[yaoi] : Black Paradise : เล่ห์มาเฟีย [สนพ.มีดีส์]

ตอนที่ 2 : - เขี้ยวที่ ๑ : ชีวิตคู่ของสองตระกูลใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 584
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 มิ.ย. 59

 
  CR.SQW
 

เขี้ยวที่ ๑

ชีวิตคู่ของสองตระกูลใหญ่

  

            ตระกูลสิงหธานินทร์มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ในการสร้างที่อยู่อาศัย แบ่งย่อยไว้สำหรับคฤหาสน์หลังโตประมาณหนึ่ง ส่วนที่เหลือไว้สำหรับสวนอันร่มรื่นและบ้านของบรรดาลูกน้องทั้งหลายในตระกูล หากอยากให้อธิบายโดยละเอียดก็ต้องเริ่มจากประตูรั้วที่สูงเด่นเป็นสง่า มียามเฝ้าถึงสองคนทั้งซ้ายขวา เมื่อขับรถตรงเข้ามาก็จะเจอสวนกว้างๆ ที่มีศาลานั่งเล่น บ่อบัวและชิงช้าสนามไม้ที่ตั้งอยู่ในมุมผักผ่อน ต้นไม้ดอกไม้ทำให้สดชื่น ตรงเข้ามาอีกหน่อยจะเป็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังใหญ่ของคนในตระกูล เสาต้นใหญ่สลักลายราชสีห์คำราม มีชายตัวโตสิบกว่าคนเดินตรวจความเรียบร้อยเป็นระยะ

เมื่อผ่านประตูสูงเข้ามาภายใน สิ่งแรกที่เห็นคือห้องโถงที่ตกแต่งอย่างคลาสสิก บันไดสีน้ำตาลอ่อนตระหง่านอยู่ตรงกลางเยื้องไปด้านหลัง ซ้ายและขวาเป็นห้องหับ มีดาบซามูไรแขวนตกแต่งตามผนัง รวมถึงภาพวาดจากศิลปินชื่อดังและโคมไฟระย้าบนเพดาน ออกจากคฤหาสน์มาทางประตูหลังจะเจอสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ มีเก้าอี้นอนและโต๊ะเล็กตั้งอยู่สามชุด ไกลออกมาจากสระนิดหน่อยจะเริ่มเข้าเขตของคนงาน มีบ้านพักขนาดพอเหมาะประมาณยี่สิบหลัง ภายในนั้นมีเครื่องใช้ครบครันและสะดวกสบาย แบ่งแยกฝั่งชายหญิงชัดเจนเพื่อให้สะดวกแก่การดูแล

กลับมาที่ภายในคฤหาสน์หลังโต ขึ้นมาที่ชั้นสอง ห้องริมสุดทางเดินที่มีระเบียงมองเห็นสวนสวย ไอศูรย์เป็นผู้ครอบครองมัน ติดกันเป็นห้องของไอยรา น้องชายที่อายุห่างกันถึงห้าปี ถัดไปอีกเป็นห้องของผู้นำใหญ่ตระกูลสิงหธานินทร์ที่เพิ่งสละตำแหน่งให้ลูกชายคนโตเมื่อเจ็ดเดือนก่อน

ภายในห้องนอนของไอศูรย์ตกแต่งด้วยโทนน้ำตาลขาว โต๊ะทำงานตั้งอยู่มุมหนึ่งที่สามารถมองเห็นระเบียงและสวนด้านนอกชัดเจน ผ้าม่านสีอ่อนสะบัดปลิวตามลมที่พัดลอดเข้ามาตามช่องประตู มีเตียงขนาดใหญ่และโคมไฟสีนวล ร่างโปร่งซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มในขณะที่นาฬิกาปลุกกำลังแผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง เสียงทำลายโสตประสาทในตอนเจ็ดโมงเช้าทำให้ไอศูรย์หงุดหงิดไม่น้อย เขาขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงพลางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าที่มักสงบนิ่งยับยู่ยี่ด้วยความหงุดหงิด ชายหนุ่มพลูลมหายใจผ่านปาก จากนั้นจึงตัดสินใจลากขาอันหนักอึ้งของตนเข้าห้องน้ำไป

เสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังเป็นระยะ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงเจ้าของห้องถึงเดินตัวเปลือยกับผ้าขนหนูผืนเล็กออกมา ไอศูรย์ตรงไปที่ประตูบานหนึ่งที่แทบกลืนไปกับผนัง เขาดึงมันให้เปิด ภายในเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มหยิบกางเกงยีนส์สีดำ เสื้อเชิ้ตเทาเข้มและสูทเข้าชุดมาสวม รวมถึงเข็มขัดหนังอันเก่งคาดลงบนเอวสอบ ไม่มีเน็กไทเพราะงานวันนี้ไม่ต้องการพิธีรีตอง เขาไม่ได้ติดกระดุมสองเม็ดออกเพราะอึดอัด จากนั้นไอศูรย์ก็ปาดเจลแต่งผมเนื้อดีมาเซ็ตทรงผมให้เรียบร้อย น้ำหอมกลิ่นที่ชอบถูกพรมลงบนเสื้อ ทุกอย่างเสร็จเรียบกร้อยภายในเวลาสิบห้านาที

ไอศูรย์เดินออกจากห้องและลงไปที่ชั้นล่าง เขาไม่ลืมล็อคประตูและเสียบไส้ดินสอไว้ที่บานพับเพื่อตรวจเช็คคนเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อมาถึงห้องครัวก็พบว่า ธีรเดช บิดาได้นั่งรออยู่หัวโต๊ะแล้ว หากแต่ไอยราคงยังไม่ตื่น ชายหนุ่มโค้งหัวให้บิดาตนก่อนจะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งประจำที่

“ไร่สตรอเบอร์รี่ที่เชียงใหม่เป็นยังไง” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามในขณะที่คนรับใช้กำลังขดข้าวให้

“ทางนู้นยังไม่ตกลงเรื่องหุ้นส่วนครับ แต่ไร่องุ่นอีกที่เพิ่งตกลงจะเซ็นสัญญาเมื่อวาน ผมเลยจะขึ้นเหนืออีกสามวัน”

“อืม โรงบ่มไวน์ล่ะ”

“กำลังเจรจาครับ”

“ถ้าตกลงยากก็หาทางเทคโอเวอร์ซะ”

“ครับพ่อ” ไอศูรย์ยิ้มรับ เขาตักอาหารเข้าปากอย่างช้าๆ ความเงียบโรยตัวเมื่อไรบทสนทนา หลังจากทานอาหารเสร็จไอศูรย์ก็ขอตัวออกมาทำงาน

ลูกน้องได้เตรียมรถไว้รอแล้ว พร้อมทั้งบอดีการ์ดที่จะติดตามไปประมาณแปดคน ไอศูรย์ขึ้นนั่งเบาะหลัง มีมือซ้ายคอยขับรถและมือขวาที่นั่งเคียงกันอยู่ข้างหน้า ชายหนุ่มหยิบหนังสือพิมพ์มาเปิดอ่านขณะรถยนต์เคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้าน

“แวะหาคุณไตรทัศไหมครับคุณไอศูรย์” ศักดิ์ ถามเมื่อรถอยู่ใกล้กับบ้านของคนตระกูลพยัคฆไชย

“ขากลับแล้วกัน”

“ครับท่าน”

พวกเขาตรงไปที่บริษัทโดยไม่แวะข้างทาง ไอศูรย์เข้าห้องทำงานและขลุกอยู่ในนั้นจนถึงเที่ยง ในคราแรกเขาจะสั่งให้เลขาซื้ออาหารขึ้นมาให้ หากแต่อยู่ๆ กลับนึกอยากทานอาหารจีนร้านหนึ่งขึ้นมาไอศูรย์จึงเปลี่ยนใจ แต่ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ว่าไง” ไอศูรย์กรอกเสียงลงไป

