ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 14 : เกาะขามแห่งรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 มี.ค. 58

ตลาดในตัวเมืองช่วงเย็นเป็นช่วงที่ผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของเยอะแยะเต็มไปหมด เสียงเหล่าพ่อค้าแม่ขายร้องตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ รถราคันน้อยใหญ่ก็แล่นกวักไขว่ไปมาทั่วท้องถนน  กายนุภพยืนกดเงินอยู่หน้าตู้ ATM เขามองยอดเงินในบัญชีอย่างเมินเฉย ไม่ได้มีความรู้สึกยินดีหรือขอบคุณให้กับเจ้าของเงินแม้แต่น้อย

ยอดเงินคงเหลือ  89,400  ทำรายการอื่นต่อหรือไม่

ถึงพ่อจะโอนเงินให้ผมใช้ตลอด และถึงผมจะยอมใช้เงินของพ่อก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อความผิดที่พ่อก่อทิ้งไว้มันจะจางหายไปจากใจผมหรอกนะ เอาไว้ผมเรียนจบมีงานทำเมื่อไหร่ ผมก็จะหายไปจากชีวิตพ่อเองและผมจะตามหาแม่ให้เจอจนได้ ดวงตาสีเข้มแววโรจน์

 

“พรศักดิ์ ส่องแสง ชุดล่าสุดแผ่นนึงครับ” เสียงของเขาทำเอาเจ้าแผงซีดีวัยหกสิบพุงพลุ้ยที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปบนเก้าอีกผ้าใบสะดุ้งตื่นพร้อมสีหน้า อารมณ์ บ่ จอยนิดๆ  ลุงเจ้าของแผงยื่นแผ่นเพลงให้ด้วยสีหน้าสงสัย

“เอ็งฟังเพลงแนวนี้ด้วยรึ วัยรุ่นสมัยนี้รสนิยมแปลก หึหึ” กายนุภพควักเงินจ่ายไปแล้วก็ไม่ได้พูดตอบอะไรไปเพียงแค่ยิ้มๆ แล้วเดินจากไป

เขาเดินมาเจอป้าคนนึง ดูรูปร่างผอมบางวัยไล่เลี่ยกับแม่ของเขา ก็อดคิดถึงแม่ขึ้นมาไม่ได้ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เจอแม่ ท่านจะสบายดีหรือเปล่า ยังคิดถึงเราอยู่มั๊ยนะ  เขาเดินไปคิดไปจนเข้ามาใกล้ป้าคนนั้น“ผมช่วยถือมั๊ยครับ?” กายนุภพยื่นมือไปช่วยรับถุงข้าวของพะรุงพะรัง เหมือนบ้าหอบฟางจากหญิงสูงวัยที่ดูท่าทางอ่อนล้าโดยไม่รอคำตอบ

“ขอบใจจ้าหนู” เธอยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและมองด้วยแววตาชื่นชม เด็กคนนี้ดูดีมีชาติตระกูลแถมยังมีน้ำใจอีกลูกเต้าเหล่าใครกันทำไมไม่คุ้นหน้าเลย“รถป้าจอดอยู่ฝั่งโน้นแน่ะ” เธอชี้นิ้วให้ดูรถกระบะคันสีแดงรุ่นเก่าสภาพดีที่จอดอยู่ประมาณ 200 เมตร เขายิ้มให้อย่างสดใส

“มาซื้อของคนเดียวหรอครับ ทำไมซื้อเยอะขนาดนี้เนี้ย บ้านป้าขายอะไรหรอ?” เขาชวนคุย

“บ้านป้าขายส้มตำ ไก่ย่างน่ะ มากับลูกสาวแต่มันไปเข้าห้องน้ำ  นั่นไงโผล่มาพอดี ตายยากจริงๆ” ป้าพูดอย่างอารมณ์ดี

“อ้าว พี่กาย อ้าวแม่ ทำไมมาด้วยกันล่ะ?” ต่างฝ่ายต่างทำหน้างุนงง

“ก็เอ็งทิ้งให้แม่ซื้อของ ถืออยู่คนเดียว เอ็งไปเข้าห้องน้ำหรือไปสร้างห้องน้ำใหม่กันแน่วะ” แม่บิดเบาๆที่ต้นแขนลูกสาว อย่างหมั่นเขี้ยว

กายนุภพเห็นภาพแบบนี้ก็อดยิ้มตามไม่ได้ เขาก็คิดถึงแม่เหมือนกัน “โห.. ก็คนมันเยอะไงแม่ แล้วนี่พี่กายมาทำอะไรเนี้ย?

