ค่อยๆ รักกัน Gradually Love

ตอนที่ 11 : บท 3 เรื่องของใคร 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    12 ก.ค. 63

สวัสดีค่ะ วันนี้มาช้าอีกแย้วว

ก่อนอื่น ขอบคุณกำลังใจที่กดให้กันนะคะ 

ขอบคุณนักอ่านที่คอยติดตามอ่านงานเรากันนะคะ

 

ขอบคุณมากค่ะ

 

ประมาณ 2-3 ตอนที่แล้วเรารู้สึกว่างานเรามันดรอปๆ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราเขียนแล้วไม่ได้เกลาคำอีกทีหรือเปล่า

แต่หลังจากนี้เราจะพยายามให้มากขึ้นนะคะ

 

เหมือนเดิม คำผิด ติชม อะไรก็บอกกันได้เลย

 

 

ต่อ

 

 

 

“หวัดดีพี่ช้าง” เขาไม่รู้หรอกว่าคนพูดคือใครแฝดพี่หรือแฝดน้อง ดูไม่ออก แต่ทรงเนี้ยบกว่าอีกคนแบบนี้น่าจะเป็นแฝดพี่ที่เป็นน้องสายของเขา

“หวัดดีครับพี่” อีกคนที่พูดทักทายด้วยความสงบเสงี่ยมมากกว่า ไอ้นี่น่าจะเป็นแฝดน้องที่อยู่นิเทศฯ

“เป็นไรว่ะ หน้าดูไม่ดีเลย” เขาพยักหน้ารับคำทักทายของอีกฝ่ายก่อนจะถามขึ้น

“เครียดพี่ แก้ปัญหากันไม่ได้”

“อยากปรึกษาไหม” คนหน้าเหมือนมองหน้ากันสักพักก่อนที่แฝดน้องจะพูดขึ้น

“เอาเถอะ คิดดูแล้วนอกจากเพื่อนที่คณะไม่กี่คนของเจี่ยเจีย ก็คงเป็นพี่ช้างนี่แหละที่น่าจะคุ้นเคยกันดี” คู่แฝดพูดด้วยรู้ว่าพี่สาวกับคนโต๊ะข้าง ๆ รู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว พาลให้เข้าใจว่าคนทั้งคู่ต้องสนิทกันพอสมควร จากนิสัยไม่สนใครของพี่สาวคงไม่ทำความรู้จักใครง่าย ๆ ส่วนอีกคนที่ได้รู้ว่าสองคนนี้มีเรื่องเกี่ยวพี่สาวก็รู้สึกสนใจมากกว่าเดิมอีก

“คุ้นเคยเหรอ ก็ไม่นะ” กรินทร์ปฏิเสธคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะพูดต่อ “ถ้าเป็นคุยต่อหน้าก็นับครั้งได้ แต่ในแชทน่าจะเกือบทุกวันเลยช่วงนี้” สองพี่น้องตาโตอ้าปากค้างทันทีที่ได้ยิน 

“คุยกันเกือบทุกวันช่วงนี้” คนน้องว่านัยน์ตาเป็นประกาย “นี่แหละที่คุ้นเคย”

“คุยกันเรื่องลมฟ้าอากาศกันเอ็งว่ามันคุ้นไหม” คนไม่คุ้นเคยบอกถึงเรื่องที่คุยกันบ่อย ก็บ่อยจริง เรื่องสภาพอากาศเนี่ยคุยกันทุกวัน

“แบบนั้นดีเลย คงรู้แอคชันเจี่ยเจียดี” น้องชายหมายถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของพี่สาว

“สรุปว่ามีเรื่องอะไรกับพี่สาว” กรินทร์ถามเข้าประเด็นทันที ไอ้พวกนี้มันลีลา

“คืองี้...” แฝดพี่เกริ่นก่อนที่ทั้งสองคนจะสลับกันเล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟัง “...เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ ควรทำไงกันดีพี่” 