“มีคนมาสมัครงานตำแหน่งเลขาท่านประธานครับ” เพราะช่วงนี้งานเยอะขึ้นเนื่องจากการขยับขยายกิจการทำให้ไอศูรย์โยนงานให้เลขาหนุ่มหน้าห้องจัดการเยอะทีเดียว และเมื่อมันเยอะเกินกว่าคนๆ จะทำไหวเขาเลยต้องตัดสินใจเปิดรับสมัครเลขานุการ เพิ่งประกาศเมื่อสามวันก่อน มีคนทยอยมาสมัครมากมายแต่กลับไม่มีใครผ่านตาพ่อเลขาจอมเหี้ยบสักที จนกระทั่งตอนนี้แหละที่เขาเพิ่งมีคนเข้าตาจน ปรีชา ต้องสายด่วนมาบอก

“ผมจะสัมภาษณ์เขาตอนบ่าย”

“ครับท่าน” ปรีชาตอบรับจากนั้นก็ตัดสายไป ไม่นานร่างผอมแห้งและแว่นตาใหญ่ยักษ์ก็เดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ “นี่คือประวัติของผู้สมัครครับ”

“อืม ถ้านายว่าดีฉันก็ไม่ต้องเช็คอะไรแล้ว” ไอศูรย์ยิ้มขัน “ไปกินข้าวกันไหมปรีชา”

“แต่คุณไตรทัศกำลังมารับท่านประธานไปกินข้าวนะครับ”

“รู้ได้ยังไง เขาไม่ได้โทรบอกฉัน”

“ยามโทรขึ้นมาบอกเมื่อสักครู่ครับ”

“อ่า...” ไอศูรย์ครางรับรู้ คงมาถึงแล้วสินะ ชายหนุ่มยิ้มบางแล้วโบกมือไล่ให้ปรีชาออกจากห้องไป เขานั่งกระดิกเท้ารออยู่สักพักประตูก็เปิดออกด้วยฝีมือคนรัก

“เซอร์ไพรส์”

ไอศูรย์ยักไหล่พลางเลิกคิ้ว “ไม่เห็นเซอร์ไพรส์”

“รู้แล้วเหรอ”

“อืม”

ไตรทัศเบ้ปากเล็กน้อย วันนี้เขาแต่งชุดลำลองที่ทะมัดทะแมง ภายใต้แจ็กเก็ตหนังนั่นไอศูรย์รู้ดีว่ามีปืนพกซ่อนไว้อยู่ รวมถึงที่นอกประตูห้องจะมีคนของตระกูลพยัคฆไชยยืนออกันเต็มไปหมด ช่วงแรกของการทำงานปรีชาตกใจแทบแย่และไอศูรย์ตลกเหตุการณ์ครั้งนั้นมากทีเดียว แต่นานๆ ไปกลับกลายเป็นความชินชาเสียอย่างนั้น ไอศูรย์นึกเสียดายกับมุกตลกที่เขาชอบนั่นเหลือเกิน

“ไปกินอาหารจีนกัน” ราชสีห์เอ่ยชวนด้วยความหิว ไตรทัศพยักหน้าแล้วผายมือเชิญ ทั้งยังโค้งให้ไอศูรย์ที่เดินผ่านเล็กน้อย “ทำตัวเลี่ยน”

“สนุกดี” ไตรทัศยิ้มตอบ

“ไปได้แล้ว หิว”

ทั้งสองเดินออกมาจากบริษัท นั่งรถไปคู่กันอย่างเงียบๆ มีรถยนต์ตามมาอย่างลับๆ หนึ่งคันเพื่อรักษาความปลอดภัย ติดอยู่บนถนนนานพอสมควร ในที่สุดมาเฟียสองตระกูลใหญ่ก็มาถึงร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ไอศูรย์เป็นคนสั่งอาหารทุกจานบนโต๊ะ ทางด้านไตรทัศนั้นรับโทรศัพท์คุยงานจนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟเขาถึงปิดเครื่อง

“เย็นนี้ไม่มีธุระ” ไตรทัศพูดเป็นนัยแต่คนฟังกลับแกล้งขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ “อย่าแกล้งโง่”

