(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 24 : ตัวช่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ก.พ. 60

บทที่ 24 ตัวช่วย


หลังเลิกคลาส เธอกับเพื่อนทั้งสองก็เตรียมตัวกลับกันทันที ซึ่งก็เป็นปกติที่คริสตัลจะมาส่งซึลกิที่หอ จากนั้นก็ไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์ แล้วก็ค่อยกลับบ้าน และในตอนนี้เราก็อยู่กันบนรถของคริสตัล กำลังจะไปยังหอซึลกิ

“เห้ย! นั่นคุณฮวาซาหนิ” คริสตัลโพล่งขึ้นมา ก่อนจะจอดรถเทียบกับหญิงผมสั้นที่เดินอยู่ริมถนนแล้วลดกระจกลง “คุณฮวาซา กลับหอรึเปล่าคะ ขึ้นรถสิคะ กำลังไปส่งซึลกิพอดี ทางเดียวกันไปด้วยกันค่ะ” คริสตัลพูดเสียงยิ้มแย้ม

โอยยย ยัยคริสตัล แกจะมาเป็นคนดีอะไรวันนี้ ไอ้คนผีเข้าผีออก ไอ้คนดีไม่เลือกที่ ไอ้คนชั่วไม่เลือกเวลา เธอก่นด่าอยู่ในใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิแทน ขอร้องเถอะค่ะ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง ขอให้ฮวาซาปฏิเสธ อย่าขึ้นมาเลย ได้โปรด พลีสสส! แต่แล้ว… สิ่งศักดิ์สิทธิก็ไม่มีจริง

“ขอบคุณค่ะ” สิ้นเสียงขอบคุณของฮวาซา ร่างนั้นก็เปิดประตูขึ้นมานั่งข้างๆ ซึลกิที่เขยิบตัวจากที่นั่งตรงกลางมานั่งซ้อนหลังเธอแทนเพื่อให้ฮวาซานั่งได้สะดวก เมื่อฮวาซาเข้ามานั่งพร้อมปิดประตูเรียบร้อย รถก็เคลื่อนตัวสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง นี่เราสามคนคงไม่ถูแม่นี่ฆ่าตายคารถหรอใช่ไหม

“ปกติคุณฮวาซาเดินกลับหอหรอคะ หอสมุดกับหอพักนี่มันห่างกันเอาเรื่องเหมือนกันนะคะ” คริสตัลถาม แต่แล้วเหมือนเจ้าเพื่อนตัวดีดันคิดอะไรขึ้นมาได้ ไม่ทันรอให้ฮวาซาตอบก็พูดเสริมขึ้นมาอีก “แต่เอ… วันนั้นซึลกิเล่าว่าเห็นคุณนั่งแท็กซี่กลับหอ แล้วก็โบกมือบ๊ายบายยิ้มแย้มให้อีกคนที่นั่งแท็กซี่มาด้วยกันไม่ใช่หรอคะ เอ… แฟนรึเปล่าน้า” คริสตัลพูดพร้อมหน้าตากรุ้มกริ่มที่เธอไม่รู้ว่าฮวาซาจะเห็นมันรึเปล่า แต่เธอนี่เห็นเต็มๆ อยากจะเอามือน้อยๆ ไปตีหัวมันเหลือเกิน ไอ้คนปากไม่มีหูรูด

“อ่อ” เสียงฮวาซาเปล่งออกมาเบาๆ ทำให้เธอต้องแอบลอบมองคนพูดผ่านกระจกหลัง ใบหน้านั้นก้มต่ำเล็กน้อยตาของเจ้าหล่อนก็มองไปยังมือทั้งสองของตัวเองที่เขี่ยกันไปมาอย่างคนไม่มีอะไรจะทำอยู่บนตัก ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากเศร้าๆ นั้นจะผุดมาให้เห็นแล้วเอ่ยตอบออกมา “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” หืม?

