(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 25 : ขอโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 353
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 ก.พ. 60

บทที่ 25 ขอโทษ


เธอที่เดินออกมาจากลิฟต์ก็กำลังจะเลี้ยวซ้ายไปทางห้องของยงซอนตามปกติ แต่หางตาก็ดันเห็นเหมือนมีอะไรสักอย่างอยู่ที่หน้าห้องฮวีอิน ไวกว่าสมองคิด หน้าของเธอก็พลันหันไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้นตามสัญชาตญาณ ฮวาซา

เป็นฮวาซาที่นั่งกอดเข่าพิงผนังอยู่หน้าห้องของฮวีอิน เท้าของเธอที่จะก้าวเดินไปในทางประจำของมันก็กลับหยุดลง เธอหันตัวตามหน้าที่ยังคงจ้องมองไปทางร่างที่นั่งอยู่กับพื้น ฮวีอินที่ออกมาจากลิฟต์ทีหลังก็ยืนหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ร่างเล็กนั่นก็หยุดนิ่งจ้องมองไปทางฮวาซาเช่นเดียวกัน ร่างของหญิงผมสั้นที่นั่งอยู่กับพื้นคงรับรู้การมาถึงของพวกเธอ ร่างนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นเหยียดยืนแล้วเดินมาทางหน้าลิฟต์อย่างไม่รีบร้อน ฮวาซาเดินผ่านฮวีอินมาหยุดอยู่หน้ายงซอนที่ตอนนี้ได้มายืนอยู่ข้างๆ เธอเป็นที่เรียบร้อย

“ฉันรู้ว่าคุณอาจไม่ให้อภัย แต่อย่าโกรธฮวีอินเลยนะคะ ฉันผิดเองที่หลอกใช้ความบริสุทธิ์ใจของฮวีอินมาเป็นเครื่องมือ ที่ฮวีอินทำไปก็เพราะอยากช่วยคนที่ไม่น่าช่วยอย่างฉัน” ฮวาซาเอ่ยด้วยแววตาเศร้า แต่แล้วก็กลับตัวเบือนหน้าไปทางฮวีอิน

“ฉันขอโทษนะฮวีอิน แต่ฉันยังมีสิทธิที่จะทวงคำพูดที่เธอบอกเอาไว้เมื่อครั้งก่อนรึเปล่า” หน้าของฮวาซาก้มต่ำลงเหมือนไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนตัวเล็ก “คำพูดที่เธอบอกว่า “ถ้าเธอไม่มีใคร เธอยังมีฉัน” น่ะ ฉันยังมีเธออยู่ไหม ฮวีอิน"

และในที่สุดฮวาซาก็ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบกับฮวีอิน "ฉันออกมาจากลัทธินั่นอย่างที่เธอบอกแล้วนะ ฮวีอิน ฉันรู้ว่าฉันทำผิดกับเธอไว้มาก แต่เธอจะยกโทษให้ฉันได้ไหม ฮวีอิน” มือสองข้างของฮวาซาถูกยกขึ้นมาปิดตา พร้อมทั้งตัวที่สั่นโยนของเจ้าตัวที่หันข้างให้กับเธออยู่ ถึงแม้เธอจะเห็นหน้าอีกคนได้ไม่ชัด แต่ท่าทางนั้นก็พอจะทำให้เธอเดาได้ว่าฮวาซาคงร้องไห้อยู่เป็นแน่

ฮวีอินที่ยังคงนิ่งงันมองเลยผ่านฮวาซามายังคนข้างๆ เธอ จ้องมองอยู่สักพักด้วยแววตาที่ดูเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่หน้านั้นจะก้มลงเหมือนใช้ความคิด

และแล้วในที่สุดสองเท้าก็ก้าวไปใกล้ชิดคนที่ร้องไห้อยู่ข้างหน้า แขนทั้งสองค่อยๆ วาดวงกอดอีกคนพร้อมหน้าที่ซบเข้ากับซอกคอของคนตรงหน้า คนร้องไห้ที่ได้รับอ้อมกอดตอนนี้ก็ไม่เพียงร้องไห้เงียบๆ อีกต่อไป แต่กลับระเบิดเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างกับคนที่เก็บกักความกดดันมานาน