“หึ รู้แล้วน่า” ไอศูรย์หลุดหัวเราะเบาๆ “กินสิ” เขาใช้ตะเกียบชี้อาหารตรงหน้าอย่างเชิญชวน

มื้อกลางวันผ่านไปเหมือนทุกครั้ง ไตรทศมาส่งไอศูรย์ที่บริษัท จูบลากันอย่างดูดดื่ม จากนั้นก็แยกย้ายไปคนละทาง ร่างโปร่งของเจ้าของบริษัทเดินล้วงกระเป๋าเข้าในตึกอย่างสบายอารมณ์ เสียงจอกแจกของพนักงานหายไปแล้วเพราะเลยเวลาพักกลางวันมาสิบกว่านาที ไอศูรย์ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด เขายิ้มรับเสียงทักทายจากพนักงานที่เจอระหว่างทาง และเมื่อลิฟต์หยุดลงยังชั้นที่ต้องการ เสียงปรีชาก็ดังมาก่อนที่เขาจะมองเห็นตัวซะอีก

“เธอรออยู่ในห้องแล้วนะครับ”

“เธอ?” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย

“เอ่อ คนที่มาสมัครงานครับท่านประธาน”

“อ่อ จะเข้าไปสัมภาษณ์ด้วยกันไหม”

“ไม่ครับ งานผมยังกองเต็มโต๊ะอยู่เลย” ปรีชาทำท่าเหนื่อยๆ ตอนพูดถึงงาน ไอศูรย์เพียงยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าห้องทำงานของตนอย่างไม่สนใจท่าทีนั้น

ประตูไม้เนื้อดีถูกดันเปิด เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเผยสู่สายตาช้าๆ ไอศูรย์มองแผ่นหลังเล็กที่นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาอย่างสนใจ ทรวดทรงองค์เอวเห็นได้ชัดด้วยชุดสูทเข้ารูป เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนดัดลอนเล็กๆ สยายตามแผ่นหลัง

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเอ่ยทักเพื่อเปิดบทสนทนา เธอคนนั้นสะดุ้งเล็กๆ ก่อนจะหันมายกมือไหว้ด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าสวยยิ้มแปลกๆ แต่เมื่อเธอตั้งสติได้รอยยิ้มนั้นก็เปล่งประกายสวยงามทีเดียว ไอศูรย์คลี่ยิ้มอย่างพอใจ เขากระชับเสื้อสูทพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ทำงาน ขายาวยกขึ้นไขว่ห้าง หยิบแผ้มประวัติมาอ่านพอเป็นพิธี

“สะ สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อชนรดีค่ะ” เธอแนะนำตัวด้วยท่าทางนอบน้อม

“ครับ ผมไอศูรย์”

“ค่ะ”

“ประสบการณ์ทำงานของคุณน่าสนใจมาก” หลังกว้างเอนพิงพนัก ใช้ปลายนิ้วลูบคางตัวเองเบาๆ เสมือนครุ่นคิด แต่เปล่า ไอศูรย์ตั้งใจจะรับเธอเข้าทำงานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาไว้ใจปรีชาว่ามองคนไม่ผิด แต่ตอนนี้เขาแค่อยากแกล้งกระต่ายน้อยตรงหน้า เธอดูหวาดกลัวจนเหงื่อเม็ดเล็กไหลซึมเต็มไรผม ไอศูรย์คิดว่าตัวเองไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเกร็ง

“ผมมีคำถาม”

“ค่ะ”

ตุบ!

เสียงโลหะเย็นเชียบกระทบพื้นโต๊ะ ร่างบางสะดุ้งเฮือก เท้าเรียวผลักตัวเองถอยหลังไปทั้งเก้าอี้ล้อหมุน แต่ก็นับว่ายังคุมตัวเองได้ดี เพราะ ปืน ที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ได้ทำให้เธอตกใจจนวิ่งหนีออกไป

“คุณรู้ใช่ไหมครับว่าที่นี่เราให้เงินเดือนสูง”

“คะ ค่ะ ดิฉันรู้” ชนรดีตัวสั่นเหมือนลูกนก เธอเสตาหนีจากอาวุธบนโต๊ะและพยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น ไอศูรย์ยิ้มอย่างพอใจในปฏิกิริยา เขากระดิกปลายเท้าตามนิสัย

“แล้วรู้ไหมครับว่าทำไม?”

