Ravene - ( ACT 1 Power of Mysterious girl )

ตอนที่ 3 : Chapter 1 - ลูกศิษย์ของปราชญ์สีเงิน คารีน เฟลลอส (beta) (50)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ธ.ค. 60

บทที่ 1 ลูกศิษย์ของปราชญ์สีเงิน คารีน เฟลลอส

 

ถ้าพูดถึง 10 อันดับบุคคลที่สมบูรณ์แบบในโลกของราวีเน่ในทุก ๆ ราวิศักราช

นามของบุคคลที่จะปรากฏทุก ๆ ครั้งในการจัดลำดับคือ

"ปราชญ์สีเงิน"

            แต่เดิม ปราชญ์สีเงินมีนามว่า เฟลอส เอลเฟน่า เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเชื้อสายมังกรและเอลฟ์ บิดาเป็นทูตและควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพมังกร มารดาเป็นเจ้าหญิงของราชวงศ์เอลฟาน่า ถึงแม้ว่าการแต่งงานทั้งคู่จะเป็นการเจริญความสัมพันธ์ครั้งสำคัญเนื่องจากเผ่าพันธุ์ทั้งสองเป็นเผ่าที่ทรงอำนาจที่สุดในราวีเน่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งสองพร้อมที่จะติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ทว่าหากมองอีกด้านหนี่งการเชื่อมความสัมพันธ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลาย ๆ คนมองว่าเป็นการรวมอำนาจเพื่อจะปกครองโลก ทำให้หลาย ๆ กองกำลังเริ่มสะสมกองกำลังเพื่อป้องกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำพาโลกราวีเน่เข้าสู่จุดที่เรียกว่า “มหาสงครามราวีเนียซ”

            ตลอดระยะเวลา 19 ปีของเฟลอส ทำให้โลกได้เห็นความฉลาดและความสามารถทางด้านเวทมนต์ที่แตกฉาน และเป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจศาสตร์เวทมนต์แทบทุกศาสตร์บนโลก  เฟลอสใช้ความสามารถเพื่อพัฒนาให้แดนเอลฟ์เข้มแข็ง โดยเฉพาะความรู้และความสร้างสรรค์อันแปลกประหลาดของเขา ตั้งแต่การประดิษฐ์อาวุธที่เรียกว่า “ปืน” รวมถึงพัฒนาความรู้ใหม่ที่เรียกว่า ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ทำให้ดินแดนเอลฟ์และมังกรพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่คนทั่วไปจะคาดคิด ผลงานและความสามารถต่าง ๆ ของเขาทำให้ตำแหน่งรัชทายาทแห่งเอลฟาน่าตกเป็นของเขาเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ ทว่า มหาสงครามราวีเนียซ เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้รัชทายาทเอลฟาน่ากลายเป็นเอลฟ์ที่ถูกขนานนามว่า “ปราชญ์สีเงิน”

 

              มหาสงครามราวีเนียซ สงครามที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวความคิดขยายดินแดนเกิดจาก “ กองทัพแห่งเสรีภาพ”ภายใต้ 4 บุคคลผู้ถูกเนรเทศจากเผ่าพันธุ์ต่างๆได้แก่  เซเฟอร์ ราชามนุษย์  ราซัส ผู้เฒ่ามังกร  เรส อดีตเจ้าชายปีศาจ  และ รีฟ นักปราชญ์อาวุโสที่สุดของแดนเอลฟ์  พวกเขาต้องการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ทุกๆที่บนแผ่นดินนี้ถูกคุมภายใต้กฎที่เรียกว่า "กฎแห่งความถูกต้อง" โดยกฎนี้อ้างถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละเผ่าพันธุ์ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรม กฎนี้จึงให้อำนาจแก่สภาซึ่งก็คือเหล่าขุนพลทั้ง 4 ในการตัดสินใจต่าง ๆ และทำให้ทุกคนเท่าเทียม โดยอำนาจของพวกเขาสามารถลบล้างและตั้งกฎหมายขึ้นมาตอบสนองความต้องการของประชาชน ถึงแม้กฎที่ตั้งจะชักจูงผู้คนมากมายเข้าร่วม ทว่าหากมองลึก ๆ แล้วกฎพวกนี้ขึ้นอยู่กับเหล่าขุนพลซึ่งเป็นการรวมอำนาจอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การกระทำต่อผู้พ่ายแพ้อย่างการเผาเมือง ทำให้หลาย ๆ เผ่าพันธุ์ไม่สามารถยอมรับได้ และตั้งกองกำลังเพื่อต้านทานภายใต้ชื่อว่า “ กองกำลังพันธมิตรแห่งราวีเน่”