เธอที่ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดก็เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ ภาพร่างสองร่างที่กอดกันร้องไห้อยู่นั้นทำให้เธออดที่จะเศร้าตามไปด้วยไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ว่า ตามหลักเหตุผลแล้ว เธอควรจะโกรธ เธอสมควรโมโห แต่ทำไมเธอกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นเลย

“ไปเถอะ” เสียงยงซอนที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดออกมาเบาๆ แล้วก็ไม่รอให้เธอได้ตอบอะไร เจ้าตัวกลับหลังหันเดินเนิบๆ ไปยังห้องของตนเองทันที เธอเห็นเช่นนั้นจึงผละจากภาพตรงหน้าแล้วหันหลังเดินตามยงซอนไป

ยงซอนที่เข้ามาถึงในห้องก็วางกระเป๋าบนโต๊ะตัวเล็กเช่นทุกครั้ง แล้วร่างนั้นก็เคลื่อนไปยังห้องครัว สองเท้าหยุดชะงักตรงรอยคราบเลือดที่ไม่ว่าจะล้างยังไงก็ล้างไม่ออกบนผนังและพื้นพรม ตาคู่นั้นจ้องมองไปยังคราบเลือดเหมือนคนเหม่อลอย เธอสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้อีกคน

“คืนนี้ให้ฉันอยู่ด้วยไหม” เธอถามเสียงนุ่มนวลด้วยความเป็นห่วง

ยงซอนเบนหน้าจากคราบเลือดนั้นมาที่เธอ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อนมาให้ “คุณกลับบ้านเถอะ ฉันอยากใช้ความคิดเงียบๆ คนเดียว”

เธอพยักหน้ารับรู้ความต้องการของอีกคน ก่อนจะเอามือไปจับหน้าที่ดูเหนื่อยอ่อนนั่นแล้วใช้นิ้วโป้งลูบแก้มกลมนั้นอย่างแผ่วเบา “มีอะไรโทรมานะ” และเมื่อยงซอนพยักหน้ารับเธอก็เดินออกจากห้องไป


***


SUN 21/08/2016 (1:30 PM)

“ฮัลโหล” เธอกรอกสายลงไปในโทรศัพท์คู่ใจที่ดังขึ้นเมื่อสักครู่

(“วันนี้ว่างใช่ไหม”) เสียงของยงซอนถามมาจากปลายสาย

เธอมองไปยังกองหนังสือเป็นสิบเล่ม ที่วางแผ่อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือภายในห้องนอนของเธอ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เธอกำลังทำรายงานมหาโหดที่ท่านอาจารย์แว่นหน้าเตอะรอยตีนกาเทียบหน้าที่เคารพรักของเธอสั่งให้ส่งภายในเดือนนี้ แต่ถึงแม้งานจะเยอะแค่ไหนเธอก็อดที่จะถามออกไปไม่ได้

“มีอะไรหรอ”

(“ฉันจะทาสีห้อง แล้วก็จะเปลี่ยนพรมที่ห้องใหม่ด้วย คุณมาช่วยหน่อยสิ”)

ปากกำลังจะอ้าถามว่าทำไมไม่ให้ผู้จัดการตัวเองหาคนมาจัดการให้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่สมองก็ดันทวนความนึกคิดไปถึงคราบเลือดบนผนังและพื้นพรมนั้นได้ เธอมองงานที่กองอยู่ตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ทำต่อวันอื่นก็น่าจะทัน ตัดสินใจดังนั้นจึงกรอกเสียงลงไปหาคู่สาย “โอเค เดี๋ยวไปหา”

