่า Black Heart

            ไม่น่าชื่อว่าฉันจะได้พบเจอกับเลือดรัตติกาลแบบนี้เข้าโดยบังเอิญ ฉันหลับตาลงและหอบฮักเจ็บหน้าอกไปหมด เมื่อรู้สึกว่าลมหายใจที่จะพ่นออกมานั้นมันถูกดันให้กลับเข้าปอด จนจุกเสียดไปทั้งหน้าอก ฉันเจ็บปวดและครางออกมาไม่เป็นภาษา

            ใครก็ได้ ช่วยฉันทีเถอะฉันร่ำร้องบอกใครสักคนภายใน รู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

            แต่สุนัขป่าสีขาวจนแทบจะกลายเป็นสีเงินนี้ไม่ขยับไปไหน มันยังคงหยุดนิ่งกับที่ให้ฉันได้พิงตัวเอาไว้ ฉันหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย ยกมือตัวเองขึ้นกำขนหนานุ่มของมันไว้พยุงตัวเองไว้ไม่ให้ลื่นไถลไปกับพื้นง่ายดายนัก

            เสียงร้องของวีลดังมาจากข้างหลัง และฉันก็ค่อยๆ หมดสติไปในไม่ช้า

 

            ฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงลูกตุ้มนาฬิกาแกว่ง เสียงมันดังคล้ายกับระฆังในหอคอยใกล้ๆ กับบ้านของฉัน หากแต่เมื่อลืมตาขึ้นมาฉันพบว่าคนที่กำลังจ้องมองฉันอยู่หาใช่วีลอย่างทุกครั้ง

            “เอ่อ” ฉันพยายามจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นมา แต่ว่าเขากดไหล่ของฉันเอาไว้ให้เอนตัวลงนอนตามเดิม

            ฝ่ามือของเขาทาบเข้ากับหน้าผากของฉัน และไม่นานไอร้อนที่ไหลวนอยู่ในร่างกายของฉันก็ค่อยๆ ไหลออกมาเป็นฝ่าละอองสีขาวเรืองแสงบางๆ และหายเข้าไปในฝ่ามือของเขา

            White Blood!

          และเขาเป็นผู้ชายด้วย ฉันไม่เคยเจอกับพวกสายเลือดผสมมาก่อนนอกจากพ่อกับแม่และวีล นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอคนอื่นที่มีสายเลือดชนิดเดียวกันกับฉันแบบนี้

            ดวงตาของเขากลมโตสองชั้นมองเห็นแววตาสีดำที่ล้ำลึกยากที่จะอ่านนอก คิ้วของเขาเรียงเป็นแผงรับกับดวงตานั่นได้อย่างดี จมูกคมสัน องค์ประกอบทุกอย่างบนใบหน้าของเขานั้นทำให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีหาตัวจับได้ยากทีเดียว

            แวบหนึ่งฉันคิดว่าเขาเป็นหมาป่าสีขาวที่ช่วยฉันเอาไว้ แต่ว่า หมาป่าตัวนั้นเป็น Black Heart นะ ไม่ใช่เลือดสีขาวบริสุทธิ์อย่างคนคนนี้

            “คุณเป็นใครคะ” ฉันถามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            ดูแค่ผิวเผินก็รู้แล้วว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาดูน่าเกรงขามแต่ในเวลาเดียวกันก็ดูอ่อนโยนอย่างประหลาด

            “ไออัน” เขาบอกเรียบๆ และฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี นอกจากมองเขาเงียบๆ รอคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะละมือออกจากหน้าผากของฉันเสียที

            “สบายขึ้นบ้างมั้ย?” เขาถามฉันแล้วก็ส่งยาเม็ดหนึ่งมาให้ถึงมือฉัน หลังจากจากที่เอนตัวลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงเอาไว้แล้ว

ซึ่งฉันไม่รู้ว่ายาเม็ดนั้นมันคืออะไรกันแน่ ฉันมองหน้าเขาสลับกับยาที่อยู่ในมือไปมาไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของเขาตอนนี้ดีหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับฉันล่ะ

ฉันคิดพลางมองหน้าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าไปด้วย

“เธอคิดว่าฉันเป็นศัตรูกับเธออย่างนั้นเหรอ” เขาถามและยิ้มที่มุมปากบางๆ ไปด้วย

            ฉันมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เขารู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ได้ยังไงกัน เมื่อเห็นว่าเขายิ้มฉันเลยคิดว่าเขาน่าจะพอเป็นเพื่อนกับฉันได้ ฉันเองก็ได้แต่คิดเท่านั้นไม่กล้าจะบอกตัวเองว่ามั่นใจเต็มร้อยจริงๆ

            “หน้าของเธอเหมือนกระดาษเปล่าที่เขียนตัวอักษรติดไว้เลยล่ะ ฉันเป็นพวกเดียวกับเธอ วางใจได้” เขาบอกแล้วก็ปิดกล่องปฐมพยาบาลที่ถือมาด้วย

            ไม่นานเขาก็กอดอกยกขาขึ้นมาไขว่ห้างพร้อมกับมองหน้าฉันนิ่งๆ จะบังคับฉันด้วยสายตาคู่นั้นให้ฉันกลืนยาที่อยู่ ฉันแกล้งเป็นมองไปรอบๆ ตัวแทนแล้วกังเกตเห็นว่าที่นี่เป็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่ มีหน้าต่างเพียงบานเดียวตรงนั้น ส่วนอื่นเป็นกำแพงหน้าทึบมีบานหน้าประตูใหญ่ๆ อีกบานหนึ่ง ซึ่งเป็นบานประตูคู่