            ยุทธวิธีที่ทำให้กองทัพเสรีภาพสำเร็จคือ “ไตรยุทธ” โดยใช้มังกรเดน มังกรชั้นต่ำที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ สัตว์ สั่งสอนมันให้เชื่องและใช้มันเป็นยานพาหนะเพื่อโจมตีทางอากาศในดินแดนต่างๆ ส่วนกองทัพมังกรชั้นสูง มนุษย์ คนแคระ ปีศาจเป็นทัพภาคพื้นดิน เอลฟ์ที่แปรพักต์จากเอลฟาน่าเป็นกองกำลังที่คอยป่วนและสืบข้อมูลจากกองทัพสำหรับในยุคนั้นแล้ว การรบที่ประยุกต์หลาย ๆ เหล่าทัพเป็นยุทธการที่ค่อนข้างใหม่มาก ยังไม่มีการค้นคว้าการป้องกันอย่างจริงจัง การโจมตีหลาย ๆ เมืองระลอกแรกถูกโจมตีตั้งแต่ทิศตะวันตกไล่ไปจนถึงทิศตะวันออก เฟลอสและกองกำลังพันธมิตรที่เหลือล่าถอยเพื่อขึ้นเรือเหาะอพยพของอาณาจักรคนแคระบนเทือกเขาสูงทิศตะวันออกสุดขอบของทวีป โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งตรงไปยังอาณาจักรเทพ ฐานที่มั่นสุดท้ายของกองกำลังพันธมิตรแห่งราวีเน่ นักประวัติศาสตร์และคนทั่วไปประเมินว่า หากกองทัพเสรีภาพชนะในสงคราม ราวีเน่จะไม่มีการพัฒนาไปอีกตลอดร้อยปี

            ทว่า จุดพลิกผันของสงครามคือวัตถุลักษณะคล้ายจานขนาดใหญ่ลอยบนฟ้า 4 ลำล้อมรอบกองกำลังเสรีภาพ ส่วนอีกลำลอยจนทำให้เมืองหลวงของเทพอันเป็นที่มั่นสุดท้ายของกองกำลังพันธมิตรตกอยู่ในเงามัน เกราะสีฟ้าจางและวงเวทโจมตีที่ปล่อยแสงสีฟ้าตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีจานบินขนาดเล็กกว่า 20 ออกมาจากจานบินขนาดใหญ่ ผลการต่อสู้คือกองกำลังเสรีภาพสูญเสียกองกำลังร้อยละ 90 โดยแลกกับการทำให้จานบินขนาดใหญ่หนึ่งลำตกลงกลางทวีปราวีเน่ ซากของมันเป็นฐานของการสร้างเมืองหลวงของลูเนียร์และเป็นที่อยู่อาศัยของราชวงศ์ลูน่าในกาลต่อมา

“ลูเนียร์”

            “ลูเนียร์”เผาพันธุ์แห่งดวงจันทร์การปรากฎตัวของพวกเขาเป็นสาเหตุให้ทิศทางของสงครามเปลี่ยนแปลง พวกเขานำความพ่ายแพ้ไปให้แก่กองทัพปฎิวัติภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน  พวกเขาจับกุมขุนพลทั้ง 4 และเนรเทศให้ไปอยู่ส่วนลึกที่สุดของเกาะไนร์แมท์ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปราวีเน่ ยกเว้น เซเฟอร์ อดีตราชามนุษย์เป็นขุนพลผู้เดียวที่อยู่ในคุกระดับสูงของอาณาจักรเฟต

