ค่อยๆ รักกัน Gradually Love

ตอนที่ 9 : บท 2 เพราะฝน 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ก.ค. 63

สวัสดีค่ะทุกคน

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณสำหรับกำลังใจด้วยนะคะ กดให้ทุกวันเลย

 

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันค่ะ

 

อีกเรื่องคือ หลังจากวันอาทิตย์เราจะลงนิยายตอน 4 ทุ่มแทนนะ 

 

เหตุผลคือช่วงนี้ที่เราต้องมาก่อน 4 ทุ่ม เพราสี่ทุ่มเราต้องไปให้กำลังใจเด็ก ๆ 

 ดันแท็กในติดเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่หลังจากเด็ก ๆ ปล่อย MV แล้ว เราจะมา 4 ทุ่มนะคะ

เหมือนเดิมค่ะ คำผิด ติชม บอกได้หมดเลยน้า

 

 

ต่อ

 

 

เวลาบ่ายคล้อยของวันถัดมาก็ได้ฤกษ์ที่พวกเธอสามพี่น้องจะต้องกลับไปใช้ชีวิตนักศึกษากันต่อ คู่แฝดลาพ่อแม่ด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์และพูดคำหวานเหมือนไม่อยากจาก แต่ทันทีที่ขึ้นรถท่าทางของทั้งคู่ก็เปลี่ยนเป็นกระดี๊กระด๊าไม่มีเค้าความเศร้าหลงเหลือ ทั้งยังตะโกนเร่งพี่สาวให้รีบขึ้นรถอีก 

“เจี่ยเจียเร็ว ๆ พวกเราคิดถึงคอนโดจะแย่แล้ว” คนโหยหาอิสระพูด ไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้านมันไร้อิสระนะ แค่ไม่สะดวกใจเฉย ๆ สู้อยู่คอนโดไม่ได้ พี่สาวถามแค่คำเดียว เรื่องจบ 

คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าให้กับท่าทางกิ้งก่าเปลี่ยนสีของเหล่าลูกชาย แต่กลับไม่มีแววกลัดกลุ้มใด ๆ เพราะทั้งคู่เชื่อมั่นว่าลูกสาวของพวกเขามีวุฒิภาวะมากพอที่จะดูแลและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้อง ๆ ขณะอยู่ไกลบ้านได้ตามที่รับปากไว้ เพราะแบบนั้นพวกเขาถึงได้ยอมเว้นระยะให้ลูกได้มีพื้นที่ส่วนตัวกัน และมันก็ไม่แปลกที่เด็กสองคนนั้นจะรักและเชื่อฟังพี่สาวมากกว่าใครที่ทำให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ

“ผมสีนี้ของเจี่ยเจียแจ่มจริง ๆ” ดาเนียลที่นั่งอยู่เบาะหลังเอาหน้าแนบเบาะที่พี่สาวนั่งก่อนจะยกมือลูบเส้นผมสีส้มของพี่สาวเล่นไปเรื่อย ๆ 

“สีนี้มันเรียกว่าสีอะไรนะเจี่ยเจีย” แฝดพี่ที่กำลังขับรถอยู่ถามขึ้น

“แดงจินเจอร์”

“แล้วทำไมต้องตัดสั้นขนาดนี้ด้วย” ดีแลนถามต่อเพราะตอนนี้นอกจากจะมีผมสีส้มแล้วความยาวยังแค่เลยหูลงมาแค่นิดเดียว

“คุณนายแม่บรีฟช่างมาจ้ะ”

“ไม่ชินเลย แต่แบบนี้ก็ดูเด็กลง” ดาเนียลพูดปลอบใจตัวเอง ผมยาวสีดำคือสิ่งที่เขาเห็นพี่สาวมีมาตลอดจนคิดไปว่านี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงดูสวยขึ้นสำหรับเขา พอเมื่อวานที่พี่สาวกลับมาพร้อมลุคหัวส้มผมสั้นนั่นแล้ว เขาว่ามันไม่ถูก 