“คือพวกมึงรู้ว่าจะกลับดึกแล้วไม่โทรบอกเขา แต่เพราะเหตุผลคือพวกมึงกำลังเต๊าะสาวอยู่ก็เลยยิ่งไม่กล้าบอกว่างั้น” คนเป็นน้องชายทั้งสองคนพยักหน้ารับคำของที่ปรึกษา

“จริง ๆ มันเริ่มต้นจากเรื่องเงินอีกที่พวกเราโวยวายใส่เจี่ยเจียก่อน แต่ตอนนั้นเจี่ยเจียไม่ได้พูดถึงแสดงว่าไม่โกรธเราเรื่องนี้”

“แล้วพวกมึงไม่ชอบเหรอ มึงจะได้อิสระเต็มที่เลยนะเว้ย คราวนี้จะไปเต๊าะสาวยันตีสี่ก็ไม่มีใครว่า”

“ชอบสิพี่ ว่าแต่ทำไมผมรู้สึกเหมือนพี่ช้างกำลังแดกดันเราอยู่ว่ะ” คนด้านซ้ายพูดด้วยความรู้สึกตงิด ๆ กับคำพูดของคนถาม

“มึงคิดมากเปล่า กูว่าพี่ช้างกำลังชี้ข้อดีให้เราเห็นจริง ๆ” กรินทร์พยักหน้าเห็นด้วยตามคำพูดคนพี่

“เออ ถ้ามึงชอบมึงก็บอกเขาไปว่าเอาตามที่เขาพูดนั่นแหละ เขาจะได้ไม่ต้องมาคอยนั่งห่วงมึงอีก คุยกันแบบผู้ใหญ่ไปเลย” คนอายุมากกว่าให้คำแนะนำ

“แต่ที่เรามีอิสระขนาดนี้ก็เพราะเจี่ยเจียรับปากพ่อแม่ว่าจะรับผิดชอบทุกอย่างที่เราทำช่วงอยู่หอนะ”

“มึงกลัวพี่สาวบอกพ่อกับแม่” กรินทร์เลิกคิ้วถาม

“เรื่องนั้นไม่กลัวหรอก เจี่ยเจียไม่มีทางบอกพ่อแม่อยู่แล้ว” น้องชายที่รู้นิสัยพี่สาวดีบอก

“ใช่ ๆ” อีกคนก็มั่นใจไม่แพ้กัน

“อ้าว แล้วมึงมีปัญหาตรงไหนล่ะ” ตอนนี้กรินทร์รู้สึกว่ามันก็แทบไม่เป็นปัญหาแล้วนิ

“ปัญหาข้อที่หนึ่งคือเจี่ยเจียโกรธเราจริง ไม่สนใจเราจริง และเราไม่รู้ว่าควรง้อเจี่ยเจียแบบไหนเพราะเจี่ยเจียไม่เคยโกรธเราจริงจังมากขนาดนี้มาก่อน”

“สองคือเจี่ยเจียก็เริ่มกลับไม่ตรงเวลา ปกติดึกแค่ไหนก็ไม่เคยเกินสองทุ่ม แต่เมื่อคืนนะเจี่ยเจียถึงห้องเกือบเที่ยงคืนแน่ะ ไม่รู้ไปไหน”

“ใช่ โทรไปก็ไม่รับไลน์ไปก็ไม่อ่าน กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเจี่ยเจีย เราห่วงกันมาก” ทั้งสองคนสลับกันพูดให้รุ่นพี่ฟังก่อนจะนั่งหน้าเครียดกันต่อ

“พวกมึงนี่ตลกว่ะ พี่มึงเขาก็ประกาศปาว ๆ อยู่ว่าให้ต่างคนต่างอยู่ยังไปยุ่งกับเขาอีกทำไม”

“แต่เจี่ยเจียเป็นผู้หญิง ไม่ควรกลับดึก” คนนั่งด้านในว่าแล้วทำหน้าบึ้ง

“ผู้หญิงแล้วไง ทีพวกมึงเป็นเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะยังนึกจะกลับตอนไหนก็ได้เลย”

“ทำไมฟังแล้วเหมือนพี่ช้างกำลังแซะเราอยู่ว่ะ”