“มาทำธุระนิดหน่อย กำลังจะกลับพอดี เห็นป้าถือของหนักก็เลยมาช่วยน่ะ”

“แหม่ๆ เรียกน้าพอ แม่หนูยังไม่แก่”มลธิยากรโวย

“แหม่.. เอ็งนี่” แม่ตีที่แขนลูกสาวไปหนึ่งป้าปข้อหากวนประสาท “เขาจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านป้าสิ” เธอเอ่ยชวนอย่างเป็นกันเอง มลธิยากรรีบดึงแขนแม่เดินออกมาสามก้าวแล้วกระซิบกระซาบ “แม่ ไปชวนเขาทำไม เขาไม่ถูกกับพี่มัทนะ อยู่โรงเรียนเห็นตีกันตลอด” มลธิยากรนิ่วหน้า “ก็เขาดีกับแม่นี่หว่า เพื่อนที่กัดกันทุกวันมันรักจะตาย เชื่อแม่สิ มัทมันไม่อยู่ จะเป็นไรไปเล่า เอ็งก็”

แม่เดินกลับมาหากายนุภพที่ยืนยิ้มเก้ออยู่ “ว่าไงไปไหม?” แม่ยิ้มอย่างหวานแหวว

“ครับ”  เขายิ้มหวานตอบ

 

ในวงข้าวขาดมัทราลิกาไปแต่ก็มีกายนุภพมาแทนที่พ่อทำหน้าเฉยๆ อย่างปกติ แม่ดูจะเอ็นดูเขาเป็นพิเศษจนมลธิยากรอดหมั่นไส้ไม่ได้ วันนี้แม่ทำกับข้าวตั้งหลายอย่างดูจะเอาใจกันซะเหลือเกิน มีทั้งปลาทูทอด  น้ำพริกกะปิ  แกงส้มชะอมไข่  ผัดผักรวมมิตร แล้วก็กุ้งลวกจิ้มน้ำพริกเกลือ

“โอยยย บ้านนี้สงสัยจะมีลูกชายอีกคนแล้วม้างงง” มลธิยากรเริ่มหมั่นไส้กับท่าทางเอาอกเอาใจของแม่คอยถามนู้นนี่ ตักกับข้าวให้ แกะกุ้งให้ กะอีแค่เขาช่วยถือของแค่ครั้งเดียวแหละ เดี๋ยวก็งอนซะหรอก

“กินไปอย่าพูดมาก” แม่ถลึงตาใส่

“แม่ง้าาาา  พ่อดูแม่ดิ ไม่เห็นแกะให้หนูบ้างเลย พี่มัทกลับมาเมื่อไหร่หนูจะฟ้องพี่มัทแน่” มลธิยากรทำท่าขี้งอนเหมือนเด็กจนกายนุภพหลุดขำออกมา “โตขนาดนี้ยังขี้งอน แถมยังขี้ฟ้องอีกนะเรา” เขามองเด็กขี้งอนอย่างเอ็นดู“ขอบคุณครับแม่ พอแล้ว”

“แหม่ๆ เมื่อตอนเย็นเรียกป้า ตอนนี้ขยับมาเรียกแม่ เร็วเหลือเกินเนาะ” มลธิยากรประชดใส่

“เอ๊... วันนี้เอ็งแลมีปัญหาจริงๆเว่ยมล ไป.. กินอิ่มแล้วก็ไปนั่งโน่น” ลูกสาวทำปากยู่ใส่ แล้วเดินกระแทกส้น ปึงๆ ออกไป นั่งหน้าจอโทรทัศน์ แม่มองตามแล้วส่ายหัว

“เพื่อนมัทหรอ ทำไมไม่คุ้นหน้าเลยล่ะ?” พ่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ผมพึ่งย้ายมาตอน ม.4 นี่เองครับ”

“มาจากที่ไหนกันล่ะนี่?

