(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 3 : สัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 544
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ม.ค. 60

บทที่ 3 สัญญา


TUE 19/04/2016 (08:00 AM)

“ว่าไง มุนบยอล ไม่เจอกันนาน สบายดีนะ” เสียงของผู้ชายที่เธอคุ้นชินมาแต่เด็กเอ่ยทักขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อเธอหันหน้าไปตามเสียงทักนั้นก็มีฝ่ามือหนึ่งเข้ามาขยี้หัว อีมินฮยอก

“อืม สบายดี” ตอบก่อนจะเงยหน้าสำรวจพี่ชายตนเองดีๆ ก่อนเธอจะไปสะดุดตาเข้ากับอะไรบางอย่าง “คิดยังไงอะ ทำผมสีนี้” เอาซะแดงชมพูปรี๊ดเลยนะ

“แหมะ ไม่ได้คิดอะไรหรอก ก็ทางค่ายบอกให้ทำก็ทำไปงั้นแหละ” จ่ะ พ่อคนว่านอนสอนง่าย เธอเบนหน้าจากมินฮยอกที่ตอนนี้เดินมายืนอยู่ข้างๆ ไปยังโลงศพสีขาวสะอาดมีร่างของลุงเลขานอนแน่นิ่งอยู่

“จะว่าไป ลุงแกมาเสียเอาตอนนี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ” เป็นเสียงของมินฮยอกอีกครั้งที่พูดอยู่ข้างเธอ

“คนเราก็คงต้องตายสักวันแหละน่า” เธอตอบกลับไปพร้อมยักไหล่ไม่สนใจ ตัวเธอเองก็ไม่ใช่ว่าเกลียดหรือชอบอะไรลุงแกเป็นพิเศษ แต่มันคือความจริง ที่สักวันคนเราก็ต้องตาย

“คดีคนหายนั่นก็ยังไม่มีคลาย ลุงแกมาเสียไปแบบนี้อีก ตำรวจคงมีเรื่องกลุ้มเข้ามาเยอะแน่ล่ะทีนี้ ว่าแต่แกเถอะมุนบยอล จะเอายังไงล่ะ”

“หมายความว่าไง เอายังไง”

“ก็ราชาแมวน่ะสิ จะไปช่วยไหม” อ่อ ราชาแมว นี่เอง พอลุงคนนี้ตาย พลังราชาแมวก็ต้องหาที่อยู่ใหม่น่ะสินะ

“ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ฉันต้องไปช่วยซะหน่อย แมวจะตบกัน หมาจะกัดกัน ฉันก็ไม่เห็นเกี่ยว อีกอย่างนะ ถึงอยากช่วยก็จะเอาอะไรไปช่วย แค่ใช้พลังยกเก้าอี้ไม้กิ๊กก๊อกยังลำบากเลย” ไอ้เวทย์พลังจิตของตระกูลเธอน่ะ เธอนี่แหละที่เป็นผู้สืบทอด มินฮยอกก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แม่เธอเองก็ด้วย ไม่มีพลังพิเศษอะไร ถ้าจะมีก็คุณยายเนี่ยแหละ แต่พลังของคุณยายกับเธอต่างกันราวฟ้ากับเหว พลังปลายแถวอย่างเธอจะไปช่วยอะไรใครได้

“แล้วแกว่าคุณยายจะไปช่วยไหม”

“ไม่รู้สินะ ถ้าเจอก็คงช่วยล่ะมั้ง” ก็คุณยายออกจะใจดี ถ้าเจอคนโดนทำร้ายก็คงจะไปช่วยนั่นแหละนะ


เวลาเลยผ่านไปจนพระอาทิตย์เคลื่อนตัวมาเกือบจะอยู่กลางหัว เธอกับพ่อก็ตัดสินใจขอตัวลากลับบ้าน ตลอดเวลาที่อยู่ที่งานเธอก็ไม่ได้คุยกับใครที่ไหนเลยนอกจากพี่ชายของตัวเอง และก็คำทักทายเล็กน้อยของคุณยาย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบคุณยายหรอกนะ คุณยายท่านเป็นคนใจดี และฉันก็รู้ว่าท่านรักฉันมาก แต่ที่ไม่ค่อยอยากสู้หน้าน่ะ เพราะรู้สึก ผิด ต่างหากล่ะ รู้สึกตัวเองเป็นภาระให้คุณยายต้องมาคอยปกป้องดูแล ทั้งที่ตัวเธอเองต่างหาก ตัวเธอที่ยังมีกำลังแข็งแรง ควรจะเป็นเธอที่เป็นคนดูแลท่านที่เริ่มร่างกายทรุดโทรมเข้าไปทุกที แต่กลับกลายเป็นเธอที่ต้องพึ่งพาท่านอยู่ตลอดทุกปีๆ

