(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 26 : คืนดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 376
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ก.พ. 60

บทที่ 26 คืนดี


“เฮ้อออ~” เธอถอนหายใจยืนมองดูสีผนังใหม่ที่ถึงแม้จะเพิ่งทาเสร็จก็ไม่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนรบกวน พร้อมทั้งพรมก็ด้วยที่เพิ่งปูใหม่เสร็จหมาดๆ ถึงแม้จะไม่ได้ทาสีใหม่ทั้งห้อง ไม่ได้เปลี่ยนพรมใหม่ทั้งห้อง ทำใหม่เฉพาะส่วนที่มีรอยเลือดและส่วนต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องให้ไม่น่าเกลียด แต่ก็ถือว่าพวกเธอทำเสร็จเร็วเลยทีเดียว ตอนแรกเธอนึกว่าทำวันเดียวจะไม่เสร็จซะแล้ว เห็นผลงานก็อดชื่นชมตัวเองกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้

“เรานี่เก่งเหมือนกันนะเนี่ย” เธอพูดชมพร้อมวาดแขนไปโอบไหล่ของคนที่ยืนอยู่เคียงข้างอย่างฉวยโอกาส

ยงซอนยืนนิ่งไม่มีท่าทีขัดขืนอะไรกับการกระทำของเธอ แต่กลับเสนอสิ่งที่ตนต้องการขึ้นมาแทน “หิวข้าวแล้ว สั่งอาหารญี่ปุ่นกินกันเถอะ ฉันอยากกิน”

เธอซึ่งก็เห็นว่าเป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว ก็ไม่ได้มีเหตุอะไรที่ต้องไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น จึงพยักหน้าเห็นด้วยออกไป ก่อนจะปลดมือออกจากไหล่อีกคน แล้วเดินไปนั่งพักยังโซฟาหน้าทีวี ซึ่งยงซอนก็นั่งลงข้างๆ ด้วยเช่นกัน ก่อนคนที่นั่งข้างๆ จะยื่นโทรศัพท์ที่ตอนนี้เปิดแอปสั่งอาหารจากร้านดิลิเวอรี่เจ้าดังมาหน้าเธอพร้อมถาม

“คุณอยากกินอะไร” เธอก้มลงมองเมนูละลานตาก่อนจะจิ้มไปยังข้าวหมูทงคัตสึอย่างไม่คิดอะไรมาก จากนั้นยงซอนก็ดึงโทรศัพท์ไปไว้กับตัวแล้วจิ้มนู่นจิ้มนี่ต่ออีกพักแล้วปิดหน้าจอวางไว้กับโต๊ะด้านหน้า

ระหว่างที่รออาหารมาส่งเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ หันหน้าไปหาคนที่นั่งข้าง “คุณเหยิบไปหน่อย” เธอยกมือขึ้นมาทำท่าปัดๆ เหมือนไล่เบาๆ ยงซอนมองหน้าเธอเหมือนอยากถามอะไร แต่แล้วก็ยอมเขยิบตัวถอยห่างจากเธอ

“เหยิบอีกๆ ไปชิดมุมโซฟานู่นเลย”

ยงซอนทำท่างงหนักกว่าเดิมแถมดูติดจะหงุดหงิด แต่ก็ยอมทำตามอยู่ดี เมื่อเห็นยงซอนไปชิดมุมโซฟาตามที่ต้องการแล้ว เธอก็ทิ้งหัวลงบนตักนั้นแล้วเหยียดขายืดยาวออกมา ปากก็บ่นออกมาเล็กน้อย “โอ๊ย~ เมื่อย” ขาและนิ้วเท้าก็บิดเกร็งเหมือนจะไล่ความเมื่อยล้าออกมาได้ มือและนิ้วมือก็เช่นกัน สองแขนเหยียดเกร็งไปทางปลายเท้า ตาก็หลับปี๋ ส่วนคอก็บิดเกร็งค้างอยู่เพียงครู่ ก่อนที่ทุกส่วนในร่างกายจะกลับมาผ่อนคลายเป็นปกติ