“ทางภาคอีสานน่ะครับ” พ่อยิ้มแหยะๆ

“มาอยู่กับใครหรอ?

“ลุงน่ะครับ” เขาเริ่มอึดอัดกับคำถามพวกนี้แล้ว

“แล้วทำไมถึงย้ายมาล่ะ?” พ่อตั้งคำถามไม่เลิก

กายนุภพรู้สึกเกร็งที่ต้นคอ หัวไหล่และไล่ไปจนถึงแผ่นหลัง เมื่อเจอกับคำถามจี้ใจดำนี้ “กับข้าวอร่อยดีนะครับ” เขาเลี่ยงที่จะตอบประเด็นนี้ แล้วหันไปยิ้มให้แทนคำตอบ

“มัทไปไหนหรอครับ” เขามองจนทั่วบ้านก็ไม่เห็นเธอจึงตัดสินใจถามไป

“แม่ ไม่ต้องบอก!!” เสียงมลธิยากรตะโกนเข้ามาในครัวเหมือนเด็กขี้หวง

“ยัยมล.. เดี๋ยวเถอะ” แม่ปราม  “สงสัยจะเหงาเพราะพี่สาวไม่อยู่บ้าน ถ้าอยู่นะบ้านไม่เงียบขนาดนี้ เล่นกันทะเลาะกันตลอด” กายนุภพฟังแล้วยิ้มตาม

“มัทไปทำงานน่ะ ช่วงปิดเทอมเขาก็ทำงานหารายได้เองประจำแหละ แต่คราวนี้ไปไกลบ้านหน่อยเขาอยากเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่บ้าง แม่ก็ไม่อยากขัดใจเพราะเห็นว่าเขาโตแล้วและเขาเองก็เป็นคนมีความรับผิดชอบสูง”

ยัยคนนี้จะขยันไปถึงไหนกันเนี้ย เป็นผู้หญิงตัวแค่นั้นแต่ทำตัวแกร่งกว่าเราอีกแฮะ ไกลแค่ไหนฉันจะตามไปหาเธอจนได้แหละมัทราลิกา..“ผมก็ว่าจะหางานทำเหมือนกัน พอจะบอกได้มั๊ยครับว่ามัททำที่ไหน”

“รีสอร์ทบ้านเคียงทะเล ที่เกาะขามน่ะ ลองไปเที่ยวดูสิ มัทมันจะได้มีเพื่อนด้วย”เอ๊... หรือไอ้หนุ่มนี่ที่ยัยมลบอกว่าชอบตีกับยัยมัท  จริงๆแล้วมันจะแอบปิ๊งลูกสาวเรานะ ลูกไม้ตื้นๆแค่นี้ทำไมแม่จะดูไม่ออก ชีวิตของยัยมัทไม่เคยเห็นผู้ชายหน้าไหนกล้าแหยมหน้าเข้ามาต่อกรซักที อยากจะดูฝีมือเหมือนกันว่าจะเก่งขนาดไหน ถ้าปราบยัยมัทได้ งานนี้มีเฮแน่ลูกสาวฉัน  แม่ยิ้มให้อย่างมีเลศนัย

ครอบครัวเธอน่ารักและอบอุ่นอย่างที่ฉันคิดไว้จริงๆด้วย  อุตส่าห์ได้มีโอกาสเข้ามานั่งกินข้าวถึงในบ้านแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่ได้เจอหน้า เฮ้อ  คิดถึงเหมือนกันแฮะ  ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของเธอเวลาเธอโมโห ฉันนอนไม่ค่อยหลับ กินข้าวไม่ค่อยอร่อยเลยว่ะ

 