“เออ กูแซะพวกมึงอยู่ แต่ที่ว่าพวกมึงยังเด็กกูไม่หมายความว่ามึงไม่ประสาหรืออ่อนต่อโลกนะ และก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่โตกว่าสองปีอย่างพี่สาวมึงหรือกูเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก ไอ้คำว่าบรรลุนิติภาวะมันแค่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มากำหนดว่าอายุเท่านี้ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ อายุเท่านี้ถือว่ามีวุฒิภา นั่นเพราะไม่มีอะไรที่จะวัดความเป็นผู้ใหญ่ได้จริงไหม แต่ดูจากที่พี่สาวมึงยอมให้พวกมึงไปเที่ยวกับกูช่วงที่เพิ่งเปิดเทอมมาไม่วันทั้งที่รู้ว่ามันผิด ก็แสดงว่าเขามองมึงเป็นผู้ใหญ่ ถึงพวกมึงยังคงต้องรอเวลาเติบโตกันอีก” 

“อือ” สองเสียงรับคำแทบจะพร้อมกัน

“ฉะนั้นที่เขาโกรธมึงเพราะเขาห่วงน้องที่กลับดึก ไม่ได้เกี่ยวกับที่กูยกเรื่องพวกมึงเป็นเด็กอะไรทั้งนั้น”

“อ้าว” คราวนี้คู่แฝดพูดออกมาพร้อมกันทันที ไม่เข้าใจว่าไม่เกี่ยวแล้วเขาจะพูดทำไม

“อันนั้นให้พวกมึงจำเอาไว้ใช้เวลาจะแก้ตัวกับเขา พูด ๆ ย้ำ ๆ ไปว่าเขาเป็นพี่จะห่วงน้องก็ไม่ผิด เพราะเขาโตกว่าผ่านอะไรมามากว่า รู้อะไรมาเยอะกว่า ผิดที่พวกมึงเองที่หลงไปกับอิสระคิดว่าตัวเองจะทำอะไรอย่างใจก็ย่อมได้ และให้ทิ้งท้ายไปว่าพวกมึงยังเด็กประสบการณ์ชีวิตยังไม่เยอะ ทำให้ทำอะไรไม่รู้จักคิด” 

“โห่พี่ช้าง เยี่ยมเลย” คนที่น่าจะเป็นน้องตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูด

“คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เลือกปรึกษาพี่”

“เออ แต่มึงคงจะไม่เถียงหรอกนะว่าเวลาสองปีที่พี่มึงโตก่อนคงมีหลายสิ่งหลายอย่างคอยขัดเกลาให้เขาเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเขาตอนอายุสิบแปดเหมือนกัน”

“น้องผู้ชายน้ำสองแก้วได้แล้วจ้ะ” เสียงพนักงานดังมาจากเคาน์เตอร์

“ครับพี่” เขาตะโกนกลับไปก่อนจะหันมาทางคู่แฝด “กูไปก่อนนะไอ้ดีนไอ้แดน” ว่าแล้วก็ตบลงบ่าของคนนั่งฝั่งเดียวกันก่อนจะหันไปพยักหน้าใส่อีกคนฝั่งตรงข้ามแล้วลุกไปทันที

เหลือเพียงคนหน้าเหมือนสองคนที่สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง ก่อนทั้งสองคนจะต่างคนต่างชี้หน้ากันสลับไปมา

“พี่เขาว่ามึงคือกู” 

“แล้วกูก็คือมึง ว่าแล้วทำไมกูถึงได้รู้สึกว่าเขาแดกดันกูเต็มปากเต็มคำจังว่ะ ที่แท้คิดว่ากูเป็นน้องสายของเขา แต่มึงเจอเขาแทบทุกวัน เขายังแยกมึงไม่ออกอีกเหรอว่ะ” แฝดน้องว่า

“มึงดูสภาพเราวันนี้สิ กูที่ตื่นสายมาเรียนหัวอย่างฟู ส่วนมึงวันนี้เป็นเหี้ยอะไรแต่งตัวเนี้ยบซะจนกูก็ยังคิดเลยว่ามึงเหมือนกูมากกว่ากูตอนปกติอีก”

 