            หลังจากสงครามชาวลูเนียร์ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมาในตอนกลางของทวีปใหญ่พร้อมกับก่อตั้ง “สภาราวีเน่ สภาที่สอดส่องความเสี่ยงและจัดการตัวแปรที่จะทำให้เกิดสงครามขึ้น ทางด้านเฟลอส เขาได้แต่งงานกับ เฟย์ เจ้าหญิงของคนแคระ ส่วนหนึ่งเพราะงานอดิเรกและความสนใจที่คล้ายกัน ความฉลาดที่เจ้าหญิงแสดงสนามรบ รวมถึงอายุขัยที่ใกล้เคียงทำให้ทั้งตัดสินใจอยู่ร่วมกัน และมีบุตรสาวที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการแห่ง “สถานศึกษาเฟลอส” บุคคลผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะด้านเวทอีกคนรองจากปราชญ์สีเงิน ส่วนเฟลอสได้เข้าทำงานร่วมกับลูเนียร์ โดยความรู้และวิทยาการอันทันสมัยประยุกต์กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเวทมนต์ของเฟลอสกว่า 120 ปี ทำให้ราวีเน่เปลี่ยนแปลงจนใกล้เคียงกับโลกในคริสตศวรรษที่ ผลงานของเฟลอสทำให้เขากลายเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์ในนาม " ปราชญ์สีเงินเฟลอส” เพราะเส้นผมสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

            ปัจจุบัน ราวีเน่ได้เบนเข็มจากการทำสงครามกลายเป็นการมุ่งเน้นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

            ในด้านของความรู้ สามมหาอำนาจแห่งโลกปัจจุบันอันได้แก่  ลูเนียร์ มังกร และเอลฟ์ ก่อตั้งสมาคมนักปราชญ์ ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ค้นคว้าความรู้วิทยาศาสตร์และด้านเวทมนต์เพิ่มเติม โดยพวกเขาบรรจุไว้ที่ใจกลางของ ป้อมประการแห่งริน เมืองหลวงของชาวลูเนียร์  ในสถานที่มีชื่อว่า “ ลูดราเอล” เป็นห้องสมุดที่เปิดให้ผู้คนทั่วสามารถเข้าถึงเนื้อหาความรู้ที่เก็บไว้ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาเวทย์และวิทยาศาสตร์

            ด้านการขนส่ง   ทางรถไฟกับเรือเหาะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม  ถนนที่ถูกตีขึ้นเพื่อเชื่อมแต่ละอาณาจักรทำให้รถยนต์ถูกใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยจะมีอาชีพที่เรียกว่า “ผู้คุมถนน” ทำหน้าที่คอยจัดการมอนสเตอร์ที่ขัดขวางทางจราจร โดยส่วนมากผู้คุมเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีพลังเวทย์หรือไร้พลังเวททำงาน เพราะอาวุธในปัจจุบันสามารถจัดการมอนสเตอร์ระดับต่ำได้สบาย ๆ ทว่าหากเป็นมอนสเตอร์ระดับสูง พวกเขาจะส่งข้อความช่วยเหลือไปที่กิลล์ของนักผจญภัย เพื่อส่งนักพจญภัยระดับสูงมาจัดการ  ส่วนจานบินเป็นสิ่งเดียวที่ลูเนียร์ไม่ได้แจกจ่ายวิทยาการให้เผ่าอื่นรับรู้ โดยอ้างว่าเป็นความลับทางการทหาร

            ด้านเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร  มังกรยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ส่งจดหมายหรือเอกสารระยะไกลมาก ๆ ทว่าหากเป็นข้อความสำคัญ หินสื่อสารหรือเวทย์ติดต่อก็เข้ามามีบทบาทในด้านนี้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านคมนาคมเพราะเวทมนต์ได้ตอบสนองปัญหาเหล่านี้ได้ นอกจากนี้วิทยาการสำคัญอย่างกล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์สิ่งพิมพ์ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์และหนังสือถูกผลิตอย่างรวดเร็วตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ 

            ด้านศาสนา อำนาจของศาสนาราวีนเพิ่มขึ้นเพราะตัวตนของชาวลูเนียร์ การปรากฏตัว ทำให้หลายคนมองว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของเทพธิดา ทว่าผลของสงครามทำให้อำนาจของพวกเขาลดลง โดยเฉพาะชาวลูเนียร์ไม่สนใจและสนับสนุนให้ศาสนาราวีนมาตั้งรกรากหรือยุ่งกับพวกเขาแม้แต่น้อย แต่กระจายความเชื่อเกี่ยวกับเทพธิดาที่ชื่อว่า “ริน” เทพธิดาที่ปกป้องและคุ้มครองพวกเขาจากภัยต่าง ๆ  ทำให้ปัจจุบันศาสนารินและราวีนกระจายอยู่ทั่วโลก