“เม่ยเหม่ย[1]ของต้าเกอ[2]” แฝดพี่พูดกระเซ้ารีบเลื่อนขั้นตัวเองทันที

“เย็นนี้เราไปกินยากินิกุกันไหมน้องแดน ให้ต้าเกอเลี้ยง” จบประโยคนั้นคนยอมเป็นน้องสาวก็ทำเป็นหันไปชวนสายเนื้อตัวจริงไปกินยากินิกุร้านประจำ

“ขอบคุณครับต้าเกอ” แฝดน้องส่งเสียงรับมุขทันที ในใจแอบหวังให้อีกคนบ้าจี้รับคำพาไปเลี้ยงจริง ๆ

“โอ๊ะ! ไม่ใช่ๆ นี่น้องดีนเองเจี่ยเจีย” ดีแลนพูดขึ้นทันทีที่ภาพใบเสร็จครั้งล่าสุดที่พี่สาวจ่ายแวบเข้ามาในหัว

“โด่ ไม่ใจเลยว่ะ” 

“ก็ถ้ามีแต่คนเป็นน้อง เจี่ยเจียก็ต้องเลี้ยงเองล่ะนะ”

“จริงเหรอ” แฝดน้องแววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง

“วันนี้” แฝดพี่ถามย้ำ ถึงจะรู้ว่าพี่สาวได้ตังค์ใช้เยอะกว่าแต่จ่ายทีก็มีตัวเบาเหมือนกัน

“อือฮึ”

“เห็นไหมไอ้ดีน ชีวิตกูมีเจี่ยเจียเป็นพี่คนเดียวก็พอไม่เห็นต้องมีมึงอีกคนเลย” น้องเล็กชะโงกหน้าไปพูดใส่พี่ชาย

 

เช้านี้ใครที่ผ่านคณะศิลปศาสตร์เป็นต้องสะดุดตากับความสว่างราวกับสะท้อนแสงได้ของหญิงสาวผมส้มที่นั่งอยู่หน้าตึก ความเด่นที่คล้ายกับมีใครเปิดสปอร์ตไลท์ส่องลงไปขับให้ร่างบางที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูเปล่งประกายจนแสบตาราวกับไม่ใช่ของจริง

“ไอ้แพท!” น้ำสียงตกใจของปรางทิพย์ดังขึ้นทันทีเห็นหน้าอีกฝ่าย เธอเดินย่อง ๆ เข้ามาอย่างสงสัยตั้งแต่มองเห็นผู้หญิงผมสั้นหัวส้มมานั่งที่โต๊ะประจำของพวกเธอ

“ฉันเอง เป็นไง” คนมาก่อนถามถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

“แซ่บมาก ไม่คิดว่าแกจะมีวันนี้” คนน่ารักตอบก่อนจะจุปากไปสามครั้งติด

“แพทตี้!”

“นางแพท!” เสียงเรียกที่แทบจะดังขึ้นพร้อมกันดังมาจากเขมิกาและอัครพลที่เดินมาตึกมาพร้อมกัน

“วู้~ ลุคนี้ของแกดีมาก นี่ฉันเพิ่งพูดกับแอมมี่ไปว่าไอ้ปรางนั่งอยู่กับใคร” 

“นี่หล่อนเป็นใครย่ะ หล่อนกลืนร่างนางแพทเอาไปใช่ไหม คายออกมานะ” 

“แหม ได้ผู้แล้วหายหน้าหายตาไปพอกลับมาทีถึงกับจำเพื่อนไม่ได้เลยเหรอ” คนถูกลืมแซะกลับทันที

“จ้ะ แต่ตอนนี้เริ่มคุ้นบ้างแล้ว เฉดนี้ทำยากมากนี่หมดค่าทำผมไปเท่าไร”

“ไม่รู้” แพทริเซียตอบหน้าซื่อ 

“ปกติแกขาวมากอยู่แล้วแต่เจอสีนี้เข้าไปเกิดกว่าเดิมอีก นี่แกเลือกสีเองป่ะ” เขมิกาถามทั้งที่มือยังจับ ๆ ถู ๆ ผมของเพื่อนอยู่