            เตียงหลังที่ฉันกำลังนอนอยู่ก็กว้างมากทีเดียว มีเสาสี่มุมแล้วก็ตู้หนังสือไม้ มีหนังสือเล่มหนาที่ดูเก่าและเป็นวิชาการเรียงอยู่เป็นตับ และสุดท้ายฉันหันไปมองหน้าของคนที่ชื่อไออันอีกครั้ง

          “ทานยาซะ เดี๋ยวพี่ชายเธอคงจะมา”

            เมื่อเขาพูดถึงพี่ชาย ฉันก็คิดขึ้นมาได้พอดีว่าตัวเองพลัดหลงกับวีลกลางป่า

            “คุณเจอวีลแล้วเหรอคะ?” ฉันถามและเห็นเขาพยักหน้ามาให้

            ดังนั้นฉันเลยเลือกที่จะทานยาอย่างที่เขาบอก เพราะถ้าเขาอยู่อีกฝ่ายกับฉัน ฉันคงตายตั้งแต่ที่ยังไม่ทันได้รู้สึกตัวขึ้นมาอย่างนี้หรอก และเมื่อทานยาเข้าไปมานาน ฤทธิ์ของยาก็ทำให้ฉันรู้สึกง่วงงุนจนต้องปิดเปลือกตาอีกครั้ง เสียงกล่องเพลงที่กำลังขับขานค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในสมองของฉัน และทำให้ฉันหลับใหลอีกครา

 

          ฉันได้กลิ่นที่คุ้นเคยของวีล มันลอยมากับสายลมและปลุกให้ฉันลุกขึ้นมา ฉันเหวี่ยงเท้าลงจากเตียงแตะไว้ที่พื้น แล้วก็เงี่ยหูฟังว่าต้นเสียงนั้นมาจากที่ไหน เมื่อพอจะรู้ว่าวีลอยู่ข้างนอกถัดออกไปไม่กี่ห้องตามความรู้สึก ฉันก็ทรงตัวให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ขยับเท้าไปข้างหน้า

            ทางเดินที่เงียบกริบไร้สุ้มเสียงและแสงไฟ สิ่งที่จะนำทางให้ฉันไปพบเจอกับวีลนั้นมีเพียงกลิ่นและสัญชาตญาณเท่านั้น ฉันยกมือแตะผนังกำแพงเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มลงกลางทาง เพราะรู้สึกว่าตัวเองหนักไปหมดทั้งขาและแขน คล้ายกับว่ากำลังแบกกระสอบหินที่หนักเป็นตันไว้กลางหลัง

            และเมื่อฉันล้มลงเข่าเกือบจะสัมผัสกับความเย็นชืดของพื้นที่ปูด้วยหินปกคลุมด้วยความเย็น จากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงดึกและเข้าสู่วันใหม่อย่างตอนนี้ ร่างของใครสักคนมารับฉันเอาไว้ก่อนที่ฉันจะกระแทกกับพื้น

            “อ๊ะ ขอบคุณค่ะ” เสียงของฉันขาดหายไปดื้อๆ เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าและดวงตาข้างหนึ่งของเขาได้อย่างชัดเจน

            โครงหน้าของบุรุษรูปงามคนหนึ่ง และดวงตาคมกริบสีดำสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใดๆ นอกจากความมืดมิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฉันมองหน้าเขาตะลึงลานอยู่นานจนคิดว่าเขาคงจะรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังจ้องหน้าเขาไม่กะพริบอยู่ อ้อมแขนของเขากระชับร่างของฉันขึ้นให้แนบชิดกับตัวของเขา และเมื่อฉันทรงตัวได้ด้วยขาของตัวเองแล้วเขาก็ค่อยๆ ผละออกจากตัวของฉัน

            ไอสีขาวบางๆ ที่เป็นเหมืองละอองน้ำ ที่เชื่อมต่อจากตัวเขามาถึงตัวของฉันทำให้ฉันมองหน้าอย่างแปลกใจ แน่ล่ะว่าตอนนี้ฉันกำลังดูดกลืนพลังงานของเขาเข้าหาตัวเองอยู่ แต่ที่น่าแปลกคือเส้นใยบางๆ นี้มีมากกว่าหนึ่งเส้นที่เชื่อมต่อระหว่างตัวฉันกับชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้

            ปกติฉันกับวีลมีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น เมื่อร่างกายของฉันดึงดูดเอาพลังงานจากตัวของเขามา

แต่สำหรับบุรุษหนุ่มนิรนามคนนี้ มันมีมากกว่าหนึ่งเส้นและทำท่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนฉันต้องขยับเท้าถอยหลังเพื่อให้ช่องว่างระหว่างกันและกันให้มากขึ้น ไม่ได้การแล้ว ทำไมเลือดสีขาวนี้เป็นเหมือนมือที่กำลังเอื้อมแตะสัมผัสกับชายคนนี้ มันถูกใจพลังงานของคนคนนี้อยู่

“ขอโทษค่ะ” ฉันบอกเขาเสียงแผ่วแล้วก็ทรุดฮวบลงอีกครั้ง เมื่อแบกรับพลังงานจากเขาไว้มากเกินไป

เจ็บ และหายใจไม่ออก ฉันพยายามจะบอกให้เขาอยู่ห่างจากฉัน แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้ขยับเข้ามาใกล้ สุดท้ายเขาก็ช้อนตัวของฉันไว้ในอ้อมแขน และพาเดินไปยังทางเดินที่เงียบกริบและมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากคบไฟข้างทางเท่านั้นที่พอจะมีแสงสว่างให้เห็นบ้าง แม้แค่เพียงเล็กน้อย ฉันก็เห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดี รูปงามอย่างหาตัวจับได้ยากทีเดียว