          หากมองเผินๆ ดูเหมือนจะเป็นยุคที่มีแต่ความสงบสุข.....ถึงกระนั้นทุกคนก็รู้ดีว่าโลกไม่ได้สงบสุขอย่างที่แสดงให้เห็นตอนนี้ ปัญหาด้านฐานะและด้านระบบการบริหารของแต่ละเผ่า รวมถึงดันเจี้ยนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ทำให้จำนวนนักผจญภัยระดับสูงลดลงเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ขุนพลทั้งสี่ยังคงมีชีวิตอยู่

ทว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีใครสะกิดใจเลยว่า
ระเบิดเวลาได้เริ่มนับถอยหลังตั้งนานแล้ว

ปัจจุบัน กลางศักราชราวีนที่ 1943  ณ อาณาจักรลูเนียร์ ป้อมประการแห่งริน

            ซากยานลำใหญ่ขนาดยักษ์แปรเปลี่ยนกลายเป็นเสมือนป้อมประการที่ครอบเมืองหลวงทั้งเมืองเอาไว้ รอบนอกกำแพงมีจานบินคอยบินตรวจการณ์ตลอดเวลา  หากคุณคิดจะเข้าเมืองลูเนียร์ต้องคิดให้หนัก ๆ วงเวทและอาวุธที่ติดตั้งบนจานบินเพียงพอที่จะจัดการกองกำลังเสรีภาพได้ทั้งกอง ดังนั้นทางเดียวที่จะเข้าได้คือประตูเมืองขนาดใหญ่ด้านหน้าที่อดีตเป็นประตูปล่อยจานบิน ปัจจุบันมันถูกแบ่งออกเป็น 3 ประตูขนาดใหญ่ โดยประตูตรงกลางเป็นทางเข้าของรถยนต์และรถไฟที่สัญจรมาจากทวีปอื่น ๆ  ส่วนประตูที่ขนาบข้างเป็นประตูที่ให้กลุ่มคนและรถม้าจากชนบทเข้าสู่ตัวเมือง เมื่อผ่านประตูแล้วจะมีโดมและเหล่าผู้คุ้มทำงานจัดการและดำเนินเอกสารอนุญาตเข้าเมืองแก่พวกเขา วงเวทสีน้ำเงินเข้ม เรืองแสงตลอดเวลาเพราะเป็นสื่อกลางสำคัญที่ใช้ติดต่อสื่อสารและดำเนินเรื่องให้สำเร็จ ทว่าบางครั้งอาจจะมีเรื่องวุ่นวายเล็กน้อยจนทำให้ หัวหน้าผู้ตรวจการณ์ จูเบีย สาวเผ่าสัตว์ที่มีหูแมวอันเป็นเอกลักษณ์ต้องลงมาลงมาคุมด้วยตัวเอง ผมสั้นสีส้มและตาสีเขียวเป็นประกาย หูแมวและหางสีขาวตัดกับเครื่องแบบสีน้ำเงิน ทำให้เธอดูโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ  จูเบียเดินตรวจความสงบเหมือนเช่นที่เธอทำทุกวัน จนกระทั่งเธอเหลือบไปเห็น สาวผมทองภายในชุดคลุมที่ขาดกำลังมองมาที่เธอ

            ถึงแม้ว่าฝุ่นและดิน เขม่าถ่านจะเลอะอยู่บนใบหน้าของสาวผู้นี้จะปกปิดใบหน้าแสนสวยของเธอ ทว่าตาสีอเมทิสต์ที่เป็นประกาย รอยยิ้มขี้เล่นและผมสีทองที่ถูกรวบไว้ลวก ๆ เป็นตัวแปรที่ทำให้เสน่ห์และความน่าค้นหาของเด็กสาวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้เสียงที่เธอเอ่ยพูดคุยกับสาวเผ่าอสูร น่าฟังและลื่นหูอย่างแปลกประหลาด เด็กสาวยิ้มแล้วยื่นบัตรโดยใช้แขนที่ถูกพันด้วยผ้าสีดำ อันที่จริงแล้วหากสังเกตเด็กสาวดี ๆ จะผมว่าแขนข้างขวาและเท้าทางด้านซ้ายถูกพันด้วยผ้าสีดำแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่เธอสงสัยเพราะภายใต้ผ้าสีดำมีกลิ่นคล้าย ๆ แกนพลังเวทเข้มข้นของสัตว์อสูร ทว่าก่อนที่จูเบียจะได้คำตอบ เด็กสาวก็ยื่นเอกสารให้เธอแล้วเอ่ยสั้นว่า ๆ