“ไม่เชิงนี่แสดงว่ามีซัมติงใช่ไหมคะ” ซึลกิที่ดูท่าจะสนใจกับเรื่องนี้ก็ถามขึ้นมาบ้าง

“จะมีหรือไม่มีตอนนี้ก็คงไม่สำคัญแล้วล่ะค่ะ”

“ทำไมล่ะคะ” ซึลกิถามต่อ

“ฉันทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปน่ะค่ะ เขาคงเกลียดฉันแล้ว” หน้าของฮวาซาหันไปมองยังวิวข้างทางอย่างคนเหม่อลอย

ซึลกิเอื้อมตัวมากุมมือฮวาซาไว้พร้อมพูดถาม “แล้วเขาได้บอกไหมคะ ว่า “ฉันเกลียดคุณ” “อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก” อะไรประมาณนี้” ซึลกิทำเสียงใหญ่เหมือนผู้ชายล้อเลียนออกไป และเมื่อฮวาซาส่ายหน้ากลับมาเป็นคำตอบ ซึลกิก็พูดต่อ “แล้วคุณขอโทษเขาแล้วรึยังคะ” และก็ได้หัวสั่นๆ ปฏิเสธส่งมาอีกครั้ง “ไปขอโทษเขาเถอะค่ะ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นอาจไม่ให้อภัย แต่คุณก็คงลดความเศร้าในใจตัวเองไปได้บ้าง... จริงไหมคะ”

ฮวาซาที่ได้ยินคำพูดนั้นก็นิ่งเงียบไปหลายวิ ก่อนจะหันมองมายังเธอแล้วเอ่ยปาก “คุณมุนบยอลคะ” เธอเหล่ตาไปมองเล็กน้อย นี่จะมาไม้ไหน แล้วเสียงฮวาซาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันขอโทษ” ห๊ะ!

เธอในตอนนี้ตาโตเท่าไข่ห่าน อ้าปากค้างคิดอะไรไม่ออกกับคำขอโทษจากปากฮวาซา ตาก็มองไปหาเพื่อนอีกสองคนที่ตอนนี้ตาโตอ้าปากค้างไม่ต่างกัน

แล้วเสียงเย็นๆ ของซึลกิที่อยู่ทางด้านหลังก็ดังขึ้นมาใกล้หูเบาๆ แต่กลับชัดเจนในคำพูด “ฉันว่าเรามือเรื่องต้องคุยกันนะ... มุนบยอลอี”

“มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ อยากจะอธิบายให้ฟัง แต่วันนี้ฉันไม่ว่าง” เธอขมุบขมิบปากตอบคนด้านหลัง เหงื่อเม็ดเป้งก็ผุดขึ้นมาบนขมับ สวนทางกับความหนาวชวนขนลุกที่เธอรู้สึกตอนนี้ นี่เธอเป็นแฟนคลับหรือเป็นแม่ยงซอนกันแน่

“ไม่เป็นไร ฉันรอได้” เสียงเย็นๆ ของซึลกิแผ่ออกมาอีกครั้ง


***


แล้วตอนนี้เธอก็ได้มาถึงบริษัทค่ายเพลงที่ยงซอนกับฮวีอินสังกัดอยู่ตามที่ได้ตกปากรับคำพี่ผู้จัดการเอาไว้ เธอเพียงก้าวเข้าไปในล็อบบี้บริษัทก็มีพนักงานผู้หญิงที่เธอเคยเห็นคุยกับยงซอนทักขึ้น

“อ้าว มาหายงซอนหรอ อยู่ในห้องซ้อมแหนะ” พูดเสร็จก็ชี้เข้าไปด้านใน “เข้าไปไหม เดี๋ยวพี่เปิดให้” แล้วหญิงคนนั้นก็หยิบป้ายชื่อคล้องคอของตัวเองขึ้นมา