“จะไปหาพี่ชายของคุณใช่มั้ย?” เขาถาม ฉันก็พยักหน้า

            เมื่อช่องว่างระหว่างเราลดทอนลงใกล้ชิดกันมากขึ้น ฉันก็รู้สึกว่าเส้นใยสีขาวที่มีไว้เชื่อมและดูดพลังงานจากคนอื่นเข้าหาตัวนั้น มีมากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก มันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แทบจะห่อตัวฉันและผู้ชายที่กำลังอุ้มฉันไว้อยู่ให้กลายเป็นดักแด้สีขาวได้แล้ว

            มันน่ากลัวมากเกินไป

            ฉันเม้มปากไม่ได้ตอบอะไรเขาไป ปล่อยให้ร่างสูงของเขาพาฉันเดินไปเรื่อยๆ ในความเงียบที่ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของเขา เสียงลมหายใจเบาๆ ทั้งของฉันและของเขา และสุดท้ายคงจะเป็นเสียงหัวใจของเขาที่เต้นอยู่ข้างหูของฉัน มันดังเป็นจังหวะมั่นคง ผิดกับฉันที่เต้นแรงจนจับจังหวะไม่ได้

            เมื่อไอสีขาวนี้ห่อหุ้มตัวเราสองคนไว้หนาเกินไป ฉันเลยต้องยกมือขึ้นมาปัดๆ มันห่างหายไปบ้าง แต่ไม่นานมันก็ก่อรัดพันเกี่ยวกันไว้หนาแน่นเหมือนเดิม ฉันเห็นแล้วก็ถอนหายใจไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี นอกจากปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น

            “ท่าทางร่างกายของคุณ จะชอบพลังงานของผมนะ” เขาพูดและฉันก็เม้มปากแน่น เขาพูดเรื่องบ้าอะไรกันแน่เนี่ย ทำไมฉันถึงได้ร้อนหน้าวูบวาบแบบนี้ ฉันค่อนข้างแน่ใจว่ามันไม่ได้มาจากพลังงานของตัวเขาแน่นอน

            แต่ปฏิกิริยานี้มาจากตัวของฉันเอง

            “คุณสบายตัวหรือเปล่า ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวผมเบาขึ้น”

            เขาถามเขาถามแต่ฉันไม่ตอบอะไร แน่ล่ะ ก็พลังงานในร่างกายของฉันมันกำลังดึงดูดพลังงานจากตัวของเขามานี่นา เขาจะไม่รู้สึกเบาตัวได้ยังไง และอีกไม่นานเขาจะเบาจนไม่มีเรี่ยวแรงเดินเลยล่ะ ถ้าเกิดว่ายังปล่อยให้ตัวเองโดนสูบพลังงานเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

            “เดี๋ยวคุณจะเข่าอ่อนลุกไม่ขึ้นไปสามวันเลยล่ะ” ฉันประชดและพยายามจะดันอกของเขาให้ออกห่างจากตัวเองสักหน่อย เพราะว่าเขาเอาแต่กอดฉันแน่นจนฉันขยับตัวไปไหนไม่ได้

            บ้าจริง เขาหัวเราะ กำลังขำเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ

            “เจ้าหญิงเลือดสีขาว ไม่น่าเชื่อว่าชาตินี้ผมจะมีโอกาสได้เจอกับคุณ” เขาบอกและหมุนตัวหักเลี้ยวไปยังทางหนึ่ง

            ไม่รู้ว่าอุบัติเหตุหรืออะไรกันแน่ แต่มีจังหวะหนึ่งที่ริมฝีปากของเขาแตะเข้ากับหน้าผากของฉัน และทำฉันร้อนวูบวาบไปทั้ง ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า แต่มันยิ่งเร่งให้หัวใจของฉันเต้นรัวกว่าเดิมจนน่าใจหาย

            และเมื่อเขาปล่อยฉันลงจากวงแขนของเขานั้น ฉันก็รู้สึกว่าโลกโอนเอียงจนอีกฝั่งต้องมารับร่างของฉันเอาไว้ จะบ้าตาย ตอนนี้เขาคงเข่าอ่อนเหนื่อยไม่แพ้ฉันแล้วแน่ๆ

            “เฮ้อผมเหนื่อยสุดๆ ไปเลย เหมือนแบกหินหนักสักร้อยกิโล” เขาพูดปนหอบ ท่าทางจะเหนื่อยอยากที่บอกไว้จริงๆ คงจะเป็นเพราะว่าถูกดูดพลังงานจากตัวเพราะฉันเกือบหมดเป็นแน่

            ฉันเองก็เหนื่อยจนเข่าอ่อนเพราะแบกพลังงานเอาไว้กับตัว เฮ้อดูไปแล้วก็น่าสงสารทั้งตัวเองและตัวเขาจริงๆ และตอนที่เราสองคนยืนมองแสงจันทร์เงียบๆ นั้น แวบหนึ่งที่ดวงตาของเราได้มาสบสายตากันและกัน แววตาของเขากำลังบอกอะไรบางอย่าง แต่ว่าฉันอ่านมันไม่ออก

            “เดินไม่ไหวใช่มั้ย?  เขาถามเหมือนจะรู้ทันและเขาก็ส่งมือมาให้ฉัน

            ฉันมองมือของเขาแล้วไล่เรื่อยไปถึงใบหน้าของเขา รอยยิ้มนั้นฉันไม่รู้ว่ามันเป็นกลลวงของนักล่าหรือเปล่า เขาว่าสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างเช่นจำพวกนักล่า มักจะมีแรงดึงดูดแบบแปลกๆ ที่เรามักจะหลงเดินไปตกหลุมพรางอย่างง่ายดาย แม้จะรู้ว่านั่นคือกับดัก แต่ว่าเราก็ไม่อาจจะขัดขืนได้เหมือนถูกตราตรึงเอาไว้ด้วยตราสะกดที่ไม่มีวันจะสลัดออก

            ฉันมองเขาแวบหนึ่งแล้วก็เกือบจะส่งมือตัวเองให้กับเขา แต่เมื่อฉันเห็นร่างสูงๆ ของวีลอยู่ไม่ไกลออกไป ความสัมพันธ์ที่ผูกพันแน่นหนากว่าใคร ทำให้ร่างกายของฉันวิ่งผละจากชายหนุ่มแปลกหน้าโดยไว และทิ้งให้เขาค่อยๆ กำมือแน่นจากที่วางค้างไว้บนอากาศเงียบๆ

            “วีล!!