“แม่ฉันบรีฟช่างว่าอยากให้เปลี่ยนลุคลูกสาวให้ดูสดใสขึ้น”

“สดใสจริง ผมสั้นทำให้ดูเด็กลงสีส้มทำให้ดูสดใสขึ้น นี่แกจะแข่งสวยกับนางขิมแข่งน่ารักกับนางปรางมันใช่ไหม หล่อนมันร้าย” 

“โอ๊ย! แกก็กล้าพูด ดูหน้าฉันชัด ๆ แล้วหันไปดูหน้าขิมกับปรางสิ” 

“เออ ฉันไม่ได้เจอพวกแกเลยยังไม่ได้เมาท์กันเรื่องช้างบริหารเลย” จบประโยคสามสาวก็มองหน้ากันทันที

“ถ้าเรื่องช้างกับเสื้อกันฝนเคโรโระนั่นพวกฉันเมาท์กันไปแล้วจ้ะ” ปรางทิพย์พูดดัก

“เรื่องนั้นคนเขารู้กันทั้งมอยังเหลืออะไรให้สนุกอีกย่ะ แต่เรื่องเสื้อกันฝนนี่ฉันก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะชอบอะไรน่ารัก ๆ ขัดกับบุคลิกแบบนั้น” สามสาวลอบสบตากันอีกครั้งก่อนจะปล่อยให้หนุ่มสวยพูดต่อไป “เรื่องที่ฉันจะเมาท์คือเรื่องที่เมื่ออาทิตย์ก่อนมีคนเห็นช้างที่คณะเราตั้งสองสามครั้งต่างหากล่ะ”

“เขามาทำไมย่ะ” เขมิกาสวมวิญญาณนักแสดงเบอร์หนึ่งถามทันที

“ก็เพราะไม่มีใครรู้ไงย่ะฉันถึงได้มาขยายต่อ บางทีเขาอาจจะมาหาใครสักคนในคณะเราก็ได้”

“คงไม่ใช่ว่าเขาแค่จอดรถริมเลคแล้วเดินทะลุคณะเราไปนะ” ปรางทิพย์นักแสดงเบอร์สองพูดเบี่ยงประเด็น

“เออเป็นไปได้ ถ้าผ่านคณะเราก็เดินไปคณะเขาแค่นิดเดียวเอง” นักแสดงเบอร์หนึ่งทำทีคล้อยตาม

“ก็จริง ถึงฉันจะไม่เคยได้ยินว่าเขามาจอดแถวนี้แต่คณะเขาก็อยู่แค่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง ถ้าจอดจริงก็ถือว่ามีเหตุผล ข้อนี้ไม่ปัดตก” อัครพลว่าแล้วพยักหน้าหงึกหงักเมื่อหมดเรื่องสนุกแล้วก็กล่าวขอตัวทันที “ฉันว่าฉันไปก่อนดีกว่า ไม่เจอพวกแกนานแค่ไหนฉันก็แทบไม่เจอเพื่อนตัวเองนานเท่านั้น”

“ต๊าย! หล่อนคือคนได้ผู้แล้วลืมเพื่อนในตำนานใช่ไหม” เขมิกากระเซ้า

“แหม เพื่อนเคยมีมาเยอะแล้ว แต่ผู้เพิ่งเคยมีเป็นตัวเป็นตนครั้งแรก” ว่าจบก็เดินหัวเราะคิกคักออกไป  

 ทันทีที่อีกฝ่ายขอตัวไปหาเพื่อน พวกเธอก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกกันเป็นแถว ๆ ที่ทั้งต้มทั้งตุ๋นอัครพลได้สำเร็จ

“ฉันว่าฉันน่าจะไปเอาดีด้านการแสดงนะ เหมือนเพิ่งค้นพบพรสรรค์ใหม่” สาวสวยพูดขึ้นก่อน

“ถ้าแกแคสต์ผ่านฉันก็น่าจะผ่านเหมือนกัน ใช่ไหมแพทตี้ แกว่าฉันแสดงดีไหม” คนน่ารักถามต่อ