เธอลืมตาขึ้นนอนหงายมองไปยังหน้าของคนที่เธอหนุนตักอยู่ ซึ่งตอนนี้หน้านั้นก็ก้มลงมองมายังเธอเช่นกัน ไม่รู้เพราะอะไรทำให้เธอยกนิ้วไปไล้หน้าผากของอีกคนอย่างแผ่วเบา หน้าผากมนของยงซอน... นิ้วนั้นก็ไล้ลงมาตามตำแหน่งต่างๆ ขององค์ประกอบบนใบหน้า คิ้วโก่งงามของยงซอน… ไฝเม็ดเล็กทรงสเน่ห์ของยงซอน… ตากลมโตของยงซอน… แก้มเนื้อนุ่มของยงซอน… จมูกน่ารักของยงซอน… ปากที่ดูจะกว้างกว่าคนทั่วไปแต่กลับน่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูกของยงซอน… ไม่รู้เป็นเธอที่คิดเข้าข้างตัวเองรึเปล่าที่เห็นเหมือนหน้าด้านบนนั้นลดระดับลงต่ำมาอย่างช้าๆ

ตึ๊งดึง

เสียงออดที่ดังขึ้นทำให้คนที่เธอนอนหนุนอยู่ลุกขึ้นจากโซฟาทันที ซึ่งมันก็ทำให้เธอกลิ้งคลุกคลักๆ ตกโซฟาไปจนได้

“โอ้ย!” เสียงร้องของความเจ็บปวดดังออกมาจากปากเธอ ถ้าตกโซฟาอย่างเดียวมันก็คงไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่หัวเนี่ยสิ ดันไปกระแทกเข้ากับโต๊ะนั่งเล่นตรงหน้าโซฟานั้นพอดิบพอดี

ยงซอนที่มีอาการตกใจและประหม่าอย่างเห็นได้ชัดหันมาช่วยพยุงตัวเธอ “ขอโทษคุณ! ขอโทษ เป็นอะไรมากรึเปล่า!”

เธอใช้มือหนึ่งโบกไม้โบกมือกลับไปให้ ในขณะที่อีกมือก็กุมอยู่ตรงตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะยันตัวเองที่มียงซอนคอยพยุงให้กลับมานั่งดีๆ บนโซฟาอีกครั้ง แล้วพูดบอกอีกคน “คุณไปรับของเหอะ ฉันไม่เป็นไร”

ผ่านไปไม่นานยงซอนก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงใส่กล่องอาหาร ที่เรียงสูงจนเกือบบังหน้าคนถือมิด “นี่คุณซื้อมากินเผื่อพรุ่งนี้ด้วยเลยหรือไง” เธอถามไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสั่งอะไรเยอะแยะขนาดนี้

“ช่วยถือหน่อยสิคุณ” สิ้นคำบอกจากอีกคน เธอเอื้อมมือไปแบ่งเอากล่องอาหารนั้นครึ่งหนึ่งมาถือไว้ในมือตัวเอง แล้วทำไมไม่วาง ถึงแม้สงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ทำเพียงมองหน้าที่ตอนนี้โผล่พ้นถุงที่ใส่กล่องอาหารมาได้สำเร็จ

“ป๊ะ” ยงซอนพูดจบก็เดินไปที่ประตูห้อง แล้วเปิดประตูด้วยท่าทุลักทุเลเนื่องจากของที่มีอยู่เต็มทั้งสองมือ เธอที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟาก็มองภาพนั้นงงๆ จะไปไหน แต่แล้วยงซอนก็หันกลับมาเร่งเร้าเธออีกที “มาสิคุณ!” เธอลุกขึ้นยืนเดินออกนอกประตูนั้นแล้วก็ตามยงซอนไปอย่างงงๆ