“อ่า ขอบคุณค่ะ งั้นรบกวนพี่ด้วยนะคะ” เธอก้มหัวขอบคุณ แล้วเดินตามผู้หญิงคนนั้นไป

ร่างนั้นเพียงนำป้ายบนคอแปะไปที่เครื่องหน้าประตู ก็มีเสียงติ๊ด ตามมาด้วยเสียงปลดล็อคพร้อมประตูที่ถูกผลักเข้าไปโดยมือของเจ้าหล่อน เธอเดินก้าวเข้ามาด้านในแล้วก้มหัวขอบคุณอีกครั้งอย่างมีมารยาท จากนั้นก็เดินไปยังห้องซ้อมที่เธอเคยมาเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะส่วนมากมักจะรออยู่ที่ล็อบบี้ หรือไม่ก็คาเฟ่ของบริษัทซะมากกว่า

เมื่อมาถึงหน้าห้องซ้อมเธอก็ค่อยๆ แง้มประตูเปิดออก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าควรเคาะประตูตามมารยาท หรือควรจะเข้าไปเงียบๆ ไม่ให้รบกวนคนที่อยู่ด้านใน เธอยื่นหน้าเข้าไปเล็กน้อยก็เห็นยงซอนกับฮวีอินเต้นอยู่หน้ากระจกกับเพลงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน คงเป็นเพลงใหม่ แต่แล้วก็เห็นพี่ผู้จัดการที่นั่งเก้าอี้ชิดริมห้องกวักมือเรียกเธอให้เข้าไป เธอเห็นดังนั้นก็หมุนตัวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูเงียบๆ เดินไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างข้างๆ พี่ผู้จัดการ นั่งได้แป๊ปเดียวพี่ผู้จัดการก็ลุกขึ้นพร้อมตีมือเรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง

“เอาล่ะ! วันนี้พอแค่นี้ไหม หิวข้าวรึยัง ไปกินข้าวกัน!” พี่ผู้จัดการตะโกนไปยังกลางห้องที่มียงซอนกับฮวีอินอยู่

เธอที่เห็นยงซอนกับฮวีอินมองมาก็โบกมือไปให้น้อยๆ ยงซอนยิ้มพร้อมโบกมือทักทาย ส่วนฮวีอินก็ก้มหัวให้อย่างคนไม่ร่าเริง แต่แล้วพี่ผู้จัดการก็เขยิบเข้าใกล้เธอพร้อมเอาเท้ามาเขี่ยๆ เท้าเธอ

“เธอก็ทะเลาะกับฮวีอินด้วยหรอ ฮวีอินทำหน้าเป็นหมาหงอยเลยน่ะ” พี่ผู้จัดการถามบุ้ยหน้าไปทางฮวีอิน แต่เธอก็ทำเป็นยักไหล่ส่ายหน้าส่งกลับไป

เธอเดินไปหายงซอนที่อยู่กลางห้อง “หิวยัง กินไรดีเย็นนี้” เธอถามอีกคนออกไป

“วันนี้คุณมีเรียนไม่ใช่หรอ ทำไมมากินข้าวด้วยได้ล่ะ” ยงซอนถามกลับ

“ก็…” ก็นั่นสินะ จะให้บอกว่าพี่ผู้จัดการโทรตามให้เธอมากินด้วยมันก็กะไรอยู่ เธอหันหน้าไปทางพี่ผู้จัดการ ต้องการความเห็นจากร่างท้วมนั้น

“อ่อ ก็มุนบยอลน่ะสิ โทรมาหาพี่ว่าคิดถึงเธอม๊ากมาก เพราะช่วงนี้เธอยุ่งๆ มุนบยอลเขาเลยไม่ค่อยได้เจอเธอ พี่ก็เลยชวนมากินข้าวด้วยกันเนี่ยแหละ” พี่ผู้จัดการโกหกเสียงสะดิ้ง