สายลมพัดเอาละอองคลื่นลอยมาอาบไปทั่วทั้งตัว วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใส ฝูงนกบินร่อนอยู่เต็มท้องฟ้า มีปลาโลมาสอง สามตัว กระโดดโลดเต้นเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ที่นี่เป็นจังหวัดที่มีมนต์ขลังดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย เพราะมีเกาะกว่าครึ่งร้อยเกาะ ผุดขึ้นมากลางผืนน้ำอันบริสุทธิ์แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางนัก ธรรมชาติจึงยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่เพราะยังไม่โดนมนุษย์บุกทำลาย

ขณะนี้เขายืนอยู่บนเรือที่กำลังแล่นมุ่งหน้าไปยังเกาะหมาก สูดอากาศบริสุทธิ์และกลิ่นไอทะเลเข้าไปให้เต็มปอดมัทราลิกาฉันรักเธอเข้าจริงๆแล้ว ให้โอกาสฉันด้วยนะ กายนุภพหลับตา อ้าแขนออกให้สุดเหมือนที่มัทราลิกาเคยทำ รอฉันด้วย ฉันกำลังไปหาเธอ

ถ้าอยากไปเที่ยวก็ไปได้นะ ลุงมีเพื่อนคนนึงอยู่เกาะขาม ลุงเป็นหุ้นส่วนกับเขาทำรีสอร์ทกัน ทะเลที่นั่นสวยมากเลยนะ แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ลุงครับรู้จักรีสอร์ทบ้านเคียงทะเลบนเกาะขามหรือเปล่า

ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็รีสอร์ทที่ลุงเคยบอกให้แกไปเที่ยวไง

ทำไมอะไรๆมันดูเข้าแก๊กไปหมดเลยเนี้ย หรือจะเป็นบุพเพอาละวาดจริงๆซะแล้วไอ้กายเอ๊ย..ปิดเทอมนี้ผมอยากไปทำงานที่นั่นครับ

หน้าอย่างแกเหรอจะทำงาน วันๆเห็นวาดแต่รูป ฮ่าๆ

โถ่ลุงก็... ผมโตแล้วนะครับ รู้จักทำมาหากิน ไม่ดีหรือไง

แกไปถึงแล้ว ถามหาลุงโชติเจ้าของรีสอร์ทนะบอกเขาว่าเป็นหลานลุงแล้วก็ตกลงเรื่องงานกันไป แต่ที่นั่นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เล่นเน็ตก็ไม่ได้ ทำใจไว้ด้วยนะจู่ๆ ก็นึกอยากจะไปเอาดื้อๆ ไอ้หลานคนนี้

 

                เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดัง ช๊งเช๊ง พร้อมกับกลิ่น เครื่องเทศลอยออกมาเตะจมูก เด็กสาวรีบก้าวเข้าไปในครัว ฮัจเช้ยยยยย“กลิ่นหอมลอยไปถึงโน่นแน่ะ ป้าแจ๋ววว ให้หนูช่วยทำอะไรหรือเปล่าหนูทำงานเสร็จแล้ว” มัทราลิกาเดินเสียงแจ้วเข้ามาในครัวอย่างอารมณ์ดี

                “ช่วยป้าล้างผักตะกร้านั้นแล้วกัน”

                “ได้จ้า” เธอรับคำอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ฮัมเพลงไปด้วยล้างผักไปด้วยอย่างมีความสุข  ฮื่ม ฮึม ฮื้อ.. ฮื้อ ฮึมมม

                “ง้าาาาาา!!!

                ป้าแจ๋วสะดุ้งโหยง จนแทบโยนตะหลิวทิ้ง “เป็นอะไรมัท ร้องซะอย่างกับไฟไหม้บ้าน”

                “น่ะ หนอน ตัวเบ้อเริ่มเลยป้า หยึ๋ยยยย ขนลุกอะ” มัทราลิกากระโดดเหยงไปยืนอยู่ตรงมุมประตูทำท่าแขยงขน