“ มีปัญหารึเปล่า ผู้ตรวจการณ์” เด็กสาวพูดเสร็จแล้วยิ้มให้เธอ มันเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์เสียจนจูเบียเผลอหลุดความคิดของเธอออกไป

“แขนและขาเป็นอุปกรณ์เวทย์งั้นหรอ เมี๊ยว”  เมื่อเธอรู้ตัวว่าเธอเผลอหลุดคำพูดที่ไม่ควรก็รีบก้มหัวขอโทษทันที ทว่าเด็กสาวเบื้องหน้ากลับหัวเราะแล้วใช้มือข้างขวาจับมือจูเบียเบา ๆ .ซึ่งมันนุ่มคล้าย ๆ มือของคนจริงและมีกลิ่นคล้ายกลิ่นตัวของเด็กสาว ทว่ากลิ่นของแก่นพลังเวทโดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“จมูกเดีสมเป็นเผ่าสัตว์ มันเหมือนแขนและขาจริง ๆ ใช่ไหมล่ะ...แต่มันก็ไม่ใช่ของจริง”

“ต้องขออภัยในการเสียมารยาทครั้งนี้ด้วยน่ะ เมี๊ยว / ช่างมันเถอะ” เด็กสาวไม่ถือสากับการเสียมารยาทของเธอ ซึ่งถ้าหากเป็นคนอื่นเธอคงถูกหาเรื่องจนโดนปลดออกไปแล้ว ดังนั้นเธอจำต้องระวังคำพูดให้มากกว่าเดิม ยิ่งเป็นถึงหัวหน้าผู้ตรวจการณ์ยิ่งไม่ควรทำสิ่งผิดพลาดเรื่องแบบนี้ด้วย

            จูเบียเปิดเอกสารแล้วค่อนข้างแปลกใจกับข้อมูลอย่างเช่น “นักผจญภัยอันดับ 00 ”  และข้อความอย่าง “ที่ปรึกษาพิเศษแห่งเวลล่า” ซึ่งเธอจะไปสืบข้อมูลที่หลังเพราะข้อมูลต่าง ๆ ในนี้มันดูแปลกตาหลายอย่างโดยเฉพาะข้อความสั้น ๆ ที่เขียนว่า “ไร้พลังเวทย” แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจที่สุดคงเป็นชื่อของเด็กสาว

“ต้องขออภัยสำหรับการเสียมารยาทอีกครั้ง ท่านคารีน เฟลลอส ?... ท่านเป็นคนที่เฟตรับใช้อยู่ใช่รึเปล่า”

“รู้จักกับพี่เฟตด้วยหรอ.....พี่น้องห่าง ๆ ? /  อันที่จริงแล้ว ข้าเป็นแฟนกับเฟต.....มันอาจจะแปลก ๆ สำหรับท่านรึเปล่า เมี๊ยว ?”

“ไม่แปลกหรอก แต่สำหรับที่อื่น ๆ อาจไม่เหมือนกับฉันหรอกน่ะ” จูเบียพยักหน้าเข้าใจ ความหลากหลายทางเพศในยุคนี้มีเพียงแค่ป้อมประการแห่งนี้กับสถาบันศึกษาระดับสูงบางแห่งที่ยอมรับ โดยพวกหัวเก่าไม่ค่อยเปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไร เธอคงได้เพียงแต่หวังว่าอนาคตมันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  เธอถอนหายใจเบา ๆ เมื่อตระหนักได้ว่ามันยังต้องใช้เวลาอีกนาน แต่อย่างน้อย ๆ เด็กสาวเบื้องหน้าก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่ยอมรับกลุ่มคนแบบพวกเธอ

“ไว้เจอกันน่ะ ท่านคารีน ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่ป้อมประการแห่งริน” จูเบียยื่นเอกสารคืนและโค้งให้เด็กสาว

“ไว้เจอกัน คุณจูเบีย” คารีนมองชื่อที่ติดอยู่ข้างอก “มีอะไรอยากฝากบอกพี่เฟตไหม”


“...ฝากบอกให้เจอที่ห้องของฉัน..”