“เอ่อ เพราะว่างานหนัก”

ไอศูรย์จุ๊ปากพลางส่ายนิ้วชี้ไปมา “ผิดแล้วสาวน้อย ที่เราให้เงินเดือนสูงน่ะเพราะว่า...” ชี้นิ้วไปที่ปืนพกสีดำขลับบนโต๊ะเสมือนเป็นเพียงขนมโง่ๆ หนึ่งชิ้น

“...” ชนรดีลอบกลืนน้ำลาย

“เสี่ยงตาย!

“เฮือก” ร่างเล็กสะดุ้งอีกแล้วในตอนที่ไอศูรย์กระแทกเสียงลงที่คำว่า ตาย ชายหนุ่มเขี่ยปืนให้มันหมุนเป็นวงกลมเล่น

“บริษัทของเรามีบริษัทลูกมากมาย รวมถึงคู่แข่งมากมายด้วยเช่นกัน คุณรู้ไหมว่าเลขาคนเก่าของผมนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลย”

...ซะที่ไหน

เลขาคนเก่าของเขาก็ปรีชา ไม่ว่าจะปีก่อน ปีนู้น หรือปีนู้นนู้นก็ตาม

แต่ดูท่าชนรดีจะไม่รู้ความจริงข้อนี้ หยาดน้ำสีใสคลออยู่เต็มดวงตากลมโต เธอกำมือตัวเองแน่น ก้มหน้ามองพื้นและตัวสั่นระริก

ไอศูรย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินช้าๆ ไปหาอีกคน ใช้ปลายนิ้วเย็นเชียบลูบเบาๆ ตามกรอบหน้าสวย ไล่ลงมาจนสุด เกี่ยวผมมาม้วนเล่นจากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“คุณกลัว?”

“ปะ เปล่าค่ะ ฮึก”

กระต่ายน้อยเริ่มร้องไห้แล้วสิ

“ร้องไห้ทำไม”

“ดิ ดิฉัน ดิฉันหาว”

สิ้นคำนั้นเองที่ทำให้ไอศูรย์หลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขาเชยปลายคางของเธอขึ้นมา ปาดน้ำตาออกด้วยนิ้วโป้ง ก่อนจะบรรจงกดริมฝีปากลงไปที่หางตา จูบซับลงมาเรื่อยๆ จนถึงริมฝีปากอวบอิ่ม

“อยู่กับผมไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมปกป้องคุณได้นะ”

...และสุดท้าย กระต่ายน้อยก็โดนราชสีห์ตะครุบไปซะแล้ว

 

นาฬิกาหมุนวนไปเรื่อยตามกระแสเวลา ราชสีห์กัดกินกระต่ายน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนิ่นน่านกว่าท้องหิวโซนั้นจะอิ่ม ร่างโปร่งที่มีกล้ามเนื้อสวยนอนซุกกายนุ่มนิ่มของชนรดีอย่างเหนื่อยล้า ลมหายใจยังคงถี่รัวไม่คงที่ เสียงสั่นครืดคราดของโทรศัพท์ดังอยู่นานแล้วแต่ไอศูรย์เพิ่งให้ความสนใจ เขาเอื้อมไปหยิบมันมากดรับ ตลบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างทั้งสองจากนั้นก็โอบกอดมอบไออุ่นให้แก่กันต่อ

“ไฮ ไตรทัศ” เสียงที่ติดแหบเปล่งทักทายอย่างสดใส ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

[ทำไมไม่มา]

“ติดธุระครับ จุ้บ” เขากดปากลงจูบเรียวปากอิ่มและดูดอย่างแรง แน่นอนว่าเสียงนั้นต้องลอดไปให้อีกคนได้ยิงแน่ๆ