และฟ้าฝนก็เป็นไปตามที่กรินทร์ภาวนาในช่วงเย็น โอกาสเกิดฝนตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์อย่างไรก็ต้องตกอยู่แล้ว คนจงใจลืมร่มลืมเสื้อกันฝนวิ่งตากฝนไปที่รถในลานจอดหน้าตึก คนมาเช้ามีสิทธิ์เลือกที่จอดรถอย่างเขาเลือกจอดที่คณะเพราะไม่ต้องการให้ตัวเองเปียกจริงจัง เขาแค่อยากเปียกพอเป็นพิธีเอาไว้เป็นอ้างคุยกับอีกคนก็เท่านั้น ทันทีที่ขึ้นรถเขาก็ถ่ายรูปเตรียมไว้ก่อนหนึ่งแชะ

หลังจากนั้นกรินทร์ก็ขับรถกลับมาที่คอนโดเพื่อรับคนบางคนที่รบเร้าให้ไปกินสุกี้ร้านดังเป็นเพื่อน กรินทร์เลือกจอดตรงล็อบบี้หน้าคอนโด รอไม่นานคนนัดที่ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นก็เดินหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับออกมา 

“วันนี้มึงไม่มีเรียนเหรอ” กรินทร์ถามอีกคนทันทีที่อีกขึ้นรถมา

“มี แต่กูไม่ไป โปรเจคกูอีกวิชากูไม่เสร็จ” อีกคนตอบ “มึงรีบขับไปดิ ทั้งวันกูยังไม่ได้แดกอะไรเลย กูหิว!” ทั้งยังเร่งคนขับทันทีที่เห็นอีกฝ่ายขับรถช้ากว่าปกติ

เมื่อมาถึงร้านสุกี้คนอยากกินอย่างปกฉัตรก็จิ้มแทบทุกเมนูจนเขาต้องเบรกอีกคนให้พอก่อน ไม่อิ่มแล้วค่อยสั่งเพิ่ม และทันทีที่พนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟคนหิวก็เททุกเมนูลงไปในหม้อให้สุก หลังจากนั้นรีบตักเข้าปากราวกับว่าความรู้ทำอะไรเขาไม่ได้ ปกฉัตรที่ยัดทุกอย่างลงท้องไปอย่างรวดเร็วเริ่มสงบขึ้นเช่นเดียวกับท้องของเขาที่ถูกเติมจนเต็ม ก่อนจะเหลือบไปเห็นเสื้อของอีกฝ่าย

“มึงตากฝนมาเหรอว่ะ” กรินทร์มองหน้าอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินคำถาม นี่มึงเพิ่งเห็นเหรอ

“เออดิ ที่กูบอกจะขึ้นห้องก่อนแต่มึงห้ามไง” เขาตอบอย่างต้องการให้อีกฝ่ายสำนึก

“เออ ไม่ตายหรอกเปียกแค่นี้เอง แต่ถ้ามึงไม่รีบหาอะไรให้กูแดกตอนนั้นนะ กูตายแน่” กรินทร์จ้องหน้าสบตาอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับคำอีกฝ่ายเบา ๆ

“อือ”

 

“ครับแม่” กรินทร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จกดรับสายโทรศัพท์ทันที

[เป็นไงบ้างช้าง สองสามวันนี้ไม่เห็นโทรมาหาแม่เลย]

“ว่าจะโทร ๆ ทีไรช้างก็ไม่ว่างตลอดเลย พอว่างแล้วช้างก็ลืม”

[ไม่ว่างโทรหาแม่เนี่ยมัวแต่คุยกับสาวหรือเปล่า]

“ไม่มีหรอกแม่” สาวเขาไม่อยากคุยด้วย ประโยคหลังกรินทร์ได้แต่พูดในใจ

[แม่อย่าไปเชื่อพี่ช้าง พี่ช้างโกหกแน่ ๆ] เสียงแปร๋นแหล่นตะโกนลอดสายเข้ามา 

“อย่าพูดมากน่ะไอ้เฌอ” เขาตะโกนกลับไป

[เอาล่ะ ๆ เฌอเงียบให้แม่คุยกับพี่ช้างก่อน เดี๋ยวแม่ให้คุยกันต่อ ไม่เอา! เฌอไม่อยากคุยกับพี่ช้าง]