“จะกลับแล้วหรอ” ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมินฮยอก พี่ชายสีผมขัดตาของเธอเองที่กล่าวทักขึ้น

“อืม แล้วพี่ล่ะ จะกลับยังไง” เธอถามออกไปด้วยสงสัยว่าอีกคนต้องการจะติดรถกลับไปโซลพร้อมตนกับพ่อรึเปล่า

“อ่อ พี่ผู้จัดการขับรถมาน่ะ เดี๋ยวอีกสักพักพี่ก็คงกลับเหมือนกัน”

“งั้น โชคดีนะคะ หนูลาก่อนค่ะ บาย” เธอพูดลา เตรียมจะเดินไปหาพ่อที่อยู่ไม่ไกล แต่ก็เห็นพ่อของตนนั้นเดินมาทางตนโบกไม้โบกมือทำท่าจะเดินมาคุยกับมินฮยอก

แล้วพ่อก็มาหยุดยืนอยู่ข้างเธอ “พ่อกับน้องไปก่อนนะ มินฮยอก ถ้าลูกว่างๆ ก็มาหาพ่อที่บ้านบ้างนะ เจ้าบยอลมันอยู่ไม่ค่อยจะติดบ้านเอาซะเลย พ่อเหงา” เสียงชายวัยเกือบชราเอ่ยอ้อนลูกชายพร้อมแซะเธอไปในตัวอย่างจงใจให้เธอได้ยิน

“โถ่พ่อ ก็ไม่ได้ออกไปบ่อยขนาดนั้นซะหน่อย”

มินฮยอกส่งยิ้มปนขำมายังพ่อกับเธอที่ส่งสายตางอนๆ ให้กัน ก่อนจะตบปากรับคำคนเป็นพ่ออย่างว่าง่าย “ครับพ่อ ไว้ว่างๆ ผมจะแวะไปหานะครับ”

พ่อส่งยิ้มให้มินฮยอกแล้วหันกลับมาพูดกับเธอ “ป่ะ บยอล กลับบ้านกัน”

เมื่อรำลามินฮยอกเป็นครั้งที่สอง พ่อและเธอก็เดินมายังรถคันเดิม เธอนั่งลงข้างคนขับก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป รถแล่นผ่านสถานที่ต่างๆ ที่เธอคุ้นชินเมื่อยังเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เธอมองไม่เห็นเค้าโครงเดิมของมันเลย จากบ้านไม้เล็กๆ ตอนนี้กลายเป็นอาคารขนาดย่อม ถึงแม้จะไม่ได้มีตึกสูงเสียดฟ้าเหมือนในเมืองใหญ่ แต่ก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ก็มีแค่ป่านั่นเท่านั้นที่ไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนไป แล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง


“นี่มุนบยอล จะเข้าไปในป่านั้นจริงดิ” เสียงเด็กผู้ชายอายุราวเจ็ดแปดขวบถามเธอในตอนเด็กที่เหยียบเท้าก้าวนึงเข้าไปในป่า

“เข้าไปหาลูกบอลแป๊ปเดียว ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็นายเล่นเต๊ะซะแรง หรือนายจะเป็นคนเข้าไปหาล่ะ” มุนบยอลน้อยตอบกลับไปเสียงใส ไม่ได้คิดว่าป่านั้นมันน่ากลัวอย่างที่คนอื่นๆ เขาว่ากัน ก็เล่นอยู่แถวนี้มาตั้งนาน ไม่เห็นจะเคยได้ยินเสียงน่ากลัวๆ หรืออะไรแปลกๆ ออกมาจากป่านี้เลยนี่นา