 

            “เราสองคนกำลังถูกพวกฮันเตอร์ไล่ล่ามาครับ” วีลกำลังคุยกับใครไม่รู้

            ฉันไม่รู้ว่าก่อนที่ตัวเองจะหมดสติไปหลังจากที่ถูกฮันเตอร์ไล่ตาม แล้วมีหมาป่าสีขาวตัวหนึ่งมาช่วยฉันเอาไว้ หลังจากมีเรื่องเกิดขึ้นแต่ว่าฉันไม่รู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และคนพวกนี้เป็นใคร ฉันทำได้แต่เพียงหลบอยู่ด้านหลังของวีล และแอบมองคนอื่นจากด้านหลังของพี่ชายเท่านั้น

            “พ่อกับแม่ของพวกผมออกเดินทางไปต่างเมือง ไม่รู้ว่าพวกนี้รู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่กันตามลำพัง” วีลพูดแต่ฉันมองแค่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นเท่านั้น

            เขามีแรงดึงดูดอะไรแปลกๆ และเมื่อรวมอยู่ในคนหมู่มากฉันยิ่งสังเกตเห็นว่าเขานั้นดูโดดเด่นกว่าคนอื่นมากแค่ไหน และเมื่อสายตาของเราสองคนได้มาเจอกันฉันก็รู้สึกเหมือนว่า เขาและฉันมีอะไรบางอย่างที่สื่อถึงกันได้

            เขานั่งอยู่ข้างๆ กับไออันคนที่ให้ยาฉันมาและตรวจดูอาการฉันก่อนหน้านั้น ถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อว่า ไออัน น่าจะใช่นะ

            “นี่คือน้องสาวของผม เธอชื่อไมอา” พอวีลเรียกชื่อฉัน ฉันก็สะดุ้งเฮือก แอบอยู่หลังของพี่ชายตามเดิม และยิ่งตัวเล็กมากกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า

            และไม่รู้ว่าทำไมท่าทางของฉันถึงทำให้คนอื่นๆ หัวเราะร่ากันได้ถึงเพียงนั้น ฉันแอบเม้มปากด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะเห็นแววตาของผู้อาวุโสคนหนึ่งมองมาที่ฉัน สายตาของเขาดึงให้ฉันให้ความสนใจไปที่เขาอย่างเดียวทันที

            “ออกห่างจากพี่ชายเธอสักนิดก็ดีนะไมอา อยู่ใกล้แบบนั้นเดี๋ยวพี่เธอก็แย่เอาหรอก” ผู้อาวุโสท่านนั้นบอกกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร ส่งผลให้ฉันยิ้มแห้งๆ และขยับตัวออกห่างจากหลังของวีลอีกนิด

            แต่เมื่อถูกสายตาของคนอื่นๆ จ้องมองมาอีกฉันก็วิ่งไปซบกับแผ่นหลังของพี่ชายตามเดิม เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ ได้อย่างดี

            นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ! ฉันคิดในใจด้วยความขัดเคืองแต่ก็ไม่อยากจะเก็บมาเป็นอารมณ์ในใจ ตอนนี้แค่เห็นสายตาของผู้ชายคนนั้นมันก็ทำให้หัวใจของฉันเต้นตึกๆ ตักๆ ได้ดีซะแล้ว เพราะอย่างนั้นฉันเลยเอาแต่ถอนหายใจและแอบอยู่หลังของวีลตามเดิม

            “เธอขี้กลัว ขี้อายครับ เป็นแบบนี้เสมอ” วีลพูดและฉันก็ไม่กล้าจะสบสายตากับใครทั้งนั้น

            “ฉันชื่ออาร์ดี้ เป็นพ่อและลุงของแอนโทนี่กับไออัน สองคนนี้น่าจะอายุไล่เลี่ยกับพวกเธอนะ”  ชายที่ดูมีอายุมากที่สุดในห้องนี้กล่าวบอกฉันและวีล

            ผู้ชายคนนั้น ชายแปลกหน้า ชายหนุ่มนิรนามคนที่ร่างกายของฉันชอบพลังงานของเขามากเหลือเกิน เขาชื่อแอนโทนี่

            เอาล่ะ ฉันคิดว่าผู้ชายคนนั้นต้องมีความยียวนกวนประสาทไม่มากก็น้อย เพราะว่าขนาดสถานการณ์แบบนี้เขายังหัวเราะและขยับตัวไปกระซิบข้างหูกับผู้ชายที่ไออัน เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกนักหรือไงก็ไม่รู้สิ ยิ่งเวลาที่เขามองหน้าฉัน ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไม่มีสาเหตุ

            อันตราย เขาเป็นคนอันตรายที่ไม่สมควรจะเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย

            “เดี๋ยวทางเราจะส่งข่าวไปบอกพ่อกับแม่เธอเอง ว่าตอนนี้พวกเธอมาพักกับเรา อยู่ด้วยกันเยอะๆ แบบนี้มันคงดีกว่าที่พวกเธอต้องอยู่ตามลำพังกันเอง ฉันคิดว่าเธอคงจะเก่งพอตัวเหมือนกัน แต่ว่ากำลังของพวกฮันเตอร์นั่นก็มากพอดูที่จะล้มเธอได้ง่ายๆ เพราะอย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันที่นี่จนกว่าพ่อและแม่ของเธอจะส่งข่าวกลับมาก็แล้วกัน”

            ผู้ที่เป็นบิดาของแอนโทนี่พูดมา สายตาของเขามีความอ่อนโยนซึ่งหาได้น้อยมากที่พวกเลือดผสมอย่าง Black Heart จะมีสีหน้าและแววตาที่อ่อนโยนแบบนี้ แต่วีลพี่ชายของฉันก็ดูมีความอบอุ่นมากกว่าใครๆ ที่ฉันเคยรู้จักมา

            “ขอบพระคุณอย่างสูงครับ” วีลพูดและก้มศีรษะให้ท่านอาวุโสอาร์ดี้อย่างจริงใจ

            ทำให้ฉันต้องทำท่าเดียวกับวีลได้ด้วยโดยปริยาย มันก็จริงอย่างที่พวกเขาพูดมา ถ้าไม่มีพวกเขาฉันเองก็คงจะตายไปแล้วแน่ๆ

            “พวกเธอนามสกุลอะไรรึ ฉันจะส่งข่าวผ่านนกพิราบไปให้” ชายอาวุโสนั้นพูด พลางดีดนิ้วเรียกให้นกอินทรีตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะแท่นยืนของพวกมัน อยู่ห่างไม่ไกลจากโต๊ะกลมที่พวกเรานั่งพูดคุยกันอยู่เท่าไหร่

            “พวกเรานามสกุล วิคคลิฟฟ์ ครับ” วีลบอก และทำให้ชายชราเลือดผสมหันมามองหน้าพวกเราครั้งอย่างพิจารณา ฉันหลบไปอยู่ด้านหลังของวีลอีกหน่อยและรู้สึกหายใจไม่ค่อยจะออก

            “นามสกุลนี้ พวกเรารู้ว่าพ่อและแม่ของพวกเธอแข็งแกร่งมาก ไม่แปลกที่พวกฮันเตอร์จะลงมือไล่ล่าพวกเธอเป็นฝูง” ท่านอาร์ดี้พูดแล้วก็จรดปลายขนนกลงกับตลับหมึก จากนั้นก็ตวัดปลายลงบนกระดาษลายเก่าๆ อย่างรวดเร็ว

            “แม้ว่าเสียงของพวกเราจะเดินทางได้เร็วและไกลพอสมควร แต่ว่ามันอาจจะทำให้หมาป่าพวกอื่นได้ยินเสียงไปด้วย ฉันเลยใช้วิธีส่งจดหมายแทน” เขาอธิบายเมื่อเห็นว่าฉันจ้องหน้าเขาเขม็ง

“พวกเรานามสกุล ลินน์ อาเทิลรี ขอให้สัญญากับพวกเธอตรงนี้เลย ว่าพวกเรามีสายเลือดผสมเหมือนกัน และจะไม่ยอมให้พวกเธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด ตราบใดที่พวกเธออยู่ในความดูแลของเรา”

          “ขอบคุณครับ”

            “ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดขึ้นพร้อมๆ กับวีล เมื่อได้ยินผู้อาวุโสอธิบายและตรงไปตรงมาอย่างชัดเจนในความหมาย

            มันทำให้ฉันอุ่นใจ แม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้าพวกเขามาก่อนเลยก็ตาม

            “แอนโทนี่ พาน้องไปพักก่อนก็แล้วกัน พ่อมีเรื่องจะคุยกับวีลอีกสักหน่อย” ผู้ที่อายุมากที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันต้องมองหน้าเขาสลับกับมองหน้าพี่ชายอย่างลังเลใจ

            ฉันเองก็อยากจะนั่งฟังด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อวีลพยักหน้าให้ฉันออกไปกับแอนโทนี่ ฉันเลยจำใจขยับตัวอย่างเสียไม่ได้

            ร่างกายของฉันยังโซเซเพราะว่ายังไม่ชินกับการที่แบกภาระพลังงานไว้ในตัว แอนโทนี่กางแขนออกและขยับตัวเดินตามฉันเมื่อฉันโซเซ เหมือนจะรับร่างของฉันเอาไว้เมื่อฉันทำท่าจะล้มลง แต่เมื่อฉันไม่ล้มเขาก็เป่าปากออกมาอย่างโล่งอก และขยับตัวเดินตามและนำเป็นบางที

            เพราะว่าเขาเอาแต่เดินดักหน้าดักหลังของฉัน ฉันเลยรู้สึกเวียนหัวจนอดที่จะชักสีหน้าใส่เขาไม่ได้

ให้ตายเถอะ! เลิกทำเหมือนว่าฉันเป็นเด็กอายุสักห้าขวบได้ไหม ไม่ว่าจะวีลหรือใครก็มักจะทำแบบนี้กับฉันเรื่อยเลย มันน่ารำคาญนะ

 

“ไมอาเหรอ” เขาถามฉันเมื่อเราเดินไปพร้อมๆ กันสามคน

ซึ่งมีฉัน ไออันและเขาคนที่ถาม แอนโทนี่

            “ใช่” ฉันตอบและอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองดูเขาไปด้วย