“ฉันก็ไม่อยากคุยกับแกเหมือนกันโว้ย!” ฝั่งนี้ตะโกนกลับอย่างไม่ยอมกัน

[พอ ๆ ทั้งสองคนเลย อยู่ไกลก็ยังจะทะเลาะกันได้อีก เฌอไปนั่งดูทีวีกับพ่อโน้นไป เชอะ!] เสียงอีกคนบ่งบอกถึงความขัดใจก่อนที่กรินทร์จะได้ยินเสียงเดินตึงตังก่อนเสียงจะค่อย ๆ หายไป [ช้าง]

“ครับแม่”

[ตั้งแต่เปิดเทอมมาช้างยังไม่ได้ไปหาปู่กับย่าเลยนะลูก]

“โหยแม่บ้านปู่กับย่ามันไกลนะ ช้างไม่ค่อยชินทาง”

[แล้วบ้านยายล่ะ ขับรถไม่ถึงชั่วโมงเลยนะทำไมไม่ไป]

“ก็ช้างยังไม่อยากไปนิครับ ไว้ถ้าเฌอขึ้นมาเรียนพิเศษค่อยไปหาพร้อมกันก็ได้” กรินทร์อ้างเหตุผลประจำที่น้องสาวเขาต้องขึ้นมาเรียนพิเศษที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว

[เสียใจจ้ะ คราวนี้ยัยเฌอจะไปอยู่บ้านยายระหว่างที่เรียนพิเศษคงไม่สามารถเป็นข้ออ้างของใครได้อีกต่อไป]

“ทำไมเฌอถึงจะไปอยู่บ้านยายล่ะ” คนหมดข้ออ้างหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเข้าใจ

[เฌอมันยังเด็กทั้งยังมาจากต่างจังหวัด มันบอกอยู่กับช้างไม่มีใครบังคับก็จริง แต่พอช้างไม่ว่างมันบอกไปไหนก็ลำบาก กลัวหลงทางหาทางกลับไม่ได้ เวลาช้างมีเรียนมันบอกได้กินแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเบื่อ จะสั่งอาหารให้เขามาส่งก็กลัวคนส่งไว้ใจไม่ได้ วันก่อนมันเลยโทรไปหายายก่อนจะตัดสินใจไปอยู่บ้านนั้น มีคนคอยหาข้าวหาน้ำให้มันกิน จะไปไหนก็มีคนขับรถพาไปไม่ต้องกลัวเขาไม่ว่าง] เหอะ ที่แท้มันก็เจอทางที่สบายกว่า บ้านนั้นมีใครบ้างไม่ตามใจมัน พอได้รังใหม่แล้วยังทำลายรังเก่าอีก เลี้ยงไม่เชื่อง!

“งั้นก็แล้วแต่มัน”

[แล้วนี่กินข้าวยัง]

“กินแล้วครับ วันนี้ไปกินสุกี้กับไอ้โป้งมา” กรินทร์หมายถึงปกฉัตรเพื่อนสมัยมอปลายที่เลือกเข้ามหา’ลัยเดียวกัน เพียงแต่อีกฝ่ายเลือกเรียนนิเทศฯ ส่วนเขาเลือกเรียนบริหารฯ

[เออ วันก่อนแม่ของโป้งเพิ่งแวะมาหา แล้วช่วงนี้โป้งเป็นไง มาปีนี้ช้างไม่ค่อยเล่าเรื่องโป้งให้แม่ฟังเลย ไม่ค่อยได้เจอกันเหรอลูก] ไอ้เจอก็ยังคงเจอกันแทบทุกคืนนั่นแหละ

“ถ้าเป็นที่มอก็ไม่ค่อยได้เจอ แต่ห้องมันก็อยู่แค่ข้างล่าง มันยังเป็นตัวเลือกที่ดีเวลาหาเพื่อนกินข้าวอยู่”

[เรานี่นะ พูดอะไรแบบนี้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปีเดี๋ยวเกิดโป้งได้ยินเข้าก็เสียใจหรอก]