“พวกแกมืออาชีพกันจนฉันคิดว่าพวกแกคิดตามที่พูดจริง ๆ ฉันนี่ไม่กล้าพูดอะไรออกไปเลย”

“ดีแล้วที่แกไม่พูด ปกติแกก็ตามเรื่องพวกนี้ไม่ทันอยู่แล้ว ถ้าแกหลุดพูดอะไรออกไปแอมมี่มันต้องสงสัยแน่ ๆ ครั้งต่อไปก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่เราสองคน ใช่ไหมบีหนึ่ง” ปรางทิพย์ถาม

“ตามนั้นจ้ะบีสอง” อีกคนตอบ 

 

ตอนนี้เวลาบ่ายสองและแพทริเซียก็เลิกเรียนแล้ว ช่วงบ่าย ๆ แบบนี้ท้องฟ้ายังคงสดใส คนที่เช็คสภาพอากาศทุกวันอย่างเธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าเวลาที่ฝนจะตกคือช่วงเย็นที่คนเลิกงานเด็กเลิกเรียนนั่นแหละ ในเมื่อรู้แบบนี้เธอถึงได้ข้ามฝั่งมาคาเฟ่ใต้ตึกบริหารหลังจากที่ช่วงหลัง ๆ เริ่มรอดีแลนซื้อกลับไปไม่ทันใจเนื่องจากคู่แฝดเริ่มกลับช้าขึ้น ๆ ในทุกวันไม่เว้นแม้แต่วันฝนตก

“เอาจัสมินกรีนทีกับทาร์ตผลไม้ทานนี่ค่ะ” แพทริเซียสั่งขนมจ่ายตังค์เสร็จก็เดินไปที่นั่งมุมเดิม หลังจากพนักงานเอามาเสิร์ฟเธอก็จัดมุมถ่ายลงสตอรี่ไปหนึ่งรูป ก่อนจะใส่หูฟังแบบไร้สายเปิดวาไรตี้เกาหลีรายการเดิมที่ติดมากในช่วงนี้

ครืน~ 

เสียงลากเก้าอี้และเงาบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวที่ฝั่งตรงข้ามเรียกความสนใจจากเธอให้เงยหน้าขึ้นมอง

“อ้าว หวัดดี” เธอทักคนที่เจอกันที่นี่เป็นครั้งที่สอง เพียงแต่ครั้งนี้เขาเลือกนั่งโต๊ะเดียวกันกับเธอ

“หวัดดี มาคนเดียวเหรอ” เขาตอบเสียงอู้อี้

“อือ ไม่สบายเหรอ” 

“ใช่ ตากฝนวันเดียวเป็นหวัดเลย” เอ๊ะ นี้เขาต้องการจะสื่ออะไรนะ “อืม ไม่สวยจริงด้วย”

“ฮะ”

“ก็วันนั้นผมบอกเธอว่าสวยขึ้น เธอไม่เชื่อเพราะผมเห็นแค่ปลายผม มาวันนี้ผมเห็นเธอเต็ม ๆ แล้ว ลุคใหม่เธอไม่สวยจริง ๆ แหละ” โว๊ะ นี่เขาเป็นคนประเภทไหนเนี่ยที่มาพูดแบบนี้กับผู้หญิง ร่างบางบ่นในใจก่อนที่จะได้ยินเขาพูดประโยคถัดไป “แต่ผมว่าเธอน่ารักขึ้นมากกว่า” แพทริเซียไม่รู้ว่าเธอทำหน้าแบบไหนออกไป เธอได้ยินแค่เสียงเขาหัวเราะหึหึก่อนจะลุกไปรับน้ำที่สั่งไว้แล้วเดินออกจากร้านไป

ครืน

เป็นเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าที่เรียกสติเธอให้กลับมา 

chang

ไม่โกรธผมนะที่ผมบอกว่าไม่สวย ก็เธอน่ารักขึ้นจริง ๆ น่ะแหละ 

 