เธอหยุดเดินตามยงซอนที่หยุดนิ่งเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องฮวีอิน ยงซอนกดออดหน้าประตูห้องนั้นอย่างไม่ลังเล รอเพียงไม่นานเจ้าของห้องก็มาเปิดประตู ยงซอนเบียดแทรกตัวเองเข้าไปในห้องนั้นโดยไม่รอคำเชิญจากเจ้าของห้อง เห็นดังนั้นเธอเองก็เลยแทรกตัวตามยงซอนเข้าไปด้วยเช่นกัน

เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นฮวาซานั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาตัวยาว คนผมสั้นละสายตาจากหนังสือหันมองมาทางเธอเพียงครู่แล้วจึงปิดหนังสือลงก่อนเดินมาหยุดอยู่ข้างฮวีอิน

ยงซอนที่ตอนนี้เผชิญหน้าอยู่กับฮวีอินก็ยื่นกล่องข้าวไปข้างหน้าจนสุดแขน “ฉันสั่งข้าวมาเยอะ พวกเธอไปกินข้าวห้องฉันกัน” เธอเห็นฮวีอินพยักหน้าตกลงกับคำเชิญของยงซอน จากนั้นยงซอนก็เดินออกจากประตูห้องไป ฮวีอินหันมามองเธอเหมือนต้องการคำตอบอะไรบางอย่าง ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จึงทำเพียงยักไหล่ตอบกลับไป

     แต่สิ่งที่สงสัยกวนใจเธอยิ่งกว่าคำเชิญของยงซอนตอนนี้ก็คือ ถ้าจะกลับไปกินห้องแล้วทำไมต้องแบกกล่องข้าวมาหมดด้วย ไม่เข้าใจ

เมื่อเดินกลับมาถึงห้อง ซึ่งแน่นอนว่าฮวีอินกับฮวาซาก็เดินตามมาด้วยตามคำชวนของยงซอน พวกเธอสี่คนก็นั่งกินอาหารที่สั่งมากันที่โต๊ะกินข้าวโดยไม่มีใครยอมพูดอะไรเหมือนเดิม เมื่อทุกคนกินอาหารตรงหน้าเสร็จเรียบร้อยฮวาซาก็เป็นฝ่ายออกปากอาสาเก็บล้างให้

“เดี๋ยวฉันเก็บล้างให้เองค่ะ ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะ”

ซึ่งยงซอนก็ยิ้มน้อยๆ ตอบกลับฮวาซาไป เธอยิ้ม? ยงซอนลุกเดินมายังจุดเกิดเหตุที่ทำให้เธอกับเจ้าตัวต้องทาสีเปลี่ยนพรมใหม่ในวันนี้ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ “ฉันทาสีห้องใหม่ เปลี่ยนพรมใหม่ด้วย” ยงซอนมองหน้าฮวีอินที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะอาหารแต่หน้าได้ถูกหันเบนไปมองยงซอนที่เป็นคนพูด จากนั้นยงซอนก็กล่าวต่อ “รอยอะไรก็ไม่มีแล้ว... ถือว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นก็แล้วกัน” คิ้วของยงซอนตอนนี้ถูกขมวดขึ้นอย่างอ่อนโยนพร้อมตาสวยที่เหมือนจะบอกว่ายอมแพ้ส่งไปมองฮวีอิน

ฮวีอินมองอยู่เพียงครู่ก่อนจะลุกพรวดไปกอดคนตัวสูงกว่าทันที น้ำตาและเสียงร้องไห้ของฮวีอินต่างระงมพ้องกึกก้องอยู่ในห้อง

ยงซอนยกมือขึ้นมาลูบผมของเจ้าตัวเล็กที่กอดเธออยู่แล้วพูดปลอบ “ไม่ร้องน่า” ฮวีอินเงยหน้าขึ้นมามองคนพูด “เรากลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมนะ” ยงซอนพูดเสริม ซึ่งฮวีอินก็พยักหน้ารับอย่างแรง แล้วฝังตัวลงไปกับอ้อมอกนั้นอีกรอบ “ความจริงฉันก็โกรธเธอนะ แต่เหมือนมีเสียงบางอย่างในตัวฉันคอยพร่ำบอกให้ “ดูแลฮวีอิน ดูแลฮวีอิน” อยู่นั่นแหละ” ยงซอนผละตัวฮวีอินออกเล็กน้อยแล้วมองไปยังหน้าที่มีน้ำตาเกาะอยู่ ก่อนจะพูดติดตลก “สงสัยฉันจะตกหลุมรักเธอเข้าซะแล้วล่ะ” ทั้งฮวีอินและยงซอนก็หัวเราะให้กับคำพูดนั้น