ไม่รอช้า เธอในวัยเจ็ดขวบก็เดินเข้าไปในป่าหมายมั่นจะไปหาลูกบอลที่เพื่อนอีกคนดันเต๊ะแรงจนเกินเหตุจนลอยเข้าไปในป่า ระหว่างที่สายตาสาดสองหาลูกบอลไป เท้าก็เหยียบก้าวเข้าไปในป่าลึกขึ้นๆ แต่แล้วก็ได้ยินเหมือนเสียงคนพูด เธอกวาดสายตาหาต้นตอของเสียง แต่ก็น่าประหลาด เสียงนั่นเหมือนมาจากข้างบน ไม่สิ เสียงนั้นกึกก้องกังวาลมาจากทั่วทิศทาง เธอใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะสามารถได้ยินเสียงนั่นชัดเจน มันเป็นเสียงของผู้หญิงที่เอ่ยเรียกเธออย่างอ่อนโยน

“เจ้าเด็กน้อย”

“ใคร... ใครน่ะ”

“มีคนเคยบอกข้าว่า ข้าไม่ควรเรียกใครว่าเด็กน้อย แล้วเจ้าล่ะ บอกชื่อของเจ้ามาสิ” เสียงนั้นไม่สนใจคำถามของเธอ แล้วเอ่ยถามชื่อเธอออกมา ซึ่งมันน่าแปลก ที่เธอก็รู้สึกเหมือนเสียงนั้นไม่ได้ต้องการจะทำร้ายเธอ เธอจึงตอบกลับไปอย่างง่ายดาย

“ฉันชื่อมุนบยอลอี แล้วเธอล่ะชื่ออะไร” ตอบกลับไปแล้วก็ไม่ลืมที่จะถามชื่อของอีกคนออกไปด้วยความใคร่รู้

“เจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นไหม มุนบยอลอี” เป็นอีกครั้งที่เสียงนั่นไม่สนใจคำถามของมุนบยอล แต่กลับถามคำถามอื่นมาแทน และก็น่าแปลกอีกครั้งที่เธอเองไม่คิดจะต่อต้าน แต่ตอบคำถามไปตามใจคิด

“แข็งแกร่งงั้นหรอ อยากสิ ฉันจะได้ปกป้องทุกคนไง ฉันจะปกป้องคุณแม่ คุณพ่อ แล้วก็คุณยาย อ่อ รวมถึงพี่ชายแล้วก็เพื่อนๆ ของฉันด้วย ฉันอยากแข็งแกร่ง ฉันจะปกป้องทุกคนเอง” เธอตอบออกมาเสียงใสอย่างเพ้อฝัน

“ถ้าอย่างนั้น เจ้ามาทำสัญญากับข้าไหมล่ะ ข้าจะช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นเอง” สัญญางั้นเหรอ สัญญาอะไร แต่ถ้าหากจะทำให้เธอเก่งขึ้นแล้วล่ะก็…

“ตกลง!”


เธอนิ่งเงียบรอเสียงของบางสิ่งที่เธอสนทนาด้วยตอบกลับมาอยู่พักใหญ่ แต่แล้วก็พบเพียงแต่ความเงียบ เสียงนั้นหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีก็เพียงเสียงลมที่พัดใบไม้ทั้งที่อยู่บนพื้นและยังไม่ร่วงหล่นอยู่กับต้นกระทบกันไปมาเบาๆ ณ ทีนี้มีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าต้นไม้เล็กใหญ่ของป่าทึบ

“อ้าว แค่นี้อะหรอ” เธอพึมพำเสียงเบากับตัวเอง แต่แล้วก็เลิกสนใจ หันกลับมากวาดสายตาหาสิ่งที่ทำให้เธอต้องก้าวเข้ามาในป่านี้ต่อไป

เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ได้ไม่นาน เธอก็พบกับลูกบอลที่เธอตามหาวางแน่นิ่งอยู่บนพื้นใกล้ๆ เธอเดินเข้าไปหยิบมันแล้วจึงเดินไปตามทางที่ตนเดินมาในตอนแรกเพื่อออกจากป่าแห่งนี้


เธอเดินมาทางเดิมไม่กี่สิบก้าวก็พบกับแสงสว่างด้านนอกป่า เธอเดินตรงไปที่เพื่อนของเธอที่รออยู่ แต่ก็พบความผิดปกติในสายตาคู่นั้นที่ส่งมาให้ กับท่าทีหวาดกลัวอย่างประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นเพื่อนของเธอเป็นมาก่อน ยิ่งเธอเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เพื่อนของเธอก็เดินห่างออกไปเท่านั้น