ไอ้บ้านี่ ยังจะไลน์มาย้ำอีก ถึงเมื่อก่อนเธอจะพอใจในรูปร่างหน้าตาอันธรรมดาของตัวเอง แต่พอได้เปลี่ยนสีผมกับทรงผมแล้วก็ต้องยอมรับแหละว่าเธอก็แอบหวังลึก ๆ ในใจว่าตัวเองจะดูดีขึ้นกว่าเก่า พอได้ยินคำชมจากคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัวและเพื่อน ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้นและมันทำให้เธอพิมพ์ตอบเขาไปว่า

พีเอทีทีไออี : ไม่โกรธหรอก  

พีเอทีทีไออี : ที่จริงเราก็พอรู้ตัวอยู่

chang : โอ้โหจริงดิ

พีเอทีทีไออี : กวนตี*

chang : นี่ผมจริงจังนะ

chang : เซ็นเซอร์ซะผมไม่รู้เลยครับ พิมพ์มาขนาดนี้แล้วก็ส่งมาเต็ม ๆ เถอะ

พีเอทีทีไออี: นี่เราสามารถพิมพ์คำว่า กวนตีน คุยกันได้แล้วเหรอ

chang : แต่เธอก็ส่งมาแล้วนะ คงต้องได้แล้วแหละ

พีเอทีทีไออี : คิคิ

พีเอทีทีไออี : แบบนี้คือเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วใช่มั้ย

chang : ทำไมถึงคิดว่าเป็นเพื่อนล่ะ

พีเอทีทีไออี : ก็เราไม่ควรพิมพ์แบบนั้นกับคนที่ไม่ใช่เพื่อนนะสิ

chang : กับคนแปลกหน้าผมก็พิมพ์นะ

พีเอทีทีไออี : อ้าว 

chang : อยากเป็นเพื่อนกับผม?

พีเอทีทีไออี : nope!

พีเอทีทีไออี : ไม่เห็นจะอยากเลย

chang : โอ้ จริงเหรอครับ

พีเอทีทีไออี : กวนตีน!

chang : 55555555

chang : ทีอยู่ต่อหน้าไม่เห็นจะกล้าคุยอะไรแบบนี้เลย

พีเอทีทีไออี : ตอนอยู่ต่อหน้าตัวเองก็ไม่เห็นกวนแบบนี้เหมือนกัน! 

 

“ใช่มาม่ะ ทุกคนกลับมากันหมดแล้ว” ประโยคนั้นทำเอาคนสองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาสะดุ้งทันที ก่อนจะเห็นพี่สาวชี้ไปที่นาฬิกาดิจิตอลแอลอีดีสามมิติที่แขวนอยู่บนผนังที่แสดงตัวเลขสองหนึ่งสี่ศูนย์

[ดี ๆ เลิกเรียนแล้วก็ควรรีบกลับเลยแบบนี้ ฝนตกหนักแบบนี้ทัศนวิสัยไม่ดีถนนก็ลื่นไม่ควรขับรถออกไปไหนกันนะลูก หนูต้องย้ำกับน้องนะรู้ไหม]

“ค่ะ หนูจะบอกน้องว่าฝนตกหนักแบบนี้ไม่ควรขับรถออกไปไหนกัน ทัศนวิสัยไม่ดีถนนก็ลื่น เลิกเรียนแล้วควรจะรีบกลับคอนโดเร็วแบบนี้ทุกวัน” แพทริเซียย้ำหนัก ๆ ให้อีกสองคนได้ยินด้วย

[ใช่ ๆ ถูกต้องเลย มีหนูคอยอยู่กับน้องด้วยมาม่ะก็เบาใจ]

“เออมาม่ะ เดี๋ยวคืนวันศุกร์หน้าน้องแดนมีแข่งงานเฟรชชี่ไนท์ด้วยนะคงไม่ได้กลับบ้าน มาม่ะจะมาไหม”

[มาม่ะมีบินไปไต้หวันกับป้าป่ะ คงไม่ได้ไป พวกหนูก็ไม่ต้องกลับบ้านกันหรอก ไม่มีใครอยู่]