“ซึมซับความเลี่ยนมาจากพี่บยอลอีหรอคะ” ฮวีอินที่ตอนนี้ดูหน้าตาสดใสขึ้นมากจนแทบจะเป็นฮวีอินคนเดิมที่เธอรู้จักเอ่ยแซวออกมา


***


THU 15/09/2016 (11:00 PM)

“วันไหว้พระจันทร์อีกแล้วนะ” มืออบอุ่นแตะลงมาที่ไหล่ของเธอพร้อมคำทักทายลอยๆ

“เห… สีผมเหมือนคนแล้วหนิ” เธอแซวพี่ชายของเธอที่ตอนนี้นั่งลงมาเคียงข้างอยู่ในสวนหลังบ้านของคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่ใช่บ้านใครที่ไหน แต่เป็นบ้านต้นตระกูลของเธอเอง บ้านของยายเธอ

“นี่เธอก็จะแซวสีผมฉันไม่เลิกเลยใช่ไหม”

เธอแอบขำคิกกับคำพูดของคนด้านข้าง ตาก็มองดูพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันไหว้พระจันทร์ไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะหันไปถามอีกคนอย่างคนไม่รู้จะชวนคุยอะไรดี “ไม่ไปนอนหรอ”

“อืม แวะมาดูแป๊ปนึง ว่าจะไปนอนแล้วเหมือนกัน ง่วง” พูดจบร่างข้างๆ ตัวเธอก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วก็เอามือมาจับลงตรงกลางหัวเธอ เธอเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของมือนั้น รอฟังคำพูดของอีกคน แต่แล้วคนด้านบนกลับไม่พูดอะไร เพียงแต่ฉีกยิ้มให้เธอแล้วเดินจากไป

เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง แล้วเดินไปยังลานหญ้ากว้างที่ตอนนี้โดนไถเตียนอย่างสม่ำเสมอสวยงาม ตรงกลางลานหญ้านั้นมีผงสีขาวโรยเป็นวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสองเมตรสองวงทับซ้อนกันอยู่ ภายในวงกลมก็มีสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกบ่งบอกถึงพิธีกรรมอะไรบางอย่าง และไม่นานก็มีเสียงเอ่ยทักดังมาจากจากทางด้านหลัง

“พร้อมไหม มุนบยอล” เธอคิดช่างใจกับคำถามที่ยายของเธอถามขึ้น ถ้าเป็นเหมือนทุกปีเธอก็คงแค่พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนอนบนวงกลมนั้นอย่างง่ายดาย แต่ปีนี้มันต่างออกไป

“คุณยายคะ” เธอเรียกให้คนเป็นยายต้องเบนหน้ามามองเธอ “ปีนี้ไม่ทำพิธีได้ไหมคะ” ฉันอยากลองเชื่อเธอดู อันฮเยจิน “ปีนี้ไม่สะกดวิญญาณปิศาจได้ไหมคะ”

คุณยายมองเธอนิ่งอยู่เพียงครู่แล้วเอ่ยปากถามเสียงปกติ “หลานแน่ใจนะ”

“ค่ะ” คำตอบเพียงคำเดียวแต่แน่วแน่หลุดออกมาจากปากของเธอ

“ยายก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าหลานเลือกทางเดินของหลานแล้ว หลานก็ต้องหาคำตอบมันด้วยตัวเอง”

***


FRI 16/09/2016 (7:30 AM)