เหตุผลนี้ก็ไม่เลวเท่าไหร่ ตามน้ำละกัน เธอยิ้มตอบยงซอนที่มีท่าทีไม่เชื่อกับคำตอบของผู้จัดการตัวเอง “ไม่ได้เจอคุณตั้งนาน” เธอยื่นหน้าไปใกล้แล้วเอานิ้วไปเชยคางอีกคนขึ้นเล็กน้อย “คิดถึงนะ” ซึ่งยงซอนก็ทำเพียงกรอกตามองบนส่ายหัวให้กับความเลี่ยนของเธอ

“ไปๆๆ วันนี้กินไรกันดี” พี่ผู้จัดการพูดเสียงสดใสพร้อมทั้งเปิดประตูเชิญให้เธอ ยงซอน แล้วก็ฮวีอินออกจากห้องซ้อมไป


เธอมานั่งอยู่ในร้านอาหารไม่ไกลจากบริษัทเท่าไหร่ ความจริงร้านนี้ก็เคยมากับยงซอนแล้วแหละ ไม่ได้แปลกใหม่อะไร แต่สิ่งที่แปลกใหม่ มันคือบรรยากาศต่างหากล่ะ บรรยากาศที่เงียบกริบแม้เสียงของโต๊ะอื่นจะดังโหวกเหวกสักแค่ไหน แต่ก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเสียงนั้นให้ห่างออกไป ลมหนาวแปลกๆ ที่รู้สึกเย็นเยียบทั้งๆ ที่เป็นเพียงร้านพัดลมไม่มีเครื่องปรับอากาศในหน้าร้อน

ครืดดด~

โทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง แต่ไม่มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเนื่องด้วยเธอปิดเอาไว้ตั้งแต่เข้าคลาสเรียน

(พี่ผู้จัดการ: เธอถามสิ ว่าเขาทะเลาะอะไรกัน)

(มุนบยอลอี: เห้ย พี่เรียกฉันมากินข้าวเฉยๆ ไม่ใช่หรอ)

(พี่ผู้จัดการ: เอาเหอะน่า ช่วยๆ ฉันหน่อยเถอะ ถ้ายงซอนกับฮวีอินไม่คืนดีกันเร็วๆ นี้ฉันโดนไล่ออกแน่ พลีส มุนบยอล พลีสส)

(มุนบยอลอี: ไม่เอาอะ อยากรู้พี่ก็ถามเองสิ)

จากนั้นเธอก็เก็บโทรศัพท์ลง แม้มันจะสั่นขึ้นมาขนาดไหนก็ไม่หยิบมันขึ้นมาเปิดดูอีก

“เออ! ยงซอน” อยู่ดีๆ พี่ผู้จัดการที่นั่งตรงข้ามเธอก็โพล่งเรียกขึ้นมา “เห็นมุนบยอลบอกว่ามีอะไรจะถามเธอน่ะ”

เธอถลึงตามองหน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่หน้าที่ถูกเธอจ้องก็ไม่ได้มีความสะทกสะท้านอะไรสักนิด ลอยหน้าลอยตากินข้าวเหมือนไม่ได้พูดอะไรออกมา และเมื่อเธอหันไปมองทางด้านซ้ายที่ยงซอนนั่งอยู่ก็พบคิ้วขมวดมุ่นของยงซอนส่งคำถามมา

“เอ่อ…” เธอพยายามนึกว่าจะถามอะไรออกไปดี แต่เหมือนจะไม่ทันใจคนฝั่งตรงข้าม

เสียงของร่างท้วมที่นั่งตรงข้ามกับเธอเอ่ยแทรกขึ้น “มุนบยอลเขาบอกว่าเธอกับฮวีอินช่วงนี้ดูแปลกๆ น่ะ เขาอยากรู้ว่าพวกเธอสองคนโกรธอะไรกันอยู่รึเปล่า”

ยงซอนหรี่ตาไปมองผู้จัดการตัวเองก่อนจะถาม “มุนบยอลอยากรู้หรือว่าพี่อยากรู้คะ”

“จริงๆ มุนบยอลอยากรู้… แล้วพี่ก็อยากรู้ด้วย...” พี่ผู้จัดการพูดเสียงลอยๆ ตาก็ไม่ยอมสบกับยงซอน แต่ดันมองฝ้าเพดานไปเรื่อยเปื่อย “คนในบริษัทก็อยากรู้... ท่านประธานก็อยากรู้...”