“ศุกร์หน้ามาม่ะไปไต้หวันกับป้าป่ะ ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้” เจ้าแฝดที่ได้ยินพี่สาวพูด คนหนึ่งก็ยกมือทำท่าโอเคอีกคนก็ยกกำปั้นร้องเยสแบบไม่มีเสียงประหนึ่งกำลังเชียร์บอล

[ใช่ กลัวน้องแดนน้อยใจมาม่ะจังเลย] หึ ท่าทางแบบนั้นไม่ได้ไกลเคียงกับคำว่าน้อยใจเลย

“ไม่หรอกมาม่ะ โตกันแล้วต้องมีเหตุผล”

[ต้องลำบากหนูดูแลน้องอีกแล้ว เดี๋ยวมาม่ะโอนค่าขนมพิเศษให้เพิ่มนะ เป็นค่าเหนื่อย]

“ไม่ต้องโอนมาเยอะนะ ค่าขนมเดือนนี้หนูยังเหลือเยอะอยู่” ฝาแฝดได้ยินพี่สาวพูดแบบนั้นก็ปวดใจ ค่าขนมพวกเขาลอง ๆ คำนวณดูแล้วอาจไม่ถึงสิ้นเดือน แต่อีกคนกลับบอกว่ายังเหลืออีกเยอะ นี่พ่อแม่ไม่ได้ลำเอียงมากไปใช่ไหม

[ไม่รู้ล่ะ มาม่ะก็จะโอนเท่าปกตินั่นแหละ ถ้าเหลือใช้หนูก็แค่เก็บไว้]

“ขอบคุณค่ะมาม่ะ”

[จ้ะ นี่ก็ดึกแล้วหนูก็นอนเถอะ ฝันดีจ้ะ]

“กู้ดไนท์ค่ะมาม่ะ”

 

ทันทีที่แพทริเซียวางสายก็หันไปเห็นน้องชายทั้งสองคนที่นั่งหน้าบึ้งอยู่บนโซฟา

“นี่เจี่ยเจียได้ค่าขนมเท่าไร ทำไมยังเหลืออีกเยอะอ่ะ”

“นั่นสิ ถึงน้องดีนจะรู้ว่าป้าป่ะมาม่ะเจี่ยเจียลำเอียงให้เยอะกว่า แต่ทีหลังห้ามพูดแบบนั้นนะ”

“ใช่ ๆ ถึงเจี่ยเจียไม่อยากได้ก็ตอบรับไปก่อน ค่อยเอามาแบ่งพวกเราก็ยังได้”

“จริง นี่พวกเราเหลือเงินแทบจะไม่ถึงสิ้นเดือนแล้วนะ พอได้ยินเจี่ยเจียพูดแบบนั้นเราว่ามันไม่ถูกต้อง”

“นี่พวกเธอมีสิทธิ์มาพูดแบบนี้กับฉันตั้งแต่เมื่อไร” พอเห็นหน้าพี่สาวไม่แสดงอารมณ์คนทั้งคู่ถึงได้รู้สึกตัว

“ก็ ...ก็เรา เรา...” แฝดพี่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดไม่เป็นประโยค

“แล้วทำไมกลับมาเอาป่านนี้ ที่นี่ไม่กำหนดเวลากลับก็ไม่ใช่ว่านึกอยากจะกลับตอนไหนก็ได้นะ ฉันไม่เคยถามเลยสักครั้งว่าเลิกเรียนแล้วพวกเธอพากันไปไหน เพราะฉันรู้ว่าพวกเธอโตกันแล้วและต้องการความส่วนตัว แต่ก็ในเมื่อโตแล้วก็ควรมีความรับผิดชอบตามมาสิ จะกลับดึกบ้างหรือไม่กลับเลยฉันไม่ว่า แต่นี่ไม่โทรหาไม่ไลน์บอก มีความลับอะไรกันที่แค่เวลากลับก็บอกกันไม่ได้ ฝนก็ตกหนักขนาดนี้ฉันก็คิดไปสิว่าพวกเธอจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่าทำไมถึงยังไม่กลับ อยู่กันแค่สองคนใช่ไหม งั้นเอาแบบดีกว่าฉันจะปล่อยให้พวกเธอมีชีวิตของตัวเองเต็มที่ ไม่ต้องมีคนมาคอยถามคอยเช็คว่าทำอะไรที่ไหนให้พวกเธอลำบากใจ ต่างคนต่างอยู่กันไปเลยดีไหม ฉันก็โตกว่าพวกเธอไม่เท่าไร ไม่อยากทำตัวเป็นแม่เจ้ากี้เจ้าการบังคับฝืนใจใครเหมือนกัน”