            เขาสองคนนี้หน้าตาคล้ายคลึงกันทีเดียว ท่าทางจะเป็นญาติกันด้วย ฉันเองก็มีพี่ชายเลยพอจะรู้มาบ้างว่าพวกเขาน่าจะรักกันมากพอสมควรเลย สังเกตว่าพวกเขาไม่ทะเลาะกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรพวกเขาก็คุยกันอย่างถูกคอ ไม่มีท่าทีเหมือนคนที่ชอบทะเลาะกันบ่อยๆ เลย

            “เจ้าหญิงเลือดสีขาว” เขาพึมพำอะไรบางอย่าง และยื่นมือมาแตะปลายเส้นผมของฉัน

            นั่นแหละ ใยสีขาวละอองฝ้าที่มักจะดึงดูดเอาพลังงานจากคนอื่นๆ มาก็เริ่มก่อรัดพันเกี่ยวกันเหมือนเถาวัลย์รากไม้ จากปลายเส้นผมของฉันไปยังร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว

            ฉันเห็นแล้วก็ขยับตัวออกมาเพราะคิดว่าเดี๋ยวตัวเองต้องตายแน่ๆ ถ้าเกิดว่ายังดึงเอาพลังงานมาจากเขาเรื่อยๆ แบบนี้น่ะ

            “อึดอัดมั้ย?” เขาถามอีก

            แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างการอึดอัดที่ต้องอยู่กับพวกเขาตามลำพัง หรือว่าอึดอัดเพราะว่าร่างกายของตัวเองเป็นแบบนี้

            “ไม่รู้สิ” และคำตอบนี้ก็เป็นคำตอบให้กับทั้งสองคำถาม

            ฉันคิดว่าตัวเองไม่อึดอัดกับการที่ต้องอยู่ใกล้ๆ เขาเท่าไหร่นะ

            “เดี๋ยวฉันขอตัวไปหาหนังสือก่อนก็แล้วกัน นายพาเจ้าหญิงคนนี้ไปพักที่ห้องก่อนเลยก็ได้” ไออันพูดแต่ไม่รอคำตอบ เขาหมุนตัวเดินกลับไปทางเดิมทันที

            “ฉันไปเองได้นะ” ฉันบอกกับแอนโทนี่

            ไม่อยากจะให้ตัวเองต้องเป็นภาระของใครคนอื่นเขา เพราะแค่นี้ฉันก็รู้สึกลำบากใจมากแล้วที่ต้องมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ และอาจจะทำให้พวกฮันเตอร์เข้ามาโจมตีได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้

            “ถ้าเกิดว่าเธอล้ม กลิ้งขลุกๆ ลงบันไดไปแล้วหักคอตาย คำพูดของพ่อฉันมันจะไม่น่าตลกไปหน่อยเหรอ” และต่อมาแอนโทนี่ก็ทำให้ฉันถึงกับพูดอะไรต่อไม่ออก

            เขากำลังสาปแช่งฉันอยู่หรือเปล่านะ

            “งั้นก็ขอบคุณนะ อย่าอยู่ใกล้ฉันนักล่ะ เพราะว่าฉันอาจจะดึงเอาพลังงานของคุณมา และคุณจะหมดแรงเอาง่ายๆ นะ” นี่ฉันถือว่าตัวเองเตือนเขาแล้วนะ ถ้าเขายังเข้ามาวุ่นวายอีกจะหาว่าฉันไม่บอกเขาก่อนไม่ได้นะ

            “ถ้าอยู่ห่างแล้วเธอล้มหัวฟาดพื้นแตกได้เลือด ฉันเองก็จะมีความผิดเหมือนกันนะ”

            ฉันหันไปมองหน้าเขาและยกมือขึ้นมาเท้าสะเอวอย่างหมดความอดทน เท่าที่รู้สึก เขาแช่งฉันมากกว่าครั้งหนึ่งแล้วนะ ผู้ชายอะไรกันแน่เนี่ย

            “ฉันจะพยายามไม่รบกวนใคร เชิญคุณกลับไปพักผ่อนได้เลยค่ะ” ฉันบอกและผายมือให้เขาไปอีกทางหนึ่ง

            แต่ว่าแอนโทนี่ไม่ทำท่ารับรู้อะไรทั้งนั้น เขาอยู่ห่างจากฉันไปสามก้าว ไม่ว่าฉันจะเดินหรือหยุดเขาจะทิ้งระยะห่างเอาไว้สามก้าวเสมอ

            แต่คิดเหรอว่าระยะห่างแค่นี้ฉันจะดึงพลังงานออกมาจากตัวเขาไม่ได้น่ะ

            “นี่” ฉันพูดได้คำเดียวแล้วก็ต้องหัวหมุน เมื่อรู้สึกว่าพื้นที่ยืนอยู่พลิกคว่ำพลิกหงายอย่างรวดเร็ว ฉันยืนโซเซแต่ไม่นานไออุ่นที่ได้รับจากเขาก่อนหน้านี้ ก็เข้ามาประคองตัวของฉันเอาไว้ ก่อนที่ฉันจะหน้าฟาดกับพื้นไปจริงๆ

            “เห็นมั้ย บอกแล้วว่าเธอเดินเองไม่ไหวหรอก” แอนโทนี่พูดแล้วก็ช้อนตัวฉันขึ้นอุ้มอีกครั้ง

            “นี่ ขอฉันถามคุณสักเรื่องได้มั้ย แต่ขอร้องให้คุณตอบตามความจริงด้วย” ฉันบอกเขาและพยายามข่มใจตัวเองอย่างหนักที่จะไม่ยื่นมือไปโอบรอบคอของเขาเอาไว้

            บ้าจริง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ แต่ฉันคิดว่าฉันชอบพลังงานของเขา