“คนอยากรู้เยอะแยะไปหมดเลยนะคะ” ยงซอนเอ่ยแซวไม่จริงจัง “ฉันรู้ว่าทุกคนก็คงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันยังไม่พร้อมบอกอะไร ลองถามฮวีอินดูสิคะ เผื่อจะมีคำตอบให้” ยงซอนพูดพร้อมโบ้ยหน้าไปทางฮวีอินที่นั่งก้มหน้าก้มตากินไม่พูดไม่จากับใครอยู่ฝั่งตรงข้ามตัวเอง

“ว่าไงฮวีอิน เธอมีคำตอบไหม” พี่ผู้จัดการหันไปถามฮวีอินตามคำแนะนำของยงซอน

ฮวีอินที่เพิ่งจะตักข้าวเข้าปากก็ส่ายหัวเบาๆ ทั้งที่ยังอมช้อนเงินอยู่ในปาก หน้าก็ก้มต่ำมองอาหารในจานตัวเอง จนเธอไม่สามารถเห็นสีหน้าของอีกคนได้ ก็เล่นทำตัวกันอย่างเนี๊ย แล้วฉันจะเอาอารมณ์ไหนไปโกรธเจ้าหมาหงอยนั่นได้ลง


หลังทานอาหารเสร็จ เธอ ยงซอน แล้วก็ฮวีอินก็กลับบริษัทเพื่อไปขึ้นรถตู้ประจำวงที่จอดอยู่ที่บริษัท และแล้วรถตู้สีดำที่พี่ผู้จัดการเป็นคนขับก็มาจอดเทียบอยู่หน้าคอนโดที่คุ้นเคย

“พี่ส่งแค่นี้นะ” พี่ผู้จัดการเอ่ยออกมาเมื่อพวกเธอลงจากรถเรียบร้อยแล้ว

     เธอโบกมือลาพี่ผู้จัดการแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับยงซอนที่เดินเคียงข้าง และมีฮวีอินที่เดินตามมาเงียบๆ  เดินเข้าไปในตัวลิฟต์พร้อมกดชั้น 10 รอไม่กี่อึดใจประตูลิฟต์นั่นก็เปิดออก เธอที่เดินออกมาจากลิฟต์ก็กำลังจะเลี้ยวซ้ายไปทางห้องของยงซอนตามปกติ แต่หางตาก็ดันเห็นเหมือนมีอะไรสักอย่างอยู่ที่หน้าห้องฮวีอิน ไวกว่าสมองคิด หน้าของเธอก็พลันหันไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้นตามสัญชาตญาณ ฮวาซา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #41 wyve (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:23
    หมาหงอยได้น้ำตาร่วงแน่ๆ เป็นแบบนี้แล้วใครจะไปโกรธลง เรื่องมันเริ่มเครียดแล้วก็มีมุมนารักๆตลอดเลยนะ อ่านละต้องนึกภาพสองคนนั้นเต๊าะกันออกอากาศตาม ถถถถถถ
    #41
    1
    • #41-1 mosedoc(จากตอนที่ 24)
      6 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:09
      เอาจริงๆ ตอนแต่งก็พยายามนึกภาพสองคนนั้นเต๊าะกันออกอากาศ 555555
      #41-1
  2. #40 _YulSic_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:15
    มาขอโทษใช่ไหมล้าาาา
    #40
    0
  3. #39 hajingsuky (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:19
    เย้ๆ อัฟวันละสองตอนแบบนี้ทุกวัน น่ารักมากเลย-//-
    รอลุ้นตอนต่อไป
    #39
    0