เธอที่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ยงมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู ปกติ มองไปรอบๆ ห้องนอนหรูที่กลับมาค้างบ้างอย่างน้อยปีละครั้งภายในบ้านยายของตัวเอง ก่อนจะลุกออกจากเตียงเดินไปยังกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง มองไปยังตาคู่เดิมของตัวเอง สีน้ำตาล ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าพิธีสะกดวิญญาณ ทำไมทุกอย่างยังเหมือนเดิม

ก๊อก ก๊อก

“มุนบยอล ตื่นยัง! ลงมากินข้าวลูก” เสียงของพ่อดังมาจากอีกด้านหนึ่งของประตู

“ค่าแป๊ปนึง” เธอเปลี่ยนชุดจากชุดนอนเป็นชุดเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดาๆ ก่อนจะเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันเล็กน้อยแล้วเดินไปร่วมโต๊ะอาหาร

เธอก้มหัวทักทายให้คุณยาย คุณพ่อ และมินฮยอกที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงไม่ลืมที่จะก้มหัวทักทายแม่ของตัวเองด้วยเช่นกัน

“ได้ข่าวว่าเมื่อคืนไม่ยอมเข้าพิธี นี่แกจะให้ปิศาจไม่มีหัวนอนปลายเท้ามายึดร่างแกจริงๆ ใช่ไหม” เสียงประชดประชันดังออกมาจากปากของแม่ตัวเอง เธอไม่โต้ตอบอะไรออกไปเพียงแต่นั่งลงบนเก้าอี้เงียบๆ จะเรียกว่าชินชากับคำประชดประชันก็ได้ ตอนนี้คำพูดเหล่านั้นไม่ได้มีผลอะไรต่อเธออีกแล้ว

หลังกินข้าวเสร็จ เธอกับพ่อก็ขอลากลับบ้านอย่างเช่นทุกปี ระหว่างทางที่เธออาสาเป็นคนขับรถกลับบ้าน พ่อที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับก็เอ่ยปากถามขึ้น

“เมื่อคืนลูกไม่ได้เข้าพิธีจริงหรอ”

“จริงค่ะ”

“อืม…” เธอก็ไม่รู้ว่าคำว่าอืมจากปากของพ่อตัวเองนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ก็ยอมปล่อยมันผ่านไป

เงียบกันไปอยู่สักพัก แล้วอยู่ดีๆ ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาดลใจให้เธอเอ่ยบอก “เธอชื่อฮเยจินค่ะ อันฮเยจิน” แม้สองตาของเธอจะมองถนนอย่างมั่นคง แต่เธอกลับรับรู้ว่าตาของผู้เป็นพ่อนั้นจับจ้องมายังเธอ “ปิศาจที่หนูทำสัญญาด้วย ปิศาจที่อยู่ในตัวหนู ตอนนี้หนูรู้แล้วค่ะ เธอเป็นยักษ์ เธอชื่ออันฮเยจิน”

“แล้วอันฮเยจินเขาอยากได้อะไรจากลูกล่ะ”

“อันนี้หนูยังไม่รู้ค่ะ” เธอตอบออกไปตามความจริง แล้วเราสองคนก็นิ่งเงียบกันไปตลอดทาง
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #44 hajingsuky (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:36
    หวังว่าสิ่งที่ฮเยจินอยากได้คงไม่ไช่ชีวิตมุนบยอลน่ะ = =
    #44
    0
  2. #43 ORM3style (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:09
    รอติดตามต่อค่าาา รอออออ~
    เราเดาถูกรึผิดน้าาาา ลุ้นๆ555555555
    #43
    1
    • #43-1 mosedoc(จากตอนที่ 26)
      6 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:33
      เดาว่าอะไรเอ่ย สงสัยๆ :P
      #43-1
  3. #42 wyve (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:33
    โกโม ยงซอน
    หรือเพราะความฝัน ทุกๆอย่างเกี่ยวเนื่องกันแต่กุญแจสำคัญอยู่ที่บยอล ทำไมถึงต้องเป็นบยอลด้วย นี่สงสัยนิถ้ารับพลังมาเต็มๆแล้วจะเป็นไง
    #42
    0