           

          คารีนพบว่าเมืองแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไร ยังคงมีเพลงแนวแจ๊สบรรเลงทั่วทุกมุมถนน รถยนต์ที่ขับสวนกัน และสายไฟฟ้าที่เชื่อมทั่วเมือง โดยสภาพตัวเมืองค่อนข้างคล้ายหลุดจากยุค 80-90 ของอเมริกา สิ่งที่ทำให้ดูแตกต่างก็คงเป็นจานบินที่ลอยด้านบนอาคารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของทั้งเมือง ร้านขายอุปกรณ์เวทมนต์ ยา อาวุธและที่พักนักผจญภัย รวมถึงร้านขายวัตถุดิบที่ทำให้มันดูแฟนตาซียิ่งขึ้น โดยผังเมืองนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ถนนวงนอกครอบถนนวงเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ศูนย์กลางและถนน 6 สายเชื่อมจากวงนอกสุดไปยังวงในสุด  โดยส่วนนอกสุดจะเป็นแหล่งค้าขาย ตรงส่วนกลางจะเป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและธุรกิจของกลุ่มนักผจญภัย ส่วนในสุดจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ส่วนบริเวณตรงกลางมีแอ่งน้ำและหอคอยขนาดใหญ่ มีทางเดินรอบล้อมเอาไว้และมีสะพานเชื่อมไปยังบริเวณตรงกลางของแอ่งน้ำ โดยตรงจุดนั้นเป็นหอคอยสูงขึ้นไปข้างบนฟ้าซึ่งรู้จักกันดีในชื่อว่า “หอคอยแห่งริน”

          หอคอยแห่งรินเป็นอดีตฐานบังคับการจานบินลำนี้ โดยมีจำนวนทั้งหมด 100 ชั้นด้วยกัน 20 ชั้นแรกเป็นที่ตั้งของห้องสมุดลูดราเอลและที่ตั้งของ สมาคมนักปราชญ์ ส่วน 80 ชั้นด้านบนเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ท่าเรือเหาะ ฐานทัพ และที่ตั้งของสภาปกครองลูเนียร์ นอกจากนี้ ส่วนยอดสุดของโดมสุดเป็นที่ตั้งของ โดยทุก ๆ ชั้นเชื่อมต่อโดยลิฟท์ขนาดใหญ่ 6 ตัวที่ขนาดเพียงพอจอดรถยนต์ 5-6 คันหรือจานบิน 1 ลำได้ และลิฟท์ขนาดเล็ก 12 ตัวที่จุคนได้ถึง 10-15 คน  ตึกระฟ้าในป้อมประการมีมากเสียจนแทบไม่เห็นหอคอยหากสังเกตจากวงนอก

            สำหรับคารีนแล้ว เธออยู่เมืองแห่งนี้ตั้งแต่จำความได้ จนกระทั่งหลักจากเหตุการณ์ “ดวงจันทร์สีเลือด” นอกจากจะทำให้เธอกลายเป็นคนไร้พลังเวทย์แล้ว พ่อของเธอก็ตายจากเหตุการณ์นั้นด้วย เหตุการณ์เป็นเหตุผลสำคัญให้เธอใช้เวลาอยู่กับอาจารย์บ่อยมากขึ้นเพื่อศึกษาหาหนทางแก้ไขปัญหาการใช้พลังเวท จนกระทั่ง  2 ปีก่อน อาจารย์ลากเธอออกไปลองวิชาข้างนอกและบังคับไม่ให้กลับมาที่ป้อมประการแห่งรินตลอด 2 ปี ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เธอแข็งแกร่งกว่าเดิมแต่การเดินทางทำให้เธอไม่ได้ข่าวคราวเพิ่มเติมของน้องสาวแม้แต่น้อย

            ทว่าการใช้เวทไม่จำเป็นต้องใช้เวทจากร่างกายเพียงอย่างเดียว อาจารย์สอนเธอให้มองมีมุมมองที่แตกต่างเพื่อค้นพบกับคำตอบใหม่ ๆ เช่นเดียวกับพลังเวท หากไม่สามารถดึงพลังเวทย์จากร่างกายได้ก็หยิบยืมพลังเวทจากภายนอก ดังนั้นการใช้เวทของเธอปัจจุบันจำเป็นจะต้องใช้สื่อนำอย่าง ปากกาเวทมนต์ ที่ใช้แกนพลังเวทของสัตว์อสูรในการทำงานเพื่อเขียนอักขระและวงเวทขึ้นมา ทว่าวิธีการวาดวงเวททำให้เธอเสียเวลากับการอักขระหยิบยืมพลังจากธรรมชาติ ดังนั้นการวาดวงเวทในระหว่างการต่อสู้ในช่วงเวลาคับขันคงไม่ดีสักเท่าไร ดังนั้น อุปกรณ์เวทย์ กับกระดาษเวทมนต์ จึงเข้ามามีบทบาทเพื่อให้เธอรอดจากสถานการณ์ที่วุ่นวายได้