“เจี่ยเจียไม่เอาแบบนี้” ดาเนียลพูดเสียงอ่อย

“เจี่ยเจียเราไม่ได้ฝืนใจ”

“เจี่ยเจีย” ดาเนียลเรียกซ้ำอีกที่เห็นว่าพี่สาวยังคงเงียบ

“ฮึ” แพทริเซียส่งเสียงตอบแค่นั้นก็จะเดินหนีกลับเข้าห้อง

“เจี่ยเจีย!” คนพี่ลุกขึ้นเรียกพี่สาว

“เจี่ยเจีย!” คนน้องลุกเรียกตาม

ทั้งสองคนทิ้งตัวลงนั่งอยู่ที่โซฟาแรง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่สบายใจหลังจากตะโกนเรียกพี่สาวแต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง

“ทำไมมึงไม่บอกเจี่ยเจียไปว่าเพราะอะไรถึงได้กลับดึก” ดีแลนหันมาโทษคนข้าง ๆ ทันที 

“ก็แล้วทำไมมึงไม่พูดล่ะ ที่กลับดึกเพราะมึงเลย” 

“ก็เพราะมึงนั่นแหละ อยากไปเต๊าะสาวหลังเลิกเรียนดีนักเป็นไงล่ะทีนี้ ได้เรื่องเลย” 

“กูก็ถามมึงแล้วไงว่าไม่เป็นไรเหรอที่จะกลับดึก ก็มึงไม่ใช่เหรอที่บอกว่ายังง้อพี่โบว์ไม่เสร็จให้กูรอก่อน”

“จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเริ่มจากที่มึงพูดถึงเรื่องเงินให้เจี่ยเจียโกรธนั่นแหละ” แฝดพี่พูดถึงชนวน

“แต่ตอนนั้นมึงก็เห็นด้วยกับกู แถมยังบอกป้าป่ะมาม่ะลำเอียงอีก”

“ก็ถ้ามึงไม่เปิดกูจะตามไหม ถ้าตอนกลับมามึงชิ่งเข้าห้องไปเลยคงไม่เป็นเรื่อง”

“ใช่ ถ้ามึงกับกูรีบหนีเข้าห้องตั้งแต่ตอนนั้น คงไม่เป็นเรื่อง” แฝดน้องว่าก่อนจะคิดหาวิธีทำให้พี่สาวหายโกรธ


 

อ้าว สรุปไอ้เด็กสองคนนี้กลับดึกเพราะเรื่องผู้หญิง

ไม่รู้ว่าถ้าพี่สาวรู้เหตุผลจะให้อภัยหรือโกรธกว่าก่อน

ส่วนคุณสองคนนั้น เขาเริ่มสนิทกันแล้วนะ

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ

 


[1] 妹妹 [mèimei] เม่ยเหม่ย แปลว่า น้องสาว

[2] 大哥 [dàgē] ต้าเกอ แปลว่า พี่ชายคนโต 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น

  1. #7 Maukcamas (@Maukcamas) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 18:29
    เจ้าแฝดติดสาวเหรอเนี่ย
    #7
    1
    • #7-1 anymore (@mssxmin) (จากตอนที่ 9)
      29 กรกฎาคม 2563 / 23:05
      เจ้าแฝดโตเป็นหนุ่มแน้วคร๊าบ
      #7-1