“มันได้ยินบ่อยแล้วแม่ ถ้าได้ยินอีกมันก็จะตอบว่า ‘มึงก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเวลาหาเพื่อนกินเหล้า เพราะมึงได้แบกกูกลับได้’ อีก” กรินทร์เล่าประโยคฮิตของอีกฝ่ายให้ผู้เป็นแม่ฟัง

[เอาเถอะ แม่คงไม่เข้าใจความคิดคนหนุ่มอย่างเราหรอก ถ้าเป็นสมัยแม่ได้ยินพูดแบบนี้คงต้องมีเคืองกันบ้าง]

“โธ่แม่ครับ ก็สมัยนี้ต้องพูดกันแบบนี้แหละถึงฟังจริงใจต่อกัน”

[จ้ะ อาทิตย์นี้เราไม่กลับบ้าน แล้วอาทิตย์หน้าล่ะเราจะกลับไหม]

“ไม่ครับ คืนวันศุกร์หน้ามีกิจกรรม ช้างว่าจะเข้าเก็บชั่วโมงสักหน่อย” เขาหมายถึงชั่วโมงกิจกรรมของนักศึกษาตลอดหลักสูตรที่ไม่ครบหนึ่งร้อยชั่วโมงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าครบจะได้รับประกาศนียบัตรจากทางมหา’ลัย

[ศุกร์หน้าเฟรชชี่ไนท์ใช่ไหมพี่ช้าง เฌออยากไปๆ!] เสียงเดิมที่ถูกไล่ไปก่อนหน้านี้ตะโกนขึ้นอีกครั้ง

“ใช่ อยากมาก็มาสิ” เขาตอบกลับ

[เฌอเลิกเรียนสี่โมงครึ่งไปทันไหม] สายโทรศัพท์เปลี่ยนคนถือทันที

“งานเริ่มหกโมง เสียใจด้วยแกมาไม่ทันหรอก” คนพี่ดับฝันน้องทันที

[โห่ อะไรว่ะ] ฝั่งคนที่ได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเซ็งทันที 

“แล้วนี่แกรู้ได้ไงว่างานวันศุกร์คือเฟรชชี่ไนท์”

“นี้พี่ช้าง เฌออยู่บ้านนอกก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทันโลกนะ ก็เพจวง R ที่เฌอชอบเขาลงคิวว่ามีเล่นงานเฟรชชี่ไนท์ที่มอพี่ช้างศุกร์หน้านะสิ เฌออยากไปๆ”

“หรือแกจะโดดเรียนวันศุกร์แล้วนั่งรถทัวร์มาเดี๋ยวฉันจะไปรับที่ขนส่ง” กรินทร์เสนอทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ให้อีกฝ่าย หนึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พ่อกับแม่จะยอมให้มันโดดเรียน สอง เป็นไปไม่ได้ที่พ่อกับแม่จะยอมให้มันนั่งรถทัวร์มาคนเดียว

[เสนอทางเลือกแบบนี้ จบล่ะ เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่คิดเลย ไม่ต้องหวังต่อไม่ต้องถามพ่อกับแม่เฌอก็รู้คำตอบ]

“ว้า แย่จัง ไอ้เราก็อุตส่าห์ช่วยหาทางให้ ใช้ไม่ได้เหรอเนี่ย”

[พี่ช้างขา] อีกฝั่งพูดเสียงนุ่มอย่างไม่ปกติก่อนจะกระซิบต่อเบา ๆ อย่างกลัวพ่อกับแม่ได้ยินว่า [กวนตีนเฌอค่ะ]

 

พี่กับน้องเขาทันกันใช่มั้ยเนี่ยยย

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น

  1. #9 Maukcamas (@Maukcamas) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 23:45
    ช้างตัวจริงคือไม่ใช่คนขรึมเหมือนภาพลักษณ์เนาะ
    #9
    1
    • #9-1 anymore (@mssxmin) (จากตอนที่ 11)
      29 กรกฎาคม 2563 / 23:08
      ภาพลักษณ์ต่อหน้าสาวอ่ะเนอะ
      #9-1