             อุปกรณ์เวท จะมีความพิเศษที่แตกต่างขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสร้าง รวมถึงวงเวทที่ถูกตราขึ้นในระหว่างการสร้างมันขึ้นมา โดยเธอถือครองอาวุธวิญญาณชนิดพิเศษหลายชิ้นด้วยกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดเธอเป็นคนสร้างมัน
โดยอุปกรณ์เวทที่เธอพกติดตัวตลอดคือ “สร้อยคอแห่งปัญญา” มีคุณสมบัติป้องกันคำสาป รวมถึงการสร้างเกราะรอบตัวเธอเพื่อป้องกันการถูกรุมโจมตีเมื่อร่างกายของเธอไม่พร้อม ถึงแม้ว่าลักษณะกายของชาวลูเนียร์ดีกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ทำให้การเคลื่อนไหวหลบอาวุธหรือป้องกันกระสุนปืนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่การป้องกันปัญหามักจะดีกว่าการแก้ไขปัญหาเสมอ โดยอุปกรณ์เวทย์ชิ้นนี้เธอเรียนรู้วิธีการสร้างจากอาจารย์หญิงและใช้วัตถุดิบที่ค้นพบระหว่างการผจญภัยสร้างสร้อยชิ้นนี้ขึ้นมา

            ส่วน กระดาษเวทมนต์ เป็นสื่อกลางเวทมนต์ชนิดหนึ่ง วงเวทจะทำงานเมื่อใส่พลังเวทมนต์ลงไปในกระดาษ ทว่าคารีนประยุกต์ให้มันเป็น “ศาสตร์เวทสำเร็จรูป” เธอจะวาดวงเวทที่เธอคิดว่าจำเป็นลงกระดาษและเก็บไว้ติดตัวตลอดเวลา เมื่อถึงคราวจำเป็นก็หยิบวงเวทพวกนี้มาใช้ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเขียนเวทใหม่ แต่ด้วยความที่ราคากระดาษพวกนี้แพงมาก ดังนั้นเธอจึงใช้กระดาษเวทย์ซ้ำไปซ้ำมา หากจำเป็นเธอก็ต้องควักเงินที่ได้จากการเป็นนักผจญภัยมาซื้อกระดาษแพง ๆ พวกนี้

            ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีพลังเวทย์เหมือนคนอื่น อย่างไรก็ตาม ปัญญาและประสบการณ์ที่เธอเรียนรู้ตลอด 14 ปี ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอยืนหยัดบนโลกแห่งนี้ ดังที่อาจารย์สอนเธอตลอดว่า “คนไร้พลังเวทย์ไม่ได้ไร้ค่า”

            “ถึงที่หมายแล้วครับ คุณลูกค้า...28 เหรียญทองแดงครับ ” เสียงเรียกของคุณลุงผู้ขับรถ คารีนลงจากรถแล้วมุ่งตรงไปยังบ้านของเธอ บ้านเล็ก ๆ ที่สวนหย่อมเต็มไปด้วยกระถางเพื่อปลูกสมุนไพรและพืชผักสวนครัว โดยมีหญิงสาวเผ่าสัตว์คล้ายๆจูเบียนั่งรดน้ำต้นไม้อยู่ ทว่าด้วยใบหน้าที่เล็กกว่า ตาสีอำพัน ผม หูและหางแมวสีดำ โดยเฉพาะแว่นตาสีแดงทำให้เธอโดดเด่นกว่าหัวหน้าผู้ตรวจการณ์ที่ดูเป็นทางการมากกว่า

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยน่ะ เฟต” สาวเผ่าแมวหันขวับไปมองเด็กสาวที่มาใหม่ แล้วยิ้มกว้าง…..

            “เฟต มีใครมาบ้านงั้นหรอ” เสียงหวานดังจากภายในบ้าน เมื่อประตูเปิดออกมาก็เผยเด็กสาวใบหน้าพิมพ์เดียวกับคารีน ทว่าจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือผมสีเงินสั้นและตาสีฟ้าน้ำทะเล เมื่อทั้งคู่สบตากันก็คล้ายรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ปนระหว่างความตกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน

“พี่กลับมาแล้ว แครีน”


0 ความคิดเห็น