            “อะไร?” เขาถามและยังก้าวเดินพาฉันกลับไปยังที่พักเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยอ่อนหลังจากที่ฉันดึงพลังงานมาจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย

            “คุณคือหมาป่าที่ช่วยฉันเอาไว้รึเปล่า” ฉันถามไปตามความรู้สึก

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม” เขายียวนกลับมา แต่ฉันก็รู้แล้วว่าคนคนนี้คือหมาป่าที่ช่วยฉันเอาไว้ก่อนหน้านั้นจริงๆ

            ฉันเลยเลื่อนมือไปโอบรอบคอเขาไว้เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย และกลัวว่าตัวเองจะเลื่อนหลุดออกจากอ้อมแขนของเขาลงกับพื้นไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะฉันรู้สึกว่าแวบหนึ่งที่แอนโทนี่ตัวแข็งทื่อไป

            “ขอบคุณนะ” ฉันบอกแล้วก็หลับตาลง นึกอยากจะพักผ่อนนอนหลับให้หายเหนื่อยเสียที

            “เธอนี่มันเหลือเกินจริงๆ” และถึงอย่างนั้นฉันก็ยังได้ยินเสียงเขาบ่นเรื่องอะไรสักอย่างตามมาด้วย

            น่าแปลกที่ฉันรู้ตัวว่าฉันทำตัวให้เขาเอือมระอา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้ยิ้มออกมาแบบนี้ ท่าทางฉันจะแปลกพิกลไปแล้วจริงๆ นั่นแหละนะ

 

            ฉันพักอยู่กับพวก ลินน์ อาเทิลรี อยู่นานทีเดียวกว่าที่จดหมายติดต่อจะถูกส่งกลับมาจากพ่อและแม่ของฉัน วีลอ่านจดหมายนั้นแต่ว่าฉันไม่ได้อ่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ที่ทั้งผู้อาวุโสอาร์ดี้และวีลไม่ยอมให้ฉันดูจดหมายนั่น ไม่ว่าขอร้องหรือแม้แต่ร้องไห้แล้ว แต่วีลก็ใจแข็งมากเหลือเกิน

            คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ฉันเดินมาเล่นที่แปลงดอกกุหลาบและเก็บดอกไม้เล่น อันที่จริงฉันก็พอจะรู้นะว่าการที่ฉันมีการเปลี่ยนแปลงสายเลือดจนมันน่ากลัวแบบนี้ ก็มีหลายคนที่เป็นห่วงฉันมากอยู่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ แม้แต่ผู้อาวุโสอาร์ดี้เองก็ตามแต่

            บางทีฉันก็อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยที่ฉันมีสิทธิ์ที่จะเลือกเองบ้าง ก็เท่านั้น

          “ดอกไม้นี่สวยมากใช่มั้ย?” แล้วฉันก็ต้องตกใจ เพราะจู่ๆ ก็มีใครสักคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมมืดของเสากลมอีกมุมของสวน

            มองหน้าเขาแวบเดียวฉันก็พอจะรู้ว่าเขาน่าจะมีเชื้อสายของพวก ลินน์ อาเทิลรี เพราะว่าเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณอาร์ดี้ และหน้าตาก็คล้ายคลึงกันอยู่มากด้วย

            “คะ อ้อ ค่ะ แปลงดอกไม้ที่นี่สวยมากค่ะ” ฉันตอบไปตามความจริง เมื่อเห็นแปลงดอกไม้ของที่นี่มีสีสันสวยสดมาก ที่นี่เป็นแปลงดอกกุหลาบที่ยาวสุดลูกหูลูกตาและยังมีแค่สีแดงสดเท่านั้นด้วย

            ตอนกลางคืนพวกมันจะส่งกลิ่นหอมหวานตลบอบอวล จนบางทีฉันได้กลิ่นแล้วก็ปวดหัวมากเหลือเกิน ฉันกะพริบตามองเขาที่ก้าวเข้ามาใกล้อย่างไม่เข้าใจ เขายิ้มและกำหมัดตัวเองแน่นชูขึ้นไปบนอากาศ แสงจันทร์แม้จะเพียงแค่เลือนราง แต่ก็สาดแสงมองเห็นความสง่างามของเขาอยู่ไม่น้อย

            “กลีบดอกสีแดงสดพวกนี้ มันต้องได้รับการกระตุ้น มันถึงจะบานและสีสวยเช่นนี้” เขากล่าวอีก แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอะไรมากเท่าไหร่

            และน่าแปลกที่ร่างกายของฉันไม่ค่อยจะยอมดึงดูดพลังงานจากตัวของชายคนนี้เท่าไหร่ด้วย

            ฉันขยับถอยหลังเมื่อเลือดหยดหนึ่งจากฝ่ามือของเขาหยดลงมา เพราะว่าเขาจิกนิ้วลงที่กลางฝ่ามือตัวเองจนได้เลือก กิ่งก้านใบของดอกกุหลาบพวกนี้สั่นระริกเหมือนเจอของหวาน เมื่อหยดเลือดนั้นหยดกระทบลงกับกลีบดอกสีแดงนั่น

            พวกมันใช้เลือดเร่งการเจริญเติบโตอย่างนั้นเหรอ

            ฉันกลัวจนขยับเท้าก้าวขาไม่ออก ก่อนที่ชายคนนี้จะขยับเข้ามาใกล้ คุณอาร์ดี้ก็เดินเข้ามาฉันซะก่อน พลางยิ้มให้ชายคนนั้นก่อนจะกวักมือให้ฉันเข้าไปหาเขา