                “ฮ่าๆโถ้ตัวก็ใหญ่กว่าหนอนจะกลัวอะไรเล่า เด็กคนนี้”ป้าแจ๋วแซวเล่น“งั้นเดี๋ยวป้ามาทำต่อนะ เดี๋ยวหนูไปหาอะไรข้างนอกทำแล้วกัน”เธอรีบวิ่งแจ้นออกไป

                รีสอร์ทบ้านเคียงทะเลเป็นรีสอร์ทที่ทำกิจการโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ ทำแบบไม่หวังผลกำไรมาก หวังกำไรน้อยแต่ให้อยู่ได้นาน มีสวนหย่อมที่ปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้ใช้ปรุงอาหาร ส่วนพวกอาหารทะเลก็จะไปรับมาจากชาวประมงเองเพื่อเป็นการอุดหนุนกันและกันในท้องถิ่น อุปกรณ์ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ก็ประดิษฐ์ขึ้นเองเน้นความเป็นธรรมชาติ สงบ อบอุ่น และให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่บ้านตัวเอง พนักงานของที่นี่จะมีแค่แผนกละ 1-2 คนเท่านั้นแต่ว่าทุกคนล้วนอัธยาสัยดี บริการดุจญาติมิตรและช่วยเหลือกันทำงานอย่างมีความสุข

                เจ้าของรีสอร์ทบ้านเคียงทะเล–ลุงโชติชายใหญ่วัยปลดเกษียณก็เป็นคนใจดี ไม่ถือตัวว่าเป็นเจ้านาย เอ็นดู รักใคร่พนักงาน และแขกเหมือนลูกหลาน แขกส่วนใหญ่ที่เคยมาแล้วก็มักจะกลับมาที่นี่อีกครั้งหรือมาทุกปี คงเพราะด้วยบรรยากาศทางกายภาพและบรรยากาศทางจิตใจ จากพวกเราชาวรีสอร์ทบ้านเคียงทะเล

 

                “ขอโทษนะครับลุง ผมจะไปเกาะขาม ต้องไปต่อเรือที่ไหนได้บ้างครับ”  ชายวัยสี่สิบหน้าเข้ม หนวดเฟิ๊มยิ้มให้อย่างใจดี “พ่อหนุ่มมาซะป่านนี้ เรือเขาไม่วิ่งกันแล้วจะวิ่งอีกที่ก็เจ็ดโมงเช้านู้น”  กายนุภพก้มมองเวลาที่ตอนนี้ล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็นแล้วด้วยสีหน้าครุ่นคิด “แล้วถ้าผมจ่ายสองเท่าลุงจะไปส่งผมมั๊ยครับ?

                ลุงเลิกคิ้วมองเขา “ยังไงก็ต้องไปพรุ่งนี้นะ โขดหินแถวนั้นมันอันตรายมาก ถ้าเกิดมีคลื่นลมแรงมากลางคันมีหวังได้เป็นผีเฝ้าทะเลแน่ไอ้หนุ่มเอ๊ย” กายนุภพคอตกทันที “เอาน่า.. ไปกินข้าวกินปลานอนบ้านลุงซักคืนก่อนสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฟ้าสางลุงไปส่งแต่เช้าเลย” ลุงตบไหล่เขาเบาๆ แล้วลากคอเขากลับบ้าน

                คนตราดนี่ก็ดีจริงแฮะ ทำตัวเหมือนญาติไปซะทุกคนเลย นี่ถ้าไม่ได้ลุงป่านนี้ก็ไม่รู้จะไปนอนตบยุงอยู่ตรงไหนแล้ว ถ้าเรือไม่เสียกลางทะเลตั้งสามชั่วโมงเขาคงมาทันได้ไปถึงเกาะขามหน่ำใจแน่  แต่อาจไม่ได้เจอลุงก็ได้เนอะเขายิ้มให้ลุงอย่างประทับใจ ขณะที่ลุงยังพูดจ้อเรื่องโขดหินมรณะนั่นไม่หยุด  มัทราลิกาเธอทำฉันลำบาก เพราะเธอจริงๆเลยนะเนี้ย งานนี้ฉันจะเอาคืนให้เข็ด คอยฉันอยู่นั่นแหละ

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น