เธอปิดไฟส่องสว่างบนโต๊ะ แต่ยังคงทิ้งหนังสือที่เปิดอ้าให้อยู่อย่างเดิมโดยไม่ปิดลงให้เรียบร้อย สองเท้าก็ก้าวไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุดให้มิดชิดและเรียบร้อยกว่าชุดอยู่บ้านธรรมดา เดินลงบันไดไปก็เจอพ่อตัวเองนั่งนอนดูทีวีอยู่

“พ่อคะ วันนี้พ่อจะออกไปไหนไหม”

“เปล่าหนิ ทำไมหรอ”

“หนูจะออกไปข้างนอกน่ะค่ะ อยากยืมรถหน่อย”

“ได้ใบขับขี่แล้วเปรี้ยวเชียวนะ” พ่อเธอเอ่ยแซว “ขับระวังๆ ละกันนะ อย่าประมาท”

สิ้นคำอนุญาตเธอก็เดินไปหยิบกุญแจรถจากลิ้นชักใต้ทีวี ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำที่พ่อเธอชอบวางไว้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรั้วใหญ่ให้อ้าทิ้งค้างไว้ แล้วเดินไปขึ้นรถ ขับออกมาจอดเทียบหน้าบ้าน แล้วปิดประตูใหญ่ลงดังเดิม จากนั้นก็ขับรถคันนั้นไปยังคอนโดเป้าหมาย


ตึ๊งดึง

เธอที่มาถึงหน้าห้องยงซอนเป็นที่เรียบร้อยก็กดออดเรียกคนข้างในทันที ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมแววตาปนสงสัยที่มองมา หือ? มีอะไร เธอคิดในใจแล้วก็หันไปมองด้านหลังตัวเองว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก จึงตัดสินใจเอ่ยถามอีกคนออกไป

“ทำหน้างั้น หมายความว่าอะไร มีอะไรหรอคุณ”

“อ่อ” ยงซอนเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นปกติก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้เธอเดินเข้าไปในห้อง “ก็คุณมาถึงเร็วกว่าที่คิด เลยแปลกใจนิดหน่อยน่ะ”

อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง เธอหยิบกุญแจรถขึ้นมากำไว้ในมือก่อนจะยื่นกำปั้นนั้นไปใกล้อีกคนแล้วแบออกให้อีกคนเห็น “ฉันมีใบขับขี่ละ วันนี้ขับรถมาเอง เลยเร็วหน่อย ไม่ต้องเสียเวลารอรถนาน”

“เห…” ยงซอนพยักหน้ารับรู้พร้อมพูดเสียงเรียบ

“คุณทำเสียงแบบนั้นหมายความว่าไง ไม่ดีใจกับฉันหน่อยอ๋อ” เธอตอบกลับเสียงออดอ้อน

“คุณขับรถได้ก็ดีละ งั้นไปซื้อของกันเลยดีกว่า ฉันวัดความยาวอะไรไว้เรียบร้อยละ” ยงซอนยื่นสมุดเล่มเล็กออกมาตรงหน้าเธอ

“เห…” เธอส่งเสียงออกมาพร้อมยื่นมือไปหยิบสมุดเล่มนั้นมาเปิดดู

“คุณทำเสียงแบบนั้นหมายความว่าไง” ทำไมรู้สึกคำพูดนี้มันคุ้นๆ

“ก็ไม่คิดว่าคุณจะเป็นการเป็นงานกับเขาเหมือนกัน” เธอไล่ดูสิ่งที่อีกคนจดไปเรื่อยๆ ก็พบกับภาพแปลนเลย์เอาท์คร่าวๆ ของตัวห้อง และตัวเลขที่เขียนอยู่บนนั้น เธอมองดูเลขนั้นดีๆ แต่แล้วก็สงสัยอะไรบางอย่าง เธอยื่นหน้ากระดาษนั้นเข้าหายงซอนก่อนจะจิ้มไปยังตัวเลขที่ค่อนข้างมากแล้วถามขึ้น “นี่หน่วยอะไร” ถ้าให้เธอเดาตัวเลขบนนี้ต้องไม่ใช่หน่วยเมตรแน่ๆ แต่จะเป็นเซนหรือนิ้ว เธอก็ไม่แน่ใจ ถามจบเธอก็เงยหน้ามองยงซอนที่ยืนที่ปากจู๋ ไม่รู้ล่ะสิ