            ฉันรีบหันหลังเดินตรงไปยังคุณอาร์ดี้ทันที และเมื่อเหลียวหลังกลับไปดูผู้ชายคนนั้นฉันก็ไม่พบว่าเขาอยู่บริเวณนั้นแล้ว เขาเป็นใครกันแน่นะ

            “มากับฉันหน่อย ไมอา” เขาพูดกับฉันแล้วก็นำฉันไปที่ไหนสักที่หนึ่ง

            ฉันเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย รู้สึกว่าชายคนนี้มีแววตาความเมตตาปรานีมากกว่าผู้ชายที่เจอในแปลงกุหลาบนั่นหลายขุมทีเดียว และฉันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองว่าคุณอาร์ดี้น่ะไว้ใจได้มากกว่าชายคนนั้น ฉันขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อคุณอาร์ดี้เดินนำฉันไปยังห้องนอนของวีล

          “วีลเป็นอะไรเหรอคะ” ฉันถามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อคุณอาร์ดี้เปิดประตูให้ฉัน แล้วก็ผายมือให้ฉันเดินเข้าไปด้านใน

            “เข้าไปดูเขาเองเถอะ” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะหันหลังกลับไปทางเดิม

            ฉันมองแผ่นหลังเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองเตียงหลังใหญ่ที่วีลกำลังทำท่าเหมือนทุรนทุรายอะไรบางอย่างอยู่ มีอะไรผิดปกติ ฉันคิดก่อนจะขยับเท้าก้าวเข้าไปหาวีลทันที

            “วีล” ฉันเรียกชื่อพี่ชายก่อนจะสะดุดชายกระโปรงของตัวเองที่ยาวกรอมเท้าล้มลง

            วีลที่อยู่บนเตียงหยุดการเคลื่อนไหวและหันขวับมามองฉันทันที และเมื่อเห็นใบหน้าของเขาฉันก็ตกใจ เพราะหน้าของเขาแดงก่ำและมีสีหน้าที่ดูไม่ดีเอาซะเลย

            “วีล เป็นอะไร” ฉันถามและกำลังจะขยับเข้าไปใกล้ๆ วีล

            แต่เสียงตวาดที่เขาส่งกลับมาให้ฉันทำให้ฉันชะงักกึกอยู่กับที่ ไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้เขามากกว่านี้

            “อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามา!!” เขาตะคอกใส่หน้าของฉัน

            ซึ่งตั้งแต่ที่โตมาใช้ชีวิตอยู่กับเขาฉันไม่เคยเลยที่จะเห็นเป็นแบบนี้ วีลมักจะใจเย็น สุขุมอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เหมือนว่าเขากำลังควบคุมตัวเองไม่อยู่ มือที่สั่นระริก ตาขาวที่โผล่พ้นออกมาจากตาดำนั่นแดงก่ำ จนฉันคิดว่าเส้นเลือดฝอยของเขาแตกไปเสียแล้ว

            “วีล คุณเป็นอะไร” ฉันถามและรู้สึกว่าตัวเองกลัวเขาจนตัวสั่นไปหมด

            แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อาจจะทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ลงคอ ฉันขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด และวีลก็แผดเสียงดังก้องห้อง

            “ไปให้พ้น ไมอา ไม่อย่างนั้นเธอจะเสียใจไปชั่วชีวิต!!” เขาบอกและฉันก็สังเกตเห็นว่ามีเลือดสีแดงสดไหลออกมาที่มุมปาก และหน้าอกของเขา

            เขามีแผล และท่าทางจะลึกพอดูด้วย

            “วีล! คุณมีแผลให้ฉันดูให้นะ” ฉันขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าเลือดสีขาวของฉันจะช่วยรักษาแผลของเขาได้อย่างรวดเร็ว

            แต่เมื่อมือของฉันแตะลงที่ไหล่ของเขา วีลก็สั่นไปทั้งร่าง เขาคำรามออกมาคำหนึ่งแล้วก็เหวี่ยงให้ฉันไปนอนอยู่ใต้ร่างของเขา เลือดที่กำลังไหลหยดออกมาจากตัวของวีล หล่นกระทบที่ใบหน้าของฉัน และวีลก็ก้มหน้าลงมาเลียมันออกไป ฉันตัวแข็งทื่อไปหมด เพราะไม่คุ้นชินกับสัมผัสแบบนี้ของเขา

            ตัวเขาสั่น นัยน์ตาแดงก่ำ และยังแววตาที่มันกำลังจะบ่งบอกอะไรบางอย่างนั่นอีก

            “วีล!!” ฉันหวีดร้องขึ้นมาเสียงดัง เมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นอะไร

            “ฉันต้องการเธอไมอา

            “วีล! วีล นี่ฉันไมอานะ วีล….” ฉันร่ำร้องแล้วก็สะดุ้งเมื่อวีลก้มหน้าซุกที่ต้นคอของฉัน ก่อนที่จะเจ็บแปลบลามไปทั่วตัว เมื่อเขาแยกเขี้ยวและฝังมันลงที่ต้นคอของฉันเต็มแรง

            “วีล ไม่เอาแบบนี้นะ วีล แอนโทนี่ ช่วยฉันด้วย!!

            และไม่รู้ว่าทำไม ชื่อสุดท้ายที่ฉันตะโกนออกไปนั่นมันถึงได้กลายเป็นชื่อของชายคนหนึ่งไปได้

            “ช่วยฉันด้วย!!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #6 Moumew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 13:12
    ชอบ​นะ​ค่ะ

    แต่​ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาของ​มันเท่าไหร่คะ
    #6
    0
  2. #2 rung (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:03
    ชอบอ่านเรื่องนี้ค่ะ เคยตามอ่านภาคก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้อ่านมาเปนปีแล้ว สู้ๆนะคะ
    #2
    0