“นายเป็นอะไร ข้างหลังฉันมีอะไรหรอ” เธอพูดพร้อมหันมองไปข้างหลังด้วยความสงสัยว่าสิ่งที่เพื่อนเธอทำท่าหวาดกลัวนั่นคืออะไร แต่แล้วก็พบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรแปลกประหลาดอยู่ที่ด้านหลังเธอ มีเพียงภาพของป่าที่เธอเพิ่งจากมา

เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็หันหน้าไปหาเพื่อนของเธออีกรอบ พร้อมทั้งเดินเข้าไปทางร่างเล็กของเด็กผู้ชายคนนั้นที่ตอนนี้ทำหน้าหวาดกลัวนั่งหลังพิงรั้วไม้ที่กั้นระหว่างที่ว่างกับทางถนน ขาเล็กทั้งสองข้างก็พยายามถีบดันให้ร่างนั้นถอยร่นไปชิดกับรั้วไม้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เธอเดินเข้าไปจนเกือบจะชิดกับร่างนั้น แล้วเอื้อมมือเล็กของเธอหวังจะไปแตะไหล่อีกคน พร้อมทั้งอ้าปากจะเอ่ยคำสงสัยที่อยู่ในใจออกมา

“ซา-”

“ย๊ากกกกกก”

พลั่ก

ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดจบ เด็กผู้ชายคนนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาดังลั่นพร้อมทั้งก็ผลักเธอลงไปกองกับพื้น แล้วก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว เธอได้แต่นั่งนิ่งอย่างสับสนพร้อมคำถามในใจมากมาย ทำไมถึงต้องหนี ทำไมถึงต้องผลักเธอ ทำไมถึงทำหน้ากลัวอย่างนั้น เพื่อนของเธอเห็นอะไรกันแน่

หลังจากร่างนั้นวิ่งหายจนลับตา เธอก็ตั้งสติลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวเตรียมเดินกลับบ้านตัวเอง ระหว่างทาง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเบี่ยงตัวหลบเธอและมองเหมือนเธอเป็นตัวประหลาด บ้างก็มองมาด้วยสายตาประหลาด บางคนที่เดินมาเป็นกลุ่มหรืออยู่ระแวกใกล้เคียงต่างพากันมองมาที่เธอแล้วหันไปซุบซิบในขณะที่ตาก็ยังคงมองมาที่เธอบ้าง ไม่กล้าสบตาเธอบ้าง

เธอเดินมาจนกระทั่งถึงสามแยกที่เธอผ่านประจำ แสงสะท้อนของกระจกโค้งตรงทางแยกนั้นแยงตาเธอจนต้องยกมือขึ้นบัง เธอหันหน้าไปตามต้นตอของแสงนั่นตามสัญชาตญาณ เธอมองตรงไปยังกระจกก่อนก็พบเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งหน้าเหมือนเธอ จะต่างก็แต่สีผมเงินนั้นที่ไม่ใช่สีผมของเธอ และเมื่อมองไปที่ตาคู่นั้นก็จะพบกับสีของดวงตาอันแปลกประหลาดที่เธอไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน ตาคู่นั้นเปล่งสีแดงชาดประกายออกมาอย่างเด่นชัด เธอลองขยับไปทางซ้าย ร่างนั้นก็ขยับตาม เธอจะขยับไปด้านขวาร่างนั้นก็ตามมา และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจก้มหน้าลงแล้วใช้มือข้างขวาของเธอจับผมที่ถูกมัดเป็นหางม้าทางด้านหลังมามองให้เต็มตา

“สีเงิน” เธอพูดออกมาเบาๆ อย่างตกใจและหวาดกลัว เธอพบกับคำตอบแล้วว่าร่างที่เหมือนเธอในกระจกนั่นคือใคร และสิ่งที่เพื่อนเธอวิ่งหนีคืออะไร มันคือ…