“แหะๆ” ยงซอนยกมือเกาหัวพร้อมหัวเราะแห้งๆ มาให้

“ไหน คุณใช้อะไรวัด” เธอที่เห็นว่าคงไม่ได้คำตอบจากอีกคนเป็นแน่ จึงถามหาอุปกรณ์ที่คนหน้ามึนตรงหน้าใช้แทน

ยงซอนเดินไปหยิบตลับเมตรที่วางอยู่บนโต๊ะทีวีมายื่นให้เธอ “อันนี้ๆ”

เธอลากสายตลับเมตรออกมาเล็กน้อยก่อนจะถาม “คุณจำได้ไหมว่าอ่านเลขฝั่งไหน ซ้ายหรือขวา”

ยงซอนทำท่าคิดก่อนจะชี้ไปทางซ้าย แล้วเงยหน้าขึ้นมามองเธอ เธอขมวดคิ้วไม่มั่นใจในคำตอบที่ได้ “มั่นใจนะ” แต่ยงซอนก็พยักหน้าอย่างแรงแสดงความมั่นใจเต็มที่ เห็นดังนั้นจึงเอาตลับเมตรไปวางไว้บนโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะหยิบปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นพอดีมาเขียนตัวอักษรสองตัว cm ลงไปยังกระดาษหน้านั้น

“ป๊ะคุณ ไปซื้อของกัน ฉันขับรถเอง” เอ่ยชวนยงซอนแล้วเปิดประตูออกไปนอกห้อง

เธอเห็นฮวีอินกับฮวาซายืนจับมือกันรอลิฟต์อยู่ ซึ่งเธอก็เห็นสองคนนั้นแอบลอบมองมาทางเธออยู่เหมือนกัน เธอยืนนิ่งอยู่หน้าห้องไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง แต่ยงซอนที่ออกจากประตูมาทีหลังกลับเดินนำไปยังลิฟต์ตัวนั้นเหมือนไม่มีอะไรผิดแผก

รอได้ไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก และเมื่อพวกเธอสี่คนเดินเข้าไปข้างใน ท่ามกลางความเงียบภายในลิฟต์ เธอแอบขอร้องในใจว่า ถึงชั้น 1 สักทีสิ แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าลิฟต์ตัวเดิมดันเคลื่อนที่ช้ากว่าทุกครั้ง เธอจับดึงคอเสื้อเล็กน้อยเมื่อรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่แล้วคำถามเรียบๆ จากปากยงซอนก็ทำลายความเงียบนี้ลง

“เธอจะไปไหนกันหรอ ฮวีอิน” แม้คำถามนั้นจะทำลายความเงียบลง แต่ก็ไม่ได้ทำลายความหนาวเหน็บประหลาดภายในตู้สี่เหลี่ยมเคลื่อนที่ได้นี้ลงเลย

เธอเห็นฮวีอินสะดุ้งตัวเล็กน้อยแล้วกระชับมือฮวาซาที่ด้านข้าง ก่อนเสียงเบาๆ จะถูกเปล่งออกมา “ไปนั่งกินกาแฟตึกข้างๆ ค่ะ”

“หรอ” เพียงคำตอบสั้นๆ เรียบๆ จากปากยงซอนเท่านั้นที่หลุดออกมา แล้วลิฟต์ก็มาหยุดจอดยังชั้น 1 ซึ่งเป็นเป้าหมายของพวกเธอทั้งสี่คน

เธอกับยงซอนเดินไปยังรถที่จอดเอาไว้ทันที ส่วนฮวีอินกับฮวาซาก็จูงมือกันเดินไปยังทางออกอีกทาง
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น