[อีกแล้วเหรอ] แอบได้ยินเสียงถอนหายใจ ไอศูรย์ยิ้มอย่างไม่รู้สึกผิด เขาแค่หัวเราะและลงมือฟัดซอกคอขาวจนฝ่ายหญิงหลุดร้องออกมาด้วยความกระสัน [วันนี้กลับไหม]

“คงไม่ ยังไม่อิ่มเท่าไหร่”

[อืม]

“คราวหน้านะครับที่รัก”

[อืม] นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากไตรทศ เขากดตัดสายไปแล้ว ไอศูรย์โยนโทรศัพท์ไปที่ตู้ข้างเตียง ลงมือกอดรัดร่างขาวในอ้อมแขนอย่างไม่รู้จักพอ เขาตักตวงจากกระต่ายน้อยที่น่ารักตลอดคืนโดยไม่ได้นึกถึงคนรักที่เคยสัญญากันว่าวันนี้จะอยู่ด้วยกันทั้งคืน

น่าเสียดาย ค่ำคืนนี้ข้างกายราชสีห์ไม่ใช่พยัคฆ์ กลับเป็นเหยื่อตัวใหม่ที่ไอศูรย์เพิ่งล่าได้แทน

หากสงสัยทำไมไตรทัศไม่โกรธเคือง ต้องย้อนกลับไปถึงช่วงแรกๆ ที่ทั้งคู่คบกัน ผู้ชายแท้สองคนมักมีปัญหากับตำแหน่งเมื่อคิดเบี่ยงเบน ศักดิ์ศรีที่สั่งสมมานานค้ำคออยู่ หากจะสลับกันไตรทัศก็ดูเหมือนรับไม่ได้ ไอศูรย์ที่ไม่คิดอะไรมากจึงยอมตกอยู่เบื้องล่างอย่างเต็มใจ แต่ก็มีข้อแม้ที่ว่า เมื่อเขายอมเป็นฝ่ายถูกกอด ดังนั้นไตรทัศจะต้องอนุญาตให้เขาไปกอดคนอื่นเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย

ไตรทัศไม่เคยยอมและไม่คิดจะยอม เขาไม่กอดไอศูรย์จนเวลาล่วงเลยมาสามเดือน ชายผู้เป็นฝ่ายทนไม่ไหวคือไตรทัศเอง ไอศูรย์ทำทุกวิธีทางให้คนรักต้องการในตัวของตนเอง ทำทุกอย่างด้วยความเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อน สุดท้ายไตรทัศก็ตกอยู่ในวังวนที่ไร้ทางหนี น่าเปลี่ยนจากราชสีห์เป็นจิ้งจอกคงเหมาะสมกว่า และในเมื่อเขากอดคนรักไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกัน ยอมปิดหูปิดตาไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายออกไปหาใครต่อใครบ้าง เวลากว่าสองปีทำให้ไตรทัศเฉยชาจนแทบไม่รู้สึก เขารู้แค่ว่า ไม่ว่าไอศูรย์จะไปกอดใครก็ตาม สุดท้ายก็จะกลับมาหาเขาแค่เพียงคนเดียว

เพราะราชสีห์เป็นของพยัคฆ์... ตลอดกาล

 

และนั่นคือความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของผู้นำตระกูลทั้งสองคน








แก้ * ธีรฉัตร --> ธีรเดช

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #31 petch1948 (@petch1948) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 16:28
    ใครเป็นเมะใครเป็นเคะเหรอครับอันนี้ไม่รู้จริงๆ
    #31
    0
  2. #22 R_rainnie (@jw_rainnie) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 00:27
    ทำไมรู้สึกปวดใจแทนพี่ทัศน์ T^T เมียยังไปมีมีเมียอื่นอีก ฮือ
    #22
    0
  3. #3 awa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2559 / 18:27
    เชียร์คู่นอร์มอลแทนได้ไหมคะ ชนรดีน่ารักอะ 555
    #3
    0
  4. #2 MiniCuper (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 04:38
    ไอศูรย์ทำไมทำตัวแบบนี้ T_T
    #2
    0