ตัวเธอเอง


“บยอล มุนบยอล! ลูก!” เป็นเสียงเรียกของพ่อเธอที่ดึงเธอออกมาจากห้วงความคิดในอดีต เธอหันหน้าไปทางพ่อแล้วตอบกลับเสียงเรียกนั้นด้วยน้ำเสียงปกติ

“คะ”

“คิดอะไรอยู่ห๊ะ พ่อถามก็ไม่ตอบ”

“อ่อ เรื่อยเปื่อยน่ะพ่อ ไม่มีอะไร พอดีวันนี้ตื่นเช้า เลยง่วงนิดหน่อย” เธอตอบเฉไฉแสร้งทำหาวออกมาให้อีกคนรับรู้ว่าตัวเองง่วง

“อีกห้านาทีก็ถึงบ้านแล้ว ไว้ไปนอนที่บ้านละกันนะ”

“ค่าาา” เธอลากเสียงยานคางตอบผู้เป็นพ่อไป



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยงซอนค่าตัวแพงมากค่ะ 5555555
ตอนแรกอยากให้ออกมาปิดตอนสอง แต่ก็ไม่สามารถ จนตอนนี้ ก็ยังไม่โผล่ XD
อีดิท: แก้พิมพ์ตก
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #9 ORM3style (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 19:13
    ทิ้งปมทุกตอน กะเอาให้ติดง่อมแง่มเลยนะจ๊ะ5555 มาอ่านต่อสองตอนรวดเลย ไม่เสียแรงรอๆ สู้ๆนะ อะ ซิ้ง!! ????
    #9
    1
    • #9-1 mosedoc(จากตอนที่ 3)
      4 มกราคม 2560 / 13:35
      แทงคิ่ว (ด้วยเสียงจัดเต็มแบบมุนบยอล)
      #9-1
  2. #8 fumake (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 22:43
    ชอบที่ไรท์แต่งจังค่ะ รอเจอยงซอนอยู่นะคะ สู้ๆ
    ปล.สวัสดีปีใหม่นะคะไรท์
    #8
    1
    • #8-1 mosedoc(จากตอนที่ 3)
      1 มกราคม 2560 / 23:33
      ดีใจที่มีคนชอบ เพราะปกติอ่านแฟนฟิคมักมาจิกหมอนกัน
      แต่แนวนี้อาจไม่ค่อยเขินจิกหมอนเท่าไหร่
      #8-1
  3. #7 wyve (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 20:51
    ฮัลโล๋ววว
    ตอนเราอ่านตอนสองนี่งงการเล่าเรื่องว่าพูดถึงเธอๆ มาเลย จะมานั่งอ๋อก็ตอนอ่านวนไปสองสามรอบ ขอโทษนะ????????????
    พอมาเจอตอนสามนี่ค่อยโล่งใจหน่อย เขียนดีมากเลยอ่านเพลินชวนลุ้น เนื้อเรื่องแปลกดีพอพวกนางอยู่ด้วยกันแล้วลืมความแฟนตาซีไปเลย มาคิดได้ตอนอ่านเจอราชาแมว ที่จบจากตอนสองนึงว่าหมายถึงพ่อกับย่าจะทะเลาะกันซะอีก ตัวตนของบยอลเริ่มเปิดเผลอแล้วยิ่งลุ้นล่ะ นี่มันอะไร ว่าแล้วก็ขอกลับไปอ่านตอนแรกอีกรอบนะ55555 ติดตามต่อนะ รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพล็อตเรื่อง จัดเต็มมาเลยนะไรท์
    #7
    1
    • #7-1 mosedoc(จากตอนที่ 3)
      1 มกราคม 2560 / 22:02
      ขอบคุณมากค่ะ ในภาคบรรยายที่ไม่ใช่บทสนทนา เคยคิดจะเปลี่ยนคำว่าเธอที่สื่อถึงมุนบยอลเป็นฉันหลายรอบแล้วค่ะ เพราะว่าถ้าจะชี้ ญ คนอื่นแล้วใช้เธออีกก็จะสับสนได้ แต่ตอนแรกๆ เขียนไปแล้วก็เลยคิดว่าทำต่อไปละกัน แต่จะพยายามไม่ให้งงนะคะ :)
      ปล. ว่าแล้วก็กลับไปอ่านแก้ตอนสองเล็กน้อยให้งงน้อยกว่าเดิมแป๊ป 55555555
      #7-1